WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 15, 2010

หึ่ง!ผู้เชี่ยวชาญต้านค่าโง่หมื่นล้านผลาญซื้อไทยคม

ที่มา Thai E-News




ยืนหยัดเพื่อสัจธรรม -ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมแกนนำคนสำคัญของนปช.ถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อฝากขังคดีรัฐบาลกล่าวหาเป็นแกนนำก่อการร้าย โดยคนเสื้อแดงไปให้กำลังใจจำนวนมากเมื่อเช้าวันนี้ โดยแกนนำนปช.คัดค้านการนิรโทษกรรม เพราะเห็นว่าเป็นข้ออ้างเพื่อยกเว้นโทษการเข่นฆ่าประชาของรัฐบาลกับพรรคพวกมากกว่า และยืนหยัดจะต่อสู้คดีเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์(ภาพ: AP )


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 มิถุนายน 2553


หากซื้อคืนเฉพาะดาวเทียมมีค่าโง่11,000ล้าน ผู้เชี่ยวชาญต้านแล้ว

ศาสตราจารย์ถวิล พึ่งมา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมได้คัดค้านการเข้าซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ โดยระบุว่าไม่สอดคล้องต่อทั้งด้านเศรษฐกิจ และด้านความมั่นคงที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM กล่าวว่า กรณีดังกล่าวนั้นคงเป็นขั้นตอนการเจรจากับผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนกรณีที่รัฐบาลบอกว่า เหตุผลที่ต้องซื้อหุ้นไทยคมคืน เพราะเกี่ยวกับเหตุผลความมั่นคง ก็ต้องถามว่าความมั่นคงคืออะไร หากจะเป็นเรื่องวงโคจรก็ยังคงเป็นของประเทศไทยเช่นเดิม และที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเป็นของต่างประเทศ หรือว่าจะเกี่ยวกับการปิดสัญญาณของกลุ่ม นปช. ก็ต้องตอบให้ชัดเจนว่า THCOM ไม่ให้ความร่วมมือตรงไหนบ้าง หากจะซื้อในตอนนี้ หากคิดตามมูลค่าตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็ต้องมีอย่างน้อย 10,000 ล้านบาท

วันนี้รัฐมนตรีบางคนของพรรคประชาธิปัตย์คือนายจุติ ไกรฤกษ์ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์อ้างว่า หากตรวจสอบพบว่าไทยคมฝ่าฝืนคำสั่งรัฐบาลด้วยการให้สัญญาณถ่ายทอดแก่โทรทัศน์พีเพิลแชนัลของกลุ่มคนเสื้อแดง ก็อาจเป็นช่องทางในการยึดสัมปทานคืน ไม่จำเป็นต้องซื้อคืนเท่านั้น

อย่าไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาบริษัทไทยคมได้ ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 29 เมษายน 2553 ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า บริษัทได้ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาลโดยเคร่งครัดแล้ว( อ่านรายละเอียด)

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ทรินิตี้ จำกัด (มหาชน)เปิดเผนในรายงานบทวิจัยว่าหากรัฐบาลจะซื้อคืนเฉพาะดาวเทียม ตรงนี้มีมูลค่าทางบัญชีอยู่ 11,695 ล้านบาท หากรัฐต่อรองซื้อได้ถูกที่สุดก็ต้องใช้เงินราว 5,847 ล้านบาท แต่หากซื้อหุ้นไทยคมคืนในส่วนที่เทมาเส็กถือผ่านบริษัทชินคอร์ปฯต้องใช้เงินขั้นต่ำ3,874ล้านบาท( อ่านรายละเอียดคลิ้ก )

ระวังเสียค่าโง่หมื่นล้านได้มาแค่ขยะ

เวบไซต์ผู้จัดการ รายงานว่า นายสิทธิชัย โภไคยอุดม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ผ่านรายการสภาท่าพระอาทิตย์ ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีมีแนวคิดที่จะซื้อคืนหุ้นดาวเทียมไทยคมจาก บ.เทมาเส็ก ของสิงคโปร์ ว่า ที่จะมาอ้างเรื่องความมั่นคงตนไม่ค่อยเห็นด้วย ถ้าจะเกี่ยวกับความมั่นคงเองเราไม่ควรไปซื้อบริษัทเขามา เพราะว่า ซื้อมาก็เหลือแต่เพียงดาวเทียมไทยคม 5 ซึ่งมีอายุอีกไม่กี่ปี ขณะที่ดาวเทียมไอพีสตาร์อาจจะมีอายุนานหน่อย

การซื้อคืนของรัฐบาลไม่ได้หมายถึงดาวเทียมไทยคม 1 - 3 ที่ปัจจุบันกลายเป็นขยะไปแล้ว

อภิสิทธิ์เดินตามรอยสนธิบังปลุกกระแสชาตินิยมซื้อดาวเทียมไทยคม

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินตามรอยพลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน อดีตประธานคมช.ที่เคยประกาศไว้สมัยทำรัฐประหาร19กันยายนใหม่ๆว่าจะซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากสิงคโปร์ เพื่อปลุกกระแสชาตินิยม และตามบี้ปฏิปักษ์การเมือง เรื่องที่น่าประหลาดก็คือ"วอลล์เปเปอร์"คนใกล้ชิดของนายอภิสิทธิ์ออกมาเป็นตัวขับเคลื่อนในการซื้อคืนดาวเทียมในครั้งนี้ หลังจากสมัยที่พลเอกสนธิมีแผนจะซื้อ เขาเป็นคนสำคัญในการคัดค้าน โดยอ้างว่าจะเสียค่าโง่นับหมื่นล้านบาท

“อภิสิทธิ์” รับจะซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากเทมาเส็กอ้างความมั่นคง

ทั้งนี้ช่วงเที่ยงวานนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า ทางรัฐบาลไทยจะซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจาก บ.เทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ ว่า เป็นเรื่องที่ทางกระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่ ซึ่งหากคำนึงถึงผลกระทบเกี่ยวกับความมั่นคงในเรื่องดาวเทียม ก็ถือว่ามีเหตุผล แต่ว่าก็ต้องดูว่าถ้าไปดำเนินการซื้อ จะต้องมีความโปร่งใสในเรื่องราคาและเงื่อนไขต่างๆ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากย้อนไปดูตอนที่ บ.เทมาเส็ก มาซื้อหุ้นจากบริษัทแม่ ก็ได้เคยชี้แจงต่อสาธารณะและต่อตลาดหลักทรัพย์ ว่า เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะมาซื้อดาวเทียม ตรงนี้จึงอยู่ในข่ายที่น่าพิจารณา ทางกระทรวงการคลังจึงอยู่ระหว่างการเจรจา

“ผมคิดว่า มีความเป็นไปได้ ส่วนจะได้มาอย่างไรนั้น เป็นเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังไปเจรจากับเทมาเส็ก และต้องมาดูด้วยว่าถ้ามีการซื้อ เมื่อมาเป็นเจ้าของแล้ว องค์กรการบริหารควรจะอยู่ในรูปแบบไหนในสังกัดใด การซื้อจะซื้อมาเฉพาะดาวเทียม ไม่ได้ซื้อบริษัทเทมาเส็กกลับคืนมา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการดาวเทียม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่า เป็นประโยชน์หากจะได้คืนมา แต่ว่าก็ต้องดูความสมเหตุสมผลในเรื่องของเงื่อนไข ราคาต่างๆ ส่วนจะใช้เวลาอีกนานหรือไม่ อยู่ที่กระทรวงการคลัง ราคาก็ยังไม่มีการรายงาน

ราคาหุ้นไทยคมชนซิลลิ่งเหตุราคาต่ำกว่ามูลค่าบัญชีครึ่งต่อครึ่ง

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นด่วเทียมไทยคม หรือTHCOMวิ่งชนเพดาน หรือปรับตัวขึ้น30%ในการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยช่วงายวานนี้ หรือวิ่งขึ้นมาปิดที่7.05บาท และยังคงวิ่งขึ้นต่อในวันที่ 15 มิถุนายนอีกราว15% ทั้งนี้เนื่องจากนักลงทุนคนเล่นหุ้นเห็นว่าราคาหุ้นในกระดานยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีที่ระบุไว้14.01บาท( ดูเพิ่มเติม )

