WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 20, 2010

ใบตองแห้งออนไลน์:ภูเขาสามเหลี่ยม

ที่มา ประชาไท


แล้วเราก็ได้เห็นเครื่องมือ “ปรองดอง” ของระบอบอภิสิทธิ์อย่างชัดเจนเต็มรูป ประกอบด้วยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพฤษภาอำมหิต คณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุด 18+1 อรหันต์ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศชุด “คนคู่” อานันท์-ประเวศ

นี่หรือคือการปรองดองกับ 90 ศพ มองมุมไหนก็ไม่เห็นทางเป็นไปได้ มันก็แค่การสร้างภาพให้คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่หลงเชื่อว่ามีการปรองดอง เพื่อโดดเดี่ยวทั้งคนเสื้อแดงและไม่แดงที่เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง

รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาทำไมในเมื่อยังไม่ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ปิดกั้นสื่อที่ไม่ใช่พวกของตัว ไม่ยอมให้เผยแพร่ภาพเหตุการณ์และการให้ข้อมูลจากทุกฝ่าย นอกจากฝ่ายของตัวฝ่ายเดียว คณะกรรมการจะเอาใครมานั่ง หัวหงอก หัวดำ หัวใส ก็ไร้ประโยชน์ เพราะปราบเอง ตั้งเอง แล้วก็ยังปิดปากฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้น การที่เสื้อแดงไม่ยอมเข้าร่วมคณะกรรมการชุดนี้จึงถูกต้องแล้ว

คณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุด 18+1 อรหันต์ยิ่งตลก คือไม่มีเครดิตตั้งแต่แรกแล้วที่เอาสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ บุคคลผู้ตกถังข้าวสารทางประวัติศาสตร์ (บังเอิญเป็นเลขาศูนย์นิสิตตอน 14 ตุลา เลยมีเครดิตติดตัวตลอดชาติ) มาเป็นประธาน ยิ่งเมื่อเห็นชื่อคณาจารย์อย่าง สมคิด เลิศไพทูรย์, วุฒิสาร ตันไชย, นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, จรัส สุวรรณเวลา ยิ่งหัวร่อกลิ้ง อ้าว เฮ้ย ก็พวกทั่นเป็น สสร.กันมาทั้งนั้น 3 ท่านแรกเป็นกรรมาธิการยกร่าง รธน.50 อ.สมคิดเป็นเลขานุการ พูดได้ว่าร่างมากับมือ

แล้ววันนี้ทั่นจะมาแก้ รัฐธรรมนูญที่ทั่นเคยบอกว่าดีที่ซู้ดในโลก อย่างนั้นหรือครับ ยังไม่ต้องกล่าวถึงว่าท่านมีทัศนะอย่างไร เอียงข้างไหน แต่เอาแค่ร่างเองแก้เอง ก็ต้องถามกันแล้วว่าทั่นยังมีจุดวางหัวแม่ทีนอยู่หรือไม่ เป็นนักวิชาการต้องมีหลักนะครับ ไม่ใช่วันหนึ่งตวัดลิ้นทางซ้ายบอกว่าอย่างนี้ถูก แล้วอีกวันตวัดลิ้นทางขวาบอกว่าไม่ถูกซะแล้ว แบบนี้จะสอนลูกศิษย์อย่างไร

อ้อ ลืมไป บางทั่นเคยเขียนหนังสือยกย่องการปฏิวัติ 2475 แล้วกลับมาสดุดีรัฐประหาร 2549 แต่ทั่นก็ยังสอนลูกศิษย์อยู่ได้ ไม่น่าแปลกใจอะไร

ผมเพียงอยากรู้ว่าถ้าอดีต สสร.4 ทั่นเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 แล้ว ทั่นจะชี้แจงอย่างไร หรือไม่ต้องชี้แจง สมมติทั่นเห็นสมควรให้แก้ไขมาตรา 237 ทั่นต้องไปค้นบันทึกการประชุม สสร.ปี 50 มาให้ดูนะครับว่าทั่นเคยสงวนคำแปรญัตติไว้ ไม่งั้นทั่นก็ต้องแลบลิ้นให้ดูว่ามีกี่แฉก

นี่ยังไม่นับนักวิชาการหลายคนที่เป็นคอหอยลูกกระเดือกกับพันธมิตร คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญหัวชนฝา อย่างพิชาย รัตนดิลก, เจษฎ์ โทณะวณิก ส่วนบรรเจิด สิงคะเนติ ไม่ต้องพูดถึง การเป็น คตส.เท่ากับคุณหลุดพ้นจากความเป็นนักวิชาการไปเป็นอุปกรณ์ทางการเมืองตั้งนานแล้ว

โอ้ พระเจ้าช่วยกล้วยหักมุก ยังมีไชยา ยิ้มวิไล อีก นักวิชาการวิทยุทหารเนี่ยนะ น่าจะเอาไก่อูมาเป็นด้วยเผื่อจะได้กองเชียร์สาวๆ เฟซบุคมาเข้ากระบวนการมีส่วนร่วม (กรี๊ดดด...)

คณะกรรมการชุดที่ 3 น่าจะเป็นชุดที่ระบอบอภิสิทธิ์ฝากความหวังไว้มากที่สุด คือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศกลบ 90 ศพ ที่แยกเป็น 2 ชุด มีอานันท์กับหมอประเวศเป็นประธาน

คณะกรรมการ 2 ชุดนี้คงจะระดมคนดีๆ ภาพลักษณ์ดีๆ มาร่วมกันสานฝัน อาทิเช่น ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, อาจารย์อคิน รพีพัฒน์, อาจารย์ระพี สาคริก, บัณฑร อ่อนดำ, หมอพลเดช ปิ่นประทีป, ครูหยุย, ครูแดง, ไสว บุญมา.........ฯลฯ (ลองช่วยกันนึกและเติมคำในช่องว่าง มีอยู่ไม่กี่ตัวเลือกหรอก เช่นชุดของอานันท์ก็ต้องมีประสาน มฤคพิทักษ์ มามะลึกกึ๊กกั๊กอยู่แน่นอน และน่าจะต้องหาที่นั่งให้รสนาหรือผัวรสนาด้วย)

อ้อ ยังมีพี่เปี๊ยกยืนแอบๆ อยู่หลังฉากเพราะติดแบรนด์พันธมิตรอาจเป็นกรรมการโดยตรงไม่ได้ (แต่ถ้าไม่เขินก็เป็นได้นะ) อาจจะส่งพวกมือรองเข้ามา เช่น นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์เพราะเป็นโอกาสอันดีงามมากเลยที่พวกพี่เปี๊ยกจะโดดหนีจากรถเมล์สายพรรคการเมืองใหม่ไร้อนาคต มาเกาะล้อรถบีอาร์ทีสายปฏิรูป

บังเอิญเสียจังว่าเห็นภาพอภิสิทธิ์ อานันท์ หมอประเวศ แล้วก็เหมือนเป็นตัวแทนคน 3 กลุ่ม ที่พยายามจะ “ปฏิรูป” เพื่อกลบกลิ่น 90 ศพ และเป็นเสาค้ำของ “ระบอบประชาธิปไตยอำนาจพิเศษ”

นั่นคืออภิสิทธิ์เป็นตัวแทนรัฐราชการ ทหาร ตุลาการ อานันท์เป็นตัวแทนผู้ดี เซเลบส์ กลุ่มทุนที่ร่ำรวยเหลือล้นแล้วค่อยอยากมีธรรมาภิบาล ส่วนหมอประเวศคือตัวแทนของขุนนาง NGO ภาคประชาสังคม ที่ชอบคิดแทนประชาชนและสังคม

นี่คือภูเขา 3 ยอดที่เป็นอุปสรรคสำคัญของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ภูเขารูปสามเหลี่ยม ไม่ใช่สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา เพราะเจ้าทฤษฎีสามเหลี่ยมเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาไปเสียแล้ว

การปฏิรูปภายหลังจากปราบปรามเข่นฆ่า “ไพร่” แล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไรอื่น ถ้าไม่ใช่ตีหัวเลือดสาดแล้วลูบหลัง ภายหลังจากโค่นอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งด้วยรัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ ความอยุติธรรม 2 มาตรฐาน ทำให้คนจนคนชั้นล่างตลอดจนผู้รักประชาธิปไตยคับแค้นแน่นอก แล้วอานันท์กับหมอประเวศจะมาบอกว่า เราจะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ลดความไม่เป็นธรรมในสังคม ยอมให้เรากดหัวต่อไปเถอะ อย่างนั้นหรือ

“ระบอบทักษิณ” ทุนโลกาภิวัตน์ที่มีฐานจากรากหญ้าคนชนบท ถูกโค่นล้มโดย “ระบอบอภิสิทธ์ชน” ที่แบ่งอำนาจให้หัวขบวนคนชั้นกลาง มันก็คือการพลิกข้างกันที่สร้างความไม่เป็นธรรมทั้งสองอย่าง วันนี้คุณไม่ยอมให้คนชนบทคนชั้นล่างและคนชั้นกลางเสรีนิยม มีส่วนร่วมในอำนาจ แต่คิดจะเอาการปฏิรูปมาทำให้ “ไพร่” เป็นคนหัวอ่อนว่านอนสอนง่ายเหมือนในอดีต อย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ ผู้ดีรัตนโกสินทร์

ผมเชื่อว่าหมอประเวศกับอานันท์คงมีข้อเสนอดีๆ หลายข้อที่จะ “ลดความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งในยามปกติผมก็คงเห็นด้วย แต่ปัญหาอยู่ที่จุดยืนว่าคุณทำเพื่ออะไร เพื่อสลายพลังการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ใช่ไหมใช่ เพื่อคุ้มครองอำนาจ ให้อยู่ในมือชนชั้นนำ ทำให้คนจนคนชั้นล่าง กลับไปแบมือรอรับความเมตตา ความอนุเคราะห์ แทนที่จะลุกขึ้นมาทวงอำนาจของตัวเอง ใช่ไหมใช่

หมอประเวศไปพูดล่าสุด ยังพูดว่าต้องส่งเสริมให้คนจนมีอำนาจ อ้าว ก็คนจนเขาลุกขึ้นมาทวงอำนาจ กลับถูกยิงหัว แล้วจะไปปฏิรูปตรงไหน

หมอประเวศบอกว่าพลังทางสังคมเป็น 1 ในสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ว่าวิกฤตครั้งนี้คนตื่นตัวเยอะ สังคมจะเปลี่ยนโครงสร้างจากทางดิ่งมาเป็นทางราบ อ้าว แล้วไปปราบคนที่เขาตื่นตัวมาทำไม แล้วหมอประเวศจะมาช่วยคนที่ปราบให้ครองอำนาจได้ต่อไป ให้เป็นโครงสร้างทางดิ่งต่อไป

แล้วเมื่อไหร่มันจะเกิด “ประชาธิปไตยทางตรง” ละครับ ในเมื่อเอาเข้าจริงแล้วหมอประเวศปฏิเสธ “ประชาธิปไตยตัวแทน” เพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ “ประชาธิปไตยอำนาจพิเศษ” เท่านั้น

หมอประเวศพูดถึงธรรมาภิบาลทางการเมือง การปกครอง ความยุติธรรมและสันติภาพ โห!กล้าๆ พูดเลยหรือ “มนุษย์จะอยู่ร่วมกันได้ต้องมีความยุติธรรม” แล้วตอนนี้มันมีหรือเปล่า

วิกฤตที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคม จากการต่อสู้ของประชาชน ที่ไม่ได้หมายถึงแค่เสื้อแดงฝ่ายเดียว แต่ทุกสี กำลังจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในคุณภาพใหม่แต่หมอประเวศกับอานันท์สอดเข้ามา เอาเกียรติประวัติส่วนตัวมาเป็นภูเขาสามเหลี่ยมพยายามจะยับยั้งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

