ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 มิถุนายน 2553
อภิสิทธิ์เดินตามรอยสนธิบังปลุกกระแสชาตินิยมซื้อดาวเทียมไทยคม
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินตามรอยพลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน อดีตประธานคมช.ที่เคยประกาศไว้สมัยทำรัฐประหาร19กันยายนใหม่ๆว่าจะซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากสิงคโปร์ เพื่อปลุกกระแสชาตินิยมและตามบี้ปฏิปักษ์การเมือง เรื่องที่น่าประหลาดก็คือ"วอลล์เปเปอร์"คนใกล้ชิดของนายอภิสิทธิ์ออกมาเป็นตัวขับเคลื่อนในการซื้อคืนดาวเทียมในครั้งนี้ หลังจากสมัยที่พลเอกสนธิมีแผนจะซื้อ เขาเป็นคนสำคัญในการคัดค้าน โดยอ้างว่าจะเสียค่าโง่นับหมื่นล้านบาท
“อภิสิทธิ์” รับจะซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากเทมาเส็กอ้างความมั่นคง
ทั้งนี้ช่วงเที่ยงวันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า ทางรัฐบาลไทยจะซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจาก บ.เทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ ว่า เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งหากคำนึงถึงผลกระทบเกี่ยวกับความมั่นคงในเรื่องดาวเทียม ก็ถือว่ามีเหตุผล แต่ว่าก็ต้องดูว่าถ้าไปดำเนินการซื้อ จะต้องมีความโปร่งใสในเรื่องราคาและเงื่อนไขต่างๆ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากย้อนไปดูตอนที่ บ.เทมาเส็ก มาซื้อหุ้นจากบริษัทแม่ ก็ได้เคยชี้แจงต่อสาธารณะและต่อตลาดหลักทรัพย์ ว่า เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะมาซื้อดาวเทียม ตรงนี้จึงอยู่ในข่ายที่น่าพิจารณา ทางกระทรวงการคลังจึงอยู่ระหว่างการเจรจา
“ผมคิดว่า มีความเป็นไปได้ ส่วนจะได้มาอย่างไรนั้น เป็นเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังไปเจรจากับเทมาเส็ก และต้องมาดูด้วยว่าถ้ามีการซื้อเมื่อมาเป็นเจ้าของแล้ว องค์กรการบริหารควรจะอยู่ในรูปแบบไหนในสังกัดใด การซื้อจะซื้อมาเฉพาะดาวเทียม ไม่ได้ซื้อบริษัทเทมาเส็กกลับคืนมา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการดาวเทียม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่า เป็นประโยชน์หากจะได้คืนมา แต่ว่าก็ต้องดูความสมเหตุสมผลในเรื่องของเงื่อนไข ราคาต่างๆ ส่วนจะใช้เวลาอีกนานหรือไม่อยู่ที่กระทรวงการคลัง ราคาก็ยังไม่มีการรายงาน
ราคาหุ้นไทยคมชนซิลลิ่งเหตุราคาต่ำกว่ามูลค่าบัญชีครึ่งต่อครึ่ง
ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นด่วเทียมไทยคม หรือTHCOMวิ่งชนเพดาน หรือปรับตัวขึ้น30%ในการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยช่วงบ่ายวันนี้ หรือวิ่งขึ้นมาปิดที่7.05บาท ทั้งนี้เนื่องจากนักลงทุนคนเล่นหุ้นเห็นว่าราคาหุ้นในกระดานยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีที่ระบุไว้14.01บาท( ดูเพิ่มเติม )
โดยทั่วไปบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มักมีการซื้อขายอิงจากราคามูลค่าทางบัญชี
วอลล์เปเปอร์แอ่นรับมาร์คควงกรณ์บินสิงคโปร์เจรจาซื้อคืน
วันเดียวกันนี้ช่วงบ่าย นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดที่รัฐบาลจะซื้อหุ้นของบริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) จากบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของประเทศสิงคโปร์ ว่า ดาวเทียมเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้นำไปขายให้สิงคโปร์ รัฐบาลจึงมีความคิดที่อยากจะนำดาวเทียมกลับมาเป็นทรัพย์สินของคนไทยอีกครั้ง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความคิดตั้งแต่สมัยที่เป็นฝ่ายค้านว่าสล็อตวงโคจรดาวเทียมเป็นทรัพย์ของคนไทย จึงไม่ควรถูกนำไปขายให้ต่างชาติ และเมื่อพรรคมาเป็นรัฐบาล เราก็เห็นว่าดาวเทียมมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมาก จึงมีนโยบายที่จะเอาดาวเทียมไทยคมคืนมา ซึ่งจะต้องมีการไปพูดคุยกับบริษัท เทมาเส็กฯ ที่เป็นเจ้าของดาวเทียมไทยคม ทั้งนี้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และตน ได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์เพื่อพูดคุยเรื่องนี้ในเบื้องต้นกับทางเทมาเส็กฯแล้ว เมื่อ 1 - 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทางเทมาเส็กฯไม่ขัดข้อง แต่จะขอดูเงื่อนไขต่างๆ เพราะมันเป็นเงื่อนไขในเชิงธุรกิจ เนื่องจากเขาต้องตอบผู้ถือหุ้นของเขาให้ได้
นายศิริโชค กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการซื้อหุ้นดังกล่าว มีหลายแนวทาง ซึ่งรัฐบาลต้องให้กระทรวงการคลัง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)ไปพูดคุยตกลงกันว่าจะให้รัฐวิสาหกิจใดไปซื้อ เช่น อสมท. หรือบริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) เป็นต้น เพราะรัฐวิสาหกิจอาจมีเงินสะสมของเขาอยู่แล้ว ซื้อในราคาที่เท่าไหร่ และประชาชนจะมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของได้หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลก็อาจตั้งเป็นกองทุนซื้อดาวเทียมไทยคมกลับคืนมา โดยจัดเป็นหน่วยลงทุนให้ประชาชนระดมทุนเข้ามา และเมื่อได้ข้อสรุปรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ รัฐบาลก็จะดำเนินการยื่นข้อเสนอในการขอซื้อหุ้นต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะซื้อกลับมาหมดหรือไม่ นายศิริโชค กล่าวว่า ต้องดูที่ตัวบริษัท ไทยคมฯ ซึ่งมีธุรกิจหลักเป็นอย่างไร เพราะที่ถ้าดูตามรายได้หลัก คือ การให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศลาว และธุรกิจที่ลงทุนมาก คือ ในส่วนของดาวเทียม ซึ่งรัฐบาลต้องพิจารณาว่าจะซื้อทั้งหมดหรือซื้อเฉพาะในส่วนของดาวเทียม เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายศิริโชค กล่าวว่า ความคิดโดยรวมตั้งแต่สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน และเมื่อดูทิศทางการทำงานของนายกรัฐมนตรี ก็เห็นว่านายกรัฐมนตรีค่อนข้างเห็นด้วยในการที่จะนำดาวเทียมไทยคมกลับมาเป็นของไทย
สนธิบังเคยปลุกกระแสชาตินิยมแต่โดนวอลล์เปเปอร์สมัยเป็นฝ่ายค้านต่อต้าน
ประเด็นการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมคืนจากสิงคโปร์นี้เคยจุดกระแสขึ้นครั้งแรกหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคมช.พูดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 ว่าเพื่อความมั่นคงของชาติและัศักดิ์ศรีของชาติเพราะชื่อดาวเทียมไทยคมนั้นในหลวงพระราชทานชื่อให้ต้องเอาดาวเทียมไทยคมกลับมาเป็นของไทย โดยอาจระดมทุนจากคนไทยซื้อคืนมาเป็นของชาติ
เวบไซต์ASTVผู้จัดการเคยนำเสนอข่าวเรื่อง ปชป.ซัดสุรยุทธ์หลงทางทวง"ไทยคม" ทุ่ม 1 หมื่นล้านซื้อชินแซทไม่คุ้ม! ไว้เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ซึ่งตอนนั้นเป็นสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ดังต่อไปนี้
ปชป.เชื่อสัญญาซื้อขายลวง-ไม่ขายดาวเทียมจริง
นาย ศิริโชค โสภา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 ว่า ขณะนี้เรื่องดาวเทียมไทยคมนั้นยังมีความสับสนและเข้าใจผิดในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นการซื้อคืนนั้นแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะไม่คุ้มค่า โดยสิ่งที่รัฐบาลควรทำที่สุดเวลานี้คือนำสัญญาซื้อขายระหว่างกองทุนเทมาเส็กกับกลุ่มชินวัตร กลับมาดูรายละเอียดใหม่ รวมถึงเปิดเผยรายละเอียดสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐกับกลุ่มชินคอร์ป และเร่งตรวจสอบคุณสมบัติของชินคอร์ปว่าเป็นไทยหรือต่างชาติ แทนการตั้งกองทุนเพื่อไปซื้อหุ้นคืน
การนำสัญญาซื้อขายมาดูรายละเอียดนั้น เพราะไม่เชื่อว่าจะมีการซื้อขายดาวเทียมเกิดขึ้นจริง ข้อตกลงซื้อขายในสัญญาดังกล่าวน่าจะมีความสลับซับซ้อน สิ่งที่ต้องไปดูให้ละเอียดคือในข้อตกลงดังกล่าว มีสัญญาซื้อคืนหรือไม่ มีการสวอปหุ้นหรือไม่ หรือสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่
'ตอนที่ทำข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้ รับรู้มาว่าสิ่งที่กลุ่มชินวัตรต้องการขายคือ ธุรกิจมือถือ เพราะถึงจุดที่พัฒนาได้ยาก ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลจากการเปลี่ยนจากระบบดิจิตอลเป็น 3 G หรือ 3.5 G และมีคู่แข่งกับมือถือระดับโลก แม้กระทั่ง DTAC เอง ซึ่งไม่คุ้มที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปและธุรกิจที่กลุ่มชินวัตรจะใช้เป็นธุรกิจรายได้หลักนั้นเป็นธุรกิจดาวเทียมเพราะชินคอร์ปเองก็มีการกู้เงินจากสหรัฐอเมริกาเพื่อมาสร้างไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ ขึ้นมา ซึ่งถือเป็นดาวเทียมดวงแรกในโลกที่ให้บริการธุรกิจบรอดแบรนด์หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วย ตอนนั้นกลุ่มชินวัตรก็ยืนยันว่าธุรกิจนี้จะเป็นธุรกิจหลักที่ทำรายได้หลักให้กับกลุ่มชินวัตร ตัวคุณทักษิณเองก็ภูมิใจในธุรกิจดาวเทียม ในหนังสือตาดูดาวเท้าติดดินก็พูดถึงแต่ธุรกิจดาวเทียม แต่อยู่ดีๆ ก็มาขาย จึงน่าสงสัยว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีการซื้อขายดาวเทียมจริง ๆหรือเปล่า เป็นข้อตกลงซื้อขายที่แลกเปลี่ยนอะไรกันหรือเปล่า ซึ่งจนถึงเวลานี้ยังไม่มีใครเห็นสัญญาซื้อขายเลย'
