WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 16, 2010

หนูนากับป้าแจ่ม

ที่มา ข่าวสด



หนูนากับป้าแจ่ม

"ณัฐวุฒิ"น้ำตาคลอ อ้อน"เมีย"ผ่านซังเต

ที่มา ข่าวสด


ลับพอสมควร

ปัญญา อินทรอุดม รายงาน




หลังศาลอาญายกคําร้องขอประกันตัวบรรดาแกนนํา นปช.ทั้ง 11 คน ในคดีก่อการร้าย

ทําเอา "ไข่มุกดำ" วีระ มุกสิกพงศ์ เสี่ยเต้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และพวก ต้องเดินคอตกเข้า ซังเต

ส่วนแม่ยกที่พากันเหมารถบัสมาเชียร์ถึงหน้าศาล ต่างผิดหวัง ร้องไห้ระงม

บ่ายแก่ๆ ศาลส่งแกนนําทั้ง 11 คน มาคุมขังที่เรือนจําลาดยาว

ขณะที่บรรดาแม่ยกต่างขับรถตามแกนนํามาติดๆ

พอมาถึงหน้าคุก รีบปรี่จะเข้าเยี่ยมแกนนําถึงห้องขังทันที

ส่งผลให้แกนนำ ต้องตะโกนผ่านลูกกรงให้แนวร่วมคนเสื้อแดงใจเย็นๆ และไม่ต้องเป็นห่วง

ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้คุมถึงกับหัวหมุน

ต้องจัดระเบียบเข้าเยี่ยมแบบเก้าอี้ดนตรี คนละ 15 นาที ภายในห้องเยี่ยมหมายเลข 8 และ 9

พอเยี่ยมจนหนำใจ เหล่าแม่ยกก็เดินร้องไห้ออกมา

จากนั้นถึงคิว ศิริสกุล ใสยเกื้อ ศรีภรรยาของ เสี่ยเต้น เข้าเยี่ยม

พอทั้งคู่พบหน้ากัน ต่างน้ำ ตาคลอเบ้า

"ช่วยดูแลลูกๆ ด้วย ไม่ต้องห่วงพี่ สบายดี"

เสี่ยเต้น รีบสั่งงานแม่บ้านทันที

"ไม่ต้องห่วง จะดูแลลูกๆ เอง ขอให้พี่สู้ต่อไป"

เจ๊ศิริสกุล ตอบรับเสียงเครือ

ว่าแต่ว่า พี่เต้นอย่าหนีเที่ยวละกัน

อย่าแกล้งลืม

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




ช่วงนี้กระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์กำลังมาแรง สื่อต่างๆ ทั่วโลกเน้นทำข่าวหรือเสนอความเคลื่อนไหวของ 32 ทีมที่เข้ารอบสุดท้ายเป็นกระแสหลัก

ในเมืองไทยก็ไม่ต่างกันแต่อาจจะมีแปลกแยกอยู่หน่อยตรงที่ความเคลื่อนไหวของฟุตบอลโลก ควบคู่ไปกับข่าวปัญหาม็อบนปช.

ที่แม้ตอนนี้จะจบลงไปนานกว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่ความสนใจก็ยังคงมีอยู่

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผนปรองดอง การสอบสวนโดยคณะกรรมการอิสระที่รัฐบาลตั้งขึ้น

และท้ายที่สุดคือการถามหาความรับผิดชอบต่อเกือบ 100 ชีวิตที่สูญเสียไปจากการขอคืนพื้นที่ และ "กระชับพื้นที่" ของรัฐบาลกับศอฉ.

2 เรื่องแรกนั้นรัฐบาลดูใส่ใจอย่างมาก แม้ฝ่ายตรงข้ามจักมองว่าคำพูดและการกระทำออกจะสวนทางกันไม่น้อยก็ตาม

แต่สำหรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้ชุมนุมรวมไปถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์

รัฐบาลและศอฉ.เหมือนให้ความสนใจน้อย ถึงน้อยที่สุด

เพราะแม้ทางหนึ่งจะอ้างอยู่เนืองๆ ว่าผู้ก่อการร้ายคือมือสังหาร

แต่น่าแปลกที่จนป่านนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะจับ "ฆาตกร" ได้

ไม่เพียงไม่มีวี่แววเท่านั้น หากแต่รัฐบาลแทบไม่อยากพูดถึงด้วยซ้ำ

ยิ่งคดี 6 ศพวัดปทุมวนาราม แล้วกันใหญ่ เพราะจนป่านนี้พยานจำนวนมากที่พร้อมจะให้การ ยังไม่มีการเรียกไปสอบสวนหรือคิดจะสืบหาข้อเท็จจริง

ว่าฆาตกรฆ่าหมู่คือใคร หรือฝ่ายไหนกันแน่

นี่ยังไม่นับเรื่องกระสุนในศพที่ล่องหนไปอย่างลึกลับ ทั้งๆ ที่มีหลักฐานเป็นภาพคลิปถ่ายเอาไว้ชัดเจนว่า ตอนที่นิติวิทยา ศาสตร์มานำศพออกไปจากวัด มีกระสุนคาอยู่ชัดๆ

แต่จู่ๆ กระสุนก็ล่องหนไปได้ โดยรัฐบาลและศอฉ.ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องนี้ โยนให้ตำรวจรับไปดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว

