WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 13, 2010

ความถดถอยของอนุรักษ์นิยมในสังคมไทย?

ที่มา ประชาำไท


ความมืดบอดทางสติปัญญาของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะทำให้พวกเขาพังพินาศต่อพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

หลังจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นมาผมรู้สึกว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว..

หลังจากการชุมนุมของพี่น้องเสื้อแดงจบสิ้นลงพร้อมกับเพลิงพิโรธในจุดต่างๆรอบ พื้นที่การชุมนุมและบางพื้นที่ใน

เขตที่มั่นแดงต่างจังหวัด ปรากฎว่าจนถึงขณะนี้ (11 มิย 2553) ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงยังไม่นิ่ง รวมไปถึงมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก บางคนอาจพิการตลอดชีวิต ..

ผมถือว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ เหตุการณ์โดยตรงเพราะพาตัวเองเข้าพื้นที่ปะทะในวันที่เสธแดงถูกยิงวันที่ 13 พค 53 จนถึง 14 พค 53 ต่อเนื่องกัน 2 วัน ในวันสุดท้ายที่ผมอยู่ในพื้นที่ตอนกลางวันผมเห็นทหารเต็มไปหมด ถนนแทบทุกเส้นรอบพื้นที่ชุมนุมปิดตาย การจะเข้าพื้นที่ได้ต้องใช้วิธีเดินลัดเลาะเข้าไปทางชุมชนใกล้ๆบริเวณนั้น ..

คืนวันที่เสธแดงถูกยิงเป็นวันที่ผมจะจดจำไปชั่วชีวิต เพราะหลังจากที่เสธแดงถูกหามส่งโรงพยาบาลแล้วก็มีการปะทะกันทั้งคืน ในห้วงเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงต่อมาหลังจากเสธแดงถูกยิง ในพื้นที่บังเกอร์แดงโซนศาลาแดงถูกกลุ่มกระสุนปืนลึกลับยิงสวนเข้ามาในค่าย ทำให้ผมเห็นคนล้มลง 2 คน หนึ่งในนั้นหัวสมองกระจายเรี่ยราดบนพื้นถนน ตัวผมเองก็เกือบถูกลูกปืนพุ่งใส่ขาซ้ายซึ่งกระสุนลูกนั้นวิ่งผ่านขาผมไปดัง "ฟึ่บ!!" ไปกระแทกกับพื้นถนนเป็นรู ลูกปืนมาจากด้านบนแน่นอนเพราะวิธีกระสุนเฉียงจากที่สูง ..

สถานการณ์ ตอนนั้นแย่มากจนผมต้องถอยไปตั้งหลักยังหลังเวทีราชประสงค์ซึ่งเป็นสถานที่ ยังมีการปั่นไฟใช้สว่างไสว (โซนบังเกอร์ศาลาแดงมืดทั้งแถบ) ตลอดทั้งคืนผมได้ยินเสียงปืนประปราย เป็นคืนอันยาวนานสำหรับผมในพื้นที่สงครามเช่นนี้ ..

วันต่อมาผม พยายามลัดเลาะเข้าพื้นที่ราชประสงค์อีกแต่อยู่ได้เพียงครึ่งวันผมต้องพาตัว เองออกมา การข่าวของผมแจ้งว่าจากวันนี้ไป (14 พค 53) ทหารจะเข้ากวาดล้างในพื้นที่ ..

ระหว่างวันที่ 17-19 พค 53 เป็นวันนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของสยาม การเข้ากวาดล้างคนเสื้อแดงของทหารรัฐบาลเป็นไปอย่างโหดเหี้ยมในนาม "การกระชับพื้นที่" ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถปฎิเสธความรุนแรงอันเกิดจากการล้อมปราบของรัฐบาลได้ ..

หลังจากสิ้นสุดสงครามระหว่างประชาชนและทหาร รัฐบาลก็ตามไล่กระทืบซ้ำพี่น้องเสื้อแดงทางสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน มีการบุกจับแกนนำแดงทั่วประเทศ แกนนำบางส่วนหนีไป บางส่วนถูกยิงตาย บางส่วนเข้ามอบตัว หลายส่วนเตรียม "ยุทธศาสตร์" สำหรับครั้งต่อไปอย่างเคียดแค้นชิงชัง ..

มวลชนพี่น้องเสื้อแดง หลายพื้นที่เท่าที่ตัวผมได้สัมผัสโดยตรง ภาคตะวันออกมี ชลบุรี ระยอง จันทรบุรี ตราด อีสานมี อุบล ขอนแก่น มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร อุดร ในขณะนี้อยู่ในสภาพโกรธแค้นชิงชัง สับสน และกำลังใจหดหู่ ส่วนในระดับแกนนำท้องถิ่นนั้นพวกเขาไม่ยอมแพ้ พวกเขากล่าวกับผมว่า "ครั้งต่อไปจะนองเลือดกว่านี้ และประชาธิปไตยจะต้องชนะ" ..

ผมแน่ใจว่าพวกเขาพูดจริง ในระดับมวลชนผมค้นพบว่าหลังจากราชประสงค์แตกย่อยยับทำให้ "ความคิดทางการเมือง" ของเขาถูกยกระดับขึ้นไปอีกครั้ง พวกเขารู้แล้วว่าการสู้รบครั้งต่อไปเขาจะสู้กับ "ใคร" อย่างชัดเจน ..

การจัดตั้งมวลชนในระดับพื้นที่แถบอีสานและภาคเหนือเพิ่มความเข้มมากยิ่งขึ้นในระดับที่น่ากลัวสำหรับฝ่ายอนุรักษ์นิยม เป็นความน่ากลัวในระดับที่รัฐบาลฝรั่งเศสก่อน 1789 ได้รับจากฝ่ายประชาชน เป็นความน่ากลัวในระดับรัฐบาลของพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ได้รับก่อน 1917 ..

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทั้งเศรษฐกิจและสังคมในประเทศนี้กำลังสำแดงพลังของมันในฐานะปัจจัยหนึ่งในกระแสความเปลี่ยนแปลงอันน่ากลัว ต้นตอของปัญหาไม่เคยถูกแก้มานานแสนนาน แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา ฝ่ายอนุรักษ์นิยมยังคงตามไล่ล่ากวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างเลือดเย็น ..

วิธีการที่พวกอนุรักษ์นิยมนำมาใช้จัดการกับปัญหา คือ ความรุนแรง เป็นความรุนแรงทั้งความคิดและกายภาพ พวกเขาเชื่อว่าปากกระบอกปืนสามารถสยบประชาชนลงแทบเท้าของเขาได้ พวกเขาเชื่อว่าการปกปิดทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้กฎหมายสามารถกวาดล้างสำนึกทาง การเมืองของประชาชนได้ พวกเขาเชื่อว่าประชาชนโง่ดักดานตามพวกเขาไม่ทัน ..

อนิจจา...ความ เชื่อเหล่านี้เกิดจาก "ความกลัว" ทั้งสิ้น พวกเขามองไม่เห็นพัฒนาการใดๆทั้งสิ้นของประชาชน พวกเขายังนึกว่าประชาชนถูกทักษิณซื้อหรือมาเพราะนักการเมืองจัดตั้ง ..

ความมืดบอดทางสติปัญญาของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจะทำให้พวกเขาพังพินาศต่อพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกรากนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วน "บนที่สุด" ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจการปกครองออกจากมือ พวกเขาเชื่อว่าประเทศนี้ชนชั้นของตนดีที่สุด พวกเขาไม่เชื่อประชาชน พวกเขาไม่เชื่อความเปลี่ยนแปลง พวกเขาดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจเท่านั้น ..

การรักษาอำนาจของเขาทำให้ประชาชนนับร้อยต้องบาดเจ็บล้มตาย เขาฆ่าแม้กระทั่งคนแก่ เด็ก อาสาสมัครจิตอาสา ผู้หญิง คนที่ไม่มีอาวุธในมือ ..

พี่น้องประชาชนผู้สูญเสียเขาไม่สนใจคำอธิบายใดๆของรัฐทั้งสิ้นเพราะรัฐไปฆ่าเขา คำว่าปรองดองเป็นคำที่ตลกร้ายที่สุดสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วสำหรับการ "เอาคืน" ของประชาชนแล้ว ..

ความปรองดองบนพื้นฐานความกลัว คือความหายนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างแท้จริง

สังคมแห่งการ 'ดูแลกันและกัน' กับสังคม 'ปรองดองซ่อนเหลื่อมล้ำ'

ที่มา ประชาไท

มาร์ตีน โอบรีเรียกร้อง “สังคมแห่งความเบิกบานและความเคารพ”
(AFP PHOTO / FRANK PERRY
)

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มาร์ตีน โอบรี (Martine Aubry) เลขาธิการพรรคสังคมนิยมของฝรั่งเศส (Parti Socialiste หรือ PS) ได้เสนอแนวคิดใหม่เพื่อการปฏิรูปอุดมการณ์และ ปรัชญาของพรรค หลังจากที่พรรคฝ่ายซ้ายแพ้การเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดี ให้กับนิโกลา ซาร์โกซีตัวแทนจากพรรคฝ่ายขวา (Union pour le Mouvement Populaire หรือ UMP) ในปี 2550 หนึ่งในเหตุผลที่สำคัญของการพ่ายแพ้ ครั้งนี้ก็คือพรรค PS ไม่สามารถเสนอวาทกรรมและแนวคิดใหม่ๆที่จะสามารถ แก้ปัญหาร่วมสมัยอันเกิดขึ้นจากลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้

ในบทสัมภาษณ์ลงในเวปไซต์ข่าว Mediapart โอบรีเสนอแนวคิดเรื่อง “สังคมแห่งการดูแล” (la société du “care”) ว่า “สังคมแห่งการดูแลเกิดจากวิวัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจก เราต้องเปลี่ยนจากสังคมปัจเจกนิยมสู่สังคมของการ ‘ดูแล’ ในความหมายของคำภาษาอังกฤษซึ่งเราสามารถแปลได้ว่า ‘การดูแลซึ่งกันและกัน’ สังคมดูแลคุณ แต่คุณก็ต้องดูแลคนอื่นและสังคมเช่นเดียวกัน”

'Care' หรือการดูแลนี้เป็นแนวคิดทางปรัชญาและทางการเมืองที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ผ่านงานของ Francis Hutcheson, David Hume และ Adam Smith ซึ่งพยายามพิจารณารูปแบบใหม่ของ “การเห็นอกเห็นใจ” ผู้อื่นในสังคม แต่แนวคิดที่โอบรีอ้างถึงเป็นแนวคิดร่วมสมัยที่เริ่มต้นจากนักคิดสตรีนิยมช่วงทศวรรษ 80 ในสหรัฐอเมริกาและได้รับการพัฒนาเรื่อยมาสู่แนวคิดทางการเมือง

หากกล่าวอย่างกระชับ “สังคมแห่งการดูแลซึ่งกันและกัน” (le soin mutuel) คือการหันกลับมาให้ความสำคัญกับคุณค่าทางศีลธรรมในการตัดสินใจหรือการกระทำทางการเมืองใดๆ เพราะคุณค่านี้ถักทอความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์ กับสิ่งของหรือแม้กระทั่งกับสิ่งแวดล้อมทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ ดังนั้น ท่ามกลางวิกฤติศรัทธาที่ฝรั่งเศสกำลังเผชิญอยู่ เลขาธิการพรรค PS เห็นว่าสถาบันทางการเมืองจะต้องได้รับการปฏิรูป โดยคำนึงถึงคุณค่าทางสังคมและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพราะ “จงอย่าลืมว่านโยบายการให้เงินช่วยเหลือใดๆ ก็ไม่อาจมาแทนที่สายโซ่ของการดูแล การช่วยเหลือซึ่งกันและกันฉันครอบครัวและฉันมิตรสหาย ความใส่ใจของผู้ที่อยู่แวดล้อม” โอบรีกล่าว

นักคิดฝ่ายซ้ายหลายคนออกมาปกป้องว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่การสังคมสงเคราะห์เพราะไม่ได้มุ่งปกป้องเพียง “ผู้ด้อยโอกาส” ทางสังคม หากแต่ทุกคนที่ถูกทำให้เป็น “คนนอก” โดยอำนาจ และเราทุกคนก็อาจตกอยู่ในตำแหน่ง “ที่อ่อนแอ” นั้นได้วันใดวันหนึ่ง และไม่ได้เสนอเพื่อแทนที่มาตรการสาธารณะต่างๆ แต่เพื่อเติมช่องว่างให้มาตรการเหล่านี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

แม้แนวคิดนี้จะถูกวิจารณ์และโจมตีอย่างกว้างขวางจากหลายฝ่าย เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดนี้คือความพยายามของพรรค PS ในการตรวจทานแนวคิดหลักของฝ่ายซ้ายเองเรื่อง “รัฐสวัสดิการ” ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องการปฏิรูปในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกและ เศรษฐกิจอียูเองกำลังประสบกับปัญหาอย่างหนัก

นี่คือโจทย์ที่พรรคการเมืองและรัฐบาลฝรั่งเศสพยายามหาคำตอบด้วยข้อเสนอที่แตกต่างหลากหลาย พร้อมกับการเปิดพื้นที่สาธารณะให้กับการถกเถียงแลกเปลี่ยนของทุกภาคส่วนเพราะ “ปริมณฑลของการสื่อสาร” ตามคำของฮาเบอร์มาส (Habermas) คือพื้นที่ก่อร่างของ “ความคิดเห็นสาธารณะ” ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นใน “ปริมณฑลของการบริหารจัดการ”

การสร้างพื้นที่สาธารณะนี้ของฝรั่งเศสจึงเป็นการตั้งคำถามไปยังประชาชนถึง “รูปแบบของสังคม” ที่พวกเขาอยากจะเห็น โดยผ่านการเสนอแนวคิดเชิงอุดมการณ์และผ่านการถกเถียงต่อสู้ระหว่างความคิดเห็นที่แตกต่าง

ในขณะที่ฝรั่งเศสเริ่มตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปรัฐสวัสดิการ ประเทศไทยของเรากำลังเดินหน้ากระบวนการปรองดองซึ่งหนึ่งในนั้นคือการสร้างรัฐสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคมด้วยการให้การศึกษาฟรี ให้สาธารณสุขฟรี ปลดหนี้ให้ (เกือบ) ฟรี ฯลฯ เป็นการเดินสวนทางกับกระบวนการพัฒนาสังคมการเมืองของฝรั่งเศส ในขณะที่ฝรั่งเศสเริ่มต้นจากการพัฒนาสวัสดิการให้เป็นสถาบัน อย่างมั่นคงแล้วจึงหันมาทบทวนถึงคุณค่าและความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจก ประเทศไทยกลับไม่เคยมองรัฐสวัสดิการในเชิงโครงสร้าง หากมองเป็นเพียงแค่นโยบายเอาใจคนบางกลุ่มที่อยากทำ “ดี”

การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมในตัวเองนั้นเป็นวาทกรรมที่ดูดี ถูกต้องตามจารีตทางการเมืองแบบที่ฝรั่งเรียกว่า political correctness คือ'พูดอีกก็ถูกอีก' แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเราจะลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร ในเมื่อเรายังติดกับดักความหมายของรัฐสวัสดิการตามแนวคิดโบราณแบบพ่อปกครองลูก คนดีมีอำนาจเหนือคนชั่ว คนรวยจุนเจือคนยากจน ?