อย่างไรก็ดี ผมไม่เชื่อว่าหมอประเวศกับอานันท์จะยับยั้งได้ คุณจะแก้ความเหลื่อมล้ำในระบอบที่อยุติธรรม คุณจะสร้างจิตสำนึก สร้างความเข้มแข็งของสังคม ในภาวะที่ใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ใช้อำนาจทหารและกฎหมายไม่เป็นธรรมกดหัวฝ่ายตรงข้ามอยู่ อย่างนั้นหรือ

ยิ่งถ้าพูดลึกลงไปถึงแนวคิด “ลัทธิประเวศ” ด้วยแล้ว ยิ่งสวนโลกสวนสังคมสิ้นเชิง เพราะลัทธิประเวศที่ฝังอยู่ใต้จิตสำนึก NGO ส่วนใหญ่คือการปฏิเสธทุนนิยม จะพาชาวบ้านถอยออกจากทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ซึ่งไม่มีใครเขาเอาด้วยแล้ว

ผมเคยคุยกับหมอประเวศ 1-2 ครั้งตั้งแต่สมัยยังไม่เกิดวิกฤต มาย้อนคิดดูตอนนั้นผมก็ไม่ได้ประทับใจอะไร คือหมอประเวศจะพูดอะไรที่มันถูกเสมอ ดีเสมอ สูงส่งเข้าไว้ เหมือนจะลึกซึ้ง มีปรัชญา แต่จริงๆ แล้วเลื่อนลอย ไม่มีขั้นตอนวิธีการว่าจะไปถึงเป้าหมายอย่างไรไม่มีการวิเคราะห์ศึกษาความเป็นไปได้ของโปรเจกท์ ถ้าเป็นโครงการธุรกิจคงถูกตีตกหมด แต่โครงการ NGO เขาดูกันที่ตัวคนกับความฝัน เขียนอะไรให้ดีๆ เข้าไว้ ก็ได้เงินทุนช่วยเหลือ

ผมมีคำถามเสมอมาว่าหมอประเวศทำอะไรสำเร็จบ้าง บางโครงการในชนบทที่ลูกศิษย์หมอประเวศลงไปทำ อยู่ได้ด้วยตัวเองจริงหรือ ต้องใช้เงิน สสส. พอช. กี่สิบล้านถึงทำให้ชาวบ้าน “ไม่ต้องพึ่งทุนนิยม”

ได้ยินใครไม่รู้พูดตอนแรกว่าอาจจะมีการตั้งสำนักงานปฏิรูปประเทศไทยทุกจังหวัด ดีเหมือนกัน อย่างน้อยถ้าทำอะไรไม่สำเร็จก็จะได้เป็นสำนักงาน NGO ประจำจังหวัด บรรจุ NGO เป็นพนักงานองค์กรมหาชน มีรถประจำตำแหน่งมีเลขาหน้าห้องมีงบประชุมสัมมนา สมมติเอาเงินภาษีหุ้นมาใช้ ก็จะเป็นแหล่งเงินทุนใหญ่ของเครือข่ายลัทธิประเวศเหมือนสสส.พอช.(กลายเป็นสามเหลี่ยมทองคำ)

ไม่ได้หยามหมิ่นนะครับ หมอประเวศเป็นคนดีเสมอในสายตาผม แต่หมอประเวศคิดทุกอย่างแบบคนดีเหนือโลก หมอประเวศไม่ได้คิดบนพื้นฐานของปุถุชนที่กินปี้ขี้นอน อานันท์เสียอีกยังมองโลกได้เป็นจริงกว่า เพราะแกยังเป็นปุถุชนที่ชอบกินปี้ขี้นอน (อิอิ)

ถ้าผมคาดผิด หมอประเวศทำสำเร็จ ออกพิมพ์เขียวมาผลักดันการปฏิรูปสำเร็จ ก็ขออนุโมทนาด้วย แต่ประวัติศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เหมือนที่มีการนองเลือดทุกครั้งแล้วแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูกเพียงเพื่อประคองอำนาจ เหมือน 6 ตุลาปราบความคิดก้าวหน้าอย่างเหี้ยมโหด แล้วค่อยคลายอำนาจ เปลี่ยนจากรัฐบาลหอยเป็นเกรียงศักดิ์ เปรม ประชาธิปไตยครึ่งใบ ทำให้คนรู้สึกว่าดีขึ้น แต่โครงสร้างของปัญหาไม่ได้แก้ไข สังคมไทยก็ถูกสยบยอมอยู่ต่อไป เป็นสังคมที่ไม่สามารถใช้สมองส่วนหน้าสร้างสรรค์ หรือคิดต่าง คนไม่กล้าแสดงออก นอกจากต้องแสดงออกแบบพนมมือกันเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง นั่นแหละปัญหาที่ทำให้สังคมไทยไม่เข้มแข็งอย่างที่หมอประเวศพูด แต่ไม่พูดให้ถึงแก่น

เอาเถอะครับ ก็ทำกันไป แต่คนที่รักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง คงได้แต่นั่งดู เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่ให้มีส่วนร่วม แต่ถ้าจับพลัดจับพลูเขาชวนไปร่วม ก็ต้องปฏิเสธ ใครที่ร่วมมือกับกระบวนการปฏิรูปกลบ 90 ศพ ถือว่าไม่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ขีดเส้นกันได้เลย ไปแล้วอย่ากลับ เพราะสิ่งที่เราต้องการคือต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและทวงความยุติธรรม ไม่ใช่การอนุเคราะห์ให้ “ความเป็นธรรม” แค่บางส่วน

คนไทยมีความสุขที่สุดในโลก

สัปดาห์ก่อนอ่านข่าวรอยเตอร์ สถาบันบ้าบออะไรไม่ทราบของฝรั่ง จัดอันดับดัชนีความสุขสงบให้ประเทศไทยอยู่อันดับ 124 จาก 149 ประเทศ ต่ำกว่าอิหร่าน ลาว เขมร สูงกว่าฟิลิปปินส์กับพม่าหน่อยเดียว

บ้าบอจริงๆ มันเอาความคิดฝรั่งมาวัดความรู้สึกคนไทย ฝรั่งมันคิดว่าการ “กระชับพื้นที่” ทำให้คนตายไป 90 ศพ บาดเจ็บเกือบ 2 พัน คงทำให้คนไทยทั้งชาติจมอยู่กับความเศร้าโศก ฝรั่งมันคิดว่ามีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน “ร้ายแรง” มานานกว่า 2 เดือนและจะฉุกต่อไปอีกเป็นเดือน คงทำให้คนไทยทั้งชาติจมอยู่กับความตึงเครียด

เอาเข้าจริงหาใช่ไม่ เพราะเหตุการณ์ “พฤษภาอำมหิต” ผ่านไปแค่ไม่ถึงเดือน คนไทยก็กลับมามีความสุข-เผลอๆ จะมากกว่าเก่า มหกรรมขายของจัดกันถี่ยิบ พ่อค้าแม่ขายแย่งที่ขายกันชุลมุน แย่งกันอ้างว่าเป็นผู้เสียหายจากการเผาบ้านเผาเมือง มหกรรมเที่ยวไทยได้ลดภาษี (ของชอบ มีใครมั่งอยากเสียภาษี) คนตรึมรถติดยาวเหยียด

แม้แต่ร้านอาหารร้านเหล้าผับบาร์ แทบว่าจะแย่งกันกิน เพราะอัดอั้นมานาน ไม่ได้ใช้เงินใช้บัตรเครดิต เศรษฐกิจก็ทำท่าจะไปโลด เพราะต้องสร้างซ่อมทั้งเซ็นทรัลเวิลด์ สยาม และศาลากลางจังหวัดอีก 4 แห่ง บริษัทประกันจ่ายแต่ไม่สะดุ้งสะเทือน แถมคุยว่าต่อไปจะขายประกันก่อการร้ายได้เพิ่ม

สถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ไอ้พวกบ้าองค์กรนิรโทษกรรมสากลไม่เข้าใจ เขามีไว้คุ้มครองความสุขของคนไทย ระหว่างดูบอลโลก ครึ่งลูก ครึ่งควบลูก ปป.=แปะปั่ว อย่างน้อยก็อุ่นใจไปจนถึงรอบรอง ถ้าสถานการณ์ไม่ชอบมาพากล รัฐบาลทั่นก็อาจจะขยายให้ถึงรอบชิง

เสียอย่างเดียว ศอฉ.ไม่มีน้ำยา ไม่สามารถออกประกาศยกเลิกคำสั่งฟีฟ่า คนไทยเลยต้องดูบอลโลกโดยเอามือจับหนวดกุ้งหมุนไปหมุนมา

ฝรั่งมันไม่เข้าใจนิสัยคนไทยครับ สยามเมืองยิ้ม เรามีความสุขได้ เพราะ “สุขอยู่ที่ใจ” ไม่ได้อยู่ที่ความถูกต้องยุติธรรมหรือสิทธิเสรีภาพ อันนั้นมันของนอกกาย

ใช่ว่ามี พรก.แล้วไม่มีสิทธิเสรีภาพ เพราะเราเอาไว้ใช้กับพวกเสื้อแดงเท่านั้น แต่ตำรวจโง่ๆ ดันคิดว่ามี พรก.แล้วต้องใช้มาตรฐานเดียวกันหมด ไล่กระชับพื้นที่จนคนตาบอดตกน้ำ โดนทั่นนายกฯ ผู้มีเมตตาธรรมด่าเช็ด สั่งให้ปล่อยแกนนำคนพิการไม่เอาผิดฐานชุมนุมฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน ขณะที่พวกไพร่แดงถูกยิงด้วยเอ็ม 16 นอนเจ็บเกือบตายยังถูกล่ามตรวน

สังคมไทยเรารู้ว่าจะใช้มาตรฐานไหนกับใคร อย่างไร แต่ฝรั่งมันไม่รู้ มันถึงประหลาดใจว่าทีคนตาย 90 ศพไม่เห็นมีใครโวยวาย ทีตัดต้นไม้ขยายถนนขึ้นเขาใหญ่จะเป็นจะตายซะให้ได้ยังกะต้นไม้เป็นญาติผู้ใหญ่ ไม่ยอมให้ตัดแม้แต่ต้นเดียว แห่ออกมาคัดค้านเป็นพระเอกนางเอกทางเฟซบุค ทั่นนายกฯ ก็ดีเหลือใจ ยินดีรับฟังกระแสสังคม สั่งระงับทันที

แหม มันน่าเปลี่ยนชื่อถนนจาก “ถนนธนะรัชต์” เป็น “ถนนเวชชาชีวะ” ให้เข้ากับยุคสมัย

1 เดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก สังคมไทยลืมเหตุการณ์นองเลือดไปหมดแล้ว คนกรุงคนชั้นกลางได้ความสุขคืนมาจากปากกระบอกปืน (หนังสือ “หนึ่งนัด หนึ่งศพ” ของนพดล เวชสวัสดิ์ พิมพ์นานแล้ว จู่ๆ กลายเป็นเบสต์เซลเลอร์ เพราะคนชั้นกลางอ่านแล้วสะใจ)

นี่หรือคือบรรยากาศที่จะ “ปฏิรูปประเทศไทย”

ใบตองแห้ง
................................