การตายของคนเกือบร้อยที่รัฐบาลประชาธิปัตย์พยายามทำให้เป็นเรื่องไม่สลักสำคัญ ช่างแตกต่างอย่างมากกับการตายของพันธมิตรฯ ที่พรรคประชาธิปัตย์สมัยเป็นฝ่ายค้านแสดงออกแทบจะเป็นจะตาย

เรียกร้องให้ลงโทษทั้งนายกฯ นายตำรวจที่เกี่ยวข้อง และส่งเรื่องให้ป.ป.ช.ลงดาบเล่นงานทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้สอบสวนว่าอะไรเป็นอะไร

ทว่ากับฝ่ายนปช.ที่สูญเสียมากมาย รัฐบาลซึ่งมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ มองเหมือนกับว่าไม่ใช่คนไทยด้วยกันที่เสียเลือดเนื้อ

แน่นอนว่าอะไรที่นปช.ทำผิด หรือกรณีทำลายทรัพย์สินก็ต้องสืบสวนและนำผู้ก่อเหตุมาลงโทษ ซึ่งดูแล้วรัฐบาลและมือไม้ก็ขะมักเขม้นอย่างเต็มที่

แต่ทำไมคดี "ฆ่าคนตาย" ถึงแกล้งทำลืมไปได้

ถ้ามั่นใจว่ากระสุนทุกนัดที่ออกจากปากกระบอกปืนของทหาร ไม่ได้สังหารผู้บริสุทธิ์

แล้วต้องหวั่นเกรงอะไรกับการสืบสวนหาฆาตกรมาลงโทษ!??

ประกอบฉากให้สมจริง

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_89795

สุเทพ

เปิดโพยดักคอกันซะแล้ว จะเดินบทต่อไปยังไง

ล่าสุดก็เป็น น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอดีตผู้พิพากษาอาวุโส ให้ความเห็นถึงกรณีที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีแนวคิดออกกฎหมายนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมที่มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ตามหลักกฎหมายอาญาทั่วไป หากยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจ ซึ่งในกรณีนี้ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อใด โทษในการกระทำผิดตามกฎหมายนั้นก็น่าจะหมดลงไปด้วย ไม่จำเป็น ต้องออกกฎหมายมานิรโทษกรรมแต่อย่างใด

เว้นแต่ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะเขียนไว้ว่า ให้ยกเว้นบทบัญญัติที่ขัดแย้งกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งไม่แน่ใจว่าในกฎหมายฉบับดังกล่าวได้เขียนเอาไว้หรือไม่ ยกตัวอย่างสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการออกกฎหมายเอาผิดกับพวกที่นั่งเกะกะตามสะพานลอย ต่อมาเมื่อมีการยกเลิกกฎหมายฉบับดังกล่าว แม้แต่คนที่ถูกตัดสินจำคุกเพราะทำผิดกฎหมายฉบับนั้นก็ได้รับการปล่อยตัว

แทบจะจบข่าวเลย

และก็เป็นอะไรที่เฉลย "หนังซ่อนเงื่อน" ในฉากแปร่งๆที่ตัวเอกตามท้องเรื่อง ล็อกคิวเล่นกันอยู่ 2 คน คือ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

ว่าด้วยเกมจุดพลุแนวคิดนิรโทษกรรมคนเสื้อแดง

"ปล่อยของ" ออกมาจากวงประชุม ศอฉ. ยั่วกระแสสังคมตีความมั่วกันไปต่างๆนานา เสียงค้านเสียงวิจารณ์ดังอื้ออึง ก่อนที่ "เทพเทือก" จะออกมาแตะเบรก นัยว่า ต่อไปกฎหมาย จะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็เป็นนายธาริตที่ส่งซิกจ่อล้มแผน อ้างโดนกระแสต้านหนัก

และก็ชิงจังหวะเบิ้ลทันที นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเสียงแข็ง รับมุกกับท่าทีเข้มๆของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พรรคไม่เห็นด้วยที่จะมีการนิรโทษกรรมให้กับกองกำลังติดอาวุธ ที่ทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง

ชงเอง ตบเอง เสร็จสรรพ

ตามจังหวะที่จับทางได้จากคำตอบสุดท้ายที่อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ออกมาเปิดโพย เรื่องนิรโทษกรรมไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก แค่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทุกอย่างก็จบไปด้วย มันก็พอเข้าใจ คิวของ "เทพเทือก" กับนายธาริต ก็น่าจะเป็นแค่แบ่งบทกันเล่น โชว์ให้เห็นว่า ศอฉ.ได้พยายามแสดงความจริงใจแล้ว

ประกอบฉากปรองดองของรัฐบาลให้ดูสมจริงสมจังก็เท่านั้น

อีกช็อตก็น่าจะโยงถึงเงื่อนเวลาของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จะหมดอายุลงในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ตามเกมที่รัฐบาลโดย ศอฉ.ยังต้องการถือ "กระบอง" ไว้ "กระชับพื้นที่"

กดกองทัพเสื้อแดงไม่ให้โงหัว

การเปิดเกมนิรโทษกรรมคนเสื้อแดง "ยั่ว" กระแสต้านของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล เพื่อยกเป็นเหตุในการกระชับกระบอง พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อไป ก็ถือว่าทำได้เนียนๆ

เซียนอย่างประชาธิปัตย์ถนัดอยู่แล้วกับการเดินหมากหลายชั้นตีกินกระแสในเมืองไทยสบายๆ

