ที่มา Thai E-Newsเรียนทุกท่าน
ขณะนี้พวกเรา ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่หรืออดีตเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และนักวิชาการที่ติดตาม ศึกษา และร่วมงานกับขบวนการภาคสังคมมาอย่างต่อเนื่องได้ร่วมกันออกจดหมายเปิดผนึกเพื่อเรียกร้องให้เพื่อนพี่น้องในขบวนการภาคประชาสังคมมีท่าที่ถูกต้องต่อกระบวนการปฏิรูปประเทศ พวกเราขอเชิญชวนเพื่อนพี่น้องในภาคสังคมท่านอื่นๆ ร่วมลงนามในจดหมายกับพวกเรา โดยส่งรายชื่อมาได้ที่ ชลิตา บัณฑุวงศ์ chalita.bundhuwong@gmail.com ภายในวันที่ 24 มิถุนายนนี้ เวลาเที่ยงวันในประเทศไทยค่ะจากนั้นพวกเราจะส่งจดหมายเปิดผนึกนี้ออกเผยแพร่ผ่านสื่อ พร้อมทั้งจะส่งไปยังหน่วยงานองค์กรต่างๆ ในภาคประชาสังคม รวมทั้งผู้นำเอ็นจีโอ และผู้นำองค์กรชาวบ้านต่างๆ ทั่วประเทศ
ขอบพระคุณมากค่ะ
ชลิตา บัณฑุวงศ์ (โก)เรื่อง เชิญร่วมต่อต้านกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยอำพราง
เรียน เพื่อนพี่น้องในขบวนนักพัฒนา ขบวนการภาคสังคม ขบวนการภาคประชาชนที่รักเคารพยิ่ง
ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้าแผน “ปรองดอง” โดยกำหนดให้การปฏิรูปประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งแผนซึ่งล่าสุดนายอานันท์ ปันยารชุน และนายแพทย์ประเวศ วะสี ได้ตอบรับเป็นประธานคณะกรรมการกำกับการปฏิรูปและประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปตามลำดับ โดยประธานทั้งสองจะได้ทาบทามบุคคลต่างๆ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการฯ และจะได้จัดเวทีเพื่อระดมข้อเสนอแนะจากชุมชนท้องถิ่นและองค์กรต่างๆ ต่อไปนั้น (ดูรายละเอียดได้ที่http://www.thaireform.in.th/news-national-strategy/1352--2-.html )
พวกเราในฐานะของผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการภาคสังคม ทั้งเจ้าหน้าที่หรืออดีตเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และนักวิชาการที่ติดตาม ศึกษา และร่วมงานกับขบวนการภาคสังคมมาอย่างต่อเนื่อง มีความรู้สึกกังวลและห่วงใยต่อการกำหนดท่าทีของขบวนการภาคสังคมต่อการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้เป็นอย่างมาก และใคร่ขอนำเสนอความเห็นของพวกเราไปยังเพื่อนพี่น้องในขบวนการภาคสังคมในประเด็นต่างๆ ดังนี้
1) การปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้เป็นเพียงเครื่องมือที่รัฐบาลใช้เบี่ยงเบนประเด็นความสนใจของสังคมต่อข้อเรียกร้องที่ให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและรับผิดชอบในกรณีที่มีมีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายนับร้อยราย และผู้บาดเจ็บพิการนับพันรายจากการที่รัฐบาลสั่ง “กระชับพื้นที่” ในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา ตลอดจนการใช้มาตรการที่รุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อไล่ล่าบดขยี้คนเสื้อแดงและการปฏิบัติการทางจิตวิทยาในระดับต่างๆ ของหน่วยงานด้านความมั่นคง ดังนั้น การเสนอแผนการปฏิรูปประเทศไทยเป็นเพียงการซื้อเวลาของรัฐบาลเพื่อจะไม่คืนอำนาจให้ประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้งเท่านั้นเอง
2) การเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยเท่ากับเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะไม่แสดงความรับผิดต่อการใช้ความรุนแรงและใช้อำนาจรัฐอย่างไร้ความเป็นธรรม ขณะที่การเพิกเฉยการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน การใช้ความรุนแรง และกระบวนการอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมนับเป็นความอำมหิตแบบหนึ่งและขัดต่อเป้าหมายในการทำงานของภาคสังคมที่ผลักดันการสร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน
