WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 20, 2010

นายกฯเมินพท. ส่งณัฐวุฒิ ลงเลือกตั้งซ่อม

ที่มา ไทยรัฐ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"มาร์ค" ไม่สน พรรคเพื่อไทยส่ง "ณัฐวุฒิ" ลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ลั่น ภายในสัปดาห์หน้า ประชาธิปัตย์ได้ชื่อผู้ลงเลือกตั้ง...

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 20 มิ.ย. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกบุคคลลงผู้สมัครชิงเก้าอี้ ส.ส. แทนจากนายทิวา เงินยวง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์เสียชีวิต ว่า ขณะนี้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ที่ดูแลในเรื่องของการสรรหาผู้สมัคร และเราจะต้องส่งเข้าคณะกรรมการคัดเลือกตามกฎหมาย ที่มีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นประธานอยู่ ทั้งนี้จะพยายามให้จบภายในอาทิตย์หน้าอยู่แล้ว เพราะจะต้องลงสมัครอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพรรคเพื่อไทยไม่ส่งคนลงสมัครจะมีผลอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของแต่ละพรรคที่จะตัดสินใจ เมื่อถามว่า คิดว่าการคงประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานฉุกเฉิน จะมีผลกับการเลือกตั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะเลือกตั้ง ส.ข. ก็เลือกมาแล้ว มากกว่า กว้างขวางกว่าเขตนี้ด้วยซ้ำไป เมื่อถามว่า หากพรรคเพื่อไทยส่งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ลงจะมีผลอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ไม่ทราบครับ เพราะเป็นเรื่องของพรรคเขา"

ปฏิรูปคน พ้นวงจรอุบาทว์ ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อคน "รุ่นใหม่" ไม่มีทางลัด

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐบาลจุดพลุขึ้นมาตูมใหญ่

ประกาศเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย เพื่อวางรากฐานของประเทศกันใหม่ ภายใต้กรอบแผนปรองดองแห่งชาติ

หลังจากเกิดปัญหาวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง สร้างความแตกแยกในสังคมไทยอย่างรุนแรง

ส่งผลให้สถานการณ์ความขัดแย้งและความแตกแยกขยายลุกลามไปเกือบทุกองคาพยพ ตั้งแต่สถาบันหลักระดับชาติลงไปจนถึงสถาบันระดับครอบครัว

จนก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติความวุ่นวายในประเทศหลายครั้งหลายหน และมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะล่าสุด กรณีม็อบเสื้อแดงภายใต้การนำของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

บุกยึดสี่แยกราชประสงค์ชุมนุมขับไล่รัฐบาล กดดันให้มีการยุบสภา จนเกิดเหตุการณ์ความสูญเสียจากการที่ฝ่ายทหารปฏิบัติการกระชับพื้นที่

มีการปะทะกับการ์ดคนเสื้อแดง และกองกำลังติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในม็อบ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

สถานการณ์ลุกลามกลายเป็นจลาจลเผาบ้านเผาเมือง

นับเป็นเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดจากเหตุ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ทั้งนี้จากปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศเดินหน้าแผนปรองดองแห่งชาติ

เพื่อเป็นแนวทางไปสู่การสร้างความสมานฉันท์ และนำประเทศกลับเข้าสู่ความสงบสุข

โดยกรอบในการดำเนินการตามแผนปรองดอง ประ-กอบด้วยแนวทาง 5 ข้อ ได้แก่

การปกป้องพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์

การปฏิรูปสื่อสารมวลชนให้ทำหน้าที่อย่างอิสระและเป็นกลาง โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ตและวิทยุชุมชน เพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังกันในหมู่ประชาชน

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในห้วงที่มีการชุมนุมของม็อบเสื้อแดง โดยเฉพาะเหตุการณ์ วันที่ 10 เมษายน และเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม เป็นเหตุให้ทหารและผู้ชุมนุมเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

การแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม และความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยเฉพาะปัญหาของพี่น้องประชาชนในชนบท

การแก้ปัญหาของฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกติกาของรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องการถอดถอนสิทธิทางการเมือง และกติกาที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตย

หวังใช้แผนปรองดอง 5 ข้อ แก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศ

นอกจากนี้นายกฯอภิสิทธิ์ยังประกาศเดินหน้า "ปฏิรูปประเทศไทย"

โดยจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่เชื่อมโยงกับภาคประชาชนเข้ามาร่วมวางแนวทางในการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน

ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อกำหนดกรอบในการวางรากฐานของประเทศกันใหม่

เพื่ออนาคตของประเทศ และลูกหลานไทยในอนาคต

ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงเรื่อง "ปฏิรูป" ถ้ามองย้อนกลับไป ในอดีต ต้องยอมรับว่าเคยมีการปฏิรูปกันมาแล้วหลายครั้งหลายหน

แต่ยังไม่เคยมีโรดแม็ปใหญ่ไปถึงขั้น "ปฏิรูปประเทศ"

การปฏิรูปที่เห็นกันชัดเจนที่สุดในห้วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ก็คือการปฏิรูปทางการเมืองเมื่อปี 2540

การปฏิรูปการเมืองครั้งนั้น มีสาเหตุมาจากปัญหาวงจรอุบาทว์ เนื่องจากนักการเมืองใช้เงินซื้อสิทธิ ซื้อเสียง

