WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 19, 2010

อดีตบอกปัจจุบัน

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



หากเปรียบเทียบสถานการณ์บ้านเมืองระหว่างปี 2519 กับปีปัจจุบัน ระหว่างเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 กับเหตุการณ์ล่าสุด พ.ค. 53 อันเห็นได้ชัดว่า กระบวนการที่นำไปสู่การสลายม็อบนั้นคล้ายคลึงกัน

ก่อนจะเกิด 6 ต.ค. 19 มีการสร้างกระแสที่เหมือนกับก่อนจะเกิด 19 พ.ค. 53

แล้วความเป็นไปหลังจากนั้นก็แทบไม่แตกต่างกัน

มืดครึ้มอึมครึม ใช้อำนาจอย่างครอบจักรวาลเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้อยู่หมัด

แต่สุดท้าย ก็เข้าทำนอง ยิ่งกดยิ่งเกิดแรงต้าน

ส่งผลให้รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ก่อเกิดหลังจาก 6 ต.ค. 2519 ต้องพบจุดจบ โดยมีอายุขัยอยู่ได้เพียงแค่ปีเดียว

จบด้วยการถูกปฏิวัติในวันที่ 20 ต.ค.2520 !!

คนที่ปฏิวัติไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือคณะนายทหารที่ยึดอำนาจในวันที่ 6 ต.ค. 19 แล้วตั้งรัฐบาลธานินทร์ขึ้นมานั่นเอง

คนที่ตั้ง คนที่หนุน เป็นคนปลดเอง

พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งมีพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ

ตัดสินใจก่อการรัฐประหารในอีก 1 ปี เพื่อสลายบรรยากาศมืดมน

เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองหลังวันที่ 6 ต.ค. 19 ถือ ว่าเป็นเผด็จการเต็มตัว

เป็นเผด็จการเพราะต้องปกปิดข้อมูลข่าวสาร จากเหตุฆ่าหมู่กลางเมือง ในธรรมศาสตร์!

ไปจนถึงกลบเกลื่อนภาพการไล่ล่าจับกุมคุมขังผู้นำ

นักศึกษาประชาชน รวมทั้งปิดกั้นกระแสการต่อสู้เคลื่อน ไหวในแนวรบใหม่ของนักศึกษาประชาชน ที่เคืองแค้นจากการถูกปราบปราม

หนังสือพิมพ์ถูกปิดหมด ก่อนจะให้เปิดใหม่ภายใต้การเซ็นเซอร์อย่างหนัก

รัฐใช้สถานีวิทยุในมือโฆษณาชวนเชื่อป้ายสีนักศึกษา หลังจากมีการพบอาวุธมากมายในธรรมศาสตร์ ซึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้

ความจริงของเมืองไทยในสมัยนั้นต้องฟังทางสื่อต่างประเทศ

องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสากลเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลไทยอย่างหนัก เรียกร้องให้มีการสอบสวนความจริงในเหตุการณ์ฆ่าหมู่ และปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง

ผู้คนเริ่มแห่ไปฟังและให้กำลังใจผู้ต้องหาคดี 6 ต.ค. ซึ่งก็คือข้อหากบฏ ข้อหาคอมมิวนิสต์

บรรยากาศอันมืดมนเช่นนี้ดำเนินไปจนกระทั่งต้องเกิดรัฐประหาร 20 ต.ค. 20 เพื่อปลดปล่อยประเทศชาติ

แล้วชะตากรรมของรัฐบาลอภิสิทธิ์จะเป็นเช่นไร

จะเรียนรู้อดีตหรือไม่!?

ดาวเทียม ไทยคม หินลองทอง "การเมือง" "โวหาร" การเมือง

ที่มา ข่าวสด


สัมผัสความคึกคักของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการจะซื้อคืนดาวเทียมไทยคมกลับมาเป็นสมบัติของชาติแล้ว

เป็นปลื้ม

เป็นปลื้มในแนวทางชาตินิยม อันเป็นสีสันเดียวกันกับที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เคยสำแดงออกมาในห้วงภายหลังการรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ไม่นานนัก

เป็นความชาตินิยมถึงขนาดจะสละเงิน 1 ล้านบาทเพื่อนำร่องในการซื้อคืน

เพียงเพราะดำเนินการอย่างฉาบย้อมด้วยความคิดในแนวทางชาตินิยม จึงทำให้ไม่มีคนสงสัยว่าเงิน 1 ล้านบาทได้มาอย่างไร

เช่นเดียวกับ เพราะการเคลื่อนไหวในเรื่องซื้อคืนดาวเทียมไทยคมของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประสานกับ นายกรณ์ จาติกวณิช ประสานกับ นายจุติ ไกรฤกษ์ ประสานกับ นายศิริโชค โสภา ฉาบย้อมด้วยแนวทางชาตินิยม

จึงไม่มีใครคิดอย่างรอบคอบว่า แล้วจะสำเร็จหรือไม่อย่างไร



คนไทยถูกหลอกง่ายๆ อย่างนี้เอง นักการเมืองทั้งหลายจึงเอาแต่พูด พรรคการเมืองทั้งหลายจึงเอาแต่แถลง แต่ไม่สนใจว่าจะทำได้จริงหรือไม่

เหมือนที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เคยประกาศทวงคืนดาวเทียมไทยคมมาแล้ว

เหมือนที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช นายจุติ ไกรฤกษ์ นายศิริโชค โสภา ตั้งท่าตั้งทางว่าจะทวงคืนดาวเทียมไทยคมมาแล้ว

ทุกคนทำตัวเหมือนเภสัชกรที่เขียนใบสั่งยา โดยไม่สนใจว่าคนไข้จะหายหรือไม่

เพียงเขียนใบสั่งยาก็ถือว่าทำหน้าที่เรียบร้อยแล้ว แต่การกินยาของคนไข้จะส่งผลอย่างไร หายหรือไม่หาย หาได้เป็นความรับผิดชอบไม่

นักการเมืองไทยเป็นอย่างนี้ พรรคการเมืองไทยเป็นอย่างนี้

ก่อนอื่นต้องคิดวาทกรรมหรูๆ ก่อนอื่นต้องนำเสนอนโยบายอย่างวิลิศมาหรา ประเภท 90 วันทำได้ทันที

แต่ผ่าน 90 วันไปแล้วได้ผลหรือไม่ ไม่สน



แท้จริงแล้ว คำพูดของนักการเมือง ข้อเสนอหรือนโยบายของพรรคการเมือง เสมอเป็นเพียงบาทก้าวหนึ่ง อาจฟังดูสวยหรู แต่มิได้เป็นบรรทัดฐานชี้ขาดอย่างแท้จริง

บรรทัดฐานอยู่ที่ว่า คำพูดนั้น นโยบายนั้นสามารถปฏิบัติได้หรือไม่

นั่นก็คือ ที่บอกว่า 90 วันทำได้นั้นเมื่อผ่าน 90 วันไปแล้วได้ลงมือทำอย่างที่เปล่งประกาศหรือไม่ และผลของการปฏิบัติเป็นอย่างไร

มิใช่เพียงแค่พูดก็ถือว่าได้ทำไปแล้ว

เหมือนที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดว่าจะซื้อคืนดาวเทียมไทยคม หลายคนก็คิดว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ทำไปแล้ว

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงยังมิได้มีการศึกษาแนวทางในทางการปฏิบัติเลย

ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นกรมประชาสัมพันธ์ที่กำกับและดูแลอสมท

ทุกอย่างจึงเสมอเป็นเพียงคำพูดที่ลอยไปในความว่างเปล่าของพาหิรากาศ



ถามว่าบรรทัดฐานในการตรวจสอบนักการเมือง ตรวจสอบพรรคการเมืองอยู่ที่ใด

เป็นการวัดจากคำพูดหรือโวหารอันสวยหรู กระนั้นหรือ เป็นการวัดจากการเขียนนโยบายอย่างวิลิศมาหรา มากด้วยคำมั่นสัญญา กระนั้นหรือ

