ที่มา โลกวันนี้ ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองยังหาความสงบไม่ได้ อยากเชิญชวนให้หาเวลาว่างเข้าวัดทำบุญกันบ้าง เพื่อชำระจิตใจให้สงบ ฟังเทศน์ฟังธรรมและรู้จักการให้ เมื่อนั้นอาจทำให้ใจชื่นใจเย็นกันขึ้นมาได้ เผื่อจะคิดได้ว่าสิ่งใดควรหยุด เรื่องการทำบุญถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องชวนกันคิดชวนกันพูดอยู่บ่อยๆ เพราะนอกจากพวกเราจะทำบุญกันน้อยลงแล้วยังสร้างกรรมกันมากขึ้นอีก รูปแบบการทำบุญทุกวันนี้มีหลากหลาย และยังมีการทำบุญที่นอกหลักเกณฑ์ เรียกว่าเป็นการแสวงหาบุญนอกเขต แต่ถ้าเป็นบุญในเขตแบบที่เรียกว่าปุญญักเขตตัง คือบุญที่อยู่ในพระพุทธศาสนา สรุปว่าการทำบุญมีอยู่ 2 ข้อที่อุบาสกอุบาสิกาพึงปฏิบัติ อย่างแรกคืออย่าได้แสวงหาบุญนอกเขตพระพุทธศาสนา อย่างที่สองคือให้แสวงหาบุญในเขตพระพุทธศาสนา เพราะเดี๋ยวนี้มีการทำบุญกันแปลกๆ มีการชวนทำบุญหน้าทีวี. หน้าหนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่ขึ้นป้ายบอกบุญอยู่หน้าวัดหรือตามถนนหนทางก็ตาม บางรายก็เชิญชวนให้สร้างพระพิฆเนศ เชิญชวนสร้างพระพรหม เชิญชวนสร้างพระราหู และยังมีการเชิญชวนให้สร้างอะไรที่ใหญ่ๆ แต่ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ในทางพระพุทธศาสนาเลย ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีใครมาเชิญชวนให้สร้างศิวลึงค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นบุญนอกศาสนาแน่ๆ อย่างที่กล่าวว่านั่นไม่ใช่ปุญญักเขตตัง ไม่เป็นบุญในเขตพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นยังมีการสร้างอะไรที่แปลกๆขึ้นมาอีกจำนวนมากจนลืมธรรมจักรหรือเสมาที่เป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนา แต่ถ้าหากมีการเชิญชวนกันสร้างธรรมจักรที่ใหญ่ที่สุดหรือใบเสมาที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็อาจจะเข้าหลักปุญญักเขตตังบ้าง อีกประเภทคือการเชิญชวนให้ญาติโยมเข้ามาเที่ยวงานวัด มีการสอยดาว เปิดให้ชมมหรสพ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการเชิญชวนให้เข้าหาอบายมุข จะบอกว่าเป็นบุญเป็นมหากุศลคงไม่ใช่ทั้งหมด หากคิดทำบุญแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆชีวิตอาจจะยุ่งแน่ๆ การทำนุบำรุงพระศาสนาให้เข้มแข็งเรามีบุญย่อๆอยู่ 3 บุญคือ ทาน บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน ศีล บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล ภาวนา บุญสำเร็จด้วยการภาวนา ลองคิดถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ถึงบุญ 16 ขั้น ซึ่งหลวงพ่อพุทธทาสได้นำเผยแพร่ ลองหาอ่านกันดูบ้าง ซึ่งท่านบอกไว้ว่า การให้ทานกับสัตว์เดรัจฉาน 16 ครั้งก็ไม่ได้บุญเท่ากับทำทานกับมนุษย์เพียงครั้งเดียว ทำกับมนุษย์ 16 ครั้งก็ยังไม่เท่ากับทำกับพระสงฆ์องค์เจ้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาเพียงครั้งเดียว กรณีนี้รวมถึงทำกับพระพุทธเจ้าด้วย ท่านบอกว่ายังไม่เจริญเท่ากับเราทำบุญด้วยการเจริญศีลแผ่เมตตา และแผ่เมตตาไป 16 ครั้งก็ยังไม่ดีไปกว่าการที่ได้เจริญอนิจจสัญญา ซึ่งเป็นบุญที่อยู่เหนือกว่า คือการหมายรู้ต่อความไม่เที่ยงในชีวิต ในโลกของสังคม เพราะไม่มีอะไรที่จะเที่ยงแท้อยู่ได้อย่างตลอดกาลนิรันดร เห็นได้จากการปกครองของมนุษย์ในยุคต่างๆย่อมจะมีการแปรเปลี่ยนไปตามสภาพ ยุคหนึ่งการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือราชาธิปไตยเคยมีบทบาทมาก แต่มาอีกยุคหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ระบอบประชาธิปไตย หรือสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงกันไปได้ ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ถาวร แต่จะมีพลิกขั้วพลิกข้างกันอยู่เรื่อยๆ ฉะนั้นจึงต้องหมั่นเจริญอนิจจสัญญา การจะมุ่งหน้าหาลาภหายศ หากินหากามหาเกียรติ หาเงินหาทองหาอำนาจบารมี มีแล้วเป็นอย่างไร วันหนึ่งก็ต้องหมดไป ต้องรู้ด้วยว่าสิ่งที่หามามันไม่เที่ยง ถ้าเราไม่จากมัน มันก็จากเรา พิจารณาเจริญอนิจจสัญญาอย่างนี้ได้บุญมหาศาล อย่าลืมว่านี่เป็นบุญที่เป็นหลัก ไม่ใช่บุญนอกเขต อย่างไรก็ตาม อย่าลืมหลักที่ว่าจะทำบุญทำทานก็ขอให้วินิจฉัยให้ถ้วนถี่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญคนที่ใคร่ครวญดีแล้วนำออกให้มากกว่าพวกที่ให้เก่ง คนที่ให้เก่งทำเก่งไม่ประเสริฐทำกับคนที่ฉลาดให้ หรือใคร่ครวญถ้วนถี่แล้วนำออกให้ จะได้บุญมากกว่าบุญประเภทอื่น เจริญพรคอลัมน์ สำนัก(ข่าว)พระพยอม
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2819 ประจำวัน อังคาร ที่ 15 มิถุนายน 2010 โดย พระพยอม กัลยาโณ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, June 15, 2010
ทุกอย่างไม่เที่ยงสร้างบุญไว้จะดีกว่า
ขออีกสักคณะเถอะ“มาร์ค”
ที่มา โลกวันนี้ 1.รักษาการแทนเลขาธิการ ปปง. บอกว่า จากการตรวจธุรกรรมทางการเงินผู้ต้องสงสัยเป็นนายทุนสนับสนุนคนเสื้อแดงชุมนุมพบมีการเคลื่อนไหวทางการเงิน 150,000 ล้านบาท มีบุคคล นิติบุคคลเข้าข่ายทำธุรกรรมผิดปรกติไม่ต่ำกว่า 80 ราย จึงสั่งระงับการทำธุรกรรมทางการเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท หากพิสูจน์ได้ว่าให้การสนับสนุนการกระทำที่ทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจะมีความผิดอาญาข้อหาก่อการร้ายและฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง สาระสำคัญประการที่ 2 คือ ดีเอสไอทำคดีอยู่ 153 สำนวน แยกเป็นคดีก่อการร้าย 73 สำนวน ขู่บังคับรัฐบาล 18 สำนวน คดีทำร้ายร่างกาย 50 สำนวน คดีเกี่ยวกับอาวุธยุทธภัณฑ์ 12 สำนวน ยังไม่รวมกับคดีวางเพลิงเผาทรัพย์ มีผู้ถูกออกหมายจับข้อหาก่อการร้ายแล้ว 53 คน และกำลังจะออกหมายจับเพิ่มอีก ประการที่ 3 คือกรมราชทัณฑ์ควบคุมตัวคนเสื้อแดงตามคำสั่งศาลอยู่ประมาณ 440 คน ฐานผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินและความผิดเกี่ยวเนื่อง เช่น วางเพลิง ลักทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ แยกขังอยู่ในเรือนจำ 16 แห่ง ที่คัดลอกข่าวเอามาให้อ่านเพราะมีคำถามที่อยากจะฝากไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่พล่ามพูดเรื่องสร้างความปรองดอง โอเค...ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานเท่าเทียม เสมอภาค และไม่ยัดข้อหา ย้อนหลังไปปลายปี 2551 มีรายชื่อบริษัทห้างร้าน 66 แห่ง ถูกตำรวจส่งให้ ปปง. สอบธุรกรรมการเงินว่าเป็นนายทุนสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่ชุมนุมกันหลายกรรมหลายวาระ รวมระยะเวลาแล้วเป็นปีๆ ต้องใช้ทุนมหาศาล เวลาผ่านมาเกือบ 2 ปี ปปง. ทำให้มีความคืบหน้าบ้างหรือยัง เพราะพันธมิตรฯก็ถูกแจ้งข้อหาก่อการร้ายเหมือนกัน หลังพันธมิตรฯตัดริบบิ้นส่งคืนทำเนียบรัฐบาลที่เข้าไปกินนอนอยู่หลายเดือน บันทึกของตำรวจตรวจพบระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 1 ลูก ประทัดยักษ์ 2 ลูก ระเบิดแสวงเครื่อง 2 ลูก ระเบิดปิงปอง 6 ลูก ระเบิดเพลิง 1 ลูก อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ทำจากท่อเหล็กแป๊บ 4 ท่อน กระสุนปืนลูกซองเบอร์ 20 จำนวน 7 นัด กระสุนปืน .38 จำนวน 44 นัด กระสุนปืน .45 จำนวน 10 นัด กระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 1 นัด มีด 3 เล่ม หนังสติ๊ก 3 อัน ลูกเหล็ก 58 ลูก ลูกเหล็กหัวนอต 20 หัว และเหล็กแหลมจำนวนหนึ่ง นี่ขนาดให้เวลาพันธมิตรฯเคลียร์พื้นที่ก่อนส่งคืนเป็นสัปดาห์ยังเก็บอาวุธออกไปไม่หมด เรื่องเหล่านี้แหละที่เป็นปมติดค้างอยู่ในหัวใจผู้คน ซึ่งจะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการสร้างความปรองดอง หากนายอภิสิทธิ์ต้องการสร้างความปรองดองจริง อยากจะแนะนำให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกสักคณะ เอาไว้ทำหน้าที่ไขความกระจ่างคดีความที่เกี่ยวกับพันธมิตรฯโดยเฉพาะ ว่าที่แจ้งความกันเอาไว้เป็นร้อยๆคดีนั้นมีอะไรคืบหน้าถึงไหน อย่างไร หากอยากปรองดองจริงนายอภิสิทธิ์ต้องให้คำตอบกับเรื่องเหล่านี้ด้วยคอลัมน์ เป็นประชารัฐ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2819 ประจำวัน อังคาร ที่ 15 มิถุนายน 2010 โดย ลอย ลมบน
