ที่มา Thai E-News
June 19, 2010
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ข่าวสด
หลังเหตุการณ์ 19 พ.ค.ผ่านมา 1 เดือน
สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
มือ 1 ข้างพยายามจะวาดภาพปรองดอง
ขณะที่มืออีก 1 ข้าง เท้าอีก 1 คู่ยังเมามันอยู่กับการไล่ทุบไล่กระทืบฝ่ายตรงข้าม
ปากก็เที่ยวบอกกับนานาอารยประเทศว่าสถาน การณ์ภายในประเทศไทยกลับคืนสู่ความสงบสุขแล้ว
แต่ในเมื่อยังมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินคอยประจานตัวเองอยู่อย่างนี้
ประเทศไหนเชื่อก็บ้า
เพราะแม้แต่กระบวนการประชาธิปไตยในพื้นที่เล็กๆ ของเราเอง
อย่างการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 6 กทม. (คลองสามวา คันนายาว บึงกุ่ม หนองจอก) ที่กำลังจะมีขึ้น
ก็ส่อเค้าได้รับผลกระทบถูกคุกคามจากพ.ร.ก.นี้เช่นกัน
พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้รัฐบาลประกาศใช้ตั้งแต่ 7 เม.ย. ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และอีก 23 จังหวัด
แต่ละครั้งมีอายุการใช้งานนาน 3 เดือน
รอบนี้จึงครบกำหนดวันที่ 7 ก.ค.
หากจะยืดอายุออกไปหน่วยงานด้านความมั่นคงซึ่งในที่นี้หมายถึง ศอฉ. ต้องนำเสนอ ครม.ขออนุมัติ
การเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 6 กทม.
กกต.กำหนดวันเลือกล่วงหน้า 17-18 ก.ค. เลือกตั้งจริง 25 ก.ค. เปิดรับผู้สมัครระหว่าง 28 มิ.ย. ถึง 2 ก.ค.
ในส่วนพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันไม่ส่งผู้สมัครลง แข่งขัน
ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์สู้กับพรรคเพื่อไทยแบบตัวต่อตัว
อย่างไรก็ตาม ฟังจากคำให้สัมภาษณ์ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง
ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลจะไม่ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในช่วงการเลือกตั้งซ่อมตามที่พรรคเพื่อไทยเรียกร้องอย่างเด็ดขาด
ซึ่งนั่นยังหมายความได้ว่ารัฐบาลเตรียมต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไป
ในฐานะเจ้าของที่นั่งเดิม บวกกับการเป็นรัฐบาล
เดิมพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เปรียบคู่แข่งอยู่แล้ว
การคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้เพื่ออุดท่อน้ำเลี้ยงฝ่ายตรงข้าม และเป็นเครื่องปิดปากไม่ให้นำเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงที่มีคนเจ็บตายเป็นเบือมาเป็นประเด็นหาเสียง
ไม่เช่นนั้นอาจโดนข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
กลายเป็นผู้ก่อการร้ายโดยไม่รู้ตัว
แบบนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ยิ่งแบเบอร์ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง
เห็นหรือยังว่าบ้านเมืองของเราเป็นประชาธิปไตยขนาดไหน
ที่มา ข่าวสด
การ "ปั่นหุ้น" คือการซื้อขายหุ้นโดยมีความตั้งใจที่จะทำให้สภาพการขายหุ้น ทั้งราคาหุ้น และปริมาณมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ ไม่เป็นไปตามกลไกของตลาด
เพื่อลวงคนอื่นว่าหุ้นตัวนั้นมีการซื้อขายอย่างคึกคักและอาจหลวมตัวผสมโรงเข้าซื้อขายด้วย จนทำให้ราคาหุ้นปรับสูงขึ้นตามที่ต้องการ
ส่วนการซื้อขายเพื่อทำให้ราคาตลาดไม่เปลี่ยนแปลง เรียกว่า "พยุง"
ขณะที่การพยายามกดราคาหุ้นให้ต่ำลงเพื่อที่จะเข้าไปช้อนซื้อในภายหลัง เรียกว่า "ทุบ"
หรืออีกวิธีเป็นการทำให้ปริมาณหุ้นเกิดความผิดปกติ เช่น เข้าไปซื้อๆ ขายๆ เพื่อให้ดูเหมือนว่าหุ้นตัวนั้นมีคนต้องการซื้อมาก ทำให้มีคนเข้าไปซื้อตาม
ทั้งหมดก็เพื่อทำให้ตนเองได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นนั้น โดยมีพฤติกรรมสารพัดรูปแบบ
เช่น ส่งคำสั่งซื้อขายภายในกลุ่มเดียวกันเอง แต่ไม่มีการซื้อขายจริง เป็นแค่การโยนคำสั่งซื้อขายหุ้นระหว่างกันไปมา
หรือจับคู่ซื้อขายกัน ในราคาที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นการอำพราง
บางครั้งอาจแพร่ข่าวทำให้ข้อมูลของบริษัทผิดไปจากข้อเท็จจริง ทั้งที่ไม่ได้เป็นไปตามนั้นจริง
