WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 16, 2010

ปลุกผียึดคืนไทยคมกลบความผิด-หาทุน

ที่มา โลกวันนี้


คอลัมน์
เป็นประชารัฐ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2820 ประจำวัน พุธ ที่ 16 มิถุนายน 2010
โดย ลอย ลมบน

แม้กระแสฟุตบอลโลกยังแรงแต่ไม่สามารถแย่งซีนเรื่องการฆาตกรรมหมู่คนเสื้อแดง การไล่ล่าสังหาร และความสองมาตรฐานไปได้มากนัก รัฐบาลจึงต้องสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาดึงความสนใจจากประชาชน

ความจริงเรื่องการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมนั้นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการปัดฝุ่นเอาของเก่ากลับมาเล่น

เรื่องความพยายามยึดคืนสัมปทานดาวเทียมไทยคมนั้นมีมาตั้งแต่หลังการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ภายใต้การดำเนินการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐบาลหุ่นเชิดเผด็จการอำมาตย์ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

ณ เวลานั้นประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ ผู้บริหารประเทศและผู้อยู่เบื้องหลังมีอำนาจล้นฟ้า สร้างกระแสปลุกระดมให้ประชาชนคนไทยเชื่อว่าการขายไทยคมของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นการขายชาติ ขายสมบัติชาติ ทำให้กระทบต่อความมั่นคง โดยหวังใช้ปลุกกระแสรักชาติ คลั่งชาติ สร้างเรื่องปิดบังความไม่ชอบธรรมของตัวเอง

ใช้ความพยายามกันหลายรูปแบบทั้งการกดดัน การเจรจา และหาช่องทางตามกฎหมาย แต่ไทยคมก็ยังเป็นของเทมาเส็กจนถึงทุกวันนี้ ไม่สามารถยึดคืนมาได้ ทำสำเร็จเพียงการเข้ายึดกิจการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเท่านั้น

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็กำลังคิดเดินตามก้น คมช. ด้วยการใช้เรื่องไทยคมขึ้นมาปลุกกระแสคลั่งชาติ รักชาติ และกลบเกลื่อนการตายของคนเสื้อแดง

ความจริงเรื่องช่องสัญญาณ พิกัดการโคจรยังเป็นสมบัติของชาติไม่ได้ขายสิทธิไปให้ใคร เอกชนเพียงมาเช่าใช้โดยจ่ายค่าเช่าในรูปแบบของสัมปทาน ซึ่งก็เป็นราคาที่ฝ่ายรัฐและเอกชนเจรจากันจนพอใจจึงปล่อยให้เช่าใช้ ชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องของการขายสมบัติชาติ

ตัวดาวเทียมเอกชนเป็นคนลงทุนจัดสร้างและส่งขึ้นไปในอวกาศ เก็บรายได้จากเอกชนอื่นมาเช่าใช้สัญญาณอีกต่อหนึ่ง ใครพอใจก็เช่าใช้ ไม่พอใจก็ไปใช้บริการดาวเทียมดวงอื่นๆที่ลอยกันอยู่เต็มท้องฟ้า

ส่วนข้ออ้างเรื่องปัญหาความมั่นคงรัฐบาลก็คงต้องไปดูว่าประเทศอื่นๆที่เขาให้เปิดให้สัมปทานเหมือนกัน เขารักษาความมั่นคงของชาติกันอย่างไร การดักฟังคงไม่ง่ายอย่างที่กล่าวอ้าง

การปลุกกระแสเรื่องซื้อคืนดาวเทียมไทยคมขึ้นมา ผู้เขียนเห็นว่ามีเป้าหมายเพียง 2 ประเด็นคือ 1.สร้างเรื่องกลบเกลื่อนการฆาตกรรมหมู่คนเสื้อแดง 2.ปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯเพื่อเตรียมเงินเลือกตั้ง เพราะทันทีที่มีข่าวนี้ราคาหุ้นขึ้นไปอีกหลายบาท แว่วๆมาว่ามีคนในรัฐบาลได้ไปหลายร้อยล้านบาทจากงานนี้

ชะตากรรมของผู้สังหารหมู่ฉากสุดท้ายของผู้บงการตัวจริง

ที่มา โลกวันนี้


คอลัมน์
โต๊ะกลมระดมความคิด
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2820 ประจำวัน พุธ ที่ 16 มิถุนายน 2010
โดย ศิวเนตร พิศมายา

ยังมีควันหลงที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องจาก “การขอพื้นที่คืน” รวมทั้ง “การกระชับพื้นที่” ณ แยกราชประสงค์ โดยมีการใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามและกระสุนจริง รถหุ้มเกราะ ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะมีการอ้างอิงถึงพวกก่อการร้ายไอ้โม่งชุดดำเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไรก็ตาม แต่เด็กอมมือก็สงสัยกันทั้งบางว่า นั่นเป็นการกระทำเพื่อเป้าหมายหวังยุติการชุมนุมของประชาชนหรืออะไรกันแน่? ผลสุดท้ายการชุมนุมก็ลงเอยเป็นการเสียชีวิตหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ เป็นการตายหมู่ที่โจ๋งครึ่มที่สุดต่อหน้าสายตาของผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลไปทั่วโลก และบางคนก็ตกเป็นเหยื่อสังหารในครั้งนี้ด้วย...

นานาประเทศทั้งในอาเซียน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหประชาชาติ ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลใช้สันติวิธีและเจรจาต่อผู้ชุมนุมตามวิถีทางประชาธิปไตย ก่อนหน้าเหตุการณ์ของทุ่งสังหารทั้งสองแห่งจะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความตายหมู่ในครั้งที่ผ่านมาได้เลย...ไม่ทราบเป็นความใจร้อนของไอ้พวกก่อการร้ายหรือเป็นความย่ามใจของออทิสติกคนใด?