3) การเข้าร่วมการปฏิรูปประเทศไทยของคนบางกลุ่มโดยใช้อ้างคำว่า “ภาคประชาชน” หรือ “ภาคสังคม” เป็นการบิดเบือน ทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า “ภาคประชาชน” ส่วนใหญ่เห็นพ้องกับการปฏิรูปประเทศไทย ทั้งที่ในความเป็นจริง มีกลุ่มคนอีกเป็นจำนวนมากในขบวนการภาคสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์และปฏิเสธแผนการปฏิรูปนี้อย่างสิ้นเชิง เพราะมีที่มาที่ไม่ชอบธรรมและมีเนื้อหาที่ไม่ได้ตอบโจทย์ใหญ่ซึ่งเป็นประเด็นขัดแย้งของสังคมไทยในขณะนี้
4) เป็นที่น่ายินดีที่เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายองค์กรชาวบ้านหลายแห่งมีมติไม่เข้าร่วมขบวนการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี พวกเราเห็นว่ากลุ่มต่างๆ ในขบวนการภาคสังคมจำเป็นต้องลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่มาพากลและไม่ชอบธรรมของแผนการปฏิรูปประเทศครั้งนี้อย่างถึงที่สุด เนื่องจากการปฏิรูปประเทศที่แท้จริงไม่อาจเกิดขึ้นได้หากประเทศตกอยู่ในสภาวะรัฐประหารเงียบแบบที่เป็นอยู่ ภายใต้ระบอบกึ่งอำนาจนิยมที่สำแดงผ่านการบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
5) ขบวนการภาคสังคมจำเป็นต้องตรวจสอบและทบทวนอุดมการณ์และกระบวนการทำงานของตนอย่างจริงจัง เพื่อให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัญหา และความต้องการของมวลชนคนจนระดับล่าง กับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการเมืองเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่แหล่งงบประมาณขององค์กรของตนมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นส่วนเดียวกับระบอบอำนาจนิยมที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานหรือไม่อย่างไร การทบทวนที่ว่านี้จะนำมาสู่ท่าทีที่เหมาะสมของขบวนการภาคสังคมต่อการปฏิรูปประเทศไทย
พวกเราเชื่อมั่นว่าเพื่อนพี่น้องทั้งหลายซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของขบวนการภาคสังคมในประเทศไทยจะกรุณารับฟังข้อคิดเห็นข้างต้นของพวกเรา รวมทั้งเชื่อมั่นว่าขบวนการภาคสังคมในไทยจะยังคงเป็นขบวนการที่มีความหวัง ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง และมีประโยชน์ต่อมวลชนคนยากคนจน รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการนำพาประชาธิปไตยที่แท้จริงมาสู่สังคมไทย
ขอแสดงความนับถือ
ลงชื่อและสังกัด/หน่วยงาน/สถานศึกษา (ถ้ามี)
ลงชื่อ และสังกัด/หน่วยงาน/สถานศึกษา (ถ้ามี)
ลงชื่อ และสังกัด/หน่วยงาน/สถานศึกษา (ถ้ามี)
ลงชื่อ และสังกัด/หน่วยงาน/สถานศึกษา (ถ้ามี)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, June 24, 2010
ขอเชิญร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึงภาคประชาสังคมต่อการปฏิรูปประเทศไทยอำพราง
แถลงการณ์ชาวอุบลราชธานีขอให้ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
ที่มา Thai E-News โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 มิถุนายน 2553
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2553 เวลา 13.00-16.00 น. ที่คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้มีการเสวนาทางวิชาการเนื่องในโอกาส 78 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ภายหลังการเสวนาได้มีการออกแถลงการณ์ให้มีการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ จ.อุบลราชธานีดังข้อความในแถลงการณ์ต่อไปนี้