กวีประชาไท : "ปรองดองแฝงปองร้าย"

ที่มา ประชาไท


ปรองดองต้องปรีดี ใช่กดขี่ชี้นิ้วชัง
เกรี้ยวกราดประกาศดัง ออกคำสั่งให้คืนดี

ปรองดองต้องปรีดา มือยื่นมาหมดไมตรี
หัตถาฆ่าหัตถี มือคุณนี้มีค่าไฉน

ปรองดองต้องปรองธรรม ก่อเวรกรรมคร่ำแค้นใด
กรงขังยังบ่ไข ปรองดองไปเพื่อใครกัน

ปรองดองต้องปรองใจ บาดแผลใหญ่ไยลงทัณฑ์
ห่วงภาพไทยสร้างสรรค์ ชาติคงมั่น คนสั่นคลอน

ปรองดองต้องเท่าเทียม หยุดเล่ห์เหลี่ยมเลิกเสี้ยมสอน
ใส่ร้ายป้ายข่าวร้อน เสรีรอนถูกล่วงล้ำ

ปรองดองลองตรองดู ใครคือผู้ถูกกระทำ
คิดคิดแล้วก็ขำ ทั้งเช้าค่ำพร่ำ “ปรองดอง”

“โศกนาฏกรรมจากราชดำเนินสู่ราชประสงค์” เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

ที่มา มติชน


คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดการอภิปรายทางวิชาการเรื่อง "โศกนาฏกรรมจากราชดำเนินสู่ราชประสงค์” ในโอกาสครบรอบหนึ่งเดือน ของการสลายการชุมนุม ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2553 ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3ตึกเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีผู้เข้าร่วมการอภิปรายอาทิ รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อสารมวลชนดร.จักรกริช สังขมณี คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาวายอิ เข้าร่วมการอภิปราย


รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ได้กล่าวในหัวข้อที่ว่า "รัฐบาลและสื่อกับการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง"ว่า ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมารัฐบาลได้ปิดกั้นสื่ออินเทอร์เน็ตปิดสื่อของฝ่ายตรงข้าม จับกุมคุมขังบรรณาธิการ โดยอ้างว่าเพื่อจัดการกับสื่อต้องการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังและนำไปสู่ความรุนแรงและรัฐบาลได้ย้ำว่าปฏิบัติการเหล่านั้นมิใช่การละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใดแท้ที่จริงปฏิบัติการของรัฐบาลคือการปิดกั้นควบคุมสื่อและข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับรัฐบาลและกองทัพในการการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มเสื้อแดง


รัฐบาลได้อาศัยอำนาจพรบ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551และพรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548ปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง ดังนี้


1. ออกอากาศคำสั่งและประกาศของศอ.รส. และ ศอฉ. ในลักษณะรวมการเฉพาะกิจ

2. เซ็นเซอร์สื่อท้องถิ่น เช่นวิทยุชุมชุน เคเบิลทีวี โดยมีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ยั่วยุปลุกปั่นประชาชน

3. สั่งปิดเว็บไซต์ 36 เว็บไซต์ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ที่อาจส่งผลต่อความมั่นคง

4. แทรกแซงสื่อกระแสหลักโดย ให้ระงับรายการหรือคอลัมน์หรือตัวนักข่าว, ให้ระงับการเสนอภาพลบของปฎิบัติการทหาร เช่นภาพทหารประทับปืนเล็ง, ให้ใช้ถ้อยคำ/วาทกรรมของฝ่ายรัฐ เช่น การขอคืนพื้นที่การกระชับวงล้อม, ข่มขู่คุกคามและสร้างความหวาดกลัวต่อสื่อมวลชนในช่วงการสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ด้วยการยิงผู้สื่อข่าวจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตรวม9 คน(ผู้เสียชีวิตเป็นนักข่าวต่างประเทศ 2 คน), และตรวจค้นบังคับให้ลบภาพถ่าย


คำถามคือเหตุใดสื่อมวลชนจึงตกเป็นเป้าหมายของการลิดรอนสิทธิเสรีภาพถูกปิดกั้นด้วยการใช้ความรุนแรงขั้นสูงสุด(ถ้าพวกเขาไม่ได้ถูกยิงโดยบังเอิญ)ภาพการสลายการชุมนุมที่ประชาชนถูกยิงเสียชีวิต90คนและบาดเจ็บนับพันเป็นภาพที่ฝ่ายรัฐต้องการปกปิดกระนั้นหรือถ้าเป็นเช่นนั้นคำถามที่ตามมาคือมีอะไรบ้างที่ต้องปกปิดรัฐบาลต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงและตอบคำถามกับสังคมและผู้เสียหายอย่างเร่งด่วนอาทิต่อรัฐบาลญี่ปุ่นและครอบครัวของนักข่าวชาวญี่ปุ่นจากสำนักข่าวรอยเตอร์สที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่10 เมษายน


ท้ายที่สุด การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้เป็นเงื่อนไขให้รัฐใช้อำนาจข่มขู่คุกคามพลเมืองอย่างเกินขอบเขตต่อไป โดยไม่ต้องรับผิดชอบประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิไม่สามารถเรียกหาความรับผิดชอบและเรียกร้องความเสียหายจากรัฐได้ในภายหลังประการสำคัญเป็นการสร้าง“บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว”ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแสวงหาความจริงและความยุติธรรมต่อเหตุการณ์เมื่อวันที่10เมษายนและ19พฤษภาคม สิ่งที่รัฐบาลควรตระหนักอย่างยิ่งคือ การคุกคามพลเมืองอย่างต่อเนื่องและเหวี่ยงแห มีแต่จะทำให้สังคมแตกแยกยิ่งขึ้น พลเมืองจะขาดความไว้วางใจต่ออำนาจรัฐมากยิ่งขึ้น จนอาจถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ และท้ายที่สุดจะทำให้ระบอบการเมืองไร้เสถียรภาพและรัฐบาลอยู่ในสภาพที่มีอำนาจแต่มิอาจปกครองได้อีกต่อไป

ดร.จักรกริช สังขมณี ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ "ปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อของศอฉ." ว่า ภายใต้พรก.ฉุกเฉิน ศอฉ.ได้ครองพื้นที่และเวลาจำนวนมากในสื่อโทรทัศน์และวิทยุ การแถลงของศอฉ.มีท่าทีราวกับเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงสู่สาธารณชนแต่แท้ที่จริงเนื้อหาสาระและวิธีการนำเสนอของศอฉ.นั้น เข้าข่าย “การโฆษณาชวนเชื่อ” (propaganda) เพื่อให้ประชาชนเกิดความศรัทธาในรัฐบาลและการกระทำของรัฐบาล เกิดความเข้าใจสถานการณ์แต่เพียงด้านเดียว มีการเสนอภาพที่ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวและเกลียดชังผู้ชุมนุมรวมทั้งเหตุการณ์รุนแรงที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ก็กลายเป็น“ข้อสรุป”ที่เป็นทางการไปท้ายที่สุดแล้วการโฆษณาชวนเชื่อนี้ได้กลายเป็นความจริงของสังคมไปโดยไม่มีการตั้งคำถาม


เทคนิคต่างๆที่ศอฉ.ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อเช่น เลือกกล่าวโจมตีที่ตัวบุคคล, ใช้คำ วลี ประโยคที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามน่ารังเกียจและน่ากลัว, การตัดต่อภาพและการอ้างอิงคำพูดนอกบริบท, การพูดความจริงเพียงแค่เพียงบางส่วน, การเบี่ยงเบนความสนใจออกจากประเด็นหลัก, ปิดกั้นช่องทางสื่ออื่นๆรวมทั้งเทคนิคการสร้างความนิยมในบุคลิกลักษณะของตัวผู้โฆษณาชวนเชื่อ เช่น การเสนอภาพความน่าคลั่งไคล้“ไก่อู”ในฐานะ“ผู้ก่อการรัก”

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

อ.พฤกษ์ เถาถวิล กล่าวว่าพื้นที่ในชนบทมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว มากและเป็นที่มาของการจ้างแรงงาน ไม่ว่าทางอุตสาหกรรมและทางเกษตรกรรม แต่ความจริงแล้วพบว่าประชาชนที่ทำอยู่ในภาคเกษตรกรรมนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ที่แท้จริง และรายได้ที่เกิดขึ้นก็เป็นจำนวนเพียงน้อยนิดและมีความสัมพันธ์กับสถาบันตลาด ซึ่งมีความไม่แน่นอนและยังจำเป็นต้องพึ่งพานโยบายรัฐ วิถีของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เปลี่ยนประชาชนในชนบทให้เป็นผู้ตื่นตัวทางเศรษฐกิจ แต่คนที่อาศัยอยู่ในเมืองก็ยังมีความเข้าใจต่อคนชนบทว่ายังมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายเช่นเดิม อาจกล่าวได้ว่าชนบทคือพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ซึ่งรัฐต้องการเข้าไปควบคุมอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความจำเป็นต่อความมั่นคงของประเทศ เนื่องอันเนื่องจากประชาชนมีความตื่นตัวในระบบเสรีชนประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้จำเป็นต้องสร้างนโยบายบางอย่างเพื่อให้ประชาชนเกิดความภักดีและเพื่อควบคุมประชาชนให้ดำเนินชีวิตตามแนวความคิดของรัฐบาลนอกจากนั้นปัญหายังเกิดจากหน่วยงานเอ็นจีโอต่างๆที่พยายามลดทอนความเป็นการเมืองออกจากการพัฒนาชนบท และประชาชนของเอ็นจีโอคือประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องและฝักไฝ่การเมือง โดยมีที่มาจากความเบื่อหน่ายระบบการเมืองซึ่งวิธีคิดเช่นนี้ทำให้เกิดเส้นแบ่งขึ้นระหว่างประชาชนที่มีสิทธิ์และไม่มีสิทธิ์ทางการเมือง และนั่นทำให้เอ็นจีโอและชนชั้นสูงกลายเป็นพวกเดียวกันโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ


รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พศ. 2500 ได้มีความพยายามจากรัฐที่ออกนโยบายการพัฒนาชนบทซึ่งนั่นทำให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจในเวลาต่อมาหลังจากนั้นกระแสของโลกาภิวัฒน์ก็ทำให้เกิดความเชื่อมต่อระหว่างโลกภายในและโลกภายนอกมากขึ้นก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายของประชาชนในชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่ซึ่งนั่นเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาสร้างฐานะทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสทางการศึกษามากขึ้นซึ่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ชนชั้นนำเกิดความกังวลว่าจะไม่สามารถตั้งรับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทันการที่ประชาชนจากชนบทอพยพเข้าสู่เมืองใหญ่เพื่อโอกาสทางเศรษกิจซึ่งนั่นทำให้พื้นที่ต่างๆเกิดการพัฒนาที่รวดเร็วเกินไปจนเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวยมากขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้ประชาชนนอกระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามไปด้วยดังนั้นการขับเคลื่อนทางการเมืองของคนเสื้อแดง ก็ถึงจุดที่ต้องการเรียกร้องพื้นที่ให้กับตนเอง โดยมีกลไกทางสารสนเทศใหญ่ๆที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางค่านิยมและสำนึกทางการเมืองใหม่ๆด้วย ส่วนสื่อมวลชนเองก็ทำให้เกิดการตีความด้านข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะสื่อทางการเมืองที่แสดงความคิดเห็นในทางตรงข้ามกับรัฐบาล มีการระดมพลสร้างเครือข่ายใหม่ๆซึ่งมีการซ้อนทับกันหลายครั้ง มีการสร้างอัตลักษณ์ทางการสื่อสารอย่างแพร่หลาย เช่น สถานีวิยุท้องถิ่นที่ใช้ภาษาถิ่นในการสื่อสาร ซึ่งนั่นทำให้เกิดผู้นำทางความคิดในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนั้นการศึกษาที่สูงขึ้น ก็ทำให้ประชาชนเกิดการขยับฐานะ มีเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายและกำหนดชีวิตของตนเองได้มากขึ้น โดยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนอื่นๆในสังคมได้อย่างเท่าเทียมและมีเกียรติได้เท่ากับคนอื่นๆเช่นกัน


ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ กล่าวว่า มาตรการการกระชับพื้นที่ของรัฐบาลมีความสัมพันธ์กับระบบทุนและระบบบริโภคซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของชนชั้นกลางโดยตรงเนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของชนชั้นกลางที่เกี่ยวข้องกับการใช้สถานที่ซึ่งทำให้ชนชั้นกลางเข้าใจว่าสถานที่นั้นมีความเกี่ยวข้องและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเมื่อพื้นที่นั้นถูกบุกรุกก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจที่พื้นที่ที่มีส่วนสำคัญต่อพฤติกรรมบริโภคถูกนำไปใช้ด้วยวัตถุประสงค์อย่างอื่นส่วนมาตรการการทางการเมืองต่างๆที่รัฐพยายามสร้างขึ้นมานั้นอาจก่อให้เกิดภาพซึ่งประชาชนเกิดความคาดหวังว่ามันจะเป็นความหวังสูงสุดและทำให้เกิดภาพทางอุดมคติของธุรกิจและเศรษฐกิจทางการเมืองแบบใหม่ขึ้นซึ่งแท้จริงแล้วชุดแบบแผนปฏิบัติ ที่กลวงเปล่าเช่นนี้ มีหลักการและแบบแผนปฏิบัติที่ชัดเจนแน่นอนโดยที่ทุกคนต้องปฏิบัติและมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันทั้งหมดส่วนการเลือกตั้งก็ก่อให้เกิดการต่อรองดึงสวัสดิการและผลประโยชน์ด้านต่างๆเข้าสู่ตนเองอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผลนักเนื่องจากในความจริงแล้วความมีสวัสดิการและผลตอบแทนนั้นเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยในสังคมไทยแต่ประชาชนก็ยังคิดว่าอย่างน้อยที่สุดการเลือกตั้งก็อาจจะทำให้เกิดความมีโอกาสบางอย่างในชีวิตขึ้นบ้าง ทั้งๆที่แท้จริงแล้วการเลือกตั้งคือการเข้าไปต่อรองกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้มากที่สุดและเป็นสิ่งที่เราต้องตั้งคำถามกับระบบประชานิยม


ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ กล่าวว่าเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเกิดการต่อสู้ทางการเมืองของคนหลายระดับ มีการเดินขบวนและชุมนุมของคนต่างจังหวัดทำให้เราได้เรียนรู้ว่า เกิดกลุ่มคนใหม่ๆขึ้นในสังคมพร้อมกับคำอธิบายใหม่ๆเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางการเมือง คำว่าไพรหรืออำมาตย์ก่อให้เกิดคำถามทางการเมืองไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้ชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยมาก่อน สิ่งที่คนเสื้อแดงต้องการพูดถึง ก็คือการสร้างเจตจำนงทางการเมืองใหม่ๆและนำสิ่งนั้นลงมาสู่ชนชั้นล่างของประเทศ ส่วนชนชั้นบนกลับคิดว่านั่นคือความคุ้มคลั่ง เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และคาดหมายไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คนที่ไม่ได้มีความเกลียดชังต่อทักษิณโดยตรงจำเป็นต้องเลือกข้างที่ตนเองเห็นว่าปลอดภัยกว่าและคิดว่าสิ่งที่คนเสื้อแดงทำนั้นไกลเกินที่จะควบคุมและสั่นคลอนความเชื่อบางอย่างในสังคมไทยทำให้สังคมการเมืองที่เคยเชื่อว่ามีความคิดแบบเดียวกันมาตลอดเกิดรอยแยกทางความคิดซึ่งนั่นทำให้ชนชั้นกลางหันไปยอมรับวิธีการใดๆก็ตามที่สามารถกำจัดกลุ่มคนเสื้อแดงได้หลังจากนั้นก็ทำให้เกิดการยอมรับให้มีการใช้อำนาจพิเศษและเครื่องมือทางกฏหมายเพื่อจัดการบางสิ่งบางอย่างได้โดยชอบธรรมสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือการนิยามว่าปํญหาการเมืองไทยนั้นเกิดขึ้นเพราะการผูกขาดอำนาจของรัฐบาลสิ่งที่ควรพิจารณาไม่ให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีกก็คือรัฐบาลควรหาผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ในด้านการต่อสู้ทางความคิดก็คืออำนาจทางอธิปไตยนั้นไม่ควรผูกขาดโดยรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียวและประชาชนในสังคมจำนวนมากในสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมีสิทธิที่จัดตั้งพื้นที่ทางความคิดของตนเองได้และเราก็ควรล้มเลิกความคิดที่ว่ารัฐบาลสามารถผูกขาดอำนาจทางอธิปไตยได้แต่เพียงฝ่ายเดียวเราอยู่ในสังคมที่“การฆ่า”เป็นส่วนหนึ่งของการเมืองไทย แต่เราเองก็ควรหาวิธีการที่ไม่ยอมรับการฆ่านั้นให้ได้การเปลี่ยนระบบการเมืองเป็นเรื่องธรรมดาอาจจะต้องมีการเผชิญหน้าและต่อสู้กันบ้างแต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีการฆ่าและประชาชนที่คิดว่าสังคมที่ตนอาศัยอยู่ไม่มีความยุติธรรมเพียงพอก็มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

ถนนเขาใหญ่และการปรับ ครม. ละคอนน้ำเน่าเรื่องล่าสุด

ที่มา มติชน

โดย วันชัย ตัน

เป็นข่าวครึกโครมกันมากว่าสองอาทิตย์ กรณีกรมทางหลวงได้ทำการขยายพื้นที่ถนนหลวงสาย 2090 หรือถนนธนะรัชต์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จากสองเลนเป็นสี่เลน เป็นระยะทางกว่า 8 กิโลเมตร และมีการตัดต้นไม้ใหญ่อายุหลายสิบปีไปถึง 128 ต้น


และได้รับการคัดค้านจากนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงนักอนุรักษ์ธรรมชาติ และผู้คนในเครือข่ายเฟซบุ๊กจำนวนมาก ขณะที่ด้านนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประกาศจะเดินหน้าต่อไปให้สิ้นสุดโครงการ เปิดฉากวิวาทะกันทางสื่อ สุดท้ายนายกรัฐมนตรีได้ประกาศชะลอโครงการขยายพื้นที่ถนนออกไปก่อน


อันที่จริงโครงการขยายพื้นที่ถนนสายนี้ ได้เริ่มก่อสร้างอย่างเงียบๆ มาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว แต่ไม่มีนักการเมืองคนใด พรรคใด ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านออกมาโวยวาย เพราะต่างได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า
ต้องยอมรับว่าที่ดินสองข้างทางของถนนธนะรัชต์ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ของชาวปากช่องมานานแล้ว แต่ถูกเปลี่ยนมือเป็นของบรรดาผู้มีอันจะกิน บรรดาอภิสิทธิ์ชน หรืออำมาตย์ในคราบนักการเมืองของทุกพรรค มาซื้อเป็นบ้านหลังที่สอง โดยเฉพาะหมู่บ้านที่มีชื่อแบบเคาบอย


รัฐมนตรีหรือพรรคฝ่ายค้านที่ออกโรงทะเลาะกัน ก็ล้วนแต่มีบ้านหลังที่สองในหมู่บ้านแห่งนี้กันทั้งนั้น


การขยายพื้นที่ถนนล้วนแต่สร้างความปรีดาให้กับคนเหล่านี้เสมอมา แน่นอนว่าราคาที่ดินย่อมเพิ่มสูงขึ้น นอกเหนือจากการทำความเร็วได้มากขึ้นในการขับขี่


เหตุผลการขยายพื้นที่ถนนนั้น ทางกรมทางหลวงบอกว่าเพื่อลดความแออัดของการจราจร เพราะมีผู้ใช้ถนนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ผู้รับผิดชอบไม่กล้าบอกให้หมดคือ


ผลประโยชน์การตัดถนนในประเทศไทย เป็นรายได้หลักและรายได้อันแน่นอนของนักการเมืองทุกยุคทุกสมัย ใครขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ก็จะต้องมีโครงการตัดถนนมูลค่าหลายหมื่นล้าน ตัดเสร็จก็ตั้งงบประมาณซ่อมถนนทันที โดยบริษัทผู้รับเหมาเจ้าเดิม จนทำให้ต้องมีการแยกกันทำมาหากิน จากกรมทางหลวงก็ขยายเป็นกรมทางหลวงชนบท


สมัยก่อนนักการเมืองมักมีผลประโยชน์จากการตัดไม้ ทำลายป่า ค้ายาเสพติด แต่ระยะหลังซบเซาลงตามสถานการณ์โลก ไม่เหมือนการตัดถนนที่เป็นแหล่งสร้างเงินอมตะนิรันดร์กาล


ใครเคยผ่านงานเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เรียกได้ว่าเป็นพวก สามล้อถูกหวย จากคนธรรมดากลายเป็นคนอู้ฟู่มีเงินถุงแบบก้าวกระโดดขึ้นมาทันที


เพื่อนชาวต่างชาติเคยบอกว่า ประเทศไทยมีโครงข่ายถนนทางหลวงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ขณะที่เส้นทางคมนาคมทางน้ำและรถไฟล้าหลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นกัน


และเพื่อนบอกว่าเขาไม่เข้าใจว่า ทำไมการตัดถนนที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีแสนธรรมดา แต่เหตุใดค่าก่อสร้างถนนในเมืองไทยถึงแพงมหาศาล ทุกวันนี้ถนนทางหลวงมีราคาค่าก่อสร้างกิโลเมตรละ 10 กว่าล้านบาท เรียกได้ว่าแทบจะเอาทองคำมาปูพื้นผิวถนนได้เลย


โครงการขยายพื้นที่ถนนธนะรัชต์ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร นักการเมืองหรือข้าราชการผู้เกี่ยวข้องไม่เคยสนใจหรอกว่า จะต้องตัดต้นไม้ไปกี่ต้น ที่ผ่านมาพวกเขาก็ทำแบบนี้มาโดยตลอด เพราะต้นไม้เหล่านี้แม้จะมีอายุหลายสิบปีหรือร่วมร้อยปี ก็มีคุณค่าแค่เนื้อไม้ที่ไปทำบ้านหรือเฟอร์นิเจอร์เท่านั้น ไม่ได้ไปตีค่าในเชิงนิเวศเลย


แต่บังเอิญมีนักข่าวบางฉบับไปพบเห็น มาทำข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ เท่านั้นแหละ เจ้ากระทรวงฝ่ายหนึ่งก็ออกมาคัดค้านอย่างขึงขัง กะแจ้งเกิดเป็นวีรบุรุษเขาใหญ่ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้เรื่องนี้มานานแล้ว ขณะที่เจ้ากระทรวงอีกฝ่ายหนึ่งก็แสดงบทปกป้องผลประโยชน์ของพรรคพวกอย่างเต็มที่ เพราะของมันเคยชิน แถมวางก้ามขู่คนที่ออกมาคัดค้าน


สุดท้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็ใช้วิธีแก้ปัญหาแบบพรรคประชาธิปัตย์ คือช่วง กม.ที่ 2-10 ที่สร้างแล้วก็แล้วกันไป ส่วน กม.ที่ 11-16 ให้ระงับโครงการไว้ก่อน และตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนเรื่องราว และเป็นที่คาดได้ว่า พอเรื่องเงียบไป โครงการที่ถูกระงับก็น่าจะสร้างได้ต่อไป เพราะระงับ ไม่ใช่ การยกเลิก