การกระทำที่เป็นจริงต่างหาก คือ คำตอบสุดท้ายของทุกนักการเมือง พรรคการเมือง

พระก็ไม่เว้น

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




ภาพพระสงฆ์ถูกทหารจับถอดจีวร ผ้าอังสะ มัดมือไพล่หลังกับเก้าอี้ หรือถูกจับมัดมือนอนกับพื้น ระหว่างทหารบุกสายม็อบราชประสงค์

สร้างความสะเทือนใจพุทธศาสนิกชน

ท่านเหล่านั้น บางรูปถูกบีบบังคับให้สึก จับไปคุมขังตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี มีพระสงฆ์อย่างน้อย 4 รูป ถูกจับกุมนำไปบังคับสึก ส่งเข้ากักขังในเรือนจำ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ซึ่งมักประกาศตัวว่าเป็นลูกศิษย์สำนักสวนโมกข์ เยาะเย้ยถากถางว่าท่านเหล่านั้น ไม่ใช่พระ เป็นแค่คนห่มเหลืองเท่านั้น

เมื่อทำผิด ก็ต้องถูกดำเนินคดี

ก่อนหน้านี้ นายสุเทพเคยปฏิเสธว่าไม่เคยขึ้นบัญชีดำพระเถระผู้ใหญ่ ในข้อหาหนุนเสื้อแดง

แต่การส่งทหารเข้าไปตรวจค้นทุกซอกมุมวัดปทุมวนาราม รวมถึงกุฏิเจ้าอาวาส แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนี้หวาดระแวงพระ

เล่ากันว่าก่อนหน้าที่จะบุกสลายการชุมนุมราชประสงค์นั้น ก็มีคนในศอฉ.ไปบีบบังคับพระ-เณรให้ออกจากวัดไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว

แต่เจ้าอาวาสไม่ยินยอม เพราะเห็นว่าพระไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย

วันก่อน กลุ่มพิทักษ์พุทธศาสนาแห่งประเทศไทย จัดบรรยายที่วัดราชาธิวาส

นิมนต์พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไปกล่าวนำ

ท่านบอกสาเหตุที่พระสงฆ์ร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง เนื่องจากเห็นว่าชาวบ้านซึ่งเป็นญาติโยมคนต่างจังหวัดด้วยกันมาชุมนุมเรียกร้อง จึงต้องเดินทางมาดูแล ให้ความร่มเย็นทางด้านจิตใจ

เมื่อชาวบ้านเดือดร้อน พระจะอยู่เฉยได้อย่างไร

แต่ก็ถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่พระ เป็นพวกไม่หวังดีต่อชาติ ไม่จงรักภักดี

นอกจากนี้ ยังเปิดตัวพระภิกษุที่ถูกจับมัดมือไพล่หลังกับเก้าอี้ นั่นคือพระศรีอริยะวังโส แห่งสำนักปฏิบัติธรรมใน อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น

พระคุณเจ้าเล่าตั้งแต่นาทีที่ทหารบุกเข้ามา ยิงปืนใส่ผู้ชุมนุม จับกุมตัว จนถึงตอนที่ท่านถูกจับและนำไปคุมขังที่ค่ายนเรศวร และเรือนจำคลองเปรม

ข้อมูล ข้อเท็จจริง จากปากคำของพระคุณเจ้ารูปนี้ หนังสือพิมพ์ข่าวสดลงตีพิมพ์อย่างละเอียด เมื่อฉบับวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา

หลังจากวัดราชาธิวาส ให้พื้นที่จัดงานดังกล่าว

พระธีรวิทย์ ฉันทวิชโช ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ เปิดเผยว่า หลังจากจบงาน ก็มีเจ้าหน้าที่ศอฉ.เข้ามาพบและสอบถามจากพระธรรมกวี เจ้าอาวาสทันที

ขนาดพระสงฆ์องค์เจ้า ก็ยังไม่เว้น

แล้วชาวบ้านที่เคยร่วมชุมนุมจะโดนขนาดไหน?

ลูกสาวโฮ นักข่าวเยอรมันเล่า วันพ่อถูกยิง

ที่มา ข่าวสด


เจ็บสาหัสที่ราชปรารภ ทหารไล่ล่าก่อนเป็นศพ พม.มอบ4แสน"คนตาย" ญาติย้ำ-ไม่คุ้มค่าชีวิต!




สูญเสีย - น.ส.มนชยา พลศรีลา อายุ 25 ปี น้ำตานอง ขณะรับฟังนายนิก นอสติทซ์ นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน เล่าถึงเหตุการณ์วันที่นายชาญณรงค์ พลศรีลา บิดาถูกทหารยิงเสียชีวิตที่ราชปรารภ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.

นักข่าวเยอรมันได้พบลูกสาวแท็กซี่ เหยื่อปืน "ราชปรารภ" แล้ว เล่าเหตุการณ์ที่ถ่ายภาพวัน ถูกยิงตรงแนวยางรถยนต์ ทำเอาลูกสาวผู้ตายร่ำไห้โฮออกมา ฝ่ายนักข่าวเองก็สะเทือนใจจนพลอยร้องไห้ตามไปด้วย ลูกสาวเผยสองคนกับแม่ ออกตามหาศพพ่อตามร.พ.ไปทั่ว จนไปเจอที่รามาฯ มีภาพถ่ายในสภาพเน่าไปแล้วแต่ก็ยังจำได้ พม.แจกเงินเยียวยา 200 ราย รายที่ตายได้รับ 4 แสน แต่ญาติต่างย้ำถึงได้เงินชดเชยก็ไม่คุ้ม ทั้งที่ตายไปก็ไม่ใช่คนเสื้อแดง แต่ผ่านไปเจอลูกหลง

จากกรณีนายนิก นอสทิส นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน เดินทางไปพบตำรวจสน.พญาไท เพื่อตามหาผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงคนหนึ่ง ซึ่งนายนิกเห็นเหตุการณ์ขณะถูกทหารยิงบาดเจ็บ ขณะอยู่แนวยางรถยนต์บนถนนราชปรารภ ก่อนได้รับการยืนยันจากตำรวจว่าชายดังกล่าวเสียชีวิตไปแล้ว ชื่อนายชาญณรงค์ พลศรีลา อายุ 45 ปี อาชีพแท็กซี่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. น.ส.มนชยา หรือส้มโอ พลศรีลา อายุ 25 ปี พนักงานข้าราชการ กองทัพอากาศ บุตรสาวนายชาญณรงค์ พลศรีลา อายุ 45 ปี ผู้เสียชีวิตจากการกระชับพื้นที่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนราชปรารภ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้เดินทางไปพบนายนิก นอสทิส นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน ที่เห็นเหตุการณ์ขณะนายชาญณรงค์ถูกยิง และพยายามเข้าไปช่วยเหลือ โดยทั้งสองนัดหมายเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านสายไหม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.มนชยา หรือส้มโอ สอบถามนายนิก ถึงเหตุการณ์ที่นายชาญณรงค์ถูกยิงทันที โดยสอบถามถึงเรื่องราวต่างๆ วันแรกที่พบพ่อ และช่วงที่ถูกยิงหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนราชปรารภอย่างละเอียด ทั้งนี้ ระหว่างที่นายนิกเล่าเรื่องราวต่างๆ ตั้งแต่ต้นให้น้องส้มโอฟัง ทำเอาน้องส้มโอถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ปล่อยโฮออกมาต่อหน้าผู้สื่อข่าว โดยที่นายนิกก็พลอยร้องไห้ออกมาด้วย จนต้องให้น้องส้มโอนั่งพักดื่มน้ำเย็น เพื่อให้หายเครียด ประมาณ 5 นาที จากนั้นนายนิกเล่าเหตุการณ์ต่อช่วงที่นายชาญณรงค์ถูกยิง และช่วงที่นายนิกเข้าไปช่วยเหลือ โดยพยายามนำร่างนายชาญณรงค์ออกจากจุดเกิดเหตุเพื่อไปส่งโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถนำออกมาได้ เพราะขณะนั้นมีกำลังทหารประชิดเข้ามาแล้ว