ประการแรก ขณะนี้สถานการณ์ที่จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ในภาวะปกติประชาชนทำมาหากินและประกอบกิจกรรมอื่นๆตามที่เคยเป็นมา และในเดือนกรกฎาคมนี้จะมีงานเทศกาลฉลองเทียนพรรษาซึ่งเป็นงานพิธีของชาวพุทธ และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญประจำปีของจังหวัด ส่วนในด้านของการก่อเหตุร้ายก็ไม่มีปรากฏ และถ้าหากจะมี ทางราชการก็สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายในภาวะปกติจัดการได้อยู่แล้ว
ประการที่สอง การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้รัฐบาลจะอ้างว่าไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตปกติ แต่โดยแท้จริงแล้ว พ.ร.ก. กลับมีผลต่อการรับรู้และแสดงออกทางความคิดและกิจกรรมต่างๆอย่างยิ่ง อาทิมีการปิดกั้นเวปไซต์อย่างเหมารวม การปิดสถานีวิทยุ การติดตามตรวจสอบการส่งข่าวสารของประชาชน การห้ามพบปะกันเกินกว่า 10 คน ทั้งที่กิจกรรมเหล่านี้อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้นจึงสร้างความอึดอัดคับข้องใจกับประชาชนอย่างมาก หรือแม้กระทั่งหากมีการรวมตัวกันแสดงความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับรัฐบาล ก็สมควรเป็นสิ่งที่ทำได้ตามปกติในระบอบประชาธิปไตย หากมีสิ่งใดเกินเลยกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด รัฐบาลก็ยังสามารถใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเข้ามายับยั้งได้
ประการที่สาม ภายใต้ พ.ร.บ. ฉุกเฉิน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจอย่างไม่มีขอบเขต จึงปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งที่รัฐบาลต้องสงสัยว่ามีความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องกับรัฐบาล ถูกสอดส่องติดตามมีความหวั่นเกรงว่าจะถูกกลั่นแกล้งด้วยการออกหมายจับ และเมื่อถูกหมายจับก็ไม่สามารถจะฟ้องร้องหรือชี้แจงได้ตามกระบวนการยุติธรรมซึ่งข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งถูกคุมตัวในเรือนจำในเวลานี้ ทั้งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางการเมืองที่ผ่านมา หรืออาจมีส่วนร่วมในบางกิจกรรม แต่กลับถูกตั้งข้อหาที่เกินไปกว่าความจริง พวกเราไม่ปฏิเสธที่จะให้มีการเอาผิดตามกฎหมายกับบุคคลไม่ว่าฝ่ายใด แต่ขอเรียกร้องให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมตามกระบวนการกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน
ประการสุดท้าย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นการละเมิดหลักการประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง การใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินมีค่าไม่ต่างกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เท่ากับบ้านเมืองไม่ได้ปกครองด้วยกฎหมาย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ทั้งหมดนี้ไม่เพียงทำให้รัฐบาลเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ยังทำให้ชาติไทยโดยรวมเสื่อมเสียเกียรติ์คุณอย่างร้ายแรงในสายตาชาวโลก อีกทั้งในขณะที่รัฐบาลต้องการดำเนินการปรองดองและปฏิรูปประเทศไทย การคง พ.ร.บ. ฉุกเฉิน เป็นอุปสรรค์ต่อเจตนารมณ์ดังกล่าว เพราะ มันได้แต่ทำให้เกิดการอึดอัดคับข้องไปจนถึงแค้นเคืองใจ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่เอื้อให้สังคมไทยสร้างสรรค์สิ่งที่ดีร่วมกันในขั้นต่อไปได้เลย
ด้วยเหตุดังกล่าวพวกเราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในภาวะฉุกเฉิน ที่จังหวัดอุบลราชธานีโดยเร็วที่สุด.
ชื่อ – สกุล สังกัดหรืออาชีพ
Wednesday, June 23, 2010
1_ค้านพรกฉุกเฉิน.flv
ที่มา Voice TV
voicetv1 — June 23, 2010 — องค์กรและนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่จะครบกำหนด3เดือน ในวันที่7ก.ค.นี้ ติดตามรายงานคุณสุบงกช สุขแก้ว
พ.ร.บ.เยียวยาผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
ที่มา มติชน กลุ่มแพทย์ได้ทำหนังสือเปิดผนึกชี้แจงกรณี ร่างพ.ร.บ.เยียวยาผุ้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ระบุถึงเนื้อหาว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากพ.ร.บ.เยียวยาผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เสนอเข้าสภาโดยคณะรัฐมนตรี 1.เมื่อไปรับการรักษาจากโรงพยาบาล คลินิก ร้านขายยาหรือจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพใดๆก็ตามแล้วเชื่อว่าตนเองหรือครอบครัวได้รับความเสียหายแล้ว มีสิทธิยื่นเรื่องขอเงินจากกองทุนมาเพื่อ"เยียวยา" ความเสียหายได้ 2. คณะกรรมการผู้พิจารณาจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหายนั้น จะใช้หลักการอะไรก็ได้ในการพิจารณาจ่ายเงิน เนื่องจากไม่มีผู้มีความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขอยู่ในคณะกรรมการและการตัดสินใช้การนับคะแนนเสียงของคณะกรรมการ โดยตัดสินตามสียงข้างมากและคณะกรรมการเลือกมาจากผู้ไม่มีความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขเป็นส่วนมาก 3.การจ่ายเงินไม่ต้องมีการพิสูจน์ว่าการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขนั้น เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ โดยไม่มีการพิสูจน์ว่าถูกหรือผิดแต่ใช้อารมณ์/ความรู้สึกของคณะกรรมการสียงข้างมาก 4.หลังจากประชาชนได้รับเงินเยียวยาแล้วยังมีสิทธิ์ไปฟ้องศาลอาญาได้อีก และศาลก็สามารถใช้ดุลพินิจโดยไม่มีขอบเขตว่าจะลงโทษบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอีกหรือไม่ก็ได้ และถ้าศาลตัดสินว่า บุคลากรไม่ผิด ประชาชนก็ยังมีสิทธิกลับไปขอเงินเยียวยาได้อีก 5. เมื่อเป็นเช่นนี้ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขก็คงต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิด "ความเสียหาย" แก่ผู้ป่วยทุกๆวิถีทางได้แก่ 5.1 ส่งผู้ป่วยไปรักษาที่อื่นเพื่อว่าตนเองจะไม่ต้องรับผิดชอบประชาชนก็จะเสียโอกาสในการได้รับการรักษาที่ทันเวลานาทีทองก็อาจต้องไปตายกลางทางระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาลอื่น โดยต้องหารถไปเองเพราะถ้าโรงพยาบาลเอารถโรงพยาบาลไปส่ง ก็อาจต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเยียวยาเพราะตายบนรถของโรงพยาบาล 5.2 บุคลากรสาธารณสุขก็คงต้องส่งตรวจละเอียดครบทุกอย่างเช่นผู้ป่วยปวดหัว แพทย์อาจต้องส่ง เอ๊กซเรย์กระโหลกศีรษะ ทำ CT scan, MRI ,EEG,PetScan. ซึ่งจะทำให้ไม่พลาดในการวินิจฉัยโรคแต่ประชาชนคนป่วยก็จะได้รับของแถมคือรังสีเอ๊กซเรย์ ซึ่งในอนาคตอาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดเป็นมะเร็งส่วนรัฐบาลผู้จ่ายเงินค่ารักษาก็คงต้องควักเงินจำนวนมากในการตรวจพิเศษต่างๆเหล่านี้ และอาจเสียเวลานาน กว่าจะได้ตรวจครบทุกอย่างก่อนจะได้รับการรักษา ซึ่งอาจจะช้าเกินไปแต่สามารถอธิบายได้ว่าตรวจรักษาอย่างละเอียดรอบคอบ ตามคติที่ว่า "slow butsure" 5.3 ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขก็คงจะดีขึ้นอย่างสุดๆ แบบว่า ผู้ป่วยมั่นใจว่าหมอจะรักษาอย่างดีที่สุดเพราะถ้ารักษาไม่ดี ก็จะต้องจ่ายเงินเยียวยา เมื่อโรงพยาบาลจ่ายเงินแล้วก็ยังไปไล่เบี้ยเอากับหมอหรือบุคลากรที่ทำให้เกิดความเสียหาย