ส่วนในอนาคตกระทรวงคมนาคม จะมีการสร้างถนนผ่านป่าอีกหลายสาย ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและกำลังก่อสร้าง อาทิ เส้นเชียงใหม่-ลำพูน ป่าแม่ปิง-อมก๋อย เส้นภูเขียว-น้ำหนาว เส้นตาก-ขอนแก่น เส้นสุราษฎร์-ตะกั่วป่า เส้นพัทลุง-ตรัง ฯลฯ


นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เคยกล่าวว่า "พื้นที่ป่าทั้งหมดก่อนที่จะมีถนนผ่านนั้น ประเมินความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมเอาไว้ดีมาก เช่น ที่ป่าแม่ปิง-อมก๋อย ก่อนหน้านี้ มีนกเงือกและสัตว์ใหญ่ชุกชุมมาก แต่วันนี้ไม่มีใครเห็นนกเงือก เสือ หมี อีกแล้ว หรือทางหลวงสาย 3259 พนมสารคาม-คลองหาด บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน มีการทำวิจัยพบว่ามีสัตว์ป่าถูกรถชนตายมากที่สุดในประเทศ โดยเฉพาะตอนกลางคืน ปีละนับหมื่นตัว"


นายกรัฐมนตรีก็คงปล่อยให้เจ้ากระทรวงดำเนินโครงการไปตามปกติ ด้วยความเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นจะตกเป็นข่าวแบบกรณีขยายถนนบนพื้นที่เขาใหญ่


ไม่น่าแปลกใจ ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แทนที่คุณอภิสิทธิ์จะปรับรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจและไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาในเรื่องการทุจริตจากฝ่ายค้าน ให้ออกจากตำแหน่ง ตามมารยาททางการเมือง แต่ถือโอกาสปรับรัฐมนตรีคนอื่นที่ไม่ถูกอภิปรายไว้วางใจออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผล เพื่อเปิดโอกาสให้ ส.ส.คนอื่นได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีครั้งหนึ่งในชีวิต แบบสมบัติผลัดกันชม ยกเว้นคนใกล้ชิดนายกฯ ที่ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า และไม่ยอมปรับรัฐมนตรีที่มีมลทินตามประกาศิตของคุณเนวิน ชิดชอบ ผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลสำรวจออกมาว่า ปรับรัฐมนตรีครั้งนี้ ชาวบ้านไม่ได้อะไรเลย เพราะมีแต่นักการเมืองที่ได้กับได้อย่างเดียว


ด้วยเหตุผลความมั่นคงทางการเมือง ความเกรงใจพรรคร่วม และผลของการเลือกตั้งสมัยหน้า คุณอภิสิทธิ์จึงกล้าแหกกฎเหล็ก 9 ข้อของตัวเอง โดยเฉพาะข้อที่สอง "ให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด"


อาวุธสำคัญของคุณอภิสิทธิ์คือภาพลักษณ์ที่ดี และคำพูดที่ทำให้เขาสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ แต่นับจากนี้เป็นต้นไป สงสัยว่า เมื่อนายกฯพูด จะมีคนฟังเหมือนเดิมอีกหรือไม่


ต้นทุนทางสังคมและภาพลักษณ์ของนักการเมืองรุ่นใหม่ท่านนี้ที่เป็นขวัญใจชนชั้นกลางกำลังติดลบลงเรื่อยๆ จากการที่ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง


ระวังกระแสในเฟซบุ๊กที่กำลังคลั่งไคล้ศิษย์เก่าออกซ์ฟอร์ดคนนี้ อาจจะตีกลับในพริบตา

"จตุพร"ซัด"เทพไท-สุเทพ" ใส่ร้ายกล่าวหาพา"แดง"ไปป่วนศาล ขู่ให้ระวังตัว"กรรม"ไปเร็วกว่ากฎหมาย

ที่มา มติชน


"ตู่"ยันศาลเชื่อไม่หลบหนี จึงให้ประกัน ซัด"เทพไท-สุเทพ" ใส่ร้ายหาพาแดงป่วนศาล อัด ป.ป.ง.อ้างแก๊งมียศตบทรัพย์ทำไมไม่ยอมจับกุม ดักคอ "สุเทพ" อย่าฆ่าพยานปิดปากคดีข่มขืน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมเพิกถอนการประกันตัวตน โดยอ้างเหตุเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนว่าตนพาประชาชนไปกดดันศาลซึ่งเป็นความเท็จ แต่เมื่อดูเรื่องนี้จะเห็นว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนพาคนเสื้อแดงนับร้อยไปป่วนที่ศาล ต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ของศาล จึงขอให้ดีเอสไอพิจารณาควรเพิกถอนประกันตัวหรือไม่ จากนั้นวันที่18มิถุนายนดีเอสไอก็มอบหมายให้นายธานิน เปรมปรีย์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ขอยื่นคำร้องฝากขังตนพร้อมทั้งเพิกถอนการประกัน โดยใช้เหตุผลเหมือนที่นายเทพไท เคยแถลงข่าวไว้ว่าตนเข้าไปยุ่งกับการประกันตัว และนายสุเทพ ก็ยังมีให้สัมภาษณ์ลักษณะว่าตนอยู่ข้างนอกได้สร้างความวุ่นวาย ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ศาลเคยพิเคราะห์ว่าตนเป็นส.ส.และไม่เชื่อว่าจะหลบหนีคดีจึงให้ประกันตัว ศาลไม่ได้ห้ามในการออกนอกราชอาณาจักร จึงนัดให้มารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 28 กรกฎาคม เวลา 08.00น. ซึ่งหมายความว่าศาลไม่ได้ห้ามไม่ให้ไปพบกับเพื่อนของตน และระหว่างนี้ถ้าตนจะไปไหนก็เป็นเรื่องของตน เว้นแต่วันที่ให้ไปรายงานตัวแล้วไม่ไป ก็สามารถเพิกถอนประกันตัว และยึดเงินค่าประกันได้


"แต่กรณีนี้เป็นการกล่าวหาใส่ร้ายทั้งสิ้นโดยใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือไปกดดันศาลไปควบคุมที่มีความเห็นต่าง ต่อไปแปลว่าใครมีความเห็นต่างจากรัฐบาลต้องเอามาคุมขังเลยหรือไม่ ถามนายเทพไท ถ้าวันดังกล่าวผู้ต้องหาคือ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ นายเทพไท จะไปศาลด้วยหรือไม่ ที่ผมไปในฐานะกัลยาณมิตรที่ได้ร่วมต่อสู้กันมาเท่านั้น กรณีนี้จะมอบหมายให้ทนายความดำเนินคดีนายเทพไท ที่กล่าวหาใส่ร้าย ก่อนหน้านี้ผมให้สัมภาษณ์กรณี อ้วน บัวใหญ่ ว่าการไล่ล่าเป็นฝีมือคนในรัฐบาลและเป็นคนลอบฆ่า คดีนี้อยากให้นายสุเทพ ยืนแข็งๆ เอาไว้ กฎหมายอาจตามช้ากว่ากฎแห่งกรรม จำปากผมเอาไว้"นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนกรณีศอฉ.สั่งให้บุคคลที่ต้องสงสัย 83 ราย ที่อาจเกี่ยวข้องให้การสนับสนุนด้านการเงินต่อผู้ชุนุมทางการเมืองมารายงานตัวว่า ขอถามเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) คำนวณตัวเลขอย่างไร เช่นคนมีเงิน 10 บาท ถอน 7 บาท บอกว่ามีเงินหมุนเวียน 17 บาท ถ้านับตัวเลขโง่ๆ อย่างนี้คนมีเงินล้านถอนเข้าออกหลายครั้ง ก็หมายความว่ามีเงินร้อยล้านบาทใช่หรือไม่ ดังนั้น ขอให้ป.ป.ง.ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเลขา ป.ป.ง.บอกว่ามีแก๊งไปตบทรัพย์ แล้วเรื่องนี้ทำไมไม่ไปตามจับกุม ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีคนไปแอบอ้าง แก๊งนี้อยากให้จับกันให้ดีๆ เพราะน่าจะรู้จักกันทั้งหมด บอกให้ก็ได้เป็นคนมียศ ด้วย เรียกค่าไถ่หมด รถ เครื่องเสียง ไม่เรียกว่าตบทรัพย์เรียกว่ากรรโชกหรือไม่


"ถ้า 83คนที่ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้สนับสนุนการชุมนุมคนเสื้อแดง ถูกตั้งข้อหาผู้ก่อการร้าย แล้วการชุมนุมของพันธมิตรฯ ยึดทำเนียบฯ สนามบิน ทำไม ป.ป.ง.ไม่เข้าไปอายัดธุรกรรมหรือเปิดเผยผู้บริจาคด้วย เพราะพันธมิตรฯ ทำความผิดตามกระบวนการอาญาถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายเหมือนกัน" นายจตุพร กล่าว


นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนคดีข่มขืน (6 ศพในวัดปทุมวนาราม) นั้น นายสุเทพขอทำหัวใจไว้ดีๆ อย่าฆ่าพยานปิดปากแล้วกัน ไม่ได้พูดอะไรลอยๆ แต่ขณะนี้ต้องให้คนดูแลพยานปากนี้ไว้ดีๆ เรื่องการซ้อมผู้ต้องหาก็เช่นกัน มีครบหมดและจะถูกนำมาใช้ตามกระบวนการพิจารณาคดีทั้งหมด

เกมปรองดอง เกมซ้ำเติมวิกฤต?

ที่มา ข่าวสด




สังคมไทยกำลังจับตาแผนปรองดองแห่งชาติของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ

ว่าจะนำไปสู่ทางออกจากวิกฤตของประเทศชาติได้จริงหรือไม่ อย่างไร

สัญญาณเริ่มต้นไม่ค่อยดีนักเมื่อสำนักวิจัยเอแบคโพลสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 66 ไม่เชื่อว่าแผนฟื้นฟูปฏิรูปประเทศไทยตามแผนปรองดองดังกล่าวจะสำเร็จ

ส่วนทางคู่กรณีขัดแย้งคือพรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช.ก็ไม่ยอมรับ

ทั้งยังตีราคาแผนปรองดองของนายกฯอภิสิทธิ์ เป็นแค่การสร้างภาพซื้อเวลาต่ออายุรัฐบาลมากกว่าความต้องการที่จะปรองดองแบบจริงจัง

เห็นได้จากการที่รัฐบาลยังอาศัยอำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

กวาดล้างแกนนำนปช.และคนเสื้อแดงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

การเสียชีวิตของนายศักนรินทร์ กองแก้ว หรือ"อ้วน บัวใหญ่"แกนนำเสื้อแดง จ.นครราชสีมา คนสนิท"แรมโบ้อีสาน"นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์

คือการเปิดตัวแผนปรองดองได้อย่างน่าสยดสยอง

ในขณะเดียวกันเครื่องจักรอำนาจรัฐยังคงทำงานแบบ 2 มาตรฐาน

เห็นได้จากการดำเนินคดีคนเสื้อแดง และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามในข้อหาก่อการร้ายที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

แต่สำหรับคดีที่แกนนำรัฐบาลถูกแจ้งความกล่าวหาเข่นฆ่าประชาชนในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง กลับไม่มีความคืบหน้าให้เห็น

การออกมาจุดพลุเปิดประเด็นการซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจากกลุ่มทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์

โดยรัฐบาลหวังปลุกกระแสชาตินิยมสร้างคะแนนให้ตนเอง พร้อมกันนั้นยังเป็นการตอกย้ำพฤติกรรมขายสมบัติชาติของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

แต่แล้วเรื่องดาวเทียมไทยคมกลับกลายเป็นดาบสองคม

รัฐบาลพลาดพลั้งทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์จากราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นพรวดพราด

ที่สำคัญคือยังทำให้แผนปรองดองประสบความยากลำบากมากขึ้น



นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามแสดงความกระตือรือร้นต่อแผนปรองดองและแผนปฏิรูปประเทศไทย

การดึงเอาคนเด่น-ดังระดับ น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส และอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน มาร่วมเป็นประธานกรรมการปฏิรูปประเทศ

อาจช่วยให้ภาพรัฐบาลดูดีขึ้นมาบ้าง

แต่เนื่องจากแผนการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องหวังผลในระยะยาวอย่างน้อย 3 ปี

ดังนั้น ทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งเฉพาะหน้ายังต้องชี้ขาดกันด้วยแผนปรองดอง

การตั้งนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)

เป้าหมายแรกของนายอภิสิทธิ์ ก็เพื่อลดทอนแรงกดดันจากเสียงเรียกร้องให้รับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมที่มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

การที่นายคณิต บุกไปจับเข่าคุยกับนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ซึ่งถูกควบคุมตัวในค่ายตชด.