แม้แต่ประชาชนผู้ใช้แรงงานในหลายประเทศ เช่น บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล ต่างประณามการฆาตกรรมซึ่งรัฐบาลแถลงให้เป็นฝีมือไอ้โม่ง มีการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หยุดการคุกคามที่กระทำต่อเนื่องกับผู้ชุมนุมในขณะนั้น แล้วให้ยุติการปิดบังตัดแต่งข้อมูลข่าวสาร แต่รัฐบาลก็หาได้ยี่หระต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว ใช้กฎหมายที่ผู้อื่นเรียกเป็นฟาสซิสต์ กระทำการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ส่วนนายอภิสิทธิ์กลับแถลงให้เป็นความพยายามสร้างนิติรัฐอย่างเคร่งครัด แม้มีข้อสงสัยถึงนิติธรรมก็ตาม?

ในขณะนี้องค์กรยุติธรรมอย่างศาลอาญาระหว่างประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในฐานะสถาบันระดับโลก กำลังจะรุกคืบเข้าทำการสอบสวนถึงกรณีที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลไทยได้ร้องเสียงหลงว่าห้ามเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน ไม่รู้จะกลัวอะไร? นอกจากกลัวจะถูกหมายหัวถึงโทษในฐานะ “อาชญากรสงคราม” ซึ่งผู้นำหลายประเทศก็เคยเจอชะตากรรมนี้ไปแล้ว? ส่วนประเทศไทยไอ้พวกก่อการร้ายมีโอกาสกลายเป็นอาชญากรสงครามกระมัง?

การสังหารหมู่ Massacre หรือ Genocide มีคำจำกัดความอันมีลักษณะซึ่งผู้สังหารเข้าข่ายเป็นอาชญากรสงคราม มีข้อพิจารณาดังนี้ ประการแรกเป็นการสังหารหมู่ผู้คนจำนวนมาก มีเป้าหมายที่เป็นพลเรือน ผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก คนชรา และแม้กระทั่งทหารที่ไม่มีอาวุธ เหยื่อสังหารเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่สามารถจะป้องกันตนเองได้ ประการที่สองเหยื่อสังหารเป็นคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน เป็นพลเมืองของรัฐบาลเดียวกัน ประเทศเดียวกัน ประการที่สามเหยื่อสังหารต่างถูกยัดข้อหาว่าผิดกฎหมายบ้างก็ไม่ผิด ถูกปลุกระดมกล่าวร้ายด้วยสื่อของรัฐหรือที่ครอบงำโดยรัฐ ขณะที่สื่ออื่นๆในประเทศถูกปิดกั้นโดยเบ็ดเสร็จ ให้สังคมได้รับข้อมูลของรัฐเพียงฝ่ายเดียว

การกล่าวด้วยข้อเท็จจริงอีกชุด สร้างข้อมูลใหม่อย่างซึ่งหน้าด้วยจินตกรรม วาทกรรม กิจกรรม หรือมายาประดิษฐ์อื่นๆตามแต่จะหามาได้ ดำเนินการเฉลี่ยจินตนาการ ปลุกกระแสสังคมให้เชื่อตามนั้นอย่างที่อยากให้เชื่อ แม้ข้อเท็จจริงอีกชุดนั้นจะถูกบันทึกเผยแพร่อย่างไร้พรมแดนต่อหน้าสายตาของชาวโลก ซึ่งไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่เรียกว่า “เฉลี่ยจินตนาการ (Average Imagination)” อันเป็นจิตวิทยาแห่งสงคราม มุ่งหวังการรับ “ใบอนุญาตสังหาร (License to Kill)” ในการสังหารหมู่แต่ละครั้งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีตของต่างประเทศเป็นอย่างไร? เหตุการณ์ในประเทศไทยที่ผ่านมาก็ถูกเข้าใจไปในลักษณะนั้นได้? เพียงแต่มีความซับซ้อนของผู้ลงมือมากกว่ากัน?

การสังหารหมู่ประชาชนพลเรือนที่บริสุทธิ์ ปราศจากอาวุธในครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ระหว่างขบวนการหาข้อมูลหลักฐานของรัฐบาลและองค์กรต่างๆที่รัฐบาลได้แต่งตั้งขึ้นมากับมือ แต่ถ้าไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอว่าเป็นฝีมือพวกก่อการร้าย...มันก็มีคำถามว่าการสังหารหมู่ในทุ่งสังหารทั้งเดือนเมษายนและพฤษภาคม ความหมายของ Massacre หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ Genocide ที่เกิดขึ้นมันเป็นฝีมือของใครกันแน่? ซึ่งความจริงแล้วในระดับนานาชาติก็พอจะรู้โฉมหน้าของจอมฆาตกรตัวจริงกันดี เพียงแต่ขบวนการสอบสวนและหาหลักฐานจะกระทำได้เป็นรูปธรรมเมื่อไรเท่านั้นเอง?

สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบในชะตากรรมอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับเงื่อนเวลาแล้วจะมีการตัดตอนสักแค่ไหน? ก็ได้แต่หวังว่านายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และบรรดานายพลอีกหลายคน คงไม่มีชะตากรรมสุดท้ายในบั้นปลายเหมือนกับนายราโดแวน คารัดซิช อดีตผู้นำชาวเซิร์บ ที่ต้องตายในคุกด้วยข้อหาอาชญากรสงคราม?

เส้นทางหฤโหด

ที่มา บางกอกทูเดย์


ลุ้นยิ่งกว่าฟุตบอลโลก.. นับแต่ช่วงต่อจากนี้ไปถือว่าเป็นนาที “ระทึกขวัญ”ของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง!! เพราะจะเป็นช่วง โหวตพ.ร.บ.งบประมานรายจ่ายประจำปี 2554 ที่จะมีขึ้นในไม่ช้านี้.. ในขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิ่งจะตั้งลำ “รัฐนาวา” ให้แล่นได้..หลังจากที่ กระแทกหินโสโครกด้วยการ “ปรับ ครม.ครั้งที่ 5”ผ่านมาหยกๆ คนที่นั่งอยู่บนเรือก้นแปะปริ่มน้ำ..อย่าว่าแต่จะพูดคุยกันเลย แม้เสียงหายใจยังต้อง