ไปจนกระทั่งถึงการตกแต่งให้งบการเงินของบริษัทดูดีเกินจริง เมื่อผู้ลงทุนทั่วไปเห็นว่าหุ้นตัวนี้มีคนซื้อมาก และคาดหวังว่าราคาจะสูงขึ้นต่อไปอีกก็มักจะแห่ตามกันไปซื้อ
เมื่อราคาหุ้นขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง นักปั่นหุ้นก็จะขายทำกำไรออกมา
ในที่สุดแล้วราคาหุ้นก็จะร่วงลงมา
เนื่องจากราคาหุ้นที่ขึ้นไปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ
ส่งผลให้ผู้ลงทุนที่รู้ไม่เท่าทัน ติดหุ้นในราคาสูงเพราะขายออกไปไม่ทัน
วิธีการสังเกตการปั่นหุ้นให้ดูที่การซื้อขายหลักทรัพย์ซึ่งมีความผิดปกติ
ส่วนหนึ่งตลาดหลักทรัพย์จะมีการติดตามอย่างใกล้ชิด โดยระบบที่เรียกว่า Market Watch ติดตามการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์จากโบรกเกอร์ รวมทั้งการซื้อขายหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนทุกราย
เมื่อพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นการปั่นหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะใช้อำนาจที่มีอย่างจำกัดในวงของผู้เกี่ยวข้องในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการรวบรวมหลักฐานเบื้องต้น
และส่งเรื่องให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์(ก.ล.ต.)รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ก.ล.ต.ต้องพิสูจน์ความผิดโดยหาหลักฐานที่แน่นหนา ว่าเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 หรือไม่
การปั่นหุ้นถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 500,000 บาท จนถึง 2 เท่าของผลประโยชน์ที่ได้รับ
การปั่นหุ้นเคยเกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยมาแล้วหลายครั้ง ส่วนใหญ่คนที่เกี่ยวข้องมักเป็นผู้มีอำนาจ
ทั้งทางการเมืองและทางธุรกิจ
ล่าสุด ข่าวเรื่องที่ว่ารัฐบาลจะเตรียมจะซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ประเทศสิงคโปร์ ทำให้ราคาหุ้นไทยคมพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยระบุว่า มีนักการเมืองฝั่งรัฐบาลเข้าไปพัวพันกับการปั่นหุ้นไทยคม
ที่จะมีการซื้อคืนจึงไปยื่นหนังสือถึงประธาน ก.ล.ต. ให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ปั่นหุ้น
ด้วยการตรวจสอบหาตัวผู้ซื้อขายย้อนกลับไป 2 สัปดาห์ ก่อนราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นมหาศาล
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
มีการนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติหรือก.ต.ช.ในวันนี้ เพื่ออนุมัติตำแหน่งที่ปรึกษา สบ 10 เทียบเท่า รองผบ.ตร. ทำหน้าที่ด้านงานสืบสวน ขึ้นมาใหม่อีกตำแหน่ง
น่าสงสัยว่า นายกฯ กล้านัดประชุมก.ต.ช. ทั้งที่ตำแหน่งผบ.ตร.ยังค้างเติ่งอยู่
ค้างมาตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้ว จนป่านนี้ยังแต่งตั้ง ผบ. ตร.ไม่ได้ แล้วกล้าประชุมก.ต.ช.โดยไม่พูดถึงวาระนี้ได้ไง
ดูไปแล้วนายกฯ คนนี้ ทิ้งปมปัญหาเกี่ยวกับตำรวจเอาไว้กองมหึมา!
เป็นนายกฯ คนแรกที่ตั้งผบ.ตร.ไม่ได้ ขณะที่เรื่องผบ.ตร.คนที่แล้ว พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ก็ยังเป็นอีกบ่วงรัดคอนายกฯ อยู่
แถมยังจะพยายามลากทั้งครม.ให้ลงเหวไปด้วยกัน
นั่นคือ ไม่ยอมเซ็นให้พล.ต.อ.พัชรวาทกลับคืนสถานะเดิม แล้วจะดึงทั้งครม.มารองรับมติที่น่าจะทำให้ถูกฟ้องกันระนาวอีก
เรื่องเดิมคือกรณีที่นายกฯ มีคำสั่งเมื่อ 19 ต.ค.2552 ปลดพล.ต.อ.พัชรวาทออกจากราชการ เนื่องจากมติ ป.ป.ช.ในกรณีสลายม็อบพันธมิตร
ต่อมาพล.ต.อ.พัชรวาท พร้อมอีก 2 นายพล ยื่นอุทธรณ์ต่อก.ตร. และก.ตร.มีมติว่าอุทธรณ์ฟังขึ้น ให้สั่งยกโทษ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามมตินี้
สำนักงานก.ตร.ได้แจ้งผลให้นายกฯ ทราบแล้ว เป็น อำนาจหน้าที่ของนายกฯ ต้องเซ็นยกโทษ ภายใน 30 วัน ถึงบัดนี้ล่วงเลยเวลาแล้ว แต่นายกฯ ยังไม่เซ็น และล่าสุดพยายามจะซื้อเวลา
ด้วยการจะอาศัยมติครม.ให้นำเรื่องส่งศาลรัฐ ธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยประเด็นก.ตร.มีมติขัดแย้งกับมติของป.ป.ช.