ระวัง!เสียค่าโง่ซื้อชินแซทคืน
ต่อจากนั้นจึงกลับไปดูข้อสัญญาการให้สัมปทานดาวเทียมระหว่างกระทรวงคมนาคมกับชินคอร์ป ดูอย่างถี่ถ้วนว่าสัญญาข้อตกลงซื้อขายระหว่างชินคอร์ปกับเทมาเส็กนั้น ผิดต่อสัญญาการได้รับสัมปทานตรงไหนบ้าง หรือสัญญาสัมปทานดังกล่าวมีความครอบคลุมขนาดไหน เช่นประเด็นดาวเทียมที่มีการยิงขึ้นวงโคจรจริง ๆ มี 4 ลูก ลูกที่ 5 เป็นลูกสำรอง ก็ต้องดูว่าจริง ๆ แล้วสัมปทานเขียนหรือไม่ว่าดาวเทียมทั้ง 4 ลูกต้องมีดาวเทียมสำรองอย่างละลูกหรือเปล่า หรือดาวเทียมสำรองเมื่อมีการนำไปใช้ประโยชน์ต้องมีการเก็บเงินเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เรื่องเหล่านี้ยังไม่มีการพูดถึง
โดยในฐานะกรมไปรษณีย์โทรเลข กระทรวงคมนาคม ที่เป็นหน่วยงานเดิมในการให้สัมปทาน จึงเห็นว่ารัฐบาลควรให้กรมไปรษณีย์โทรเลขมาเป็นคนตรวจสอบและดูรายละเอียดสัญญาสัมปทานให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคนในกรมไปรษณีย์โทรเลขส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการจึงมั่นใจว่าน่าจะมีความจริงใจในการตรวจสอบสัญญาสัมปทานระหว่างกรมฯ กับ บริษัทชินคอร์ปในเวลานั้น
ที่สำคัญข้อมูลที่ต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างคือจริง ๆ แล้วสัญญาสัมปทานดาวเทียมนั้นบริษัทที่ได้รับสัมปทานดาวเทียมสื่อสารในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 30 ปีนั้นคือบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์แอนด์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ซึ่งตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือชินคอร์ป และมีการตั้งบริษัทชินแซทขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการดาวเทียมเท่านั้น แต่สัญญาสัมปทานยังเป็นของชินคอร์ป
ความคิดของรัฐบาลที่จะใช้เงิน 1 หมื่นล้านบาทไปซื้อชินแซทคืนมาจากกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์นั้น จึงเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ เพราะเป็นการซื้อบริษัทในส่วนของบริหารจัดการ ไม่ได้ซื้อคืนสัมปทานดาวเทียมแต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะไปซื้อชินคอร์ปคืนมาจากกองทุนเทมาเส็ก เพราะอย่าลืมว่าเงินจำนวน 1 แสนล้านบาทนี้ เป็นเงินที่ตีมูลค่าหุ้นของชินคอร์ปสูงเกินกว่าความเป็นจริง เพราะไม่มีการหักลบกลบหนี้ของบริษัทไอทีวี ที่ยังมีปัญหาเรื่องค่าสัมปทานกับรัฐบาลอยู่การไปซื้อชินคอร์ปกลับมาทั้งยวง จึงเท่ากับว่านอกจากต้องซื้อแพงเกินความเป็นจริงแล้ว ยังต้องรับเอาบริษัทที่กำลังมีปัญหากลับมาด้วย ซึ่งทั้งสองวิธีคือซื้อคืนชินคอร์ปหรือซื้อคืนชินแซท คิดยังไงก็ไม่คุ้ม คือพูดง่ายแต่ทำจริงได้ยาก
ฉะนั้นจึงยืนยันว่ารัฐบาลไทยน่าจะใช้สิทธิดำเนินการทางกฎหมาย โดยเฉพาะการพิสูจน์ว่าบริษัทกุหลาบแก้วเป็นนอมีนีให้กองทุนเทมาเส็กจริงหรือไม่ ในประเด็นความผิด 2 ประเด็นคือ ขัดต่อสัญญาสัมปทานและผิดกฎหมายความมั่นคง ซึ่งต้องมีการฟ้องศาลเพื่อพิจารณา ท้ายที่สุดอาจจบที่ว่าบริษัทชินคอร์ปไม่สามารถขายหุ้นให้ต่างชาติได้ เมื่อเป็นอย่างนั้นก็เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วต่างชาติก็ต้องเคารพในกฎหมายไทย เมื่อพิสูจน์ว่าสัญญาซื้อขายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีใครต่อว่าประเทศไทยได้
'วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่รัฐบาลควรยึดเป็นแนวทาง อย่าไปคิดเรื่องซื้อคืนเลย มันยาก รัฐบาลต้องเร่งรีบทำความกระจ่างให้รู้ว่าชินคอร์ปเป็นไทยหรือเทศ ถ้าจะทำกันจริง ๆ มันใช้เวลาไม่นาน สามารถปรึกษากฤษฎีกาขออำนาจศาลให้การดำเนินการฉุกเฉินได้ ซึ่งศาลก็จะมีมาตรการทุเลาความเสียหายที่เกิดกับประเทศชาติเอง'
อย่างไรก็ดี เข้าใจว่ารัฐบาลทำเรื่องนี้ได้ยาก เพราะเป็นรัฐบาลที่ยึดอำนาจมา ไม่ได้รับความร่วมมือจากระบบข้าราชการมากนัก อีกทั้งระบอบทักษิณยังคงความแข็งแกร่งในระบบราชการ การหาหลักฐานที่ชัดเจนทำได้ยากแต่ก็ต้องทำให้ได้เพื่อพิสูจน์ฝีมือคมช.และรัฐบาล
ทั้งนี้การทวงคืนไทยคมหรือทำให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะนี้ ไม่อยากให้รัฐบาลใช้แต่วิธีเรียกคะแนนเสียงทางการเมืองเท่านั้น แต่ต้องคิดถึงความถูกต้องมากกว่า
'ไม่เห็นด้วยที่จะไปทำโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เพราะเป็นเรื่องทางกฎหมาย หากตามกฎหมายเป็นเรื่องผิดและประชาชนไม่เห็นด้วย ก็จะไม่เอาผิดเขาอย่างนั้นหรือ หรือไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่เร่งกระบวนการสอบสวน แต่ประชาชนบอกว่าต้องทวงคืน แล้วจะไปทวงคืนดาวเทียมมาได้อย่างไร เป็นเรื่องที่เสียเวลามาก อย่ามัวแต่เล่นแต่กระแสความรู้สึก แต่ควรจะเร่งดำเนินการตามกฎหมาย ต้องแยกแยะให้ออก ไม่ใช่มัวแต่ห่วงคะแนนเสียง'
อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำอีกประการคือ ทำแผนรองรับว่าหากได้สัมปทานดาวเทียมคืนมาจะบริหารจัดการดาวเทียมอย่างไร เพราะเป็นดาวเทียมในเชิงพาณิชย์ มีเกทเวย์ทั้งหมดว่า 18 เกทเวย์ทั่วโลก ซึ่งต้องดูว่าทำอย่างไรถึงจะคุ้มค่า หากไม่เตรียมแผนรองรับ ก็เท่ากับว่าจะเสียเวลาและเสียรายได้จากดาวเทียมไปโดยเปล่าประโยชน์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, June 14, 2010
มาร์คตามรอยบังสนธิปลุกคลั่งชาติซื้อไทยคมคืน วอลล์เปเปอร์เคยเตือนค่าโง่หมื่นล. ตอนนี้ล่อซะเอง
泰国人民民主运动路漫漫 - หนทางของขบวนการประชาธิปไตยประชาชนไทยยังอีกยาวไกล
ที่มา Thai E-News
ที่มา 泰国人民民主运动路漫漫
แปลโดย นักแปลอิสระ
กองทัพเสื้อแดงไทยได้เริ่มชุมนุมใหญ่อีกครั้งที่นครหลวงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2553 เรียกร้องรัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ การชุมนุมใหญ่ที่มีคนเข้าร่วมถึง 500,000 คนในวันที่ 14 มีนาคม เป็นการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทยรัฐบาลอภิสิทธิ์ของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีพวกปฏิกิริยาอนุรักษ์ โดยมีกองทัพ คณะองคมนตรี นายทุนขุนทรัพย์ และราชสำนักเป็นต้นหนุนหลังอยู่ ได้เริ่มดำเนินการปราบปรามกองทัพเสื้อแดงด้วยกำลังรุนแรงที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดในเดือนเมษายน ในปฏิบัติการขอพื้นที่คืนโดยกองทัพในวันที่ 10 เมษายนทำให้มีคนตาย 25 คน ต่อจากนั้นก็ยังมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นประปราย จนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม กองทัพภายใต้การบงการของนายอภิสิทธิ์ได้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกองทัพเสื้อแดงซึ่งตั้งมั่นอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพ เกิดการปะทะอย่างรุนแรง จนถึงวันที่ 17 พฤษภาคม ก็มีคนตายแล้วถึง 36 คน กองทัพไทยนอกจากทำการตัดน้ำตัดไฟตัดการสื่อสารทุกชนิดแล้ว ยังใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมอย่างบ้าคลั่ง วันที่ 19 พฤษภาคม กองทัพเคลื่อนรถถังเข้าโจมตีอย่างรุนแรงต่อกองทัพเสื้อแดงซึ่งตั้งทัพอยู่เขตการค้าใจกลางเมืองกรุงเทพ แกนนำกองทัพเสื้อแดงจำเป็นจำใจประกาศเลิกการชุมซึ่งกินเวลากว่า 2 เดือนเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิตผู้คนโดยเปล่าประโยชน์ และพากันเข้ามอบตัวต่อทางตำรวจ แต่ว่ายังคงมีชาวเสื้อแดงจำนวนมากที่มีอารมณ์โกรธแค้นต่อการปราบปรามของรัฐบาลยืนหยัดต่อสู้ต่อไป เกิดเพลิงลุกไหม้ใจกลางกรุงเทพหลายแห่ง รัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว เสริมการควบคุมสื่อ แต่กองทัพเสื้อแดงในต่างจังหวัดหลายจังหวัดที่ไม่ยอมเลิกรายังคงทำการต่อสู้ต่อไป
ภายในเวลาสั้น ๆ เพียง 1 เดือนนับจากเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมมีคนเสียชีวิตแล้วมากกว่า 70 คน และเกือบ 2,000 คนบาดเจ็บเข้ารักษาในโรงพยาบาล การปราบปรามอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนต่อขบวนการช่วงชิงประชาธิปไตยของกองทัพเสื้อแดงของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้เขียนบทบันทึกเลือดลงในประวัติศาสตร์การช่วงชิงประชาธิปไตยของประชาชนไทยอีกบทหนึ่ง
ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยของประชาชนไทยมีความเป็นมาอันยาวนาน และก็เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตาของประชาสามัญชนเป็นจำนวนมาก สังคมไทยแต่ไหนแต่ไรมาก็ถูกครอบงำโดยกลุ่มขุนนางหัวกะทิซึ่งมีองค์ประกอบจากราชสำนัก พวกนิยมกษัตริย์ ขุนทรัพย์ใหญ่รัฐบาลคอรัปชั่นโกงกินและกองทัพ โภคทรัพย์ของประเทศถูกพวกเขาแบ่งกันกิน อำนาจทางการเมืองถูกพวกเขาผูกขาด ไม่ว่าในเมืองหรือชนบทเสียงของคนยากคนจนไม่เคยได้รับความสนใจ ประเทศไทยเป็นสังคมที่ไม่เสมอภาคเท่าเทียมเป็นอย่างยิ่ง โภคทรัพย์ถูกรวมศูนย์อยู่ในมือของกลุ่มปกครองขุนนางหัวกะทิจำนวนน้อย และเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ภายในกลุ่มมีการต่อสู้แย่งชิงปัดแข้งปัดขาก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า นับแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ภายในเวลาสั้น ๆ แค่ 80 ปี ประเทศไทยผ่านการรัฐประหารโดยกองทัพ 26 ครั้ง ใช้รัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ และมีนายกรัฐมนตรี 27 คน มีนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่สามารถฝืนอยู่ได้ครบเทอมคือ 4 ปี นั่นก็คือทักษิณ แต่ยังคงถูกโค่นล้มโดยทางกองทัพในปี 2549
วิกฤติการเมืองของไทยในปัจจุบัน ก็มีต้นสายปลายเหตุมาจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจการควบคุมการเมืองและเศรษฐกิจภายในกลุ่มปกครองด้วยกันเองจนถึงขั้นแตกหัก แต่ว่า กองทัพเสื้อแดงที่ผงาดขึ้นเพื่อคัดค้านการเมืองเอกาธิปไตยภายหลังการรัฐประหาร ปี 2549 ได้พัฒนากลายเป็นขบวนการประชาธิปไตยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
กำลังของกองทัพเสื้อแดงในระยะแรก มาจากผู้สนับสนุนทักษิณพรรคการเมืองที่นำโดยทักษิณ มหาเศรษฐีจากธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2544 ตั้งรัฐบาลผสมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย และกลายเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่สามารถอยู่ได้ครบเทอม 4 ปีนับแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ในสมัยที่ทักษิณกุมอำนาจ รัฐบาลได้ดำเนินระบบรักษาสุขภาพถ้วนหน้า และนโยบายช่วยเหลือเกื้อกูลชาวนาในชนบท ได้รับความนิยมจากประชาชนคนยากคนจนจำนวนมาก ในเวลาเดียวกับที่ทักษิณดำเนินนโยบายประชานิยมซึ่งกล่าวสำหรับคนยากคนจนแล้วมีความหมายอันยิ่งยวดแล้ว ก็ไม่ลืมอุ้มชูกลุ่มทุนเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เจริญขึ้นใหม่ เป็นเหตุให้ปะทะปะทังกับกลุ่มทุนอิทธิพลเก่าฝ่ายพิทักษ์จ้าวที่มีมาแต่ดั้งเดิม ถึงแม้ว่ารัฐบาลทักษิณถูกโค่นล้มโดยรัฐประหารในปี 2549 แต่การเลือกตั้งในเวลาต่อมายังคงเป็นพรรคการเมืองที่นิยมทักษิณได้รับชัยชนะ ฝ่ายพิทักษ์จ้าวจึงระดมกองทัพเสื้อเหลืองทำการชุมนุมสำแดงกำลังแบบฟาสซิสต์อีกครั้ง และใช้วิธีที่ไม่เป็นประชาธิปไตยโค่นล้มรัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคการเมืองที่นิยมทักษิณ
ถึงแม้ว่ากองทัพเสื้อแดงเริ่มจากมวลชนที่สนับสนุนทักษิณ แต่ว่าก็ได้พัฒนาเป็นขบวนการประชาธิปไตยของประชาชนที่ก้าวพ้นทักษิณไปแล้วอย่างรวดเร็ว ภายในกองทัพเสื้อแดงมีประชาชนคนธรรมดาไม่น้อยที่คัดค้านการครองความเป็นเจ้าของกลุ่มปกครองขุนนางหัวกะทิฝ่ายพิทักษ์จ้าวและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สมาชิกของกองทัพเสื้อแดงไม่น้อยไม่ใช่ผู้สนับสนุนทักษิณ พวกเขาทนไม่ได้ที่เห็นกลุ่มปกครองที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีไม่ผ่านการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยดำเนินนโยบายกดขี่ขูดรีดประชาชนวางอำนาจบาตรใหญ่ต่อไป กำลังหลักของกองทัพเสื้อแดงมาจากประชาชนคนยากคนจนในชนบท และมีไม่น้อยเป็นชาวเมืองที่ยากจนและชนชั้นกรรมกร สิ่งที่พวกเขาต่อสู้ช่วงชิงนั้นไม่ใช่แค่ประชาธิปไตย ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรมอีกด้วย ดังนั้น กองทัพเสื้อแดงนอกจากเป็นขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนยากคนจนแล้ว ยังเป็นขบวนการต่อสู้แสวงการปลดปล่อยและช่วงชิงความเป็นธรรมของสังคมของมวลชนที่ถูกกดขี่อีกด้วย
กองทัพเสื้อแดงถูกปราบปรามด้วยกำลังรุนแรงโดยกองทัพไทยในเดือนเมษายนปี 2552 แต่ว่าไม่สามารถกดการเคลื่อนไหวของทั้งขบวนการลงไปได้ และในเดือนมีนาคม 2553 ได้รวมพลสำแดงกำลังอันมหาศาลเขย่าขวัญกลุ่มปกครองขุนนางหัวกะทิในกรุงเทพ กองทัพเสื้อแดงต้องเผชิญหน้ากับกลไกการปราบปรามทางทหารอันใหญ่โตมหึมาที่ติดอาวุธชั้นเยี่ยมแต่ว่ากองทัพเสื้อแดงไม่หวาดหวั่น ยังเตรียมต่อสู้ถึงที่สุด เป็นไปได้ที่กองทัพเสื้อแดงภายหลังถูกปราบปรามอย่างบ้าคลั่งรอบใหม่แล้ว ถูกบีบให้ชะงักกลางคัน กระทั่งมีแกนนำกองทัพเสื้อแดงบางคนอาจประนีประนอมกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่หนุนหลังโดยกองทัพ แต่ว่าขบวนการกองทัพเสื้อแดงจะไม่เงียบหายไปง่าย ๆ เป็นไปได้ว่าจะเข้มแข็งเติบใหญ่ต่อไป สั่นสะเทือนอำนาจครองความเป็นเจ้าของชนชั้นปกครองไทย
การระดมพลและการต่อสู้ของกองทัพเสื้อแดง ได้แสดงให้ชาวโลกเห็นว่านี่เป็นขบวนการของมวลชนรากหญ้าเพื่อประชาธิปไตยที่ประกอบจากประชาชนผู้ ใช้แรงงานธรรมดา ๆ การต่อสู้ของกองทัพเสื้อแดง ได้เผยให้เห็นความจริงข้อหนึ่ง รากเหง้าที่แท้จริงของวิกฤติสังคมไทยคือการกดขี่ทางชนชั้น กองทัพเสื้อแดงยังได้ตีแผ่ธาตุแท้อันโหดร้ายป่าเถื่อนที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดของรัฐบาลที่หนุนหลังโดยกองทัพ รัฐบาลนี้ไม่เสียดายที่จะผ่านวิธีการปราบปรามอย่างโหดร้ายนองเลือดและเหยียบย่ำทำลายสิทธิมนุษยชนไปรักษาอำนาจการปกครองของตน
การต่อสู้ของกองทัพเสื้อแดง ทำให้ชาวบ้านธรรมดา ๆ กลายเป็นผู้นำขบวนการประชาชน กองทัพเสื้อแดงพากันจัดตั้งในชุมชนคนยากคนจนชาวบ้านสามัญชนคนธรรมดาที่ยามปกติถูกขจัดอยู่นอกวงการกำหนดนโยบายทางการเมือง มาบัดนี้ได้เข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะกำหนดชีวิตและอนาคตของพวกเขาเอง และเพื่อทะลวงการปิดล้อมสื่อทำให้ชาวบ้านธรรมดาไม่น้อยกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญอินเทอร์เนต เป็นนักรบไซเบอร์ถ่ายทอดเสียงจากมวลชน ไปตอบโต้ฝ่ายกุมอำนาจที่ใช้วิธีการสกปรก เลวทรามต่ำช้าทุกชนิดไปมอมหน้า ใส่ร้ายป้ายสีกองทัพเสื้อแดง ในกระบวนการต่อสู้ของกองทัพเสื้อแดง ยังได้ทลายจิตสำนึกของสามัญชนคนธรรมดาที่จงรักภักดีต่อพระราชาในฐานะพสกนิกรที่มีมาเป็นเวลายาวนาน พวกเขาเห็นได้ชัดเจนว่าพระราชาไม่ได้ยืนเคียงข้างประชาชน
กองทัพเสื้อแดงไม่หวาดหวั่นต่อการปราบปรามของฝ่ายทหาร ท้าทายกลไกอำนาจที่ทรงอิทธิพล แสดงให้เห็นว่าขบวนการประชาธิปไตยจะไม่ล้มลงง่ายจากห่ากระสุนที่สาดใส่ ในระหว่างประลองกำลังระหว่างกองทัพเสื้อแดงกับฝ่ายทหาร ยังทำให้ฝ่ายตำรวจกับทหารเกิดความแตกแยกภายใน ทหารตำรวจชั้นล่างไม่น้อยมีใจเอนเอียงไปทางเห็นอกเห็นใจกองทัพเสื้อแดง กระทั่งมีตำรวจบางคนยิงปืนตอบโต้ฝ่ายกองทัพเพื่อคุ้มครองผู้บาดเจ็บของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง
ความท้าทายที่กองทัพเสื้อแดงต้องเผชิญนั้นลำบากยากเข็ญ ขบวนการประชาธิปไตยที่มาจากมวลชนพื้นฐานนี้จะยืนหยัดให้ถึงที่สุดอย่างไรนั้นยืนยันได้ว่าเต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาธิปไตยพรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ไม่เคยชนะการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ขึ้นกุมอำนาจได้ก็ด้วยการหนุนหลังของกองทัพ คณะองคมนตรี ศาล เป็นต้นซึ่งเป็นกลไกอำนาจรัฐ นี่ก็เป็นคำตอบว่าทำไม่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จึงหวาดกลัวการเลือกตั้ง เพื่อกุมอำนาจต่อไป พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ขกงกลุ่มปกครองขุนนางหัวกะทิ ประกาศ พ.ร.ก. ภาวะฉุกเฉิน จำกัดเสรีภาพของสื่อ บงการกองทัพแปรกรุงเทพเป็นสนามรบ สาดกระสุนใส่มวลชนที่ชุมนุมสำแดงกำลังเรียกร้องประชาธิปไตย
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จบอกว่ามี “ผู้ก่อการร้าย” แฝงตัวอยู่ในกองทัพเสื้อแดง ส่งนักแม่นปืนและหน่วยล่าสังหารเข่นฆ่าชาวบ้านธรรมดาในกรุงเทพ คนที่ถูกทางกองทัพฆ่าตายนั้น มีเจ้าหน้าหน่วยกู้ชีวิต นักข่าว ยังมีเด็กเล็ก กองทัพเสื้อแดงส่วนใหญ่เพียงใช้อาวุธที่กำลังทำลายจำกัดซึ่งผลิตขึ้นเองไปต่อต้านการโจมตีอันดุเดือดรุนแรงของกองทัพ
ภายกลังจากการปราบปรามอย่าบ้าคลั่งรอบแล้วรอบเล่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ซึ่งขึ้นสู่อำนาจโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ก็หมดความชอบธรรมใด ๆ หลงเหลืออยู่แล้ว สถานการณ์ทางการเมืองของไทยในเวลานี้เป็นสถานการณ์ที่ไปไม่รอดแล้ว ถ้าหากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ทันทีและประกาศหยุดยิง การใช้ความรุนรุนบนท้องถนนในกรุงจะหยุดลงทันที และกองทัพเสื้อแดงก็จะยอมถอนตัวออกจากที่ชุมนุม นายอภิสิทธิ์ไม่มีเหตุผลใด ๆที่จะยึดติดกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรียกเว้นเขายอมตัวเป็นนักเผด็จการหมัดเหล็กที่หนุนหลังโดยกองทัพ(แท้จริงเขาได้แสดงตัวเป็นนักเผด็จการไปแล้ว)