ขมิบอย่างสงบ.. ทำได้แค่ส่งสายตาให้กำลังใจซึ่งกันและกันว่า “รอด” หรือ “ไม่รอด”เท่านั้น!! งานนี้ขอเตือนนะครับสำหรับ คนขวัญอ่อน - คนขี้ตกใจ หรือ เด็กอายุต่ำกว่า13 ปี ห้ามเหลือบตามองดูอย่างเด็ดขาด!! เอ๊ะ..นี่มัน “การเมือง” หรือ “หนังผี”วะเนี่ย!! โอกาสเยี่ยงนี้ เป็นไปได้ถึง“ห้าสิบ-ห้าสิบ”..ถ้า รัฐบาลของ อภิสิทธิ์

คุมเสียงฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ ไม่ว่าด้วยกรณีย์ใดๆทั้งสิ้น เมื่อโหวตแล้วได้เสียง ไม่ถึง “กึ่งหนึ่ง” ก็เรียบร้อย.. “อภิสิทธิ์” มีทางเลือกแค่สองทางคือ “ลาออก”กับ “ยุบสภา”เท่านั้น!! ทางอื่นไม่มี..แผนปรองดองที่สับสนต้องจบ..เหลือแค่ ส้มตำปูดองเหี่ยวๆ แต่ก็ยังเชื่อว่า..ชั่วโมงนี้ นาทีนี้ รัฐบาล ก็ต้องทุ่มทุกอย่าง

เพื่อให้มีเสียงพอในสภากับการโหวตผ่าน เพื่อยึดอำนาจรัฐมาครองต่อให้ได้ จากนั้นก็รอเรื่อง “ยุบพรรค ประชาธิปัตย์” หรือ“เส้นทางโหดภาค2” “ข่าวลับ” จากเจ๊เล้งแจ้งมาว่า.. ขณะนี้ “ผู้กุมอำนาจ”ตัวจริง กำลังนั่งวิปัสสนาใช้บริกรรมคำว่า “ยุบหนอ -พองหนอ” หลับตาเพ่งกสินดูว่า.. เหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ประชาธิปัตย์

ควรจะ“ยุบหนอ” หรือ “พองหนอ” ถ้า “ยุบ”ก็ “จบ” ..ถ้า “พอง” ก็ “ผงาด”!! เอาเป็นว่าหาก “อภิสิทธิ์” ผ่านสองเหตุการณ์นี้มาได้ จะไม่ผิดกับ “พยัคฆ์ติดปีก” ถือว่าสอบผ่าน “ดวงโหด”หลุดจาก สมรภูมิเลือดที่โชกโชนมาแล้ว และต่อไปนี้ “โอบาม่า” อาจจะต้องเดินตามรอย “โอบามาร์ค”มั่งก็เป็นได้ใครจะรู้!!

สวรรค์กลาย

ที่มา บางกอกทูเดย์


เป็นความวิตก ไม่ใช่เฉพาะคนไทย...แต่กับใครๆ ทั่วโลกก็มีความหวาดวิตกพอๆกัน...เพราะโลกใบนี้มันเล็กลงกว่าเก่ามากมาย...ติดปีกบินไปไม่ถึง 2 กรอบโลก กรุงเทพประเทศไทย...จึงกลายเป็นเมืองของโลกที่ใครๆ ก็อยากมา...ฝั่งทะเลไทยกลายเป็นสวรรค์ฝั่งในฝันของคนทั้งโลก...ที่จะมาชมอาทิตย์ขึ้น

อาทิตย์ตกในทะเลไทย...เมืองสวรรค์กลายใครต่อใครก็ต้องเสียดาย นิวส์วิค...บรรยายว่า...เมืองสวรรค์ดินแดนแห่งรอยยิ้ม หนึ่งในเสือเศรษฐกิจเอเชีย เที่ยบชั้นกับเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย...สวรรค์ของนักท่องเที่ยวปีละ 13 ล้านคน...นี่คือประเทศที่เป็นอันดับ 1 ของเมืองท่องเที่ยวแห่งเอเชีย ไทม์...

คาดหมายไว้ในบทความของเขาว่า...นี่คือแผ่นดินที่กำลังจะลุกเป็นไฟ...จากการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ประชาชนกับกองทัพ...และประชาชนกับประชาชน...และวาดภาพแห่งความหวาดหวั่นให้ปรากฏต่อสายตาชาวโลกว่า...จะไม่ต่างไปกว่า...กลุ่ม ไออาร์เอ ในไอร์แลนด์เหนือ กับกลุ่มโบโกต้าในโคลอมเบีย...

22 ล้าน ของประชาชนคนไทย...คือคนอิสานตอนบน...นั่นคือที่ตั้งของ 4 จังหวัดใหญ่ที่ได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่เคอร์ฟิว...วิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์...รักษาการผู้ว่าอุดร...บอกว่า...นี่คือเมืองหลวงของคนเสื้อแดง...1 ล้าน 7 แสนคน... คือประชาชนใน 3 จังหวัดภาคใต้...เกินแสนล้านบาทกับอีก 5 พันชีวิต...

คือวิกฤติไฟใต้...ที่ยังลุกไหม้ไร้วันจบ...ถ้าหวาดวิตกของ นิวสวีคและไทม์...มันเป็นจริงขึ้นมา...นั่นคือประเทศไทยในความวิตกกังวงของประชาชนทั่วโลกมันจะต้องคูณกันเข้าไปอีกเท่าไหร่...ไม่ว่างบประมาณหรือชีวิต หน้าที่ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี...คือการทำให้ความวิกตเหล่านี้ไม่เป็นความจริง...

เป็นงานหนักเหนื่อย ของสุเทพ เทือกสุบรรณ...รองนายกฝ่ายความมั่นคง...และเป็นสงครามใหญ่ของใครก็ตามที่จะขึ้นมาเป็น ผู้บัญชาการทหารบก สืบต่อจาก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นหน้าที่ของคนไทยที่รักประเทศไทย...จะต้องสวดมนต์ภาวนา...อย่าให้มันเกิดขึ้น...เป็นประชาชนมันก็ทำได้แค่ สวดมนต์ภาวนา

พ.ร.บ.งบฯ เกมเขย่าขวัญปชป.