นายนิก เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ขณะเดินทางไปทำข่าวอยู่บริเวณราชปรารภ ก็ได้พบเห็นนายชาญณรงค์อยู่บริเวณแนวรั้วยางรถยนต์ ขณะนั้นทราบว่าจะมีทหารบุกเข้ามาสลายการชุมนุมบริเวณดังกล่าว ก่อนหน้านี้ตนและนายชาญณรงค์ก็ได้ยืนอยู่ด้วยกัน และตนยังถ่ายรูปนายชาญณรงค์ไว้ด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ตนไม่มีวันลืมตลอดชีวิตแน่นอน ภาพนายชาญณรงค์ถูกยิงวันนั้นยังติดตาตนตลอดเวลา และจะเดินหน้าหาความเป็นธรรมให้กับนายชาญณรงค์ต่อไป

ส่วนน.ส.มนชยา หรือส้มโอ กล่าวว่า บิดาของตนเดินทางไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณแยกราชปรารภ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. และในวันนั้น ตนทราบว่าช่วงประมาณ 15.00 น. จะมีการกระชับพื้นที่ มีความเป็นห่วงพ่อ จึงได้โทรศัพท์ไปหาแต่ไม่ติด คาดว่าน่าจะถูกตัดสัญญาณมือถือ และตลอดทั้งวันทั้งคืนนั้น ก็ไม่สามารถติดต่อพ่อได้เลย จนกระทั่งเช้าวันที่ 16 พ.ค. มารดาตน คือนางสุริยันต์เดินถือหนังสือ พิมพ์ "ข่าวสด" ฉบับบ่ายเป็นวันที่ 17 พ.ค. มาให้ตนดู และบอกว่าพ่อถูกยิงบริเวณราชปรารภ โดยภายในหนังสือพิมพ์วันนั้น เป็นภาพมีชาย 2 คน กำลังหิ้วปีกพ่อออกมาจากที่เกิดเหตุ บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์

เล่านาทียิง - นายนิก นอสติทซ์ นักข่าวเยอรมัน เล่านาทีที่นายชาญณรงค์ถูกยิงแล้ววิ่งหนีไปหลบในบ่อน้ำ ก่อนจะมีทหารมาลากตัวออกไป และรู้สึกเสียใจมากเมื่อทราบข่าวภายหลังว่านายชาญณรงค์เสียชีวิตในวันนั้น



น.ส.มนชยา กล่าวต่อว่า หลังจากเห็นภาพข่าวว่าพ่อถูกยิง ก็รีบออกตามหาทันทีว่าเขานำพ่อส่งโรงพยาบาลอะไร โดยติดต่อสอบถามไปทุกโรงพยาบาล รวมทั้งศูนย์เอราวัณ ซึ่งเป็นจุดที่รวบรวมรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ก็ไม่พบ จากนั้นวันที่ 17 พ.ค. ตนได้นำข้อมูลประวัติพ่อโพสต์ลงเฟซบุ๊กและยูทูบ เพราะอยากทราบรายละเอียดคนที่พบเห็นเหตุการณ์หรือคนที่ช่วยเหลือพ่อในวันนั้นว่าเป็นใคร และต้องการทราบความจริงว่าวันนั้นเรื่องราวเป็นอย่างไร น.ส.มนชยา กล่าวอีกว่า กระทั่งวันที่ 19 พ.ค. ตนและแม่ไปตรวจสอบที่ร.พ.วชิระ บริเวณตึกนิติเวชอีก แต่ก็ไม่พบ จึงคิดว่าน่าจะถึงทางตันแล้ว ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน ทางแม่จึงมาบอกให้ตนไปดูที่แผนกนิติเวช ร.พ.รามาธิบดีอีกครั้ง เพราะยังไม่เคยไป พอไปถึงก็ได้เดินเข้าไปยังตึกนิติเวช และสอบถามเจ้าหน้าที่ว่ามีศพชายรูปร่างท้วม ถูกยิงบริเวณราชปรารภ ส่งเข้ามาหรือไม่ ทางโรงพยาบาลจึงนำภาพศพทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมมาให้ดู โดยพบว่ามีอยู่ 2 คนที่ส่งมาจากราชปรารภ ศพแรกเป็นชายรูปร่างผอม ไม่ทราบชื่อ หน้าตาเละ ส่วนศพที่ 2 เป็นชายรูปร่างท้วม มีหนวด อายุประมาณ 40-45 ปี แต่สภาพศพขึ้นอืด ใบหน้าเละจำไม่ได้ เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่ได้ฉีดยา ทั้งนี้ เมื่อตนเห็นศพดังกล่าว จึงยืนยันได้ทันทีว่า คือศพของพ่อตนแน่นอน เพราะจำเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้อย่างแม่นยำ จึงประสานขอรับศพไปบำเพ็ญกุศลทันที

บุตรสาวนายชาญณรงค์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาที่ตามหาพ่อมาตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. ตนก็มักจะฝันเห็นพ่อเกือบทุกวัน โดยในความฝันนั้นเป็นเหตุการณ์พ่อถูกยิง พอตนตื่นขึ้นมา ก็นั่งนึกว่าจะเป็นไปได้หรือ ที่พ่อมาถูกยิงกลางเมืองหลวงแบบนี้ และยังฝันเห็นพ่อนอนอยู่บนผ้าห่อศพสีขาว ซึ่งเหมือนเป็นลางบอกเหตุว่าพ่อน่าจะเสียชีวิตแล้ว จนกระทั่งมาพบศพ และหลังจากที่นำร่างพ่อไปบำเพ็ญกุศล ตนก็ได้ฝันเห็นพ่ออีก โดยพ่อมาทักทาย พ่อมีรูปร่างหน้าตาหนุ่มหล่อ มาบอกสบายดี ตนถึงกับร้องไห้เมื่อฝันถึงพ่อ

ด้านนายนิก กล่าวว่า วันเกิดเหตุ จำได้ว่าหลังจากที่นายชาญณรงค์ถูกยิงที่หน้าปั๊มแล้ว ได้พยายามคลานเข้ามาในปั๊ม ซึ่งขณะนั้นนักข่าวและผู้ชุมนุมได้ไปรวมตัวกันอยู่ที่ห้องน้ำหลังปั๊ม แล้วปีนข้ามรั้วหนีไปยังบ้านหลังหนึ่ง โดยมีคนเสื้อแดงช่วยกันนำร่างนายชาญณรงค์ข้ามมาด้วย แต่นายชาญณรงค์ลงไปนอนหลบแช่อยู่ในบ่อบัว โผล่มาแค่หน้า และยังส่งเสียงร้องให้ตนช่วย บอกว่า "ผมไม่ไหวแล้ว" แต่เมื่อทหารปีนข้ามรั้วมาได้ ก็ด่านายชาญณรงค์อย่างหยาบคายว่า ทำไมถึงไม่ตาย แล้วสั่งให้ตนช่วยดึงขึ้นมาจากน้ำ แต่ตนดึงคนเดียวไม่ไหว ทหารก็เลยเข้ามาดึงแขนนายชาญณรงค์ขึ้นมาแล้วพาข้ามกำแพงไป เมื่อได้ทราบว่านายชาญณรงค์เสียชีวิตแล้ว ก็รู้สึกเสียใจ แต่ถ้าถามตนว่ารู้สึกสบายใจขึ้นหรือไม่ ที่ได้พบบุตรสาวคนที่เสียชีวิต บอกได้ว่าไม่ เพราะการสูญเสียชีวิตนั้น ไม่สามารถที่จะเรียกกลับคืนมาได้

