24 มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์
ปฐมฤกษ์ของรัฐ ธรรมนูญของไทย
เริ่มระบอบอารยะประชาธิปไตย
ทั่วราษฎรไทย ได้สิทธิเสรี ( คลิ้กฟังเพลงฉบับเต็ม )
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 มิถุนายน 2553
ฝ่ายประชาธธิปไตยจัดกิจกรรมรำลึก 24 มิถุนายน 2475 วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง และวันชาติของไทยในอดีตขึ้นหลายจุด โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ที่เชียงใหม่ มีกิจกรรมอภิปราย(ดูตามรูปประชาสัมพันธ์) ส่วนเวลาราวเที่ยงคืนไปถึงค่อนรุ่งวันนี้ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยนัดหมายประชาชนไทยจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ส่วนวันพรุ่งนี้( 24 มิถุนายน 2553 )มีกิจกรรมเสวนาอภิปรายอย่างน้อย 2 แห่ง แห่งแรกที่รามคำแหง เวลา 13.00-16.00ห้อง 2411 ชั้น 4 ตึกคณะมนุษยศาสตร์ (อาคาร 2) มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดโดย คณมนุษยศาสตร์ มหาวิทยลัยรามคำแหง ร่วมกับ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
ขอเชิญร่วมฟังงานเสวนา เรื่อง "ปัญหาการเมืองไทยในรอบศตวรรษ"
วิทยากรโดย
ดร.พิชญ์ วงศ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.บันฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
อ.ณฐิญาณ์ งามขำ คณะมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
คุณสังวาลย์ บุญส่ง ตัวแทนชุมชนชาวบ่อนไก่
และนายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ ไทย
ดำเนินรายการโดย อ.จีรพล เกตุจุมพล ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม
อีกที่จัดที่เชียงใหม่ โครงการเสวนาทางวิชาการ “70 ปีประเทศไทย: ประชาชน ประชาชาติ กับประชาธิปไตย” จัดโดยภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วัน พฤหัสบดี 24 มิถุนายน 2553 ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์
8.30 – 8.45 น. ลงทะเบียน
8.45 – 9.00 น. คณบดีคณะสังคมศาสตร์กล่าวเปิดงานเสวนา
9.00 – 9.30 น. ปาฐกถานำเรื่อง: สังคมศาสตร์กับความขัดแย้งในสังคมไทย
โดย ศ.ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์
9.30 – 9.45 น. พักรับชา กาแฟ อาหารว่าง
9.45 - 12.00 น. อภิปราย หัวข้อ “จากสยามเป็นไทย: ประชาธิปไตยไปถึงไหนแล้ว?”
โดย ศ.ดร. ยศ สันตสมบัติ, ผศ.ดร. ไชยันต์ รัชกูล, รศ.ดร. ธเนศ
เจริญเมือง, และ รศ.ดร. วรวิทย์ เจริญเลิศ
ดำเนินรายการโดย รศ.ดร. วัฒนา สุกัณศีล
พักรับประทานอาหารกลางวัน ตามสะดวก
13.00 – 14.45 น. อภิปรายหัวข้อ “ปรองดองแห่งชาติ เยียวยาความเป็นไทย?”
โดย รศ.ดร. อรรถจักร สัตยานุรักษ์, อ.สุชาติ เศรษฐมาลินี,
อ. สมชาย ปรีชาศิลปกุล
ดำเนินรายการโดย อ.ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี
14.45 – 15.00 น. พักรับชา กาแฟ อาหารว่าง
15.00 – 16.00 น. สรุปและเปิดอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
นำอภิปรายโดย อ.ดร. ชยันต์ วรรธนะภูติ
พิธีกรเวทีตลอดวัน อ.ดร. วสันต์ ปัญญาแก้ว
รำลึกอดีตวันชาติไทย24มิถุนาฯ
วันชาติ คือวันที่กำหนดเป็นวาระเฉลิมฉลองความเป็นชาติของประเทศนั้นๆ โดยมากมักจะถือเป็นวันหยุดประจำชาติด้วย วันชาตินั้นมักจะเป็นวันก่อตั้งรัฐ หรือดินแดน หรือเป็นวันสถาปนาประเทศ หรือวันที่มีเอกราชในรัฐ(หรือได้รับเอกราชคืนจากผู้ยึดครอง) นอกจากนี้ยังอาจใช้วันที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ หรือศาสนา เป็นวันชาติก็ได้
ความสำคัญของวันชาติในแต่ละประเทศนั้นย่อมแตกต่างกันไป บ้างก็เห็นว่ามีความสำคัญมาก บ้างก็ไม่เน้นความสำคัญมากนัก เช่น ในประเทศฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา จะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ขณะที่ประเทศอังกฤษไม่สู้จะฉลองอย่างเอิกเกริกมากนัก นอกจากนี้วันชาติในบางประเทศอาจเปลี่ยนได้ตามเหตุการณ์สำคัญ
วันชาติของไทย
วันชาติของประเทศไทย เดิมคือวันที่ 24 มิถุนายน อันเป็นวันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของไทยจากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 ทั้งนี้ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ในรัฐบาล พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา วันที่ 24 มิถุนายน จึงเป็นวันชาติของไทยนับแต่นั้นมา