กองทัพเสื้อเหลืองที่เป็นปฏิปักษ์กับกองทัพเสื้อแดง ได้ผัดหน้าทาแป้งขึ้นสู่เวทีอยู่พักหนึ่งในวิกฤติการเมืองครั้งนี้ ออกมาในรูปของ “คนเสื้อหลากสี” ปกป้องสถาบัน เรียกร้องให้รัฐบาลใช้วิธีการปราบปรามอย่างแข็งกร้าวต่อการชุมนุมของกองทัพเสื้อแดง กองทัพเสื้อเหลืองโดยพื้นฐานแล้วก็คือพันธมิตรที่สุมหัวกันของกลุ่มปกครองขุนนางหัวกะทิ การก่อรูปมีสาเหตุสำคัญเพื่อโค่นล้ม “อิทธิพลที่เจริญขึ้นใหม่” ของทักษิณที่คุกคามต่อผลประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพลอนุรักษ์กษัตริย์นิยม เพื่อพิทักษ์รักษาอำนาจครองความเป็นเจ้าของกลุ่มปกครองขุนนางหัวกะทิ กองทัพเสื้อเหลืองไม่เสียดายใช้วิธีรัฐประหารโดยกองทัพ เหยียบย่ำทำลายรัฐธรรมนูญ และการปลุกระดมแบบฟาสซิสต์ เป็นต้น ขัดขวางการต่อสู้ช่วงชิงประชาธิปไตยที่แท้จริงและความเป็นธรรมของสังคมของคนยากคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย กองทัพเสื้อเหลืองซึ่งเป็นพวกลัทธิชาตินิยมคับแคบและพวกรักชาติแบบหลับหูหลับตา กระทั่งเห็นว่าคนจน “โง่เขลา” ฉะนั้นไม่ควรมีสิทธิลงคะแนนเสียง กองทัพเสื้อเหลืองภายหลังการรัฐประหารปี 2549 แล้วก็ประกาศว่าได้บรรลุภาระหน้าที่แล้วพากันสลายแต่หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2551 จึงดำเนินการปลุกระดมแบบฟาสซิสต์อีกครั้ง แต่กลับไม่ได้รับกระสุนของฝ่ายกองทัพแม้แต่นัดเดียวข้อเรียกร้องพื้นฐานของกองทัพเสื้อเหลืองคือ กลบฝังประชาธิปไตยลิดรอนสิทธิลงคะแนนเสียงของคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
กองทัพไทยเรียกว่ามีชื่อเสียงชั่วร้ายและเหม็นโฉ่ในประวัติศาสตร์ของไทยกองทัพไทยเริ่มควบคุมอำนาจรัฐนับแต่ปี 2475 เป็นต้นมา จนถึงปี 2516 ภายหลังจากการต่อสู้อาบเลือดเพื่อประชาธิปไตย ประชาธิปไตยที่มีอายุสั้น ๆ จากปี 2516 ถึงปี 2519 ก็จบสิ้นลงโดยการรัฐประหารของฝ่ายกองทัพการลุกขึ้นสู้ของประชาชนในเดือนพฤษภาคมปี 2535 ก็ถูกปราบปรามอย่างนองเลือดโดยกองทัพอีก จากวันที่ 17-19 พฤษภาคม กองทัพใช้อาวุธสงครามสังหารประชาชนตายไป 48 คน เดือนเมษายนปี 2552 กองทัพใช้อาวุธสงครามปราบปรามกองทัพเสื้อแดง เวลาผ่านไปเพียงปีเดียว ก็ทำการสังหารหมู่กองทัพเสื้อแดงอีกครั้ง ทำให้มีคนตายและบาดเจ็บมากกว่าครั้งใด ๆ ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของกลุ่มปกครองขุนนางหัวกะทิ ฝ่ายกองทัพไทยก็ได้ชื่อว่าคอรัปชั่นโกงกินและบ้าอำนาจนอกจากทำการปราบปรามอย่างนองเลือดต่อขบวนการประชาธิปไตยในปี 2519 ปี 2535 ปี 2552 และปี 2553 แล้ว กองทัพไทยยังก่ออาชญากรรมชนิดต่าง ๆ ต่อชาวมุสลิมทางภาคใต้ของไทย กระพือข่าวว่าพวกเขาเป็น“พวกลัทธิก่อการร้าย” แท้ที่จริงแล้ว กองทัพไทยจึงเป็นพวกก่อการร้ายตัวจริง
ที่ไหนมีการกดขี่ ที่นั่นก็มีการต่อต้าน สังคมไทยไม่เป็นธรรมและไม่เสมอภาคมาเป็นเวลายาวนาน ได้สะสมเชื้อไฟการต่อสู้ต่อต้านในหมู่ประชาชนคนยากจน และการเหยียบย่ำทำลายประชาธิปไตยของกลุ่มปกครองขุนนางหัวกะทิซึ่งมีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นตัวแทน ก็ยิ่งเป็นการจุดชนวนให้กับการต่อสู้ต่อต้านของประชาชนพื้นฐานของไทย
มีองค์กรสิทธิมนุษยชนบางองค์กรเรียกร้องให้ “ทั้งสองฝ่าย” ยุติการใช้ความรุนแรง แท้ที่จริงแล้ว ในวิกฤติของไทยในปัจจุบัน มีแต่ฝ่ายกองทัพที่พิทักษ์รักษากลุ่มปกครองขุนนางหัวกะทิเท่านั้นที่ใช้ความรุนแรงสุดขั้วกระทำต่อผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ที่มีแต่ 2 มือเปล่า ถ้าหากกองทัพเสื้อแดงไม่ใช้อาวุธเก่า ๆ ผุ ๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองไปป้องกันตัว คนที่ถูกฝ่ายกองทัพสังหารอย่างเลือดเย็นจะต้องมีมากกว่านี้อย่างแน่นอน
นี่เป็นสงครามชนชั้นครั้งหนึ่ง เป็นสงครามที่ก่อขึ้นโดยชนชั้นกลุ่มทุนขุนนางหัวกะทิเพื่อกดบีบและหยุดยั้งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนผู้ใช้แรงงาน ในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคมและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ กองทัพเสื้อแดงได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมีวินัย ความกล้าหาญและมุมานะอดทนเป็นที่น่าประทับใจของผู้คนเป็นอย่างยิ่ง ควรค่าแก่การคารวะอย่างเคร่งขรึมที่สุดจากพวกเรา
กองทัพเสื้อแดงได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการเมืองของสังคมไทยแล้ว ถ้าหากขบวนการของกองทัพเสื้อแดงสามารถอาศัยพลังของประชาชนไปโค่นล้มรัฐบาลขุนนางหัวกะทิที่คัดค้านประชาธิปไตย (โดยไม่ผ่านจากการยึดอำนาจรัฐประหารของกองทัพที่ฟันใกล้จะหลุดหมดปากแล้ว) จะต้องมีความหมายอย่างใหญ่หลวงต่อขบวนการช่วงชิงประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของสังคมของมวลประชามหาชนไทยอย่างแน่นอน กองทัพเสื้อแดงจะถูกโจมตีและบอบช้ำอย่างหนักจากการปราบปรามอันบ้าคลั่งในหลายวันมานี้ แต่ขบวนการครั้งนี้จะไม่เงียบหายไปง่าย ๆ ประชาชนผู้ใช้แรงงานที่ยากจนทั้งในเมืองและชนบท ภายหลังผ่านการปลุกระดมและต่อสู้อย่างมีการจัดตั้งครั้งนี้แล้ว ได้สะสมบทเรียนการต่อสู้อันสำคัญ ในด้านความสำนึกทางการเมืองก็ได้รับการยกระดับสูงขึ้น เป็นกำลังผลักดันที่สำคัญของขบวนการมวลชนในอนาคต หนทางการต่อสู้เพื่อช่วงชิงประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของสังคมของประชาชนไทยยังอีกยาวไกลและขรุขระไม่ราบเรียบ แต่ว่ามีคนอันมากมายได้ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวก้าวเดินต่อไปด้วยฝีก้าวอันมั่นคงแล้ว
ต้นฉบับภาษาจีน
泰国人民民主运动路漫漫
[ 2010/05/18 20:23 | by 安那琪 ]

泰国红衫军自2010年3月14日开始再次聚集在首都曼谷,要求阿披实政府下台并重新举行选举。3月14日的50万人大集会,是泰国历史上规模最大的一次争取民主大集会。得到军方、枢密院、大财阀、王室等保守反动派支撑的民主党阿披实政府,于4月开始向红衫军展开血腥暴力的镇压,4月10日的一场军方企图清场行动中造成25人丧命,过后发生零星的暴力事件,到了5月13日,军方在阿披实政府的指使下再次强行驱散扎营在曼谷市中心的红衫军,酿成激烈的冲突,直到5月17日,已经有36人丧生。泰国军队除了切断红衫军的水电供应和通讯,还以荷枪实弹疯狂攻击红衫军示威者。5月19日,军方出动坦克向红衫军驻扎在曼谷市中心商业区的大本营反动猛烈进攻,红衫军领袖为了避免更多人白白牺牲,无奈宣布解散维持了两个月的示威集会,并集体向警方自首。不过,仍有很多对政府镇压深感悲愤的红衫军仍坚持抗争,曼谷市区多处起火,政府实行宵禁,加强对媒体的控制,其他省市仍有好些不愿解散的红衫军继续抗争。
从2010年4月至5月短短一个多月内,死亡人数超过70人,近2000人因伤送院。阿披实政府对红衫军争取民主运动的残暴镇压,为泰国人民争取民主的历史写下另以页血迹斑斑的篇章。

泰国目前的政治危机,也是源于统治集团为控制政治经济权力而闹翻的纠纷。不过,2006年的军事政变后开崛起反对寡头政治的红衫军,已经发展成为泰国历史上规模最大的一场民主运动。
最初组成红衫军的力量,来自他信的支持者。电信业富豪他信领导的政党于2001年大选中胜出,组成了当时泰国史上最大的执政联盟,并成为了1932年以来唯一一个能够渡过4年任期的首相。他信执政时期,政府推行了全民医疗保健体制,以及协助乡村农民的政策,获得了很多贫穷人民的欢迎。他信实行着对泰国穷人来说意义非常重大的民粹主义政策的同时,也不忘扶持自己的新兴资本朋党集团,因此冲击着传统保皇派资本的旧势力。尽管他信政府在2006年的军事政变被推翻,过后所举行的选举仍然是亲他信的政党胜出,保皇派就再次发动黄衫军进行法西斯式示威,并通过非民主手段推翻新他信政党所领导的民选政府。
尽管红衫军开始于支持他信的民众,但是很快的就发展为一场超越他信的人民民主运动。红衫军当中有很多反对保皇派官僚精英统治集团霸权及争取民主的普通人民。很多红衫军成员都不是他信的支持者,他们是无法忍受通过非民选手段上台实行压榨人民政策的统治集团继续横行霸道下去。红衫军的主力是来自乡区的贫穷人民,也有很多城市贫民和工人阶级,他们争取的不只是民主,也包括了改变目前泰国不公的社会体制。因此,红衫军既是一场贫穷人民争取民主的运动,也是一场被压迫群众寻求解放、争取社会正义的运动。
红衫军于2009年4月遭到泰国军队的暴力镇压,但是却无法将整个运动压制下去,并于2010年3月以更浩大的声势震撼了曼谷的保皇派官僚精英统治集团。红衫军正面对的是装备精良的 庞大军事镇压机器,但是红衫军并不退缩,还准备抗争到底。红衫军可能会在新一轮的疯狂镇压中,被迫中断,甚至有红衫军领导准备跟军方撑腰的阿披实政府妥协,但是红衫军运动将不会那么容易平息,而且还可能会继续壮大,冲击整个泰国统治阶级的霸权。
红衫军的动员及抗争,向世人展示了这是一场由普通劳动人民所组成争取民主的草根群众运动。红衫军的抗争,揭露了一个事实,今天泰国社会危机的真正根源是阶级压迫。红衫军也揭露了当前军方支撑的政府之血腥残暴本质,这个政府不惜通过血腥残暴的镇压,以及践踏民主人权的方式,去维持其统治权力。
红衫军的抗争,让很多普通老百姓变成了人民运动的领导,红衫军纷纷在贫民社区组织起来,
平时被排斥在政治决策外的平民百姓得以积极参与在决定他们生活前途的政治动员中。很多平民也为了突破媒体的封锁而把自己变成互联网专家,发布来自民众的声音,去反击当权者对红衫军各种卑劣的抹黑。红衫军的抗争过程中,也打破了普通人民长久以来对国王顺从效忠的臣民思维,他们很清楚看到国王并不是站在人民的这一边。
红衫军不惧军方的镇压,挑战着国家暴力机器的权威,显示着民主运动并不会因为乱枪扫射就轻易倒下的。红衫军跟军方周旋的过程,也造成了警方和军方内部的分裂。很多底层的军警都倾向于同情红衫军,甚至有警员为了掩护受伤的红衫军示威者而向军方开枪还击。
红衫军所面对的挑战是艰巨的,这股来自基层群众的民主运动要如何坚持到底,肯定是充满着重重困阻。

阿披实政府编造谎言指责有“恐怖分子”混在红衫军里头,派出狙击手和暗杀队在曼谷杀害平民百姓。被军方残酷杀害的人,包括了救护人员、记者,还有小孩。一部分的红衫军只能以自制的杀伤力有限的武器,去抵抗军队的火力强大的攻击。
通过非民主途径上台阿披实政府在连番疯狂镇压后,已经没有任何的合法性。今天的泰国政治局面是个死局。如果阿披实政府立刻宣布解散国会重新选举,并且颁布停火令,曼谷街头的暴力冲突将马上停止,而红衫军也会愿意撤离。阿披实已经没有任何理由去霸占着首相职位,除非他要成为军方撑腰的铁腕独裁者(事实上他已经表现为一个独裁者)。
跟红衫军对立的黄衫军,在最近一次的政治危机中粉末登场了一阵,以“杂色军”的姿态搞了几场拥护泰王、呼吁政府以强硬手段镇压红衫军的示威。黄衫军基本上就是官僚精英统治集团的乌合之众联盟,其成形主要原因是为了推翻威胁着保皇派保守势力集团利益的他信“新兴势力”。黄衫军为了维持官僚精英统治集团的霸权,不惜借助军事政变、践踏民主宪法、法西斯式动员等手段,阻扰泰国占大多数的穷人争取真正的民主和社会正义。也是狭隘民族主义者兼盲目爱国分子的黄衫军,甚至认为泰国的穷人“愚蠢”,所以不应该享有投票权。黄衫军在2006年军事政变后就称任务完成而作鸟兽散,在输掉选举后于2008年死灰复燃地进行法西斯式动员,却没有挨上军方的任何一颗子弹。黄衫军的基本诉求,就是埋葬泰国民主,剥夺占大多数的穷人们的投票权!
泰国军方在泰国的历史上可谓恶名昭彰。泰国军方于1932年开始就掌控国家大权,直到1973年的一场浴 血民主抗争后才被推翻。1973年至1976年间的短暂民主,被一场血腥的军事政变终结。1992年5月的人民起义,同样遭到军方的血腥镇压,军队在5月17-19日期间开枪杀死48人。军方于2009年4月开枪镇压红衫军,时隔一年后,再次向红衫军大开杀戒,而死伤人数更多。作为泰国官僚精英统治集团的有机组成部分,泰国军方也是出名贪污滥权,除了1973年、1976年、1992年、2009年、2010年对民主运动的血腥镇压,泰国军方也在泰南对穆斯林干下种种暴行,为“恐怖主义”煽风点火。事实上,泰国军方才是真正的恐怖分子。
有些人权团体要求冲突“双方”停止使用暴力。事实上,在当前泰国的危机中,只有维护官僚精英统治阶级的军队一方,使用极端的暴力去对付大部分手无寸铁的示威者。如果红衫军不以破烂的自制武器去自卫,被军方冷血屠杀的人将会更多。
这是已经一场阶级战争,一场官僚精英资本财团阶级为压制城乡贫穷劳动人民争取民主而发动的战争。泰国红衫军在争取民主、人民尊严和社会正义的斗争中,展现了令人动容的纪律、勇气及毅力,值得我们致以最庄严的敬意。
红衫军已经改变了泰国社会的政治面貌。如果红衫军运动能够透过人民力量去推翻反民主的官僚精英政府(而不是通过老掉牙的军事政变夺权),那将对泰国群众争取民主和社会正义的运动,起着重大的意义。红衫军很可能在这几天的疯狂镇压中遭遇沉重打击,但是这场 运动不会那么容易平息下去。参与这场运动的城乡劳动贫民,经历了这次有组织的动员及抗争,累积了相当重要的斗争经验,而在政治意识上也大大提升,是泰国未来群众运动的重要推动力。泰国人民争取民主与社会正义的路途仍然漫长且崎岖不平,但是已经有很多人用坚定的脚步走下去……
นิรโทษกรรมทำไม?นิรโทษกรรมให้ใคร?