เนื้อหาตรงนี้แค่อยากถามว่า ขณะที่คนเสื้อแดงถูกขังคุก 440 คน ถูกออกหมายจับอีกเป็นร้อยๆคน มีพวกพันธมิตรฯถูกจับติดคุกสักคนหรือยัง ทั้งที่มีฐานความผิดแทบจะเหมือนกันทุกข้อกล่าวหา
ทนายแดงเตรียมอุทธรณ์16มิ.ย.หลังศาลไม่ให้ประกันตัว11แกนนำ ยันไม่หลบหนีกองเชียร์ไม่พอใจแห่ล้อมรถคุมขัง
ที่มา มติชน ราชทัณฑ์พร้อมรับแกนนำเสื้อแดงเข้าเรือนจำส่งไปแดน1ก่อนแยก ศาลอาญายกคำร้อง 11 แกนนำ นปช.ขอประกันตัว ด้านนายคารม ทนายแกนนำ นปช. กล่าวว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่ให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลว่าคดีมีอัตราโทษสูง เกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี แต่ไม่ได้มีเหตุผลว่า หลักทรัพย์ประกันตัวน้อยเกินไป หรือเกรงผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ดังนั้นจึงจะเตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ประกันตัวในวันที่ 16 มิถุนายน นี้เวลาประมาณ 13.30 น. โดยจะบรรยายคำร้องให้ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ผู้ต้องหาทั้ง 11 คน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ซึ่งเวลานี้อยู่ระหว่างที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2550 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีอำนาจขอหมายค้น หมายจับ และคุมขังผู้ต้องสงสัย ดังนั้นการที่ผู้ต้องหาจะหลบหนีจึงไม่มีทางทำได้ นอกจากนี้การตั้งข้อหาก่อการร้ายกับแกนนำในคดีนี้เป็นคดีการเมือง ไม่เข้าข่ายกระทำผิดข้อหาก่อการร้ายตาม ป.อาญา ม.135/1-3 รวมทั้งสิทธิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นสิทธิของผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะชี้แจ้งให้ศาลอุทธรณ์ทราบพฤติการณ์ของผู้ต้องหาแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อาทิ ในส่วนของนายวีระ นพ.เหวง และนายก่อแก้ว แม้พนักงานสอบสวนดีเอสไอจะไม่คัดค้านการประกันตัว และเข้ามอบตัวเอง อีกทั้งช่วงหลังไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม แต่ก็ไม่ได้รับประกันตัว คอมมานโดคุม11แกนนำยื่นฝากขังศาล ค้านประกัน 8แกนนำฮาร์ดคอร์ เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ ,นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา , นายวิภูแภลง พัฒนภูมิไท,นายนิสิต สินธุไพร และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก และนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. รวม 8 คน และนายภูมิกิติ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดา คนสนิท พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ,นายอำนาจ อินทโชติ และนายสมบัติ มากทอง กลุ่มการ์ด นปช. อีก 3 คน รวม 11 คน ผู้ต้องหาคดีร่วมกันใช้หรือสนับสนุนผู้อื่นให้กระทำความผิดฐานก่อการร้ายตาม ป.อาญา ม.135/1- 3 และ ม.83-86 มีอัตราโทษสูงสุดประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือ จำคุก 3 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 – 1,000,000 บาท ขณะที่ผู้ต้องหา 8 คน ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ,นายขวัญชัย , นายวิภูแภลง ,นายนิสิต ,นายยศวริศ , นายภูมิกิติ ,นายอำนาจ และนายสมบัติ มีพฤติการณ์นิยมความรุนแรงก้าวร้าว ใช้อาวุธปืนและมีส่วนร่วมในการก่อความไม่สงบวุ่นวาย หรือกระทำผิดกฎหมายมาแล้ว ซึ่งแม้ว่าเหตุการณ์รุนแรงและความวุ่นวายต่างๆจะสงบลง แต่สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจจากเหตุการณ์รุนแรงต่างๆที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นหากปล่อยตัวไปเกรงว่าจะหลบหนีหรือก่อความวุ่นวายขึ้นซ้ำอีก พนักงานสอบสวนจึงขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา "คณิต"มอบปลัดยธ.ประสานกลุ่มหารือเย็นนี้ หวังได้ข้อมูลจากวีระเพิ่ม นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง กล่าวถึงกรณีข้อเท็จจริงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตนเองมอบหมายให้นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ประสานงานติดต่อไปที่กลุ่มอื่นๆ เพิ่มอีก ซึ่งเท่าที่ทราบจะเป็นในช่วงวันที่ 15 มิถุนายนนี้ ส่วนจะติดต่อใครได้นั้น คงต้องรอความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึง การควบคุมตัวผู้ต้องหากลุ่มแกนนำนปช. ซึ่งศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวว่า กรมราชทัณฑ์มีหน้าที่รับตัวผู้ต้องหามาควบคุมตามคำสั่งศาล โดยผู้ต้องหากลุ่มนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาจึงต้องนำตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งในวันแรกจะนำเข้าควบคุมตัวรวมกันภายในแดน 1 จากนั้นจะพิจารณาตามความเหมาะสมว่าจะจำแนกให้กระจายไปควบคุมในแดนต่าง ๆ หรือจะควบคุมตัวไว้รวมกันภายในแดนเดียวกัน
"ในส่วนของการควบคุมตัวเรือนจำจะดูแลตามปกติ ไม่มีสิทธิพิเศษเหนือผู้ต้องขังรายอื่น แต่จะเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ดูแลเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยโดยเชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาภายในเรือนจำ เพราะเรือนจำพิเศษกรุงเทพรับตัวผู้ต้องหาทั้งคดีทั่วไปและคดีเกี่ยวกับการเมืองอยู่ตลอด อีกทั้งผู้ต้องหากลุ่มนปช. ก็เคยถูกส่งเข้ามาควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพแล้ว" นายชาติชาย กล่าว
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ศาลอาญา มีคำสั่งยกคำร้องที่ 11 แกนนำ นปช. ยื่นคำร้องขอประกันตัวหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ยื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกคดีก่อการร้าย โดยศาลพิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์แล้วเห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวไป ผู้ต้องหาจะหลบหนี
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 15 มิ.ย. ศาลพิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์ประกันแล้วเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 11 คน จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กระทั่งเวลา 13.00 น. หลังกลุ่มผู้คนเสื้อแดงทราบว่าศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว แกนนำ นปช. กลุ่มคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจต่างแสดงความไม่พอใจ พูดจาตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย และจับกลุ่มกันยืนร้องไห้ด้วยความเสียใจ ก่อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนประมาณ 50 คน จะวิ่งกรูชักชวนกันออกไปรวมตัว ใช้รถจักรยานยนต์ ยืนและนอนขวางปิดถนนรัชดาภิเษก ฝั่งขาออก หน้าศาลอาญา เนื่องจากทราบว่าเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวแกนนำ นปช.