อย่างไรก็ตามวันที่ 24 มิถุนายน เป็น “วันชาติ” ของไทยอยู่ได้นานเพียง 21 ปี ครั้น วันที่ 21 พฤษภาคม 2503 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้มี ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ขึ้นใหม่อีกฉบับหนึ่ง เรื่อง ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย โดยให้เหตุผลว่า
ด้วยคณะรัฐมนตรีได้ พิจารณาเห็นว่า ตามที่ได้กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองวันชาติไทยในวันที่ 24 มิถุนายน นั้น ได้ปรากฏในภายหลังว่า มีข้อที่ไม่เหมาะสมหลายประการ ในด้านประชาชนและหนังสือพิมพ์ก็ได้เสนอแนะให้พิจารณาในเรื่องนี้หลายครั้ง หลายคราว คณะรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณา โดยมีพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
คณะกรรมการนี้ได้พิจารณาแล้ว เสนอความเห็นว่า ประเทศต่างๆได้เลือกถือวันใดวันหนึ่งที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับชนในชาติ ต่างๆกัน โดยถือเอาวันประกาศเอกราช วันอิสรภาพ วันตั้งถิ่นฐาน วันสาธารณรัฐ วันสถาปนาพระราชวงศ์บ้าง ซึ่งไม่เหมือนกัน แต่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติ โดยทั่วไปนั้น ได้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติ เช่น ประเทศอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน ญี่ปุ่น ฯลฯ เป็นต้น
แม้ประเทศไทยเราเองก็ได้ถือเอาวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิม ฉลองของชาติไทยมาแล้ว เพิ่งจะมากำหนดเอาวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ เพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่งในระยะหลังนี้เองคณะกรรมการจึงมีความเห็นว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นหลักการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติโดยทั่วกัน จึงสมควรจะถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยต่อไป โดยยกเลิกวันชาติ ในวันที่ 24 มิถุนายนเสีย
โดยปัจจุบันวันชาติของไทยมีนัยแห่งการเฉลิมฉลองไปในทางเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ มากกว่าการแสดงออกในทางการเมืองถึงสถาบันชาติ
เพลง วันชาติ 24 มิถุนา24 มิถุนา ยนมหาศรีสวัสดิ์
ปฐมฤกษ์ของรัฐ ธรรมนูญของไทย
เริ่มระบอบอารยะประชาธิปไตย
ทั่วราษฎรไทย ได้สิทธิเสรี
สำราญ สำเริง รื่นเริง เต็มที่
เพราะชาติเรามีเอกราชสมบูรณ์
ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย
ชาติประเทศเหมือนชีวา ราษฎร์ประชาเหมือนร่างกาย
ถ้าแม้ว่าชีวิตมลายร่างกายก็เป็นปฏิกูล
พวกเราต้องร่วมรักพิทักษ์ไทยไพบูลย์
อีกรัฐธรรมนูญคู่ประเทศไทย
เสียกายเสียชนม์ยอมทนเสียได้
เสียชาติประเทศไทยอย่ายอมให้เสียเลย
ไทยจะคงเป็นไทย ด้วยร่วมใจเทิดไทย ชโย
ผู้แต่ง : ครูมนตรี (บุญธรรม) ตราโมท
ท่านสามารถดาวน์โหลดฟังเพลงวันชาติ 24มิถุนาได้ที่นี่http://www.mediafire.com/?od4tstjztst
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 23, 2010
เชิญฟังเพลงวันชาติ24มิถุนา รำลึกว่าไทยก็(เคย)มีวันชาติ
มาร์คยึดอำนาจ ลุยจัดทัพ โยกย้ายขรก.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในช่วงท้ายของการประชุม นายกรัฐมนตรี ได้หยิบยกเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงมาหารือกับ ครม. โดยกล่าวว่า ในช่วงสิ้นปีงบประมาณนี้จะมีข้าราชการระดับสูงทั้งระดับอธิบดีและปลัดกระทรวง ที่ที่ดำรงตำแหน่งจนครบวาระกษียณอายุราชการกันเป็นจำนวนมากถึง 150 ตำแหน่ง ซึ่งบางคนก็อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ บางคนก็ครบเกษียณอายุราชการ ซึ่งจะทำให้มีการแต่งตั้งโยกย้ายแทนตำแหน่งที่ว่างจำนวนมาก ซึ่งจริง ๆ แล้วทางสำนักงาน ก.พ. ก็มีกฎระเบียบหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกำหนดเอาไว้อย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความรอบคอบรัดกุมอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ค่อยนำมาปฏิบัติกัน ดังนั้นในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการปีนี้ จึงอยากขอให้แต่ละกระทรวงจะต้องดำเนินการให้อยู่ในกรอบกฎระเบียบ และขอให้พิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายให้แล้วเสร็จให้ทันในเดือนก.ย.