ที่มา บางกอกทูเดย์



เสียวสันหลังกันไปตามๆ กันกับช็อตเด็ดโดนใจ ที่หลังบ้าน “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อย่าง “เจ๊หวี” นางฉวีวรรณ ขจรประศาสน์ ภริยา พล.ต.สนั่น ร่วมงานเลี้ยงปลอบขวัญ “ไพฑูรย์ แก้วทอง” อดีตรมว.แรงงาน ท่ามกลางข่าวการจับมือคนพิจิตร เพื่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ ก่อนหน้าที่ต้องบอกว่า...กระแสการตั้งพรรคใหม่ของ “ไพทูรย์-สนั่น” มีออกมาตั้งแต่มีข่าวปรับครม. แต่เจ้าตัวยังแทงกั๊ก

เพราะไม่อยากมีเรื่องมีราวกับผู้ใหญ่ในพรรค รอจังหวะฟ้าเปิดค่อยจับมือเสธ.หนั่น ตั้งพรรคยังไม่สาย แต่สิ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ที่เก๋าเกมการเมืองต้อง “อกสั่นขวัญแขวน” กันพอสมควรคงหนีไม่พ้น ร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระ 2 และ วาระ 3 แต่เสียงในสภาปริ่มน้ำเกินกึ่งมา

แค่ 1 เสียง ไม่แปลกที่วันก่อน “จิรายุ ห่วงทรัพย์” รองโฆษกพรรคเพื่อไทย จะออกมาโยนหินถามทาง หยั่งเชิงพรรคการเมืองรุ่นเก๋าด้วยการระบุว่า...ส.ส.ปชป.บางกลุ่มที่อกหักจากเก้าอี้รมต.เตรียมย้ายรังเข้าซบพรรคเพื่อไทยหลายคน แถมในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี 54 อาจมีเซอร์ไพส์ เล่นเอาลูกหม้อประชาธิปัตย์

ต้องออกมาเคลียร์ข่าวนี้กันเป็นพัลวัน ซึ่งก็เข้าทำนองเดิมว่ารัฐบาลและพรรคร่วมยังกอดคอเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลง “ในฐานะที่ผมเป็นผู้จัดการรัฐบาลยืนยันให้สบายใจได้ว่าเสียงสนับสนุนรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้านแน่นอน ไม่มีปัญหาในการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบฯ แน่นอน ส่วนที่บอกว่าเสียงรัฐบาลเกินครึ่ง

เพียง 1 เสียงนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นอย่างนั้น สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้”นี่คือการยืนยันจากผู้จัดการรัฐบาล อย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ที่มั่นอกมั่นใจเหลือเกินว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ตกม้าตายกลางสภาช่วงการพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณ ขณะที่ “สาธิต ปิตุเตชะ” กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์

ออกมาเตือนแม่ทัพนายกองของพรรคว่า...อย่าประมาทเสียงโหวตสนับสนุนร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ในการพิจารณาวาระ 2-3 “การโหวตร่างพ.ร.บ. งบประมาณ ซึ่งเป็นพ.ร.บ. การเงินไม่ต้องโหวตสวน แค่ไม่ลงคะแนน งดออกเสียงหรือแค่โดดการประชุม จนทำให้เสียงสนับสนุน

ไม่เกินกึ่งหนึ่ง รัฐบาลทั้งรัฐบาลก็ต้องล้มแล้ว ยิ่งเสียงตอนนี้ปริ่มน้ำยิ่งอ่อนไหว แอบซื้อกันได้ง่ายๆ” สาธิต ปิตุเตชะ กล่าวแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่หวั่นเสียงปริ่มน้ำ แต่ในมุมหนึ่งก็สามารถจับอาการ “ขาสั่น” ได้เช่นกัน นั่นคือ การรีบเร่งจัดการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. แทน “ทิวา เงินยวง” ส.ส. ปชป. ที่เพิ่งเสียชีวิต

ไปเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา แต่หลังจากการเสียชีวิตเพียง 3 วัน กกต. ก็มีมติประกาศวันเลือกตั้งซ่อมส.ส. เขต 6 กทม. ในวันที่ 25 ก.ค.นี้ แน่นอนว่าในเขต 6 บึงกุ่ม จะเป็นฐานเสียงที่หนาแน่นของพรรคประชาธิปัตย์ ที่อยากจะเจาะในเขตนี้ เขต 6 กรุงเทพฯ ประกอบด้วย ส.ส. 3 คน 2 คนจากพรรคประชาธิปัตย์คือ

นายทิวา เงินยวง และ นายสมัย เจริญช่าง ขณะที่อีก 1 คนคือ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธาน ส.ส.ภาคกรุงเทพฯ ของพรรคเพื่อไทย แม้การเลือกตั้ง ส.ข. ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย จะแพ้ในสนามเลือกตั้งนี้ แต่ศึกเลือกตั้งสนามใหญ่เชื่อว่ากระสุนดินดำที่เตรียมไว้สู้ศึกน่าจะพร้อมรับมือกับศึกใหญ่เช่นนี้

ขณะเดียวกันน้องใหม่อย่างพรรคการเมืองใหม่ ก็เตรียมประเดิมสนามการเมืองด้วยการส่ง “สำราญ รอดเพชร”โฆษกพรรคลงสู้ศึกครั้งนี้เช่นกัน งานนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เก็บ 1 เสียงในสนามนี้ และหากปชป. เดินเกมพลาดอาจมีผลต่อการโหวตร่างพ.ร.บ. งบประมาณฯ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 18-19 ส.ค.นี้

ท่องเที่ยว-เศรษฐกิจสาหัส-ไล่จี้มาร์ค “สามสี” เงียบจ้อย!!