นี่เป็นแนวคิดแบบสังคมอุปถัมภ์และสังคม สงเคราะห์ที่มีรากฐานมาจากความเชื่อว่าดุลยภาพของสังคมต้องประกอบด้วยคนที่ปกครองและคนที่ถูกปกครอง และทั้งสองต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดไม่ก้าวล้ำพื้นที่ของกันและกัน แล้วสังคมจะสงบร่มเย็น แนวคิดนี้ถูกทำให้ขาวเนียนยิ่งขึ้นด้วยวาทกรรมที่ว่าสังคมไทยเราไม่เคยมีความขัดแย้งและอยู่กันฉันพี่ฉันน้องอย่างสงบสุขมาโดยตลอด

นี่คือมุมมองแบบชนชั้นปกครองเป็นหลัก (บวกชนชั้นกลางจากเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่) เป็นมุมมองจากมุมสูง เป็นมุมมองเชิงสังเวชและสงสาร และก็เป็นมุมมองเดียวกันนี้เองที่เราเอาไว้ใช้มอง “คนชายขอบ” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ คนยากจน ชาวนาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยนายทุน กระเทย เกย์ เลสเบียน เด็กเร่ร่อน แม้กระทั่งหญิงที่ถูกสามีทอดทิ้งหรือนอกใจ ฯลฯ

หลังจากเหตุการณ์ทวงคืนพื้นที่ด้วยการ 'กระชับวงล้อม' เรากำลังอยู่ในสภาพโคม่าที่คนกรุงเทพนิยามว่าสภาวะ “ขอความสุขคืนกลับมา” คนชนชั้นกลางร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือประเทศ เพื่อแลกกับความสุขของตนด้วยการจับจ่ายใช้สอยให้เม็ดเงินสะพัดจน ปลิวว่อน กลบเกลื่อนตัวเลขของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บได้อย่างแนบเนียน เสียงเพลงผนวกกำลังกับแคมเปญ Together We Can ของกทม.คลอสถานีโทรทัศน์และวิทยุบดบังเสียงร่ำไห้ของญาติผู้เสียชีิวิต เสียงร้องขอความช่วยเหลือของผู้บาดเจ็บและเสียงคับข้องใจของผู้ที่จำต้องเดินทางกลับบ้าน

ผู้คนรอบตัวเริ่มส่งฟอร์เวิร์ดเมล์เรื่องการออกค่ายพัฒนา การบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือโรงเรียน ตามชนบท แม้กระทั่งการรวมกลุ่มกันไป “เผยแผ่” ความรู้เรื่องประชาธิปไตยกับชาวบ้านรากหญ้าตาดำๆตามท้องนาท้องไร่ เฉกเช่นมิชชันนารีฝรั่งในยุคล่าอาณานิคมที่มีจิตใจเมตตาต้องการถ่ายทอด “ความรู้” เกี่ยวกับพระเจ้ากับชาวพื้นเมืองล้าหลังป่าเถื่อนในดินแดนอันไกลโพ้น

นี่คือมุมมองของผู้ที่อยู่เหนือกว่า ซึ่งกำลังพยายามทำให้ความจริงที่รุนแรงและชัดแจ้งของความขัดแย้งกลายเป็นเพียงแค่ “เรื่องโรแมนติกป๊อบๆ” ที่เราควรจ้องมองอยู่ห่างๆไกลๆ โดยไม่เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวพัน

หากเรายังคงมองการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านทัศนคติเช่นนี้ ท้ายที่สุดแล้วสังคมแห่งการปรองดองก็จะเป็นได้เพียง มโนทัศน์ที่สวยหรูและมีไว้เพื่อสนองต่อปมของคนชนชั้นกลางเองเท่านั้น คือปมเรื่องคนดีมีศีลธรรมช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ที่ด้อยกว่า

นี่คือความรุนแรงทางจิตวิญญาณและทางอุดมการณ์ของสังคมแห่งการประกอบกุศลทาน

ในขณะที่ 'care' ของฝ่ายซ้ายฝรั่งเศสคือการกลับมาให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ เท่าเทียมกัน 'care' ของไทยในรูปของ 'การปรองดอง' กลับตอกย้ำความไม่เท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เหลื่อมล้ำ

ในสังคมที่ทุกคนอยากจะ “ให้” แต่ในขณะเดียวกันทุกคนก็กลัวจะไม่ “ได้รับ” การตั้งคำถามอย่างจริงจังและอย่างถอนรากถอนโคนกับมุมมองของตนเอง ต่อ “คนนอก” ทั้งทางการเมือง สังคมและเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่จำเป็น ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคม การวิพากษ์และตรวจสอบอุดมการณ์และการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาล เป็นหน้าที่ที่เราทุกคนจะต้องร่วมกันทำ ไม่ใช่ “อวย” กับทุกๆสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอให้เราเชื่อ

ไม่เช่นนั้นโคม่าแห่งชาติครั้งนี้คงจะกินเวลาอีกยาวนานชั่วกัลป์ และระหว่างนั้นสังคมไทยก็จะมีแต่เผ่าพันธ์ุ “คนดี” เต็มไปหมดและ “คนจน” ก็จะยังคงเป็นเผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่ที่ปกคลุมดินแดนอันไกลโพ้นห่าง ไกลจากหัวเมืองใหญ่ !

นักปรัชญาชายขอบ : ในความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย อะไรหรือที่ไม่เหมือนเดิม?

ที่มา ประชาไท


เราได้ยินประโยคเช่นนี้กันบ่อยขึ้น “นับแต่นี้ต่อไปสังคมไทยจะไม่เหมือนเดิม” แต่อะไรหรือที่ไม่เหมือนเดิม?