เมื่อผ่านการเลือกตั้งเข้ามาแล้ว ก็ยังซื้อตำแหน่งเข้าไปนั่งเป็นรัฐมนตรี ใช้อำนาจรัฐแสวงหาผลประโยชน์ ถอนทุน ทุจริตคอรัปชัน ฉ้อราษฎร์ บังหลวง โกงกินงบประมาณแผ่นดิน กอบโกยเงินทองเข้ากระเป๋าตัวเอง เพื่อตุนเอาไว้เป็นทุนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

เมื่อวิกฤติโกงกินระบาดหนัก ประเทศประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง ประชาชนประสบปัญหาเดือดร้อน

กลายเป็นช่องทางให้ทหารเข้ามาปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง

จัดตั้งรัฐบาลทหารคุมอำนาจไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ปล่อยให้มีการเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งก็ ซื้อสิทธิซื้อเสียง เข้ามาโกงกินอีก แล้วก็ถูกปฏิวัติยึดอำนาจ จากนั้นก็เลือกตั้งกันใหม่

เป็นวงจรอุบาทว์วนเวียนอยู่อย่างนี้

ทำให้ประชาธิปไตยในเมืองไทยอยู่ ในสภาพล้มลุกคลุกคลานมาตลอด

จนทำให้เกิดกระแสปฏิรูปการเมือง ต่อต้านนักการเมืองทุจริตคอรัปชัน จนนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540

ที่เรียกกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง ออกมาบังคับใช้

โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กำหนดให้มีองค์กรอิสระต่างๆ ขึ้นมามากมาย อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมทั้งให้อำนาจวุฒิสภาในการลงมติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อป้องกันวงจรอุบาทว์ ซื้อสิทธิ ซื้อเสียง ถอนทุน

ในช่วงแรกที่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองใหม่ๆ นักการเมืองถึงกับผวาไม่กล้าใช้วิชามารในการ เลือกตั้งกันมากนัก

เพราะหวั่นเกรงการตรวจสอบขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

แต่ผ่านไปแค่ระยะเดียว นักการเมืองที่เชี่ยวชาญเรื่องการใช้กติการัฐธรรมนูญ ก็หาช่องทางเข้าไปแทรกแซงครอบงำองค์กรอิสระต่างๆไว้ได้

ใช้ความเป็นศรีธนญชัย พลิกสถานการณ์ ดึงเอาองค์กรอิสระมาเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายตัวเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นก็อย่างที่เห็น พรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ใช้อำนาจทุนดูด ส.ส. ดูดพรรคการเมือง เข้ามาผนึกจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ

คุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งในรัฐบาลและเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาฯ

ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย มีการใช้ อำนาจเอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพวกพ้องอย่างโจ๋งครึ่ม

จนเกิดกระแสต่อต้านอย่างหนัก และในที่สุดก็เกิด การรัฐประหาร ยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

หลังจากนั้นก็มีการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 มาบังคับใช้ เพื่อล้อมคอกพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มีพฤติกรรมทุจริตอีกชั้น

มีการตัดสินยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคให้เห็นหลายพรรค ทั้งพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย

ตามด้วยการดำเนินคดีต่างๆกับ พ.ต.ท.ทักษิณอีกหลายคดี มีการตัดสินจำคุกในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ และโดนยึดทรัพย์ฐานทุจริตต่อหน้าที่

ปมต่างๆเหล่านี้ได้ถูกนำไปปลุกระดมขยายผลโจมตีรัฐบาลในเรื่อง 2 มาตรฐาน และความไม่เป็นธรรม

กลายเป็นตัวเร่งทำให้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองขยายตัว ลุกลามกลายเป็นความแตกแยกในสังคม

จนทำให้เกิดวิกฤติม็อบเสื้อแดง และเหตุการณ์ความสูญเสียผู้คนบาดเจ็บล้มตาย จลาจลเผาบ้านเผาเมือง

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้หลายฝ่ายในสังคมมองว่า หากปล่อยให้ความขัดแย้งและความแตกแยกดำเนินต่อไป

เป็นเรื่องที่อันตรายต่อประเทศไทย

เมื่อนายกฯอภิสิทธิ์ประกาศเดินหน้าแผนปรองดองแห่งชาติ และแผนปฏิรูปประเทศไทย สังคมส่วนใหญ่ จึงให้การขานรับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการขยับแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆตามแผนปรองดอง อาทิ

คณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจ สอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ ที่มีนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธาน

คณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธาน

รวมทั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ที่มีนายอานันท์ ปัน-ยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และนายแพทย์ ประเวศ วะสี เป็นตัวหลักในการดำเนินการ

ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คัดค้านออกมาจากฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่ม นปช. ที่เป็นเครือ-ข่ายภายใต้ บัญชาการของ "นายใหญ่"

โจมตีในเรื่องความไม่เป็นกลาง เอนเอียงเข้าข้างรัฐบาลพยายามลดเครดิตความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการเหล่านี้ตั้งแต่ต้น

แน่นอน แม้บุคคลที่เข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการฯตามแผนปรองดอง และแผนปฏิรูปประเทศไทย จะเป็นคนหน้าเก่า ที่เคยใช้งานกันมาจนสึกกร่อน