“โดยผมและรองนายกรัฐมนตรีอีก 3 ท่านจะรับเอาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายของแต่ละกระทรวงมาช่วยพิจาณา ให้รัฐมนตรีมาคุยหารือกับผมและรองนายกฯทั้ง 3 คน”
ขอปรึกษาญาติ เดียร์มึน 'แดงน้อย'โผล่

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่วัดโสมนัสวรวิหาร น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล หรือน้องเดียร์ บุตรสาว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์โดยกล่าวขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงานพระราชทานเพลิงศพบิดา โดยจากนี้จะติดตามความคืบหน้าคดีลอบยิงบิดาต่อไป แต่เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหลักฐานน้อย จึงคาดหวังกับการติดตามตัวผู้กระทำผิดน้อยมาก อย่างไรก็ตาม จะรวบรวมพยานหลักฐานที่มีให้กับเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม
สำหรับการสานต่อพรรคขัตติยะธรรมของพ่อนั้น น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า ตนจะเดินหน้าทำตามอุดมการณ์ของพ่อต่อไป ส่วนจะพร้อมลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ต้องสอบถามรัฐบาลว่า จะยุบสภาผู้แทนราษฏรเมื่อใด
ส่วนกรณีของ ด.ช.นักรบ สวัสดิผล หรือน้องแดงน้อย ที่มีข่าวเป็นลูกชาย พล.ต.ขัตติยะ อีกหนึ่งคน น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า ตนไม่ขอแสดงความเห็น ขอเวลาปรึกษาญาติ ๆ ก่อน เพราะไม่มีใครทราบเรื่องมาก่อนว่าพ่อมีลูกอีกหนึ่งคน.
อีกนัยหนึ่งก็คือ 'กดดัน'

อภิสิทธิ์
ไม่ใช้วิถีทางโหดร้ายกับ "พิราบ"
ในอารมณ์ของความเมตตากรุณา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่การตอบกระทู้ถามของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบนายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เรื่องการลดจำนวนนกพิราบทั่วประเทศ
สรุป รัฐบาลโดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มิได้มีภารกิจในการปราบหรือกำจัดนกพิราบที่เก็บกินพืชผลการเกษตร หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนแต่อย่างใด แต่มีหน้าที่ในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคระบาดที่อาจติดต่อมาจากนกพิราบ
ที่แน่ๆ ยืนยันไม่เน้นวิธีการกำจัดนกโดยการใช้ยาเบื่อที่ค่อนข้างโหดร้าย
สัตว์ก็มีสิทธิได้รับการปกป้องชีวิต
นายกฯอภิสิทธิ์มีใจเมตตา แต่ก็ว่ากันด้วยเรื่องของการ "กระชับพื้นที่นกพิราบ" แค่นั้น ไม่ได้โยงกับเรื่องของสายพิราบหรือสายเหยี่ยวในความหมายทางการเมืองแต่อย่างใด
เพียงแต่อารมณ์มันต่อเนื่องมาถึงเรื่องการรักษาสิทธิในชีวิตของคน
กับข่าวล่าสุดสำนักข่าวเอพีรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ได้รับการสนับสนุนให้นั่งเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) คนใหม่
เป็นเกียรติประวัติชาติแรกในเอเชีย
และก็ตีปี๊บข่าวดีก่อนใคร นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขาฯ รมว.ต่างประเทศ รีบเหมาเอาเลยว่า เป็นการพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า จากเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างสันติ ให้อิสระกับกลุ่มผู้ชุมนุม
ชิงตีกินกันนิ่มๆเลย
ทั้งๆที่มันน่าจะมีอะไรลึกกว่านั้น ถ้าคิดในมุมกลับกัน การที่ประชาคมโลกเลือกคนไทยนั่งเก้าอี้ใหญ่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในห้วงเวลาเหมาะเจาะพอดีกับสถานการณ์คุกรุ่นภายในประเทศไทยที่เพิ่งผ่านฉากเลือดสงครามกลางเมือง
เรื่องของเรื่อง จะแปลความเป็นการ "กดดัน" ก็มองกันได้
กับตัวเลขคนตายจากเหตุที่รัฐบาลสั่งกองกำลังทหารสลายการชุมนุมทางการเมืองพุ่งขึ้นเกือบแตะหลักร้อย มากสุดในประวัติศาสตร์ประเทศ