โดยทั่วไปบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มักมีการซื้อขายอิงจากราคามูลค่าทางบัญชี

วอลล์เปเปอร์แอ่นรับมาร์คควงกรณ์บินสิงคโปร์เจรจาซื้อคืน

วันเดียวกันช่วงบ่าย นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดที่รัฐบาลจะซื้อหุ้นของบริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) จากบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของประเทศสิงคโปร์ ว่า ดาวเทียมเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้นำไปขายให้สิงคโปร์ รัฐบาลจึงมีความคิดที่อยากจะนำดาวเทียมกลับมาเป็นทรัพย์สินของคนไทยอีกครั้ง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความคิดตั้งแต่สมัยที่เป็นฝ่ายค้านว่าสล็อตวงโคจรดาวเทียมเป็นทรัพย์ของคนไทย จึงไม่ควรถูกนำไปขายให้ต่างชาติ และเมื่อพรรคมาเป็นรัฐบาล เราก็เห็นว่าดาวเทียมมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมาก จึงมีนโยบายที่จะเอาดาวเทียมไทยคมคืนมา ซึ่งจะต้องมีการไปพูดคุยกับบริษัท เทมาเส็กฯ ที่เป็นเจ้าของดาวเทียมไทยคม ทั้งนี้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และตน ได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์เพื่อพูดคุยเรื่องนี้ในเบื้องต้นกับทางเทมาเส็กฯแล้ว เมื่อ 1 - 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทางเทมาเส็กฯไม่ขัดข้อง แต่จะขอดูเงื่อนไขต่างๆ เพราะมันเป็นเงื่อนไขในเชิงธุรกิจ เนื่องจากเขาต้องตอบผู้ถือหุ้นของเขาให้ได้

นายศิริโชค กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการซื้อหุ้นดังกล่าว มีหลายแนวทาง ซึ่งรัฐบาลต้องให้กระทรวงการคลัง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)ไปพูดคุยตกลงกันว่าจะให้รัฐวิสาหกิจใดไปซื้อ เช่น อสมท. หรือบริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) เป็นต้น เพราะรัฐวิสาหกิจอาจมีเงินสะสมของเขาอยู่แล้ว ซื้อในราคาที่เท่าไหร่ และประชาชนจะมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของได้หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลก็อาจตั้งเป็นกองทุนซื้อดาวเทียมไทยคมกลับคืนมา โดยจัดเป็นหน่วยลงทุนให้ประชาชนระดมทุนเข้ามา และเมื่อได้ข้อสรุปรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ รัฐบาลก็จะดำเนินการยื่นข้อเสนอในการขอซื้อหุ้นต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะซื้อกลับมาหมดหรือไม่ นายศิริโชค กล่าวว่า ต้องดูที่ตัวบริษัท ไทยคมฯ ซึ่งมีธุรกิจหลักเป็นอย่างไร เพราะที่ถ้าดูตามรายได้หลัก คือ การให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศลาว และธุรกิจที่ลงทุนมาก คือ ในส่วนของดาวเทียม ซึ่งรัฐบาลต้องพิจารณาว่าจะซื้อทั้งหมดหรือซื้อเฉพาะในส่วนของดาวเทียม เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายศิริโชค กล่าวว่า ความคิดโดยรวมตั้งแต่สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน และเมื่อดูทิศทางการทำงานของนายกรัฐมนตรี ก็เห็นว่านายกรัฐมนตรีค่อนข้างเห็นด้วยในการที่จะนำดาวเทียมไทยคมกลับมาเป็นของไทย

สนธิบังเคยปลุกกระแสชาตินิยมแต่โดนวอลล์เปเปอร์สมัยเป็นฝ่ายค้านต่อต้าน

ประเด็นการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมคืนจากสิงคโปร์นี้เคยจุดกระแสขึ้นครั้งแรกหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคมช.พูดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 ว่าเพื่อความมั่นคงของชาติและัศักดิ์ศรีของชาติเพราะชื่อดาวเทียมไทยคมนั้นในหลวงพระราชทานชื่อให้ ต้องเอาดาวเทียมไทยคมกลับมาเป็นของไทย โดยอาจระดมทุนจากคนไทยซื้อคืนมาเป็นของชาติ

เวบไซต์ASTVผู้จัดการเคยนำเสนอข่าวเรื่อง ปชป.ซัดสุรยุทธ์หลงทางทวง"ไทยคม" ทุ่ม 1 หมื่นล้านซื้อชินแซทไม่คุ้ม! ไว้เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 ซึ่งตอนนั้นเป็นสมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ดังต่อไปนี้


ปชป.เชื่อสัญญาซื้อขายลวง-ไม่ขายดาวเทียมจริง

นาย ศิริโชค โสภา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 ว่า ขณะนี้เรื่องดาวเทียมไทยคมนั้นยังมีความสับสนและเข้าใจผิดในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นการซื้อคืนนั้นแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะไม่คุ้มค่า โดยสิ่งที่รัฐบาลควรทำที่สุดเวลานี้คือนำสัญญาซื้อขายระหว่างกองทุนเทมาเส็กกับกลุ่มชินวัตร กลับมาดูรายละเอียดใหม่ รวมถึงเปิดเผยรายละเอียดสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐกับกลุ่มชินคอร์ป และเร่งตรวจสอบคุณสมบัติของชินคอร์ปว่าเป็นไทยหรือต่างชาติ แทนการตั้งกองทุนเพื่อไปซื้อหุ้นคืน

การนำสัญญาซื้อขายมาดูรายละเอียดนั้น เพราะไม่เชื่อว่าจะมีการซื้อขายดาวเทียมเกิดขึ้นจริง ข้อตกลงซื้อขายในสัญญาดังกล่าวน่าจะมีความสลับซับซ้อน สิ่งที่ต้องไปดูให้ละเอียดคือในข้อตกลงดังกล่าว มีสัญญาซื้อคืนหรือไม่ มีการสวอปหุ้นหรือไม่ หรือสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่

'ตอนที่ทำข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องนี้ รับรู้มาว่าสิ่งที่กลุ่มชินวัตรต้องการขายคือ ธุรกิจมือถือ เพราะถึงจุดที่พัฒนาได้ยาก ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลจากการเปลี่ยนจากระบบดิจิตอลเป็น 3 G หรือ 3.5 G และมีคู่แข่งกับมือถือระดับโลก แม้กระทั่ง DTAC เอง ซึ่งไม่คุ้มที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป และธุรกิจที่กลุ่มชินวัตรจะใช้เป็นธุรกิจรายได้หลักนั้นเป็นธุรกิจดาวเทียม เพราะชินคอร์ปเองก็มีการกู้เงินจากสหรัฐอเมริกาเพื่อมาสร้างไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ ขึ้นมา ซึ่งถือเป็นดาวเทียมดวงแรกในโลกที่ให้บริการธุรกิจบรอดแบรนด์หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วย ตอนนั้นกลุ่มชินวัตรก็ยืนยันว่าธุรกิจนี้จะเป็นธุรกิจหลักที่ทำรายได้หลักให้กับกลุ่มชินวัตร ตัวคุณทักษิณเองก็ภูมิใจในธุรกิจดาวเทียม ในหนังสือตาดูดาวเท้าติดดินก็พูดถึงแต่ธุรกิจดาวเทียม แต่อยู่ดีๆ ก็มาขาย จึงน่าสงสัยว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีการซื้อขายดาวเทียมจริง ๆหรือเปล่า เป็นข้อตกลงซื้อขายที่แลกเปลี่ยนอะไรกันหรือเปล่า ซึ่งจนถึงเวลานี้ยังไม่มีใครเห็นสัญญาซื้อขายเลย'