แต่ก็ถือเป็นตัวเลือกที่สังคมส่วนใหญ่มองว่ามีประสบการณ์ และได้รับการยอมรับจากหลายภาคส่วนในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าทำงานในการปฏิรูปประ-เทศในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งแตกแยกที่ฝังรากลึกในสังคม

การสร้างความปรองดอง และวางรากฐานประเทศกันใหม่ จึงต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย

และสุดท้ายแม้จะมีแผนในการปฏิรูปประเทศออกมาแล้ว แต่การปฏิบัติเพื่อไปสู่เป้าหมายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา อาจเป็น 10 ปี หรือยาวนานเป็นชั่วอายุคน

ที่สำคัญ การปฏิรูปไม่ได้ขึ้นอยู่กับแผนเท่านั้น แต่มันขึ้นอยู่กับคน

วันนี้ แค่เริ่มต้นคิดจะปฏิรูปประเทศ ก็ยังมีคนบางกลุ่มขวางกันสุดฤทธิ์

ฉะนั้น คนรุ่นปัจจุบันจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่า สิ่งที่ทำอยู่วันนี้ต้องการทำเพื่อตัวเอง หรือจะทำเพื่อคนรุ่นต่อไป.

ทีมข่าวการเมือง

ฉากสุดท้าย

ที่มา บางกอกทูเดย์


ความดุของ “เสือ” จากปีขาล..คาดคิดว่าจะเป็นเรื่องที่พูดกันเล่นๆ ว่า ปีขาล ปีนี้ “เสือดุ” นึกว่าจะเป็น “คำขู่”แค่ให้กลัว..ที่ไหนได้ ดุจริงๆ-ทำเอา คนตายจริง ไม่มีสแตนด์อิน ไม่มีสลิงช่วย “คำพยากรณ์” ของโหรจากสำนักต่างๆ ที่ “ฟันธง” ออกมาคล้ายๆ กัน..หวนคิดถึงครั้งใดขนลุกชันตั้งเด่ขึ้นมาไม่รู้ตัว..ในคำพยากรณ์ หรือ คำทำนาย ที่บอกว่า จะเกิดการจลาจล จะมีสงครามกลางเมือง ผู้คนจะล้มตายจากอาวุธ ไฟจะท่วมกรุงเทพฯ เห็นกันจะ จะอย่างนี้ไม่เชื่อก็ไม่ได้แล้ว..เอาเป็นว่า..ตั้งแต่ วันที่ 10 เมษายน จนถึง 19 พฤษภา

ที่ผ่านมามันคือคำตอบว่า “นี่ไง..ใช่หรือเปล่า” เชื่อกันได้หรือยัง?? นับว่าเป็นคราวที่ชะตาดวงเมืองตกต่ำมากที่สุด..เพราะตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตนก็ไม่เคยเห็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจเท่าครั้งนี้ คนอะไรไม่กลัวความตาย วิ่งเข้ากระสุน วิ่งเข้าชนลูกปืน!! สิ่งเหล่านี้เกิดจากอะไร?..และต้องขนเงินมามากขนาดไหน?..

จึงจะซื้อ “ความกล้า” ให้ “เขา” และ “เธอ” เหล่านั้น วิ่งเข้าหา “มฤตยู” ได้อย่างไม่มีความพรั่นพรึง!! ต้อง “ถอดรหัส” และ “หาคำตอบ” ออกมาให้ได้ว่า..คนในบ้านเรา เมืองเรา ขณะต่างคนต่างคิดอะไรกันอยู่ในใจ สำคัญที่สุดคือทุกวันนี้อยู่กัน “เพื่ออะไร”!! เพราะ “ชีวิตใคร”..ใครก็รัก.. การจะ “สละชีพ”

หรือ “พลีชีวิต” นั้น..จะกล้ากระทำต่อเมื่อมีศัตรูมารุกรานบ้านเรา แต่นี่ “คนไทย” กับ “คนไทย” ห้ำหั่นกันเอง..และจ้องจะเอากันให้ “เด็ดขาด” แบบว่า “สะเด็ดน้ำ” ตรงนี้มันเลยเส้นของความเป็นคนไทยด้วยกันไปแล้ว รัฐบาล ต้องนำมาประมวลว่า ทำไมมันจึงเกิดเหตุการณ์เยี่ยงนี้ขึ้นมาได้.. ถ้า “ความเป็นอยู่”

กับ “ความพร้อมที่จะตาย” นั้นมีค่าเท่ากัน แล้วมีคนขอเลือกเอาข้าง“พร้อมที่จะตาย” อันนี้น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง!! ว่ากันว่าถ้าหาก 10 เมษา ถึง 19 พฤษภา เป็นแค่การขึ้น “ไตเติ้ล” ของหนัง คงจะไม่มีใครอยากเห็น “ฉากสุดท้าย” ..เพราะคาดดูก็รู้ว่าเลือดต้องท่วมจอ!!