เครื่องหมายคำถามยังลอยวน ใครสั่งฆ่าประชาชน ใครต้องเป็นคนรับผิดชอบ ไร้คำตอบ
"ผู้ก่อการร้าย" ไอ้โม่งชุดดำก็ยังลากคอมาโชว์ไม่ได้
ขณะที่รัฐบาลไทย โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังสนุกกับอิทธิฤทธิ์ยักษ์ถือกระบอง เดินหน้าต่ออายุลากยาว พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นอาวุธในการสยบฝ่ายต่อต้านไม่ให้โงหัวขึ้นมาออกฤทธิ์ออกเดช
ด้วยข้ออ้างห้วนๆ ไม่ได้เดือดร้อนสุจริตชน
และก็แน่นอน คนที่โดนหนักสุดก็คือแนวร่วมของฝ่ายตรงข้าม ตามยุทธการไล่ล่าเครือข่ายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร พวกแกนนำ
เสื้อแดงที่มอบตัวก็โดนขังคุกไป พวกที่หลบก็หนีหัวซุกหัวซุน พวกที่อยู่ก็โดนตามบี้ตรวจสอบทรัพย์สิน อายัดบัญชี บล็อกธุรกรรมการเงิน
ตัดแขนตัดขา บล็อกท่อน้ำเลี้ยงกองทัพเสื้อแดง
แต่ก็มีเสียงโวยวายจาก ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน แฉยุทธการแฝงของรัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องการบีบ "หัวจ่าย" กดดันข้ามช็อตให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย อดอยากปากแห้งจนทนไม่ไหว
ต้องย้ายพรรคหนีตายในที่สุด
โดยเหลี่ยมอาศัยอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แฝงเกมการเมืองทุบคู่แข่ง แม้แต่การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. ตามวิถีประชาธิปไตย ก็ยังต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ฉากเพี้ยนๆ บรรยากาศพิลึกพิลั่น
โดยพื้นฐานมั่วๆเยี่ยงนี้ ถ้าจะเหมาเอาว่า การที่คนไทยได้เกียรตินั่งเก้าอี้เบอร์หนึ่งด้านสิทธิมนุษยชนโลก เพราะผลงาน จากคิวสยบม็อบเสื้อแดงได้อย่างนุ่มนวล รัฐบาลไทยจัดการเคลียร์สงครามการเมืองได้อย่างสันติ
"กระชับพื้นที่ความคิด" ของกองเชียร์ในเมืองไทยน่ะพอได้
แต่อย่าไปมั่วนิ่มกับต่างชาติ.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ปรองดองซ่อนเงื่อน
ยังไม่ทันไร ก็มีข่าวแผนการปรองดอง ลับ ลวง พรางแห่งชาติเกิดข้อพิรุธขึ้นจนได้ แค่โพลสำรวจความเห็นประชาชนก็แฝงไปด้วยการหมกเม็ดผลประโยชน์ฝ่ายรัฐบาลไปเต็มๆ ทั้งสอดแทรกนโยบายประชานิยม ทั้งยัดคำถามวัดความนิยมรัฐบาล วุ่นวายไปหมด แนวการสอบสวนการสลายม็อบเลือดที่มี คุณคณิต ณ นครจะลงเอยอย่างไร เมื่อมีเหยื่อผู้สูญเสียโผล่ขึ้นมาทวงความยุติธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ใครฆ่าประชาชน ก็น่าจะรู้กันเต็มอก จะซื้อเวลาหาจังหวะการบิดเบือนอย่างไร ความจริงย่อมหนีความจริงไปไม่พ้น การสัมมนาทางวิชาการของนักวิชาการและนักสิทธิมนุษยชน ได้นำพฤติกรรมของผู้นำกับหลักการปกครองบริหารประเทศในแนวทางของระบอบประชาธิปไตย ได้เห็นภาพพจน์ จะใช้กำลังหรือใช้กฎหมายหรืออ้างหลักนิติรัฐ ก็จะต้องมีความชอบธรรมและศีลธรรมในการบังคับใช้ควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่อ้างนิติรัฐเข้าสลายการชุมนุม โดยใช้อาวุธสงคราม มี คนเจ็บคนตายจำนวนมาก และพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าคนเหล่านี้ไม่มีอาวุธอยู่ในมือที่จะเป็นอันตรายกับการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ได้ มองให้ลึกลงไป ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาความเป็นผู้นำขาดจิตสำนึก ความผิดพลาดในการสลายการชุมนุม แม้มีคนตายแค่คนเดียว ผู้นำก็ไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป ไม่ใช่แค่การแสดงสปิริตเท่านั้นแต่ต้องยอมเข้าสู่ขบวนการตรวจสอบทางกฎหมายอย่างโปร่งใสด้วย ไม่ใช่พยายามที่จะบิดเบือนความจริง การใช้อำนาจรัฐโดยลุแก่อำนาจก็มีแต่ประเทศที่ปกครองด้วยวิธีการเผด็จการเท่านั้น การอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ถือว่าเป็นกฎหมายเผด็จการ ให้อำนาจกองทัพจนล้นฟ้าเหนือความชอบธรรม พฤติกรรมขั้นตอนการดำเนินการทางกฎหมายก็ไม่ต่างอะไรกับอยู่ในห้วงของเผด็จการเรืองอำนาจ ทางหนึ่งอ้างมีการต่อท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนการชุมนุม กวาดต้อนเอาเชลยไว้ในกำมือ ทางหนึ่งก็มีการเจรจาต่อรอง ตบทรัพย์เอากับเชลย บ้านป่าเมืองเถื่อนชัดๆ จนถึงวันนี้ การเมืองก็ยังอยู่ในช่วงวิกฤติ เพียงแต่ว่าเป็นวิกฤติการเมืองใต้ดิน ไม่ใช่แค่วิกฤติจากฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาลเท่านั้นแต่เป็นวิกฤติที่เกิดจากในรัฐบาลเอง แสดงธาตุแท้กันชนิดไม่เกรงใจเจ้าของประเทศ หยิบฉวยอะไรที่เป็นประโยชน์ใส่ตัวได้ก็ไม่ต้องคำนึงถึงความหายนะที่จะตามมา สงสารประเทศไทย มีแต่คนรักชาติจนน้ำลายไหล แสวงหาผลประโยชน์บนวิกฤติบ้านเมือง. หมัดเหล็ก
อำมหิตเงียบที่ไร้ความเป็นธรรม
ภาพชุดงานศพ "พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล"
ประมวลภาพประชาชนร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ "เสธ.แดง" ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก และแนวร่วมคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 53 ที่วัดโสมนัสวิหาร

ค่าเช่าโรงแรมในกรุงเทพมหานครตกต่ำหนัก
ดร.โสภณ พรโชคชัย จากการสำรวจค่าเช่าโรงแรมชั้นหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผ่านเว็บไซต์จองโรงแรม agoda.com ปรากฏว่า ค่าเช่าตกต่ำลงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เชื่อว่าอัตราว่างก็ยังตกต่ำลงมากเช่นกัน สถานการณ์เช่นนี้น่าเป็นห่วง เพราะประเทศไทยมีโรงแรมชั้นหนึ่งเป็นจำนวนมาก ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่า ค่าเช่าโรงแรมที่มีตราสินค้านานาชาติระดับ 5 ดาวในเขตกรุงเทพมหานคร ต่ำกว่าโรงแรมที่มีตราสินค้านานาชาติเดียวกันในประเทศเพื่อนบ้าน ถึง 20% โรงแรมที่กล่าวถึงได้แก่ แชงกรีล่า เพนนินซูลา แมริออตต์ ไฮแอท เรเนซอง อินเตอร์คอนติเนนตัล แพนแปซิฟิก มิลเลนเนียมและแอสคอตทั้งนี้ยกเว้นแมนดารินโอเรียลเต็ลที่ค่าเช่า สูงกว่าที่อื่นเนื่องจากมีชื่อเสียงด้วยตนเองมานาน สำหรับนครที่เปรียบเทียบได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ มะนิลา และจาการ์ตา ในจำนวนนครทั้งหมดนั้น มีเพียงกรุงมะนิลาเท่านั้นที่ค่าเช่าโรงแรมที่มีตราสินค้านานาชาติทั้งหลายอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไทย จะสังเกตได้ว่ากรุงจาการ์ตา มีอัตราค่าเช่าโรงแรมที่สูงกว่าไทย ณ เวลานี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้อาจมีค่าเช่าที่ต่ำกว่า จากการสัมภาษณ์ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ในกรุงจาการ์ตาในช่วงวันที่ 17-22 มิถุนายน 2553 ต่างก็เชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่าง ๆ จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้รวมถึงโรงแรม ซึ่งชลอตัวอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ในขณะนี้ การเมืองในอินโดนีเซีย “นิ่ง” แล้ว รัฐบาลมีเสียงข้างมากถึงราวสองใน สาม ทำให้ประชาชนและสังคมธุรกิจทั้งในอินโดนีเซียและจากต่างประเทศมี ความเชื่อมั่นมากขึ้น สำหรับในรายละเอียด ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่า ค่าเช่าโรงแรมที่มีตราสินค้านานาชาติ ระดับ 5 ดาวในเขตกรุงเทพมหานคร ต่ำกว่าในสิงคโปร์และฮ่องกงประมาณ 30% ต่ำกว่ากรุงจาการ์ตา 23% ต่ำกว่ากรุงกัวลาลัมเปอร์ 21% ทั้งนี้เพราะมีโรงแรมชั้นหนึ่งมาก มายเช่นไทย และต่ำกว่ากรุงมะนิลา 14% ค่าเช่าโรงแรมชั้นหนึ่งในกรุงเทพมหานครเหล่านี้เป็นเงินประมาณ 5,000 – 6,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตามในกรณีโรงแรมชั้นหนึ่งระดับ 5 