ระวัง!เสียค่าโง่ซื้อชินแซทคืน

ต่อจากนั้นจึงกลับไปดูข้อสัญญาการให้สัมปทานดาวเทียมระหว่างกระทรวงคมนาคมกับชินคอร์ป ดูอย่างถี่ถ้วนว่าสัญญาข้อตกลงซื้อขายระหว่างชินคอร์ปกับเทมาเส็กนั้น ผิดต่อสัญญาการได้รับสัมปทานตรงไหนบ้าง หรือสัญญาสัมปทานดังกล่าวมีความครอบคลุมขนาดไหน เช่นประเด็นดาวเทียมที่มีการยิงขึ้นวงโคจรจริง ๆ มี 4 ลูก ลูกที่ 5 เป็นลูกสำรอง ก็ต้องดูว่าจริง ๆ แล้วสัมปทานเขียนหรือไม่ว่าดาวเทียมทั้ง 4 ลูกต้องมีดาวเทียมสำรองอย่างละลูกหรือเปล่า หรือดาวเทียมสำรองเมื่อมีการนำไปใช้ประโยชน์ต้องมีการเก็บเงินเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เรื่องเหล่านี้ยังไม่มีการพูดถึง

โดยในฐานะกรมไปรษณีย์โทรเลข กระทรวงคมนาคม ที่เป็นหน่วยงานเดิมในการให้สัมปทาน จึงเห็นว่ารัฐบาลควรให้กรมไปรษณีย์โทรเลขมาเป็นคนตรวจสอบและดูรายละเอียดสัญญาสัมปทานให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคนในกรมไปรษณีย์โทรเลขส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการจึงมั่นใจว่าน่าจะมีความจริงใจในการตรวจสอบสัญญาสัมปทานระหว่างกรมฯ กับ บริษัทชินคอร์ปในเวลานั้น

ที่สำคัญข้อมูลที่ต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างคือจริง ๆ แล้วสัญญาสัมปทานดาวเทียมนั้นบริษัทที่ได้รับสัมปทานดาวเทียมสื่อสารในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 30 ปีนั้นคือบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์แอนด์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ซึ่งตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือชินคอร์ป และมีการตั้งบริษัทชินแซทขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการดาวเทียมเท่านั้น แต่สัญญาสัมปทานยังเป็นของชินคอร์ป

ความคิดของรัฐบาลที่จะใช้เงิน 1 หมื่นล้านบาทไปซื้อชินแซทคืนมาจากกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์นั้น จึงเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ เพราะเป็นการซื้อบริษัทในส่วนของบริหารจัดการ ไม่ได้ซื้อคืนสัมปทานดาวเทียมแต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะไปซื้อชินคอร์ปคืนมาจากกองทุนเทมาเส็ก เพราะอย่าลืมว่าเงินจำนวน 1 แสนล้านบาทนี้ เป็นเงินที่ตีมูลค่าหุ้นของชินคอร์ปสูงเกินกว่าความเป็นจริง เพราะไม่มีการหักลบกลบหนี้ของบริษัทไอทีวี ที่ยังมีปัญหาเรื่องค่าสัมปทานกับรัฐบาลอยู่ การไปซื้อชินคอร์ปกลับมาทั้งยวง จึงเท่ากับว่านอกจากต้องซื้อแพงเกินความเป็นจริงแล้ว ยังต้องรับเอาบริษัทที่กำลังมีปัญหากลับมาด้วย ซึ่งทั้งสองวิธีคือซื้อคืนชินคอร์ปหรือซื้อคืนชินแซท คิดยังไงก็ไม่คุ้ม คือพูดง่ายแต่ทำจริงได้ยาก

ฉะนั้นจึงยืนยันว่ารัฐบาลไทยน่าจะใช้สิทธิดำเนินการทางกฎหมาย โดยเฉพาะการพิสูจน์ว่าบริษัทกุหลาบแก้วเป็นนอมีนีให้กองทุนเทมาเส็กจริงหรือไม่ ในประเด็นความผิด 2 ประเด็นคือ ขัดต่อสัญญาสัมปทาน และผิดกฎหมายความมั่นคง ซึ่งต้องมีการฟ้องศาลเพื่อพิจารณา ท้ายที่สุดอาจจบที่ว่าบริษัทชินคอร์ปไม่สามารถขายหุ้นให้ต่างชาติได้ เมื่อเป็นอย่างนั้นก็เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วต่างชาติก็ต้องเคารพในกฎหมายไทย เมื่อพิสูจน์ว่าสัญญาซื้อขายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีใครต่อว่าประเทศไทยได้

'วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่รัฐบาลควรยึดเป็นแนวทาง อย่าไปคิดเรื่องซื้อคืนเลย มันยาก รัฐบาลต้องเร่งรีบทำความกระจ่างให้รู้ว่าชินคอร์ปเป็นไทยหรือเทศ ถ้าจะทำกันจริง ๆ มันใช้เวลาไม่นาน สามารถปรึกษากฤษฎีกาขออำนาจศาลให้การดำเนินการฉุกเฉินได้ ซึ่งศาลก็จะมีมาตรการทุเลาความเสียหายที่เกิดกับประเทศชาติเอง'

อย่างไรก็ดี เข้าใจว่ารัฐบาลทำเรื่องนี้ได้ยาก เพราะเป็นรัฐบาลที่ยึดอำนาจมา ไม่ได้รับความร่วมมือจากระบบข้าราชการมากนัก อีกทั้งระบอบทักษิณยังคงความแข็งแกร่งในระบบราชการ การหาหลักฐานที่ชัดเจนทำได้ยาก แต่ก็ต้องทำให้ได้เพื่อพิสูจน์ฝีมือคมช.และรัฐบาล
ทั้งนี้การทวงคืนไทยคมหรือทำให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะนี้ ไม่อยากให้รัฐบาลใช้แต่วิธีเรียกคะแนนเสียงทางการเมืองเท่านั้น แต่ต้องคิดถึงความถูกต้องมากกว่า

'ไม่เห็นด้วยที่จะไปทำโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เพราะเป็นเรื่องทางกฎหมาย หากตามกฎหมายเป็นเรื่องผิดและประชาชนไม่เห็นด้วย ก็จะไม่เอาผิดเขาอย่างนั้นหรือ หรือไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่เร่งกระบวนการสอบสวน แต่ประชาชนบอกว่าต้องทวงคืน แล้วจะไปทวงคืนดาวเทียมมาได้อย่างไร เป็นเรื่องที่เสียเวลามาก อย่ามัวแต่เล่นแต่กระแสความรู้สึก แต่ควรจะเร่งดำเนินการตามกฎหมาย ต้องแยกแยะให้ออก ไม่ใช่มัวแต่ห่วงคะแนนเสียง'

อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำอีกประการคือ ทำแผนรองรับว่าหากได้สัมปทานดาวเทียมคืนมาจะบริหารจัดการดาวเทียมอย่างไร เพราะเป็นดาวเทียมในเชิงพาณิชย์ มีเกทเวย์ทั้งหมดว่า 18 เกทเวย์ทั่วโลก ซึ่งต้องดูว่าทำอย่างไรถึงจะคุ้มค่า หากไม่เตรียมแผนรองรับ ก็เท่ากับว่าจะเสียเวลา และเสียรายได้จากดาวเทียมไปโดยเปล่าประโยชน์

Monday, June 14, 2010

พท.ลุยสรรพากร สอบภาษี ลูกชายเทพเทือก

ที่มา ไทยรัฐ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

โฆษกพรรคเพื่อไทยเตรียมเข้าพบอธิบดีกรมสรรพากร 15 มิ.ย.นี้ เพื่อให้ตรวจสอบรายได้-การเสียภาษีของ "แทน เทือกสุบรรณ" หลังพบข้อมูลซื้อที่ดินเขาแพง ช่วงอายุ 21 ปี ขณะเรียนอยู่ออสเตรเลีย เชื่อเป็นนอมินี..