ปฏิรูป

ที่มา บางกอกทูเดย์


รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ยึดหลักในการบริหารประเทศด้วยการใช้”วาทกรรม” แทนหลักรัฐศาสตร์ที่ประเทศอื่นทั้งโลกเขาใช้กัน รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงมีคำแปลกๆ เพราะๆ? ออกมาปลอบใจคนไทยให้พยายามยืดลมหายใจตัวเองไว้ และอย่างพิ่งรีบตาย อย่างคำว่า...”ปรองดองแห่งชาติ” – “ปฏิรูปประเทศ” ที่ยังไม่มีใครรู้ว่า แท้จริงแล้ว จะทำกันไปทำไม?? ในเมื่อวันนี้ ประเทศไทย คนไทยมีปัญหาเดียวคือการขาดความสามัคคี!!

แบ่งพวกแบ่งสีรบราฆ่าวันกันอย่างหน้ามืดและมัวเมา ถ้ารัฐบาลคิดจะปรองดองจริง มันมีวิธี!! ต้องจริงใจและทำให้ทุกฝ่ายอยู่ใน”มาตรฐานเดียวกัน”!! ต้องรณรงค์ให้คนไทยรักกัน.....งานแรกที่เรียกว่าการปรองดอง ยังไม่มีอะไรคืบหน้า แถมจะมีปัญหาตามหลังอีกต่างหาก เพราะปากก็พร่ำพูด”ปรองดองๆๆๆ”

แต่อีกมือก็ กอด พรก.ฉุกเฉินไว้แน่น ศอฉ.ก็ยังเป็นเสี้ยนตำใจคนไทยทั้งประเทศ ถ้าอภิสิทธิ์อยากให้ให้บ้านเมืองเข้าสู่การปรองดองก็ทำ”สิ่งตรงข้าม” กับที่กำลังทำอยู่ ทุกอย่างมันก็”จบอย่างสง่างาม” มาถึง”การรปฏิรูปประเทศ” ใครฟังแล้วก็หัวเราะไม่ออก!! ปฏิรูปตรงกับภาษาอังกฤษว่า REFORM แปลว่า

การปฏิรูป- การเปลี่ยนรูป –ปรับปรุงเข้ารูปแบบใหม่ –เข้าแถวใหม่ หรือแก้ไขใหม่ ก็ไม่เลว!! ถ้านายกรัฐมนตรีที่ยังหนุ่มแน่นอย่าง อภิสิทธิ์ จะคิดปฏิรูปประเทศ แต่”เครื่องมือ”ในการปฏิรูป”ของท่านจะต้องแหลมคม และน่าจะเป็นไปได้มากกว่านี้ ประชาชนต้องยอมรับมากกว่านี้ การเอา”คนชรา”สองสามคนที่”หมดไฟแล้ว”

มาเป็นหัวหอกในการนำการปฏิรูปประเทศ มันมีแต่จะทำให้ประเทศนี้ต้องล้าหลังและถอยหลังมากขึ้น คนที่ถูกขานชื่อมาในการเป็นผู้นำในการปฏิรูปประเทศ ไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ หรือน่าสรัทธามากพอในทางปฏิบัติ มันเหมือนนำของเหลือใช้สงครามมาทำการรบ!! คนไทยไม่อยากเห็น คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ

เป็นเหมือนสาขาหนึ่งของ”นิคมคนชราบางแค” แต่เราต้องการ”มันสมอง” ที่ยังทันโลกทันเหตุการณ์และเฉียบคม ไม่ใช่แก่งั่ก!! ขออภัยที่ต้องพูดความจริงกัน!! ถ้าคิดจะปฏิรูปประเทศ ต้องปฏิรูปความคิดตัวเองเสียก่อน!!

สัก กับ ยาง

ที่มา บางกอกทูเดย์


ปฏิวัติ กับ ปฏิรูป เรา...คนไทยที่เป็นคนอยู่อาศัย..ได้ยินคำ 2 คำนี้มาแล้วตลอดชีวิต..ไม่มีประวัติศาสตร์บันทึกไว้..อะไรเกิดก่อนกันระหว่าง..ปฏิวัติ กับ ปฏิรูป เล่ากันมาว่า..ก่อนการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 พระมหากษัตริย์ในยุคราชาธิปไตย ได้มีพระราชดำริห์ที่จะพระราชทานประชาธิปไตยให้กับประชาชน..

นั่นน่าจะนับเนื่องได้ว่าคือการปฏิรูปการปกครอง ที่เกิดขึ้นมาก่อนการปฏิวัติ แต่การปฏิวัติได้เกิดขึ้นมาทำลายการปฏิรูปไปเสียก่อน..กองทัพผู้ปฏิวัติเมื่อ 2475 แอบอ้างว่า..เป็นผู้ปลดปล่อยประเทศไทย..แต่ในท้ายที่สุดแล้ว..ก็เป็นได้แค่การถ่ายโอนอำนาจหรือการปล้นพระราชอำนาจจากสถาบันพระมหากษัตริย์..

คณะผู้ปฏิวัติ ได้เริ่มการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันเอง ตั้งแต่ยังไม่ครบปีของการยึดอำนาจ..และสืบเนื่องการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันมาแล้ว จะครบ 78 ปี..ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ในเวลาดังกล่าว..ประชาธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทยจริงๆนั้น..ยังไม่เคยเกิดขึ้น การแย่งชิงอำนาจระหว่าง พลเรือน กับพลเรือน ในคณะปฏิวัติ

หรือการแย่งชิงอนาจระหว่าง ทหาร กับ ทหาร..ในคณะปฏิวัติ เป็นเรื่องอยู่ในความทรงจำของประชาชนคนไทยที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกรุ่น..ตราบเท่าทุกวันนี้ ความคิดที่จะปฏิรูปการเมืองของประเทศ..ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน..คือการยอมรับว่า..รัฐบาลของเขาและรัฐธรรมนูญของไทย..