ถ้าไม่บังเอิญว่า มันมีสัญญาณคลื่นความถี่สูงจากเวทีนานาชาติ เข้มขึ้นเป็นลำดับ

ทางหนึ่งก็ล็อบบี้ยิสต์มือระดับโลกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จ้างให้ตีปี๊บประจานฝ่ายถืออำนาจไทยในเวทีสากล จนรัฐบาลนิ่งอยู่ไม่ได้ ต้องส่งตัวแทนไปเคลียร์เป็นรายประเทศ

และโดยปมที่ต่างชาติค้างคาใจ ในอารมณ์ก็น่าจะเป็นไปตามที่นายสุณัย ผาสุข ผู้ประสานงานองค์การด้านสิทธิมนุษยชน (Human Right Watch) สะท้อนเครื่องหมายคำถาม

ถ้านายกฯอภิสิทธิ์ ตั้งใจที่จะค้นหาความจริงตามแผนปรองดอง เพื่อหาตัวผู้ทำผิดมาลงโทษ ไม่ว่าผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่รัฐก็ตาม นอกจากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ควรจะแสดงความชัดเจนต่อมาตรา 17 ใน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ระบุว่า ฝ่ายรัฐไม่ต้องรับผิดทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัย

ที่นายกฯประกาศว่าพร้อมรับผิดชอบ หากมีหลักฐานว่ากระทำผิด ในความเป็นจริงจะเอาผิดได้แค่ไหน ในเมื่อมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลักไก่นิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้า หากนายกฯตั้งใจจะปรองดองกับทุกฝ่ายจริง เป็นไปได้หรือไม่ที่จะงดเว้นใช้มาตรา 17 เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เคยมีความชัดเจนเลยว่า จะมีท่าทีตามมาตรา 17 อย่างไร

ดึงจังหวะสับขาหลอกคนไทยได้

แต่ยังติดที่นานาชาติไม่ยอมเคลิ้มตามง่ายๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ลุแก่อำนาจ

ที่มา ไทยรัฐ


การเสียภาษีของห้างหุ้นส่วนจำกัด เรืองปัญญาคอนสตรัคชั่น ซึ่งเป็นผู้ขาย ที่ดิน น.ส.3 ก. บนเขาแพง เกาะสมุย 5 แปลง เป็นเงิน 6,615,000 บาท ให้กับนายแทน เทือกสุบรรณ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2544 เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการจัดฉาก นอมินี ในการซื้อ ที่ ส.ค.1 มาออกเป็น น.ส.3 ก. ในลักษณะนิติกรรมอำพราง ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวได้เลิกกิจการไปเมื่อปี 2550 และไม่พบการแจ้งรายได้จากการขายที่ดินแต่อย่างใด

นอกจากในปี 2549-2550 ได้ระบุมีการหักภาษีซื้อขายจากผู้อื่นไว้ปีละ 75 บาท จากสินค้ามูลค่า 2,500 บาท และในปี 2551 มีการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะไว้จำนวน 1,706 บาท จากมูลค่าของรายรับ 1,549,000 บาท

เดิมทีเจ้าของที่ดินที่มีปัญหาดังกล่าวเป็นของ นายประธูป ภู่-ไพบูลย์ ที่ถือครองไว้นานแต่ไม่ได้ไปแจ้งการถือครองกรรมสิทธิ์ ส.ค.1 จึงไม่สามารถที่จะออกโฉนดที่ดินได้ และที่ดินของนายประธูปอยู่ติดกับที่ดินของนายแทนพอดี ซึ่งก็ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้เช่นกัน

ด้วยความไม่รู้กฎหมาย แม้นายประธูปยังครอบครองทำกินแต่ก็ไม่ได้ไปแจ้งสิทธิครอบครอง ดังนั้น ที่ดินโดยรอบจึงตกเป็นที่ภาระจำยอมบ้าง และมีการครอบครองจากบุคคลอื่น ถนนที่ใช้สัญจรก็ถูกขุดทำประโยชน์ เพื่อใช้อ้างสิทธิในการครอบครอง จนที่ของนายประธูปกลายเป็นที่ตาบอดในที่สุด

ที่น่าสังเกตอีกประเด็นก็คือพื้นที่ดังกล่าวซึ่ง เป็นที่ลาดชัน เข้าข่ายห้ามออกเอกสารสิทธิที่ดิน แต่ทำไมกรณีนี้สามารถออกเอกสารสิทธิได้ หรือกรณีที่งอกไปจากเดิมนับสิบไร่มีความเป็นไปได้แค่ไหน

มีเงื่อนงำเพราะหัวหน้าฝ่ายรังวัดเคยไม่ยอมออกไปรังวัดเพราะเกรงว่าจะผิดกฎหมายก็ดี มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นก็ดี แต่จนแล้วจนรอดยังไม่มีผลสรุป

ที่ดินเกาะสมุยมีข้อจำกัดในเรื่องของ การใช้ประโยชน์ที่ดิน พอสมควร ในพื้นที่อนุรักษ์ตามผังเมืองชุมชนเกาะสมุยจะไม่อนุญาตให้สร้างสถานบริการ จัดสรรที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรม

ปัจจุบัน มีการบุกรุกที่สาธารณะบนเกาะสมุยเป็นจำนวนมาก แม้จะมีการ จับกุมเพิกถอนเอกสารสิทธิ ไปหลายราย แต่การถือครองที่ดินของผู้มีอำนาจบางรายก็ยังคลุมเครือ