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินเขาแพง ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่นายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวนกว่า 62 ไร่นั้น นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการนายกฯ ก็ยอมรับว่า มีที่ดินที่เขาแพง 10 ไร่ วันนี้สังคมรู้แล้วว่า ที่ดินดังกล่าวถือครองไม่ได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่บนยอดเขา เป็นพื้นที่สูง หากถือครองจะขัดกฎหมายกรมที่ดิน และ พ.ร.บ.ป่าไม้ นายกรัฐมนตรีจึงต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบว่าเหตุใดนักการเมืองและลูกหลานนักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์จึงสามารถมีที่ดินเหล่านี้ได้

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทราบว่าในปี 2544 ขณะที่นายแทน มีอายุ 21 ปี ได้ซื้อที่ดินดังกล่าว ระหว่างที่ตัวเองเรียนอยู่ที่ออสเตรเลีย โดยให้ผู้อื่นทำนิติกรรมซื้อที่ดินให้ ในราคา 6 ล้านเศษ ถามว่าคนที่เป็นนักศึกษาจะเอาที่ไหนไปซื้อ ถ้ามีรายได้จากการทำงานขณะอยู่ที่ออสเตรเลียจะต้องมีหลักฐานการเสียภาษี (Tax File No) แต่ตรวจสอบแล้วน่าจะไม่มี ดังนั้นที่ดินดังกล่าวน่าจะเป็นของนายสุเทพ โดยนำชื่อลูกชายถือครองเป็นนอมินี ฉะนั้นก็สามารถเอาผิดกับนายสุเทพอีกคนหนึ่ง ข้อหาแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จ โดยตนจะเดินทางไปตรวจสอบรายได้และการเสียภาษีของนายแทนกับอธิบดีกรมสรรพากร ในวันที่ 15 มิ.ย. เวลา 10.00 น. ในช่วงที่ซื้อที่ดินว่ามีรายได้จริงหรือไม่

'นพดล'สับปชป.เหลวไหล ปูดทักษิณซื้อ ส.ส.คว่ำงบฯ

ที่มา ไทยรัฐ

นพดล ปัทมะ

"นพดล" ปัด "ทักษิณ" ซื้อ ส.ส. คว่ำงบฯ สอนรัฐ ปรองดองต้องเปิดใจกว้าง โต้กรณีองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ เรียกร้องให้เลิก พ.ร.ก. ไม่เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี...

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 14 มิ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงว่า กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะซื้อ ส.ส. เพื่อคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 หวังผลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องลาออก และยังกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะทำทุกอย่าง เพื่อไล่รัฐบาลนั้น ขอปฏิเสธว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีความคิดที่จะซื้อ ส.ส. เพื่อคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เรื่องนี้เหลวไหล ไม่อยากให้รัฐบาลที่กำลังทำเรื่องปรองดองอยู่ สร้างความเท็จไปเรื่อย ถ้า ส.ส. รัฐบาลตั้งใจจะไม่สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจริง แล้วมากล่าวโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่เป็นธรรม เพราะต้องดูว่า พรรคร่วมรัฐบาลมีปัญหาการจัดสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัวหรือไม่ หรืออาจจะไม่เอารัฐมนตรีที่ทุจริตด้วยกัน จึงขอให้เอาความจริงมาพูด ถ้ารัฐบาลอยากสร้างความสมานฉันท์

นายนพดล ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า เหตุที่องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ หรือ แอมเนสตี้ และฮิวแมนไรท์วอช เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นผลจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ล็อบบี้ให้ข้อมูลเท็จกับองค์กรเหล่านี้ ขอปฏิเสธว่าแม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะจ้างล็อบบี้ยิสต์ แต่ไม่ได้จ้างมาทำร้ายประเทศไทย องค์กรสิทธิฯ หาข้อมูลของเขาได้เอง ไม่จำเป็นต้องฟังใคร จึงอยากเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ เข้าใจการทำงานระหว่างประเทศ อย่ามาโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ทุกเรื่อง

"เราไม่ทำร้ายประเทศ เรารักชาติ แต่เราไม่รักรัฐบาลนี้เท่านั้น เพราะรัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำให้คนตายร่วมร้อยคน นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ส่งนายเกียรติ สิทธีอมร ผู้แทนการค้าไทย ไปยังกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับการสลายการชุมนุม ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ดังนั้นขอให้รัฐบาลใจกว้างพูดความจริง" ที่ปรึกษากฎหมายอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว และว่ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมข้อมูลได้ทั้งหมด ไม่สามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือได้ ถ้าต้องการจะปรองดอง ต้องให้สิทธิเสรีภาพกับอีกฝ่าย ในการเสนอข้อมูลกับสาธารณะด้วย

ความเห็นต่าง

ที่มา บางกอกทูเดย์


พิสูจน์กันจะ จะแล้ว.. ว่า..ความเห็นที่แตกต่าง มิได้เป็น “ความผิดพลาด” หรือ “งมงาย” กันแต่ ประการใด “คนเสื้อเหลือง” ที่มองเห็นว่า “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นภัยต่อประเทศชาติ เขาก็มีมุมมองของเขาด้านหนึ่ง ในขณะที่ “คนเสื้อแดง” ที่เชื่อมั่นว่า “ทักษิณ” สามารถสร้างความอยู่ดี-กินดี ให้กับกลุ่มคนรากหญ้า ทั้งประเทศได้ เขาก็เอา “อีกมุม” ของ “ทักษิณ” มามอง ต่างคนต่างมอง ต่างคนต่างเห็น..ก็ไม่น่าจะมี

“ใครผิด-ใครถูก”!! เฉกเช่น ผู้ที่มองว่า ทีม “ฟุตบอลอังกฤษ” ยังไงก็ต้องชนะ “ทีมอเมริกา” ดังนั้นจึงทำตัวเป็น “ผู้หยั่งรู้”แอ็คอาร์ตเป็น “พ่อบุญต่อ” ด้วยการถือหางอังกฤษนั่นเอง เมื่อ อังกฤษ ไม่ชนะ สหรัฐ ..เพราะต่อมากถึง “หนึ่งลูก”!! ถัดมาอีกหนึ่งคืนก็มีการเสนอ “โรดแม็ป” มาใหม่ให้ “ทีมเยอรมัน”

ต่อทีม “ออสเตรเลีย” อีกหนึ่งลูกมายั่วน้ำลายเพื่อผลในการปรองดอง คิดว่ามันก็คง “อีหรอบเดียวกัน”..ต่อตั้ง “หนึ่งลูก” จึงทำตัวเป็น “ท่านรอง” บ้าง..บวก ลบ คูณ หาร ยังไงก็ต้องสบายแหร่ม ปรากฏว่า “เยอรมัน”อัด “จิงโจ้”สี่ลูกเป็น บัวตูมบัวบาน น้ำฉ่ำกันไป จากการที่ “ต่ออังกฤษ” และ

“รองออสเตรเลีย” จึงต้องนั่งซึมกระทืออยู่นี่ไง!! หยั่งนี้ภาษานักเลงพนันเค้าเรียกว่า “ซวย” แบบ “ไป-กลับ”..ถ้าเป็นเพลงของเอลวิส เพรสลี่ย์ ก็คงไม่พ้น“รีเทิร์น ทู เซ็นเดอร์” ชัวร์ นี่คือ “ความเห็นต่าง” ไม่ใช่ “ความผิด” แต่เป็น “ความหมดตัว”!! “การเมือง” ก็ไปทาง.. “การบอล” ก็ไปทาง..ที่รู้ๆ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

โฆษก พรรค“เพื่อไทย” ทำเก่งลุยแดนเสือดุ พานักข่าว ไปที่ อำเภอ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี..รู้อยู่แล้วที่นั่นมัน “โซนอันตราย” ยิ่งกว่า “ราชประสงค์” ซะอีก.. “โรนัลโด้” เก่งแค่ “สับขาหลอก”..ขอบอก “เทพเทือก” ถึงขั้น “สับแขนหลอก” และทำได้อย่างเป็นธรรมชาติโคตรเนียน จับทางได้หรือยังล่ะ..ที่ว่า “แขนคอก” น่ะ..ข้างซ้ายหรือ ข้างขวา??

เวรกรรมมีจริง!!