ไม่ใช่ประชาธิปไตย..และคณะกรรมการที่เขาตั้งกันขึ้นมานั้น..ก็พูดถึงการปฏิรูปการเมืองไทย ไม่ใช่การสร้างประชาธิปไตย ในขณะที่เรื่องราวของการต่อสู้เป็นการต่อสู้ของผู้ต้องการประชาธิปไตย ไม่ว่าผลของการปฏิรูปจะออกมาเช่นใด..มันก็จะไม่ถูกยอมรับ..ทันทีที่ผลสำเร็จของการปฏิรูปจะประกาศใช้..

ก็จะมีการต่อต้านเกิดขึ้น..นี่คือเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในวันหน้า..ที่จะนำไปสู่การขอคืนพื้นที่และการกระชับวงล้อม..และการเข่นฆ่าครั้งใหม่..ประชาธิปไตยก็เหมือนพันธุ์ไม้..สักก็ออกต้นเป็นสัก ยางก็ออกต้นเป็นยาง ประชาธิปไตยที่เกิดจากเผด็จการ จะมีวันเกิดขึ้นหรือ..นี่คือ...คำถาม

ภาพงานรำลึก1เดือน19พฤษภาอำมาตย์ทมิฬ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพ AP และ REUTERS
19 มิถุนายน 2553

วันนี้สำนักข่าวต่างประเทศนำเสนอภาพข่าวกิจกรรมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามของรัฐบาล ในโอกาสครบรอบ 1 เดือนเหตุการณ์ 19 พฤษภามหาอำมาตย์ทมิฬ โดยกิจกรรมมีขึ้นที่วัดปทุมวนาราม และแยกราชประสงค์ ทั้งนี้มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตอย่างน้อย 6 รายในวัดปทุมฯ ในชั่วโมงท้ายๆที่กองทัพใช้กำลังติดอาวุธสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา

นอกจากนั้นยังมีการจัดกิจกรรมที่สวนเงินมีมาอีกด้วย ส่วนกิจกรรมทางวิชาการมีการอภิปราย 2 วันต่อเนื่องในวันที่19-20มิถุนายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์









Saturday, June 19, 2010

นพดลฉะรัฐยืมมืออานันท์-นพ.ประเวศซื้อเวลา

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_90613
นายนพดล ปัทมะ

"นพดล" ฉะงานหลักรัฐบาลกู้หนี้ บี้ ทักษิณ มั่นใจครอบครัวชินวัตร แจงทรัพย์สินต่อดีเอสไอได้ สับกระบวนการปรองดองแค่ซื้อเวลา เกาไม่ถูกที่คัน...

วันที่ 19 มิ.ย. 2553 นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ จะเรียก 83 บุคคล ให้มารายงานธุรกรรมการเงินต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยมีรายงานว่าจะเรียกสมาชิกในครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าชี้แจงเป็นกลุ่มแรกในต้นสัปดาห์หน้าว่า ถือเป็นกระบวนการของรัฐบาลที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำหลักๆคือ กู้หนี้บี้ทักษิณ เรื่องนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งเพื่อเอาผิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว รวมทั้งพรรคพวกอย่างไม่ลดละ ซึ่งจะส่งผลให้การปรองดอง สมานฉันท์สำเร็จได้ยาก หนำซ้ำจะยิ่งสร้างความแตกร้าวให้เพิ่มมากขึ้น

ก็อยากวิงวอนรัฐบาลให้ปรับเปลี่ยนท่าที ยุติการไล่ล่าหันหน้ามาพูดคุยกันดีกว่า ต้องยอมรับว่าคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อยเช่นเดียวกัน วันนี้รัฐบาลอาจจะชนะศึกแต่อาจไม่ชนะสงคราม บ้านเมืองประกอบด้วยหลายส่วน ชาติจะเดินไปไม่ได้เลยหากคนส่วนหนึ่งถูกไล่บี้ ไล่ล่าจนถึงที่สุด

“การดำเนินธุรกรรมของคนในครอบครัวชินวัตรนั้น มันสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว ที่มีการถอนเงินไป ก็เพื่อไปใช้หนี้ นำไปลงทุน ทั้งนี้ภายหลังการยึดอำนาจ หลายบริษัทได้รับผลกระทบจากการยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ ประสบภาวะลำบากมาหลายปี แต่ในแง่ธุรกิจมันต้องเดินต่อไป และภายหลังการตัดสินคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ คนในครอบครัวก็คงจะต้องนำเงินไปลงทุน หาอะไรทำบ้าง มั่นใจว่าทุกคนชี้แจงที่มาที่ไปของเงินได้ ไม่มีปัญหา ไม่มีการถอนเงินไปจ้างม็อบ หรือจ้างคนเสื้อแดงแน่นอน”นายนพดลระบุ