ดาวของไทยเอง ค่าเช่ายังต่ำกว่านี้อีก เช่น โรงแรมเลอบัว เอ็มโพเรียมสวีท และดุสิตธานี เป็นต้น ยิ่งหากเป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว และ 4 ดาว อัตราการลดของค่าเช่าอาจจะมีอัตราที่สูงกว่านี้อีก ดังนั้นจึงสะท้อนถึงภาวะที่น่าเป็นห่วงของวิสาหกิจโรงแรมในประเทศ ไทยในขณะนี้ ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ศกนี้ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหารศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ยังเป็นคณะทำงานจัดการประชุมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินอาเซียน แต่ ณ ขณะนี้ แม้หลายประเทศได้จองเข้าร่วมประชุมแล้ว แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่กำลังรอดูท่าทีอยู่ ผู้เข้าประชุมเหล่านี้คงยังกลัวภาพที่เกิดขึ้น คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในบางประเทศในอดีต เช่น รัฐประหารในกรุงมะนิลาในปี 2531 หรือการนองเลือดในกรุงจาการ์ตาในปี 2541 ชาวต่างประเทศในขณะนี้จึงจับตามองสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างใกล้ ชิด และหลายคนยังมีความรู้สึกว่าความรุนแรงยังจะเกิดขึ้นอีก หากประมาณว่าอัตราค่าเช่าโรงแรมลดลง 25% และอัตราการเข้าพักลดจาก 60% เหลือ 40% ก็จะทำให้รายได้ต่อปีลดลงไปถึง 50% และหากค่าเช่าในหนึ่งปีแรกลดลงเช่น นี้ ณ อัตราผลตอบแทนที่ 10% ก็จะผลให้ราคาโรงแรม ณ มูลค่าปัจจุบัน 5% แต่ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นราคาทรัพย์สินของโรงแรม ณ มูลค่าปัจจุบันจะลดลง 9% ผู้แถลง:
ที่มา: ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) แถลงฉบับที่ 36/2553: 22 มิถุนายน 2553
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าทรัพย์สินไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ในฐานะศูนย์ข้อมูล-วิจัยและประเมินค่าทรัพย์สินที่มีฐานข้อมูลภาค สนามขนาดใหญ่ที่สุด ได้รับ ISO 9001-2008 ทั้งระบบแห่งแรกในฐานะที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ในประเทศไทย ได้รับรางวัลจรรยาบรรณดีเด่น และเป็นสมาชิก UN Global Compact อีกด้วย
"เสธ.แดง" เผาวันนี้ แต่เว็บไซต์ยังถูกไอซีทีบล็อก
คนแห่ร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ "เสธ.แดง" ที่วัดโสมนัสราชวรวิหารช่วงเย็นวันนี้ ขณะที่ "เสธ.แดงด็อทคอม" ซึ่ง "เสธ.แดง" เมื่อครั้งมีชีวิตมักจะมาโพสต์ข้อความ ขณะนี้ยังถูก "ไอซีที" บล็อก

แฟ้มภาพ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เมื่อครั้งยังมีชีวิต ขณะแจกลายเซ็นให้กับคนเสื้อแดงที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อคืนวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา
วันนี้ (22 มี.ค. 53) ซึ่งเป็นวันพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัำพบก ที่วัดโสมนัสราชวรวิหาร มีประชาชนเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก โดยทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 จัดตั้งกองอำนวยการร่วมเพื่อป้องกันความวุ่นวายและเหตุความรุนแรงที่อาจจะ เกิดขึ้น เนื่องจากคาดว่างานพิธีดังกล่าวจะมีผู้เดินทางมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก โดยเวลาประมาณ 14.00 น. กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจำนวน 4 กองร้อย ได้ลงพื้นที่ควบคุมความเรียบร้อยโดยรอบสถานที่จัดงานพิธี