อันที่จริง ถ้ารัฐบาลจะยึดหลักประชาชนต้องมาก่อน ก็ควรจะตรวจสอบการถือครองที่ดินจำนวนมากของผู้มีอันจะกินในเวลานี้ ควรกำหนดจำนวนที่ดินในการถือครองไม่เกินกี่ไร่ ไม่เช่นนั้นปัญหาบุกรุกที่ดินสาธารณะก็จะไม่มีที่สิ้นสุด และควรจะยึดหลักการเดียวกับ การขยายถนนขึ้นเขาใหญ่ หรือไม่ที่ให้ระงับการดำเนินการทันทีและเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนของพรรคประชาธิปัตย์โดยตรงซะด้วย

หรือได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษสำหรับคนพิเศษ.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 16/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 16/06/53

ทักษิณเปิดเกมรุก ส่งทนายชำแหละมาร์ค! องค์กรสิทธิมนุษยชน-สื่อเทศยำไทยเมืองเถื่อน

ที่มา Thai E-News



ประเด็นที่ถือเป็นการ"ตบหน้ารัฐบาลไทยแบบฉาดใหญ่" คือการที่นักกฎหมายชื่อดังรายนี้ระบุว่าอภิสิทธิ์ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้วนอกจากจะต้องยอมเปิดทางให้ "หน่วยงานตรวจสอบจากนานาชาติ" เข้ามาสอบสวนเหตุการณ์นองเลือดที่ขึ้นกลางกรุงเทพฯเพียงสถานเดียวเท่านั้น


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

ตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอันต้องถูกโจมตีแบบ "สาดเสียเทเสีย"จากภายนอกประเทศนับครั้งไม่ถ้วน

ซึ่งในจำนวนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายที่ถาโถมเข้ามานั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เสียงที่ดูจะทำให้รัฐบาลต้องเจ็บๆ แสบๆ คันๆ มากที่สุดเสียงหนึ่งคงหนีไม่พ้นถ้อยแถลงที่หลุดออกมาจากปากของ "รอเบิร์ตอัมสเตอร์ดัม" ทนายความชื่อดังสัญชาติแคนาดา วัย 54 ปี เจ้าของสำนักงานกฎหมายระดับโลก"อัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีร็อฟฟ์"


ซึ่งได้ออกโรงโจมตีรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างรุนแรงว่า "ไร้ความน่าเชื่อถือ"จากกรณีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการตั้งกรรมการอิสระสอบสวนเหตุรุนแรงทางการเมืองในประเทศช่วงที่ผ่านมา

และประเด็นที่ถือเป็นการ"ตบหน้ารัฐบาลไทยแบบฉาดใหญ่" คือการที่นักกฎหมายชื่อดังรายนี้ระบุว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้วนอกจากจะต้องยอมเปิดทางให้ "หน่วยงานตรวจสอบจากนานาชาติ" เข้ามาสอบสวนเหตุการณ์นองเลือดที่ขึ้นกลางกรุงเทพฯเพียงสถานเดียวเท่านั้น..

ในถ้อยแถลงของอัมสเตอร์ดัมที่มีการนำออกมาเผยแพร่ผ่านทาง เว็บไซต์ส่วนตัว ยังมีการกล่าวโจมตีรัฐบาลไทยด้วยถ้อยคำที่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการ"ตราหน้า"ว่า รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ นั้น ปราศจากความเหมาะสมทุกประการในอันที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น "ตัวตั้งตัวตี" ในการสอบสวนเหตุการณ์สังหารกลุ่มผู้ประท้วงทางการเมืองในกรุงเทพฯที่ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกับรัฐบาลจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 90 รายในช่วงที่ผ่านมา

โดยอัมสเตอร์ดัม ซึ่งได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า จะขอทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ยังชี้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่สมควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวนอิสระดังกล่าวแม้แต่เพียงนิดเดียวเสียด้วยซ้ำ เพราะในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ของไทยได้จัดประเภทให้กลุ่มคนเสื้อแดงมีสถานะเป็น "ผู้ก่อการร้าย" มาโดยตลอด และจนถึงขณะนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ยังคงควบคุมตัวกลุ่มผู้ประท้วงทางการเมืองเอาไว้มากกว่า 400 คน โดยยังไม่ได้มีการตั้งข้อกล่าวหา และยังไม่มีการพิจารณาคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย

ซึ่งการกระทำของรัฐบาลไทยเช่นนี้ กำลังสร้างความกังวลใจให้กับประชาคมระหว่างประเทศอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น อัมสเตอร์ดัมซึ่งมีกิตติศัพท์อันโด่งดังไปทั่วโลกว่าหากเขาตัดสินใจรับว่าความให้กับลูกค้ารายใดแล้ว ลูกค้ารายนั้นแทบ " ไม่เคยแพ้คดี " ยังออกโรงสับคณะกรรมการอิสระที่ทางการไทยเป็นผู้ตั้งขึ้นเพื่อให้เข้ามาสอบสวนเหตุรุนแรงทางการเมืองในกรุงเทพฯ ระหว่างเดือนมี.ค.-พ.ค.ว่าเป็นคณะกรรมการที่มี "คุณสมบัติพิเศษ 3 ประการ" อันประกอบไปด้วย การขาดความชอบธรรม, ไม่มีความเป็นกลาง, และไร้อิสระ ในการทำหน้าที่