และยังจะถูกศาลตัดสินจำคุกได้อีก ส่วนหมอก็คงจะรู้สึกรักและห่วงใยผู้ป่วยยิ่งกว่าชีวิตของตนเองต้องนั่งเฝ้าดูอาการผู้ป่วยตลอดทุกเวลานาที เพราะถ้าผู้ป่วยตายหมอก็ต้องจ่ายเงินทำขวัญ และยังต้องไปชดใช้กรรมในการปล่อยให้ผู้ป่วยตายโดยสมควรตายและไม่สมควรตายฉะนั้น หมอจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการดูแลชีวิตผู้ป่วยยิ่งกว่าชีวิตตนเอง 5.4ประชาชนไทยก็จะมีแต่การเกิดอย่างเดียว ไม่สามารถจะตายได้เพราะหมอต้องพยายามรักษาชีวิตประชาชนทุกคนอย่างดีที่สุด ยิ่งกว่าชีวิตตนเองเพราะถ้ามีผู้ป่วยตายไป หมอก็คงถูกลงโทษให้ตายตกไปตามกัน 5.5รัฐบาลที่เสนอออกพ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนได้เป็นรัฐบาลตลอดกาล เพราะสามารถทำให้ประชาชนมั่นใจและไว้วางใจว่าจะปลอดภัยแน่นอนจากการไปโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่อยากทำงานในโรงพยาบาลของรัฐบาล ก็ไม่ต้องลาออกอีกต่อไปเพราะจะถูกไล่เบี้ยจนไม่มีเงินจ่ายค่าเยียวยาจึงต้องถูกจำคุกแทนการเสียเงินค่าปรับ หรือถูกประหารให้ตายตกไปตามกันจนหมดไปจากโรงพยาบาล ฉะนั้นรัฐบาลต้องรีบเข็นพ.ร.บ.นี้ให้ออกมาเป็นกฎหมายโดยเร็วที่สุดเพื่อความมั่นคงของรัฐบาลเองและชีวิตนิรันดร์ของประชาชนส่วนบุคลากรทางการแพทย์นั้นเป็นพลเมืองส่วนน้อย ก็ "ชั่งหัวมัน" จะอยู่หรือตายก็ไม่ต้องให้ความสนใจ
ศาลอาญายกคำร้องดีเอสไอยื่นถอนประกันตัว "จตุพร พรหมพันธุ์" เหตุคำร้องขาดน้ำหนัก-หลักฐานไม่เพียงพอ
ที่มา มติชน (เบื้องต้น) 23 มิ.ย. 53 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลอาญา รัชดาได้ยกคำร้องคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ยื่นคำร้องคัดค้านการประกันตัว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วนพรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เนื่องจากคำร้องของดีเอสไอยังขาดน้ำหนักและหลักฐานไม่เพียงพอ
ความผิดของแก๊สน้ำตา
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
ไม่จำเป็นต้องไปย้อนคำพูดอันคมคายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเหตุการณ์ตำรวจปะทะม็อบวันที่ 7 ต.ค. 2551 ซึ่งอภิปรายเชือดเฉือนนายกฯขณะนั้น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อย่างยับเยิน
เพราะวันนี้ ใครต่อใครพากันนำมาย้อนศรใส่นายอภิสิทธิ์ เมื่อนั่งเป็นนายกฯ เสียเอง แล้วเกิดจลาจลเลือดท่วมเมือง ศพกองเป็นภูเขาเลากา
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ถามหาความรับผิดชอบต่อนายกฯ ถึงความตายของผู้ชุมนุม 1 ศพ แต่วันนี้กลับตรงกันข้ามในความตาย 90 ศพ
ขอพูดเฉพาะในมุมการลงโทษตำรวจของนายกฯ
อภิสิทธิ์ต่อกรณี 7 ต.ค. 51
หลังจากป.ป.ช.มีมติชี้มูลแล้ว นายกฯอภิสิทธิ์ก็เซ็นสั่งปลดพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รวมทั้งอีก 2 นายพลทันที
พอเขาอุทธรณ์ต่อก.ตร.สำเร็จ กลับเพิกเฉย!
นายกฯ รีรอไม่เซ็นตามมติก.ตร. กระทั่งหาทุกหนทางเพื่อจะดึงเรื่องออกไป
ไม่ต้องพูดคำเชยๆ เรื่อง 2 มาตรฐาน แต่เปรียบเทียบ 2 เหตุการณ์ดูจะเห็นชัด
เหตุการณ์ 7 ต.ค. 51 มีผู้ชุมนุมหญิงเสียชีวิตขณะตำรวจปะทะกับม็อบด้วยแก๊สน้ำตา โดยมีแกนนำม็อบอีกรายโดนระเบิดเสียชีวิต ในจุดที่มิได้มีการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่
นายอภิสิทธิ์ยึดหลักการอย่างหนักแน่นในเหตุ การณ์นี้
จัดการกับฝ่ายตำรวจ ทั้งที่การปฏิบัติของตำรวจ ซึ่งอาจมีผิดพลาด แต่อยู่ภายใต้หลักการสลายม็อบ โดยใช้เพียงแก๊สน้ำตา
ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 7 ต.ค. 51 ไม่มีใครใช้ปืนและกระสุนจริง!!