ก่อนตาย - ภาพถ่ายที่นายนิกบันทึกไว้ตอนที่นายชาญณรงค์ยิงหนังสติ๊กสู้กับทหารที่ถนนราชปรารภ ส่วนรูปขวา คนเสื้อแดงพยายาม ลากนายชาญณรงค์ซึ่งถูกยิงสาหัสเข้ามาหลบที่หลังปั๊มน้ำมันใกล้จุดเกิดเหตุ ก่อนจะเสียชีวิต



ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากที่นายนิกและน้องส้มโอพูดคุยกันเสร็จ ก็ได้แลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์ โดยนายนิกรับปากว่าจะส่งภาพเหตุการณ์พ่อน้องส้มโอที่ถูกยิงในวันนั้นให้ดูทั้งหมด

เวลา 13.00 น. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นายจิรเดช อานุภาวธรรม ที่ปรึกษารมว.พม. เป็นประธานพิธีมอบเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 200 ราย เป็นผู้เสียชีวิต 4 ราย และผู้บาดเจ็บ 196 ราย แบ่งเป็นประชาชน 119 ราย ทหาร 78 ราย และตำรวจ 3 ราย จำนวนเงิน 9,300,000 บาท โดยกระทรวงได้มอบเงินเยียวยาให้ผู้เสียหายรวมแล้ว 10 ครั้ง รวม 1,205 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 57,004,207 บาท

นางนันที วรรณจักร อายุ 51 ปี มารดาของนายชัยยันต์ วรรณจักร อายุ 21 ปี พนักงานบาร์น้ำโรงแรมอิมพีเรียล สุขุมวิท 24 ซึ่งเสียชีวิตบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อวันที่ 14 พ.ค. กล่าวภายหลังการรับเงินเยียวยา 4 แสนบาทว่า ลูกชายทำงานแผนกบาร์น้ำของโรงแรม จะเลิกงานกลับบ้านเวลาสี่ทุ่มทุกวัน ส่วนครอบครัวและตนอยู่ที่กาฬสินธุ์ ซึ่งตนจะโทรศัพท์มาหาลูกชายช่วงบ่ายๆ เย็นๆ เป็นระยะทุกวัน แต่วันที่ 14 พ.ค. ทางโรงแรมให้พนักงานกลับบ้านเร็วกว่าปกติ ลูกชายตนได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับที่พักบริเวณหลังสน.พญาไท ย่านถนนเพชรบุรีซอย 5 เวลาประมาณ 19.00 น. ตนได้โทร.เข้ามือถือลูกชาย ก็พบว่าหมอรับสายแจ้งว่าลูกชายถูกยิง 2 นัด ตรงสะโพกซ้ายทะลุเส้นเลือดแดงใหญ่และอีกนัดฝังในบาดเจ็บสาหัส ขณะขี่รถผ่านมาทางสามเหลี่ยมดินแดง ถูกส่งมาโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ตนจึงรีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทันที

"จากนั้นประมาณสามทุ่ม หมอก็โทร.มาแจ้งว่าลูกชายเสียชีวิตแล้ว พอ 7 โมงเช้าวันที่ 15 พ.ค. ฉันถึงกรุงเทพฯ ก็ไปแจ้งความที่สน. ดินแดง และขอรับศพลูกชายไปชันสูตรที่โรงพยาบาลรามาฯ ก่อนนำกลับไปทำพิธีที่บ้าน เราก็ไม่รู้ว่าใครยิงลูกชาย คนที่เข้ามาช่วยก็ถูกยิงตายเหมือนกัน ลูกชายเองไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย ไม่เคยมาชุมนุม ทำงานอย่างเดียว ลูกชายเป็นคนกตัญญูมาก เงินเดือนประมาณ 7,000 บาท ก็ส่งให้แม่ 1,500-2,000 บาททุกเดือน วันนั้นเพื่อนลูกชายที่พักด้วยกันก็ซื้อข้าวผัดมารอ แต่สุดท้ายลูกชายก็ไม่ได้กิน" นางนันทีกล่าว

นางนันที กล่าวว่า ตนเสียใจมากที่ต้องสูญเสียลูกชาย ตนเป็นผู้ช่วยครู ดูแลเด็กในศูนย์เด็กฯ ที่กาฬสินธุ์ เงินเดือน 6,200 บาท ส่วนสามีรับจ้างก่อสร้าง มีลูกชายอีกคนกำลังเรียนหนังสือ แม้จะได้รับเงินเยียวยา แต่ไม่เพียงพอกับชีวิตคนหนึ่งคน เราเลี้ยงดูมาเยอะ ลูกเป็นเด็กกตัญญูมาก ทั้งนี้ อยากให้ประเทศกลับมาสงบสุข ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง ไม่อยากให้มีใครต้องมาตาย และก็ต้องมาเสียใจกันทุกคนแบบนี้

ด้านนางหนูชิต คำกอง ภรรยานายพัน คำกอง อายุ 44 ปี ที่เสียชีวิตย่านราชปรารภ กล่าวว่า สามีมีอาชีพขับแท็กซี่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค. โดยวันนั้นสามีจะไปขับแท็กซี่ ได้เอารถไปเช็กที่อู่ข้างวัดสระเกศ พบว่ารถแอร์ไม่เย็น จึงจะกลับมาหาลูกๆ ที่พักย่านพัฒนาการ 43 แต่ไม่มีรถเมล์ จึงได้เดินไปถึงบริเวณย่านราชปรารภ ก็ถูกทหารกั้นไม่ให้เข้าออกย่านนั้น สามีจึงไปอยู่กับรปภ.ที่ไซต์ก่อสร้างคอนโดฯ ไอดีโอ ก็นั่งคุยกับคนงานก่อสร้าง จนถึง 20.00 น. ก็ยังไปไหนไม่ได้ สามียังบ่นกับคนงานว่าอยากกลับไปหาลูกๆ ลูกรอกินข้าวกันอยู่ จนกระทั่งเวลา 24.00 น. ได้มีรถตู้วิ่งเข้ามาทั้งที่ทหารห้ามไม่ให้เข้า ทหารที่อยู่สองฝั่งถนนได้ยิงใส่รถตู้ รถตู้วิ่งฝ่ากระสุนไปได้ แต่สามีของตนถูกยิงที่ราวนมซ้ายและเสียชีวิต

"ปกติสามีไม่เคยไปร่วมชุมนุมอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เงินเยียวยาที่ได้ไม่คุ้มค่าชีวิตสามีเลย ถึงเราหาเช้ากินค่ำ ฉันเป็นแม่บ้านโรงแรม สามีขับแท็กซี่แต่เราก็ภูมิใจที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา วันนี้เสียเสาหลักไปก็รู้สึกเสียใจ ชีวิตวันนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว สามีต้องมาตายแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เราคนเดียวต้องดูแลลูกอีก 4 คน เราไม่ได้อยู่สีไหนฝ่ายไหน แต่มองว่าเสื้อแดงถอยแล้ว จะปรองดองกันได้ไหม อยากวอนรัฐบาลว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยไม่ได้ผิด แต่มาทำแบบนี้ต้องสูญเสียชีวิต ซึ่งได้พูดคุยกับหลายคนพบว่ายังมีญาติพี่น้องหายไปไม่กลับบ้าน และไม่รู้ไปไหน ไม่รู้อีกกี่ครอบครัวต้องลำบากสาหัส ไม่อยากให้มีการทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์อีกต่อไป ทุกวันนี้ยังทำใจไม่ได้ที่สามีเสียชีวิต เห็นหน้าลูกก็เห็นหน้าสามีตลอด" นางหนูชิตกล่าว