นี่เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่บรรดารัฐมนตรีทั้งหลายต้องระวังให้ดี
เพราะสำนักเลขาธิการครม.เคยส่งเรื่องนี้หารือสำนัก งานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว!
ไปหาอ่านดูได้ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 642-644/2552
ชี้ไว้ชัดเจนว่า ไม่สามารถเสนอเรื่องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
เพราะไม่เข้าข่ายความขัดแย้งระหว่างองค์กร ตามมาตรา 214 ของรัฐธรรมนูญ 2550
กรณีที่หารือมานี้ เป็นกรณีคณะกรรมการป.ป.ช.ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการ
หากผู้บังคับบัญชาดังกล่าวมีความเห็นขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป.ป.ช. ถือเป็นความขัดแย้งของบุคคลหรือหน่วยงานที่ไม่ใช้องค์กรตามระบุไว้ในมาตรา 214 ของรัฐธรรมนูญปี"50
รวมทั้งครม.ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะมีปัญหาขัดแย้งกับคณะกรรมการป.ป.ช.อีกด้วย!
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อวินิจฉัยจากกฤษฎีกา
วันไหนนายกฯ นำเรื่องนี้มาขอมติจากครม. โปรดระวังกันให้ดี
เข้าข่ายขัดกฎหมายอาญามาตรา 157 อายุความ 20 ปี
ที่มา ข่าวสด
"ข่าวสด"ได้ตีแผ่ความจริง จากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เพื่อแสวงหาความเป็นธรรมและผู้รับผิดชอบต่อการสูญเสีย สรุปบทเรียน ป้องกันมิให้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
"บันทึกพฤษภา"53 ความจริงจากข่าวสด ความตาย 90 ศพ" จึงเกิดขึ้น ด้วยความเชื่อว่า ความจริงไม่มีวันตาย และต้องเปิดเผย ออกมาในวันใดวันหนึ่ง!
เชื้อปะทุความขัดแย้งต่างสี
"บันทึกพฤษภา"53 ความจริงจากข่าวสดฯ" เปิดขบวนด้วยบทเกริ่นนำ "เชื้อปะทุแห่งความขัดแย้งต่างสี"
ไล่เรียง "พัฒนาการ" ความขัดแย้งทางการเมืองของไทย
นับตั้งแต่คณะ คมช.ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
สถานการณ์เขม็งเกลียวยิ่งขึ้นตามลำดับ ภายหลังบ้านเมืองแบ่งแยกเป็น "สี" เสื้อเหลือง-เสื้อแดงอย่างชัดเจน
เมื่อเกิดคดียุบพรรคไทยรักไทย ประกอบกับพ.ต.ท.ทักษิณ-เครือข่ายพลิกข้างไปอยู่ในสถานะ "ผู้ถูกไล่ล่า" อีกทั้ง "คะแนนเสียง" ของประชาชนผู้สนับสนุนพรรคการเมืองในปีกพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับการสนใจจากผู้กุมอำนาจ เค้าลางแห่งหายนะจึงเริ่มคืบคลานมาเยือนสังคมไทย
คู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายต่างจัดตั้ง "มวลชน" ของตนขึ้นมาเป็นพลังสร้างความชอบธรรม
ขณะที่ฝ่าย "เสื้อแดง" เดินหน้าตั้งคำถามถึงพฤติกรรม "2 มาตรฐาน" ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งนำไปสู่การระดมพลจัดชุมนุมใหญ่ทดสอบกระแสกันหลายต่อหลายครั้ง
รวมถึงจุดเริ่มต้นการชุมนุม "แดงทั้งแผ่นดิน" ในวันที่ 12 มี.ค.2553 ณ เวทีผ่านฟ้าลีลาศ ถ.ราชดำเนิน กทม. มีคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดหลั่งไหลเข้าร่วมเรือนแสน
และจบลงอย่างเจ็บปวดในที่สุด เมื่อวันที่ 19 พฤษภาฯ
ลำดับสถานการณ์วันต่อวัน
เนื้อหาต่อมาในบันทึกพฤษภา"53 ได้แก่ การรวบรวม-ไล่เรียงความเคลื่อนไหวสำคัญๆ
นับตั้งแต่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เริ่มจัดตั้งม็อบแดงในกทม. ตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงพฤษภาคม 2553
เหตุการณ์ในแต่ละวันของแต่ละเดือนเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะมีข้อมูลนำเสนอแบบรวบรัด เข้าใจง่าย
เช่น มีนาคม นปช.ประกาศยุทธศาสตร์แดงทั้งแผ่นดิน ระดมคนจากเหนือ-อีสานเข้าเมืองกรุง หวังกดดันให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่ตามระบอบประชาธิปไตย
นอกจากนั้น แกนนำ นปช.ยังลากดึงเอาพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เข้ามากลายเป็น "คู่ขัดแย้ง" กับม็อบแดงโดยเปิดเผย ภายใต้ข้อกล่าวหาเป็นผู้นำระบอบอำมาตยาธิปไตย หนุนหลังค้ำยันรัฐบาลอภิสิทธิ์ชน
31 มีนาฯ พ.ต.ท.ทักษิณวิดีโอลิงก์ขึ้นจอภาพเวทีผ่านฟ้าฯ ปลุกม็อบให้รวมพลังสู้ครั้งใหญ่ 3 เมษาฯ เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา และย้ำว่า
การต่อสู้ต้องจบลงก่อนสงกรานต์!