เมื่อเทียบกับ 10 เม.ย. - 19 พ.ค.ล่าสุด ในยุคที่นาย อภิสิทธิ์เป็นนายกฯเอง
ใช้กองกำลังทหารเต็มรูปแบบ ใช้อาวุธสงคราม กระสุนจริง
มีหน่วยสไนเปอร์ ชุมนุมอยู่บนยอดตึกสูง ไม่ต่ำกว่า 30 ชุด
ด้วยข้ออ้าง มีผู้ก่อการร้าย!?!
แต่บทสรุปคือ มีประชาชนอาชีพปกติหาเช้ากินค่ำ เสียชีวิต 80-90 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2 พัน
ถึงวันนี้ ยังไม่มีใครรับผิดชอบ การสอบสวนก็ได้แต่ตั้งคณะกรรมการ ออกข่าวเกรียวกราว แต่ยังไม่สอบใครสักคนเดียว
ขณะที่ 7 ต.ค. แก๊สน้ำตาล้วนๆ แต่ปลดนายพลถึง 3 คน
เมื่อเขาอุทธรณ์ตามขั้นตอนจนได้รับการยกโทษ แต่นายกฯ ยังไม่ยอม
แน่นอนความตายของประชาชนแม้ศพเดียวก็ต้องไม่ให้เกิด
แต่เป็นธรรมหรือไม่ เมื่อเทียบกับ 90 ศพ!
ความจริง จากภาพ ความจริง จาก "ข่าวสด" ความตาย 90 ศพ
ที่มา ข่าวสด
เป็น "บันทึก" สำคัญในลักษณะประวัติศาสตร์
นี่ย่อมเป็นบันทึกอันไม่สามารถหาดูได้จากรายการของ 2 ดร. 1 ทนายความ ซึ่งกำลังอยู่ในความสนใจของคณะกรรมาธิการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา
นี่ย่อมเป็นบันทึกซึ่งไม่แน่นักว่า "ศอฉ." จะมีคำแถลงอย่างไรออกมา
เพราะเป็นบันทึกอย่างที่ วัฒน์ วรรลยางกูร สรุปเอาไว้อย่างรวบรัด "คนคือคนมิใช่ปลามาล้อมจับ กดขี่ขับล่าไล่ขังในข้อง กระชับพื้นที่ลอบไซดักในคลอง ในนามของความสงบ แท้รบรา"
เพราะเป็นบันทึกอย่างที่ นิก นอสติทซ์ ผู้สื่อข่าวอิสระชาวเยอรมัน ต้องการเห็นไม่เพียงแต่ได้รับการเปิดเผย
หากที่สำคัญยังต้องนำเอาทุกรายละเอียดมาทำความกระจ่าง
ความน่าสนใจของ "ความจริงจากข่าวสด ความตาย 90 ศพ" ไม่เพียงแต่จะดำเนินไปอย่างสอดประสานกันระหว่าง 2 ส่วนซึ่งเป็นเอกภาพ
1 คือภาพ 1 คือข่าว
ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับก็คือ ภาพ 1 ภาพ สามารถแทนถ้อยคำได้มากมายหลายร้อยหลายพัน
ขอให้ดูภาพทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสบริเวณหน้าวัดปทุมวนาราม เถิด
นี่ย่อมเสนอคำถามต่อคำชี้แจงไม่ว่าจะเป็นของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ว่าจะเป็นของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่ามาจากความเป็นจริงที่จริงแท้ แน่นอน หรือว่าเป็นความจริงที่ใครเสกปั้นถวายมาให้
บทบาทของกองบรรณาธิการ "ข่าวสด" ก็ดำเนินไปอย่างที่เครือข่าย "มติชน-ข่าวสด" อ้างอิงอยู่ตั้งแต่ยุค "ประชาชาติ" ก่อนสถานการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มาแล้ว
นั่นก็คือ "เราเป็นผู้อาสา ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน"
ในความรู้สึกของบางคน สถานการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ได้จบสิ้นไปแล้ว
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เป็นการจบที่ยังไม่สามารถจบลงได้
อย่างน้อยที่สุดผู้คนที่บาดเจ็บร่วม 2,000 ย่อมมีญาติพี่น้องและมิตรสหาย เช่นเดียวกับผู้ที่เสียชีวิต 90 ศพ ย่อมมีญาติพี่น้องและมิตรสหาย
คำถามก็คือ เราจะมีท่าทีต่อพวกเขาอย่างไร
ท่าที 1 เป็นท่าทีอย่างที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงออก เป็นท่าทีอย่างที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แสดงออก