ถึงจะทำให้ได้แผนปรองดองดูสมจริงขึ้นมาบ้าง

แต่ล่าสุดนายคณิต ก็ต้องมาเจอปัญหาไม่สามารถหาตัวบุคคลมาร่วมเป็นคณะกรรมการได้ตามกำหนด 15 วัน

การตรวจสอบค้นหาความจริงการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค. ไม่ใช่เรื่องง่าย

เพราะในช่วง 3 เดือนได้เกิดเหตุปะทะกันใหญ่ๆ หลายครั้ง

ตั้งแต่การขอคืนพื้นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ, การยิงเอ็ม 79 ถล่มสถานีรถไฟฟ้าสีลม, การปะทะกันบริเวณอนุสรณ์สถานย่านดอนเมือง, การกระชับวงล้อมระหว่าง 13-18 พ.ค. มาจนถึงบั้นปลายท้ายสุดวันที่ 19 พ.ค.

นอกจากนี้เหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นยังแทรกซ้อนไปด้วยเหตุการณ์ย่อย เช่น เหตุปะทะบริเวณแยกคอกวัว ศาลาแดง ชุมชนบ่อนไก่ วัดปทุมวนาราม ฯลฯ เป็นต้น

เพีงแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งกว่าจะสืบสาวให้ได้ข้อเท็จจริงก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานถึงเมื่อไหร่

ซึ่งนั่นย่อมเป็นผลดีต่อรัฐบาล เพราะตราบใดที่ผลสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น นายกฯ ก็ยังไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบใดๆ ออกมา

ไม่ว่าด้วยการลาออกหรือยุบสภา



สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 1 ใน 5 ข้อแผนปรองดอง

ลำพังนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไข ก็มี"สี"เปื้อนติดตัวมาอยู่แล้ว

เมื่อเปิดโฉมหน้าคณะกรรมการอีก 18 คน

ถึงส่วนใหญ่จะเป็นนักวิชาการด้านกฎหมายที่สังคมรู้จักกันดี

แต่หลายคนก็มีประวัติเคยทำงานให้ คมช. ในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือส.ส.ร.ปี 2550 มาก่อน

จุดนี้จึงเป็นประเด็นให้พรรคเพื่อไทยหยิบยกขึ้นมาโจมตีทันทีว่าเป็นคณะกรรมการ"ทายาทอสูร"

ส่วนทางแกนนำ นปช.ก็มองว่าเป็นความต้องการของรัฐบาลที่ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา เพื่อสานต่อแผนบันได 4 ขั้นของ คมช.ให้สมบูรณ์แข็งแรงมากขึ้น

นั่นก็คือต้องให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเท่านั้น

อย่างไรก็ตามจากเสียงต่อต้านตัวประธานคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริงการชุมนุม

เหตุผลหลักๆ อยู่ที่ว่า "คนแต่งตั้ง" ซึ่งก็คือตัวนายกฯ ไม่มีความชอบธรรมเพราะเป็นคู่กรณีโดยตรงกับกลุ่มเสื้อแดง

ขณะเดียวกันนายกฯอภิสิทธิ์ เองก็ไม่คิดที่จะลดราวาศอก มักจะตอบโต้ด้วยการพูดย้ำเสมอทุกครั้งเมื่อมีโอกาส

ว่าจะไม่ยอมปรองดองกับผู้ก่อการร้ายเด็ดขาด

พฤติกรรมการไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน การให้สัมภาษณ์ซัดกันไปมาคนละดอกสองดอก

นอกจากไม่เป็นการช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความปรองดองให้เกิดขึ้นจริงแล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมวิกฤตความบาดหมางให้เป็นรอยลึกมากขึ้น

นำไปสู่การตอบโต้ล้างแค้นรุนแรงกว่าเดิมทันทีเมื่อโอกาสเปิด

ลูกเหยื่อปืน วอนตร.ล่าคนยิงพ่อ "แดง"ทำบุญ

ที่มา ข่าวสด


6ศพในวัดปทุมฯ ครบรอบ1เดือน แม่"เกด"ฉะมาร์ค โทร.ปลอบ-ไม่ทำ




อาลัย - กลุ่มคนเสื้อแดงและญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ ร่วมงานรำลึกครบรอบ 1 เดือนการสลายม็อบ 19 พ.ค. ที่วัดปทุมวนาราม โดยผู้อยู่ในเหตุการณ์หลายคนมาเล่าเหตุการณ์วันเกิดเหตุ

ลูกสาวเหยื่อปืนเร่งรวบรวมภาพถ่าย-คลิปวิดีโอ เป็นหลักฐานเข้าแจ้งความหาตัวคนยิงพ่อบังเกิดเกล้าเสียชีวิตในเหตุการณ์กระชับพื้นที่ย่าน "ราช ปรารภ" เมื่อ 15 พ.ค. ยอมรับอาจมีผลกระทบกับงานที่ทำอยู่ แต่ปรึกษาครอบครัวแล้วยืนยันเดินหน้าเอาเรื่องถึงที่สุด นักข่าวชาวเยอรมันรับปากพร้อมช่วยเป็นพยาน เสื้อแดงนับพันคนร่วมพิธีทำบุญอุทิศ 6 ศพวัดปทุมฯ ลุงอายุ 67 ชาวชัยภูมิเล่านาทีถูกยิงเท้าทะลุ ก่อนโขยกเขยกเข้าแจ้งความที่สน.ปทุมวัน ยืนยันเห็นกับตาทหารเป็นคนยิงแน่นอน "แม่น้องเกด"ฉะนายกฯ รับปากจะหาตัวคนยิงลูกสาวให้ได้ แต่ผ่านไป 1 เดือนยังไม่มีอะไรคืบหน้า ลั่นจะเดินหน้าค้นหาความจริงไปทุกรัฐบาล ไม่ยอมให้ลูกตายฟรีแน่ มูลนิธิกระ จกเงาเผยตัวเลขคนหายยังเหลืออีก 39 ราย

ลูกเหยื่อปืนขอสู้เพื่อพ่อ

จากผลกระทบการกระชับวงล้อมขอคืนพื้นที่กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงของรัฐบาลช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีคนตาย 90 คน บาดเจ็บอีกราว 2,000 คน และสูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งล่าสุดบรรดาผู้บาดเจ็บและครอบครัวของผู้สูญเสียได้ทยอยเปิดตัวพร้อม เล่าถึงเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ตามที่ "ข่าว สด" ได้นำเสนอข่าวมาเป็นลำดับต่อเนื่องนั้น

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. น.ส.มนชยา หรือส้มโอ พลศรีลา อายุ 25 ปี พนักงานราชการ กองทัพอากาศ บุตรสาวนายชาญณรงค์ พลศรีลา อายุ 45 ปี ผู้เสียชีวิตจากการกระชับพื้นที่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถ.ราชปรารภ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังได้รับทราบเหตุการณ์การเสียชีวิตของบิดาจากปากของนายนิก นอสติทซ์ นักข่าวชาวเยอรมัน ว่า ขณะนี้ได้หารือกับทางครอบครัวและญาติพี่น้องว่าอยากแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ที่ทำให้พ่อต้องเสียชีวิต เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพ่อ ซึ่งทุกคนต่างก็เห็นด้วยว่าจะต้องดำเนินการ โดยเฉพาะคุณย่าและคุณยายบอกว่ายอมไม่ได้ เพราะชีวิตของพ่อมีค่า ดังนั้น ตนเองจะดำเนินการหาผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลหลักฐาน ภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของคุณพ่อ ซึ่งตอนนี้ก็รออีเมล์ภาพเหตุการณ์ที่นายนิก นอสติทซ์ สามารถถ่ายเอาไว้ได้ด้วย

ระดมหลักฐานแจ้งความ

น.ส.มนชยากล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ทาง สน. พญาไท เรียกตนไปสอบปากคำว่าจะดำเนินคดีในเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งตนก็อยากจะดำเนินคดีแต่ในสำนวนระบุว่าไม่มีคู่กรณี เลยไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปเพราะตนเองเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้รู้จักคนมีสี ขณะนี้เลยพยายามค้นหาภาพหรือคลิปวิดีโอจากทางเว็บไซต์ หรือเครือข่ายอื่นๆ โดยตลอด ตอนนี้มีเพียงคลิปที่คุณพ่อถูกยิงขณะหลบอยู่ในบังเกอร์เท่านั้น ซึ่งมีหลายคนทักเหมือนกันว่าแน่ใจหรือไม่ว่าเป็นพ่อของตนจริงๆ เพราะภาพไม่ค่อยชัดเจน อาจนำไปฟ้องร้องเอาผิดได้ยาก แต่ตนมั่นใจว่าคนในคลิปที่ถูกยิงเป็นคุณพ่อแน่นอน เพราะเราเป็นลูก จดจำรูปพรรณสัณฐานได้ชัดเจน

น.ส.มนชยากล่าวอีกว่า ขณะนี้ญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิทก็โทรศัพท์มาให้กำลังใจ หลังจากเห็นภาพที่ตนให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ทุกคนบอกตรงกันว่าให้ตนพูดหรือแสดงความรู้สึกออกไปให้หมด ซึ่งตนก็พูดในส่วนที่รู้สึกในฐานะของผู้เสียหายและผู้สูญเสีย แต่ก็เป็นกังวลเหมือนกันว่าสิ่งที่พูดออกไปอาจมีผลกระทบกับงานหรือต้นสังกัด แต่ได้ปรึกษาทางผู้บังคับบัญชาแล้ว ท่านก็บอกว่าอาจจะมีผลกระทบหรืออาจจะไม่มีก็ได้ เพราะสิ่งที่พูดออกไปเป็นการแสดงความรู้สึกที่มีต่อพ่อเท่านั้น

นักข่าวฝรั่งพร้อมเป็นพยาน

วันเดียวกัน นายนิก นอสติทซ์ นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน เปิดเผยว่า หลังจากได้พบและเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับนายชาญณรงค์ ให้กับน.ส.มนชยารับทราบแล้ว ก็รู้สึกสงสาร น.ส.มนชยาและครอบครัวที่ต้องเสียหัวหน้าครอบครัวไป ทั้งนี้ ส่วนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะให้ตนไปเป็นพยานในคดีนายชาญณรงค์นั้น ขณะนี้ยังไม่มีหมายเรียกมา ซึ่งตนพร้อมจะเดินทางไปให้ปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา อย่างไรก็ตามช่วงนี้มีผู้ใหญ่หลายคนเตือนว่าให้ระมัดระวังตัวมากขึ้น ซึ่งต้องขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง แต่ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของนายชาญณรงค์นั้น เพราะต้องการความเป็นธรรมให้กับผู้ตายและครอบครัวของเขา จนถึงทุกวันนี้ตนยังนึกถึงภาพที่เคยได้พูดคุยกับนายชาญณรงค์ บริเวณจุดที่มีการชุมนุมแยกราช ปรารภ และจะไม่มีวันลืมตลอดชีวิตนี้

นายนิกกล่าวต่อว่า หลังจากเหตุการณ์วันที่ 15 พ.ค. ตนได้ไปเก็บนำหัวกระสุนขนาดเอ็ม 16 ที่ทหารใช้ยิงประชาชนมาเลี่ยมห้อยคอจนถึงทุกวันนี้ เพราะเห็นว่ากระสุนดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจ และเป็นความทรงจำที่ครั้งหนึ่งได้มาทำข่าวการชุมนุมของไทย และยังเป็นการรำลึกถึงเหคุการณ์วันนั้นอีกด้วย

แดงทำบุญ 6 ศพวัดปทุมฯ

ช่วยชีวิต - นายณรงค์ศักดิ์ สิงห์แม ชาวจ.ขอนแก่น โชว์เหรียญ 10 บาทในกระเป๋าเสื้อที่รับกระสุนแทน รอดชีวิตมาได้หวุดหวิดเมื่อครั้งถูกยิงเข้าหน้าอกที่วัดปทุมวนาราม กทม.