แต่การต่อสู้ก็ไม่ได้จบลงในเดือนเมษาฯ เหมือนดังที่คิด แม้รัฐบาลจะปรับท่าทีอ่อนลง โดยเฉพาะเมื่อม็อบแยกตัวเข้าสู่แยกธุรกิจ "ราชประสงค์" ฝ่ายกุมอำนาจก็ตัดสินใจส่ง "ทหาร" เข้ามาประจันหน้ากับผู้ชุมนุมอย่างแข็งกร้าว
พร้อมๆ กับสั่งปิด "สื่อกระบอกเสียงเสื้อแดง" ปลุกเร้าให้ความขัดแย้งเพิ่มดีกรีคุกรุ่น และเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในวันที่ 10 เมษาฯ เมื่อนาย อภิสิทธิ์เดินหน้าปฏิบัติการ "ขอคืนพื้นที่" ผ่านฟ้าฯ
ทำให้มวลชนเสื้อแดงปะทะเดือดกับทหารบริเวณ ถ.ราชดำเนิน
มี "กลุ่มคนชุดดำ" หรือกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ออกปฏิบัติการยิงปืน-ระเบิดใส่นายทหารระดับบัญชาการในวันนั้นเจ็บตายไปหลายราย
ส่วนประชาชนก็บาดเจ็บสูญเสียร่วมพันคน
พอเข้าสู่เดือนพฤษภาฯ เลือด..
แม้นายอภิสิทธิ์จะแสดงจุดยืนประหนึ่งว่า "ยอมถอย" พร้อมจัดเลือกตั้งปลายปี
แต่การเจรจาลำดับต่อๆ มา ทั้งทางเปิดและทางลับ กลับล่มไม่เป็นท่า
ต่อมา เมื่อ "เสธ.แดง"พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล แนวร่วมเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ ถูก "สไนเปอร์" ยิงดับ
เหตุ "จลาจล" ก็ลุกลามไปทั่วกทม. ควันไฟดำทะมึนลอยปกคลุมผืนฟ้าเมืองฟ้าอมร กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
สรรพเสียงแห่ง "สันติวิธี" ค่อยๆ แผ่วเบาหายไปจากปากโฆษกฝ่ายกุมอำนาจ ซึ่งขู่ใช้มาตรการเด็ดขาดกับผู้ชุมนุมตลอด 24 ชั่วโมง
เสียงกระสุนปืน ระเบิด และการบดขยี้ของรถหุ้มเกราะกลับดังระงมแทนที่!
นอกจากให้รายละเอียดความเคลื่อนไหวแบบวันต่อวันแล้ว
เนื้อหาหลักอีกส่วนในบันทึกพฤษภา"53 ยังประมวล 10 เหตุ การณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาฯ ถึงพฤษภาฯ 53 ไล่ตามลำดับเวลา
พร้อมกับตีพิมพ์ภาพชุดสี่สีประกอบทุกหน้า นั่นคือ
1.เหตุเทเลือด "แดง" ประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ และบ้านนายอภิสิทธิ์
2.แกนนำนปช.เปลี่ยนยุทธศาสตร์แยกทัพเป็น 2 สาย เข้ายึดแยกราชประสงค์ ถนนเศรษฐกิจสำคัญของกทม.
3.กรณีคนเสื้อแดงบุกสถานีดาวเทียมไทยคม ลาดหลุมแก้ว วันที่ 9 เมษาฯ
4.เหตุ 10 เมษาฯ เลือด กลุ่มชุดดำยิงเอ็ม-79 ถล่มนายทหารสายบูรพาพยัคฆ์ ขณะที่คนเสื้อแดงปะทะกับทหารอย่างไร้ความหวาดกลัว
5.การเผชิญหน้ากันระหว่างมวลชนเสื้อแดง-เสื้อชมพู-เสื้อหลากสี ซึ่งพัฒนารุนแรงถึงขีดสุด เมื่อเกิดเหตุมือมืดยิงระเบิดเอ็ม-79 ถึง 5 ลูกซ้อน เข้าใส่จุดชุมนุมของคนเสื้อชมพู-หลากสีในถนนสีลม มีคนตายเจ็บเกือบร้อยราย
6.การปะทะกันบริเวณอนุสรณ์สถาน ดอนเมือง ซึ่งทหารใช้ "อาวุธจริง" ปราบปรามคนเสื้อแดง จนแกนนำต้องสั่งมวลชนถอยร่นกลับเวทีราชประสงค์
7.เหตุแกนนำนปช.นำคนบุกค้นโรงพยาบาลจุฬาฯ บริเวณแยกศาลาแดง ด่านตั้งบังเกอร์ของการ์ดนปช. เนื่องจากเชื่อว่ามี "ทหารพลแม่นปืน" ประจำการอยู่ข้างใน เพื่อเด็ดหัวแกนนำนปช.