ที่มา บางกอกทูเดย์์



พิษเศรษฐกิจและความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทำเอาภาคธุรกิจชักทนไม่ไหว ล่าสุดท่องเที่ยวให้ รมว.ชุมพลจูงมือไปพบนายกฯก่อนประชุม ครม. ในขณะที่คลังอ้างฐานะการคลังซื้อเวลา ถ้าจะแก้ไขปัญหาประเทศไทย นอกจากจะต้องแก้ไขในเรื่องของความยุติธรรม เรื่องของการไม่มี 2 มาตรฐาน เพื่อเยียวยาความรู้สึกที่ขัดแย้งแตกต่างทางความคิดแล้ว เรื่องของปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ

ปากท้องประชาชน ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก็ให้ความสำคัญ และได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ความไม่เท่าเทียมทางสังคม (Social inequality)” โดยมี นักคิด นักวิชาการ นักธุรกิจ

และตัวแทนองค์กรสื่อมวลชน เข้าร่วมระดมความเห็น นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุตรงๆว่า ที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมาโดยตลอด และได้เคยพูดในที่ประชุมคณะกรรมการสศช.ว่าทำไมไม่เอามหาวิทยาลัย ต่างๆทั้งประเทศมาร่วมกันทำวิจัย

ว่าที่จริงแล้วปัญหาความเหลื่อมล้ำเกิดจากอะไร ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้คุยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปแล้ว ว่าปัญหาจริงๆคืออะไร เพราะถ้าไปถามคนภาคเหนือ ภาคอีสาน จะพบว่ามีหลายปัญหาที่ไม่ตรงกัน จึงเห็นว่าควรไปสอบถามชาวบ้าน ว่าอะไรคือเหตุของปัญหา และทางแก้ปัญหาจะเป็นอย่างไร

นายวิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.)กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนหลากหลาย บางครั้งอาจจะไม่ใช่เรื่องของตัวเงิน แต่เป็นเรื่องทางความรู้สึก เมื่อใดที่มีการเปรียบเทียบว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมคนก็จะแสดงออกมา นายณรงค์ โชควัฒนา นักวิชาการและนักธุรกิจอิสระ

มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้สิ่งที่คนไม่อยากแตะคือเรื่องการเมือง ประชาชนต้องรู้ว่า รัฐบาล นายกรัฐมนตรี และส.ส. เป็นลูกจ้างของประชาชนไม่ใช่ผู้ปกครอง ไม่ใช่ประชาชนไปลงคะแนนเลือกตั้งแล้วอำนาจต่างๆจะเป็นของนักการเมือง และ ประชาชนต้องฟังค่ำสั่ง เรื่องนี้ถ้าไม่แก้กันตรงยอด จะคุยกันอีกร้อยปีร้อยชาติก็

แก้ไม่ได้ “การยึดอำนาจรัฐมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ เอารถถัง ปืนใหญ่ ออกมา ถ้ายึดไม่สำเร็จก็เป็นกบฎ แต่ตอนนี้เราเลือกยึดอำนาจรัฐด้วยการเลือกตั้งใช้เงิน ซื้อ ส.ส. พรรคการเมือง กกต. ข้าราชการ เพราะถ้าชนะแล้วจะได้อำนาจรัฐอย่างมหาศาล เป็นนายของตำรวจ ทหาร มีงบประมาณนับล้านล้านบาทในมือ

ซึ่งคุ้มค่ามาก”นายณรงค์กล่าว มุมมองเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาเฉพาะหน้า คือรัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เห็นชัดก่อนถึงจะทำมาตรการปรองดองได้จริง ถือเป็นการบ้านที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับนายอภิสิทธิ์ เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่า ภาคธุรกิจ ภาคแรงงาน ยังระงมเสียงสะท้อนในเชิงที่ยังไม่เห็น

ผลงานที่แท้จริงของรัฐบาลอยู่เหมือนเดิม อย่างเช่นธุรกิจที่เหนื่อยหนักหนาสาหัสที่สุดในเวลานี้ ก็คือ ธุรกิจการท่องเที่ยว ที่ทนรอความช่วยเหลือและคำตอบต่างๆไม่ไหว ล่าสุดถึงขนาดที่เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ช่วงเวลา 08.00 น. ได้ขอให้นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

ช่วยนำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเข้าพบ นายอภิสิทธิ์ ที่ตึกสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีมาแล้ว ซึ่งนายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) กล่าวภายหลังเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เพื่อขอให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว

ว่า นายกรัฐมนตรีเห็นว่ามาตรการและงบประมาณที่เสนอมีจำนวนมากเกินไป จึงขอให้จัดกลุ่มอย่างชัดเจน เพราะจำเป็นต้องช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริงก่อน ซึ่งจะต้องกลับไปทบทวนใหม่ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาใหม่ในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ ยังเห็นว่า งบประมาณที่ให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการ

ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบินที่ผ่านมายังเหลือ 1,600 ล้านบาท แต่ยังคงติดเงื่อนไข จึงอยากให้มีการปรับเงื่อนไข เพื่อช่วยเหลือเหมือนกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ราชประสงค์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแรงงานที่อยู่ในระบบ 9 ล้านคน จะขอให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือต่อไป

ในขณะที่ในการประชุม คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนนั้น ภาคเอกชนก็ได้มีการยื่นข้อเสนอเรื่องภาษีให้นายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา

ประกอบไปด้วย มาตรการชั่วคราว หรือระยะสั้น ได้แก่
1. การลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับกำไรจากการขายสินทรัพย์ที่เป็นทุน เหลือร้อยละ 10
2. การขยายขอบเขตและระยะเวลาการยกเว้นภาษีการปรับโครงสร้างหนี้ที่ยังไม่ถูกฟ้องล้มละลาย
3. การใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนของบริษัทในเครือ
4. การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
5. การลดอัตราภาษีโรงเรือนและที่ดิน
6. การขยายเวลาการนำผลขาดทุนสะสมทางภาษีมาใช้ประโยชน์

ซึ่งปรากฏว่าทาง กระทรวงการคลัง ระบุว่า ข้อเสนอเหล่านี้อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด แต่บางข้อเสนอกระทรวงการคลังก็ไม่เห็นด้วย เช่น การลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับกำไรจากการขายสินทรัพย์ เพราะจะทำให้เกิดการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ส่วนการขอลดหย่อนภาษีเพื่อปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับโครงสร้างองค์กรนั้น อยู่ระหว่างพิจารณา ขณะที่มาตรการใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนของบริษัทในเครือ ต้องแก้ไขประมวลรัษฎากรหลายมาตรา จึงไม่สามารถดำเนินการระยะสั้นได้