ที่มา โลกวันนี้ หลังจับคนเสื้อแดงกว่า 200 คน กระจายคุมขังให้หมดอิสรภาพตามสถานที่ต่างๆ เอาไปไว้ในค่ายทหารบ้าง ค่ายตำรวจบ้าง แม้แต่คุกซึ่งเป็นสถานที่ที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินห้ามนำตัวไปกักขังก็ยังเอาไปกักขังไว้ โดยไม่มีใครให้คำตอบในเรื่องนี้ว่าเมื่อรัฐบาลและ ศอฉ. ทำผิดกฎหมายเสียเองแบบนี้แล้วบ้านเมืองนี้จะเป็นนิติรัฐได้อย่างไร เพราะความหมายของนิติรัฐคือ ทุกคนทุกฝ่ายต้องเท่าเทียมกันทางกฎหมาย ไม่ใช่ละเว้นให้คนนั้น ไม่ละเว้นให้คนนี้ อย่างที่ทำกันอยู่ วันสองวันมานี้มีข่าวว่ารัฐบาลจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้คนเสื้อแดง...ฟังแล้วดูดี เหมือนเป็นการแสดงให้เห็นว่านี่คือการเริ่มต้นนับหนึ่งของแผนปรองดองอย่างแท้จริง แต่เมื่อดูวิธีการแล้วต้องบอกว่ารัฐบาลยังจมปลักอยู่กับความคิดตัวเอง ความคิดเรื่องการก่อวินาศกรรม ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง เรื่องนี้คิดว่าคงต้องทำความเข้าใจกัน เพราะการชุมนุมของคนเสื้อแดงนั้นเขาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเรียกร้องทางการเมืองให้รัฐบาลคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการยุบสภาจัดเลือกตั้งใหม่ เพราะเขาเห็นว่าที่มาของรัฐบาลนี้แม้จะถูกต้องตามระบบรัฐสภาแต่ไม่ถูกต้องตามกติกาประชาธิปไตย เพราะมีตัวช่วยมากมายช่วยกันออกแรงผลักดันด้วยวิธีการต่างๆเพื่อทำคลอดรัฐบาลนี้ เมื่อคนเสื้อแดงมาชุมนุมกันตามรัฐธรรมนูญเขาจึงไม่ผิด หากจะผิดอยู่บ้างก็ตรงที่ชุมนุมปิดกั้นถนน ซึ่งก็เป็นการผิดกฎหมายจราจรธรรมดา แต่วันดีคืนดีรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินขึ้นมา จากที่ผิดแค่กฎหมายจราจรก็มีความผิดเพิ่มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ คือผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั่งอยู่เฉยๆ จากโทษปรับปิดกั้นการจราจรไม่กี่บาท เพิ่มโทษมาเป็นติดคุก 2 ปี ปรับอีก 40,000 บาท หากจะว่ากันตามหลัก รัฐบาลไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็ได้ แค่มีนโยบายไม่ไปตามไล่ล่าก็พอ เหมือนกรณีของคนเสื้อเหลืองที่ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ปิดล้อมสภา รัฐบาลก่อนหน้านี้ไม่เคยไปตามไล่ล่าผู้มาร่วมชุมนุมหรือแกนนำในต่างจังหวัด แม้ความผิดจะร้ายแรง แต่ก็มีรายชื่อผู้ต้องหาที่ถูกแจ้งความเอาผิดเพียงไม่กี่สิบคน ต่างกับคนเสื้อแดงที่มีบัญชีรายชื่อผู้ถูกดำเนินคดียาวเป็นหางว่าว ทั้งแกนนำ ผู้ชุมนุม การ์ด ผู้ที่รัฐบาลคิดว่าสนับสนุนจุนเจือ ถ้าจะปรองดองรัฐบาลต้องปรับวิธีคิดอีกนิด อย่าจมปลักอยู่กับความคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองได้เปรียบเหนือกว่าคู่แข่งที่พลาดพลั้ง เพราะแม้แต่เรื่องนิรโทษกรรมความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่รัฐบาลเป็นคนยัดเยียดให้ยังใช้เป็นประเด็นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง ลุกออกจากปลัก (ทางความคิด) แล้วก็จะรู้เองว่าสมานฉันท์ปรองดองควรทำด้วยใจไม่ใช่ปากคอลัมน์ เป็นประชารัฐ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2818 ประจำวัน จันทร์ ที่ 14 มิถุนายน 2010 โดย ลอย ลมบน
ปรองดองแค่ลมปาก
ที่มา โลกวันนี้ ต้องยอมรับว่านายอภิสิทธิ์เป็นนักการเมืองที่สามารถสร้างภาพพจน์ตัวเองได้อย่างเหลือเชื่อ แม้เพิ่งผ่านเรื่องเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การเมือง ซึ่งนายอภิสิทธิ์เป็นผู้สั่งการสูงสุดจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ศพ และบาดเจ็บเกือบ 2,000 คน แต่นายอภิสิทธิ์ก็สามารถนั่งบริหารบ้านเมืองเหมือนไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายใดๆ แถมยังมีสำนวนโวหารที่นุ่มนวลและพูดจาฉะฉานชัดเจนว่าเป็นนักการเมืองที่รักประชาธิปไตยและรักประชาชนทุกกลุ่มทุกสี นายอภิสิทธิ์อ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือตัวเองเพื่อเชิญชวนให้ร่วมกันปฏิรูปประเทศไทย โดยระบุว่า เหตุการณ์เลวร้ายที่สร้างความสะเทือนใจและบอบช้ำกับประเทศชาติและประชาชนอย่างรุนแรงทั้งหมดนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากการกระทำของคนไทยด้วยกันเองทั้งสิ้น "วันนี้ประเทศต้องเดินหน้า แต่ความโกรธ ความเคียดแค้นและชิงชังไม่สามารถสร้างอนาคตให้กับประเทศและลูกหลานไทยได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะปรองดอง เพื่อปฏิรูปประเทศไทย รวมใจเป็นหนึ่งเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ สร้างความเสมอภาค สื่อสารถึงกันอย่างสร้างสรรค์ ค้นหาและยอมรับความจริง โดยมีการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย มีประสิทธิภาพและโปร่งใส" เป็นคำพูดที่สวยหรูและนุ่มนวลจากปากของนายกรัฐมนตรีที่รูปหล่อ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ออกมาสนับสนุน เหมือนครั้งที่นายอภิสิทธิ์เคยประกาศขับเคลื่อนแผนปรองดอง 5 ข้อ ครั้งที่ยื่นข้อเสนอให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน สลายการชุมนุม สุดท้ายก็จบลงด้วยความรุนแรงและความตาย แต่นายอภิสิทธิ์ก็ยังพร่ำแต่คำว่าปรองดอง แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังกล่าวหาใส่ร้ายและจับกุมคนเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้าม โดยมี พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือ เช่นเดียวกับการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์พูดชัดเจนว่าจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การปรองดองและการปฏิรูปประเทศของนายอภิสิทธิ์จึงไม่ต่างกับการ “ขอพื้นที่คืน” และการ “กระชับล้อม” ที่ใช้กับคนเสื้อแดง เพราะเป็นการมัดมือชกให้คนทั้งประเทศต้องยอมรับแผนปรองดองและปฏิรูปของรัฐบาล โดยใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อแก้ปัญหาการเมืองให้กับตนเองและพวกพ้อง ขณะที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเห็นว่านายอภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมที่จะบริหารบ้านเมืองต่อไปแล้ว และต้องแสดงความรับผิดชอบกับการสั่งให้ใช้กำลังจนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย และบาดเจ็บเกือบ 2,000 รายคอลัมน์ บทบรรณาธิการ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2818 ประจำวัน จันทร์ ที่ 14 มิถุนายน 2010 โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน
“อภิสิทธิ์”คน2โลก
ที่มา โลกวันนี้ อ่านคำให้สัมภาษณ์ของนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการรัฐศาสตร์ ที่พูดถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าเป็นคน 2 โลก เพราะเวลาพูดกับโลกที่เป็นภาษาอังกฤษ คือทูตานุทูตก็จะพูดแบบหนึ่ง วิธีอธิบายแบบหนึ่ง เช่น รัฐบาลพยายามควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบ หรือผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่รัฐก่อน แต่พอพูดกับคนในประเทศ นายอภิสิทธิ์จะบอกว่า ผู้ชุมนุมเป็นพวกแดงล้มเจ้า เป็นพวกผู้ก่อการร้ายและมีอาวุธรุนแรง มองประชาชนที่อยู่ตรงข้ามหรือมีความเห็นแตกต่างเป็นศัตรู นายอภิสิทธิ์สามารถพูดเรื่องเดียวกันโดยมีเหตุผล 2 ชุด ซึ่งคนจำนวนหนึ่งเชื่อและคล้อยตาม แต่คนอีกจำนวนหนึ่งก็ไม่เชื่อ เพราะคนพวกหลังนี้เขาติดตามข้อมูลข่าวสารทุกด้านเท่าที่จะหาได้ ไม่ใช่ข้อมูลด้านเดียวที่รัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยัดเยียดผ่านสื่อกระแสหลัก โดยเฉพาะทูตานุทูตและนักลงทุนนั้นมีการติดตามข้อมูลข่าวสารทั้งทางตรงและทางอ้อมที่มากกว่าประชาชนทั่วไป ทั้งยังเข้าใจดีถึงคำว่า “ผู้ก่อการร้าย” เช่นเดียวกับคำว่า “ประชาธิปไตย” กับ “เผด็จการ” แตกต่างกันอย่างไร ดังนั้น การที่รัฐบาลอ้างความจำเป็นที่ต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไป จึงฟ้องสถานการณ์ของประเทศไทยและเสถียรภาพของรัฐบาลชัดเจนอยู่แล้วว่ามีความมั่นคง หรือเปราะบางเพียงใด เหมือนที่สื่อและนิตยสารระดับโลกวิเคราะห์ว่า ขณะนี้นายอภิสิทธิ์แค่พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ยังใช้อำนาจที่มีอยู่เร่งกวาดล้างและจับกุมคนเสื้อแดง จึงมีแต่เติมเชื้อความรุนแรงที่ยากจะเยียวยา ไม่ใช่การปรองดองอย่างที่นายอภิสิทธิ์ออกมาประกาศ หากนายอภิสิทธิ์ต้องการสร้างความปรองดองจริงต้องแสดงออกด้วยการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องสั่งให้ ศอฉ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลิกไล่ล่า กล่าวหา จับกุมคนเสื้อแดงและนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่ไม่ใช่ละเว้นการกระทำผิด เพราะทุกคนต้องยอมรับข้อบังคับของกฎหมาย โดยการนำมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมตามปรกติ ไม่ใช้อำนาจภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ให้อำนาจในการกล่าวหาและควบคุมตัวโดยไม่มีหลักฐานใดๆ แค่สงสัยก็สามารถควบคุมตัวได้ถึง 30 วัน แม้แต่การห้ามทำธุรกรรมทางการเมืองอย่างที่ผ่านมา ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ยังดื้อดึงใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป เท่ากับไม่มีความจริงใจที่จะสร้างความปรองดองหรือปฏิรูปประเทศ อีกทั้งยังถูกครหาว่าใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อข่มขู่และกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งวันนี้นายอภิสิทธิ์เองพยายามฟอกตัวเองและพวกพ้องให้หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาฆ่าและทำร้ายประชาชน โดยการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ก็ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางและความเป็นอิสระ ซึ่งนายอภิสิทธิ์เคยกล่าวครั้งรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จริงเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ว่าสังคมจะยอมรับหรือไม่ เมื่อรัฐบาลตั้งขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเอาใครมาเป็นประธานหรือกรรมการก็ตาม แต่วันนี้กลับทำตรงข้ามกับที่เคยพูด ทั้งยังเพิกเฉยเสียงที่คัดค้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เช่นเดียวกับการเรียกร้องให้รับผิดชอบประชาชนและทหารเกือบ 100 ศพในเหตุการณ์ 10 เมษายนและ 13-19 พฤษภาคมที่ผ่านมา โลกของนายอภิสิทธิ์จึงมีแต่มิติที่สดใสและไร้อุปสรรค เพราะทุกอย่างอยู่ที่ว่าจะพูดอย่างไร และกับใคร ไม่ว่าจะเรื่องการปรองดอง การปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปการเมืองหรือการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาล แม้แต่มิติของความเป็นผู้นำประเทศที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมืองไทย ที่จะไม่ลาออกหรือยุบสภา แม้จะทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย โดยอ้างความชอบธรรมจากคำว่า “นิติรัฐ” และการใช้สำนวนโวหารคำว่า “ขอพื้นที่คืน” และ “กระชับพื้นที่” ในการกล่าวหาและใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ก่อการร้ายและล้มสถาบัน ประชาธิปไตยของนายอภิสิทธิ์จึงเหมือนการสวมหน้ากากและมัดมือชกให้เชื่อในสิ่งที่พูด ใครไม่เชื่อหรือต่อต้านก็กลายเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่รักชาติ ไม่รักสถาบัน การสร้างความปรองดองจึงเป็นไปไม่ได้ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ยังนั่งอยู่บนซากศพและกองเลือด และในหัวใจไม่มีคำว่า “ประชาชน” โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมืองให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น ต้องมาจากประชาชนและเป็นของประชาชน ไม่ใช่ประชาธิปไตยของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งคอลัมน์ ทรรศนะการเมือง
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2818 ประจำวัน จันทร์ ที่ 14 มิถุนายน 2010 โดย สุรชัย ปากช่อง
คณิต ณ นคร เดินสายพบวีระ
ที่มา Voice TV
นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระเดินทางไปพบ นายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำ นปช. ที่ค่ายนเรศวร
หัวใจเหงา ลูกสาวเสธ.คนดัง "น้องเดียร์-ขัตติยา สวัสดิผล"
ที่มา มติชน
เป็นที่รู้จักกันอย่างฮือฮาหนแรก เมื่อสองปีก่อนในฐานะลูกสาว"เสธ.คนดัง" ผู้ฝึกหัดการ์ดให้กับกลุ่ม "นปช." คนเสื้อแดง แต่ไปเกาะขอบเวทีชุมนุมให้กำลังใจคนเสื้อเหลือง
มาวันนี้คุณพ่อ เสธ.คนดังจากไปแล้ว เป็นการจากไปอย่างกะทันหันไม่มีคำเอ่ยลา...
เหลือเพียงความทรงจำอึงอลอบอุ่นในหัวใจสำหรับเธอ"ขัตติยา สวัสดิผล" ลูกสาวเพียงคนเดียวของ "เสธ.แดง-พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล"ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก
"ขัตติยา สวัสดิผล" หรือ "น้องเดียร์" เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ*เสธ.แดง* กับ *น.อ. (พิเศษ) จันทรา สวัสดิผล* หน้าห้องอดีตเลขาธิการ คมช.พล.อ.วินัย ภัททิยกุล
ขัตติยาบอกว่า ครอบครัวเป็นทหารเกือบทั้งตระกูล "คุณปู่ (ร.อ.สนิท สวัสดิผล) เป็นทหาร และคุณยาย (ตุ๊กตา พงษ์สังข์-ตำแหน่งจำไม่ได้) ก็เป็นทหาร คือคุณพ่อเป็นทหารเพราะคุณปู่เป็นทหาร และคุณแม่เป็นทหารก็เพราะคุณยายเป็นทหาร"
ขัตติยาเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนราชินีบนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยม 6 จึงย้ายสังกัดเข้าไปเป็นลูกแม่โดม ที่คณะนิติศาสตร์
ทว่า พอเป็นนิติศาสตรบัณฑิตได้ไม่นาน ก็ต้องเสียคุณแม่ผู้ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนทั้งที่ปรึกษาในชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เธอเคยเปิดใจให้สัมภาษณ์ว่า ครั้งนั้นมันเกิดขึ้นกะทันหันหัวใจแทบสลาย จึงตัดสินใจขอคุณพ่อไปเรียนเนติบัณฑิต 1 ปี แล้วต่อปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต อีก 2 ใบ ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน และมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
กลับมามีดีกรีเป็นทนายความหญิง ทำงานที่สำนักงานกฎหมายสากล สยาม พรีเมียร์
กระทั่งเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขัตติยาก็ต้องพบกับการสูญเสียอีกครา เมื่อ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกยิงที่ศีรษะระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศบริเวณแยกศาลาแดง ชีวิตของเธอจึงไม่เหลือใครไม่ว่าพ่อหรือแม่
เวลาผ่านไปแม้จะยังไม่ถึงสามเดือน แต่ดูเหมือนว่ามันนานชั่วกัปชั่วกัลป์สำหรับเธอ
วันนี้เมื่อเธอหยัดกายกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง เธอบอกว่า...