ในเว็บไซต์ของอัมสเตอร์ดัมยังมีการเผยแพร่ความเห็นจาก "Human Rights Watch" องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลกซึ่งมีฐานอยู่ที่มหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ที่ออกมาระบุว่า แม้ท่าทีของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ดูเหมือนจะมีภาพของความพยายามให้เกิดความปรองดองด้วยการเสนอแผนสมานฉันท์ 5 ประการ แต่ลึกๆแล้วดูเหมือนนายกรัฐมนตรีของไทยจะยังคงต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าต่อไปเสียมากกว่าสังเกตได้จากการตัดสินใจประกาศแต่งตั้ง "คณิต ณ นคร" ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น

โดยทางฮิวแมน ไรต์ส ว็อตช์ระบุว่า " การไต่สวนแบบข้างเดียว" ที่มีลักษณะของการ "ตั้งเอง ชงเรื่องเอง ตัดสินเอง" ของทางการไทยเช่นที่ว่านี้กำลังจะกลายเป็นตัวทำลายความพยายามของทุกฝ่ายที่กำลังมองหาทางออกให้กับปัญหาทางการเมืองของประเทศไทยที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง: องค์กรนิรโทษกรรมสากลเรียกให้นายกฯไทยจัดการสอบสวนอย่างเป็นธรรม


นอกเหนือไปจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก รอเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมและฮิวแมน ไรต์ส ว็อตช์แล้ว ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีการนำเสนอความเห็นของ"ชอว์น ดับเบิลยู.คริสพิน" บรรณาธิการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ"Asia Times" ที่ออกมาระบุว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่"ยุคใหม่ของเผด็จการทหาร"

เนื่องจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องยอมมอบ"อำนาจพิเศษที่มากล้นเกินกว่าปกติ" ให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศซึ่งก็คือ"ทหาร"ให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการจับกุมคุมขังผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลได้โดยไม่ต้องมีการพิจารณาคดี

รวมถึง ยังปล่อยให้ ทหารเข้าไปมีบทบาทในการเซ็นเซอร์การนำเสนอข่าวของสื่อ และห้ามการชุมนุมทางการเมืองอีกด้วย จนทำให้ในขณะนี้มีหลายคนหลายฝ่ายหลงเข้าใจผิดไปแล้วว่า "ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน" หรือ ศอฉ.ดูจะมีบทบาทมากขึ้นทุกขณะจนอาจเปรียบได้กับการเป็น " รัฐบาลเงา" ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้าไปทุกทีแล้วในขณะนี้

ขณะเดียวกัน โจชัว เคอร์แลนซิคต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองของภูมิภาคเอเชียได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ล่าสุดของตัวเขาเองเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยลงใน "นิวสวีค" นิตยสารวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์สัญชาติอเมริกัน โดยมีเนื้อหาที่ระบุว่า "ชื่อเสียงอันดีงาม" ของประเทศไทยในเรื่องของความมีน้ำใจของผู้คน ความรักสงบ และเอกลักษณ์ในเรื่องของการเป็น "สยามเมืองยิ้ม" กำลังจะถึงกาลอวสานเสียแล้วอันเป็นผลพวงมาจากการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมารวมถึงการที่รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ประกาศว่า ขณะนี้มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายเคลื่อนไหวเป็นจำนวนมากในรูปของขบวนการใต้ดินเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ

เคอร์แลนซิคต์ชี้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในไทยตอนนี้ คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในไอร์แลนด์เหนือตลอดหลายสิบปีที่มา โดยเตือนรัฐบาลไทยต้องแก้ปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป


อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง: รู้สึกร่วม คนในไอร์แลนด์เหนือขึ้นป้าย "ต้องไม่นองเลือดอีก" ให้กับประเทศไทย



แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ต้องเข้าใจ และยอมรับความจริงด้วยว่าความผิดพลาดของนโยบายการบริหารประเทศของไทยในช่วงที่ผ่านมามีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความแตกแยกและความไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทยอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน บทวิเคราะห์ของเคอร์แลนซิคต์ยังระบุด้วยว่ารัฐบาลไทยทุกชุดที่ผ่านมาไม่เคยมีนโยบายที่จะพัฒนาและปรับปรุงระบบการศึกษาของประเทศอย่างจริงจังอันมีผลทำให้คนไทยขาดโอกาสในการพัฒนาความคิดและศักยภาพของตนเอง

ซึ่งการละเลยของรัฐบาลไทยที่ว่านี้ ไม่แตกต่างอะไรกับการเต็มใจเฝ้าดูพลเมืองของตนมีคุณภาพ"ด้อยลงเรื่อยๆ"อันจะเห็นได้จากกรณีของการวัดระดับความรู้ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยโดยเฉลี่ยที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ "เกือบรั้งท้าย"ของเอเชียมาโดยตลอดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้บุคลากรของไทยไม่สามารถก้าวเข้าสู่การแข่งขันในเวทีระดับโลกได้ และทำให้สถานะของไทยที่เคยประกาศตัวว่าจะเป็น"พี่ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" กำลังเสื่อมถอยอย่างร้ายแรง จนประเทศไทยแทบไม่มี "ที่อยู่ที่ยืน" ในประชาคมระหว่างประเทศอีกต่อไปแล้ว