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยวิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ (อย่างน้อยในช่วงสองทศวรรษหลังมานี้) ทำให้เกิดการขยายฐานจำนวนคนชั้นกลางระดับล่างเพิ่มมากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ เช่น การมีสวัสดิการในการรับบริการสาธารณสุข โอกาสทางการศึกษา การประกันราคาพืชผล การเข้าถึงแหล่งทุน หรือกระทั่งการรักษา/พัฒนาคุณค่า (และมูลค่า) ของทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาของชุมชน ต้องพึ่งพาหรือมีมิติเชื่อมโยงกับอำนาจรัฐมากขึ้น

ในยุครัฐธรรมนูญ 2540 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญคือ มีการ “แข่งขันทางนโยบาย” ค่อนข้างเด่นชัด แม้การเลือกตั้งจะมากด้วยการซื้อเสียง (ซื้อเสียงกันทุกพรรค) แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนที่รับเงินซื้อเสียง จะปราศจากการใช้ “เหตุผล” ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะผลของการเลือกตั้งบ่งชี้ข้อเท็จจริง (ที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนเลือกอย่างมีเหตุผล) ที่ชัดเจนอย่างข้อย 2 ประการ คือ 1) ประชาชนเลือกเพราะชอบนโยบายพรรค 2) ประชาชนเกิดศรัทธาอย่างเหนียวแน่นต่อนักการเมืองหรือพรรคการ เมืองที่ใช้นโยบายที่หาเสียงไว้มาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ที่พวก เขามองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม

แน่นอนว่า เราอาจวิจารณ์นโยบายประชานิยม และรัฐบาลที่คนชั้นกลางระดับล่างและคนรากหญ้าเลือกได้หลายแง่มุม แต่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเลือกนโยบายพรรค และการที่ประชาชนศรัทธาต่อนักการเมืองหรือพรรคการ เมืองเพราะทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้นั้นไม่ใช่ความก้าวหน้าของ การเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน และความก้าวหน้าดังกล่าวนี้เองที่ทำให้คนชั้นกลางระดับล่าง และคนชั้นล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมไทยได้ค้นพบว่าพวกเขามี “อำนาจ” อยู่จริงในการกำหนดทิศทางการเมืองระดับชาติ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพวกเขา

การที่ประชาชนส่วนใหญ่ค้นพบว่า พวกเขามีอำนาจ “อยู่จริง” ดังกล่าว ทำให้เกิดการตระหนักในคุณค่าของการใช้อำนาจนั้นให้เอื้อประโยชน์ ต่อชนชั้นของพวกเขามากขึ้น และมีความรู้สึก “หวง” อำนาจของตนเองมากขึ้น จึงทำให้พวกเขาตระหนักว่า “การเลือกตั้ง” มีความหมายต่อการกำหนดอนาคตของพวกเขาเอง ไม่ใช่ “ประชาธิปไตยเพียง 4 วินาที” ดังที่แกนนำพันธมิตรฯ “เข้าใจ” (และพยายามชี้นำให้สังคมเชื่อตาม)

ฉะนั้น การออกมาทวงคืนอำนาจในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากรัฐบาลหุ่นเชิด ของอำมาตย์ จึงไม่ใช่การเรียกร้องของคนไม่รู้ประชาธิปไตย หรือไม่ได้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างที่ถูกดูแคลน (และถูกซ้ำเติมด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นเครื่องมือนักการเมืองโกง ขบวนการก่อการร้าย ขบวนการล้มเจ้า ฯลฯ)

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ทำให้ เกิดการขยายฐานจำนวนคนชั้นกลางระดับล่างเพิ่มมากขึ้น (คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงสื่อ การศึกษา เทคโนโลยีการสื่อสารหลากหลายขึ้นกว่าเดิม) และความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ การแข่งขันทางนโยบาย ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งอย่างมีเหตุผล และตระหนักว่าพวกเขามีอำนาจ “อยู่จริง” มากขึ้น นี่คือ “ความไม่เหมือนเดิม” ของสังคมไทย

แต่ “ความไม่เหมือนเดิม” ดังกล่าวนั้น ต้องปะทะกับ “ความเหมือนเดิม” ของชนชั้นนำไทย ซึ่งประกอบด้วยชนชั้นอภิสิทธิชน ชนชั้นปกครอง ปัญญาชน นักวิชาการ สื่อสายอนุรักษ์นิยม หรือสายก้าวหน้ากึ่งอนุรักษ์นิยม

“ความเหมือนเดิม” ของชนชั้นนำเหล่านี้คือ การยึดติดว่าพวกตนเป็นเจ้าของ “อำนาจปกครอง” และ “อำนาจทางศีลธรรม” หรือ อำนาจชี้ถูกชี้ผิดและ/หรือกำหนดทางเลือกทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง

แล้วโศกนาฏกรรมจึงเกิดขึ้นเมื่อพวก เขาเผชิญกับ “การท้าทาย” จากความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้ากว่า ด้วยการพยายาม “กระชับ” อำนาจปกครองให้เข้มแข็งเฉียบขาดมากขึ้น โดยอาศัย “ลมปาก” ของนักการเมืองรุ่นใหม่ภาพลักษณ์งดงามว่า เพื่อปกป้องนิติรัฐ ปกป้องสถาบัน สร้างความปรองดอง คืนความสงบสุขให้บ้านเมือง ฯลฯ และพยายาม “กระชับ” อำนาจทางศีลธรรม ด้วยข้อเสนอแผนปรองดอง ปฏิรูปประเทศไทย ปฏิรูปสื่อ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ (หรือกระทั่งเสนอให้ “ถวายคืนพระราชอำนาจ” ใช้เวลา 3 ปี ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปตำรวจ)

สรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ว่า “ความไม่เหมือนเดิม” มาขอ “การมีส่วนร่วม” ในการกำหนดอนาคตของประเทศผ่าน “การเลือกตั้ง” แต่ “ความเหมือนเดิม” นอกจากจะไม่ยอมให้เกิดการมีส่วนร่วม (ย้ำ การเลือกตั้งเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นรูปธรรมและ กว้างขวางที่สุด) ดังกล่าวแล้ว ยังพยายาม “กระชับ” อำนาจปกครองและอำนาจทางศีลธรรมของชนชั้นของพวกตนให้เข้มแข็งกว่าเดิม!

แต่การไม่ยอมรับ “ความไม่เหมือนเดิม” ด้วยการพยายามกระชับอำนาจของชนชั้นนำดังกล่าวดำ เนินไปท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่เหมือนเดิมอ ย่างสำคัญ คือ หากเปรียบเทียบกับความขัดแย้งทางการเมืองเดิม เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา และพฤษภา 35 ความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมไม่ได้ขยายกว้าง ร้าวลึก และยืดเยื้อมากขนาดนี้

การที่รัฐบาลอภิสิทธิชนพยายามปกครอง ประเทศด้วยการสร้างความกลัว (คง พรก.ฉุกเฉิน ปิดสื่อฝ่ายตรงข้าม สื่อที่มีความเห็นต่าง อย่างไม่มีกำหนด) เดินหน้าแผนปรองดองพร้อมกับกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกตั้งคำถามถึง “ความเป็นกลาง” และอ้างว่า เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่บรรยากาศของความปรองดองสมานฉันท์แล้วจึงจะ มีการเลือกตั้ง ก็ยิ่งแสดงถึงวิธีคิดและรูปแบบการเผชิญกับ “ความไม่เหมือนเดิม” ของสังคมไทยที่สะท้อนถึงความเห็นแก่ตัว ลุแก่อำนาจ และไม่เคารพต่อ “อธิปไตย” ของประชาชน ของบรรดาชนชั้นนำไทยที่ไม่รู้จักเรียนรู้และปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

คำถามคือ อำนาจปกครอง และอำนาจศีลธรรมของชนชั้นนำไทยที่เสื่อม “ความชอบธรรม” (เพราะเป็นอำนาจบน “ฐานคิด” ที่ดูถูกประชาชน สืบทอดรัฐประหาร ฆ่าประชาชน! ฯลฯ) ไปมากแล้ว จะยังคงอยู่ได้นานแค่ไหน?