"ต้องอยู่ให้ได้ค่ะ เดียร์ท่องอยู่คำเดียว เพราะเราไม่มีทั้งพ่อและแม่ ชีวิตมันต้องอยู่ต่อไป ทั้งญาติคุณพ่อและญาติคุณแม่พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือให้คำปรึกษา แต่สุดท้ายแล้วเราต้องยืนได้ด้วยตัวเอง"
บ่ายวันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน 2553 ขัตติยา สาวน้อยวัย 29 ปี ในชุดกระโปรงจีบรอบตัวสีดำ เสื้อแขนสั้นสีขาวสะอาดตา เดินเข้ามาภายในร้านเครื่องดื่มแห่งหนึ่งบริเวณสยามสแควร์ ยิ้มทักทายสดใส พร้อมกับแนะนำให้รู้จักกับ "พี่โอ๋" วิรุฬห์ กีรติพานิช ชายหนุ่มผู้ติดตามมาด้วย และเป็นคนข้างกายเธอบอกว่า "แฟนเดียร์ค่ะ"
เธอพร้อมเปิดใจให้สัมภาษณ์กับ "มติชน" โดยออกตัว ขอไม่พูดเรื่องการเมือง
ขยับเข้ามาใกล้ๆ เข้ามานั่งฟังกัน...
เป็นลูกทหารชีวิตแตกต่างจากครอบครัวทั่วไป?
แตกต่างค่ะ พอเกิดมาครอบครัวเราก็อยู่ในค่ายทหารเลย ในกองทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ตรงเกียกกาย เพราะคุณพ่อคุณแม่เป็นทหาร เราไม่ได้มีบ้านส่วนตัว อยู่บ้านหลวงมาตลอดชีวิต เดียร์อยู่ในนั้นนอนกับคุณพ่อคุณแม่มาตลอดจนถึงอายุ 18 จนเข้ามหาวิทยาลัย
ที่แตกต่างคือ เดียร์มีพลทหารประจำตัวเป็นพี่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก กลับมาบ้านก็เจอทหารเกณฑ์ เพราะคุณพ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน คุณแม่ไปทำงานกว่าจะกลับบ้านก็เย็นแล้ว พอเดียร์กลับมาถึงบ้านเจอแต่ทหาร มีทหารดูแล ไม่มีพี่เลี้ยงที่เป็นผู้หญิงเลย
แล้วพวกของเล่นเป็นตุ๊กตาแบบผู้หญิงมีไหม?
มีค่ะ คุณพ่อซื้อให้ พวกบาร์บี้ แต่เดียร์เล่นได้แป๊บๆ ไม่ค่อยชอบเล่นตุ๊กตา คุณพ่อเสียอีกที่มีตุ๊กตามากกว่าเดียร์ (หัวเราะ) แล้วบ้านเราอยู่ในกรม พอเลี้ยวเข้ามาก็เห็นรถถังจอดอยู่ เวลาเพื่อนๆ มาที่บ้านก็จะตกใจไม่เคยเห็นรถถัง แต่เราชินแล้ว เห็นตั้งแต่เด็ก (ยิ้มกว้าง)
คุณพ่อวางกฎระเบียบในชีวิต?
ไม่นะคะ คุณพ่อค่อนข้างจะปล่อย คนที่ดูแลเดียร์จริงๆ คือคุณแม่ ทั้งเรื่องเรียนเรื่องส่วนตัวทุกอย่าง ยกเว้นถ้ามีเรื่องใหญ่จริงๆ ต้องปรึกษาคุณพ่อ คุณแม่นี่เจ้าระเบียบสุดสุด เจ้าระเบียบมากกก...กก คุณพ่อยังชอบแซวคุณแม่เลย เพราะคุณแม่ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า คุณพ่อก็จะบอกว่า เดียร์โดนคุณแม่จ้องตั้งแต่ตีห้าจนถึงก่อนจะเข้านอน (หัวเราะ) ต้องอยู่ในกรอบตลอดเวลา (หัวเราะ)
บ้านเดียร์คุณแม่จะดุ แต่พ่อจะคอยปลอบ (หัวเราะ)
แล้วทำให้ขาดความเป็นผู้หญิง?
ไม่ค่ะ เพราะคุณแม่แม้จะเป็นทหารเรือ แต่ก็มีความเป็นผู้หญิงสูง อย่างเรื่องการแต่งตัว คุณแม่จะสอนว่าต้องแต่งตัวยังไง ต้องใส่อะไรเข้ากับอะไร (หัวเราะ) โชคดีที่ไม่เป็นทอม แล้วเดียร์ก็เรียนโรงเรียนหญิงล้วนด้วย ที่โรงเรียนราชินีบน เรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม.6 เลย คุณพ่อยังแซวเลยว่า จ่ายแป๊ะเจี๊ยะไปหมื่นหนึ่งคุ้ม อยู่ยาวถึง 14 ปี (หัวเราะ)
คุณแม่วางแผนชีวิตให้ทุกอย่าง รวมถึงเรื่องการเรียน?
ไม่ค่ะ ตอนที่อยู่ ม.5 ม.6 ที่ราชินีบน เดียร์มีความรู้สึกว่า อยากเรียนธรรมศาสตร์ คุณแม่ก็บอกว่าถ้าจะเข้าธรรมศาสตร์ก็น่าจะเป็นนิติศาสตร์ เพราะมีชื่อเสียงมานาน เดียร์จึงเลือกนิติศาสตร์อันดับหนึ่ง พอไปเรียนแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด ไม่ต้องท่องอะไรมากมาย ถ้าใช้ความเข้าใจไปด้วยจะทำให้วิชามันง่ายขึ้น
ไม่เป็นทหาร-เรียนเป็นทหารอย่างพ่อ?
โห...คุณพ่อห้ามเลย ตอนที่จบปริญญาตรีแล้วถามคุณแม่ว่าเป็นนายทหารรัฐธรรมนูญดีมั้ย เห็นลูกทหารส่วนใหญ่จะเป็นกัน คุณแม่บอกว่า จะเป็นเหรอ ดูเงินเดือนซิ จะขอเงินพ่อไปทั้งชีวิตหรือไง ก็เลยคิดว่าไหนๆ ก็ไม่ได้เรียนทหาร งั้นก็มาตามสายอาชีพที่เราเรียนมาแล้วกัน
หลังเรียนจบปริญญาตรีแล้ว...
ไปเรียนต่อที่อเมริกา คือจบปริญญาตรีปุ๊บ คุณแม่ก็ป่วยเป็นมะเร็ง ป่วยได้ประมาณ 9 เดือน คุณแม่ก็เสีย เดียร์ก็อยู่กับคุณพ่อสองคน ตอนที่คุณแม่อยู่ถึงแม้ว่าคุณพ่อจะไม่ได้มาใกล้ชิดมากมาย แต่ไม่ใช่ว่าคุณพ่อไม่มีเวลาให้นะ เราจะโทร.หากันตลอด เวลาที่เดียร์รู้ข่าวคุณพ่อจากหนังสือพิมพ์หรืออินเตอร์เน็ตก็จะโทร.หา ถามว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นยังไง คุณพ่อจะอธิบายทุกเรื่องให้เข้าใจ แล้วเดียร์ก็จะไม่ห่วง
อย่างตอนที่มีคนมาค้นบ้านเมื่อเดือนมกราคม ตอนนั้นคุณพ่อโทร.มาบอกว่า น้องเดียร์หนูไม่ต้องตกใจนะ คืนนี้หนูไม่ต้องกลับมานอนบ้านนะลูก หนูไปนอนที่อื่นก่อน พอตื่นเช้ามาเดียร์ก็ขับรถไปทำงานใช้ชีวิตเหมือนปกติ บางคนยังพูดว่าทำไมพ่อโดนจับ แต่ลูกยังมาเดินสังสรรค์ได้ มันเหมือนกับว่าเรารู้ว่าเดี๋ยวพ่อเราก็มีทางออก แล้วก็จะสบายใจ
ตอนนี้ทำงานแล้ว?
ค่ะ อยู่บริษัท ลีเกล แอนด์ โค เป็นสำนักงานกฎหมาย ซึ่งลูกความส่วนใหญ่จะเป็นต่างชาติ ทำงานเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา อย่างต่างชาติลงทุนในประเทศไทย เราจะดูกระบวนการทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท พอเขาดำเนินกิจการก็จะช่วยดูเรื่องการร่างสัญญา
จะสอบเป็นผู้พิพากษา?
ตอนนี้ยังไม่คิด ยังสนุกกับการทำงานกับบริษัทเอกชนมากกว่า ยังชอบเจอคนมากๆ เพราะมันได้ภาษา แต่ถามว่าอยากเปิดบริษัทของตัวเองหรือเปล่า ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเปิดค่ะ
คุณพ่อไม่ค่อยได้เข้ามากำหนดอะไรจะปล่อย ตอนที่เดียร์บอกว่าเดียร์มาทำงานที่นี่แล้วนะ คุณพ่อพูดว่าเดียร์จะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าอะไรเหมาะกับตัวเอง เพราะฉะนั้นเขาจะไม่เข้ามายุ่ง ทุกอย่างขึ้นกับการตัดสินใจของเดียร์ ซึ่งเดียร์คิดว่ามันเป็นการดี เพราะอย่างถึงวันนี้วันที่ไม่มีพ่ออยู่ เดียร์ก็จะต้องตัดสินใจเอง
พ่อ-ลูกมีความคิดเห็นแตกต่างกันแล้วอยู่ร่วมบ้านกันได้?
ได้ค่ะ คุณพ่อก็ไม่เชิงไม่สนใจ เขาให้อิสระเรา เรื่องของเขาเรายังไม่ไปยุ่งเลย เขาก็คิดเหมือนกัน เรื่องเราเขาก็ไม่ยุ่ง เขาเป็นพ่อเรา จริงๆ เราต้องเชื่อเขาด้วยซ้ำ แต่เขาให้อิสระเรา ตอนเด็กเดียร์จะกลัวคุณพ่อมาตลอด หลังจากคุณแม่เสียถึงได้มีเรื่องความคิดไม่ตรงกันขึ้นมา แต่ถึงความคิดเห็นไม่ตรงกัน เราก็ยังกอดกันหอมกันเหมือนเดิม แล้วสุดท้ายเรื่องมันก็จบไป ความเป็นพ่อลูกอยู่เหมือนเดิม
หนักใจไหมกับการเป็นลูกเสธ.แดง?
หนักใจค่ะ ตอนที่คุณพ่อมีชีวิตอยู่ เพราะคนเรานั้นมีทั้งคนรักและเกลียด คนชอบคุณพ่อก็มี คนไม่ชอบคุณพ่อก็เยอะ แต่โชคดีที่ว่าอย่างน้อยคนที่ไม่ค่อยชอบพ่อ พอเจอเราต่อหน้าเขาจะไม่ค่อยแสดงอาการอะไร แต่ถ้าลับหลังแล้วเขาไปพูดอะไรที่ไม่ดีเราก็รู้สึกเสียใจเหมือนกัน และรู้สึกสงสารพ่อ แต่เดียร์เชื่อว่าสิ่งที่พ่อทำเป็นสิ่งที่พ่อคิดว่าถูกต้อง เดียร์ก็พยายามบอกตัวเองว่า พวกนั้นไม่รู้ว่าพ่อเราคิดอะไรอยู่ มันก็...รู้สึกนะ แต่มันก็ห้ามไม่ได้ที่จะได้ยินเสียงวิจารณ์พ่อเรา
เห็นว่าชื่อของเสธ.แดงมักถูกเอาไปอ้าง?
เยอะมากๆ บางคนคบเราเพราะหวังจะให้พ่อเราทำอะไรให้ก็มี โทร.มาบอกมีปัญหา เรื่องทวงหนี้เยอะมาก เดียร์ก็จะตัดบทว่าพ่อยุ่งอยู่ตอนนี้ แต่บางทีจะบอกพ่อ คุณพ่อก็จะบอกให้เดียร์ไปบอกเพื่อนว่า คุณพ่อช่วยคนที่โดนรังแก ถ้าลูกหนี้ไม่ยอมเอาเงินมาคืนแล้วมารังแก เอาคนมาขู่ที่หน้าบ้าน อย่างนั้นคุณพ่อจะไปช่วย แต่ถ้าลูกหนี้ไม่คืนเงินแล้วให้คุณพ่อไปทวงให้ คุณพ่อบอกว่าอย่างนั้นไม่ใช่ เสธ.แดง...มีเยอะมาก... แต่ไม่ใช่เพื่อนที่ราชินีบน เพราะเพื่อนที่ราชินีบนเป็นเพื่อนที่สนิทมาก เขาคบกับเดียร์เพราะเดียร์เป็นเดียร์ ไม่ใช่เพราะเดียร์เป็นลูกเสธ.แดง
ตอนนี้ไม่ได้อยู่บ้านหลวงแล้ว?