นายนพดล กล่าวด้วยว่า สำหรับกระบวนการปรองดองที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นั้น อยากขอให้รัฐบาลเลิกให้ข้อมูลผิดๆ โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติ เพราะโรดแม็ปการปฏิรูปนั้น ไม่ใช่การปรองดอง หลายอย่างเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องในระยะยาว ไม่ใช่การแก้ปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้า วันนี้ประชาชนต้องการให้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของความเป็นธรรม ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ เขาไม่ได้เรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศ แต่เรียกร้องให้ปฏิรูปความเป็นธรรม แก้ปัญหาความขัดแย้ง รัฐบาลเกาไม่ถูกที่คัน แก้ปัญหาแบบกลับหัวกลับหาง เหมือนคนป่วยกำลังจะตาย ต้องเข้าไอซียู แต่รัฐบาลกลับเอาเข้าสปาก่อน

กรณีที่มีการตั้ง นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส มาร่วมปฏิรูปนั้น เหมือนเป็นการยืมมือซื้อเวลาต่อไป เพราะแผนต่างๆเป็นแผนระยะยาวไม่ได้จบลงในรัฐบาลชุดนี้

สิทธิมนุษยชนเอเชียออกจม.ถึงอภิสิทธิ์กรณีล่ามโซ่เสื้อแดงป่วย

ที่มา Thai E-News


[AHRC Open Letter] THAILAND: Chaining of wounded detainees under Emergency Decree

FOR IMMEDIATE RELEASE

June 18, 2010
AHRC-OLT-005-2010

An Open Letter to the Prime Minister of Thailand by the Asian Human Rights Commission (AHRC)

Abhisit Vejjajiva
Prime Minister
c/o Government House
Pitsanulok Road, Dusit District
Bangkok 10300
THAILAND

Fax: +66 2 288 4000 ext. 4025
Tel: +66 2 288 4000
E-mail: spokesman@thaigov.go.th or abhisit@abhisit.org

Dear Mr. Abhisit

THAILAND: Chaining of wounded detainees under Emergency Decree


The Asian Human Rights Commission (AHRC) is writing to you regarding the treatment of detainees under the state of emergency that your government has imposed in Bangkok and other provinces of Thailand in response to protests that gripped the capital in recent months. (photo: Prime Minister Abhisit Vejjajiva , source:Prime Minister Media office)

The AHRC has numerous grave concerns regarding circumstances of arrest and detention under the state of emergency imposed via the Emergency Decree BE 2548 (2005), which the AHRC strongly opposed from the time of its introduction under the government of your predecessor, Pol. Lt. Col. Thaksin Shinawatra.

One of these concerns relates to the highly problematic provision that detainees under the decree not be held in official places of detention by virtue of their peculiar legal status as persons under custody but not charged with any offences. According to information currently available through various sources, among detainees being held in non-official detention facilities are persons who were wounded during the protests, who are being held in separate wards in medical facilities, and who are allegedly being chained to their beds.

Two cases reported in the media in recent days were of Mr. Jaran Loiphun (age 39) and Mr. Nattapon Thongkhun (age 20), of Bangkok, both of whom were shot during the military crackdown on the Ratchaprasong protest.

Nattapon was reportedly shot three times in front of the Lumpini Police Station on 14 May 2010. According to Nattapon, around noon on 14 May he and his friends were driving motorbikes from Petchburi Road to meet friends at Sathorn Road. When they reached the area in front of Lumpini Police Station, a group of protestors were burning a police bus on Wireless Road. When soldiers shot into the group of protestors, a shotgun blast went into his shoulder, and an M16 bullet went into his hand. He tried to get up to ask for help, but another shotgun blast hit his left leg. The protestors brought him to the Police Hospital.Nattapon explained that one day after that, as he was coming out of anaesthesia following surgery, police came to interrogate him.They accused him of violating the Emergency Decree. He was moved from a bed for ordinary people to a room for people facing accusations; there was another injured protestor in the room with him. He has since been shackled to his bed, guarded by police officers and allowed only short visits from family.

Jaran was reportedly shot twice at Pratunam intersection on 19 May 2010. The first shot was from a shotgun and was embedded in his left leg. The second bullet was from an M16 and went through his hand. According to Jaran, on the afternoon of 19 May, he was walking towards the area of Pratunam intersection.He saw a group of 4-5 soldiers walking about 20 metres in front of him. He was afraid and so he began to run away. But this group of soldiers shot at him. Jaran said that after he was hit by the shotgun he tried to get up and run again and the soldiers shot him with the M16. Jaran has also reportedly been shackled to the hospital bed, and he is being guarded by police officers.

For many years, the AHRC and other concerned organisations and individuals have voiced outrage at the shackling and otherwise barbaric treatment of accused criminal prisoners in Thailand. In the aftermath of the crackdown on the protests, there are also many reports of persons detained under the Emergency Decree in ambiguous and uncertain circumstances being similarly ill-treated.

As Thailand is now a member of the UN Human Rights Council, it should not be necessary for the AHRC to remind your government of its obligations under international law; however, in light of the many reports of the sort cited above in recent days, we draw your attention to the UN Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners, under Rule 33 of which "chains or irons shall not be used as restraints" and other instruments of restraint shall be used only during a transfer of detainees as a precaution against escape, on medical grounds by order of a medical officer, or as a means to prevent self harm. Clearly, none of these circumstances apply in the cases described above.

The government of Thailand should be further aware that under the UN Convention against Torture, to which it is a party, the chaining of wounded detainees could constitute an act of cruel, inhuman or degrading treatment or punishment that would place it in clear violation of its responsibilities under international law.