นางรงค์ ประจวบสุข อายุ 45 ปี ชาวสุรินทร์ ภรรยานายประจวบ ประจวบสุข อายุ 42 ปี อาชีพรับจ้าง ที่เสียชีวิตเช่นกัน กล่าวว่า สามีเพิ่งมาทำงานรับจ้างย่านสำโรงได้ 10 วัน โดยเมื่อวันที่ 16 พ.ค. มีคนโทร.มาแจ้งตนว่าสามีถูกยิงที่หน้าอกแถวย่านบ่อนไก่ พระราม 4 ที่มีการชุมนุมกัน ตนตกใจมาก เพราะให้สามีไปทำงานแล้วไปโดนยิงได้อย่างไร จากนั้นวันที่ 17 พ.ค. ตนกำลังจะเดินทางไปกรุงเทพฯ ก็ได้รับโทร ศัพท์แจ้งว่าสามีเสียชีวิตแล้ว ตนได้สอบถามเพื่อนที่ทำงานของสามีเล่าว่าสามีขอตามเพื่อนมาดูเหตุการณ์ เพราะได้ข่าวว่ามีการยิงกัน อยากทราบว่ายิงกันจริงหรือไม่ โดยสามีบอกว่าเป็นคนรักประชาธิปไตยต้องไปดู ที่ผ่านมาสามีก็เป็นคนที่สนใจข่าวสารบ้านเมืองชอบดูข่าวการเมือง กีฬา แต่ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมการเมืองอะไร

นางรงค์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้สามีตกงานมาหลายเดือน กลับมาอยู่บ้านก็ถูกคนตีหัว จนทำงานไม่ได้อยู่นาน และเคยผ่าตัดไส้เลื่อน พอได้งานรับจ้างก็รีบไปทำที่สำโรง ได้ค่าจ้างวันละ 170-200 บาท แต่ก็เหลือไม่ถึงที่บ้าน เพราะต้องซื้อหาอาหารกินเอง เมื่อสามีมาเสียชีวิตแบบนี้ ครอบครัวมีลูก 3 คน ยังเล็กและยังเรียนหนังสือก็ยิ่งลำบากมาก เพราะตนเองก็แขนขวาพิการพับไม่ได้ ทุกวันนี้รู้สึกหดหู่ในชีวิต จากที่เคยพึ่งพาสามีได้ก็ไม่มีแล้ว คิดว่าสามีไม่น่ามาตายแบบนี้ อยากวอนรัฐบาลให้ดูแลคนที่ทุกข์ยาก ให้มีงานทำ มีอาชีพ ตนเป็นแค่คนยากจนออกความเห็นไปรัฐบาลก็คงไม่สนใจ ทุกวันนี้ได้แต่สอนลูกหลานให้รักกัน อย่าทะเลาะอย่าฆ่ากันแบบนี้

พท.ขู่คว่ำเลือกตั้ง ไม่เลิกพรก. วิชาญหนุนณัฐวุฒิ

ที่มา ไทยรัฐ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์

วิชาญ มีนชัยนันท์ ยัน ส.ส.กลุ่ม กทม. พร้อมหนุน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หากเสนอตัวลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส. กทม. พร้อมขู่คว่ำบาตร ไม่ส่งคนลงชิงชัย หาก รัฐบาลไม่ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน...

วันที่ 19 มิ.ย. 2553 นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาคกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 6 ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์ยืนยัน ส.ส.กลุ่ม กทม.พรรคเพื่อไทย พร้อมให้การสนับสนุน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. หากตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กทม. เขต 6 บึงกุ่ม แทนนายทิวา เงินยวง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งเสียชีวิตไป

ส่วนนายณัฐวุฒิ จะได้รับการคัดเลือกจากทางพรรค หรือไม่นั้น คงยังตอบไม่ได้เพราะนายณัฐวุฒิ ถือเป็นเพียงแคนดิเดตคนหนึ่งในผู้ที่มีความพร้อมจะลงสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ เท่านั้น เพราะยังมีผู้พร้อมเสนอตัวอีก 3 คน ที่สนใจจะลงสู้ศึกในครั้งนี้ โดย 2 ใน 3 คนที่ว่า ประกอบด้วย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ และ นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ ส่วนอีกราย ยังไม่ประสงค์ที่จะเปิดเผยตัว ส่วนจะได้ข้อสรุปว่าทางพรรคเพื่อไทย จะเสนอช่อบุคคลใด นั้น นายวิชาญ กล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่า น่าจะมีความชัดเจนก่อนวันที่ 28 มิ.ย. แน่นอน

โดยตนเอง อยากฝากไปถึงรัฐบาล ว่า หาก นายณัฐวุฒิ ได้รับการเสนอชื่อ ให้ลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ครั้งนี้ จริง ทางรัฐบาลก็ควรใจกว้าง โดยการปล่อยตัวนายณัฐวุฒิ ให้สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้ เพราะอย่างไรก็ดี ในเวลานี้ นายณัฐวุฒิ ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา อีกทั้งที่ผ่านมานายณัฐวุฒิ ก็ไม่ได้มีพฤติกรรมหลบหนี และยังเป็นผู้ที่เดินทางไปมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้วย

ส่วนวิตกหรือไม่ว่า หากตัดสินใจเลือกนายณัฐวุฒิ อาจทำให้ทางพรรคสูญเสียคะแนนจากคนกรุงเทพ เช่นเดียวกับในศึกเลือกตั้ง สข. ที่เพิ่งผ่านมา ซึ่งทางพรรคเพื่อไทย พ่ายแพ้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ อย่างยับเยิน นั้น นายวิชาญกล่าวว่า สำหรับตนเองเชื่อว่าไม่มีปัญหา เพราะประชาชน จะเป็นผู้ตัดสินใจแต่สิ่งสำคัญ คือรัฐบาลควรจะต้องมีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกัน อีกทั้งยังจะเป็นการเปิดโอกาสให้ทางพรรคเพื่อไทย สามารถลงพื้นที่ ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้ประชาชนรับฟังสื่อด้านเดียว จนทำให้พรรคเพื่อไทย พ่ายแพ้ซ้ำสอง

ด้านความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง ส.ข.ที่ผ่านมา นั้น ตนเองอยากให้มองในประเด็นที่ว่า ทางพรรคเพื่อไทย ไม่ได้พ่ายแพ้พรรคประชาธิปัตย์ แบบยับเยิน อย่างที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ เพราะต้องไม่ลืมว่า มีบัตรเสียและไม่ใช้สิทธิ รวมกันสูงถึง 12 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งคะแนนเสียงเฉพาะระหว่างผู้สมัคร เองก็ไม่ได้สูงไปจากเดิม เพียงแต่คะแนนของทางพรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มขึ้น ซึ่งจุดนี้มองได้ว่าคะแนนที่เพิ่มขึ้น น่าจะมาจากกลุ่มคนเป็นกลาง ที่ไม่ได้เป็นแฟนของทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย เพียงแต่ไปลงคะแนนเพราะรับฟังการสื่อด้านเดียวของทางฝ่ายรัฐบาลมากกว่า

ซึ่งทำให้หากทางรัฐบาล ยังไม่ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ในช่วงระหว่างลงทำศึกเลือกตั้งซ่อม ในครั้งนี้ ก็อาจจะทำให้ทางพรรคพิจารณา ไม่ส่งผู้สมัคร ลงชิงชัยในครั้งนี้ก็เป็นได้ เพราะทางพรรคมองว่า พรก.ฉุกเฉิน คือหนึ่งในอุปสรรค ที่จะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกัน

ฉากหลังพฤษภามหาโหด (3)

ที่มา ไทยรัฐ


อนิจจา แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะสายไปซะแล้ว คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ อยู่จนถึงทุกวันนี้ก็คือ ใครสั่งให้กองทัพเข้าสลายการชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าวันที่ 10 เม.ย. และที่ราชประสงค์ในวันที่ 19 พ.ค.