ทั้ง 11 คน ขึ้นรถเรือนจำ นำตัวไปคุมขังที่เรือนจำคลองเปรม โดยอ้อมด้านหลังศาลอาญาไปออกทางประตูศาลแพ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามที่อารักษาบริเวณศาลจนระดมกำลังไปอำนวยความสะดวกให้รถบัสเรือนจำ และเมื่อรถบัสเรือนจำมาวนมาถึงถนนรัชดาภิเษกหน้าศาลอาญา กลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนพยายามยื่นช่อดอกไม้ให้แกนนำ ผ่านรั้วลูกกรง ขณะที่บางส่วนทุบรถและตะโกนโห่ร้อง จนเจ้าหน้าตำรวจคอมมานโดกองปราบปรามต้องมาอารักขารอบรถและกันกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อเปิดทางให้รถเรือนจำผ่านออกไปได้ในที่สุด โดยเหตุการณ์วุ่นวายอยู่นานราว 15 นาที เพียงแต่ทำให้การจราจรติดขัด แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ผู้ต้องหาร่วมกันชุมนุมในนามของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำซึ่งมีวัตถุประสงค์เดียวกันเพื่อเรียกร้องให้ยุบสภาโดยเร็ว การชุมนุมมีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายใช้ความรุนแรง ก่อวินาศกรรม มีและใช้อาวุธปืนสงครามและวัตถุระเบิดที่มีความร้ายแรงตอบโต้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ รวมทั้งประชาชนที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม โดยผู้ต้องหาได้สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยปลุกระดม ปลุกปั่นให้ผู้ชุมนุมเกลียดชังรัฐบาลและให้มีการเผชิญหน้าถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ เช่นเหตุการณ์บุกรุกรัฐสภา สถานีดาวเทียมไทยคม การต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่โรงแรมเอสซีปาร์ค การปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหารที่สถานอนุสรณ์สถานแห่งชาติ สี่แยกคอกวัว บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รวมทั้งการเผาสถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้าในกทม. และศาลากลางจังหวัดหลายแห่ง จนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก พฤติการณ์ของผู้ต้องหาดังกล่าวยังเป็นการร่วมแรงร่วมใจหรือรู้เห็นเป็นใจ มีเจตนากระทำผิดร่วมกันฐานก่อการร้าย ขณะที่การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ต้องสอบพยานบุคคลที่สำคัญอีก 80 ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานต่างๆทางนิติวิทยาศาสตร์อีกจำนวนมาก จึงขออนุญาตศาลฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 11 คน เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 – 26 มิถุนายน นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้นำตัวแกนนำและการ์ด นปช.ทั้ง 11 คน ขึ้นเฮลิคอร์ปเตอร์ จาก ค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี มาลงที่ กองบังคับการกองปราบปราม เปลี่ยนมาขึ้นรถบัสเดินทางมาฝากขังที่ศาลโดย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดกองปราบปราม ตามประกบคอยรักษาความปลอดภัย เมื่อมาถึงบริเวณศาลตำรวจคอมมานโดและกำลังตำรวจจาก บก.น. 2 รวมประมาณ 1 กองร้อย คอยดูแลความสงบเรียบร้อย ท่ามกลางกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 100 คนเศษ ที่เดินทางมาให้กำลังใจ แต่เจ้าหน้าที่ศาลไม่อนุญาตให้เข้ามาในบริเวณศาล โดยนำแผงเหล็กมากั้นไว้
ด้าน นายคารม พลทะกลาง ทนายความ นปช. กล่าวว่า ได้ยื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวนคนละ 1,000,000 บาท เพื่อขอประกันตัว แกนนำ นปช. พร้อมยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง โดยยอมรับว่ากังวลเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากแกนนำ บางคนมีข้อหาอื่นนอกจากก่อการร้าย แต่หวังว่าแกนนำทั้งหมดจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ส่วนนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ยังไม่สามารถเดินทางมาที่ศาลได้เนื่องจากติดภารกิจต่างจังหวัด แต่ จะเดินทางเข้าพบ พนักงานสอบสวนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ภายในสัปดาห์นี้
ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ได้เดินทางมาให้กำลังใจ แกนนำ นปช. โดยกล่าวว่า คนเสื้อแดงไม่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลยกโทษหรือนิรโทษกรรม ตนเห็นว่าการที่รัฐบาลเตรียมออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้เข้าร่วมชุมนุมนั้นเป็นเพียงเกมการเมืองที่รัฐบาลเอามาบังหน้าในการสั่งฆ่าประชาชนเท่านั้น
ขณะที่เรื่องการพบปะหารือกับแกนนำ นปช.อาทิ นายวีระ มุสิกพงศ์ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น นายคณิต กล่าวว่า ก็เป็นไปด้วยดี ซึ่งได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มาด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ก่อนตนจะเดินทางกลับ นายวีระยังระบุด้วยว่า หากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะส่งผ่านมาให้อีก ซึ่งตนก็หวังจะได้ข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน
ความเป็นมิตรที่หายไปในธรรมะ
สัมภาษณ์ "อาจารย์โกวิท เอนกชัย" หรือ "เขมานันทะ" (ตอนที่ 2) โดย "วิจักขณ์ พานิช"วิจักขณ์: ตอนนี้กระแสปฏิบัติธรรมกำลังมาแรงครับอาจารย์ ธรรมะเดี๋ยวนี้มีดีลิเวอรี่ แถมมีปีก คู่มือฮาวทูบรรลุธรรมในเจ็ดวันก็มี สแกนกรรมก็ได้ อาจารย์ว่าพุทธศาสนาแบบนี้จะไปไหวหรือไปไหนเหรอครับ
เขมานันทะ: คนสมัยก่อนเขาไม่อวดเก่ง อวดดีกันในธรรม หากจะมีสิ่งที่เขาภาคภูมิใจ คือการเป็น "ศิษย์มีครู"
วิจักขณ์: คือ ภูมิใจว่าเป็นศิษย์มีครู ไม่ได้ภูมิใจว่าฉันเก่ง
เขมานันทะ: พูดได้เต็มปากว่าฉันเป็น "ศิษย์มีครู" อันนี้ไม่ได้เป็นการอวดว่าครูเก่งหรือครูดังด้วยนะครับ แต่เป็นการบอกว่าครูของเราอบรมเรามา ขัดเกลาเรามา เคี่ยวเข็ญเรามา ครูเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง
วิจักขณ์: แล้วถ้าศึกษาพุทธศาสนาโดยไม่มีครูล่ะครับ อ่านหนังสือเอา ฟังเทศน์เอา ศึกษาพระไตรปิฎก กราบพระพุทธเจ้าเอาก็ได้
เขมานันทะ: ไม่มีครู จะว้าเหว่เกินไปครับ ฉันมาเดี่ยว ฟังดูเท่ห์ แต่ว่าจริงๆไม่เป็นอย่างนั้นครับ จริงๆเราต้องการเพื่อน และเพื่อนก็ต้องการเราด้วยครับ ดังนั้นจะเรียกว่าช่วยสังคมหรืออะไรก็สุดแท้ เราควรจะให้ชีวิตเรามีส่วนร่วมกับชีวิตคนอื่น แล้วความเป็นมนุษย์ของเราก็คงจะถูกพัฒนาขึ้นมาจากจุดนั้น น้อมใจเราให้รู้จักให้ รู้จักรับ รู้จักขอ เขาไม่ให้ก็ไม่โกรธ บุคลิกภาพเยี่ยงนี้ไม่อาจพัฒนาได้ที่อื่นครับ นอกจากกับคนใกล้ชิด คนที่อยู่ใกล้ที่สุด
วิจักขณ์: ที่ผมมองเห็นชัดก็คือ เวลาเรียนกับครูเนี่ย มันทำให้เราได้เรียนความเป็นมนุษย์จากครูด้วย
เขมานันทะ: ใช่ครับ ใช่ ถูกต้องเลยครับ ความเป็นมนุษย์นั้นเป็นหน่อ เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์เท่านั้น ยังต้องเอามาเพาะ สร้าง บำรุงเลี้ยงดู จนกระทั่งเติบใหญ่ขึ้นมา และสิ่งที่เข้ามาค้ำจุนก็คือเพื่อนครับ คำว่าเพื่อนเป็นคำที่ซึ้งใจที่สุดเลยครับ เราจะรู้เลยว่า เมื่อเราไม่มีเพื่อน เราไม่มีทุกสิ่ง "ปรารถนาสารพัดในปฐพี เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง" สุนทรภู่ว่าไว้ครับ
ไม่ใช่อวดดีนะครับ แต่ผมคิดว่า เราดีแต่สร้างเกราะหุ้มตัวเองไว้ รู้เขาให้มากที่สุด แล้วให้เขารู้เราน้อยที่สุด โอกาสที่จะชนะมีอยู่ มิตรภาพมันเลยกลายเป็นรูปนี้ไป
วิจักขณ์: ทุกครั้งที่ฟังอาจารย์พูดถึงท่านอาจารย์พุทธทาส ผมจะรู้สึกเหมือนกับท่านอาจารย์มายืนอยู่ข้างๆ อีกอย่างคือผมชอบมองไปที่ตาของอาจารย์ ขณะที่อาจารย์พูดถึงครู ประกายตาดูมีความคิดถึง ความโหยหา ขณะเดียวกันก็มีความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญอยู่ในนั้น รู้สึกได้ว่าอาจารย์มองท่านอาจารย์เป็นครูจริงๆ ...คือเป็นมนุษย์
แต่ทุกวันนี้หลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านอาจารย์พุทธทาสดูจะถูกนับถือยกย่องในความสมบูรณ์แบบ เหมือนจะถูกยกไว้ราวกับเทพไปแล้วนะครับ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าไม่มีใครสามารถคิดต่าง หรือ ปฏิบัติในแนวทางที่ต่างออกไปได้เลย กลายเป็นว่าสวนโมกข์ทุกวันนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับความหลากหลายสักเท่าไหร่