เมื่อเวลา 07.00 น. ที่วัดปทุมวนาราม กลุ่มคนเสื้อแดงพร้อมญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค. กว่า 1,000 คน ทั้งในกรุง เทพฯ และต่างจังหวัด เดินทางมาร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล ถวายภัตตาหารพร้อมเครื่องสังฆ ทาน อุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต เนื่องในวันครบรอบ 1 เดือน ส่วนใหญ่สวมเสื้อหลากสี แต่บางคนก็สวมเสื้อสีแดงและติดสัญลักษณ์กลุ่ม นปช.มาร่วมพิธี พร้อมนำดอกกุหลาบ ดอกคาร์เนชั่นสีแดง พวงมาลัย ตีนตบ หัวใจตบสีแดงมาวางเป็นรูปหัวใจ นอกจากนี้ยังมีการนำป้ายชื่อผู้ถูกยิงเสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนาราม มาวางไว้บริเวณประตูทางเข้าอุโบสถของวัดด้วย

เวลา 09.50 น. กลุ่มคนเสื้อแดงร่วมกันยืนล้อมวงจับมือรอบจุดที่วางดอกไม้เพื่อไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิต บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก บางรายถึงกับน้ำตาไหล ขณะที่บางรายนำโกศกระดูกของผู้เสียชีวิตมาร่วมพิธีครั้งนี้ด้วย จากนั้นทั้งหมดได้ร่วมถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์และสามเณร ก่อนจะล้อมวงกินอาหารร่วมกัน

ช่วงบ่าย ผู้ที่มาร่วมงานต่างจับกลุ่มพูดคุย วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกรณีกล่าวหาคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย ทำให้ประเทศชาติเกิดความวุ่นวาย ประเทศได้รับความเสียหาย รวมถึงการเสนอข่าวของสื่อสารมวลชนที่ไม่เป็นกลาง เข้าข้างรัฐบาล ไม่มีจรรยาบรรณ นอกจากนี้หลายคนยังได้แลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์กันด้วย

อย่าห่วงวันงาน"เสธ.แดง"

สำหรับแกนนำ นปช.ที่เข้าร่วมพิธีมีเพียงนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ โฆษกเวทีคนเสื้อแดง ซึ่งได้กล่าวว่า การมาร่วมพิธีวันนี้ต่างคนต่างมา ไม่นัดหมายล่วงหน้า เป็นเรื่องของมวลชนจัดงานกันเอง แกนนำทราบข่าวจึงมาร่วม เวลานี้แกนนำไม่ได้นำมวลชนแล้ว ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ที่ไม่มานั้น เนื่องจากจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการถอนประกันตัว

นายวรวุฒิกล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้ถูก ศอฉ. เรียกไปสอบปากคำ หรือถูกดำเนินคดี หรือถูกข่มขู่คุกคาม อาจมีผ่านๆ มาดู มาถามบ้าง แต่ไม่ได้ข่มขู่ แต่มีคนโทรศัพท์มาปรึกษาและบอกกับตนว่า คนเสื้อแดงในต่างจังหวัดและ กทม. ถูกข่มขู่คุกคามจริง สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงขณะนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอย่างที่ ศอฉ.และรัฐบาลวิตก ที่ผ่านมาการชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่มีเหตุรุนแรงจนกระทั่งมีคำสั่งสลายการชุมนุม และขณะนี้คนเสื้อแดงก็เฝ้าดูแผนปรองดองของรัฐบาลอยู่

เมื่อถามว่าในวันที่ 24 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครองจะมีกิจกรรมอะไรหรือไม่ นายวรวุฒิกล่าวว่า ไม่แน่ใจ อาจมีการจัดกิจกรรมในกลุ่มของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนายน ส่วนที่รัฐบาลเป็นห่วงความเคลื่อนไหวในวันพระราชทานเพลิงศพพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงนั้น ไม่มีอะไรต้องน่าเป็นห่วง เพราะการไปร่วมพิธีศพก็เหมือนเป็นการไปทำบุญเท่านั้น

อส.เผยถูกตามข่มขู่ถึงบ้าน

ต่อมาเมื่อเวลา 14.30 น. นายวสันต์ สายรัศมี เจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่เข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม แถลงชี้แจงเหตุการณ์ในวัดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ว่า ตนมาทำงานตรงนี้ด้วยจิตอาสา ไม่ได้เลือกปฏิบัติ ช่วยเหลือคนไทยทุกคน แม้แต่การชุมนุมคนเสื้อเหลืองเมื่อเดือนต.ค.51 ช่วงที่มีการปะทะกันตนก็เข้าไปช่วยเหลือเพราะเป็นหน้าที่ และยืนยันว่าจะทำหน้าที่นี้ต่อไป และไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น พร้อมจะต่อสู้จนตัวตายเพื่อให้นายอัครเดช หรือออฟ ขันแก้ว และน.ส. กมนเกด หรือเกด อัคฮาด ที่เสียชีวิตในวัดปทุมฯ ได้รับความเป็นธรรมในสังคม

"ตอนนี้ผมไม่กลัวตายแล้ว พร้อมจะเปิดเผยความจริงให้สังคมได้รู้ ชีวิตผมเหมือนแขวนบนเส้นด้าย ช่วงที่ผ่านมาก็มีคนไปถามหาผมที่บ้านแต่ก็ไม่กลัว ได้โทร.ไปบอกแม่ที่บ้านให้ทราบแล้วว่าอยู่ที่ไหน ตอนนี้ที่บ้านทราบหมดแล้ว และหากใครมาถามหาก็บอกว่าไม่ได้กลับบ้านมานานกว่า 10 ปีแล้ว ตอนนี้ต้องการแค่ทำเพื่อความถูกต้อง ทำเพื่อเพื่อนและน้องที่ตายไปให้ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น" นายวสันต์กล่าว

ย้ำทหารยิงมาจากบนราง

นายวสันต์กล่าวยืนยันว่า ทั้ง 6 ศพที่เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารที่ยิงปืนจากบนรางรถไฟฟ้าหน้าวัด เข้าใส่ประชาชนในวัด ตนเป็นคนช่วยผู้บาดเจ็บจากการถูกยิง และช่วยลำเลียงผู้เสียชีวิตทั้ง 6 คนเข้าไปในวัด การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ ศอฉ.ระบุว่าคนที่เสียชีวิตถูกยิงจากนอกวัดและปีนเข้ามาตายในวัด ไม่เป็นความจริง นายสุกัน ศรีรักษา อายุ 31 ปี ถูกยิงตกจากต้นไม้เพราะกำลังปีนขึ้นไปดูเหตุการณ์และความเคลื่อนไหวของทหาร กระ ทั่งถูกทหารยิงตกลงมา ทุกศพที่เสียชีวิตถูกยิงในวัดแน่นอนและเป็นฝีมือทหาร ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายอย่างที่กล่าวอ้างและใส่ร้ายแน่นอน

ร่วมรำลึก - บรรยากาศงานรำลึกผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม โดยตัวแทนหน่วยกู้ภัยนำภาพที่เกิดเหตุมาอธิบาย ขณะที่นายนิก นอสติทซ์ นักข่าวเยอรมันได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงาน ส่วนนายบัวศรี ทุมมา ชาวจ.ชัยภูมิ โชว์แผลที่ถูกยิงขณะหลบในวัด โดยระบุเป็นฝีมือทหาร



"ผมเสียใจมากที่น้องออฟ และน้องเกดต้องมาเสียชีวิตเพราะต้องการช่วยเหลือคนเจ็บ การจะลำเลียงผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลก็ไม่สามารถทำได้ เพราะออกไปจะถูกยิงใส่ทันที ตอนดึกผมต้องคลานออกมาหน้าวัดหลายสิบรอบ เพื่อมาเอาน้ำและอาหารเข้าไปให้ผู้ชุมนุมในวัดกิน เพราะข้างในไม่มีอาหาร ทุกคนไม่กล้าออกมาเพราะกลัวถูกยิง" เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกล่าวและว่า ช่วงที่พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจน สุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มาชันสูตรศพทั้ง 6 ศพยังย้ำกับพวกเราว่าให้เอากระดาษกาวมาแปะที่แผลที่มีหัวกระสุนคาอยู่ อย่าให้หาย จะได้นำมาเป็นหลักฐาน ตอนจะกลับยังมาพูดกับตนว่า "ให้ระวังตัวให้ดีเพราะเป็นพยานปากสำคัญที่เห็นเหตุการณ์" ตนก็รับฟัง และจะระวังตัวให้ดีเพราะตอนนี้ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ไม่กลัวอะไรแล้ว ขอแค่ความถูกต้องในสังคมเท่านั้น

ลุงอายุ 67 ถูกยิงเท้าทะลุ

ที่ร.พ.รามาธิบดี นายบัวศรี ทุมมา อายุ 67 ปี หนึ่งในผู้ถูกยิงในวัดปทุมวนาราม เดินทางจาก จ.ชัยภูมิ มาตรวจบาดแผลพร้อมยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนมาร่วมชุมนุมตั้งแต่วันแรก และวันที่ 10 เม.ย. ในการสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้าฯ ตนถูกทหารตีด้วยพานท้ายปืนบาดเจ็บ ต้องไปนอนรักษาที่ร.พ.วชิระอยู่ 2 วัน เมื่อออกมาก็ไปร่วมชุมนุมต่อที่ราชประสงค์

นายบัวศรีกล่าวว่า ก่อนหน้าการสลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค. มีการประกาศให้คนแก่ ผู้หญิงและเด็ก เข้าไปหลบอยู่ในวัดปทุมวนาราม ตนจึงไปรวมกับผู้ชุมนุมรายอื่นๆ ในวัดปทุมฯ กระทั่งวันที่ 19 พ.ค. ทหารเข้าสลายการชุมนุม และแกนนำเสื้อแดงประกาศยุติการชุมนุม สั่งให้มวลชนกลับบ้าน ตนจึงเดินกลับไปที่พักในวัดด้วยความเสียใจ และเตรียมเดินทางกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น ระหว่างนั่งอยู่ลานจอดรถหน้าวัด เห็นทหารเดินมาเป็นแถวบนรางรถไฟฟ้า พร้อมทั้งมีเสียงปืนยิงไล่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณนั้นจึงพากันมุดหลบเข้าไปใต้ท้องรถ ต่อมาตนเห็นกับตาว่าทหารยิงปืนเข้ามาในวัด ทำให้ต้นไม้หน้าวัดสั่นและใบไม้แหวกเป็นช่องเห็นชัดเจน