Aside from being uncomfortable and humiliating for the persons in custody, this type of maltreatment engenders other types of abuse, and an attitude of contempt towards detainees among security personnel. In its most extreme form, it results in the handling of detainees as mere objects rather than human beings at all, leading to events such as the mass deaths in military trucks of persons in Narathiwat after the protests outside the Tak Bai Police Station of 2004. For this reason, all types of chaining and custodial maltreatment that are either explicitly endorsed through law or tacitly encouraged through routine practices are worthy of strong condemnation.

Accordingly, the Asian Human Rights Commission urges your government to ensure that all persons detained under the Emergency Decree are treated with human dignity and respect and specifically that wounded persons held under the decree are not chained or otherwise restrained while receiving treatment in hospital.

The AHRC also takes this opportunity to call for a full accounting of persons being held under the decree, for the prompt bringing of charges or release of all these persons, for all of these persons to be guaranteed their civil rights, including their rights of access to lawyers and family members, and to be guaranteed their rights to be free from torture and other forms of human rights abuse. Finally, we again call upon your government to lift the state of emergency without any further delay and return your country to the rule of law rather than rule by decree and the de facto military administration under which it has been placed in recent weeks.

Yours sincerely

Basil Fernando
Director
Asian Human Rights Commission, Hong Kong

Cc:
1. Mr. Chaowarat Chanweerakul, Minister of Interior, Thailand
2. Mr. Peeraphan Saleeratwipak, Minister of Justice, Thailand
3. Mr. Kasit Piromya, Minister of Foreign Affairs, Thailand
4. Homayoun Alizadeh, Regional Representative, OHCHR, Bangkok, Thailand
5. UN Working Group on Arbitrary Detention
6. UN Special Rapporteur on the question of torture

Posted on 2010-06-18

แกนนำนปช.เชียงใหม่รายงานตัว หวั่นถูกจับ ห้ามประกันตัว

ที่มา Thai E-News


18 มิ.ย. 2553 เวลา : 17:01 น.

เชียงใหม่/แกนนำนปช.เชียงใหม่เข้ารายงานตัวกับตำรวจหวั่นถูกออกหมายจับและห้ามประกันตัวเหมือนแกนนำนปช.จังหวัดอื่น

วันนี้(18มิ.ย.53)เวลา 15.00 น. สภอ.ช้างเผือก แกนนำนปชเชียงใหม่นำโดยนายศรีวรรณ จันพงษ์ พร้อมด้วย ดต.พิชิต ตามูล นายองอาจ ตันธนะศิลป์ นายสารธินสุกรรณธา นายสินคำ นันติ และนางรักษา ภัคคดี เข้ารายงานตัวต่อตำรวจเพื่อแสดงจุดยืนว่า ไม่ได้หลบหนี ไม่ได้ทำการเคลื่อนไหวหรือชุมนุมทางการเมือง พร้อมทั้งยืนยันความบริสุทธิ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยใช้หลักสันติอหิงสา และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ดต.พิชิต ตามูล เลขานุการกลุ่ม นปช.เชียงใหม่ กล่าวว่า เราได้รับรายงานจากสายข่าวของเราว่าทางตำรวจเตรียมออกหมายจับแกนนำนปช.เชียงใหม่ เราจึงเข้ามารายงานตัวเพื่อแสดงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าเราไม่ได้หนีไปไหน แล้วก็ไม่ได้ดำเนินการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเชิงความรุนแรง เรายังยึดหลักสันติอหิงสา เรามาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนที่จะออกหมายเรียก หมายจับที่เป็นลายลักษณ์อักษรต่อไป

นายศรีวรรณ จันพงษ์ นปช.เชียงใหม่ กล่าวว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงที่เรามาในวันนี้เพราะเราไม่อยากถูกหมายจับ และถูกค้านการประกันตัวภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จนต้องถูกจองจำเพราะที่ผ่านมาเราเคลื่อนไหวโดยสันติมาตลอด ทุกครั้งที่เราจะเคลื่อนไหวจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารได้รับทราบตลอดเวลา

พ.ต.ท.ธีระภัทร คงพานิช รองผู้กำกับสืบสวนสอบสวน กล่าวว่า เบื้องต้นมีหนังสือสั่งการให้ออกหมายเรียกแกนนำนปช. 4 คน ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ออกเป็นหมายเรียกเพราะแกนนำไม่ได้มีท่าทีว่าจะหลบหนีการจับกุม เมื่อเข้ามารายตัวรับทราบข้อกล่าวหาก็จะมีการบันทึกข้อมูล ปั้มลายนิ้วมือ แล้วปล่อยกลับ ไม่ได้ถูกจับกุมแต่อย่างใด

ป.ป.ช.ฆ่าตัดตอน กม.ผลประโยชน์ทับซ้อน?