ที่มา บางกอกทูเดย์


เวรกรรมมีจริง!!
ปั้นวาทะกรรม สร้างน้ำคำ “ผู้ก่อการร้าย” มีอึดถึด บานสะพรั่งทั่วเมืองไทย...บัดนี้ ส่งผลเลวร้าย เป็นอย่างยิ่ง การตอกย้ำ ซ้ำออกบ้อย..บ่อย ของ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี และ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ส่งผลเลวร้ายยิ่งใหญ่ พณาสูร “คนไทย” ไปต่างประเทศ...โดนตั้งข้อสังเกตุ เป็น “ผู้ก่อการร้าย” ไปหมดแล้วล่ะคุณ ถูก “ตม.ต่างประเทศ” ตรวจค้นละเอียดถี่ยิบ ซักถามคาดคั้นเหมือนเป็น “มหาวายร้าย กลุ่มก่อการร้าย” ไม่มีผิด!!!! “ไทย” เป็นชาติอันตราย.....ต่างชาติไม่วางใจ?...เพราะวาจาเหลวไหล ที่ผู้นำคิดประดิษฐ์???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ปรองดอง” สร้างภาพ!!
“มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตร์ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เริ่มที่ตัวเอง และ คนของรัฐ ก่อนไม่มีหรือครับ เพราะภาพที่เจ้าหน้าที่ไทย เหยียบยอดอก “มร.เจฟฟ์” ชาวอังกฤษ ที่ถูกจับร่วมม๊อบสีแดง...ภาพแสดงถึงความป่าเถื่อนอย่างสุด ๆ ..คนต่างชาติถูกตีตรวน แต่รุมสกรัมเหยียบ อย่างไม่รั้งเท้า “นักโทษไทย”ถูกเขมรรุมอัด...ไทยยังกัดไม่ปล่อย พากันประณามเขา นี่, สยามแผ่นดินทอง เมืองยิ้ม แต่ปล่อยอำนาจเถื่อนของเจ้าหน้าที่ รุมกินโต๊ะ “ชาวอังกฤษ” ผู้มีหัวใจสีแดง..และหนำซ้ำ “คนเสื้อแดง” ที่ถูกยิงด้วยเอ็ม ๑๖ ไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ ก็ใส่ตรวน ล่ามโซ่ เหมือนไม่ใช่มนุษย์ เช่นนั้นแหละพี่!!! “องค์กรต่างชาติ”รุมประณาม....ไม่เชื่อว่าจะมีการคุกคาม?....หยามกฎหมายได้เพียงนี้??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หนังม้วนเก่า!!!
เอาดีใส่ตัว โยนชั่วให้คนอื่น นี่แหละพฤติการณ์ของเขา?? ออกมาเป่าปี่ เป่าแตร ให้ดังลั่นบ้าน พลพรรคประชาธิปัตย์ ของ “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”, “นายหัวชวน หลีกภัย” และ “บัญญัติ บรรทัดฐาน” “ทักษิณ ชินวัตร” ทุ่มเงินซื้อ ส.ส........ป่วนต่อ เพื่อล้มงบ ล้มรัฐบาล เหมือนทุกครั้ง ที่มีการเลือกตั้ง “อดีตนายกฯชวน” พูดเป็น “แผ่นเสียงตกร่อง” เลือกตั้งสกปรก มีการซื้อเสียง...แต่ที่เหลวร้าย เวรตะไลยิ่งกว่า มีการซื้อรวบยอด “ยกพรรค-ยกเข่ง” เพื่อให้ตัวเองได้เป็นรัฐบาล พากันเงียบฉี่!!!! ซื้อแบบยกล็อต ยกพรรค......เป็นอันตรายมากนัก?.....ที่ชนักติดหลังพวกนี้ ลืมสนิท ทุกที?
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

อุดมการณ์สูงส่ง!!
พรรคเพื่อแผ่นดิน “กลุ่มพญานาค” ของ “อดีตรัฐมนตรีพินิจ จารุสมบัติ” และ “กลุ่มโคราช” ของ “ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” ยึดมั่นในหลักการ อย่างมั่นคง?? “รัฐมนตรีบุญจง วงศ์ไตรรัตน์” มท. ๒ แห่งพรรคภูมิใจไทย ของ “ซุเปอร์ห้อย บุรีรัมย์” ไม่เคยทำกิจการ “โรงน้ำแข็ง” มาก่อน จริงมั้ย ขอบอก “คุณพี่พินิจ-คุณพี่ไพโรจน์”....ไม่คิดกระโดดจาก “เพื่อแผ่นดิน” ไปซบเพื่อไทย ๒ ผู้ยิ่งใหญ่ ของ “กลุ่มพญานาค” และ “กลุ่มโคราช” เป็นนักการเมืองที่มั่นคงในหลักการณ์ อุดมการณ์เหนียวแน่น...ไม่มีประวัติด่างพร้อยทำตัวเป็น “โสเภณีการเมือง” ขายตัวเข้าพรรคนั้น ออกพรรคนี้...อีกอย่าง “พรรคเพื่อไทย” ส่อโดนยุบพรรคเป็นคำรบที่ ๓ คงไม่มีใครย้ายเข้าพรรคนี้!!!! “ท่านพินิจ-ท่านไพโรจน์”ไม่เคยแอะ...เลิกจับแพะชนแกะ....ได้แล้วแหละ เพราะมันไม่จริงน่ะสิ?????????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ยาดีมักขม!!!
ให้แง่คิด หลักการเข้าตะแลปแก๊ป “คุณพี่ปราโมทย์ โชติมงคล” ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไอเดียเก๋ไก๋ สุดจะคม?? “การปรองดองนั้น”.... “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อย่ามองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู ..เขาเป็นคนไทย เลือดเนื้อเชื้อไขยไทยทั้งดุ้น.. ไปเข่นฆ่าล่าชีวิตปัญหามีแต่บานปลาย น่าจับพวกแกนนำ ตัวเอ้ ตัวใหญ่หน่อย...พวกตัวกระจิบกระจ้อย ไล่ตามจับทำไม?? อยากให้ “นายกฯอภิสิทธิ์” เอาสิ่งดี ๆ ที่ “อาจารย์ปราโมทย์ โชติมงคล” ให้เป็นศิริมงคลสอนใจ เอาไป สดับรับฟังกัน เพื่อแก้ปัญหา...อย่าเชื่อ “ลิ่วล้อ” ที่คอยเชลียร์ ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว!!!! พวกลิ้นกระดาษทราย น้ำลายชะแล็ค....ทำเอาท่านหน้าแหก?..แตกสนิทมามากพอแล้ว??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

อ้างส่วนรวม เพื่อส่วนตัว

ที่มา บางกอกทูเดย์


จากบริบทของการทำพิมพ์เขียว สร้างแผนปรองดองแห่งชาติขึ้น โดยใช้ระยะเวลาต่อไปอีกร่วมหนึ่งปีเต็ม นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลที่ได้อำนาจบริหารปกครองประเทศมาแล้วหนึ่งปีเต็ม นั่นย่อมหมายความชัดเจนแล้วว่า... สัญญาที่เคยให้ไว้ตอนตั้งรัฐบาลใหม่ที่จะสร้างความสามัคคีสมานฉันท์ ปรองดองในหมู่พี่น้องคนไทย

อันเป็นนโยบายและการทำงานหลักของตัวนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลชุดนี้ หมายความได้ชัดเจนแล้วว่า... สัญญาประชาชนและนโยบายที่ผูกพันอย่างยิ่งของภารกิจการทำงานขององคาพยพรัฐบาล ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง จึงได้เกิดสัญญาประชาชนใหม่ทับซ้อนอยู่ในสัญญาประชาคมเก่า

เอานโยบายและคำสัญญาที่ทำไม่ได้มาหนึ่งปีเต็ม กลับมาปัดฝุ่นแล้วทำใหม่ นี่คือความจริงที่ไม่มีใครนำมาพูด เป็นความจริงของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นความจริงของรัฐบาลชุดเดียวกันนี้ และเป็นความจริงที่ย้อนเวลากลับไปพิสูจน์ดูได้ หนึ่งปีที่ล้มเหลวตามสัญญาและนโยบายที่เคยให้ไว้กับ

ประชาชนของรัฐบาลชุดเดียวกัน เป็นหนึ่งปีที่ต้องนำกลับมาทบทวนอย่างยิ่ง มากกว่าที่จะสร้างโมเดลใหม่ เพื่อยืดอายุเวลารัฐบาลต่อไปอีกหนึ่งปี นี่ไม่ใช่แค่ข้อคิด หรือคำเตือนถึงรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีคนเดิมชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการทวงถามและติดตามผลงานของรัฐบาล

และนายกรัฐมนตรี อย่างคนรู้ทันเกมการเมือง ทวงถามความชอบธรรมให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่า...พวกท่านอ้าง “ส่วนรวม” เพื่อ “ส่วนตัว” หรือเปล่า ท่านนายกรัฐมนตรี และพวกท่านในคณะรัฐบาลหนึ่งปีที่มีค่ามากกว่า “เวลา” คือ “ความจริงใจ”