และใครฆ่าประชาชน

โดยเฉพาะการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขึ้นจากทั้งสองฝ่าย เหตุผลเดียวก็คือ ไม่ต้องการให้มีการเจรจาปรองดอง ไม่ต้องการให้ฝ่ายเสื้อแดง ได้รับชัยชนะ บนเงื่อนไขอย่างเดียวก็คือ การโค่นอำนาจทักษิณให้ได้ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องกลับประเทศไทยไม่ได้จะกลับมามีอำนาจหรือเหยียบแผ่นดินไทยไม่ได้ วันที่คุณอภิสิทธิ์ประกาศโรดแม็ปก็มีการยิงเอ็ม 79 ใส่ผู้ชุมนุมเสื้อหลากสีเพื่อจุดชนวนยั่วยุ

นั่นหมายความว่า ถ้าเสื้อแดงชนะ มีการยุบสภานำไปสู่การเลือกตั้ง อำนาจชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยก็จะถูกเปลี่ยนมือทันที เป็นคำตอบว่า ทำไม คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงพยายามที่จะยื้อเวลาในการยุบสภามาโดยตลอด

มีคำถามตามมามากมาย ประเด็นการเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล จุดที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณนั้น จะมีพื้นที่สังหารน้อยมาก มีเพียงจุดเดียวที่มองเห็นจากที่สูงก็คือ บริเวณที่ เสธ.แดงถูกยิงเสียชีวิตที่มีการมาร์กจุดเอาไว้แล้วหรือไม่

วันเกิดเหตุมี นักข่าวต่างประเทศ สัมภาษณ์ เสธ.แดงอยู่ในจุดนั้นก่อนใช้เวลาพอสมควรจนเสร็จสิ้นการให้สัมภาษณ์ เสธ.แดงกำลังจะเดินออกจากจุดนั้น ก็ มีสื่อทีวีไทย เข้าไปขอสัมภาษณ์ต่อและเจาะจงขอสัมภาษณ์ในจุดเดิมที่นักข่าวต่างประเทศเพิ่งจะสัมภาษณ์ไปด้วย

เป็นการเผอิญที่ลงตัว

ประเด็นต่อมา การวางเพลิงเผาทรัพย์ ทั้งช่อง 3 ทั้งเซ็นทรัลเวิลด์ ใครคือมือเผาตัวจริง ก็เป็นอีกประเด็น แต่คำถามก็คือ ทำไมจึงปล่อยให้มีการเผาข้ามวันข้ามคืน ทั้งๆที่ทหารเข้ายึดพื้นที่ได้ตั้งแต่ ตอนบ่าย และมีรถดับเพลิงเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ และจนบัดนี้มีการพิสูจน์ทราบหรือไม่ว่า 9-10 ศพในกองเพลิงเซ็นทรัลเวิลด์เป็นใคร มาจากไหน

รวมทั้ง อาวุธสงครามร้ายแรง ที่มีการนำมาใช้ก่อเหตุรุนแรงในการชุมนุมมาจากไหน และใครเป็นผู้นำมาใช้ เมื่อรัฐบาลได้สั่งปิดเส้นทางเข้าออกไว้ทั้งหมด รถข้าวรถน้ำยังไม่สามารถเข้าไปได้จึงเป็นไปได้หรือไม่ว่า ผู้ใช้อาวุธสงครามได้อย่างสะดวกเช่นนี้ก็คือพวกที่สีเดียวกับกองทัพ

สิ่งเหล่านี้เป็นข้อสังเกตพื้นฐานความเป็นจริง ยังมีเงื่อนงำสำคัญที่ต้องตรวจสอบอีกมาก ใครคือไอ้โม่งที่อยู่หลังฉาก การตั้งคุณคณิต ณ นคร ขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้ไม่ได้การันตีอะไร ไม่ใช่อยู่ที่ใครจะเป็นคณะกรรมการ แต่อยู่ที่ว่าจะตอบคำถามทั้งหมดได้ชัดเจนโปร่งใสแค่ไหน เพราะทุกอย่างมีคำตอบรออยู่แล้ว.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 19/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 19/06/53

ตามเกม 'อภิสิทธิ์' ไม่จบ

ที่มา ไทยรัฐ

อภิสิทธิ์

สนุกกับปริศนาอักษรย่อรายวัน

จาก "ศ" กับ "ก" โดยทีมงานฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย แฉขบวนการอินไซเดอร์ ฟันค่าต๋งหุ้นดาวเทียมไทยคม 300 ล้านบาท

ล่าสุดมาถึงคิวของรัฐบาล โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ปล่อยบัญชี 83 ท่อน้ำเลี้ยงแดง โดยมี "ส" คนสนิทนายใหญ่เป็นข้อต่อ แถมด้วยนายพล "ช" เตรียมแผนป่วนใหญ่ ในเดือนกรกฎาคม โดยนายพล "พ" รุ่นน้องนายพล "ช" เป็นคนนำทีมก่อการ

ชิงจังหวะเบิ้ลกันช็อตต่อช็อต

ตามยุทธศาสตร์ "กระชับพื้นที่" บล็อกกระแสข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์

แน่นอนรัฐบาลเป็นฝ่ายคุมเกมเป็นต่อ ตามจังหวะ "ปล่อยของ" ลากดาวเทียมไทยคมกลบปมเลือดม็อบเสื้อแดง เบี่ยงแรงกระแทกปมที่ดินเขาแพงบนเกาะสมุยของลูกชาย "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล

แต่บังเอิญพลาด วนมา "เข้าเนื้อ" จากปมอินไซเดอร์ปั่นหุ้น

และนั่นก็เลยมาถึงคิวปล่อยบัญชีท่อน้ำเลี้ยงม็อบเสื้อแดง ข่าวกรอง ศอฉ.แฉแผนเตรียมป่วนเมืองรอบใหม่ในเดือนกรกฎาคม

พาดหัวยักษ์หน้าหนึ่ง เบียดปมเก่าตกขอบไป

แต่ก็ได้แค่ชิงแต้มกันแบบวันต่อวัน รัฐบาลใช้ลูกเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์ อาศัยลีลาลากเลื้อยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

สับขาหลอกคู่ต่อสู้ไปได้ชั่วครู่ชั่วคราว ยื้อเวลาเอาตัวรอดไปวันๆ

แต่ถ้าจะหวังได้เนื้อได้หนังกันจริงๆ ก็อย่างที่เห็นๆกัน หันไปที่คณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นั่งเป็นประธาน แค่เปิดชื่อ 19 อรหันต์ ก็เจอเสียงโห่ค้านจากพรรคเพื่อไทย เครือข่ายคนเสื้อแดง ไม่ยอมรับ

ทายาทอสูรของฝ่ายเสื้อเหลือง

เรื่องของคณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด นั่งเป็นประธาน ก็ยังควานเข็มในมหาสมุทร

เล็งชื่อ "คนกลางเป๊ะๆ" มานั่งเป็นกรรมการโคตรยาก

หรือล่าสุด คณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ กับนายแพทย์ ประเวศ วะสี เป็นหัวขบวน ก็ยังไม่รู้จะมีเสียงขานรับจากฝ่ายเสื้อแดงแค่ไหน

ในเมื่อโดยเงื่อนไขก็อย่างที่ "เดอะอ๋อย" นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย พูดกันชัดๆ ในวันเดินทางเข้ารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียกของ ศอฉ. ฐานขึ้นเวทีม็อบเสื้อแดง ขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นคู่กรณีกับประชาชนเสื้อแดง ประชาชนเขามาเรียกร้องให้ยุบสภาเพื่อที่จะได้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะพวกเขาไม่เห็นด้วยที่นายกฯอภิสิทธิ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่นายกฯอภิสิทธิ์ได้ใช้มาตรการทางทหารเข้าปราบทำให้ประชาชนล้มตายไปจำนวนมาก เสร็จแล้วก็มาบอกว่าจะปรองดอง

จึงไม่ทราบว่าจะไปปรองดองกับใคร

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ตั้งขึ้น ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายเสื้อแดงอย่างชัดเจนก็มีมาก ที่น่าเสียดายก็คือนายคณิต ณ นคร ซึ่งเป็นคนที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมหาชน มีหลักการทางกฎหมายดี

แต่เวลานี้ก็จะประสบความลำบากในการหากรรมการมาร่วม เพราะว่าคนตั้งกรรมการคือนายกฯอภิสิทธิ์ ที่เป็นปัญหา

หรือในอารมณ์ยอกย้อนสไตล์นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช.ก็ว่า รัฐบาลไม่ปรองดอง แต่มุ่ง ปองร้ายคนเสื้อแดง