เช่นเดียวกับนโยบายด้านอุตสาหกรรมของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญแต่เฉพาะการทำให้ไทยกลายเป็นฐานสำหรับรองรับการผลิตสินค้านานาชนิดให้กับต่างชาติเพียงอย่างเดียว โดยไม่เคยให้ความสำคัญกับการพัฒนา " นวัตกรรมของตัวเอง"รวมถึง การโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ของทางการไทยที่มุ่งเน้นให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเป็นจำนวนมากๆ แบบ"เน้นปริมาณ"เพียงอย่างเดียวโดยยังไม่มีแนวทางปกป้องสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน

มิหนำซ้ำหลายโครงการของภาครัฐยังเป็นตัวการทำลายสภาพแวดล้อมและความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเสียเอง เช่น โครงการตัดถนนผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทั้งที่อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไทยแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น " มรดกแห่งอาเซียน " มาตั้งแต่ปี 1984 และยังได้รับการคัดเลือกเป็น "แหล่งมรดกโลก" โดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่เมื่อช่วงกลางปี 2005

หรือแม้แต่กรณีการอนุญาตให้กองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามา"ปู้ยี่ปู้ยำ" สภาพแวดล้อมของไทยจนเสียหายยับเยิน เช่น กรณีภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งที่เข้ามาถ่ายทำกันบนเกาะพีพีเล จังหวัดกระบี่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

คำถามจึงอยู่ที่ว่าในขณะนี้มันเกิดอะไรกับสังคมไทยกันแน่ ทำไมคนไทยถึงปล่อยให้ประเทศชาติอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองต้องประสบกับภาวะ "ถอยหลังเข้าคลอง" ในแทบทุกเรื่อง ไม่ใช่แต่เฉพาะในเรื่องการเมือง และมันถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยที่เป็นเจ้าของประเทศจะช่วยกันหยุดยั้งและกำจัดสิ่งเลวร้ายและความเสื่อมถอยต่างๆ

เพื่อช่วยกันนำพาประเทศไทยของเราให้สามารถเริ่มออกก้าวเดินไปข้างหน้าได้อีกครั้งเสียที

สบ 10... สะพานข้ามดาว

ที่มา บางกอกทูเดย์


หลังจากที่มีทั้งกระแสและความพยายามที่จะให้ ก.ตร.มีมติอนุมัติให้มีการเปิดตำแหน่ง ที่ปรึกษา สบ 10 เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.ออกมาอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายก็เสร็จสมอารมณ์หมาย ไปตามความต้องการของ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่นั่งแป้นเป็นประธานการประชุม ก.ตร.อนุมัติไปในที่สุด แม้จะมีคนตั้งข้อสังเกตุว่า ในเมื่อ พล.ต.ท.อำนวย ดิษฐกวี นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร นายสีมา มีมานนท์ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ก็ไม่น่าที่จะรีบร้อนขนาดนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

คำถามจึงอึงอลว่าแล้วตำแหน่ง ที่ปรึกษา สบ 10 เทียบเท่า รอง ผบ.ตร. นั้น สำคัญขนาดไหน เป็นเรื่องของการหาเก้าอี้มารองรับคนหรือไม่ เพราะหากย้อนดูสมัยที่ พล.ต.อ.พจน์ บุณยจินดา เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ก็มีการตั้งตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านนิติกรขึ้นมา 1 ตำแหน่ง เพื่อรองรับการเลื่อน

ผบช. เป็น ผช.อ.ตร. กำหนดให้เป็นตำแหน่งเฉพาะตัว ซึ่ง พล.ต.ท.สนอง วัฒนวรางกูร (ชื่อและยศในสมัยนั้น) เป็นคนแรกที่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านนิติกร เทียบเท่าผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ มาสมัย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็น ผบ.ตร. ก็ได้กำหนดตำแหน่งที่ปรึกษา สบ10 เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.ขึ้นมาเพื่อรองรับ

การกลับเข้ารับราชการของ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่กลับเข้ามาเป็นตำรวจอีกครั้ง โดยได้มีการขออนุมัติจากคณะกรรมการ ก.ตร. ว่าเป็นเพียงตำแหน่งชั่วคราว ต่อมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการปรับโครงสร้างกลุ่มงานสำหรับการบริหารงาน เป็น 4 กลุ่มงาน ทำให้มีตำแหน่ง

ที่ปรึกษา สบ 10 จำนวน 10 ตำแหน่ง โดยที่ปรึกษา สบ 10 ได้เปลี่ยนเป็นตำแหน่งถาวร ในการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 11/2548 และการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 1/ 2551 สำหรับครั้งนี้มองกันว่าเป็นการการขออนุมัติเปิดตำแหน่งใหม่ขึ้นมา เพื่อรองรับการขยับตำแหน่ง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. นรต.รุ่น 30 ...

เชื่อและพูดกันมาก จนทำให้ในการประชุม พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ก.ตร. พล.ต.ท.เหมราช ธารีไทย ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้คัดค้านหากเป็นการขอเปิดตำแหน่งแบบล็อกไว้ สำหรับ พล.ต.ท.อัศวิน จน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ต้องชี้แจงว่าเป็นการเสนอเปิดตำแหน่งเพื่อให้สอดคล้องงาน ไม่ได้ทำการเสนอชื่อ

แต่งตั้งลงตำแหน่ง หากจะมีการแต่งตั้ง ก็จะรอไปทำพร้อมกับคำสั่งโผนายพลประจำปีเลยรอบเดียว... จะได้สบายใจว่าไม่มีการล็อกสเป็ก ว่างั้น แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าอย่างไรขณะนี้ พล.ต.ท.อัศวิน ถูกมองว่าเต็งหาม จ่อนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. คนใหม่ เพราะตำแหน่ง สบ 10 จะเป็นสะพานข้ามห้วยชั้นดีให้มีความชอบธรรม