ชนชั้นนำเหล่านี้เกิดการเรียนรู้หรือไม่ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่หูตาสว่างมองเห็น “ความไม่เหมือนเดิม” ที่ก้าวหน้ากว่า เขาเบื่อหน่ายแค่ไหนกับการที่ได้เห็น “วิธีการแบบเดิมๆ” โดยให้บรรดา “ทหารหาญ” (ที่ควรไปปฏิบัติ “หน้าที่” ใน 3 จังหวัดภาคใต้) ลงพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเพื่อปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.) ชิงมวลชนกลับคืน

คนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไปที่ต้องการเปลี่ยนประเทศไปสู่ “ความไม่เหมือนเดิม” ที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า ต้องไม่ท้อถอย ต้องมีขันติธรรม ไม่เผาโรงเรียน สถานที่ราชการ ต้องชัดเจนในเป้าหมาย มั่นคงในอุดมการณ์ เรียกร้องรัฐบาลด้วยการใช้เหตุผลที่เหนือกว่า และอดทนที่จะรอคอย “สั่งสอน” ชนชั้นนำที่ยึดติดอำนาจปกครองและอำนาจทางศีลธรรมอย่าง หน้ามืด ใน “การเลือกตั้ง” ครั้งต่อไป!

เสียงเพรียกจากค่ายกักกันอดิศร สระบุรี

ที่มา Democracy 100 percent



เสียงเพรียกจากค่ายกักกันอดิศรสระบุรี
ของสมยศ พฤษภาเกษมสุข บก. Voice of TAKSIN
(ของฝากจากทหารแตงโม ๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ )

ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน คณาจารย์ นักศึกษา และผู้ใช้แรงงานทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านการใช้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลตัวแทนอำมาตย์ อภิสิทธิ์-สุเทพ ที่จับกุมพี่น้องประชาชน รวมทั้งตัวผมอย่างไม่เป็นธรรมและเป็นการใช้กฎหมายเลือกปฏิบัติ (สองมาตรฐาน)

ผมถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในภาวะฉุกเฉิน ด้วยเพียงเพราะผมกับอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ยืนให้สัมภาษณ์ว่า “จะจัดให้มีการชุมนุมในอนาคต” คือจะชุมนุมในวันที่ 24 มิถุนายน เพื่อตามหาวันชาติดังเช่นที่เคยทำมาแล้วในปีก่อน เพียงเท่านี้ก็เป็นความผิดที่ ศอฉ.ได้ยัดเยียดคุกตะรางให้ผม แต่ในเวลาเดียวกันพวกเสื้อ(เหลือง)หลากสีได้จัดชุมนุมในปัจจุบันยื่นข้อเรียกร้องให้ถอดถอน ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนที่เข้าร่วมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยร่วมกับคนเสื้อแดง กลับมีเสรีภาพชุมนุมเกิน 5 คนได้ทั้งๆ ที่อยู่ภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินเช่นเดียวกับผมแต่กลับไม่มีความผิด

ผมและอาจารย์สุธาชัยได้แสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่หลบหนีจึงเดินไปมอบตัว แต่ปรากฏว่ากลับถูกจับกุมห้ามเยี่ยมห้ามประกันในช่วงแรก และสุดท้ายพวกเขาปล่อยตัวอาจารย์สุธาชัยก่อน เพราะทนแรงกดดันจากเพื่อนคณาจารย์และนักศึกษาไม่ได้ แต่ตัวผมยังถูกจองจำเหมือนเดิมทั้งๆที่ถูกจับด้วยข้อหาเดียวกันเวลาเดียวกัน และมอบตัวพร้อมกัน

ผมมาพิจารณาดูน่าจะเป็นเพราะว่าอาจารย์สุธาชัยมีสถานภาพเป็นข้าราชการอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนตัวผมไม่มีสถานภาพความเป็นข้าราชการ เพราะผมเป็นเพียงประชาชนเช่นคนเสื้อแดงทั่วไปที่ถูกจับกุมตัวโดยไม่มีความผิด และไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเหมือนกัน ผมไม่โกรธการตัดสินใจของ ศอฉ.เช่นนี้เพราะอย่างน้อยที่สุดทำให้ผมได้ลิ้มรสของคำว่า “ไพร่” อย่างเป็นจริง

รัฐบาลตัวแทนอำมาตย์อภิสิทธิ์-สุเทพ ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินเองแต่ก็ทำผิดกฎหมายนั้นเอง กล่าวคือตามมาตรา 12 กำหนดว่า “จะควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมอย่างผู้ต้องหาไม่ได้” แต่ตัวผมถูกควบคุมหนักกว่าผู้ต้องหา ซึ่งสถานที่ควบคุมตัวผมและอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ที่ค่ายทหารอดิศร สระบุรี นั้นไม่ต่างอะไรกับค่ายกักกันในสมัยพรรคนาซีเรืองอำนาจในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2ผมและอาจารย์สุธาชัยถูกจับให้นอนอยู่ในเต็นท์กลางแดดตั้งแต่วันแรกจนถึงขณะนี้โดยมีลวดหนามเป็นขดสูง 2 ชั้นล้อมรอบไว้ และมีทหารถือปืนควบคุมตัว แต่ต่างจากสมัยนาซีตรงที่ทหารบางคนที่ควบคุมตัวนั้นมีจิตใจรักความเป็นธรรมหรือที่เรียกว่า ทหารแตงโม ผมและคนเสื้อแดงทุกคนที่ถูกจองจำทีนี่ถูกห้ามไม่ให้ดูโทรทัศน์ และฟังข่าวสารใดๆ ทั้งจากวิทยุ และหนังสือพิมพ์ รวมตลอดทั้งจะอ่านหนังสือประเทืองความรู้ใดๆ ก็ไม่ได้นอกจาก หนังสือนิตยสารเรื่องม้าเป็นบางเล่มเท่านั้นที่พวกเขาหยิบยื่นให้

การควบคุมตัวในแต่ละวันไม่มีการสอบสวนอะไรในทางกฎหมายมีแต่ทหารมานั่งคุยและคุยอยู่เรื่องเดียวที่วนเวียนซ้ำซาก และต้องการจะให้ผมพูดความเท็จว่าหนังสือพิมพ์ Voice of TAKSIN หรือเสียงทักษิณ ของผมเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และได้รับเงินสนับสนุนจากทักษิณซึ่งผมก็ปฏิเสธไปครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “ไม่ใช่” ส่วนการใช้ชื่อหนังสือพิมพ์ว่า “ทักษิณ” ซึ่งพวกทหารของศอฉ.เขาติดใจมากและอยากให้ผมเปลี่ยนชื่อหนังสือนั้นผมก็อธิบายว่าเป็นเทคนิคทางการตลาดไม่ต่างอะไรกับกรณีที่มีคนผลิตขายสินค้ายาชูกำลังที่ชื่อ “ทักษิณสู้” แต่ดูเหมือนว่าพวกทหารที่มาคุยกับผมจะไม่เข้าใจกลไกตลาดโดยเฉพาะธุรกิจหนังสือพิมพ์ที่เป็นกลไกตลาดทางความคิดเลย