จับอาการฝ่ายต้านรัฐบาล ไม่รับมุก "อภิสิทธิ์" เอาซะเลย

แต่ที่น่าเอะใจก็คืออารมณ์ของคนกลางๆ ตามมุมมองของนางกีรณา สุมาวงศ์ ส.ว.สรรหา สายผู้พิพากษา พูดในวงคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ทางการเมือง วุฒิสภา ถึงข้อหาที่รัฐบาลกล่าวหาผู้ชุมนุมทั้งก่อการร้าย หรือล้มสถาบัน เป็นข้อหาฉกรรจ์มากมีโทษถึงประหารชีวิต

แต่ตนเองมองว่า เป็นการเหวี่ยงแห

ไม่ทราบว่าเป็นนโยบายหรือมาตรการที่จะทำให้กลุ่มมวลชนเสื้อแดงเกิดความหวาดกลัวหรือไม่ เรื่องนี้เป็นความผิดเฉพาะตัว ไม่ใช่ตั้งข้อหา

เหมาเข่งแบบนี้ การจะดำเนินคดีดังกล่าวได้ต้องมีความชัดเจนและประจักษ์พยาน แต่มองดูแล้วคิดว่ายาก ไม่เข้าใจว่ารัฐบาลจะออกมาพูดให้เสียเครดิตตัวเองทำไม ถึงจะตั้งข้อหา 100 คน ก็คงเอาผิดไม่ได้สักคน

ขอยืนยันว่า ความยุติธรรมในโลกนี้ยังมีอยู่ เชื่อว่าที่สุดแล้วอัยการคงไม่สั่งฟ้อง

มุมนี้ต่างหากถ้าจะเป็นไปได้ เกมจบโดยธรรมชาติ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

อายตัวเอง

ที่มา โลกวันนี้


คอลัมน์
บทบรรณาธิการ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2822 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 18 มิถุนายน 2010
โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

ครบ 1 เดือนสำหรับการปิดล้อมฆ่าและทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม นอกจากไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งการจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษ หรือการเปิดเผยรายละเอียดผลการพิสูจน์ศพผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ศพ ว่าเกิดจากอะไร แถมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็ไม่ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบใดๆกับการเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนจำนวนมาก

ทั้งยังกลับกล่าวหาและตอกย้ำว่าต้องดำเนินการกับผู้ก่อการร้ายและผู้สนับสนุนอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่รัฐบาลและ ศอฉ. ระบุว่ามีความจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไป จนมีคำถามว่าแล้วจะเดินหน้าแผนปรองดองได้อย่างไร

ประเด็นสำคัญขณะนี้จึงไม่ใช่แผนปรองดองหรือการปฏิรูปประเทศอย่างที่กำลังตีปี๊บกันทั่วบ้านทั่วเมืองขณะนี้ เพราะตราบใดที่รัฐบาลและ ศอฉ. ยังถือว่าเป็นฝ่ายที่ทำทุกอย่างถูกต้องทั้งทางกฎหมายและทางการเมือง ไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือใช้อำนาจไม่เป็นธรรมใดๆกับประชาชน ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ประกาศว่านักการเมืองต้องมีสำนึกและสปิริตสูงกว่าคนทั่วไป ความรับผิดชอบทางการเมืองจึงต้องมาก่อนความรับผิดชอบทางทางกฎหมาย เมื่อทำผิดต้องกล้ารับผิด โดยไม่ต้องรอกระบวนการกฎหมายสิ้นสุด

แต่วันนี้นายอภิสิทธิ์กลับเพิกเฉยที่จะแสดงความรับผิดชอบกับการตัดสินใจสั่งให้ทหารพร้อมอาวุธสงครามและยุทโธปกรณ์ต่างๆเข้าล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมทางการเมืองเพียงแค่เรียกร้องให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย ทั้งยังเห็นดีเห็นชอบกับการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งนายอภิสิทธิ์เคยต่อต้านว่าเป็นกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

เช่นเดียวกับกฎเหล็ก 9 ข้อที่นายอภิสิทธิ์ประกาศเป็นแนวทางในการบริหารประเทศ โดยรัฐมนตรีทุกคนต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน พฤติกรรมใดๆซึ่งนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นต้องระวังเป็นพิเศษ รัฐบาลต้องเชื่อมั่นในวิถีทางประชาธิปไตย และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รัฐบาลต้องพร้อมรับการตรวจสอบทั้งในเชิงนโยบายและเรื่องอื่นๆ รัฐมนตรีทุกคนไม่มีสิทธิเหนือประชาชนในแง่การปฏิบัติตามกฎหมาย

การประกาศแผนปรองดองและปฏิรูปประเทศจึงมีคำถามว่านายอภิสิทธิ์มีความจริงใจหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำอย่างที่พูด หรือทำอย่างพูดอย่าง โดยเฉพาะความยุติธรรมและความเสมอภาค ซึ่งล่าสุดองค์การสหประชาชาติยังติงรัฐบาลไทยให้หยุดการละเมิดสิทธิมนุษยชน เร่งแก้ปัญหาความแตกแยกร้าวลึก ไม่ 2 มาตรฐาน ไม่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน โดยการเลือกตั้งที่อิสระและเป็นธรรม ซึ่งนายอภิสิทธิ์สามารถทำได้ทันทีหากยังมีภาวะผู้นำของประชาชนที่แท้จริง

ตีตรวนแกนนำนปช.“อภิสิทธิ์”ยอมรับปฏิวัติฉุดไทยตกต่ำ

ที่มา โลกวันนี้


เรื่องจากปก
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2822 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 18 มิถุนายน 2010
โดย -


“เมียหมอเหวง” เผยแกนนำ นปช. ทุกคนถูกเรือนจำจับตีตรวนแล้ว ให้เหตุผลคดีก่อการร้ายเป็นคดีร้ายแรง ยอมรับทำให้วิตกกังวลใจมากขึ้น วอนขอความเมตตาจากศาลให้ประกันตัว เตรียมหอบหลักฐานชี้แจงเงิน 1.4 ล้านไหลเข้าบัญชี ยันเป็นเงินโอนใช้หนี้ไม่ใช่เงินน้ำเลี้ยงทางการเมือง “สุเทพ” ระบุเห็นใจ เหน็บหากไม่อยากติดคุกก็ต้องไปสั่งสอนกันเองไม่ให้ทำผิด “อภิสิทธิ์” ยอมรับความเห็นยูเอ็นดีพีที่ชี้ประเทศไทยแตกแยกร้าวลึกและตกต่ำอย่างมากหลังการปฏิวัติเพราะเป็นชนวนทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่ม ที่ปรึกษารัฐบาลเขมรยัน “อริสมันต์-สุภรณ์” ไม่อยู่ในประเทศ

วันที่ 17 มิ.ย. 2553 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม สถานที่ควบคุมตัวแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ประกอบด้วย นพ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก นายอำนาจ อินทโชติ และนายขวัญชัย ไพรพนา และที่เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ สถานที่คุมขังนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มีครอบครัวและคนเสื้อแดงทยอยเดินทางเข้าเยี่ยม ทั้งนี้ ตามระเบียบของเรือนจำจะต้องแจ้งความจำนงล่วงหน้าก่อนว่าต้องการเข้าเยี่ยมใคร และเจ้าหน้าที่ต้องไปสอบถามแกนนำก่อนว่าต้องการให้เข้าเยี่ยมหรือไม่

เรือนจำตีตรวนแกนนำ นปช.