เขมานันทะ: เป็นคำถามที่น่าสนใจนะครับ เมื่อเราไปเยี่ยมสวนโมกข์ เราถูกต้อนรับเป็นมิตร หรือว่าเป็นบริวารคนใหม่ ต่างกันนะครับ (นิ่งเงียบนาน)
มิตรที่ดีเป็นเหมือนแผ่นดินที่เชื่อมกันเป็นผืนเดียว แต่มิตรที่ไม่ดีก็เป็นเหมือนรอยร้าวของชีวิต ศัตรูคือมิตรที่แปรพักตร์ไปเท่านั้น ถ้ายังไม่แปรพักตร์ ก็ไม่ใช่ทั้งมิตร ไม่ใช่ทั้งศัตรู
วิจักขณ์: มิตรที่ดีก็ต้องตักเตือนกันได้ด้วยใช่ไหมครับ
เขมานันทะ: ครับ มิตรที่ดีต้องตักเตือนกันได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ ท่านอาจารย์สวนโมกข์เป็นแบบอย่างตรงนี้มาก แต่ชาวพุทธบ้านเรามักมองการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการคุ้ยเขี่ย สร้างปัญหา หรือไม่ให้ความเคารพ แต่จริงๆแล้วการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งดีนะครับ
การวิพากษ์วิจารณ์ เป็นการขมวดปม เพราะถ้าไม่มีใครช่วยขมวดปมให้ เราจะงงมาก เราจะสับสนมากๆว่าอะไรเป็นอะไร การปล่อยวางทั้งที่ยังไม่เห็นการถักทอของปมปัญหา ย่อมไม่สามารถนำมาซึ่งปัญญาได้
................
วิจักขณ์: ตะกี๊อาจารย์บอกว่า "ศัตรูคือมิตรที่แปรพักตร์ไป"
เขมานันทะ: ถ้ายังไม่เป็นเพื่อนกันนี่ ศัตรูก็ไม่เกิดครับ
วิจักขณ์: แล้วในสถานการณ์ตอนนี้ คือจริงอยู่ คนไทยอาจจะเคยรักกัน แต่มาถึงตอนนี้คนไทยก็ไม่ได้รักกันนัก เมื่อรู้สึกเป็นศัตรูกันไปแล้ว ธรรมะจะกลับมาทำให้เป็นมิตรได้ง่ายดายแบบในมิวสิควีดีโอเลยเหรอครับ
เขมานันทะ: ความขัดแย้งนี่เป็นจุดที่มิตรภาพแบกทานไม่ไหวครับ ขัดแย้งมากเข้าก็แตกกัน เหมือนกับคนเล่นไพ่ มองแง่หนึ่งเป็นเพื่อนกัน มองอีกแง่หนึ่งกำลังจะกินกัน
วิจักขณ์: แล้วถ้าจะให้ศัตรูกลับมาเป็นมิตรล่ะครับ
เขมานันทะ: เป็นเรื่องที่นับว่าน่าอนุโมทนา ถ้าทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตรได้ นับว่าวิเศษเลยครับ แต่ในลักษณะสังคมที่แบ่งกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน พอแตกจากกลุ่มนี้ก็ไปเข้ากลุ่มโน้นครับ ดูการเมืองเป็นตัวอย่าง การย้ายพรรคย้ายกลุ่มต่างๆ พรรคกลายเป็นที่หลบหลีก ....เลี่ยงที่จะเปลี่ยนนิสัย
พี่หนึ่ง (เพื่อนร่วมสนทนา): แล้วถ้าเราจะฝึกการให้ความปรารถนาดีกับคนที่เราไม่ชอบ จะต้องเริ่มยังไงครับ
เขมานันทะ: เป็นอุดมการณ์ของชาวพุทธนะครับ ที่ปรารถนาดีแม้แต่กับศัตรู หรือกับคนที่เกลียดเรา เป็นอุดมการณ์ เป็นเสมือนธงที่โบกพลิ้วว่าเราจะถือหลักกันแบบนี้ เราจะวางท่าทีกันแบบนี้ แต่ในภาคปฏิบัติเราก็ไม่สามารถทำได้เท่าที่อุดมการณ์เราวางไว้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาครับ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ยอมรับได้
วิจักขณ์: คือก็ต้องยอมรับให้ได้ด้วย ว่าตอนนี้มันก็เป็นแบบนี้ เรายังมีข้อจำกัด เรายังมีอคติต่อกัน
เขมานันทะ: ใช่ครับ
วิจักขณ์: มันเหมือนว่าเราเคยรักกันมาก่อน แต่จะให้กลับมารักกันอีกในตอนนี้มันยาก เพราะหลายอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว ต้องทำความเข้าใจกันใหม่
เขมานันทะ: ความเชื่อที่ว่าคนที่รักกัน คือ คนที่เคยพบกันแล้วเมื่อชาติปางก่อน มีเสน่ห์ในทางศาสนามาก เราเคยร่วมศรัทธากันมาแล้ว ถ้าบุคคลเชื่อก็มีผลจริงเหมือนกัน เช่นคนรักจะแยกจากกันไป คิดไปว่ารักกันมาตั้งกี่ภพชาติแล้ว จะเลิกร้างหมางเมินกันไปได้อย่างไร
แต่นี่เราใช้เหตุผลในกรณีหนึ่ง(ตอนเกลียดกัน) แต่เราใช้ศรัทธาในอีกกรณีหนึ่ง(ตอนรักกัน) มันจึงโยกโคลงไม่แน่นอน ชาวพุทธเป็นแบบนี้ครับ แต่โดยข้อเท็จจริงนั้นหลายเรื่องเราปฏิบัติกันอยู่แล้ว เช่น นาย ก นินทา นาย ข เราไปเจอนาย ก นาย ก ถามว่านาย ข นินทาอะไรชั้น เราช่วยโกหกให้ เปล่าเค้าไม่ได้ว่าอะไร เราโกหกแต่ว่ามันเกิดผลดีขึ้นมา หรือกรณีที่คุณพ่อสูบบุหรี่แล้วสอนลูกว่าอย่าสูบนะ ผมมองว่ามีเหตุผลด้วยอำนาจของความรักและหวังดีต่อลูก เขายังอุตส่าห์ห้ามนะ แต่โลกสมัยใหม่ไม่เป็นอย่างนั้นครับ ลูกจะสวนกลับเลยว่าพ่อยังทำไม่ได้ อย่ามาพูดเลย ความสัมพันธ์ฉันมนุษย์ก็สิ้นสุดลงครับ เมื่อสื่อกันไม่ได้ก็จบ แต่สำหรับผมการปกป้อง คนที่เรารักเป็นกิจที่น่าสรรเสริญ เพราะมันทำให้ความหมายของคำว่าความรักเต็มเปี่ยมขึ้นมาเสมอ
วิจักขณ์: คือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ยังคงรักษาศรัทธาในกันและกัน เพื่อที่การสื่อสารจะได้เกิดขึ้นได้
เขมานันทะ: ครับ
วิจักขณ์: แล้วอาจารย์เห็นด้วยมั้ยครับ ว่าเอาชนะใจศัตรู คือ เขาตบแก้มซ้ายเรา เราก็ยื่นแก้มขวาให้เขาตบ
เขมานันทะ: ไม่ใช่เป็นการประชดประชันนะครับ
วิจักขณ์: (หัวเราะ) ไม่ได้ประชดครับ เอาจริงๆ คือ เรายอมถูกกระทำเพื่อเอาชนะใจศัตรูให้ได้
เขมานันทะ: ความเป็นไปได้มีเสมอนะครับ ...และความเป็นไปไม่ได้ก็มี เป็นพื้นฐานของมัน ขึ้นกับบุคคลนั้นๆ [วิจักขณ์: (หัวเราะ) ..เขาอาจจะฆ่าเราก็ได้] คนบางคนกล้าหาญ ชอบท้าทาย แต่คนบางคนไม่ชอบครับ คนไม่เหมือนกัน
แต่ยังไงเสีย ความเกลียดก็เป็นสิ่งที่น่าชิงชังที่สุดครับ มันรู้จักยาก ถ้าไม่แม่นยำในวิปัสสนาแล้วจะมองไม่เห็น ความเกลียดมันทำลายความสุข ทำลายความยุติธรรม มันเหมือนแบคทีเรีย เราเกลียดใครนี่บรรยากาศสูญเสียหมดเลยครับ เรานั่งคุยกับเพื่อนอยู่ เราเห็นบุคคลที่เราเกลียดเดินเข้ามา ดอกไม้ถึงกับกลายเป็นของเหม็นไปเลย
ความเกลียดความชิงชัง ที่จริงมันทำลายจิตใจของเจ้าตัวนั่นเองครับ เวลาเกลียดใคร คนที่ถูกเกลียดไม่รู้เรื่องด้วย
วิจักขณ์: มีธรรมะเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ท่ามกลางความขัดแย้งนี่ยากเหมือนกันนะครับ อาศัยความกล้า ความอดทน ความพากเพียร ความซื่อตรง จนหัวจิตหัวใจกว้างใหญ่ มั่นคง อ่อนโยน เป็นมิตรเหนือเหตุเหนือผล เหนือถูกเหนือผิด มันยากจนหลายคนอาจขอพึ่งอย่างอื่นที่ง่ายกว่า เพราะไม่อยากทนทุกข์ไปแบบนี้ สมัยอาจารย์หนุ่มๆ อาจารย์เคยมีประสบการณ์ในไสยศาสตร์ หรือมนต์ดำบ้างมั้ยครับ
เขมานันทะ: ไสยศาสตร์ตามตัวแปลว่า ศาสตร์ที่ดีกว่า คือดีกว่าไม่มีครับ สมมติว่าเราต้องเดินทางไปคนเดียวในที่เปลี่ยว ต้องทำไสยศาสตร์ครับ อย่างควานช้างจะไปหาช้างตัวใหม่ ก็ต้องทำพิธีไสยศาสตร์ เพื่อความเชื่อมั่น ต้องทำพิธี
วิจักขณ์: ทำไว้ดีกว่าไม่มี หรือทำไว้ดีกว่าไม่ทำ
เขมานันทะ: แต่บางท่านแปลไสยศาสตร์ว่า ศาสตร์แห่งการหลับ ก็ได้เหมือนกัน แต่ดูแล้วแปลตามใจฉันเสียมากกว่า
วิจักขณ์: แสดงว่าไสยศาสตร์ก็มีประโยชน์ของมัน
เขมานันทะ: แน่นอนครับ มันขึ้นกับเจตนารมณ์ในการกระทำนั้น ไสยศาสตร์นั้นเรื่องหนึ่ง พิธีนั้นอีกเรื่องหนึ่ง ชาวบ้านนั้นสนใจไสยศาสตร์ไม่มากเท่าสนใจในพิธี ยิ่งไม่รู้เท่าไหร่ก็ยิ่งขลังเท่านั้น
เมื่อสองวันนี้มีคนหนึ่งอยู่ในซอยเดียวกันนี้เพิ่งซื้อรถคันใหม่ เขาขับมาขอให้ผมเจิม ผมก็เจิมให้ บอกว่าคาถาประจำรถคือ "ขับอย่าประมาท" ดูแกจะงงๆอยู่ครับ (หัวเราะ)
พี่หนึ่ง (เพื่อนร่วมสนทนา): อาจารย์ต้องพูดเป็นภาษาบาลีมั้งครับ จึงจะเกิดความขลังขึ้นมา ทำให้เขาไม่รู้ว่าอาจารย์ทำอะไรกับรถของเขาอยู่ (หัวเราะ)
เขมานันทะ: (หัวเราะ) ผมไม่กล้าถึงขนาดนั้นครับ คือเราช่วยให้เขาพ้นจากความกลัวนะ แม้ชั่วคราว แต่ถ้าให้ชักนำไปในทางมืดอีก ไม่เอาด้วยครับ
วิจักขณ์: ดูแล้วไสยศาสตร์กับพุทธนี่มันต่างกันนิดเดียวเองนะครับ ไสยศาสตร์ดูจะขับเคลื่อนจากความกลัว แต่พุทธนั้นขับเคลื่อนด้วยความกล้า ...ความกล้าเผชิญ กล้ายอมรับความจริง
เขมานันทะ: เป็นการอธิบายที่ดีครับ
วิจักขณ์: แต่ว่าดูภายนอกก็อาจจะคล้ายกัน ไม่ต่างกันเท่าไหร่
เขมานันทะ: สิ่งที่มาคู่กับมนตรา คือคาถา เมื่อศิษย์ไปเรียนมนตรา อาจารย์สั่งว่า ถ้าเจอเสือให้ร่ายคาถา แต่ว่าต้องวิ่งขึ้นต้นไม้ด้วยเพื่อช่วยแรงคาถา (หัวเราะ) เป็นเรื่องเล่าขำๆครับ ...เชื่อแรงคาถาเพื่อให้มันขึ้นครับ ที่เรียกว่าของขึ้น
วิจักขณ์: ในทางโลก คนใช้ไสยศาสตร์กัน เช่น สาปแช่ง เล่นของ มุ่งหวังทำร้ายคนอื่น แล้วที่พุทธศาสนาบอกว่าคนที่มีธรรมะ ถึงจะโดนสาปแช่ง ถึงจะโดนเล่นของ ก็ยังปลอดภัย...