8.นายกฯ อภิสิทธิ์ประกาศโรดแม็ปปรองดอง ยอมจัดเลือกตั้ง แต่สุดท้ายแผนการนี้กลับล่มภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน
9.กรณี "ตำรวจ" ตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มมือที่สามอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก แถบสวนลุมพินี ใกล้จุดชุมนุมเสื้อแดงราชประสงค์
10.คดีสไนเปอร์ลั่นไกยิงหัว "เสธ.แดง" ล้มทั้งยืนต่อหน้าต่อตานักข่าวต่างประเทศ ที่ยืนสัมภาษณ์กันอยู่แถวๆ แยกศาลาแดง
จากนั้นจึงเข้าสู่นาทีระทึกไล่เรียงข้อมูล "กระชับวงล้อม" สลายผู้ชุมนุมเสื้อแดง 19 พฤษภาฯ หลายแง่มุม
ทั้งการเคลื่อนพล, นายทหารคุมปฏิบัติการ, ความสูญเสีย, พระเพลิงเผาวอดศาลากลางต่างจังหวัด, ปากคำนักข่าวไทย-เทศ, การไล่ล่าแกนนำนปช.
รวมถึงบทความสัมภาษณ์วิชาการชั้นนำ วิพากษ์แผนผัง "เครือข่ายล้มเจ้า" ของศอฉ.
คืนมรณะ"วัดปทุมวนาราม"
นอกเหนือจากรายละเอียดเจาะลึกข้างต้นแล้ว
ประเด็นที่บันทึกพฤษภา"53 ต้องการตีแผ่ต่อสังคมไทยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ก็คือ
โศกนาฏกรรมการเสียชีวิตของประชาชน-อาสาพยาบาล-อาสากู้ภัย รวม 6 ศพในวัดปทุมวนาราม
ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น!
เพราะก่อนเกิดเหตุ นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เพิ่งไปเจรจากับรัฐบาล ขอให้ใช้ "พระอารามหลวง" แห่งนี้เป็น "เขตอภัยทาน" เพื่อให้ผู้ชุมนุมทั้งเด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ ผู้บาดเจ็บ เจ็บป่วย เข้ามาพักหลบภัยชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม น่าสลดใจที่ความจริงกลับมิได้เป็นเช่นนั้นเลย...
เพราะหลังรัฐบาลส่งทหารกระชับวงล้อม-สลายผู้ชุมนุมราชประสงค์ ปรากฏว่า
มวลชนเสื้อแดงที่มีแค่มือเปล่าๆ เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ถูกห่ากระสุน-แก๊สน้ำตายิงเข้าใส่ ตั้งแต่เย็นวันที่ 19 พฤษภาฯ ไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
ปากคำนักข่าวต่างชาติ และประชาชนในวัดปทุมฯ ล้วนยืนยันออกมาในทิศทางตรงกัน...
ตรงกันว่า "คนแต่งกายคล้ายทหาร" บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ตรงข้ามวัด คือผู้ลั่นไก
เป็นเหตุให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และแกนนำรัฐบาล ต่างประสานเสียงยืนยันปฏิเสธ
ไม่มีทหารยิงเข้าไปฆ่าประชาชนโดยเด็ดขาด!?
เนื้อหาส่วน "เปิดใจ" เหยื่อวัดปทุมฯ นับสิบคน รวมทั้งปากคำพ่อแม่ญาติพี่น้องเหยื่อกระสุนลึกลับ ในบันทึกพฤษภา"53
จะทำหน้าที่รายงาน "ความจริง" ตรงจุดนี้ให้กับคนที่อยากค้นหาข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ชัดเจน กระจ่างแจ้ง ตรงไปตรงมา
แน่นอนว่า อาจเป็น "ความจริง" ที่รัฐบาล-ผู้กุมอำนาจบ้านเมือง ณ ปัจจุบันไม่อยากอ่าน เบือนหน้าหนี
แต่ประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัยได้พิสูจน์มาแล้วนักต่อนัก ว่า
ความจริงเป็นสิ่งไม่มีวันตาย และต้องเปิดเผยออกมาไม่วันใดก็วันหนึ่ง!
นายจาตุรนต์ ฉายแสง-นายอานันท์ ปันยารชุน-นพ.ประเวศ วะสีที่มา ไทยรัฐ
"จาตุรนต์" จวก ศอฉ. ยิ่งกว่าเผด็จการรัฐประหาร ส่อยึดทรัพย์ตามอำเภอใจ ฟันธง รัฐบาลยื้อขึงยาว พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ วิกฤตยาวหลายปี เพราะไม่ยอมรับประชาธิปไตย...