การตรวจสอบนักการเมือง (2)

ที่มา บางกอกทูเดย์


เขียนไปแล้วถึงความสำคัญของนักการเมืองในตำแหน่ง ส.ส. หรือ ส.ว. รวมทั้งรัฐมนตรีที่เป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งควรจะต้องถูกกำกับดูแลจากสายตาของประชาชนและสื่อมวลชนว่า...ทำหน้าที่อย่างไร? การจะไปกำกับดูแลหรืออีกนัยหนึ่งคือการติดตามตรวจสอบนักการเมืองนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาถึง คือ มีบทบัญญัติของกฎหมาย

ในสิทธิที่จะกระทำได้หรือไม่ และการใช้สิทธิดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลในการตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด ควรต้องพิจารณาเรื่องสิทธิก่อน รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 62 วรรคแรกบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิติดตามและร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ” พิจารณาความตามมาตรา 62 วรรคแรกจะเห็นได้ว่า...การร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ นั้น สามารถกระทำได้ ผู้ที่มีสิทธิร้องขอรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าเป็น “บุคคล” คำว่า บุคคลมิได้มี

คำจำกัดความเอาไว้ ก็ต้องตีความว่า หมายถึงบุคคลทั่วไป ที่อาจเป็นทั้งบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลก็ได้ การตรวจสอบตามที่บุคคลจะใช้สิทธินั้นมิได้หมายความว่า...บุคคลใดจะมีอำนาจหน้าที่ไปตรวจสอบด้วยตนเอง แต่จะอยู่ในฐานะผู้ร้องขอให้มีการตรวจสอบเท่านั้น โดยใช้สิทธิตามที่มี ร้องไปยังหน่วยงานรัฐที่มี

อำนาจหน้าที่ เรื่องนี้ชัดเจนขึ้น ถ้าไปพิจารณาความตาม มาตรา 62 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า... “บุคคลซึ่งให้ข้อมูลโดยสุจริตแก่องค์กรการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ย่อมได้รับความคุ้มครอง”

จากมาตรา 62 วรรคสอง จะเห็นได้ว่า...การใช้สิทธิร้องขอให้มีการตรวจสอบนั้น จะต้องเป็นการใช้สิทธิโดยชอบ มิได้เป็นไปเพื่อการกลั่นแกล้ง หรือการได้ข้อมูลมาในลักษณะที่ไม่สุจริต จนพิจารณาได้ว่า การให้ข้อมูลนั้นไม่สุจริตตามไปด้วย ดังนั้น มาตรา 62 วรรคสอง จึงบัญญัติเรื่องการใช้สิทธิของบุคคลที่จะร้องขอให้มี

การตรวจสอบเอาไว้ว่า ต้องเป็นไปโดยสุจริต ทั้งนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกร้องเอาไว้ด้วย การร้องโดยใช้สิทธิตามมาตรา 62 จะต้องเป็นในลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง ถ้าไปร้องเรื่องอื่นที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ก็จะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต บุคคลผู้ใช้สิทธิร้องนั้น อาจถูกฟ้องกลับก็เป็นได้ เมื่อพอ

เข้าใจสิทธิการร้องตามมาตรา 62 แล้ว...ก็ควรมาพิจารณาถึงการให้ข้อมูลโดยสุจริตว่า...ข้อมูลนั้นจะหามาได้อย่างไร และจะมีความน่าเชื่อได้ว่า...ข้อมูลที่ร้องนั้นมีมูลเพียงพอที่จะรับไปตรวจสอบหรือไม่ บุคคลที่ใช้สิทธิในการร้องขอให้มีการตรวจสอบ จึงควรมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของเรื่องที่จะร้องขอให้มี

การตรวจสอบด้วย มิใช่เพียงแค่เห็นข้อมูลอะไรเพียงเล็กน้อย...แต่ไม่รู้วิธีหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ใส่ใจที่จะทำ ก็จะดันทุรังยื่นคำร้องไปให้มีการตรวจสอบ หรือเขียนเรื่องไปก่อนโดยหวังผลอย่างอื่น แบบนี้อาจจะเสียเรื่องและเสียเวลา รวมทั้งทำให้เรื่องร้องนั้นไม่ก่อประโยชน์ต่อส่วนรวม และไม่สามารถนำไปใช้ในการ

กับดูแลหรือตรวจสอบได้ การใช้สิทธิตามมาตรา 62 จึงควรมีการพิจารณาก่อนว่า...เรื่องที่พบเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่นั้น มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างไรบ้าง และมีมูลในเบื้องต้นเพียงพอที่จะส่งเรื่องร้องให้ตรวจต่อไปได้หรือไม่ ถ้าบุคคลใดที่ต้องการใช้สิทธิตามมาตรา 62 มีความรู้ความเข้าใจพอควรก็จะ

เป็นเรื่องดีที่มีบุคคลต่างๆ คอยช่วยกันตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลหรือหน่วยงาน ตามที่มาตรา 62 บัญญัติไว้ ซึ่งมีสามประเภท ประเภทแรก “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ต้องไปพิจารณากับกฎหมายอื่นเพิ่มเติมว่า...หมายถึงใคร กฎหมายฉบับแรกที่ควรนึกถึงคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย

การป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2550 (กฎหมาย ป.ป.ช.) ในกฎหมาย ป.ป.ช. มีคำจำกัดความว่า...ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหมายถึงใครบ้าง เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. หรือ ส.ว. เป็นต้น ซึ่งใครสนใจมากกว่านี้ ก็ไปหาอ่านได้ในกฎหมายดังกล่าว ประเภทที่สอง “หน่วยงานของรัฐ” ก็จะหมายถึง

ตั้งแต่ส่วนราชการต่างๆ ทั้งในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์ตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐ ที่อยู่ในความหมายของคำว่า หน่วยงานของรัฐ ประเภทที่สาม “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายถึง เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐทั้งที่เป็น ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ในทุกระดับ ที่มีการ

ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ อธิบายสิทธิที่มีในการร้องขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ทั้งด้านผู้ใช้สิทธิและผู้ถูกร้องแล้วจะเห็นว่า มาตรา 62 ให้สิทธิไว้พอสมควร ซึ่งถ้ากล่าวไปทั้งหมดก็คงต้องใช้หน้ากระดาษและเวลาในการเขียนค่อนข้างมาก แต่วัตถุประสงค์ในการเขียนบทความนี้ จะมุ่งไป

เฉพาะที่การตรวจสอบนักการเมือง ซึ่งจะทำให้ขอบเขตการเขียนกระชับพื้นที่มากขึ้น และพี่น้องผู้อ่านก็จะทราบแนวทางในการเขียนไว้เป็นการล่วงหน้า นักการเมืองที่จะถูกตรวจสอบนั้นจะเน้นไปในบางกลุ่มเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการแจ้งข้อมูลไว้ในที่เปิดเผย เช่น การแจ้งข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ไว้กับ

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 259 กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 6 ประเภท คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ข้าราชการการเมืองอื่น และผู้บริหารท้องถิ่นกับสมาชิกสภาท้องถิ่น ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

และหนี้สิน พร้อมสำเนาเอกสารที่พิสูจน์ความมีอยู่จริง รวมทั้งสำเนาแบบการเสียภาษีปีที่ผ่านมาต่อ ป.ป.ช. ทุกครั้งในกรณีที่เข้ารับตำแหน่ง ในกรณีที่พ้นจากตำแหน่ง และในกรณีที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วหนึ่งปี การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลทั้ง 6 ประเภท มีเพียง 4 ประเภท เท่านั้น ที่รัฐธรรมนูญ

มาตรา 261 กำหนดให้การเปิดเผยต่อสาธารชน ส่วนอีก 2 ประเภท ไม่ได้กำหนดให้เปิดเผย ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 4 ประเภทที่ให้เปิดเผย คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ซึ่งการยื่นบัญชีนั้นจะต้องรวมทั้งของสมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย

บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นไว้ของทั้ง 4 ประเภทนั้น ป.ป.ช. จะนำข้อมูลมาเปิดเผยให้ทราบทางเว็บไซด์ www.nacc.go.th บุคคลใดสนใจไปหาดูได้ แต่ข้อมูลนั้นจะมีเฉพาะบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเท่านั้น สำหรับสำเนาเอกสารแสดงความมีอยู่จริงและสำเนาแบบแสดงการเสียภาษี ถ้าบุคคลใดอยากเห็น

ข้อมูลเหล่านี้จะต้องไปขอดูเองที่ ป.ป.ช. และอนุญาตให้ดูเท่านั้น จะถ่ายสำเนาออกมาไม่ได้ บทความตอนที่ 2 คงเอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ตอนหน้าค่อยมาดูกันต่อว่า การตรวจสอบนักการเมืองที่ได้ข้อมูลจากบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 ได้อย่างไร

สีสันการเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์


สีสันของการเมืองไทยนับตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง.. คือการเผชิญหน้ากันระหว่าง..พรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ สองพรรคต่างกล่าวหากัน..ฝ่ายหนึ่งถูกชี้หน้า กล่าวหาว่า เป็น ผู้ก่อการร้าย อีกฝ่ายถูกกล่าวหาสวนไปว่าเป็น ฆาตกร เรา...ประชาชนคนไทย คงจะต้องตัดสินใจกันครั้งใหญ่และลำบากใจ

จะเลือกใครระหว่าง..ผู้ก่อการร้าย กับ ฆาตกร พรรคประชาธิปัตย์..ขาดทุนการสนับสนุนจากประชาชนในภาคอิสาน..เพราะในระหว่างเป้นรัฐบาลครั้งหนึ่ง..ได้มีการใช้สุนัขไปกัดผู้เดินขบวน พรรคเพื่อไทย..ขาดทุนเก้าอี้สมาชิกสภาเขต..ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด..โดยเชื่อกันว่า..เพราะมีการชุมนุมกันจนเป็นเหตุ

ให้มีการบาดเจ็บล้มตายและเผาบ้านเผาเมือง ประชาธิปัตย์ในฐานะรัฐบาล..ย่อมได้เปรียบกว่าในการสะสมศรัทธาและแสดงฝีมือในการบริหารประเทศ..ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี พรรคเพื่อไทย..ก็จะต้องปรับปรุงองคาพยพกันเป็นงานใหญ่..เพื่อให้พรรคเพื่อไทย พ้นจากกลิ่นอายความเป็นพรรคครอบครัวชินวัตร

หรือดามาพงศ์..พรรคเพื่อไทยจะต้องแสดงตนให้สังคมใหญ่รู้ว่า..นี่คือพรรคของประชาชนคนไทย..พรรคเพื่อไทยถึงจะแหวกว่ายทวนกระแสแห่งอำนาจ..พรรคเพื่อไทยต้องแสดงให้ประจักษ์ว่า..ทักษิณ ชินวัตร คือเจ้าของวิธีการในการนำประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองและมั่งมีมั่งคั่ง..ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่เจ้าของพรรค..

พรรคเพื่อไทยจะอยู่และสู้ในการเมืองต่อไป..เพื่อประชาชนคนไทย เพื่อระบอบประชาธิปไตย..ไม่ใช่เพื่อ ทักษิณ ชินวัตร หรือการกลับมาสู่อำนาจของ....เขา...พรรคประชาธิปัตย์..ชัดเจนแล้วว่า..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..คือหัวหน้าและนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย..ก็จะต้องชัดเจนเช่นกันว่า..หัวหน้าพรรค

และนายกรัฐมนตรีของพรรค..คือใคร..ประชาชนคนไทย..ที่หวังจะให้ประเทศคืนสู่ความเป็นปรกติ..จะต้องตัดสินใจเสียตั้งแต่บัดนี้ว่า..จะเลือกใครระหว่าง..พรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทย..ช่วยประเทศก่อน แล้วประเทศจะช่วยท่าน

ลาว-เขมร สุขกว่าไทย!

ที่มา บางกอกทูเดย์



“หนักใจ”...กำลังจะกลายเป็นคำยอดฮิตของสังคมไทย ตราบเท่าที่ท่าทีการไล่ล่าทางการเมืองยังไม่หมดไปเสียที!!! จะใช้แผนปรองดองสักกี่ขั้นก็ตาม หากยังมีสังคมส่วนหนึ่งที่เห็นต่าง และรู้สึกว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม ปัญหาก็ยากจะยุติ ความปรองดองที่แท้จริง ก็คงยากที่จะเกิด และความหนักใจก็จะยังคง

ปกคลุมสังคมต่อไปอย่างช่วยไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรที่จะฉวยจังหวะสูญญากาศของสังคม ที่คนส่วนใหญ่หันมาให้ความสนใจกับเรื่องฟุตบอลโลก และเว้นวรรคความสนใจทางการเมืองลงไปอย่างมากมาย ถือเป็นจังหวะปลอดที่จะลดดีกรีของความขัดแย้งลงได้ง่ายขึ้นกว่าที่ผ่านมา

อาจจะไม่ต้องรอแผนปรองดองให้เป็นตัวเป็นตนด้วยซ้ำ เพียงแค่ทำ 2 ประการง่ายๆ คือ 1. สั่งให้บรรดาคนรอบข้างหัดสงบปากสงบคำ หยุดสร้างความแตกแยกด้วยวาจาลงเสียทีเพราะว่าบรรดานายกองร้องด่าประเภทผีเจาะปากมาพูดนั้น นอกจากจะไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นมาได้แล้ว ยังทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก ซึ่งเชื่อมั่นว่า

บทเรียนจากการกระทำที่เกิดขึ้นที่ช่องหอยม่วง คงทำให้นายอภิสิทธิ์รู้ซึ้งถึงความผิดพลาดล้มเหลวเป็นอย่างดี จึงได้ฉวยโอกาสในการปรับคณะรัฐมนตรี เปลี่ยนตัวนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ออกจากตำแหน่ง ดังนั้นวันนี้ทางที่ดี นายอภิสิทธิ์ควรจะต้องทบทวนเรื่องคนรอบข้าง และเรื่องโฆษกทั้งหลายด้วย

ส่วนประการที่ 2 ก็คือ ปรามนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แอนด์ เดอะ แก๊ง ให้เพลาๆ พฤติกรรมการไล่ล่าจนน่าเกลียดลงมาบ้าง เพราะอะไรที่มากเกินไปนั้น ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า “ทำไมต้องทำขนาดนั้น ซึ่งเมื่อเกิดคำถามแล้วย่อมไม่เป็นผลดี เพราะเมื่อประเทศต่างๆ ไม่ได้คำตอบที่

มีความน่าเชื่อถือหรือมีเหตุผลที่รับฟังได้มากเพียงพอจริงๆ ก็จะเหมาเอาว่า เป็นเรื่องทางการเมือง ฉะนั้นหากเป็นการลี้ภัยทางการมือง ย่อมไม่มีประเทศไหนให้ความใส่ใจกับคำขอของกระทรวงการต่างประเทศของไทย กลายเป็นเรื่องอิหลักอิเหลื่อ และขายหน้าของประเทศไทยไปโดยปริยาย เชื่อเถอะว่าหากวันนี้

นายกษิต แอนด์ เดอะ แก๊ง ลดท่าทีอาละวาดฟาดงวงฟาดงาลง จะทำให้ประเทศอื่นๆ มองรัฐบาลไทยชุดนี้ดีขึ้นได้บ้าง นี่คือการบ้าน 2 ข้อ ที่อยากให้นายอภิสิทธิ์เอากลับไปคิดไปตรองให้จงหนัก เพราะรับรองว่าถ้าทำได้ สถานการณ์จะดีขึ้นแน่ เพราะที่ผ่านมาไม่ว่ารัฐบาล หรือนายอภิสิทธิ์ จะทำอะไร ก็ไม่ได้ช่วยให้

ภาพลักษณ์ดีขึ้นได้มากมายอย่างที่หวัง ไม่เชื่อก็ลองพิจารณาผลสำรวจของสวนดุสิตโพล ดูก็ได้ ที่ประชาชนร้อยละ 38.28 เห็นว่า การปรับคณะรัฐบาลอภิสิทธิ์ 5 นั้น ก็เป็นเพียงการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นหลัก ที่สำคัญ บรรดารัฐมนตรีใหม่ทั้ง 8 ที่มีการปรับ ครม. นั้น ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 61.64 เห็นว่า...