เขมานันทะ: ผมเห็นด้วยครับ
วิจักขณ์: อาจารย์อธิบายยังไงครับ เพราะคนที่โดนสาปแช่ง โดนของนี่ก็มีนะที่โดนจริงๆ ชีวิตตกต่ำย่ำแย่จริงๆ แล้วคนที่มีธรรมะรอดจากเกมไสยศาสตร์ตรงนี้ได้ยังไง
เขมานันทะ: เรื่องทางโลกขึ้นอยู่กับความเชื่อนะครับ ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องเชื่อในแนวทางเดียวกันจึงจะมีผลครับ ถ้าคนหนึ่งพูดภาษาจีนอีกคนพูดภาษาลาวไม่มีผลเลยครับ อย่างคัมภีร์พิชัยสงครามของพม่ากับไทย เล่มเดียวกันครับ ใช้ร่วมกัน ดังนั้นเมื่อฝ่ายไทยประกอบพิธีอะไรก็มีผลต่อฝ่ายพม่า เพราะเค้าเรียนคัมภีร์เดียวกันมา
วิจักขณ์: ถ้าให้ละเอียดลงไปในเรื่องของจิตใจ เหมือนว่าถ้าใช้ภาษาของความเกลียดชังด้วยกัน ก็ใช้กันได้ แต่ถ้าคนหนึ่งพูดภาษาของความเกลียดชัง แช่งมา แล้วเราพูดภาษาของความรัก ตอบไป มันก็ไม่มีผลต่อกัน เพราะมันพูดกันคนละภาษา
เขมานันทะ: สังเกตได้แม่นยำทีเดียวครับ
วิจักขณ์: แต่ขณะที่เราพูดกันคนละภาษา ถ้าจะได้ผลจริงอาจต้องไปสู่อีกขั้นหนึ่ง คือ การเข้าไปเรียนภาษาของเขาและแปลเป็นภาษาของเราได้ด้วย รับฟังความเกลียดชังของเขาได้ด้วยความเข้าใจ พร้อมที่จะเดินเข้าไปหา และแปรเปลี่ยนความเกลียดชังนั้นเป็นพลังของความรักได้ อย่างนั้นหรือเปล่าครับ
เขมานันทะ: ใช่ครับ คล้ายๆว่าต้องรู้เขารู้เรา อย่างพิธีตัดไม้ข่มนามของพม่า ตอนสู้กับอังกฤษ ทำกันอย่างเอาจริงเอาจัง ฝรั่งไม่เข้าใจความหมาย มันเอาปืนยิงตู้มเข้าไป วิ่งหนีกันแทบไม่ทัน เรียกได้ว่า หากจะได้ผลจริงต้องรู้ทางกันและกัน แต่หากจะให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น ก็ต้องรู้ให้ถึงใจของกันและกัน นั่นถือเป็นหลักชัย ที่ต้องอาศัยการก้าวเดิน
ไพ่ใบสุดท้าย ในอ้อมกอดอำมหิต
ที่มา มติชน มีทั้งความผิดหวัง, ความฉงน และการบรรลุสัจธรรมต่อการปรับ ครม.ครั้งสุดท้ายนี้ รัฐมนตรีที่ได้รับความไว้วางใจน้อยได้ดำรงตำแหน่งต่อไป ส่วนรัฐมนตรีที่ไม่ถูกอภิปรายเลยกลับถูกปรับออก "พรรค" ร่วมรัฐบาลก็ยังคงเดิม เพียงแต่นำเอาก๊วนเก่าออกไป แล้วนำก๊วนใหม่เข้ามาแทนที่ เสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภา อาจมาจาก ส.ส.ของ "พรรค" คู่แข่ง แต่อยู่ในก๊วนของ "พรรค" ร่วมรัฐบาล
"พรรคการเมือง" ในความคิดของนักร่างรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา พังยับอย่างโจ่งแจ้งกว่าเมื่อครั้งตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เราจะหาเหตุผลอะไรมาสนับสนุนเอกสิทธิ์ของ "พรรคการเมือง" และเงินงบประมาณอุดหนุน "พรรคการเมือง" อีกต่อไป
(ถ้าถือว่ารัฐธรรมนูญถูก "ฉีก" ไปแล้ว จะ "ฉีก" ใหม่ทั้งฉบับด้วยการรัฐประหาร ก็ถือว่าชอบธรรมแก่คนบางกลุ่ม... อีกแล้วครับท่าน)
อ้อมกอดอำมหิตที่เป็นปัจจัยสำคัญในการตั้งรัฐบาลนี้ กระชับขึ้นอย่างดิ้นไม่หลุด อ้อมกอดนี้เป็นอ้อมกอดอำมหิต เพราะรัดใครแล้วทำให้หมดเรี่ยวแรงขัดขืน จึงไม่มีวันหลุดจากอ้อมกอดได้ จนกว่าอ้อมกอดอำมหิตจะคลายเองเมื่อถึงเวลา
รัฐบาลนี้ถูกเรียกว่า "เทพประทาน" มาแต่ต้น เพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามาจากการอุ้มของชนชั้นนำหลายกลุ่ม แต่ถึงจะอุ้มอย่างไร ก็ต้องอุ้มประทานมาในเงื่อนไขของอ้อมกอดอำมหิต แม้มีก๊วนการเมืองนอกอ้อมกอดเข้ามาร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่ก๊วนเหล่านั้นหาได้มีเอกภาพเหมือนอ้อมกอดอำมหิตไม่ ดังนั้น ภายใต้อ้อมกอดนี้ รัฐบาลจึงมีอำนาจต่อรองกับอ้อมกอดไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งใน ครม. หรือเมื่อถึงคราวคับขัน ก็ต้องเลือกอ้อมกอดไว้ก่อนเสมอ
บอกแล้วว่าอ้อมกอดนี้อำมหิต รัดแล้วหมดแรง อย่าดิ้นเสียให้ยาก ไม่คลายจนกว่าจะถึงเวลา
ปัญหาที่น่าสนใจอยู่ที่ว่า ชนชั้นนำตกอยู่ในอ้อมกอดอำมหิตด้วยหรือไม่ ดูเหมือนฝ่ายชนชั้นนำเป็นผู้กอดเสียเอง เมื่อตอนแรกตั้งรัฐบาล แต่ระวัง อ้อมกอดอำมหิตอาจอ้าแขนออกโอบรัดชนชั้นนำกลับคืนได้ และการต่อต้านการชุมนุมใหญ่ที่ผ่านมา ก็ดูจะส่อให้เห็นว่าชนชั้นนำบางกลุ่มอาจกำลังตกอยู่ในอ้อมกอดอำมหิตไปเสียแล้ว หมายความว่าเสรีภาพที่เคยมีในการดำเนินการทางการเมืองเบื้องหลัง กำลังจะหมดเรี่ยวหมดแรง ภายใต้เงาอำมหิตนั้น
ในเกม "ประชาธิปไตย" ซึ่งอยู่ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ อย่างไรเสียก็หนีการเลือกตั้งไปไม่พ้น การเลือกตั้งจึงเหมือนความตาย ไม่มีใครหลีกหนีได้พ้น
และเหมือนความตายแก่รัฐบาลมากขึ้นไปอีก เพราะตราบจนถึงการล้อมปราบอย่างเหี้ยมโหดในเดือนเมษา-พฤษภา เลือกตั้งเมื่อไร รัฐบาล "ตาย" แน่นอน หลังการล้อมปราบ อาจเป็นไปได้ว่าคะแนนเสียงของพรรคฝ่ายค้านอาจลดลงโดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ ทำให้พรรคแกนกลางรัฐบาลอาจสามารถรวบรวมคะแนนเสียงกลับมาเป็นรัฐบาลใหม่ได้
แต่ที่หลีกหนีไม่พ้นคือ เป็นรัฐบาลภายใต้อ้อมกอดอำมหิตอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีอะไรที่พอเป็นดัชนีชี้วัดที่น่าเชื่อถือถึงผลการเลือกตั้งใหญ่ ที่อย่างไรเสียก็ต้องมาในปีหน้า พรรคฝ่ายค้านยังอาจเก็บคะแนนได้ท่วมท้นอีกเหมือนเคยก็ได้ ถึงไม่ได้คะแนนกึ่งหนึ่ง ก็มากพอที่จะรวบรวมก๊วนต่างๆ ขึ้นจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ถึงตอนนั้นประชาธิปัตย์ภายใต้อ้อมกอดอำมหิต ก็จะกลายเป็นฝ่ายค้าน
เพราะอ้อมกอดอำมหิตนี้เอง แม้มีประโยชน์ในสภา แต่เป็นภาระหนักอึ้งแก่ประชาธิปัตย์ในเขตเมือง เพราะการเลือกประชาธิปัตย์ย่อมหมายถึงการยอมรับ "ยียาธิปไตย" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ "ยียาธิปไตย" เป็นหนึ่งในข้อโจมตีของ พธม.ต่อระบอบเลือกตั้ง จริงอยู่ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาล ก็หนี "ยียาธิปไตย" ไม่พ้น แต่เพราะความอ่อนแอของพรรคเพื่อไทยในเขตเมือง จึงทำให้คนชั้นกลางในเมืองมีอำนาจต่อรองให้ "ยี้" ได้ว่าการกระทรวงไม่สำคัญได้
(นอกเรื่องตรงนี้หน่อย ที่จริงแล้ว พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคเดียวที่สามารถประกาศรายชื่อรัฐมนตรีสำคัญก่อนการเลือกตั้งได้ ถ้าไม่มี "ยี้" อยู่เลย ก็จะทำให้คะแนนเสียงของพรรคในเขตเมืองดีขึ้น แหะๆ... ถ้ามีคนที่พอจะรับได้เป็นนายกฯ)
ความเป็นไปได้ทั้งสองทางเช่นนี้นำความหวาดวิตกแก่ชนชั้นนำ กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างยิ่ง เพราะอภิสิทธิ์ (หรือประชาธิปัตย์) คือไพ่ใบสุดท้ายของเกมที่ยังใช้กติการัฐธรรมนูญ หมดไพ่ใบนี้ก็หมดหน้าตัก
นี่คือเหตุผลที่ว่า ยุบสภาเป็นข้อเรียกร้องที่หัวเด็ดตีนขาดก็รับไม่ได้ (หัวและตีนคนอื่นนะครับ) ต้องมีเวลาสำหรับทำให้ผลการเลือกตั้งมีอันตรายต่อชนชั้นนำน้อยที่สุด ปัญหาอยู่ที่ว่า เวลาอีกปีเศษที่เหลือนี้เพียงพอสำหรับการนี้หรือไม่
เกมรัฐธรรมนูญจึงเป็นเกมอันตรายแก่ชนชั้นนำ เพราะเกมนี้ต้องมากับการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความพยายามที่จะทำให้การเลือกตั้งด้อยความสำคัญลง ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนหรือล้มเลิกระบบเลือกตั้งได้ (โดยเฉพาะในสภาผู้แทนฯ)
ทางเลือกของชนชั้นนำจึงมีไม่มากนักในเกมนี้ อ้อมกอดอำมหิตทำให้ต้อง "เทพประทาน" รัฐบาลกันตลอดไป ปัญหาอยู่ที่ว่า คนชั้นกลางระดับกลางในเขตเมืองจะทนกับ "เทพประทาน+ยียาธิปไตย" ไปได้นานเพียงใด
จะหนีให้พ้นจากอันตรายของเกมนี้จึงเหลืออยู่ทางเดียว นั่นคือล้มกระดาน หลังการล้อมปราบและจลาจลที่เกิดขึ้น ดูเหมือนการล้มกระดานน่าจะทำได้ง่ายขึ้น เพราะฝ่ายซึ่งอาจต่อต้านจัดองค์กรขึ้นเคลื่อนไหวต่อต้านไม่ทัน ฉะนั้นอย่างน้อยก็ล้มกระดานได้สำเร็จ และน่าจะรักษาอำนาจได้ระยะหนึ่ง
แต่เกมล้มกระดานก็ใช่จะเป็นเกมที่เล่นได้ง่ายๆ เช่นกัน หากจะเตรียมตัวกลับเข้าสู่เกมรัฐธรรมนูญในวันข้างหน้า ก็ต้องมีเวลาเว้นวรรคนานพอที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่มีอันตราย แต่จะนานเกินไปก็เป็นไปไม่ได้สำหรับเมืองไทยในปัจจุบัน และการเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบัน
แม้แต่จะหาคนมาเป็นผู้นำของระบอบล้มกระดาน ก็ใช่จะหาง่ายอีกเช่นกัน เพราะฝ่ายชนชั้นนำยังเหลือใครที่มีทั้งกึ๋นและเป็นที่ยอมรับของคนหมู่มากอีกหรือ
อำนาจอย่างที่สฤษฎิ์ ธนะรัชต์ มีเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอเสียแล้วที่จะนำระบอบล้มกระดานได้นานๆ แต่รัฐบาลนั้นต้องมีกึ๋นหรือฝีมือด้วย ไม่ใช่ฝีมือในการบริหารงานเพียงอย่างเดียวด้วย แต่หมายถึงฝีมือที่จะนำไปสู่ทิศทางที่จะทำความพอใจมาแก่คนอีกจำนวนมาก ซึ่งเกิดสำนึกทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน นั่นหมายความว่าฝีมือของผู้นำอาจขัดต่อผลประโยชน์ของชนชั้นนำเองด้วย (เช่นผลักดันการปฏิรูปที่ดินจริงๆ มากกว่าการโฆษณาหาเสียง)
ระบอบล้มกระดานจะตั้งอยู่ให้นานพอสำหรับรักษาระบบการเมืองที่เอื้อประโยชน์ชนชั้นนำได้ ก็ต้องเป็นระบอบที่เรียกกันว่า Enlightened Despotism
Despotism นั้นเล่นง่าย และมีคนอาสาจะเล่นอยู่มาก แต่ Enlightened นี่สิ เล่นยาก ส่วนใหญ่ของระบอบนี้อาศัยการโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือในการรักษาความเป็น enlightened เอาไว้ แต่เราอาจใช้การโฆษณาชวนเชื่อไปจนหมดพลังแล้วก็ได้
ในท่ามกลางสังคมไทยที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว ระบอบล้มกระดานหาได้เล่นได้ง่ายไปกว่าระบอบที่ต้องอาศัยรัฐธรรมนูญเป็นกติกาไม่
แม้กระนั้น ก็เป็นไปได้ว่าจะเกิดการเก็งผิดสักวันหนึ่งข้างหน้า
เปิด "คำร้อง" กกต. VS. "ข้อชี้แจง" ปชป. ในคดียุบพรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศ

หมายเหตุ : คัดบางส่วนที่สำคัญมาจากคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ และคำชี้แจงข้อกล่าวหาที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นต่อศาล โดยศาลจะเริ่มพิจารณาคดีนัดแรกในปลายเดือนมิถุนายนนี้
------------------
@ ข้อกล่าวหาจาก กกต.