ขึ้นครองตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่ หากไม่เกิดอุบัติเหตุซ้ำรอย พล.ต.อ.ปทีป ที่ทุกวันนี้ สูงสุดก็คงได้แค่ รักษาการ ผบ.ตร. เท่านั้น เพราะ “ตำรวจ”ยุคนี้ อิทธิพลดวงดาว สู้ “ทหาร”ยุคนี้ไม่ได้เลยจริงๆ คงต้องดูว่า กันยายนปีนี้ ตำแหน่ง ผบ.ตร.ยังเป็น “อาถรรพ์”ของนายกฯอภิสิทธิ์อีกหรือไม่???

‘ลืมตัว-ลืมกาย-ลืมเท้า’ มันก็แย่

ที่มา บางกอกทูเดย์


‘ลืมตัว-ลืมกาย-ลืมเท้า’ มันก็แย่
“อำนาจ” ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ จะมาถือ หรือครอบครอง เอาไว้ตลอดกาลคงไม่ได้...ทุกอย่าง ต้องมีการ “เปลี่ยนมือ” เป็นของแน่ ของแท้?? อยากให้ “รัฐมนตรีประชาธิปัตย์” ที่ร่วมสุข เสพสมในอำนาจกับ “รัฐบาลมาร์ค ๕” ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พึ่งสำเหนียก เจียมศรีษะ ไว้มั่งก็ดี จงเสมอต้นเสมอปลายทุกอย่าง....อย่าเป็นพวก “ยกหัว-ชูหาง” กร่างในความเป็นรัฐมนตรี เพราะแต่ก่อนร่อนชะไร “ประชาธิปัตย์” ยังเป็น “พรรคฝ่ายค้านดักดาน”..ก็มีสัมมาคารวะ..พอพลาสชั้น ข้ามขั้น เป็น “รัฐบาล” ก็มองไม่เห็น “หัว” ผู้มีพระคุณ และคนที่คบค้าสมาคม...เรียกว่า “เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังเกือก” จนน่าเกลียด น่าชัง!!! “รมต.ประชาธิปัตย์”อย่าหยิ่งผยอง..สักวันท่านต้องตกกระป๋อง?..เลิกลำพองได้แล้วกะมัง
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘เดินดิน-กินข้าวแกง’ ได้ฉันใด??
อำนาจ-วาสนา ยังพุ่งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ก็ทำอะไร ได้ดั่งใจ?? อย่าลืมว่า “อภิสิทธิ์” เคยประสพ พบกับตัวเองมาแล้ว...วันที่เถลิงอำนาจเป็น “รัฐมนตรีประจำสำนักนายก” ในสมัยรัฐบาล “ชวน หลีกภัย” นั้น...ท่านถูกคนแอนตี้ อย่างหนัก ประวัติศาสตร์น่าสอนใจ...ท่านไม่จดจำอะไรเลย นะ “ท่านนายกฯ มาร์ค” หากท่านยังเล่นบท “ทศกัณฑ์ ๒๐ หน้า”....ดีเป็นผ้าพับไว้ ในหมู่เสื้อเหลือง และกลุ่มการเมืองที่หนุนประชาธิปัตย์...ขณะเดียวกัน จ้องกินเลือด “คนเสื้อแดง” บอกว่า “ปรองดอง” แต่ที่เห็นมีแต่ “ปองร้าย” ..เหล่าการ์ดเสื้อแดง ตายกันเป็นตับ!!! ถึงวันไม่ได้เป็น “นายกฯ”...ชักหวาดชักวิตก?...นรกจะไม่เยือน โดยไม่รู้ตัวนะสิครับ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ไม่มีพี่ ไม่มีพวก ไม่มีเพื่อน!!!
ยิ่งทำการเมืองไป “เดอะห้อยสยาม” เนวิน ชิดชอบ นายใหญ่พรรคภูมิใจไทย ยิ่งทำให้สถานบันเพื่อนพ้อง-น้องพี่ สั่นสะเทือน?? ไม่ได้ดัดหลัง หักหลัง “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” แตกสะบั่นหั่นแหลกเพียงคนเดียว “หลงจู๊บรรหาร ศิลปอาชา” ก็ไม่เหลือ...ถูกเถือ ถูกดัดหลัง มาจมเขี้ยว ปิยะสหายร่วมน้ำมิตร “กลุ่ม ๑๖” อย่าง “พินิจ จารุสมบัติ-ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” ถูกหักจนสิ้นเยื่อใยกันไปแล้ว....ตอนนี้ที่เหลือให้หัก มีแต่ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี!!! หักมาแล้วอย่างสารพัด....ถ้าจะหักประชาธิปัตย์?....อีกสักนัดอย่าได้แปลกใจเลยนะพี่???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