ที่มา มติชน

ชาญชัย แสวงศักดิ์

กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)มีมติเมื่อเร็วๆนี้ให้ยกคำร้องกรณีที่มีการกล่าวหาว่า นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ขณะเป็นเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ รองเลขาธิการฯข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นในสัญญาจ้างสถาบันพระปกเกล้าทำโครงการวิจัยให้แก่สำนักงานศาลปกครอง


จากการไต่สวนของป.ป.ช.พบว่า เมื่อปี 2543 สำนักงานศาลปกครองได้ว่าจ้างสถาบันพระปกเกล้าทำวิจัย 2 หัวข้อ ค่าใช้จ่าย รวม 4.3 ล้านบาทซึ่งนายชาญชัยเป็นผู้อนุมัติให้ว่าจ้างและลงนามในสัญญาจ้าง


ต่อมาสถาบันพระปกเกล้าได้ว่าจ้างบุคคลทั้งสองเป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัยโดยได้รับค่าตอบแทนคนละ 190,000 บาท


จากนั้น คณะกรรมการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาซึ่งมีนางกาญจนารัตน์ เป็นประธานมีมติให้ตรวจรับงานและเสนอให้นายชาญชัย อนุมัติเบิกจ่ายเงินให้แก่สถาบันพระปกเกล้า


จากข้อเท็จจริงข้างต้นเห็นว่า พฤติการณ์ของบุคคลทั้งสองน่าจะเข้าข่าย เป็นเจ้าพนักงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงและยังได้รับประโยชน์(ค่าที่ปรึกษา)จากโครงการวิจัยเพราะเป็นทั้งผู้ว่าจ้าง คู่สัญญา ที่ปรึกษาโครงการและผู้ตรวจรับงาน


แต่ ป.ป.ช.มีมติให้ยกคำร้องด้วยเหตุผลที่สรุปได้ดังนี้


หนึ่ง การดำเนินโครงการวิจัยดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามปกติโดยทั่วไปในทางวิชาการ ที่มุ่งผลสำเร็จของงานนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานและพัฒนาบุคลากรของศาลปกครอง ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าเห็นว่า มีความจำเป็นจะต้องใช้บุคลากรของสำนักงานศาลปกครองที่มีความรู้ ความสามารถเป็นที่ปรึกษา


สอง ก่อนตรวจรับงาน นางกาญจนารัตน์แก้ไขงานวิจัยหลายประเด็น เพื่อให้มีความสมบูรณ์เข้าสู่มาตรฐานสากล การตรวจรับและเบิกจ่ายเงินก็ดำเนินการในขั้นตอนตามปกติ การกระทำของบุคคลทั้งสองจึงเป็นการกระทำในเชิงดุลพินิจผูกพันซึ่งไม่สามารถที่จะไม่ปฏิบัติหรือกระทำการเปลี่ยนแปลงเป็นประการอื่นได้และเป็นการกระทำตามปกติของผู้ที่มีหน้าที่เช่นนั้น เพื่อให้งานแล้วเสร็จตามระเบียบ


สาม บุคคลทั้งสองไม่มีเจตนาพิเศษที่จะเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อแสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จึงขาดเจตนากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และมาตรา 157


สี่ มีการเทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1706/2535ซึ่งวินิจฉัยว่า ผู้ที่จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 152 จะต้องเป็นเจ้าพนักงาน ผู้มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น


ประเด็นสำคัญคือ การวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะส่งผลต่อการบังคับใช้ฎหมายฉบับต่างๆที่มีหลักการในการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนของเจ้าหน้าที่รัฐกับผลประโยชน์ของรัฐหรือไม่


นอกจากนั้นยังยกคำพิพากษาศาลฎีกาปี 2535 ขึ้นมากล่าวอ้างโดยมิได้ศึกษาถึงพัฒนาการของกฎหมายในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาที่สังคมให้ความสำคัญในการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ของรัฐมากขึ้นถึงกับบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 (มาตรา 331(2)) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100-101


ขณะเดียวกันคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีการซื้อที่ดินถนนรัชดาภิเษกฯที่เห็นว่า แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะมิได้รู้เห็นเป็นใจหรือกระทำการโดยมิชอบในการซื้อที่ดิน แต่เมื่อเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 100 ก็ยังตัดสินว่า มีความผิดทางอาญาโดยให้เหตุผลว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ


" มีเจตนารมณ์สำคัญในการห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้โอกาสจากการมีอำนาจในตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากหน่วยงานของรัฐที่ตนมีหน้าที่ในการกำกับดูแลหรือควบคุมอันจะทำให้เกิดการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของตนกับผลประโยชน์ของรัฐ เมื่อพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว.... จะเห็นว่า เป็นบทบัญญัติเด็ดขาดมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการตามที่บัญญัญัติไว้ฯ"


หันมาดู ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปีและปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 20,000 บาท"


เห็นได้ว่า บทบัญญัติในมาตรา 152 มีลักษณะเช่นเดียวกับ บทบัญญัติ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯมาตรา 100 ที่มิได้ระบุว่า เป็นการกระทำโดยมิอชอบ เพื่อให้เกิดความ เสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริตเหมือนกับที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157


เพียงแต่เป็นเจ้าพนักงานที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และได้รับประโยชน์จากส่วนได้ส่วนเสียนั้นโดยเฉพาะนายชาญชัยและนางกาญจนารัตน์ซึ่งเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับแนวหน้าย่อมเข้าหลักการมีส่วนได้ส่วนเสียในกฎหมายมหาชนเป็นอย่างดี


ถ้าคณะกรรมกรร ป.ป.ช.ไม่ทบทวนเรื่องนี้ให้ดี เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้มีการโกงโดยอาศัยช่องโหว่จากคำวินิจฉัยในคดีนี้เป็นใบเบิกทาง