บริษัทที่รับช่วงงานจ้างเหมาทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้บริษัท เมชไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ในห้วงเวลาดังกล่าวมีรายใหญ่เพียง 2 ราย คือ บริษัท ชัยชวโรจน์ จำกัด และบริษัทพีจีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เมื่อตรวจสอบประวัติของ 2 บริษัท เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรยืนยันว่าไม่ได้มีการประกอบการจริง สอดคล้องกับเส้นทางการเงินตาม Statement ของบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวัน ธนาคารกสิกรไทยสาขารังสิต ของบริษัท เมชไซอะฯ บัญชีเลขที่ 183-1-06108-8 ที่ไม่ปรากฏข้อมูลว่ามีการจ่ายเงินให้กับทั้งสองแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบเอกสารรายงานทางการเงินที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นรายงานต่อ กกต. ปรากฏหลักฐานเพียงใบแจ้งหนี้กับรายการจ่ายเช็คให้กับบริษัท เมชไซอะฯ โดยไม่ปรากฏสัญญาว่าจ้าง รายละเอียดการตรวจรับงานจ้าง หรือภาพตัวอย่างป้าย หรือภาพการติดตั้งป้ายดังเช่น โครงการอื่นๆ ของพรรคที่จัดทำในห้วงเวลาเดียวกัน ประกอบกับจากคำให้การของ น.ส.อาภรณ์ รองเงิน สมุห์บัญชีเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งปี 2548 และนางกฤษณา เรืองภักดี ให้การว่าพรรคจะเตรียมการและทยอยทำป้ายฟิวเจอร์บอร์ดหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง โดยใช้เงินพรรคซึ่งโอนมาไว้ในบัญชีเลือกตั้งจ่ายไปก่อน สอดคล้องกับคำชี้แจงข้อเท็จจริงของนายประจวบ สังขาว ซึ่งชี้แจงว่าได้ใช้เงินในส่วนที่ได้รับจ่ายบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จ่ายค่าทำป้ายซึ่งได้จัดทำช่วงเดือนพฤศจิกายน 2548 ภายหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548
สำหรับกรณีการรายงานการใช้จ่ายเงินของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 23,314,200 บาท เพื่อจัดทำป้ายฟิวเจอร์บอร์ด จากข้อเท็จจริงพบว่า พรรคสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยกระทรวงการคลัง เลขที่ 2899102 ลงวันที่ 10 มกราคม 2548 จำนวน 23,314,200 บาท ให้บริษัท เมชไซอฯ แต่เมื่อ บริษัท เมชไซอะฯได้รับเงินดังกล่าวกลับมิได้ใช้จ่ายดำเนินการตามโครงการ โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า บริษัทได้จ่ายเงินส่วนใหญ่ให้กับบุคคลต่างๆ ที่ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน และมีหลักฐานว่าได้จ่ายให้กับบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่อโฆษณาเพียง 1,410,726.97 บาท โดยบริษัท เมชไซอะฯได้ออกใบสำคัญรับเงิน 23,314,200 บาท ลงวันที่ 10 มกราคม 2548 ให้พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าเป็นค่าป้าย P.P BOARD (ฟิวเจอร์บอร์ด) ประกอบกับเมื่อตรวจสอบการหักภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ บริษัท เมชไซอะฯนำส่งสรรพากร ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2547 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2548 (ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่คณะกรรมการกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง อนุมัติวงเงินให้พรรคประชาธิปัตย์จนถึงวันที่พรรคชำระเงินให้บริษัท เมชไซอะฯ) ค่าใช้จ่ายในการซับงานส่วนใหญ่ เป็นรายการจ้างเหมาบริษัท ชัยชวโรจน์ จำกัด และบริษัทพีจีซีฯ ซึ่งบริษัททั้งสองถูกสั่งเพิกถอนการออกใบกำกับภาษี
กรณีจึงน่าเชื่อได้ว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งใบสำคัญรับเงินฉบับนี้ประกอบการรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคที่ได้รายงานต่อ กกต. ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ควรได้รู้อยู่แล้วว่าเป็นใบสำคัญที่มิได้ดำเนินการจริง เนื่องจากการจัดทำป้ายฟิวเจอร์บอร์ด ของ บริษัท เมชไซอะฯได้ใช้เงินของ บริษัท ทีพีไอฯ และได้ดำเนินการไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2547 ดังนั้นหลักฐานใบสำคัญรับเงินของบริษัท เมชไซอะฯ ซึ่งเป็นเอกสารประกอบรายงานการใช้จ่ายเงินที่พรรคประชาธิปัตย์ และได้บันทึกในรายงานการใช้จ่ายเงินยื่นต่อ กกต.จึงไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง
จากข้อเท็จจริง กรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองโครงการฟิวเจอร์บอร์ด เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ สามารถแยกได้เป็น 2 กรณี คือ
1.กรณีพรรคประชาธิปตย์จ้างบริษัท เมชไซอะฯจัดทำฟิวเจอร์บอร์ดตามใบสำคัญจ่าย 23,314,200 บาท ซึ่งกรณีนี้ กกต.พิเคราะห์แล้วเห็นว่า
พรรคประชาธิปัตย์นำเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ไปใช้จ่ายไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้
ก.เรื่องระยะเวลาดำเนินการ จากการสอบสวน เส้นทางการเงิน และข้อมูลทางภาษี เชื่อได้ว่าพรรคปจัดทำป้ายก่อนได้รับอนุมัติให้ปรับเปลี่ยนวงเงินในโครงการฟิวเจอร์บอร์ด จาก 19 ล้านบาท เป็น 27 ล้านบาท
ข.ขนาดของป้ายไม่เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติ เนื่องจากขนาดของป้ายที่ระบุ ในใบสำคัญจ่ายเป็นขนาด
1.2x3.4 เมตร แต่โครงการที่ได้รับอนุมัติระบุขนาดป้ายไว้ 1.3x3.4 เมตร นอกจากนี้ใบสำคัญจ่ายทั้ง 40 ล้านบาท (ซึ่ง 40 ล้านบาทนี้ ได้รวมค่าใช้จ่ายในส่วนของเงินกองทุนฯ 27 ล้านบาทด้วย) พรรคยื่นรายงานต่อ กกต.มีขนาดไม่ตรงตามที่ได้รับอนุมัติแต่อย่างใด
2. พรรคประชาธิปัตย์รายงานการใช้จ่ายไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้
ก.การออกหลักฐานใบสำคัญรับเงิน และใบส่งของ ของบริษัท เมชไซอะฯที่ออกให้พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อชำระมูลนี้ค่าป้ายฟิวเจอร์บอร์ด 23,314,200 บาท ขัดต่อข้อเท็จจริงที่ได้ดำเนินการไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2547 แล้วโดยใช้เงินที่ได้รับจากบริษัท ทีพีไอฯ ซึ่งกรณีนี้พรรคได้รู้หรือควรต้องรู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่พรรคกลับใช้หลักฐานที่ไม่ถูกต้องดังกล่าวยื่นประกอบการรายงานการใช้จ่ายเงินต่อ กกต.โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ได้ลงนามในหนังสือรายงานการใช้จ่ายเงินต่อ กกต.
ข.จากเส้นทางการเงินและข้อมูลทางภาษี จะเห็นได้ว่าเมื่อพรรคจ่ายเช็คให้บริษัท เมชไซอะฯ จำนวน 23,314,200 บาท เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 ในวันรุ่งขึ้น บริษัท โดยนายประจวบได้เบิกจ่ายเงินให้กลุ่มบุคคลต่างๆ โดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ประกอบกับข้อมูลทางภาษี มีการใช้ใบกำกับภาษีที่ออก โดยบริษัทที่ถูกกรมสรรพากรเพิกถอนใบกำกับภาษี เนื่องจากไม่มีการประกอบการจริงมาแสดง จึงเชื่อได้ว่าการออกใบสำคัญรับเงินดังกล่าว เป็นการออกโดยไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง
กกต.พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์นำเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนไปใช้จ่ายไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้
1.เรื่องระยะเวลาดำเนินการ จากการสอบสวน เส้นทางการเงิน และข้อมูลทางภาษี เชื่อได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จัดทำป้ายก่อนได้รับอนุมัติให้ปรับเปลี่ยนวงเงินในโครงการฟิวเจอร์บอร์ดถูกต้อง จาก 19 ล้านบาท เป็น 27 ล้านบาท
1.2 กรณีนี้จากการตรวจสอบใบสำคัญจ่ายไม่มีการระบุขนาดของป้ายไว้ ใบสำคัญจ่าย และไม่มีใบส่งของแนบประกอบรายงานการใช้จ่ายเงินแต่อย่างใด
2.พรรคประชาธิปัตย์รายงานการใช้จ่ายไม่ถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้
จากคำให้การของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ซึ่งให้การว่า เงินที่ได้รับสนับสนุนจากกองทุน 27 ล้านบาท ได้ว่าจ้างนายประจวบ 23 ล้านบาท และว่าจ้าง น.ส.วาศินี และเป๋ โปสเตอร์ ประมาณ 4 ล้านบาท สอดคล้องกับคำให้การของ น.ส.วาศินี ที่ให้การว่าได้รับงานจากพรรคประมาณ 4 ล้านบาท แต่นายธงชัยสั่งการให้ออกใบสำคัญจ่ายจำนวน 2,093,713.04 บาท เมื่อวัน 12 มกราคม 2548 ฉะนั้นในกรณีนี้พรรคได้รู้หรือควรต้องรู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่พรรคกลับใช้หลักฐานที่ไม่ถูกต้องนั้นมายื่นประกอบรายงานการใช้จ่ายเงินต่อ กกต.
พฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 และ 94 จึงเห็นชอบให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 93
**********************************************
@ คำแก้ข้อกล่าวหาของ ปชป.