ภาพลักษณ์และผลงานของรัฐบาลยังคงเหมือนเดิม ไม่น่าจะช่วยให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นกว่าเดิมได้ แถมร้อยละ 62.73 เห็นว่า หลังการปรับ ครม. ใหม่แล้ว สถานการณ์บ้านเมืองจะยังคงเหมือนเดิม เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มเดิม แต่ที่นายอภิสิทธิ์ ควรเก็บไปไตร่ตรองให้หนักที่สุดก็คือ ประชาชน

ร้อยละ 44.60 เห็นว่ารัฐบาลควรยกเลิก ศอฉ. และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความมั่นใจของชาวต่างชาติ เฉียดครึ่งของประชาชนทั้งหมดไม่เห็นด้วยกับการที่จะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ ศอฉ. เอาไว้การบ้านเหล่านี้ เป็นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ จะต้องเร่งคิดเร่งคลี่คลายมากกว่า แผนปรองดองที่ประกาศ

ออกมาด้วยซ้ำ หากว่าต้องการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้จบลงโดยเร็ว เพราะสถานการณ์อึมครึมตลอดมา จนวันนี้ อย่าว่าแต่ประชาชนทุกคนจะหนักใจเลยว่าจะจบอย่างไร แม้แต่ นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)

ก็ยังยอมรับเลยว่า หนักใจ และถือเป็นงานยากที่สุดในชีวิต เพราะต้องดำเนินการท่ามกลางความขัดแย้งและความเห็นต่างอย่างชัดเจนของคนในสังคม อีกทั้งยังมีความสลับซับซ้อนของข้อมูลและตัวบุคคล ซึ่งไม่ว่าผลดำเนินการจะออกมาอย่างไร ย่อมมีฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนอาจส่งผลกระทบต่อ

ประเทศชาติในอนาคตได้ทั้งสิ้น ยังดีที่นายคณิตยืนยันว่าสิ่งสำคัญที่สุดของคณะกรรมการฯ ชุดนี้คือ ต้องมีความเป็นอิสระ ประกอบด้วยตัวแทนทุกภาคส่วน และจะพยายามเชิญทุกฝ่าย ทุกสีที่เป็นคู่ขัดแย้งมาร่วมเป็นกรรมการฯ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม ถ้าทำได้จริงๆ ก็จะเป็นการดีที่สุดกับประเทศชาติ

หากทุกฝ่ายยอมรับความจริงจะต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเสียหายและเสียโอกาสไปมากแล้ว ขายหน้าไปทั่วโลกมากแล้ว... จึงน่าจะถึงเวลาที่ต้องหยุดความแตกแยก โดยรัฐบาล และนายอภิสิทธิ์ ต้องกล้าที่จะเป็นฝ่ายเสียสละก่อน เป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพราะวันนี้คงเห็นแล้วว่า ในการจัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุด

ประจำปี 2010 นั้น ประเทศไทยในสายตาสังคมโลกเป็นอย่างไร สถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ ได้จัดทำดัชนีความสงบสุขโลก หรือ Global Peace Index : GPI โดยการจัดทำผลสำรวจทั้งหมด 149 ประเทศ ปรากฏว่า ประเทศที่มีความสุขที่สุดได้แก่ นิวซีแลนด์ ซึ่งรั้งตำแหน่งนี้เป็นปีที่สองติดต่อกัน ตามมาด้วย

ไอซ์แลนด์ และญี่ปุ่นซึ่งรั้งอันดับสองและสามตามลำดับ ตามมาด้วย ออสเตรีย (4), นอร์เวย์ (5) ไอร์แลนด์ (6) เดนมาร์ค และ ลักเซมเบิร์ก (7) ฟินแลนด์ (9) และ สวีเดน (10) ในขณะประเทศที่มีดัชนีชี้วัดความสุขน้อยที่สุดคือ อิรัก ตามมาด้วย โซมาเลีย (148), อัฟกานิสถาน (147), ซูดาน (146), และปากีสถาน (145)

ตามลำดับ ซึ่งประเทศไทยในปีนี้ รายงานระบุว่าอยู่ใน อันดับ 124 และอยู่ในอันดับ 18 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค หมายความว่าเมื่อเปรียบเทียบเฉพาะแค่ภายในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันเอง ไทยยังอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่า มาเลเซีย (22) สิงคโปร์ (30) ลาว (34) เวียดนาม (38) อินโดนีเซีย (67) และกัมพูชา (111) ที่จะดี

กว่าหน่อยก็แค่ 2 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์ (130) และเมียนมาร์ (132) เท่านั้น แถมไทยยังตกมาจากอันดับ 118 จากการสำรวจเมื่อปีที่แล้วด้วย โดยที่ไทยได้คะแนนค่อนข้างแย่ทั้งในเรื่องของความสามารถ และการจัดการทางการทหาร จำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งขององค์กรภายใน ความสัมพันธ์กับประเทศ

เพื่อนบ้าน ความมั่นคงทางการเมือง : 3.25 คะแนน การเคารพสิทธิมนุษยชน และศักยภาพของผู้ก่อการร้าย เป็นต้น นี่ถือภาพลักษณ์ติดลบที่ประเทศไทยถูกต่างชาติมอง ซึ่งปัจจัยเหล่านั้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อดัชนีความสุขของประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ภายในประเทศ

ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไมว่าจะเป็นการเมือง สังคม ล้วนยังมีข้อบกพร่องและมีช่องโหว่หลายจุดที่ต้องรีบเร่งแก้ไขทั้งสิ้น ตรงนี้จึงเป็นการบ้านที่น่าหนักใจอย่างยิ่งอีกข้อหนึ่งของนายอภิสิทธิ์ แม้จะล้างบางคนรอบข้าง หรือรัฐมนตรีแย่ๆ ไม่ได้ เพราะต้องต่ออายุลมหายใจรัฐบาล จึงต้องยอมให้คนนั้น

กลุ่มโน้นขี่คอ แต่อย่างน้อยด้วยศักดิ์ศรีของนายกรัฐมนตรีก็น่าจะปรามๆ ได้บ้างหรอกน่า... เพราะต่อให้ยืดไปเลือกตั้งต้นปีหน้าได้จริงๆ แต่ก็ยังต้องถือว่าอายุสั้นลงทุกทีอยู่ดี... อนาคตบนถนนการเมืองอยู่ที่การตัดสินใจแล้วตอนนี้!

จดหมายคุณณัฐวุฒิ จากที่คุมขัง ถึงเพื่อน

ที่มา Thai E-News


ผมเขียนเพลงนี้ กลางดึกคืนวันที่ 12 มิถุนายน แล้วมาต่ออีกวรรคก่อนออกมาพบพี่น้องที่มาเยี่ยมช่วงสายวันที่ 13

อยู่ที่นี่กว่า 20 วัน ตอนพลบค่ำ เห็นฝูงนกจับกลุ่มกันบินกลับรัง เป็นอย่างนี้ทุกวัน นกที่บินไปแล้วครั้นก็บินกลับมาใหม่ ต่างกับเพื่อนเราผู้จากไป พวกเขาไม่กลับมา

แต่ที่จริงพวกเขาไม่ได้ไปไหนเลย อยู่ในในเราตลอดเวลา

แด่เพื่อน

" ตะวัน ผ่านสนธยา
สกุณา เคียงกลับรวงรัง
สิ้นแรง แห่งความหวัง (หลัง)
รุ่งราง แสงยังหวนคืน

อกเอ๋ย โอ๋หัวใจฉัน
คิดถึงวัน เพื่อนเราหยัดยืน
แผดดัง กระสุนปืน
ชีพถูกกลืน ดังไร้ราคา

หลับตาเถิด ผู้ทุกข์ทน
จะปลอบโยน เจ้าด้วยศัทธา
โบยบิน จากดินสู่ฟ้า
ผู้เข่นฆ่า ต้องชดใช้สักวัน"


ภาพจาก Star Jingkaojai
ถอดคำ ดักแด้ เจ้าแม่คนเดิม