ผมลงทุนหนังสือพิมพ์ครั้งแรกไม่เกิน 5 แสนบาท และก็ยืนอยู่ได้มาเกือบปีกว่าแล้วก่อนถูกอำนาจเผด็จการปิดก็โดยอาศัยบุคคลต่างๆ ที่มีชื่อเสียงทางสังคม โดยไปกราบเขาขอให้ผมใช้ชื่อเขามาตีพิมพ์เป็นประธานบ้างที่ปรึกษาบ้าง เพื่อหนังสือพิมพ์จะได้รับความเชื่อถือและสามารถขายได้ บุคคลเหล่านั้น เช่น คุณสุธรรม แสงปทุม และ คุณวีระ มุสิกพงศ์ ก็กลายเป็นว่าผมรับเงินจากทักษิณผ่านคนเหล่านั้นทั้งๆที่ไม่เป็นความจริง

ผมพยายามอธิบายให้พวกทหารสมุนอำมาตย์ที่ดูจะโง่เง่ามากในเรื่องสินค้าความคิดว่าชื่อ “ทักษิณ” วันนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมทางการเมืองหรือต่อสู้กับภาวะ 2 มาตรฐาน ซึ่งมันฝังลึกอยู่ในใจประชาชนไทยมานานแล้ว และมันได้ระเบิดขึ้นจากรูปธรรมของการรวมศูนย์อำนาจรัฐของอำมาตย์พุ่งเข้าทำร้ายไปที่ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มานานติดต่อกันเกือบ 4 ปีแล้ว

ดังนั้นชื่อหนังสือพิมพ์ Voice of TAKSIN จึงเป็นชื่อที่จำได้ง่ายและกินใจประชาชน แต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจ ดังนั้นวันนี้ชื่อทักษิณ และสีแดง ได้กลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นผมก็ขอให้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเสียเลยจะดีไหม?

จริงๆ ผมสามารถจะได้รับการปล่อยตัวทันทีหากลงลายมือชื่อยืนยันว่าผมได้รับเงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณมาพิมพ์หนังสือ ผมเข้าใจว่าพวก ศอฉ.คงจะเอาหลักฐานนี้ไปปรักปรำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้ายอย่างแน่นอน ซึ่งการปฏิเสธของผมไม่ใช่เป็นการช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะผมกับพ.ต.ท.ทักษิณโดยส่วนตัวไม่รู้จักกันและไม่เคยเดินทางไปพบไม่ว่าที่ใดๆ แต่ผมช่วยให้ความจริงปรากฏในบรรณพิภพ ว่าผมสร้างหนังสือพิมพ์นี้ด้วยกำลังกายและด้วยกำลังสมองของผมเอง เพียงแต่อาศัยจิตสำนึกวิญญาณของประชาชนที่โหยหาเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเป็นธรรม เป็นตัวผลักดันผ่านชื่อ “ทักษิณ” ซึ่งคำว่าทักษิณเป็นคำสามัญที่แปลว่า “ทิศใต้”

ผมยอมเสียเสรีภาพ แต่จะไม่ยอมสูญเสียความเป็นมนุษย์ และสูญเสียจิตวิญญาณแห่งอิสระทางความคิดของการเป็นนักหนังสือพิมพ์อย่างเด็ดขาด

พบกันบนเส้นทางแห่งเสรีภาพทางความคิด

----------------------------------------------------------------------------------
ฝากประชาสัมพันธ์ต่อ :
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

มุมกลอน : เขาบอกว่า ประชาชน ต้องมาก่อน

ที่มา Thai E-News


เขาบอกว่า ประชาชน ต้องมาก่อน
แต่เขากลับ ริดรอน เสียงส่วนใหญ่


เขาบอกว่า เขาประชา ธิปไตย
แต่เขากลับ ขับไล่ ประชาชน

เขาบอกว่า คุณธรรม ต้องนำหน้า
แต่เขากลับ เข่นฆ่า กลางถนน

เขาบอกว่า ต้องฟังเสียง แม้หนึ่งคน
แต่เขากลับ หน้าทน จนบรรลัย

เขาบอกว่า คนอื่น มันโกงเก่ง
แต่เขากลับ โกงเอง เมื่อเป็นใหญ่

เขาบอกว่า ไม่แทรกแซง สื่อใดใด
แต่เขากลับ ปิดไล่ เรียงตัวเลย

เขาบอกว่า คอรัปชั่น ต้องกำจัด
แต่เขากลับ เห็นชัด แล้วนิ่งเฉย

เขาบอกว่า เลือกตั้ง สบายเลย
แต่เขากลับ สังเวย ชีวิตคน

เขาบอกว่า ปรองดอง แก้ปัญหา
แต่เขากลับ ยิงมา ดังห่าฝน

เขาบอกว่า มีอาวุธ ในกลุ่มชน
แต่เขากลับ ยิงคน มือเปล่าตาย

เขาบอกว่า ก่อการร้าย จุดไฟเผา
แต่เขากลับ มาคิดเอา ได้เมื่อสาย

ว่าอำนาจ มิได้อยู่ คู่วันตาย
เชิญอยู่ตาม สบาย บนซากพัง

- - - นายน้ำแข็ง - - -

พี่สมยศ มูลทอง - คนขับแท็กซี่ถูกยิงที่ขา ภรรยากำลังใกล้คลอด

ที่มา Thai E-News


พี่แหลมมารอรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ที่มา facebook - แด่เพื่อน ผู้เดือดร้อน
13 มิถุนายน 2553 8:35am

ความเดือดร้อนที่รอไม่ได้!!!

วันนี้ทางเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงที่แยกบ่อนไก่ในวันที่ 14 พ.ค. 53 สมยศ มูลทอง (พี่แหลม) อายุ 41 ปี ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ พักอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกชายตัวน้อยวัย 2 ขวบกว่า ตอนที่ไปถึง... พี่แหลมต้องใช้ไม้ค้ำยันเดินออกมารับที่หน้าปากซอยด้วยความทุลักทุเล เนื่องจากบ้านแกอยู่ในซอยที่ลึกและซับซ้อนพอสมควร วินาทีแรกที่ได้เห็น สร้างความประทับใจให้กับพวกเราอย่างมาก ในการมีน้ำใจออกมารอรับ ทั้งๆ ที่เดินเหินไม่สะดวกนัก

สภาพบ้านที่อยู่อาศัยของพี่แหลมเป็นบ้านเช่าไม้เก่าๆ หลังเล็ก ที่ค่อนข้างจะผุพังและราคาค่าเช่าค่อนข้างแพงเกินกว่าความเป็นจริง แต่เนื่องจากแฟนของพี่แหลมในยามปกติแกขายไก่ทอด จึงต้องมีที่สำหรับเตรียมและเก็บของ จึงหาห้องเช่าที่พอมีที่เก็บรถเข็นสำหรับยังชีพได้ไม่ง่ายนัก

เบญจมาศ เทพจันอัด (พี่กิ๊ก) อายุ 30 ปี ภรรยาพี่แหลม อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ใกล้คลอดเต็มทีพร้อมอาการของโรคเบาหวานที่น่าเป็นห่วง ต้องคอยฉีดยาคุมระดับน้ำตาลในเลือดวันละ 2 เข็ม เช้า-เย็น ดังนั้น นอกจากเสาหลักอย่างพี่แหลมจะทำงานไม่ได้แล้ว พี่กิ๊กเองก็ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิมเช่นกัน

พี่แหลมเล่าให้เราฟังว่า วันเกิดเหตุตนได้ไปส่งรถประมาณบ่าย 3 โมง และจะไปหาเพื่อนที่ชุมชนบ่อนไก่ระหว่างผ่านบริเวณหน้าปั๊มปตท.ได้พยายามเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมากะว่าจะถ่ายรูปทหารไปอวดพี่กิ๊กปรากฏว่าถูกยิงที่ขาซ้าย กระสุนฝังใน กระดูกหน้าแข้งร้าว ขณะนี้ต้องเข้าเฝือกแข็งและคาดว่าต้องใช้เวลาในการรักษาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ซึ่งคงไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีโอกาสได้กลับไปทำมาหากินเช่นเดิมได้อีกเมื่อไหร่