เห็นกับตาคนถูกยิงล้มอื้อ

นายบัวศรี กล่าวว่า ช่วงเวลานั้นตนกลัวมาก เพราะยิงเข้ามาใกล้ตรงที่นั่งอยู่ จึงตัดสินใจมุดลงไปใต้รถกระบะคันหนึ่ง นึกว่าหลบพ้นแล้วแต่ขาดันยื่นออกมานอกรถ จึงโดนยิงที่เท้า ตอนนั้นรู้สึกเจ็บมาก หันไปมองเห็นมีเลือดไหลมาก จึงหลบขาเข้ามาให้พ้นระยะกระสุนปืน จากนั้นมีทหารตะโกนลงมาสั่งว่าให้คนที่อยู่ใต้ท้องรถออกมาให้หมดแล้วถอดเสื้อออก มิฉะ นั้นจะยิงให้ตาย ตนจำได้ว่าตอนนั้นมีชายคนหนึ่งที่หมอบอยู่ด้านข้าง ลุกขึ้นแล้วยกมือ ชูเหนือหัว แต่ทหารก็ยิงลงมาอีก ถูกมือชายคนดังกล่าว เมื่อล้มลงก็ถูกยิงซ้ำอีก ตนจึงหมอบเอาหน้าแนบกับพื้นใต้ท้องรถ เห็นว่ามีคนถูกยิงล้มลงอีกหลายคน มีเสียงร้องครวญครางขอความช่วยเหลือรอบตัว พักใหญ่มีเจ้าหน้าที่อาสาเข้ามาลากตัวเข้าไปที่เต็นท์พยาบาลในวัดเพื่อทำแผล

นายบัวศรี เปิดเผยอีกว่า ระหว่างรักษาตัวยังได้ยินเสียงพยาบาลพูดว่า รถพยาบาลเข้ามารับผู้บาดเจ็บในวัดไม่ได้ เพราะทหารไม่อนุญาต จากนั้นตนก็หมดสติไป ฟื้นขึ้นมาอยู่ที่ร.พ. รามาฯ ยืนยันว่าคนที่ยิงตนในวัดคือทหารแน่นอนเพราะใส่ชุดพราง ไม่ใช่คนชุดดำ เสีย ใจมากที่ทหารทำแบบนี้แล้วยังโกหกประชาชนว่าไม่ได้ทำ "ยืนยันว่าหากมีการชุมนุมจะอีก กี่ครั้ง ก็จะมาร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสังคม เพื่อประชาธิปไตย" นายบัวศรีกล่าว

โขยกเขยกเข้าแจ้งความตร.

นางจำนงค์ เนียมขุนทด ภรรยาลุงบัวศรี เปิดเผยว่า ก่อนวันเกิดเหตุได้โทรศัพท์ติดต่อลุงบัวศรีตลอดเวลา วันที่ 19 พ.ค. ช่วงเช้ายังติดต่อกันได้อยู่ กระทั่งช่วงเย็นรู้สึกเป็นห่วง ข่าวสารที่ได้รับก็ไม่ชัดเจนว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เพราะทุกช่องรายงานไม่เหมือนกัน จึงได้โทรศัพท์ไปหาลุง แต่ลุงไม่ยอมรับสาย โทร.ไปกี่ครั้งกี่ก็ไม่รับ สัญญาณติดแต่ไม่มีคนรับสาย จึงเป็นห่วง จนวันที่ 20 พ.ค. ได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่บ้าน จึงรู้ว่าลุงถูกยิง ตอนนั้นรู้สึกเสียใจมาก แต่ก็ดีใจที่ลุงไม่ตาย แต่เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยดำเนินการ เขาจึงไปประสานกับส.ส.ให้ช่วยเหลือ พอส.ส.ในพื้นที่ทราบก็ให้การช่วยเหลือเต็มที่

"ตอนนี้รู้สึกใจชื้นขึ้นเยอะ ตอนนั้นไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง ถูกยิงที่เท้าจะเดินได้หรือเปล่า ตอนนั้นสับสนไปหมด แต่พอย้ายมาโรงพยาบาลที่ชัยภูมิ พอได้เจอก็ดีใจจนบอกไม่ถูก หลังจากนี้คงกลับบ้านอยู่กันไปตามประสาคนแก่ แต่หากมีการชุมนุมอีกเชื่อว่าลุงคงไปร่วมชุมนุมอีก เราคงห้ามไม่ได้ คงต้องให้ไป เราอยู่ทางนี้ก็ได้แต่ภาวนาให้ปลอดภัยกลับมาบ้านเท่านั้น"

ต่อมาเมื่อเวลา 16.30 น. นายบัวศรี เดินทางเข้าพบร.ต.ท.ทนงศักดิ์ ใสสด พนักงานสอบ สวน สน.ปทุมวัน เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กรณีถูกยิงเท้าซ้ายทะลุ ภายในวัดปทุมวนารามเมื่อเย็นวันที่ 19 พ.ค. นายบัวศรี กล่าวว่า หลังถูกยิงได้เข้ารักษาที่ร.พ.รามาฯ แพทย์วินิจฉัยว่าถูกยิงทะลุ กระดูกแตก ต้องผ่าตัด หลังจากรักษาแล้วตนก็ขอกลับไปรักษาตัวที่ชัยภูมิบ้านเกิดอยู่ร่วมเดือน จึงมาเข้าแจ้งความ ตอนนี้ก็ยังเดินไม่สะดวกเพราะแผลยังไม่หายดี ต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุงเวลาเดิน

"แม่น้องเกด"ฉะยับ"มาร์ค"

วันเดียวกัน นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด หรือเกด อาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ครบรอบ 1 เดือนที่น้องเกดเสียชีวิต ตนและผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงได้ร่วมกันมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ส่วนตนจะเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกสาว ก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เคยให้สัมภาษณ์และโทรศัพท์มาหาตน บอกว่าจะหาตัวมือปืนมาลงโทษให้ได้ แต่จนบัดนี้แล้วยังไม่เห็นว่าคดีของน้องเกดจะคืบหน้า ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้แจ้งความไว้ที่ สน.ปทุมวัน และกองปราบฯ แต่เรื่องยังเงียบ ไม่เห็นเจ้าหน้าที่จะเรียกพยานหรือบุคคลในเหตุการณ์ไปชี้แจงหรือให้ข้อมูล ส่วนนายกฯ ก็ดีแต่พูดและให้ความหวังทั้งที่มีอำนาจล้นฟ้า สั่งการอะไรก็ได้ คดีน้องเกดเป็นคดีเล็กน้อย หากใช้ตำแหน่งนายกฯ ลงมาสั่งการเชื่อว่าไม่นานก็ค้นหาความจริงได้ แต่ตอนนี้ทำเหมือนเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่กล้าลงมาหาความจริง ซึ่งตนก็เข้าใจว่าไม่ใช่ญาติของนายกฯ หากเป็นคนใกล้ชิดหรือญาตินายกฯ คงหาคนผิดมาดำเนินคดีได้เรียบร้อยแล้ว คดีคงจบสิ้นไปตั้งแต่ช่วงแรกแล้ว

ลั่นไม่ยอมให้ลูกตายฟรีแน่

นางพะเยาว์ กล่าวต่อไปว่า กรณีน้องเกดมีพยานหลักฐานครบ หากจริงใจเรียกข้อมูลมาดู ความจริงก็จะปรากฏทันที โดยเฉพาะที่พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยา ศาสตร์ ที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นอัจฉริยะของเรื่องนี้ และเป็นผู้เข้าไปชันสูตรศพน้องเกด ก็คงทราบเบื้องต้นแล้วว่าเป็นการยิงด้วยอาวุธปืนชนิดใด ดังนั้น นายกฯ รับปากประชาชนตา ดำๆ แล้วต้องทำให้ได้ ไม่ใช่สักแต่พูดแล้วไม่ยอมทำ เราขอเรียกร้องหาความรับผิดชอบของรัฐบาลชุดนี้ และทวงถามสัญญาที่ให้ไว้ว่าเมื่อไหร่จะทำให้เรา ถ้าน้องเกดไปเย้วๆ แล้วไปร่วมชุมนุม แล้วเสียชีวิต ตนจะไม่ทวงถามเพราะเข้าใจ แต่น้องเกดอาสาเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บล้มตาย แต่ตัวเองกลับถูกยิงเสียชีวิตและใน 6 ศพน้องเกดเป็นผู้ที่ถูกยิงมากที่สุด เป็นการตายที่น่าสงสาร นายกฯและรัฐบาลต้องหาคนผิดมาลงโทษให้ได้

นางพะเยาว์ กล่าวยืนยันว่า จะเดินหน้าค้นหาความจริงให้ปรากฏต่อสังคม ไม่ว่าหน่วยงานไหนจะเกรงกลัวอิทธิพลของรัฐบาล ตนก็จะเสนอความจริงให้ปรากฏให้จงได้ ไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหน ต้องมีสักรัฐบาลที่ต้องค้นหาความจริงให้ปรากฏ ดังนั้นการเสียชีวิตของน้องเกดจะไม่เปล่าประโยชน์ ไม่ตายฟรี เพราะยังมีแม่และเพื่อนร่วมงานที่พร้อมจะไปเป็นพยาน

ยังเหลือคนหายอีก39ราย

เวลา 14.30 น. ที่สวนเงินมีมา ถ.เจริญนคร มีการเสวนาเรื่อง "ปากคำผู้สูญเสียและการเยียวยา" นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติความรุนแรงเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า จากเหตุการณ์เดือนตุลา 19 พฤษภา 35 มาจนถึงพฤษภา 53 สังคมไทยไม่เคยสรุปบทเรียนและหาทางแก้ไข เพราะเป็นสังคมที่ให้อภัย พอให้อภัยกันง่ายๆ โดยไม่เคยหาความจริงก่อนจะนำมาสู่การให้อภัย จึงเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งที่มีการสูญเสียจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ แต่เมื่อทำเสร็จกลับไม่เปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ สุดท้ายจึงไม่รู้ว่าใครต้องรับผิดชอบ ส่วนตัวคิดว่าหัวเรือของทั้งสองฝ่ายต้องหันหน้าเข้ามาพูดคุยกันอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงกว่าที่ผ่านมา

น.ส.น้ำผึ้ง ไชยรังษี ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า ภายหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. กระจกเงาได้รับแจ้งคนหาย 85 ราย เบื้องต้นเจอแล้ว 46 ราย จากการพูดคุยส่วนใหญ่หลบหนีไปต่างจังหวัด และขาดการติดต่อไปในช่วงนั้น เพราะกลัวรัฐบาลมาจับกุมตัวไปดำเนินคดี ส่วนที่ยังไม่พบ 39 ราย ทางศูนย์ฯจะตามหาทุกราย โดยมี 4 ขั้นตอน คือ 1.ตรวจสอบรายชื่อผู้บาดเจ็บ เพราะบางส่วนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดต่อทางบ้านได้เนื่องจากไม่มีข้อมูล 2.ตรวจสอบรายชื่อผู้เสียชีวิต 3.ตรวจสอบรายชื่อผู้ถูกคุมขัง 4.ถ้ากระทำทั้ง 3 ขั้นตอนแล้วยังไม่พบจะสืบค้นต่อไปว่าหายไปได้อย่างไร เช่น จากการถูกลักพาตัว ถูกล่อลวง ถูกจับกุม เป็นต้น ทางศูนย์ฯ จะต้องตามหาทุกรายเพราะผู้แจ้งเข้ามาคาดหวังเป็นอย่างมาก