ของทุกอย่างก็ยังอยู่ที่นั่น ตั้งแต่พ่อเสียมันว้าเหว่...ที่จะอยู่คนเดียวในบ้านหลังนั้นอีก ก่อนหน้านี้ตอนไม่มีคุณแม่ เดียร์ก็ยังมีคุณพ่อ แต่ตอนนี้ไม่มีทั้งคู่ มันยังทำใจไม่ได้ที่จะอยู่ในบ้านหลังนั้นต่อ ตอนนี้เลยมาอยู่ข้างนอก เสร็จงานศพแล้วก็คงจะไปเก็บของย้ายออกมา เพราะเป็นบ้านหลวงต้องคืนให้หลวง
พ่อทิ้งมรดกไว้ให้?
ไม่มี แม้แต่บำเหน็จยังไม่ได้เลย (หัวเราะ) เพราะเสียชีวิตระหว่างถูกพักราชการ เราไม่มีสิทธิได้ หรือไม่ก็ต้องให้คนที่ใหญ่จริงๆ ในกองทัพทำเรื่องให้ ตอนคุณพ่อโดนพักราชการ คุณพ่อยังไม่ร้องสักแอะ เขาไม่ได้เงินเดือนตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤษภาคมวันที่เขาเสียชีวิต แล้วทำไมเราต้องโวยวาย เดียร์อยากทำให้ได้เหมือนคุณพ่อ เราต้องอยู่ให้ได้
แล้วพรรคขัตติยะธรรมของคุณพ่อ?
ใจจริงเดียร์อยากจะทำต่อ ไม่อยากให้มันล้มไปเพราะการเสียชีวิตของคุณพ่อ คุณพ่อสร้างขึ้นมากับมือ แต่ก็รู้ว่ามันลำบาก เราไม่มีตังค์เยอะแยะที่จะไปดูแลลูกพรรค แต่ขอเวลาหารือกับสมาชิกพรรคอีกที เดียร์เห็นกับตาตอนที่คุณพ่อไปหาสมาชิกพรรคให้ได้ 5,000 คน เพื่อไม่ให้พรรคโดนยุบ พ่อเหนื่อยกับตรงนั้นมาก เดียร์ไม่อยากให้มันสูญไป ไม่อยากให้พรรคยุบไปเพราะ เสธ.แดงตาย ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ ค่อยคิดอีกที
จะเล่นการเมือง?
อาจจะลงไปศึกษาดูสักพักหนึ่งก่อน เพราะเดียร์สมัคร เพราะคุณพ่อบอกให้สมัคร คุณพ่อตั้งใจอยากเอาเดียร์ลงปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 เพราะคุณพ่อยังอยู่ในราชการยังลงไม่ได้ ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้น คุณพ่อเลยบอกว่าน้องเดียร์ลงเลยนะ ได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากัน อยากให้เป็นที่รู้จักของประชาชนก่อน
คุณพ่อหวงลูกสาว?
ไม่ค่ะ คุณพ่อไม่ใช่คนแบบนั้น เขาให้เกียรติเรามาก อาจจะมีบ้างบาง ทีตี 2 เรายังไม่กลับก็จะโทร.หา ถามว่าอยู่ไหนแล้ว แต่ไม่เคยดุ อาจเป็นเพราะคุณแม่เลี้ยงเดียร์อยู่ในกรอบมาตลอด ทำให้คุณพ่อว่าอะไรไม่ได้ แล้วเราก็ไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง
แฟนคนนี้คุณพ่อทราบมั้ย?
ทราบค่ะ (หัวเราะ) ...หวงมั้ยเหรอคะ (หัวเราะ) สมมติว่าแฟนไปส่งที่บ้านก็จะไม่พูด แต่แอบไปพูดกับญาติๆ ทีหลังว่า น้องเดียร์มีแฟนแล้วนะ ไม่ได้พูดกับเดียร์โดยตรง
มีกำหนดคุณสมบัติของว่าที่ลูกเขย?
ไม่มีๆๆ (รีบตอบทันควัน) เพียงแต่ว่าถ้าไม่เข้าตา ถึงได้แอบบอกคนอื่นว่าคนนี้ยังไม่ถูกใจ เหมือนที่ผ่านมา แต่คนปัจจุบันยังไม่มีคอมเม้นต์อะไร (ยิ้มกว้าง)
จะมีครอบครัวตัวเองเมื่อไหร่?
เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องอนาคต ยังไม่ได้คิด (หัวเราะ) ตอนนี้ยังมีงานศพคุณพ่อต้องจัดการ และยังมีเรื่องอื่นๆ อีกเยอะ ยังไม่ได้คิดค่ะ
ถ้ามีลูกอยากให้ลูกเป็นทหารมั้ย?
คือถ้าเขาเป็นทหารแล้วเป็นได้อย่างคุณพ่อก็อยากให้เขาเป็น (หัวเราะ) แต่ไม่ใช่แบบโดนพักราชการอย่างนั้น
อยากให้เขาเก่งเหมือนคุณพ่อ
มองจากมุม"สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ" ไม่มีอำมาตย์ ใดอยู่ค้ำฟ้า
ที่มา มติชน หลังเหตุการณ์พฤษภา 53 ยังมี ผู้สูญหาย-สูญเสีย ทั้งชีวิต-อิสรภาพ พื้นที่แนวรบในเมือง สงบไปชั่วคราว แต่การต่อสู้ทางความคิด ยังคงดำรงอยู่จนกว่าจะถึงเวลาที่ "แดง" จะฟื้นตัวได้และอำมาตย์ผุพังไปตามกาลเวลา ตามแนววิเคราะห์ของ "อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ" นักวิชาการที่สร้างประวัติศาสตร์ อดข้าวประท้วง 8 ชั่วโมง เพื่อแลกกับหนังสือ 6 เล่ม หนึ่งในเหยื่ออธรรม เปิดเผยปากคำผ่าน "ประชาชาติธุรกิจ" ทุกห้วงนาทีที่ถูกควบคุมตัว 8 วันในค่ายทหาร ก่อนหน้านี้อาจารย์ได้เข้าไปสังเกตการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง ผมเป็นคนเสื้อแดง...ผมเป็นหนึ่งในคนเสื้อแดง เพราะผมคิดว่าเป้าหมายในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงคือเรื่องประชาธิปไตย เรื่องความเสมอภาค สองมาตรฐาน ผมเห็นด้วยทั้งนั้น และผมก็ไม่ไมนด์ที่ผมจะเป็นคนเสื้อแดง และเป็นความภูมิใจที่ผมเป็นคนเสื้อแดง ไม่สนข้อวิจารณ์ว่าจะเข้าทาง "ทักษิณ" หรือเข้าทางกลุ่มผลประโยชน์ฝ่ายนั้น จะเข้าทางใครก็ตาม ถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยก็ช่างมึง (หัวเราะ) คือหมายความว่า ไม่มีการต่อสู้ใดบริสุทธิ์ ถ้าไม่เข้าทางใคร ก็ต้องเข้าทางใครคนใดคนหนึ่ง ใช่ไหม สมมติว่าเราอยู่อเมริกา เราไม่ชอบบุชก็ต้องเข้าทางเดโมแครต ถ้าเราไม่ชอบ โอบามา อย่างน้อยเราก็ต้องเป็นแนวร่วมกับรีพับลิกัน ถ้าเราจะไม่ชอบทั้งคู่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรนะ ฉะนั้น ถ้าผมเป็นเสื้อแดงแล้วเข้าทางทักษิณ ถ้าผมเกลียดเสื้อแดงก็เข้าทางอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์อยู่ดี ผมขอเข้าทางทักษิณดีกว่า เป็นครั้งแรกที่ถูกดำเนินคดีการเมือง ในชีวิตผม นี่เป็นครั้งแรกที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับตำรวจ เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ผมไม่เคยเลย ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเมืองการบ้านหรืออะไร แนวคิดอาจารย์ค่อนข้างวิพากษ์วิจารณ์รัฐ รัฐประชาธิปไตยเขาไม่กลัวการวิจารณ์ อย่างรัฐบาลคุณชาติชาย (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) คงไม่มีใครสนใจเท่าไรหรอก แม้แต่รัฐบาลคุณทักษิณยังมีการด่ากันโขมงโฉงเฉงกลางถนน ไม่เห็นจับเข้าคุกกันสักคน...ก็มีรัฐบาลชุดนี้ที่กลัวคนวิจารณ์ จับคนวิจารณ์เข้าคุก ถูกสอบสวนเรื่องอะไรบ้าง ไม่มีการสอบเลยจนกระทั่งสัก 2 วันมั้ง ตำรวจจึงเรียกมาสอบ แต่ตำรวจไม่อ้างว่า "สอบสวน" นะ ตำรวจอ้างว่า มา "พูดคุยแลกเปลี่ยน" เขาสอบไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้ต้องหาและไม่มีความผิด เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า "พูดคุยแลกเปลี่ยน" มีตำรวจ มาถึง 4 ท่าน มีหัวหน้าชุดพูดคุยแลกเปลี่ยนเป็นพลตำรวจตรี นอกนั้นก็เป็นพันเอก พันโท สรุปแล้วอำนาจที่ควบคุมอาจารย์ไป คืออำนาจอะไร อำนาจ ศอฉ. และไม่มีข้อหา เพราะมีมาตราอะไรของเขาก็ไม่รู้ที่ให้สามารถควบคุมได้ครั้งละ 7 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน อำนาจก็คลุมจักรวาล เพราะ "ต้องสงสัย" ก็ควบคุมได้แล้ว สมมติเขาสงสัยว่าคุณเป็นแกนนำ นปช.รุ่น 2 ที่แฝงตัวอยู่ เขาไม่มีหลักฐานเลยว่าจริงหรือไม่จริง เขาสามารถสั่งตำรวจให้เอาไปคุมตัวอยู่คอกม้าได้เลย เขาก็ทำตามอำนาจนั้น โดนข้อหาล้มสถาบัน หรือชุมนุมเกิน 5 คนด้วยหรือเปล่า ไม่เกี่ยว ไม่มีเลย ผมก็อยู่โดยไม่รู้ข้อหา แต่มารู้ข้อหาเมื่อวันดีคืนดี ตำรวจดีเอสไอ โทร.มาบอกว่า ทางตำรวจได้ทำเรื่องขอยื่นอายุขังต่ออีก 7 วัน จาก 7 วันแรก จะขอขังต่อ มาถามว่าผมคัดค้านไหม ผมตอบว่า ผมถูกจับมาก็ยังไม่รู้ข้อหาอะไร แล้วผมจะไปค้านได้ยังไง เขาก็เลยแจ้งข้อหาให้ทราบว่า "ต้องสงสัยว่าจะเป็นแกนนำ นปช. รุ่น 2" จะไปจัดชุมนุม อะไรทำนองนี้นะ ซึ่งเป็นการผิดกฎหมายในภาวะฉุกเฉิน ฉะนั้นมีความจำเป็นต้องควบคุมตัวผมเอา ไว้ก่อน ผมก็เลยบอกเขาว่า เข้าใจผิดหมดเลยคุณ ไอ้ที่จับมานี่คือปัญหาของการจับโดยไม่สอบสวน เพราะผมไม่ใช่ นปช.รุ่น 2 และรุ่น 1 ผมก็ไม่ได้เป็น ผมเป็นอาจารย์สอนหนังสือมหาวิทยาลัยก็จะเปิดแล้ว ผมต้องเตรียมการสอน ผมจะเอาเวลาที่ไหนไปนั่งประชุมกับผู้คน ศักยภาพก็ไม่มี ความสามารถผมก็ไม่มี ทำก็ไม่เป็น เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาแบบนี้เป็นไปไม่ได้ จับผิดตัวแล้ว ฉะนั้นขอให้ปล่อยตัว อาจารย์เป็นเสื้อแดง ขณะที่สอนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัย "อำมาตย์" ผมมองว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่ได้อะไรขนาดนั้นนะ และมีข้อดีคือเป็นลิเบอรัล เสรีนิยม แม้ว่าดูโครงสร้างอาจจะอนุรักษนิยม ผมคิดว่าอาจารย์จุฬาฯหรือ ผู้บริหาร ฟังความเห็นที่แตกต่างได้ เขาไม่ได้ปิดกั้นความคิดที่แตกต่างนะ หรืออาจจะมีกติกาที่กลั่นกรองว่า ความคิดที่ต่างจะอย่างไรก็ตาม สักวันหนึ่งมึงเข้าไปบริหาร มึงก็คิดเหมือนกู (หัวเราะ) แม้ประวัติศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าขุนมูลนาย เอาเข้าจริงผมว่านั่นค่อนข้างเป็น "มายาคติมากกว่า" มหาวิทยาลัยแห่งนี้สร้างในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สมัยรัชกาล ที่ 6 ก็จริง แต่คนที่มีบทบาทสำคัญตั้งแต่ต้น คือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ก็เป็นขุนนางคนสำคัญ แต่หลังยุค 2475 จอมพล ป. หรือไม่ก็ประยูร ภมรมนตรี ด้วยซ้ำไปมาเป็นอธิการบดี อาจารย์ส่วนใหญ่ก็นักเรียนนอกเยอะ พวกนี้ก็ไม่ถือว่าคอนเซอร์เวทีฟ มองการเมืองไทยหลังจากนี้อย่างไร ผมคิดว่า "อำมาตย์" คงอยู่อีกพัก ใหญ่ ๆ เพราะฝ่ายเสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำ เสียหาย และฟื้นตัวยาก ด้วยความพ่ายแพ้ครั้งนี้จะทำให้อำมาตย์แข็งตัวและก็อยู่ได้อีกระยะหนึ่งใหญ่ ๆ ทีเดียว แต่ท้ายที่สุดอำมาตย์ก็พังอยู่ดี พังตามเวลาหรือสาเหตุอื่น ตามเวลา ตามสังขาร ไม่มีอำมาตย์ใดอยู่ค้ำฟ้า ทิศทางเสื้อแดงจะเติบโตหรือเล็กลง ระยะเฉพาะหน้านี้ โตก็ไม่มาก ผมคิดว่าขบวนการเสียหายฟื้นยาก ต้องใช้เวลาในการฟื้นและตอนนี้ก็ฟื้นยากจริง ๆ พี่วีระคาดว่าจะวางมือ ผมคาดเดาเองนะ ตู่ จตุพร คงฟื้นลำบาก ณัฐวุฒิ อาจจะพอได้ แต่ว่าคงต้องใช้เวลา มีอีกคนหนึ่งที่ผมชอบก็คือจักรภพ เพ็ญแข เพราะเขาเป็นคนมีความคิด มีความสามารถ แต่ว่าคงลำบากที่จะเข้ามาจัดตั้ง แต่พี่วีระก็โอเคนะ แต่ผมคาดเดาว่าแกคงวางมือ ผมคิดว่าตอนนี้ แกนนำควรจะลาออกแล้วให้มวลชนเลือกขึ้นมาใหม่ สาเหตุให้เสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำเป็นเพราะขบวนการติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายหรือไม่ ไม่มี ไม่มี เหลวไหลทั้งนั้น ขบวนการติดอาวุธบ้าบอคอแตกอะไรโผล่มาวันเดียวแล้วก็หายไป ถ้าสมมติมีขบวนการติดอาวุธก็ต้องยิงจนถึงวันนี้ หรือถ้ามีพวกซุ่มยิงในวันนั้นก็ไม่ต้องยิงใครมาก ก็ยิงอภิสิทธิ์ สักนัด ยิงสุเทพสักนัด ก็จบ ไปซุ่มยิงชาวบ้านชาวเมืองเขาทำไม เขาไม่ได้เกี่ยวข้อง ขบวนการติดอาวุธเนี่ยนะ ฝ่ายไหน หรือใครยิง เสธ.