วาดวิมานกลางอากาศ!!
ลูกเงาะ, ลูกกระเป๋ง ของ “แป๊ะลิ้ม” สนธิ ลิ้มทองกุล ..หยั่งกะ “สำราญ รอดเพ็ชร” ยังไม่เชื่อน้ำมนต์ แผนปรองดอง “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์?? เขาตราหน้า หยามเกียรติ ท่านนายกฯ ผู้แอบอยู่หลังอำนาจทหาร..ว่าการปรองดอง ที่สร้างภาพเนรมิตสวยหรู เลิศอลังการนั้น ..เพื่อต่ออายุวีซ่า ให้ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน” ได้อยู่นาน ๆ เรื่องสร้างสามัคคี... “สำราญ รอดเพชร” ชี้ ไม่มีวัน ขนาดพวกเดียวกัน หนุนเนื่องยกก้นกันแท้ๆ .. “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เสื้อเหลืองยังไม่ให้ราคา สักนิด!!! แผนปรองดองที่ว่าโจ๊ะโจ๊ะ.....มีแต่คนสับให้โล๊ะ.....รีบเก็บเข้าลิ้นชักโต๊ะ ไปเหอะอภิสิทธิ์?
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เป็น ‘ตรายาง’ คุณภาพดี ที่หนึ่ง
ได้รับเกียรติ ลบหลู่ โดนดูถูก ดูแคลน อย่างคาดไม่ถึง?? ฉะนั้น, “ธีระ วงศ์สมุทร” รมว.กระทรวงเกษตรฯ และ “โสภณ ซารัมย์” รมว.คมนาคม ยกเครื่อง ปรับตัวให้พ้น ว่าเป็นแค่ “หุ่นเชิด” ให้เขาสั่งการ ทั้ง ๒ คนล้วนเป็นคนเก่ง...ไฉนให้เขามาเฉ่ง สบประมาทได้ ล่ะท่าน อยากเห็น “รัฐมนตรีธีระ” และ “รัฐมนตรีโสภณ” ทำตัวหลุดพ้น จากการ สั่งการ บอกบท ชี้นิ้ว สั่งทุกเรื่อง จาก “บรรหาร ศิลปอาชา” ผู้ยิ่งใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา และ “เนวิน ชิดชอบ” นายใหญ่พรรคภูมิใจไทย เสียที!!! ถ้าเป็น “รัฐมนตรีว่าการ”....แล้วถูกชี้นิ้วทุกวัน......กลับไปบ้านเลี้ยงหลาน เหอะคุณพี่??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

สูตรการเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์


ระบบต้องแน่น..ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “การเมือง” หรือ“การบอล” จะต้องมี “สูตร” ที่ดีและนำมาใช้เพื่อความเหมาะสมกับทีมจึงจะประสพความสำเร็จ!! “ฟุตบอล” สูตรหลักๆ ที่หลายทีมนำมาใช้จนเป็น “แชมป์โลก” เท่าที่เห็นมีระบบ 4-4-2 หรือไม่ก็ 4-3-3- บางครั้งอาจจะเป็น 4-3-2-1 ไม่มีโค้ชคนไหนเอา “นักฟุตบอล” มาวิ่งสะเปะสะปะ เต็มสนาม ไม่มี กองหน้า กองกลาง กองหลัง บอลไปไหนนักบอลก็เฮโลไปนั่น อย่าว่าแต่ ทีมนั้นจะง่อยแดกเลย..คนดูก็เวียนหัว!! “การเมือง” ก็เฉกเช่นเดียวกัน..แต่ละ “รัฐบาล”

ก็ต้องมี “สูตร” เฉพาะตัวว่าจะเล่นระบบไหนจึงจะเหมาะ…อาจจะเป็น 5 -8 -10 หรือ 12 หมายความว่า “กลุ่มคุณ” หรือ พรรคของคุณ มี ส.ส. หรือ “มีเสียง” เท่าใด ..ก็เอาตัวเลขหรือสูตรเหล่านี้มา “หาร” ออก นั่นละคือตำแหน่ง “รัฐมนตรี” ที่พวกคุณจะได้ มันก็เป็นมาอย่างนี้แหละครับ เจ๊เล้ง!! โดยเฉพาะ รัฐบาล ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ที่ผ่านมาใช้ “สูตรพิเศษ” กับนักการเมืองพรรคร่วมซึ่งเป็น สูตร ลด แลก แจก แถม อุตลุต!! โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย มีนักฟุตบอลถูกจัดให้มายืนอยู่ในตำแหน่ง “ศูนย์หน้า” มากที่สุด!..สามารถที่จะเข้าทำ “ประตู” ได้ดีกว่าผู้เล่นในตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งมีทั้ง มหาดไทย เบ้อเริ่มเทิ่ม!..คมนาคม งบกระจุย!

หรือ พานิชย์ ที่สามารถจะ “เตะไซด์ก้อย” ลอยเข้าประตูแบบพิลึก พิลั่น.. ให้คนดูงง-งวยได้ ทำให้ พรรคเพื่อแผ่นดิน ถึงกลับยอมโหม่ง “ประตูตัวเอง”..เพราะทนไม่ไหว ยอมรับ “ใบแดง” ดีกว่า!! แม้ “นายกฯ อภิสิทธิ์” ที่พูดจนคอแหบคอแห้งในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทย เรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทย”

แต่.. ก็ไม่มีคนเชื่อ!! เพราะจากการสำรวจของ สำนักเอแบคโพลล์ ถึงร้อยละ 66.3 เปอร์เซ็นต์ไม่เชื่อว่านายกฯ จะทำได้ตามที่แถลง..ผลมาจาก “สูตรการเมือง” ที่มีระบบไม่ปรกตินั่นเอง!! ผู้จัดการรัฐบาลน่าจะลองสูตรใหม่นะครับ.. “สูตรเตี๋ยว” ก็ไม่เลว!!