ด้านการจราจร ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอนุญาตให้รถยนต์สัญจรผ่านโดยรอบวัดโสมนัสได้ตามปกติ แต่ว่าจะไม่อนุญาตให้จอดในเวลานาน ต้องไปจอดในจุดที่เตรียมไว้ที่จุดจอดรถชั่วคราว ได้แก่ ถ.กรุงเกษม ทั้ง 2 ฝั่ง ตั้งแต่แยกสะพานขาว จนถึงแยกประชาเกษม ถ.ราชดำเนินนอก ให้จอดในช่องคู่ขนานทั้ง 2 ฝั่งตั้งแต่สะพานมัฆวานจนถึงแยกผ่านฟ้า ถ.นครสวรรค์ ให้จอดในช่องซ้านตั้งแต่แยกจักรพรรดิพงษ์จนถึงแยกนางเลิ้ง ถ.พระราม5 จอดได้ตั้งแต่แยกสะพานอรทัยไปจนถึงแยกพาณิชยการ ถ.ลูกหลวง จอดได้ตั้งแต่แยกประชาเกษมจนถึงแยกสะพานมัฆวาน
โดยรถบัสขนาดใหญ่จัด ให้จอดที่ ถ.กำแพงเพชร 5 ตั้งแต่แยกอุภัยจนถึงแยกเสาวนีย์ ทั้งนี้ ยังได้มีการเตรียมที่จอดรถ ไว้ที่สนามม้านางเลิ้ง อีก 1 จุด เพื่อเตรียมสำรองไว้หากจุดที่อนุญาตให้จอดนั้นไม่เพียงพอ
พล.ต.ท. สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.กล่าวถึงมาตรการดูแลความเรียบร้อยงานพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.ขัตติยะ ว่า มั่นใจว่า คงไม่ผู้ร่วมงานคนใดก็ก่อเหตุใดๆขึ้น ส่วนการข่าวขณะนี้ยังเป็นด้วยความเรียบร้อยไม่มีเหตุผิดปกติแต่อย่างใด ขณะนี้เจ้าหน้าประเมินตัวเลขผู้มาร่วมงานคาดว่าไม่เกิน 3,000 คน ประชาชนที่มาคาดว่ามาด้วยใจและแสดงถึงความรัก สำหรับคดีเสธแดงนั้นตอนนี้ดีเอสไอเป็นผู้รับผิดชอบคดีอยู่ก็คงต้องสอบถาม ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษเอง
ขณะที่เว็บไซต์ เสธ.แดงด็อทคอม (http://www.sae-dang.com) ซึ่งมีเว็บบอร์ดหรือกระดานสนทนาด้วย และเป็นพื้นที่โต้ตอบทางอินเทอร์เน็ต พล.ต.ขัตติยะ ทางอินเทอร์เน็ตเมื่อครั้งยังมีชีวิต ขณะนี้ยังถูกกระทรวงไอซีทีบล็อก โดยหน้าเว็บจะรีไดเร็กไปที่http://w3.mict.go.th/ แต่อย่างไรก็ตามที่หน้าเว็บซึ่งยังคงเข้าได้ผ่านเว็บพร็อกซี่ ขณะนี้เป็นการแจงรายละเอียดกำหนดการงานพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.ขัตติยะ และจดหมายเปิดผนึกชี้แจงสถานการณ์ของพรรคขัตติยะธรรม โดยนายอธิปรัฐ กาญจนสุวรรณ เลขาธิการพรรคขัตติยะธรรม ส่วนกระดานสนทนายังไม่เปิดใช้งาน
บอร์ดประชาไท: ความจริงเรื่อง UNCHR แต่งตั้งไทย
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
22 มิถุนายน 2553
กระทรวงต่างประเทศกำลังตอแหลเรื่องไทยได้รับเกียรติในกรรมการสิทธิมนุษยชนโลกทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ใช่อย่างมันว่าเลย !!!
สื่อไทยและนสพ.ต่างๆกำลังหลงใหลได้ปลื้มกับการโกหกตอแหลซึ่งเป็นงานถนัดของพรรคประชาธิปดอีกครั้ง คราวนี้นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มันออกมาหลอกคนไทยซึ่งไม่รู้เรื่องสิทธิมนุษยชนว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหรือ The United Nations Commission on Human Rights (UNCHR)
1. ให้เกียรติเลือกไทยเป็นสมาชิก ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 182 เสียง ซึ่งสูงที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ในจำนวนประเทศที่ลงแข่งขัน 14 ประเทศจากทั่วโลก
2. ที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council - HRC) สมัยที่ 14 มีมติเลือก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว คณะผู้แทนถาวรไทย ประจำกรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จากประเทศสมาชิกทั้งหมด โดยมีวาระ 1 ปี ระหว่างเดือนมิถุนายน 2553 - มิถุนายน 2554 ตอกย้ำให้เห็นว่าชัดเจนถึงความเชื่อมั่นของประเทศต่างๆทั่วโลกต่อประเทศไทย นโยบายและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยและความสามารถของประเทศไทยที่จะส่งเสริมความร่วมมือและการหารืออย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ทั้งยังสะท้อนถึงความไว้วางใจที่นานาชาติมีต่อความเป็นผู้นำของประเทศไทย ในการผลักดันให้การดำเนินงานของ HRC มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ HRC กำลังจะก้าวเข้าสู่การทบทวนการดำเนินงานและสถานะขององค์กรหลังจัดตั้งมา 5 ปี