แดง ? ใครได้ประโยชน์จากการตายของ เสธ.แดง ? ฝ่ายรัฐทั้งนั้น หลังจาก เสธ.แดงตายก็กระชับพื้นที่ เพราะฉะนั้นไม่มีหรอกฝ่ายที่ 3 มีวันเดียวได้ไง ถ้าเราเชื่อโครงเรื่องทั้งหมดที่รัฐบาล เป็นคนเล่า เราก็ต้องเชื่อโครงเรื่องที่ว่า การ์ดเสื้อแดงหรือผู้ก่อการร้ายเสื้อแดงมีปืนแต่ไม่ยิงทหาร และยิงกันเอง พอยิงกันเองเสร็จก็เอาไปซ่อนไว้ในวัดปทุมฯ ถ้าเราเชื่อ สุเทพกับอภิสิทธิ์ก็ต้องเชื่อว่าข้อความที่ผมพูดทั้งหมดนั้นเป็นจริง คุณเชื่อไหม ? เออ ทำไมถ้ามีอาวุธมากขนาดนั้น มึงไม่ยิงทหาร แต่ไปยิงกันเอง พอยิงกันเองเสร็จ เอาไปซ่อนไว้วัดปทุมฯ มึงจะบ้าหรือเปล่า ถ้าเราไม่เชื่อในโครงเรื่องนี้ สิ่งที่สุเทพกับอภิสิทธิ์ทำก็เหลวไหลหมด ที่น่าวิตกคือคนส่วนมากเชื่อในโครงเรื่องแบบนี้เป็นการฟังความข้างเดียว ทั้งที่หากเป็นไปตามที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าเสื้อแดงใช้อาวุธมากขนาดนี้ ทหารก็ต้องตายไม่น้อยกว่าร้อย ช่วยเล่าย้อนนาทีที่ถูกตำรวจควบคุมตัวจนถึงถูกยึดหนังสือ อดข้าวประท้วง วันอาทิตย์ (23 พ.ค.) ตำรวจไปค้นที่บ้านผมตอนบ่าย ผมก็เลยโทร.ไปคุยกับตำรวจ เขาบอกว่า ที่มาค้นเพราะมีหมายค้น มาตามคำสั่งของ ศอฉ. ผมก็เลยนัด ผู้กำกับให้มารับที่จุฬานิเวศน์ และคนที่มารับอีกคนก็เป็นคนระดับ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) จากนั้นท่านก็พาผมไปส่งที่กองปราบฯ พอมาถึงที่กองปราบฯท่านผู้บัญชาการไถง (พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู) ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ก็มารับด้วยตัวเอง จากนั้นท่านก็แจ้งว่ามีหมายจับของ ศอฉ.ส่งมาโดยได้ขออนุมัติศาลมาเรียบร้อยแล้วว่าให้ควบคุมตัวผมไปไว้ที่ค่ายอดิศร (จ.สระบุรี) ทันที ผมก็ไปอยู่ค่ายอดิศรเป็นเวลา 8 วัน ระหว่างเดินทางไปที่ค่ายอดิศร อาจารย์ถูกควบคุมด้วยรถอะไร ไปรถตำรวจ มีตำรวจถือปืนขนาบซ้าย-ขวานั่งคู่ไปด้วย ในรถมี 5 คน มีตำรวจ 4 คน นั่งหน้า 2 คน นั่งหลัง 2 คน ผมนั่งตรงกลางเบาะหลัง มีรถหวอนำขบวน ตลอดทาง ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก ผมเข้าใจว่านี่คงจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตของผมที่ได้นั่งรถโดยมีรถนำขบวน ได้รับเกียรติอย่างสูงมากที่ ผู้บัญชาการไถง ได้มอบให้ผม (หัวเราะ) เหตุการณ์ที่อาจารย์ตัดสินใจอดข้าว หลังถูกยึดหนังสือ ทหารก็มาแจ้งว่า จะต้องขอหนังสือที่ ผมอ่านทั้งหมดไปตรวจก่อนว่ามีหนังสืออะไรบ้าง ผมก็ให้เขาไปหมด อยากตรวจ ก็ตรวจ ผมถามหลายรอบนะว่าหนังสือผมจะได้คืนเมื่อไร ผมคิดว่า โอ้โฮ...ข้ามวันแล้วคงไม่ได้หนังสือคืนแน่ ถ้าไม่ทำอะไร สักอย่าง ผมจึงได้เรียนนายทหารที่ควบคุมตัว ทราบว่าผมจะขออนุญาตไม่รับประทานอาหาร จนกว่าจะได้รับหนังสือคืน ผมไม่ได้อดอาหารประท้วงนะครับ ผมประท้วงไม่เป็น แต่ผมขออนุญาตไม่ทานข้าว ไม่ได้เรียกว่าประท้วง อ้าว...ก็ท่านอภิสิทธิ์ก็ไม่เคย "สลาย การชุมนุม" ท่านเพียงแต่ "ขอพื้นที่คืน" ไม่เคยสลายการชุมนุมมาก่อน ผมก็ไม่ได้ "ประท้วง" เพียงแต่ "ขออนุญาตไม่ทานข้าว" และที่เอาตัวผมไป ผมก็ไม่เคยถูกขัง ผมแค่ถูก "ควบคุมตัวชั่วคราว" โดยมีลวดหนามล้อมรอบ (หัวเราะ) ผมไม่ทานข้าวอยู่ 8 ชั่วโมง ผมมีโรคประจำตัว แต่ในที่สุดผมก็ได้หนังสือคืน ผมก็เริ่มทานข้าวปกติ ผมคิดว่าถ้าไม่ทำอย่างงั้นก็คงตรวจหนังสือผมอีกหลายวัน อยู่อย่างงั้นถ้าไม่มีหนังสืออ่านก็เป็นชีวิตที่แย่มาก หนังสือของอาจารย์ในระหว่างถูกควบคุมตัว มีหนังสือปรัชญาประวัติศาสตร์ เป็นหนังสือภาษาอังกฤษ Philosophy of History หนังสือประวัติศาสตร์เมืองมาลายา Red star over Malaya หนังสือประวัติมิเชล ฟูโก คนเขียนชื่อธีรยุทธ บุญมี และทฤษฎีโพสต์โมเดิร์น ฉบับการ์ตูน เป็นงานแปล อีกเล่มชื่อ คนไทยในกองทัพนาซี คนเขียนชื่อ พ.อ.วิชา ฐิตวัฒน์ และอีกเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือของผมเอง ผมเอาไปตรวจพิสูจน์อักษร ชื่อ "แผนชิงชาติไทย"
"วิชาญ"บอกเพื่อไทยพร้อมสอบที่ดิน "เจ๊หน่อย" บนเกาะสมุย
ที่มา มติชน นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทยในฐานะคนสนิท คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีที่ผู้ชุมนุมในเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานีระบุว่า มีนักการเมืองหลายรายซึ่งรวมถึงคุณหญิงสุดารัตน์ครอบครองที่ดินในเกาะสมุยพร้อมเรียกร้องให้คณะทำงานของพรรคเพื่อไทย ดำเนินการตรวจสอบ อย่าเลือกปฏิบัติเฉพาะกรณีที่ดินเขาแพง ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ว่า การถือครองที่ดินของบุคคลใดก็ตาม ถ้ามีที่มามิชอบ ก็จะต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด โดยไม่เลือกว่า เป็นใครหรือฝ่ายใด ในส่วนของคุณหญิงสุดารัตน์ยังไม่ได้พุดคุยกันถึงเรื่องนี้ และตนไม่เคยเห็นที่ดินแปลงดังกล่าวจึงไม่สามารถตอบได้ว่าตั้งอยู่ในบริเวณใดของเกาะสมุย
ทั้งนี้ตนคิดว่าฝ่ายที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างจริงจังกับข้าราชการ เพราะเป็นฝ่ายมีอำนาจในการเออกเอกสารสิทธิถือครองที่ดิน หากละเลยไม่ดำเนินการก็ถือว่าเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้
ขยะใต้พรม
ที่มา ข่าวสด
"ที่ตายก็แล้วกันไป มาปรองดองกันเถอะ"
แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกำลังทำอยู่
เพราะหลังจากเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงจนมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 90 ศพ บาดเจ็บอีกหลายพันคน
ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ อภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และแม้แต่ ศอฉ.เองก็ไม่เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น
ระบุเพียงว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเป็นไอ้โม่งชุดดำที่ยิงประชาชน ยิงเจ้าหน้าที่กู้ชีพ ยิงผู้สื่อข่าวทั้งไทยและเทศ และยิงเจ้าหน้าที่ทหาร
โดยเฉพาะนายกฯ อภิสิทธิ์ละเลยที่จะทำความจริงตรงนี้ให้กระจ่าง ละเลยที่จะดำเนินคดีกับผู้สั่งการสังหารประชาชน
แต่บอกว่านโยบายเร่งด่วนคือการปรองดอง-สมานฉันท์
บอกว่านโยบายเร่งด่วนคือการเยียวยาธุรกิจที่เสียหายจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม
ที่เดินยิ้มแป้นรับช่อดอกไม้จากบรรดาแม่ยกเฟซบุ๊กที่ทำเนียบรัฐบาล หรือการจัดมหกรรมถนนคนเดินให้ประชาชนออกมาเลือกซื้อสินค้าต่อเนื่อง
ในแง่หนึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบก็จริง
แต่ถ้าโหมโปรโมตการประชาสัมพันธ์เกินจริงก็อันตราย
เหมือนรัฐบาลพยายามบอกว่าบ้านเมืองกลับมาปกติสุข มองข้ามการสูญเสียชีวิตของประชาชนไปเสียเถอะ??
คณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์สลายม็อบที่นายกฯ แต่งตั้งนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน เริ่มต้นก็ระบุว่ากรรมการชุดนี้ไม่ได้มาสอบสวนว่าใครผิดใครถูก แต่เน้นเรื่องการสมานฉันท์ของคนในชาติ
แล้ว 90 ศพที่เสียชีวิตไป ใครจะรับผิดชอบ!?
ถ้าเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นในหมู่ญาติพี่น้อง จะด้วยความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์หรือสาเหตุอะไรก็ตาม
ตำรวจซึ่งมีหน้าที่รักษากฎหมาย กลับบอกว่าการติดตามจับกุมฆาตกรเอาไว้ทีหลัง สิ่งเร่งด่วนคือต้องให้ญาติพี่น้องที่เป็นคู่กรณีควรมาจับมือปรองดองก่อน
ยังงั้นหรือ?
ในความเป็นจริงแล้วเป็นไปได้ไหม
ที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้เหมือนซุกขยะไว้ใต้พรม
สร้างกระแส สร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเอง พยายามจะบอกว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการสลายการชุมนุม
ทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกว่าการปรองดองไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เห็นด้วยอย่างยิ่งที่คนในชาติต้องหันมาสร้างความสมานฉันท์
แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการทำให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นจริง
เพราะหากยังเอาตัวคนสั่งการทำให้มีคนตายมากขนาดนี้มาลงโทษไม่ได้ เรื่องสมานฉันท์ปรองดองก็ไม่มีวันสำเร็จ
เก็บกวาดขยะที่ใต้พรมเสียก่อน บ้านถึงจะกลับมาน่าอยู่ได้