วันที่ 20 มิ.ย. 2553 นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึง กรณีที่รัฐบาล และ ศอฉ. เตรียมใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดทรัพย์ผู้ถูกตรวจสอบธุรกรรมการเงิน ว่า การดำเนินการทั้งหมดผิดตั้งแต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กันคนเสื้อแดงออกไป โดยใช้วาทกรรมว่าไม่เจรจาไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย ขณะที่นายอภิสิทธิ์ กับพวกเพิ่มบัญชีผู้ก่อการร้ายขึ้นทุกวัน ทั้งที่คนเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นผู้ต้องสงสัยหรือผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น โดยมีการพยายามอายัดทรัพย์หรือจะยึดทรัพย์โดยทำตามอำเภอใจทั้งนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ดูแค่ว่าใครเป็นพวกใคร บางคนรีบ ๆ ขึ้นบัญชีเพื่อเรียกไปสอบ ต่อมามีคนไปเคลียร์ว่าเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลก็รีบเอาชื่อออกไป คนไหนที่ไม่ใช่พวกเดียวกับรัฐบาลหรือเห็นชัดว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามก็ขึ้นปัญชีไว้ก่อน เสร็จแล้วระงับธุรกรรมการเงินกระทบกระเทือนการทำธุรกิจ แล้วยังอาจจะถูกกลั่นแกล้งโดนเล่นงานหนักกว่าการระงับธุรกรรมด้วย
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ในขณะที่คนจำนวนมากมีความเกี่ยวข้องเป็นผู้สนับสนุนของพรรคการเมืองคู่แข่งของรัฐบาลโดยตรง สร้างบรรยากาศความหวาดกลัว เพราะต่อไปข้างหน้าจะต้องมีการเลือกตั้ง ยิ่งรัฐบาลทำเช่นนี้ ยิ่งจะทำให้คนไม่กล้าสนับสนุนพรรคการเมืองอื่น นอกจากพรรคร่วมรัฐบาล คนจะต้องระมัดระวังตัวอย่างมากในการจะสนับสนุนพรรคการเมือง เพราะไม่รู้ว่าจะถูกกล่าวหาว่าไปสนับสนุนผู้ก่อการร้ายเมื่อไหร่ คนที่ถูกระงับธุรกรรมการเงิน ถ้าบางส่วนเขาจะสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงก็ต้องมาดูว่าเขาสนับสนุนเมื่อไหร่ และสนับสนุนให้ทำอะไร เพราะการต่อสู้ของคนเสื้อแดงโดยพื้นฐานมาเป็นปี ๆ เป็นการต่อสู้โดยสันติวีธี ไม่ได้ใช้อาวุธจะถือเป็นการก่อการร้ายไม่ได้เลย หรือ ถึงแม้ภายหลังที่มีอาวุธก็ยังไม่มีการพิสูจน์ได้เลยว่า เป็นการใช้อาวุธหรือความรุนแรงที่เกิดจากแกนนำเสื้อแดง แกนนำ นปช. ที่ถูกดำเนินคดีสุดท้ายจะตัดสินอย่างไรก็ยังไม่ชัดเจน แต่ที่สำคัญคนที่เขาสนับสนุน เขาสนับสนุนการต่อสู้ด้วยสันติ ไม่ได้สนับสนุนการก่อการร้าย แต่ต้องถูกเล่นงานทำให้เดือดร้อนอย่างรุนแรง เป็นยุคเผด็จการยิ่งกว่า การรัฐประหารหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา
“น่าเป็นห่วงว่าวิกฤตของประเทศที่มีแต่เดิม คือ การที่คนเห็นแตกต่างกันแล้วไม่นำวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตยมาแก้ปัญหา นำไปสู่การรัฐประหาร การเขียนรัฐธรรมนูญที่เป็นเผด็จการ การดำเนินการสองมาตรฐาน ปัญหาเหล่านี้หนักกว่าเดิม เมื่อผ่านเหตุการณ์เมษา-พฤษภา รัฐบาลนี้ และบรรดาคนที่รัฐบาลหามายังไม่มีใครพูดแม้แต่เฉียด ๆ กับปัญหานี้เลย แล้วจะไปแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศนี้ได้อย่างไร แก้ไม่ได้ มีแต่จะรอวันที่วิกฤติจะรุนแรงขึ้น ขณะนี้เห็นชัดแล้วว่า ขนาดยังไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ยังมีนักวิชาการออกมาเต็มไปหมดพูดว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ที่จริงนักวิชาการพูดขนาดนี้ นายอภิสิทธิ์ อยู่ไม่ได้แล้ว คิดดูถ้ายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อไหร่ จะเกิดการเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงมากมายขนาดไหน และจะกลายเป็นวิกฤติความเชื่อถือและวิกฤติเสถียรภาพรัฐบาลจะยิ่งรุนแรงขึ้น ก็เลยอาจจะกลายเป็นสาเหตุที่รัฐบาลนี้จะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เรื่อยไป ซึ่งจะเป็นปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพประชาชน เอาเปรียบคู่แข่งทางการเมือง และไม่เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ” นายจาตุรนต์ กล่าว
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ต่อไปคนลงทุนในประเทศนี้จะน้อยลงในระยะยาวแล้วจะเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศแน่นอน ตนคุยกับชาวต่างประเทศเขาวิเคราะห์ได้เองว่าเมืองไทยจะลำบากมีวิกฤติไม่มีเสรีภาพไปอย่างนี้อีกหลายปีแน่นอน ประเทศไทยเวลานี้ถูกเขาแซงไปแล้ว แต่ยังหลงภูมิใจกันอยู่ เพราะจริง ๆ เป็นเพราะประเทศเราไม่ได้เกิดสงคราม ในขณะที่ประเทศอื่นต้องลำบากอยู่กับสงครามตกเป็นเมืองขึ้นมาหลายสิบปี ไม่ใช่เป็นเพราะเราปกครองบริหารได้ดี ประเทศไทยเรากำลังเสียโอกาส เพราะเราไม่ยอมรับว่าระบบที่ดีต่อประเทศคือระบบประชาธิปไตยและการยึดหลักนิติธรรม