1.พรรคไม่ได้รับเงินจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) 258 ล้านบาท ส่วนที่บริษัท ทีพีไอฯทำสัญญากับบริษัท เมซไซอะฯเพื่อประชาสัมพันธ์ ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของทั้งสองบริษัท พรรคไม่ทราบและไม่เกี่ยวข้องด้วย
2.ไม่ได้จัดทำป้ายหาเสียงก่อนได้รับอนุมัติให้ปรับเปลี่ยนวงเงิน เนื่องจากก่อนขอปรับปรุงโครงการ พรรคได้จัดทำป้ายฟิวเจอร์บอร์ด 19 ล้านบาทได้อยู่ก่อนแล้ว และเมื่อประสานภายในกับเจ้าหน้าที่ กกต.แล้วรับแจ้งว่าสามารถปรับปรุงได้โดยเพิ่มเติมงบฯ 8 ล้านบาทไม่มีปัญหา พรรคจึงเตรียมจัดทำป้ายฟิวเจอร์บอร์ดในวงเงิน 27 ล้านบาท ส่วนการโอนเงินให้บริษัท เมซไซอะฯก่อนอนุมัติให้แก้ไขนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากจะรอจ่ายเมื่อได้รับการอนุมัติ ก็จะไม่ทันการเลือกตั้ง และถึงแม้ภายหลังคณะกรรมการกองทุนฯไม่อนุมัติให้เปลี่ยน พรรคก็ต้องคืน 8 ล้านบาทให้กองทุน
3.สาเหตุที่ขนาดป้ายตามใบสำคัญรับเงินของบริษัท เมซไซอะฯ กับขนาดป้ายที่ทำจริงไม่ตรงกันนั้น เป็นความผิดพลาดจากการพิมพ์ของผู้ผลิต
4.ผู้ที่มีอำนาจทำความเห็นให้มีการยุบพรรคการเมือง เพราะเหตุที่ได้มีการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 94 เป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองเพียงผู้เดียวเท่านั้น กกต.ไม่มีอำนาจทำความเห็นในเรื่องดังกล่าวนี้ได้ และกฎหมายก็มิได้บัญญัติให้อำนาจแก่นายทะเบียนที่จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม กกต.เพื่อขอให้ทำความเห็นและลงมติว่าสมควรจะยุบพรรคตามที่ถูกร้องเรียนหรือไม่ ดังนั้น เมื่อนายทะเบียนมีความเห็นให้ยุบพรรคการเมืองใดแล้ว นายทะเบียนจะนำความเห็นดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม กกต.เพื่อให้ความเห็นชอบในการแจ้งต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคนั้นๆ แต่ถ้าเรื่องใดนายทะเบียนเห็นว่าไม่มีการกระทำความผิด ก็เป็นอันยุติ กกต.ไม่มีอำนาจไปก้าวล่วงวินิจฉัยในประเด็นนี้ได้อีก เพราะถือว่าเป็นการก้าวก่ายการใช้ดุลพินิจของนายทะเบียนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันส่งผลให้การทำความเห็นและมติในเรื่องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องแล้ว ปรากฏว่าประเด็นข้อกล่าวหาแรกนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีความเห็นว่าผู้ถูกร้องไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา จึงมีความเห็นไม่ให้ยุบพรรคเป็นที่ยุติ ขณะที่ กกต.ต่างก็ทราบและเข้าใจข้อกฎหมายส่วนนี้เป็นอย่างดีว่าอำนาจพิจารณายุบพรรคนั้นเป็นอำนาจของนายทะเบียนเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่า กกต.มีมติในการประชุมครั้งที่ 144/2552 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ด้วยเสียงข้างมากให้นายทะเบียนมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการยุบพรรคผู้ถูกร้อง นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ก็ได้มีความเห็นให้ยกคำร้องทั้งสองข้อหา เพราะไม่พบการกระทำความผิด ดังปรากฏตามมติ กกต.และรายงานข่าวคำให้สัมภาษณ์ของนายอภิชาต
แต่ปรากฏว่าต่อมาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 นายทะเบียนกลับไม่ทำความเห็นว่าสมควรจะยุบพรรคผู้ถูกร้องหรือไม่ เพียงแต่ได้มีความเห็นเสนอต่อ กกต.ว่า ข้อเท็จจริงที่คณะทำงานของนายทะเบียนได้รวบรวมเพิ่มเติมพบว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจกระทำตามมาตรา 94 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 หรือไม่ก็ได้ และมีความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญจึงส่งเรื่องให้ กกต.ลงมติว่าจะยุบพรรคหรือไม่ ที่ประชุม กกต.ได้ลงมติโดยเสียงข้างมากให้ยุบพรรคทั้งสองข้อหา และหลังจากนั้นในวันที่ 21 เมษายน 2553 กกต.มีมติให้นายทะเบียนร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
การทำความเห็นและการลงมติของ กกต.ดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2551 มาตรา 67 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 95 ย่อมส่งผลให้การทำความเห็นและมติเสียงข้างมากของ กกต.ที่เห็นสมควรให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามประเด็นนี้ได้
ผู้ที่มีอำนาจทำความเห็นให้มีการยุบพรรคการเมืองเพราะเหตุที่ได้มีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 66 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 94 เป็นอำนวนหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองเพียงผู้เดียวเท่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอำนาจทำความเห็นในเรื่องดังกล่าวนี้ได้
ก็มีได้บัญญัติให้อำนาจแก่นายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื้อขอให้ทำความเห็นและลงมติว่าสมควรจะยุบพรรคตามที่ถูกร้องเรียนหรือไม่ ดังนั้น เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นให้ยุบพรรคการเมืองใดแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมืองก็จะนำความเห็นดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อให้ความเห็นชอบในการแจ้งต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นๆ แต่ถ้าเรื่องใดนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่าไม่มีการกระทำความผิดตามที่มีการร้องเรียนเรื่องดังกล่าวก็เป็นอันยุติตามความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอนำาจไปก้าวล่วงวินิจฉัยในประเด็นนี้ได้อีก เพราะถือว่าเป็นการก้าวก่ายการใชดุลพินิจของนายทะเบียนพรรคการเมืองตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ อันส่งผลให้การทำความเห็นและมติในเรื่องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องแล้ว ปรากฏว่าประเด็นข้อกล่าวหาแรกนี้นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีความเห็นว่าผู้ถูกร้องไม่ได้มีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 94 ตามที่ถูกกล่าวหา จึงมีความเห็นไม่ให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องตามประเด็นนี้ เพราะฉะนั้นโดยผลของกฎหมายปัญหาดังกล่าวย่อมรับฟังเป็นยุติตามความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง
คณะกรรมการการเลือกตั้งต่างก็ทราบและเข้าใจข้อกฎหมายส่วนนี้เป็นอย่างดี ว่าอำนาจในการพิจารณายุบพรรคการเมืองนั้นเป็นอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมืองเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 144/2552 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 (เอกสารท้ายคำร้อง 11) โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ลงมติด้วยเสียงข้างมากให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการยุบพรรคผู้ถูกร้องตาม มาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ดังกล่าว นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้มีความเห็นให้ยกคำร้องที่ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองข้อหา เพราะไม่พบการกระทำความผิด ดังปรากฏตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งและรายงานข่าวคำให้สัมภาษณ์ของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ต่อสื่อมวลชน
แต่ปรากฏว่าต่อมาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 นายทะเบียนพรรคการเมืองกลับไม่ทำความเห็นว่าสมควรจะยุบพรรคผู้ถูกร้องหรือไม่ เพียงแต่ได้มีความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ข้อเท็จจริงที่คณะทำงานของนายทะเบียนพรรคการเมืองได้รวบรวมเพิ่มเติมพรรคประชาธิปัตย์อาจมีการกระทำตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 หรือไม่ก็ได้ และมีความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญจึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งลงมติว่าจะยุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ลงมติโดยเสียงข้างมากให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองข้อหา ดังรายละเอียดปรากฏตามมติที่ 41/2553 ลงวันที่ 12 เมษายน 2553 (เอกสารท้ายคำร้อง 14) และหลังจากนั้นในวันที่ 21 เมษายน 2553 คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้มีมติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
การทำความเห็นและการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2551 มาตรา 67 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 95 ย่อมส่งผลให้การทำความเห็นและมติเสียงข้างมากของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่เห็นสมควรให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามประเด็นนี้ได้
"พร้อมพงษ์"ลุยสอบเขาแพงต่อพบที่ดิน"นิพนธ์"มีโฉนดแต่ชาวบ้านไม่ได้ จับพิรุธน้อง"สุเทพ"ไม่มีที่มารายได้
ที่มา มติชน เมื่อเวลา 13.00 น.ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และคณะทำงานติดตามตรวจสอบกรณีการถือครองที่ดินเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังเข้ายื่นหนังสือต่อรองอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอทราบข้อมูลภาษีของนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในระหว่างปี 2543-2545 เพื่อคำนวนรายได้ในประเทศของนายแทนก่อนที่จะซื้อที่ดินเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จำนวนกว่า 6 ล้านบาท ว่า ล่าสุดจากการตรวจสอบพบว่านายแทน ไม่มีรายได้ในระหว่างเรียนที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อไม่มีรายได้ที่ต่างประเทศคำตอบจึงอยู่ที่รายได้ในประเทศว่านายแทนนำเงินที่ไหนไปซื้อที่ดินเขาแพงเมื่อปี 2544 หรือนายแทนถือครองที่ดินแทนนานสุเทพ นอกจากนี้ยังขอข้อมูลการเสียภาษีในปี 2550 ของนายสามารถ เรืองศรี หรือโกเข็ก นายหน้าค้าที่ดินให้กับนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีด้วย อย่างไรก็ตามรองอธิบดีกรมสรรพากรระบุว่าจะสามารถให้ข้อมูลการเสียภาษีของนายแทนและนายสามารถได้ภายใน 7 วัน