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอมาตรการระยะยาว อย่างการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล และการขยายช่วงเงินได้สำหรับการเสียภาษีบุคคลธรรมดาด้วย แต่เบื้องต้นกระทรวงการคลัง ระบุว่า อยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างภาษีทั้งระบบ จะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังอ้างว่าจะต้องคำนึงถึงฐานะการคลังด้วย

และที่ผ่านมาก็มีการยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลหลายอัตรา คือ ร้อยละ 15 ,20, 25 ให้แก่ เอสเอ็มอี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 85 ของกิจการ อีกร้อยละ 15 ลดให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงเหลือธุรกิจที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 30 เป็นส่วนน้อย เท่านั้น

เรียกว่าในขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนร้องขอความเช่วยเหลือ แต่กระทรวงการคลังเองก็กลับตั้งการ์ดสูงเต็มที่เหมือนกัน ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจเอกชนมึนไปตามๆกัน เพราะในขณะที่นายกรณ์ และรัฐบาลพยายามสร้างความเชื่อมั่น บอกว่าเศรษฐกิจดีอย่างนั้นอย่างนี้ แถมกระทรวงการคลังมีการแถลงผลการจัดเก็บภาษี

ว่าออกมาดีเกินคาด เก็บรายได้ภาษีได้เกินเป้า แต่พอภาคธุรกิจขอความช่วยเหลือทางด้านภาษีกระทรวงการคลังกลับบอกว่า ต้องดูถึงฐานะของรัฐบาลก่อน จนทำให้เวลานี้เริ่มมีคำถามว่า จริงๆแล้วเศรษฐกิจดีจริงๆหรือไม่ เพราะแม้แต่นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการ เครือซีพี ก็ยังมองว่าปัจจัยที่จะ

ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง คือ ภาวะการเมืองที่ยังไม่มีเสถียรภาพ และวิกฤตเศรษฐกิจในกลุ่มสหภาพยุโรป หากลามจากประเทศกรีซ ไปประเทศอื่นเช่น อังกฤษหรือสเปน จะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่สุด นายอาชว์กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งดำเนินการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์

เพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองโดยเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการศึกษาของคณะกรรมการแผนการปฏิรูปประเทศไทยและแผนปรองดอง นอกจากนี้ยังต้องเร่งแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ชนบท ปัญหาคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมายาวนาน “ครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเมือง

และต้องระวังไม่ให้เกิดอีก เพราะทุกคนได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดมาแล้ว ทั้งปัจจัยการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปน่าห่วงพอกัน หากเกิดวิกฤตในยุโรปรุนแรงลามไปประเทศอื่น และมีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นอีกอาจจะเห็นเศรษฐกิจโตไม่ถึง 4% หรืออย่างน้อย 4.5% แม้การเมืองจะเป็นปัจจัยเสี่ยง

แต่คงไม่เกิดการชุมนุมรอบใหม่ เพราะรัฐบาลมีแผนปรองดองและมีแนวคิดจะทำอะไรหลายอย่าง แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ปากพูด”นายอาชว์กล่าว ใขณะที่นายสารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท เครือซีพี ได้มีการสะกิดเตือนว่ารัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนต่างชาติ

โดยเฉพาะญี่ปุ่น เพื่อไม่ให้ย้ายฐานลงทุนไประเทศภูมิภาคอย่างเวียดนาม เช่นเดียวกับนายสมมาต ขุนเศรษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ได้นำสมาชิกไปเข้าเข้าพบธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อหารือ 2 เรื่องหลัก คือ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี) ที่ 1.25% ไปจนถึงปลายปี 2553

เพื่อช่วยเหลือต้นทุนของผู้ประกอบการ และขอให้ ธปท.ดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเกิน 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน ส.อ.ท.ยังเตรียมเข้าพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่เพื่อให้แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่มีอยู่ 5-6 แสนราย โดยได้เสนอให้สำนักงาน

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พิจารณาระเบียบการให้ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับสิทธิจากบีโอไอสามารถจ้างแรงงานต่างด้าวเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานด้วย ฉะนั้นในเวลานี้ แม้นายอภิสิทธิ์ จะให้ความสำคัญกับแผนปรองดองและการปฏิรูปการเมือง ก็ไม่สามารถที่จะละเลยหรือมองข้ามปัญหาเศรษฐกิจ

ที่กำลังกดดันภาคธุรกิจและประชาชนได้ เช่นกันกับนายกรณ์เองในฐานะที่ดูแลด้านการเงินการคลัง ก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ และหาทางแก้ไขปัญหา ไม่ใช่มัวไปหมกมุ่นสนใจเกี่ยวกับเรื่องการซื้อคืนไทยคม จนก่อให้เกิดการเก็งกำไรอย่างมากมายในตลาดหุ้น และมีคนในแวดวงการเมืองได้ประโยชน์ไปเต็มๆ

ที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ อาจจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามสังคมว่า เศรษฐกิจกดดันหนักขนาดนี้แล้ว นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หายไปไหน ทำไมบทบาทจึงน้อยขนาดนี้??? หากเป็นเพราะปัญหาภายในพรรคแล้ว ตรงนี้ประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบและรีบแก้ไขด่วน

มาตรารัฐธรรมนูญ ที่มีไว้สกัดนักการเมือง

ที่มา Voice TV


มีหลายมาตราที่ ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้มีนักธุรกิจเข้ามาเป็นผู้แทนประชาชน
โดยจุดประสงค์ หลักคือ กีดกั้นไม่ให้นักธุรกิจนั้นแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวกับตำแหน่งทางการเมือง แต่ในที่สุดมาตราต่างๆเหล่านี้กลับถูกองค์กรอิสระใช้สกัดกั้นนักการเมือง

รัฐบาลไทยเคยลงนามเข้าร่วม ICC เพราะฉะนั้น...