พี่แหลมเปิดใจว่า “คิดว่ารัฐบาลทำหนักเกินไปกับประชาชนที่มาเรียกร้องความเป็นธรรมในเมืองไทย ทำอย่างกับประชาชนต้องการแบ่งแยกดินแดนทั้งๆที่ผมเพียงต้องการถ่ายรูปเหตุการณ์เท่านั้น อยากเรียกร้องให้รัฐบาล และศอฉ. ดูแลให้ความเป็นธรรมกับประชาชนคนไทยเหมือนกันบ้าง” “โดนยิงตอนบ่ายสามโมง มีรถเจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญูมารับไปส่งรพ.เจริญกรุงประชารักษ์ตอนสี่โมงเย็น เจ้าหน้าที่ทำแผลพาไป X-ray และผ่าหัวกระสุนออก หมอเก็บใส่ถุงใส่หัวกระสุนไว้ ผมยังเห็นเลย”

“เพื่อนบ้านบางคน เมื่อผมเจ็บกลับมา บอกว่า --- ผมโง่ อยากไปให้โดนยิงตายเอง--- ประชาธิปไตยมีมาตั้งนานแล้ว จะออกไปเรียกร้องหาอะไร”….

เราได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่งจากน้ำใจของชาวรากหญ้า ถึงชาวรากหญ้าด้วยกัน และจัดหาสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นเบื้องต้นไว้ให้ก่อน เพราะระหว่างคนที่ขาเจ็บ กับคนที่ท้องแก่ ไม่ว่าจะเป็นคนไหนก็คงออกไปหาซื้อของได้ลำบากพอกัน

ความประทับใจสุดท้ายก่อนจากมาคือ พี่กิ๊กก้มไหว้แสดงความขอบคุณอย่างซึ้งใจ และวลีส่งท้ายของพี่แหลม “อย่าลืมอุดมการณ์ เราจะสู้ต่อไปเพื่ออุดมการณ์ของเรา!!!”

ตอนนี้ครอบครัวของพี่แหลมยังคงขาดแคลนกำลังทรัพย์ไว้เลี้ยงชีพ รวมถึงข้าวสาร อาหาร และของใช้สำหรับเด็กอ่อน หากพี่น้องท่านใดมีความประสงค์จะอนุเคราะห์ความช่วยเหลือ สามารถโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรงได้ที่

ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสาธุประดิษฐ์
ชื่อบัญชี: นายสมยศ มูลทอง
เลขที่บัญชี: 068-271546-1

สภาพบ้าน

หรือหากท่านใดมีความประสงค์จะไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ สามารถไปหาพี่แกได้ที่ ซอยสาธุประดิษฐ์ 34 ใกล้สี่แยกถนนสาธุประดิษฐ์ 083- 0474251 พี่กิ๊กภรรยาพี่แหลม

หากไปไม่ถูก ถามทางไปหลังไมค์ ได้เลย

องค์กรนิรโทษกรรมสากลเรียกให้นายกฯไทยจัดการสอบสวนอย่างเป็นธรรม

ที่มา Thai E-News



ที่มา Yahoo/AFP
12 มิถุนายน 2553

วันนี้ (12 มิ.ย.) องค์กรนิรโทษสากลได้เรียกให้นายกฯของไทยยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินในทันทีพร้อมกับให้จัดตั้งคณะกรรมสอบสวนที่เป็นอิสระและยุติธรรมเพื่อสืบสวนเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

นายอภิสิทธิ์ได้เริ่มต้นตั้งคณะกรรมการสอบสวนนำทีมโดยอดีตอัยการคนหนึ่ง เพื่อหาเหตุของการเสียชีวิตของกว่า 90 ชีวิตในเหตุการณ์การปะทะช่วงที่ผ่านมาระหว่างกองกำลังทหารและกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเสื้อแดง

"ความเป็นอิสระเป็นปัจจัยสำคัญอันยิ่งยวดต่อความน่าเชื่อถือของการสอบสวน" เลขาธิการองค์กรนิรโทษสากล นายคลอดิโอ คอโดเน กล่าว พร้อมกับแสดงความเห็นว่า การสืบสวนควรที่จะเป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องกับคู่กรณีทั้งสองฝ่าย

"การสอบสวนจะต้องไม่มีอคติ ซึ่งจะต้องรวมข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากทั้งสองฝ่าย"

การประท้วงของคนเสืื้อแดงจบลงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เมื่อกองทัพได้สลายการชุมนุมใจกลางกรุงเทพฯ การดำเนินการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความรุนแรงที่ทำให้ประชาชนกว่า 1900 ต้องบาดเจ็บ

นายคณิต ณ นคร หัวหน้าทีมสอบสวน ได้กล่าวว่า ความตั้งใจของเขาคือการระบุข้อเท็จจริงแทนที่จะเป็นการหาความรับผิดชอบ

แต่ในจดหมายขององค์กรนิรโทษกรรมสากล ได้ร้องขอให้การสอบสวนต้องถูกดำเนินไปในทิศทางเพื่อการ "ดำเนินการทางกฏหมายต่อเหตุการณ์ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า" ที่ซึ่งถูกระบุไว้ชัดเจนว่าเกิดขึ้นทั้งจากฝ่ายกองกำลังของรัฐและจากผู้ประท้วง

รัฐบาลได้ปกป้องตัวเองในเรื่องของการใช้อาวุธ โดยกล่าวว่าพวกเขาอนุญาตให้ใช้กระสุนจริงเพื่อเตือน, การปกป้องตนเอง และต่อต้าน "กลุ่มก่อการร้าย" ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้น

นายอภิสิทธิ์ได้ประกาศถึงแผนการที่จะให้มีผู้ที่อยู่ข้างคนเสื้อแดงในคณะกรรมการสืบสวนเพื่อที่จะให้มีความเชื่อมั่นต่อความเป็นกลาง อย่างไรก็ดีพรรคฝ่ายค้านได้เตือนว่า การกระทำทั้งหมดดังกล่าวจะเป็นเพียงการ "ล้างตัว" เท่านั้น โดยกล่าวว่านายคณิตนั้นใกล้ชิดกับรัฐบาลอย่างมาก

พรก.ฉุกเฉินที่มีผลบังคับใช้มากว่าสองเดือน ครอบคลุมพื้นที่หนึ่งในสามของประเทศ ยังก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะได้ไปปกป้องเจ้าหน้าที่ที่สามารถใช้อำนาจกระทำการพิเศษบางอย่างได้องค์กรนิรโทษกรรมกล่าว

พรก.ดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างกว้างและเกินกว่าเหตุต่อการเซ็นเซอร์ข่าวสาร "ซึ่งทำให้การแสดงออกและการแสดงความเห็นเป็นไปได้ยาก" จม.ระบุไว้

เจ้าหน้าที่ทางการไทยได้ปิดเว็บไซต์กว่า 1500 แห่ง ภายใต้พรก.ฉุกเฉินอันรวมไปถึงวิทยุ โทรทัศน์ และสิ่งพิมพ์ของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล

จมหมายต้นฉบับจาก Amnesty International ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2010

เอเชียเซนทิเนลตีพิมพ์ "การปรองดองของไทยและนโยบายสหรัฐฯ"

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 มิถุนายน 2553

เว็บไซต์เอเซียเซนติเนล หนึ่งในสื่อต่างประเทศที่มักจะนำเสนอข่าวสารเบื้องลึกถึงแก่นของการเมืองไทย ได้ออกบทความล่าสุดเขียนโดย Fabio Scarpello เมื่อวานนี้ (11 มิ.ย.) ชื่อ Thai Reconciliation and US Geopolitics หรือมีความหมายว่า "การปรองดองของไทยและนโยบายของสหรัฐฯ"

บทความโดยรวมต้องการเตือนสหรัฐฯให้เลือกนโยบายที่ใช้กับประเทศไทยให้ถูกต้อง โดยเริ่มต้นกล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการสภาที่พูดถึงประเทศไทยและเส้นทางไปสู่การปรองดอง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมาก และเชื่อว่าปัญหาในประเทศไทยจะมีส่วนเชื่อมโยงไปทั้งภูมิภาคและทั้งโลกในที่ประชุมได้มองเห็นความเกี่ยวเนื่องของปัญหาแตกแยกระหว่างเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ว่ามีส่วนเชื่อมโยงไปถึงปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เชื่อมโยงไปสู่ความยุ่งเหยิงอื่นๆและกระทบไปกับประเทศมาเลเซีย

ในที่ประชุมมองว่า ปัญหาในกรุงเทพฯอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้นระหว่างกัมพูชาและประเทศไทยเนื่องจากพรรคต่างๆอาจจะใช้เกมชาตินิยมในการเล่นเกม ดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวมันจะขัดแย้งกับแนวทางโดยรวมขององค์กรอาเซียนที่ต้องการให้มีการแก้ปัญหาโดยสันติและยอมรับจากทุกฝ่าย

ในภาพกว้างมีการให้ความเห็นว่า ประชาธิปไตยในไทยจะเป็นเรื่องสำคัญเพราะหลายๆประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศพม่าที่กำลังจับตามองประเทศไทยอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลในกรุงเทพฯจะดำเนินนโยบายต่างๆด้วยเทคนิคอย่างไร

ในขณะเดียวกันในที่ประชุมมีความเห็นว่าประเทศไทยคือมิตรประเทศที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของสหรัฐฯในภูมิภาค ในการที่จะดำเนินยุทธศาสตร์กับประเทศอื่นๆในเอเชียอาคเนย์และประเทศจีน

อย่างไรก็ดี ในบทความได้ตำหนิคณะกรรมการชุดดังกล่าวว่าได้ส่งท่าทีที่มีลักษณะตื้นเขินและมองแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า "narrow, immediate interests" ดังเช่นที่เคยปฏิบัติโดยรัฐบาลเก่าของนายจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ซึ่งได้ละเลยที่จะไม่แสดงการประนามการทำรัฐประหารต่อรัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ในปี 2006 โดยให้ข้อมูลว่า ในขณะนั้นบทวิเคราะห์ส่วนมากที่ส่งไปยังส่วนกลางได้ให้ความเห็นในเชิงที่ว่า "นายทักษิณเป็นภัยต่อชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ ดังนั้นเขาจึงเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ" (Thaksin was a threat to the Bangkok elite, he thus was also a threat to American interests.)

บทความได้ยกความเห็นของนาย Joshua Kurlantzick ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ใน บทความวันที่ 18 พ.ค. ที่กล่าวว่า"มันพิสูจน์ว่านี่เป็นความผิดอันใหญ่หลวง การรัฐประหารแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย และได้ทำให้ปัญหาต่างๆแย่ยิ่งขึ้นไปอีก"

ในที่ประชุมคณะกรรมการสภาของสหรัฐได้เลือกที่จะใช้ท่าทีที่เอื้อไปในกลุ่มสนับสนุนอำมาตย์ ความเห็นของผู้เขียนชี้ว่า สิ่งนี้เป็นอันตรายและจะก่อให้เกิดปัญหาอันใหญ่หลวงอันอื่น ทั้งไม่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยและยังไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับสหรัฐฯด้วย

ในบทความได้ให้รายละเอียดว่า คณะกรรมการสหรัฐฯสนับสนุนแผนโร๊ดแม๊ปของนายอภิสิทธิ์ โดยกรรมการชุดดังกล่าวเชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่จุดจบของความขัดแย้งเป็นการสนับสนุนพันธะสัญญาของสหรัฐฯต่อไทย ที่จะนำไทยกลับไปสู่ความมีเสถียรภาพแต่เจ้าของบทความชี้ว่า ข้อสรุปดังกล่าวได้ละเลยอย่างชัดแจ้งต่อความจริงที่ว่า นายอภิสิทธิ์ได้ทำการซิกแซ๊กแผนโร๊ดแม๊ปของเขาเอง และเป็นแผนที่ถูกปฏิเสธไปก่อนหน้านี้แล้วโดยกลุ่มคนเสื้อแดงก่อนการสลายการชุมนุม พวกกรรมการชุดดังกล่าวยังได้ละเลยความจริงที่ว่า แม้ว่าปากนายอภิสิทธิ์จะป่าวประกาศถึงการปรองดอง แต่นายอภิสิทธิ์ได้นำประเทศเข้าสู่ระดับเดียวกับการปกครองในระบอบเผด็จการ (despite the facade of talks of reconciliation, Abhisit has moved the country to an unprecedented level of "legal authoritarianism,")

ผู้เขียนยังชี้ด้วยว่า ภายใต้บรรยากาศ "ปรองดองๆ" อันนี้นี่แหละ ที่หลักกระบวนการทางกฏหมายก็หายไปหลักการจับกุมตัวก็ไม่ได้ใช้ สิทธิในทางการเมืองก็สิ้นไป การเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉินก็ได้กลายเป็นเรื่องปฏิบัติธรรมดา

ผู้เขียนได้ตำหนิคณะกรรมการชุดดังกล่าวที่มองแต่เรื่องสั้นๆ ละเลยข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ได้กระทำการที่ตรงกันข้ามกับแผนโร๊ดแม๊ปของเขา พร้อมกับแนะนำให้คณะกรรมการดังกล่าวเรียกร้องให้มีการดำเนินการสอบสวนที่เหมาะสม ดำเนินการให้เป็นตัวอย่างว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตยควรจะทำอย่างไร อย่างไรก็ดีท้ายที่สุดผู้เขียนยังหวังว่าแม้ว่าทางคณะกรรมการรัฐสภาจะดำเนินนโยบายที่ไม่ได้เรื่อง แต่กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินนโยบายที่ถูกต้องกว่า ดังที่ได้เห็นจากท่าทีที่นายเคริท์ แคมป์เบล ได้เข้าเยี่ยมคนเสื้อแดงเมื่อเดือนก่อนขณะที่มาเยือนประเทศไทย

อ่านเพ่ิม

Thailand and US Policy / Joshua Kurlantzick / Council on Foreign Relations /May 18, 2010
ฉบับแปลโดย Siam Intelligence Unit

คลิปที่เกี่ยวข้อง

การดำเนินนโยบายของกลุ่มชนชั้นสูงในกรุงเทพฯตามสไตล์ที่ถนัดด้วยการไปล็อบบี้หาเสียงถึงกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