"ที่ดินเขาแพงนอกจากจะมีของนายแทนแล้ว ยังมีของนายนิพนธ์ และเครือญาติ ทั้งที่ประชาชนที่เป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงอย่างนายประธูป ภู่ไพบูลย์ ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ ไม่ได้ ได้แค่ ภทบ. 5 นี่คือสิ่งที่มองว่าประชาชนมีที่ดิน 25 ไร่ ออกไม่ได้ อย่างไรก็ตามหากพบว่าที่ดินของนายนิพนธ์ ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอธิบดีกรมที่ดินเพิกถอนสิทธิ์ที่ดินทันที และดำเนินคดีกับผู้ครอบครองด้วย" นายพร้อมพงศ์กล่าว
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตนจะทำหนังสือถึงนายนิพนธ์ โดยมอบหมายให้ทีมกฎหมายของพรรคยื่นฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ในวันเดียวกันนี้ เวลา 15.30 น. เพื่อขอความอนุเคราะห์ในฐานะที่เป็นนักการเมืองชั้นผู้ใหญ่ และเป็นถึงอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อขอเอกสารหลักฐานการซื้อขาย และการได้มาของที่ดินแปลงดังกล่าว รวมถึงภาพถ่ายที่ดินด้วย ซึ่งคณะทำงาน เตรียมที่จะลงพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อไปตรวจสอบที่ดินของนายนิพนธ์ โดยต้องขอความอนุเคราะห์ให้นายนิพนธ์ นำคณะทำงานลงไปตรวจสอบ และหวังว่าการเดินทางไปครั้งนี้คงไม่มีการใช้วิชามารโดยนำรถแบ็คโฮไปขุดถนนทางขึ้น หรือมีการตั้งมวลชนโดยการจัดตั้งของเลขาฯนักการเมืองเพื่อสกัดกั้นเหมือนอย่างครั้งที่ผ่านมา
"อภิชาต"ตั้งคณะร่วมอสส.7 คน ปชป.ส่อรอดคดียุบพรรค258ล้าน ผู้แทนนายทะเบียนส่วนใหญ่เคยยกร้อง
ที่มา มติชน รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกับคณะทำงานของอัยการสูงสุด (อสส.) ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จากกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาทแล้ว มี 7 คน ประกอบด้วย 1.นายอิศระ หลิมศิริวงษ์ ประธานอนุกรรมการไต่สวนคดียุบพรรค ปชป. 2.นายประธาน วัฒนาวาณิชย์ 3.นายวิจิตร ชัยสาร ที่ปรึกษาประธาน กกต. 4.นายยงเกียรติ อดิเศรษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี กกต. 5.นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง 6.นายกฤช เอื้อวงศ์ ผู้อำนวยการกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และ 7.นายมนตรี เทอดธีระกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวินัยสำนักงานกกต. ดังนั้น เมื่อผู้แทนของนายทะเบียนที่ไปร่วมกับ อสส.ที่มีความเห็นเบื้องต้นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอแล้ว อาจทำให้การพิจารณาของคณะทำงานร่วมได้ข้อยุติไปในทางเดียวกันว่า ไม่เห็นควรให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อยุบพรรค ปชป. และกฎหมายไม่เปิดช่องให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เองตามมาตรา 95 พ.ร.บ.พรรคการเมือง แต่หากคณะทำงานร่วมไม่อาจหาข้อยุติได้ว่า จะส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามกฎหมายนายทะเบียนจะต้องขอความเห็นชอบ กกต.เพื่อยื่นคำร้องเอง
ข่าวแจ้งว่า ผู้แทนนายทะเบียนทั้ง 7 คน มีหลายคนที่เคยเป็นอนุกรรมการไต่สวนและเคยเป็นคณะทำงานของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่เคยมีความเห็นว่าพยานหลักฐานในคดียุบพรรค ปชป.ไม่เพียงพอเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค อาทิ นายอิศระ เป็นหนึ่งในเสียงข้างมากที่เห็นควรให้ยกคำร้องยุบพรรค ปชป. นายยงเกียรตินายมนตรีเป็นเสียงข้างน้อยในคณะทำงานของนายทะเบียนที่ให้ยกคำร้อง ขณะที่นายวิจิตร เห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
รัฐบาล "อภิสิทธิ์" รัฐบาล "เทพประทาน" ในอ้อมกอดอำมหิต
ที่มา ข่าวสด
นิธิ เอียวศรีวงศ์ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ เสนอบทสรุปใหม่อันเกี่ยวกับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านทาง มติชน ได้อย่างชวนให้ขบคิดว่า
เป็นรัฐบาล "เทพประทาน" ใน "อ้อมกอดอำมหิต"
"อ้อมกอดอำมหิตที่เป็นปัจจัยสำคัญในการตั้งรัฐบาลนี้กระชับขึ้นอย่างดิ้นไม่หลุด อ้อมกอดนี้เป็นอ้อมกอดอำมหิตเพราะรัดใครแล้วทำให้หมดเรี่ยวแรงขัดขืน จึงไม่มีวันหลุดจากอ้อมกอดได้จนกว่าอ้อมกอดอำมหิตจะคลายเองเมื่อถึงเวลา"
ประเด็น 1 ที่เสนอให้ขบคิดอย่างฉับพลันทันใดก็คือ อย่างไรคือความหมายของสิ่งที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า "อ้อมกอดอำมหิต"
และอีกประเด็น 1 ที่สำคัญและ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยากรู้เป็นอย่างยิ่งก็คือ เมื่อใดที่ "อ้อมกอดอำมหิต" จะคลายวงรัด
เพราะแม้เป็นรัฐบาล "เทพประทาน" แต่เมื่ออยู่ใน "อ้อมกอดอำมหิต" ย่อมไม่น่ารื่นรมย์
น่าสนใจก็ตรงที่รูปธรรมแห่งการตกอยู่ในภาวะ "อ้อมกอดอำมหิต" ของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นได้จาก 3 ปรากฏการณ์สำคัญ
ปรากฏการณ์ 1 คือ ปรากฏการณ์แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
ปรากฏการณ์ 1 คือ ปรากฏการณ์แห่งรากฐานและอำนาจอันเป็นเครื่องสนองรับต่อความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเดือนธันวาคม 2551
ปรากฏการณ์ 1 คือ ปรากฏการณ์แห่งการปรับครม.ในเดือนมิถุนายน 2553
"ปัญหาที่น่าสนใจอยู่ที่ว่า ชนชั้นนำตกอยู่ในอ้อมกอดอำมหิตด้วยหรือไม่" เป็นคำถามที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอขึ้นแล้วก็ตอบ
"ดูเหมือนฝ่ายชนชั้นนำเป็นผู้กอดเสียเองเมื่อตอนแรกตั้งรัฐบาล แต่ระวัง อ้อมกอดอำมหิตอาจอ้าแขนออกโอบรัดชนชั้นนำกลับคืนได้ และการต่อต้านชนชั้นนำใหญ่ที่ผ่านมาก็ดูจะส่อให้เห็นว่าชนชั้นนำบางกลุ่มอาจกำลังตกอยู่ในอ้อมกอดอำมหิตไปเสียแล้ว"
การจัดตั้งรัฐบาลใน "ค่ายทหาร" จึงมีผลสะเทือนลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง
ต้องยอมรับว่าการดำรงอยู่ของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แตกต่างไปจากการดำรงอยู่ของรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ไม่เพียงแต่แตกต่างเพราะ พ.ศ.2502 กับ พ.ศ.2551 เท่านั้น
แม้ว่ารากฐานอันแท้จริงของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมาจากการอุ้มสมโดยกระบวนการจัดการของกองทัพ
กองทัพอันมี "มือที่มองไม่เห็น" จาก "ชนชั้นนำ" ดำเนินการอยู่
อันเท่ากับเป็นการบ่งชี้ว่า แม้รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมีรากฐานจากกระบวนการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 แต่ก็พลอยบิดเบี้ยวไปเพราะกระบวนการแทรกแซงเข้ามาโดยชนชั้นนำ ผ่านพลานุภาพแห่งกองทัพ
นั่นเท่ากับว่า ชนชั้นนำที่มีอำนาจเหนือรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และตัวรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล้วนอยู่ในอ้อมกอดอำมหิตเช่นเดียวกัน
ยิ่งอ้อมกอดอำมหิตโอบรัดรุนแรงเพียงใด เลือดยิ่งหลั่ง และต้องมีการสูญเสียชีวิต
อํานาจอันมีรากฐานมาจากการหลั่งเลือดและคร่ากุมเอาชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องสังเวยเช่นนี้
เป็นอำนาจอันอำมหิต หากเป็นอ้อมกอดก็ย่อมเป็นอ้อมกอดอันอำมหิต โหดร้ายและเลือดเย็นอย่างยิ่ง
ไม่น่าเชื่อว่าอ้อมกอดอำมหิตจะเติบใหญ่ในเนื้อดินของสังคมไทยอันเป็นพุทธได้อย่างไร
น่าสงสัยดีเอสไอ
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
ความจริง การที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เผลอพลั้งไปนั่งแถลงข่าวที่ศอฉ.ทุกวันๆ ในช่วงกระชับพื้นที่กันเลือดสาด อันทำให้ราคาของความเป็นมืออาชีพในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลดน้อยถอยลงไปทุกวันๆ เช่นเดียวกันนั้น
กรณีการออกมาโวยวายของนายธาริต ที่กล่าวหาว่า มีอดีตผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก่อการดิสเครดิตดีเอสไอในยุคนี้ จึงไม่น่าสนใจในสายตาประ ชาชนทั่วไป
แต่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กลับออกมารับลูก
พอนายกฯ ขยับรับ ทีนี้เลยถูกมองอย่างน่าสงสัยกันเข้าไปใหญ่
เพราะที่นายธาริตระบุว่า ถูกบิดเบือนใส่ร้าย คือปัญหาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์
เป็นการทำคดีของดีเอสไอในยุคก่อนนายธาริตเป็นอธิบดี!
เมื่อนายธาริตเข้ามารับตำแหน่ง มีการส่งสำนวน 258 ล้านไปยังอัยการเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ
ล่าสุดอัยการอ้างสำนวนอ่อน ต้องสอบกันเพิ่มเติม
แต่อีกสำนวนว่าด้วยการใช้เงินกองทุนพรรคการ เมือง 29 ล้านนั้น ถึงศาลรัฐธรรมนูญไปนานแล้ว
ดีไม่ดีอาจตัดสินกันภายในเดือนนี้!!
ต้องไม่ลืมว่า คดียุบประชาธิปัตย์นั้น
หัวหน้าพรรคก็คือนายกรัฐมนตรี ที่นายธาริตทำงานใกล้ชิดเป็นอันมาก
ขณะเดียวกัน เมื่อสำนวน 258 ล้านยังคาราคาซัง ทั้งยังมีอีกสำนวนที่ดีเอสไอจะต้องทำ คือ กรณีที่มาของเงิน 258 ล้าน ต้องตั้งข้อหาความผิดพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์อีกคดี
คดีหลังนี่แหละที่เป็นปัญหาในขณะนี้
เป็นเหตุสำคัญทำให้พนักงานสอบสวนที่ถูกงัดรถฉกโน้ตบุ๊ก ตัดสินใจลาออกจากการทำคดี
ทั้งอาการของนายธาริตกลับเรียบนิ่งเป็นปกติ ในการพูดถึงพนักงานสอบสวนที่ลาออก
ส่วนเรื่องฉกโน้ตบุ๊กก็ว่า เป็นเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล
ก่อนจะสรุปโยงว่า มีอดีตผู้บริหารดีเอสไอบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร
แล้วนายกฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็พูดจารับลูกนายธาริต
เลยต้องคิดไกลไปว่า ที่นายธาริตพุ่งเป้าใส่อดีต
ผู้บริหารดีเอสไอนั้น
กำลังจะนำไปสู่การดำเนินการบางอย่าง ต่ออดีต
ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ชุดทำคดียุบพรรคหรือเปล่า
ทำแล้วมีผลต่อคดียุบประชาธิปัตย์ไหม ต้องจับตามองอย่างยิ่ง!?!