ที่มา Voice TV


รัฐบาลไทยเคยลงนามเข้าร่วมเป็นทวิภาคีของสนธิสัญญาโรมเพื่อก่อตั้งศาลอาชญากรโลก
รัฐบาลไทยเคยลงนามเข้าร่วมเป็นทวิภาคีของสนธิสัญญาโรม เพื่อก่อตั้งศาลอาชญากรโลก

อย่างไรก็ดีเรายังไม่ได้นำสนธิสัญญานี้มาแปลให้มีผลบังคับใช้ต่อรัฐบาลไทย เพราะฉะนั้น นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจจะไม่มีวันที่จะถูกดำเนินคดีในศาลอาชญากรโลกได้

เควสชั่น"มาร์ค" ปฏิบัติการทวงคืนดาวเทียม"ไทยคม" เอาจริงหรือแค่เบี่ยงกระแส !!

ที่มา มติชน

บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทในสายธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศของกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น ที่เกิดจากแนวคิดของคนเดียวกันที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก่อตั้งขึ้นวันที่ 7 พฤศจิกายน 2534 ใช้ชื่อเดิมว่า “ชินแซทเทลไลท์” ให้บริการดาวเทียมสื่อสารแห่งชาติ ภายใต้การรับสัมปทานจากกระทรวงคมนาคมขณะนั้น แต่ปัจจุบันอำนาจการดูแลสัญญานี้ได้ถูกโอนไปอยู่ภายใต้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีอายุสัญญา 30 ปี นับตั้งแต่ปี 2534 – 2564


ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามดาวเทียมสื่อสารแห่งชาติดวงแรกอย่างเป็นทางการว่า “ไทยคม” (THAICOM) มาจากคำว่า Thai Communications หรือ ไทยคมนาคม เพื่อเป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงประเทศไทยกับเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่


ปี 2537 ไทยคมได้จดทะเบียนเข้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาในเดือนเมษายนปี 2551 ได้เปลี่ยนจากชื่อเดิม ชินแซทเทลไลท์ เป็น “บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)” มีหน้าที่จัดส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจร การควบคุมดูแลสุขภาพดาวเทียม การลงทุน การจัดการ และการตลาด เพื่อให้บริการช่องสัญญาณ โดยต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่ไอซีที และต้องส่งมอบตัวดาวเทียม สถานีควบคุมดาวเทียม รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นกรรมสิทธิ์ของไอซีที เมื่อจัดส่ง และติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา บริษัท ไทยคม ได้จัดส่งและให้บริการดาวเทียมไทยคมแล้วทั้งสิ้น 5 ดวง ได้แก่ ดาวเทียมไทยคม 1(ปลดระวางปี 2551), ไทยคม 2 (ใกล้ปลดระวางกลางปี 2553) , ไทยคม 3 (ปลดระวางเมื่อปี 2549), ไทยคม 4 (ไอพี สตาร์) และไทยคม 5 ประกอบธุรกิจหลัก 4 สายธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจดาวเทียมและบริการที่เกี่ยวเนื่อง ธุรกิจอินเตอร์เน็ต ธุรกิจโทรศัพท์ในต่างประเทศ และธุรกิจบริการจัดพิมพ์และเผยแพร่สมุดโทรศัพท์

บริษัท ไทยคม เริ่มถูกจับตามองทันที เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และคนในตระกูลชินวัตร ตัดสินใจขายหุ้นกลุ่มชินทั้งหมดให้กับกองทุนเทมาเส็ก ของรัฐบาลสิงคโปร์ ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 73,000 ล้านบาท ในปี 2549 ท่ามกลางกระแสต่อต้านและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเหมาะสม การหลบเลี่ยงภาษี ฯลฯ แต่สิ่งที่คนไทยจำนวนมากรับไม่ได้คือกิจการดาวเทียมของคนไทย และเกี่ยวกับความมั่นคง ต้องตกไปอยู่ในมือของต่างชาติโดยปริยาย ทั้งที่เป็นทรัพยากร และสมบัติของชาติ

ทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณตกกระป๋อง นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมา รัฐบาลหลังจากนั้นพยายามพูดถึงการทวงคืนดาวเทียมไทยคมกลับคืนสู่คนไทย ไล่เรียงตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องหาช่องกฎหมายยึดคืน แต่ต้องประสบกับความผิดหวังเพราะบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ผู้ถือรายหุ้นใหญ่ในบริษัท ไทยคม จำกัด) ได้ขายหุ้นให้บริษัท ซีดาร์ โฮลดิงส์ จำกัด ซึ่งบริษัทนี้ แม้จดทะเบียนในประเทศไทย แต่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ไทยคม จึงมีสถานะเป็นบริษัทลูกของชิน คอร์ป การพิจารณาโดยเบื้องต้น จึงไม่ขัดกับข้อกฎหมาย เพราะ บริษัทชินคอร์ปอเรชั่นไม่ใช่บริษัทต่างชาติโดยตรงที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่เป็นบริษัทลูกอีกชั้นหนึ่ง ถือเป็นการเลี่ยงโดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย

กระทั่งมาในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การยึดคืนไทยคมถูกจุดพลุขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ มูลค่า 46,000 ล้านบาท ในคำวินิจฉัยมี

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไทยคม ดังนี้ คือ

1.การละเว้น อนุมัติส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจดาวเทียม ตามสัญญาสัมปทานดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ โดยมิชอบ 3 กรณี คือ การยิงดาวเทียมไอพีสตาร์ ซึ่งมีลักษณะการใช้งานแตกต่างจากดาวเทียมไทยคม 3 ขัดต่อสัญญาสัมปทานที่ระบุว่าต้องยิงดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) เพื่อเป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3

2.การแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมในประเทศ ลดสัดส่วนการถือหุ้น ของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในบริษัทชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) หรือที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) จากเดิมที่กำหนดให้ต้องถือหุ้นไม่ตํ่ากว่า 51% เหลือไม่ต่ำกว่า 40% โดยนำสัดส่วนหุ้นที่ลดลงไปขาย เพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หลีกเลี่ยงการเพิ่มทุนหรือกู้เงินด้วยตนเอง ถือเป็นการผิดสัญญาสัมปทาน