ผศ.ภกญ.ธิดา โตจิราการ ภรรยา นพ.เหวง เปิดเผยว่า รู้สึกกังวลใจเพราะขณะนี้แกนนำได้ถูกตีตรวน โดยเรือนจำให้เหตุผลว่าเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายซึ่งเป็นคดีร้ายแรง จึงอยากให้ศาลเมตตาให้ประกันตัว ส่วนเรื่องเงิน 1.4 ล้านบาทที่โอนเข้าบัญชี นพ.เหวงนั้นเป็นเงินโอนมาชำระหนี้ของลูกหนี้เก่า ไม่ใช่เงินจากน้ำเลี้ยงทางการเมือง ซึ่งพร้อมที่จะนำหลักฐานไปชี้แจงต่อศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

นายคารม พลทะกลาง ทนายความ นปช. กล่าวว่า จะนำคำให้การของแกนนำยื่นต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมบัญชีรายชื่อพยานในวันที่ 18 มิ.ย. นี้

“ปลอดประสพ” ให้เลิกไล่ล่า

ที่พรรคเพื่อไทย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพื่อสำรวจความเห็นประชาชนเกี่ยวกับการสร้างความสมานฉันท์ปรองดอง เพราะทุกคนรู้ดีว่าประชาชนต้องการความสมานฉันท์ปรองดอง ไม่ใช่การไล่ล่าอย่างที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ทุกวันนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือการสร้างความเสมอภาคในสังคม

“เอาง่ายๆ รัฐบาลควรไปแก้เรื่องความเสมอภาคทางกฎหมายก่อน เพราะคดีความที่เกี่ยวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเลื่อนคดีอยู่ตลอดเวลา แต่คดีความของคนเสื้อแดงเร่งรัดในทุกขั้นตอน” นายปลอดประสพกล่าวและว่า หากรัฐบาลต้องการรับฟังความเห็นของประชาชนจริงก็ต้องเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่รับฟังเฉพาะพวกเดียวกันเอง หากจะรับฟังเฉพาะพวกเดียวกันเองก็ไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณดำเนินการ

“สุเทพ” ฟุ้งรู้ดีกว่ายูเอ็นดีพี

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการ ศอฉ. กล่าวถึงกรณีที่นางเฮเลน คลาร์ค ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ออกมาระบุว่าความแตกแยกในประเทศไทยฝังรากลึกว่า เรื่องภายในประเทศไม่มีใครรู้ดีกว่าคนไทย ส่วนกรณีที่ญาติของแกนนำคนเสื้อแดงร้องเรียนเรื่องความเป็นอยู่ของแกนนำในเรือนจำนั้นก็เห็นใจแต่ต้องทำตามกฎหมาย หากไม่สบายใจก็ควรสั่งสอนคนเหล่านั้นไม่ให้ทำความผิด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พร้อมรับฟังความเห็นของยูเอ็นดีพี ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากความเห็นในประเทศไทย ทุกคนรู้ดีว่าเรากำลังมีปัญหาที่ต้องแก้ไข ปัญหาทางการเมืองเป็นปัญหาหนึ่งที่มีความชัดเจน ความขัดแย้งหลายอย่างมีที่มาจากระบบและตัวบุคคล เราจึงต้องพยายามลดข้อจำกัดเหล่านี้ให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้

“มาร์ค” รับหลังปฏิวัติประเทศแย่ลง

ส่วนที่ยูเอ็นดีพีสรุปว่าเสถียรภาพการเมืองไทยสั่นคลอนลงหลังการรัฐประหารนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทุกเหตุการณ์ก็มีผลกระทบทั้งนั้น เมื่อมีรัฐประหารปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นชนวนความขัดแย้งเพิ่มเติม มีการชุมนุมซึ่งกระทบกระเทือนต่อประชาชนในวงกว้าง เรื่องนี้คงไม่ต้องไปเถียงกับใคร

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า บุคคลที่รับท่อน้ำเลี้ยงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองสามารถแยกได้เป็น 5 กลุ่ม แต่กลุ่มที่น่าสนใจคือกลุ่มที่เป็นนักการเมือง ส.ส. บางคนเป็น ส.ส. ธรรมดา เมื่อดูภูมิหลังแล้วไม่น่าจะมีเงินหมุนเวียนในช่วงที่ผ่านมาถึง 20-30 ล้านบาท และเมื่อเงินโอนเข้าบัญชีมาก็มักจะถอนออกไปทันที

แฉ ส.ส. ทางผ่านท่อน้ำเลี้ยงเสื้อแดง

“ส.ส. เหล่านี้ไม่มีประวัติว่าเคยทำธุรกิจหรือมีกิจการอะไรมาก่อน จึงน่าเชื่อว่าเป็นเงินที่โอนมาใช้เพื่อจัดการชุมนุมของคนเสื้อแดง เพราะเมื่อเงินโอนเข้ามาก็จะถอนออกทันทีโดยเหลือไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นค่าหัวคิว” นายเทพไทกล่าวและว่า ในช่วงวันที่ 1-17 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่การชุมนุมเข้มข้น พบว่ามีเงินไหลเวียนผ่านบัญชีของคนกลุ่มนี้กว่า 7,000 ล้านบาท หากเจ้าของบัญชีเหล่านี้ไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปของเงินได้ก็จะมีความผิดตามกฎหมายในฐานะให้การสนับสนุนการก่อการร้าย

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ รักษาการเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีดีเอสไอ แถลงผลการประชุมร่วม 4 หน่วยงานประกอบด้วย ดีเอสไอ ปปง. สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกรมสรรพากร

ดีเอสไอตั้ง 8 ชุดแยกสอบท่อน้ำเลี้ยง

พ.ต.อ.สีหนาทกล่าวว่า ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการทำธุรกรรมของ 86 คนที่ถูกอายัดบัญชี โดยแยกเป็น 8 ชุด แบ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มผู้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลุ่มแกนนำผู้ประท้วงและผู้ต้องสงสัย กลุ่มนักการเมือง กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มข้าราชการทหาร ตำรวจ ส่วนอีก 3 ชุดจะทำหน้าที่สอบสวนรายที่ทำธุรกรรมขนาดใหญ่จำนวนเงินมากๆ

รอ ศอฉ. ประกาศรายชื่อ 86 คน

“การตรวจสอบเราไม่ได้ดูว่ามีเงินมากหรือน้อยในการทำธุรกรรม แต่จะดูว่ามีความผิดปรกติหรือไม่ ซึ่งผู้ถูกอายัดมีหน้าที่ตอบคำถามที่มาที่ไปของเงินให้ได้ว่ามาจากไหน เอาไปทำอะไร” พ.ต.อ.สีหนาทกล่าวและว่า แม้ว่าการวิเคราะห์ธุรกรรมการเงินจะพบความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มบุคคล แต่ยังต้องรอหลักฐานอื่นประกอบจึงจะรู้ว่าความสัมพันธ์ทางการเงินเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญาหรือไม่ ส่วนการเปิดเผยรายชื่อทั้ง 86 คนนั้นเป็นหน้าที่ของ ศอฉ. เข้าใจว่าจะเป็นหลังจากมีหมายเรียกให้มาชี้แจง

พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องตรวจสอบจะยึดโยงกับคดีพิเศษ เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือคดีก่อการร้ายหรือก่อความไม่สงบหรือไม่

เตือนเตรียมหลักฐานชี้แจงให้พร้อม

“ยืนยันว่าไม่ได้กลั่นแกล้งใคร และขอแนะนำด้วยว่าในการมาชี้แจงให้นำเอกสารหลักฐานต่างๆมาแสดงให้ครบถ้วน หากการชี้แจงไม่สมเหตุสมผลก็จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนต่อไป ในส่วนของกรมสรรพากรจะเข้ามาวิเคราะห์ที่มาของรายได้เพื่อตรวจสอบว่าเสียภาษีครบถ้วนหรือไม่” พ.ต.อ.ณรัชต์กล่าว

นายทิต สุธา (Tith Sothea) ที่ปรึกษารัฐบาลและโฆษกของหน่วยตอบโต้ทันควัน (Quick Information Response Unit) สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมายืนยันว่านายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ 2 แกนนำ นปช. ไม่ได้อยู่ในบ่อนอาสิโนที่เมืองปอยเปตอย่างที่มีข่าวเสนอในสื่อของประเทศไทย

**********************************************************************