ในฐานะผู้ติดตามเรื่องสิทธินุษยชนระหว่างประเทศมานาน ต้องขอเรียนข้อเท็จจริงให้ชาวประชาไท และคนเสื้อแดงรู้ความจริงดังนี้
1. การลงสมัครสมาชิกของไทยค่อนข้างชัดว่าเราจะชนะแน่นอน เพราะเขามีโควต้าให้ประเทศต่างๆผลัดกันเข้าเป็นสมาชิก สำหรับประเทศไทยนั้น ต้องเรียนว่าหน้าแหกมาแล้ว เพราะในการเลือกตั้งเมื่อสมัยแรก เราสอบตก โดยประเทศที่ได้รับเลือกได้แก่ Bhutan, People's Republic of China, India, Indonesia, Japan, Malaysia, Nepal, Pakistan, Qatar, Republic of Korea, Saudi Arabia, Sri Lanka ลองดูชื่อซีว่า ซาอุดี ปากี จีนอย่างงี้ คุ้มครองสิทธิมนุษยชนดีแค่ไหน ทุกคนกทราบดี เกิดอะไรขึ้นที่เทียนอันเหมิน รถถังไล่ขยี้นักศึกษาที่มีไม้กระบอง ทุกคนรับทราบกันทั่วโลก
งานนี้ UN ใช้การผลัดกันเป็นสมาชิก แม้หลายประเทศมี bad record ว่าเป็นประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก ก็ยังได้เป็นสมาชิกดังประเทศเอเซียที่กล่าวมา หรือนอกจากประเทศเอเซียแล้วประเทศในภูมิภาคอื่น อาทิ ซูดานที่มีการฆ่าล้างผลาญกัน ละเมิดสิทธิรุนแรงมากที่สุดก็ได้รับเลือกในสมัยแรกก่อนไทยด้วยซ้ำในโควต้าประเทศอัฟริกา เอรีเตรีย เอธิโอเปีย รัสเซีย ลิเบีย อัลจีเรีย คิวบา ประเทศเหล่านี้ล้วนมีข้อด่างพล้อย และละเมิดสิทธิของประชาชนชาติตนเองมากมาย เป็นต้น จนกระทั่งคณะกรรมการนี้ได้รับการตั้งข้อสงสัยว่า การเข้าเป็นสมาชิกโดยใช้การแบ่งปัน และผลัดกันเข้าเป็นมากกว่าการพิจารณาจาก record ทางด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ทำให้คณะกรรมการดังกล่าวขาดความน่าเชื่อถือลงอย่างมาก นสพ นิวยอร์คไทม์ ถึงกับวิจารณ์อย่างแรงและตรงๆในบทความเรื่องสหประชาชาติที่น่าละอายว่า several of its member countries themselves had dubious human rights records, including states whose representatives have been elected to chair the commission
ฉะนั้น ข้อฝอยข้อแรกของนายชวนนท์ จึงรับฟังไม่ได้เลย
2. การที่ไทยได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าวก็เช่นกันเป็นการเวียนกันดำรงตำแหน่งคราวละหนึ่งปี ประเทศที่ละเมิดสิทธิและอยู่ในคณะกรรมการต่างก็มีโอกาสเป็นประธานในการประชุมนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เฉพาะแต่ไทย และประเทศที่ได้รับเลือกก็เป็นเรื่องโควต้าตามภูมิภาค การแบ่งปันผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศทางการเมือง ไม่ได้เกี่ยวพันกับเกียรติประวัติด้านสิทธิมนุษยชนแต่อย่างไร เพราะเกียรติประวัติด้านสิทธิมนุษยชนของไทย ได้รับการชมเชยจาก องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International หรือ Amnesty หรือ AI) ซึ่งเป็นองค์การเอกชนที่มีจุดประสงค์ "ในการค้นคว้าและดำเนินการป้องกันและยุติการทำร้ายสิทธิมนุษยชน และเพื่อแสวงหาความยุติธรรมสำหรับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ" โดยนิรโทษกรรมสากลได้รับความน่าเชื่อถือมาก และเคยได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพมาแล้ว เขาวิจารณ์รัฐบาลไทยในยุคมาร์กนาซีตรงๆในกรณีพฤษภาอำมหิตว่า รัฐบาลได้สังหารผู้บริสุทธิ์ไปเกือบร้อยคน และบาดเจ็บร่วมสองพันคนทั้งที่ประชาชนเหล่านั้นมาเรียกร้องทางการเมืองให้รัฐบาลยุบสภา มีการใช้ปืนและอาวุธสงครามกับประชาชนโดยไม่ได้แจ้งเตือนและรุนแรงเกินกว่ามาตรฐานสากล
นี่คือ เกียรติประวัติที่แท้จริงของรัฐบวยหัวคูนของมาร์กนาซีที่พยายามจะกลบเกลื่อนความชั่วร้ายอำมหิตของฝ่ายตน โดยการกล่าวอ้างข้อมูลเท็จด้านสิทธิมนุษยชน โดยไม่ละอายแก่ใจ และสักแต่มีปากก็เหมือนรูก้นใช้ผายลมไปวัน ๆ
สลดใจจจริงๆ กับประเทศแหลๆ แบบนี้ !!!!



