ยังไงก็เข้าท่ากว่าส่งสุนัขลงแข่งกับยี่ห้อประชาธิปัตย์ ตามอารมณ์ประชดประชันสไตล์ของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
พูดส่งๆแบบเอามันเข้าว่า
และก็เป็นอะไรที่ไม่ย้อนกลับไปซ้ำรอยที่เคยด่าพรรคประชาธิปัตย์กันไว้เมื่อตอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำทีม "บอยคอต" ไม่ลงเลือกตั้งสู้กับอดีตพรรคไทยรักไทย ลากการเมืองติดล็อก จนเป็นที่มาของวิกฤติบ้านเมืองบานไม่หุบจนทุกวันนี้
กับยุทธศาสตร์แสบๆของพรรคเพื่อไทย
ตั้งแท่นชงชื่อ "เดอะเต้น" นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ลงสมัคร รับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 6
ทั้งๆที่เจ้าตัวนอนอยู่ในคุก
โดยแต้มก็อย่างที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. แพลมไต๋กันตรงๆ แม้นายณัฐวุฒิจะถูกคุมขังในเรือนจำ แต่พรรคพวกจะไปหาเสียงแทน เหมือนกับบ็อบบี้ แซนด์ อาสาสมัครชาวไอริช ที่ถูกคุมขังในคุก แต่ลงสมัครรับเลือกตั้งและประชาชนก็เลือก
นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสดีที่กลุ่ม นปช.จะได้ไปชี้แจงว่า ใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์
ตีไพ่ใบเดียวกินหลายเด้งเลย
แต้มแรก การเลือกหยิบชื่อของนายณัฐวุฒิ ในฐานะที่เป็นขวัญใจอันดับหนึ่งของเหล่าแม่ยก พ่อยกคนเสื้อแดง ถือเป็นการกระตุกเรตติ้งกองเชียร์ นปช.ที่กำลังอยู่ในภาวะหดหู่จากการโดนสลาย แนวร่วมล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก
ให้กลับมาคึกคักมีชีวิตชีวา เลี้ยงกระแสเสื้อแดงไม่ให้ซาลงไป
ปล่อยแกนนำโดนขังลืม
แต้มที่สอง ฝ่าย นปช.และพรรคเพื่อไทยก็ได้ถือโอกาส "รีรัน" ฉายภาพซ้ำฉากเลือดคนเสื้อแดงในมุมที่ตรงกันข้ามกับฉากของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยโยงเอาบทบาทหน้าที่ของนายณัฐวุฒิมาเป็นตัวเชื่อมเข้าท้องเรื่องได้อย่างเนียนๆ
แต้มที่สาม ตามจังหวะยกตัวอย่างของ "บ็อบบี้ แซนด์" มาเป็นกรณีเทียบเคียงกับนายณัฐวุฒิที่ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งที่ถูกคุมขังอยู่ในคุก โดยเกมการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ เป้าหมายของพรรคเพื่อไทยก็เพื่อยกระดับสู่เวทีสากล
ยังไงก็ต้องเป็นข่าวให้สื่อต่างประเทศเกาะติดความเคลื่อนไหวรายงานไปทั่วโลก
ฟ้องกันด้วยภาพของความพิลึกพิลั่น
และกับแต้มสำคัญเลย ตามเกมย้อนศรบีบกันทางอ้อม ในจังหวะที่รัฐบาลโดย ศอฉ. ยังกุมกระบอง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้กดหัว แนวร่วมคนเสื้อแดง และคู่ต่อสู้ทางการเมือง โดยจะหมดอายุลง
ในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้
แต่จับอาการของฝ่ายถืออำนาจ แนวโน้มยังอยากจะต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ลากกระบองกันต่อไป ตามข้ออ้างไม่ได้เดือดร้อนกับสุจริตชน
ยักษ์ยังสนุกกับ "อิทธิฤทธิ์" ของกระบอง
ซึ่งขัดกันอย่างสิ้นเชิงกับฉากการเลือกตั้งตามวิถีประชาธิปไตย
และไม่ใช่แค่เสียงของฝ่ายค้าน หรือคนเสื้อแดงที่ออกมาโวยวาย แต่เป็นคิวของนายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ที่รีบทำหนังสือประสานขอให้ ศอฉ.กำหนดกรอบแนวทางหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 6
เพื่อไม่ให้ขัดต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ตามโปรแกรมที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. ไล่เรียงกระบวนการที่อาจลักลั่นกับข้อกฎหมาย เช่น การหาเสียงต้องมีการชุมนุมของผู้ฟังปราศรัย แต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินล็อกไว้ให้ ชุมนุมไม่เกิน 5 คน
และขณะนี้ก็มีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ออกมาแล้วในวันที่ 25 กรกฎาคม โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม และยังมีการกำหนดวันเลือกตั้งล่วงหน้า ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ศอฉ.ก็น่าจะกำหนดกรอบปฏิบัติเป็นแนวทางเอาไว้
เพื่อไม่ให้ผู้สมัครกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย
ไฟต์บังคับ กดดันกันโดยวิถีประชาธิปไตย
จะโทษฝ่ายค้านเล่นเกมก็ไม่ได้ เพราะบังเอิญจังหวะมันเปิดให้ "ย้อนคอหอย" ในบรรยากาศที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็รู้กันอยู่แก่ใจ
ฉากเพี้ยนๆมันกำกับยาก.