3.การนำเงินที่ได้จากการประกันความเสียหายดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 33 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปใช้ผิดประเภทที่กำหนดไว้ในสัมปทาน โดยนอกเหนือจากการนำเงินจำนวน 26 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปใช้ว่าจ้างสร้างดาวเทียมดาวใหม่แล้ว ส่วนจำนวนเงินที่เหลือ 6 ล้านเหรียญฯ ได้นำไปใช้เช่าดาวเทียมดวงใหม่ ถือว่าผิดสัญญาสัมปทาน และอีก 1 ล้านเหรียญฯ นำไปฝากไว้ที่สิงคโปร์ แทนที่จะนำกลับคืนเป็นรายได้เข้ารัฐ เนื่องจากค่าสินไหมที่ได้รับถือว่าเป็นทรัพย์สินของรัฐภายใต้สัมปทาน

สถานการณ์ที่ทำให้ความพยายามยึดคืนไทยคมกลับมาเข้มข้น และเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น เมื่อการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมเผด็จการประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ใช้สถานีโทรทัศน์พีเพิล ชาแนล (พีทีวี) เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารกับผู้ชุมนุม บริษัท ไทยคม ในฐานะผู้ให้พีทีวีเช่าช่องสัญญาณดาวเทียม จึงถูกรัฐบาลสั่งปิดทีวีคนเสื้อแดง แต่ก็ต้องล้มไม่เป็นท่า ทำได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อพีทีวีอาศัยช่องทางจากดาวเทียมดวงอื่นส่งผ่านสัญญาณมายังผู้ชุมนุม

รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงต้องหยิบยกสัญญาข้อ 43 ที่ระบุถึงความจำเป็นเพื่อความมั่นคงของชาติหรือเพื่อดำเนินการตามหน้าที่ตามกฎหมาย ทางไอซีทีสามารถยกเลิกสัญญากับไทยคมได้มาขู่ไทยคมจนสามารถปิดพีทีวีได้เด็ดขาด

หลังเหตุการณ์วุ่นวายกลางเมือง รัฐบาลยังคงไม่ลดละความพยายามยึดคืนไทยคม

เรื่องมาปรากฏชัดขึ้นเมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯออกมายอมรับเองว่าได้มอบหมายให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายศิริโชค โสภา เลขานุการส่วนตัวนายกฯ เดินทางไปเจรจากับกลุ่มเทมาเส็ก ที่สิงคโปร์ พร้อมผุดโมเดลใหม่ "ประกาศซื้อคืนไทยคม"

ประเด็นการซื้อคืนไทยคมนั้น หากพิจารณาจากข้อสัญญาสัมปทานข้อที่ 15 ที่ไทยคม มีต่อไอซีทีแล้วนั้น การซื้อดาวเทียมคืนไม่มีความจำเป็น ยกเว้นไทยคม 4 (ไอพี สตาร์) เนื่องจากดาวเทียมไทยคมที่เหลือ ภายใต้สัญญาสัมปทานจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงไอซีที ดังนั้น ประเด็นการซื้อคืนไทยคมนั้น รัฐบาลจะซื้อคืนดาวเทียมในส่วนไอพีสตาร์เท่านั้น สืบเนื่องจากตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ไอพี สตาร์อยู่นอกสัญญาสัมปทาน เนื่องจากการจัดสร้างผิดจากสัญญาสัมปทาน แต่ได้ใช้วงโคจรของประเทศไทย ซึ่งประเด็นนี้จะต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน คือต้องดำเนินการทางกฎหมาย เอาผิดกับผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ

ดังนั้น การซื้อคืนไทยคมจึงน่าจะออกมาเป็นรูปแบบการซื้อกิจการคืน หรือซื้อสัญญาสัมปทานที่เหลือนั่นเอง โดยมูลค่าการลงทุนนั้น ก็พิจารณาจากอายุสัญญาสัมปทานที่เหลืออยู่ ส่วนนี้สามารถดำเนินการได้ ขึ้นอยู่กับว่าทางเทมาเส็กจะตัดสินใจขายหรือไม่

และที่สำคัญรัฐบาลไทยอยากซื้อคืนใจจะขาดจริงๆ หรือแค่เพียง "ปั่นข่าว" กลบกระแสการเมืองภายในประเทศที่ร้อนแรงเท่านั้น !!

"จุติ"เล็งระดมทุนรัฐวิสาหกิจซื้อ"บ.ไทยคม"เปลี่ยนแค่กรรมการ-ผู้ถือหุ้น

ที่มา มติชน


นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ได้ให้ไอซีทีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือถึงแนวทางซื้อดาวเทียมไทยคมคืนในวันพรุ่งนี้ (17 มิ.ย.) ว่าจะมีแนวทางดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะแนวทางการระดมทุนจากรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตามกระทรวงไอซีทีคงทำหน้าที่รับฟังเท่านั้น และยังไม่มีข้อเสนอใดๆ เพราะรายละเอียดเรื่องดังกล่าวทั้งหมดอยู่ที่ นายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศ กระทรวงไอซีที ที่ขณะนี้อยู่ต่างประเทศ


นายจุติ กล่าวว่า การระดมทุนจากรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นเรื่องที่ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะต้องพิจารณา เพราะเมื่อดูจากทรัพย์สินทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจ 40 แห่ง ในประเทศมีมูลค่าสูงถึง 6 ล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันยังใช้ไม่ถึง 10% ซึ่งหากรัฐวิสาหกิจเข้ามาช่วยประเทศก็จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เนื่องจากอนาคตของประเทศไทยอยู่ที่รัฐวิสาหกิจ


"การซื้อบริษัทไทยคมคืนมานั้นง่ายกว่าการซื้ออายุสัมปทานที่เหลือคืน เนื่องจากหากซื้อสัมปทานที่เหลือจะเจอกับปัญหาที่ไม่มีคนมาดูแล แต่หากเป็นการซื้อมาทั้งบริษัท ก็แค่เพราะแค่เปลี่ยนคณะกรรมการและผู้ถือหุ้นเท่านั้น"