ทีมข่าวการเมือง
ที่มา ไทยรัฐ สื่อและองค์กรระหว่างประเทศที่มอง วิกฤติการเมืองไทย มีความเห็นแตกต่างจากข้อมูลข่าวสารที่คนไทยได้รับโดยสิ้นเชิง ต้องย้ำว่าการสลายการชุมนุมของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าองค์กรสากลของประเทศไหนก็รับไม่ได้ทั้งนั้น ไม่เชื่อไปถามเอกอัครราชทูตประจำประเทศต่างๆ โดยเฉพาะที่อเมริกาและยุโรป ต้องเดินสายชี้แจงกันจ้าละหวั่น "หมัดเหล็ก"
มีแต่ชนชั้นปัญญาชนของไทยนี่แหละที่เห็นดีเห็นงาม
เรื่องของการทุบหุ้น เรื่องของพฤติกรรมการปั่นหุ้น เรื่องของอาการกระเหี้ยนกระหือรือ จะซื้อดาวเทียมไทยคมให้ได้ เบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นอย่างไร มีใครได้ใครเสีย เอาไว้จะเล่าให้ฟัง ท่ามกลางกระแสคัดค้านของผู้รู้ทั้งหลาย และมักจะตั้งคำถามเดียวกันไปถึงรัฐบาลชุดนี้ว่า
จะซื้อมาทำพระแสงอะไร
การขาดความรับผิดชอบในผลของการกระทำก็ต้องถือว่าสอบตกในวิชาการเมืองการปกครอง ไม่เช่นนั้นจะเอาใครที่ไหนมาเป็นผู้ปกครองก็ได้ไม่แตกต่างกัน วันนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสารพัดชุด ถามว่าทั้งกรอบการทำงานและตัวบุคคลที่เข้ามารับผิดชอบงานนี้ได้รับความเชื่อถือแค่ไหน
เพราะ ความเชื่อถือ จะชี้นำไปสู่ความสำเร็จหรือไม่ ถ้าสังคมไม่เชื่อถือ ตั้งคณะกรรมการร้อยชุดพันชุดก็เปล่าประโยชน์ รัฐบาลก็จะ
ปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวไปเรื่อยๆ คณะกรรมการทำมึนๆไปสักระยะแล้วค่อยๆเงียบหายไป ถามว่า วิกฤติอุตสาหกรรมในมาบตาพุด วันนี้มีคำตอบหรือยัง ก็ยังแบ๊ะๆ
แค่สมมุติฐานเบื้องต้นก็ฟังลำบาก ครั้งหนึ่งเคยประกาศตัวชัดเจน ว่าจะเลือกสีนั้นสีนี้ พอใส่หัวโขนเข้าเท่านั้น อ้างว่า ต้องไม่แบ่งสี แบ่งกลุ่ม ต้องไม่แตกแยก ใครที่แตกแยกไม่เห็นด้วยกับการปรองดองให้ถือว่า ไม่รักชาติบ้านเมือง
แค่นี้ก็จบแล้ว
ชี้ให้เห็น เจตนาที่แอบแฝง อยู่ รายการนี้จะพยายามบิดเบือนฟอกตัวกันอย่างไรก็ตาม อย่างที่เกริ่นเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า หน้าต่างมีรูประตูมีช่อง เฉพาะสื่อมวลชนต่างประเทศตาเป็นสับปะรด
ถึงวันนั้นรัฐบาลชุดนี้ก็จะการันตีอะไรไม่ได้อีก ยามน้ำขึ้นวันนี้จะเอาคนรอบข้างที่มีตำหนิ มีข้อกล่าวหามาทำงานใกล้ชิดโดยที่ไม่มีริ้วรอยแม้แต่ขีดข่วน ไม่ว่าจะเป็น คุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ คุณอัญชลี วาณิช เทพบุตร คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน แม่เลี้ยงติ๊ก หรือใครต่อใครอีกหลายคน หรือกระทั่งจำนนต้องปรับเปลี่ยนตำแหน่งทางการเมือง ก็จะมีตำแหน่งสำรองให้เสมอ ล่าสุดเรื่องของไทยคมก็โยนลูกไม่พ้นคนข้างตัว คุณศิริโชค โสภา คุณกรณ์ จาติกวณิช และใครอีกสองสามคนที่ยังไร้การต่อต้านวันนี้ ก็เพราะเหตุผลบางอย่าง แต่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง มะเร็งที่กำลังเกาะกินประชาธิปไตยก็จะเกาะกินตัวเองและพ่ายแพ้แก่อำนาจประชาชน.
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51