คือไม่ให้ความสนใจ
ท่าที 1 เป็นท่าทีอย่างที่นานาชาติแสดงออก เป็นท่าทีอย่างที่องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากลแสดงออก
คือให้ความสนใจ ไถ่ถามและแสดงความเป็นห่วง
ท่าทีหนึ่งแล้งไร้ไมตรีอย่างยิ่ง ท่าทีหนึ่งมากด้วยความห่วงหาอาทร
ท่าทีหนึ่งโหดร้าย ท่าทีหนึ่งเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม
บันทึกที่กองบรรณาธิการ "ข่าวสด" จัดทำนำเสนอ เสมอเป็นพยานหลักฐาน 1 ทางสังคม
เป็นพยานหลักฐานสะท้อนให้เห็นความโหดร้าย รุนแรง เหี้ยมโหด เกิดขึ้นและดำรงอยู่ ขณะเดียวกัน ก็เป็นพยานหลักฐานสะท้อนให้เห็นความอาทรห่วงหาว่ายังมีอยู่
มีอยู่ในหมู่ประชาชน มีอยู่ในสื่อที่เกาะติดกับสถานการณ์อย่างซื่อสัตย์ มั่นคง
มองข้ามความจริง
ที่มา ข่าวสด
หลังเหตุสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน ต่อเนื่องถึงวันที่ 19 พฤษภาคม แม้ช่วงแรกความสนใจของสังคมจักมองไปเพียงปัญหาความขัดแย้งของนปช.และรัฐบาล
ตามมาด้วยความเสียหายทางภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศ
แต่พลันที่ทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอย
ความจริงอีกมุมก็ค่อยๆ เปิดออกมาพร้อมกับความชัดเจน และความสะเทือนใจที่มากขึ้นเรื่อยๆ
นั่นคือผู้เสียชีวิต พิการ และได้รับบาดเจ็บจากเหตุตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน เป็นต้นมา
มันคือความจริงที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่
แต่เป็นความจริงที่รัฐบาลพยายามมองข้าม
พยายามให้ความสำคัญน้อยกว่าทรัพย์สินที่ถูกเผาทำลาย
มิได้หมายความว่าไม่ต้องสนใจภาคธุรกิจ หรือผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม
แต่ก็มิได้หมายความว่าการฟื้นฟูวัตถุ สำคัญกว่าการค้นหาความจริงที่ทำให้คนไทยต้องเจ็บและตายมากมาย
การแสดงออกของรัฐบาล ยิ่งสื่อให้เห็นได้ชัดเจนว่า ข้อมูลที่รัฐบาลมีอยู่ในมือ ก็ไม่ต่างจากที่ประชาชนทั่วไปรับรู้เช่นกัน
การตายของคนจำนวนมากเป็นฝีมือของใคร!?
เป็นฝีมือผู้ก่อการร้ายอย่างที่รัฐบาลพยายามประโคมข่าว หรือเป็นฝีมือของทหาร ที่ตอนนี้เริ่มมีพยานออกมายืนยันชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ!?
ไม่ต้องให้พหูสูตที่ไหนมาตอบคำถามนี้ เด็กป.4 ก็รับรู้ได้
หากการตายของประชาชนผู้ชุมนุมเป็นฝีมือผู้ก่อการร้าย หรือสร้างสถานการณ์ของแกนนำนปช.
รัฐบาลรวมไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ มีหรือจะยอมปล่อยโอกาสทองฝังเพชรเช่นนี้
เชื่อว่าสรรพกำลังทั้งตำรวจ ดีเอสไอ และอื่นๆ คงถูกระดมเข้ามาสืบสวนสอบสวนหาคนผิดกันจ้าละหวั่นไปแล้ว
แม้แต่การตายของทหารชุดเคลื่อนที่เร็วบริเวณถ.วิภาวดีรังสิต ช่วงที่กำลังทหารออกมาสกัดม็อบมิให้เดินทางไปตลาดไท แล้วถูก "สไนเปอร์" ยิงตายกลางถนน
ดูเหมือนรัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความสนใจ ไต่สวนว่าเป็นฝีมือใคร
กระทั่งทหารก็มิได้ออกแอ๊กชั่นให้รัฐบาล ค้นหาข้อเท็จจริงที่ทำให้กำลังพลของตนเสียชีวิต
หรือรับรู้อยู่เต็มอกอยู่แล้วว่าผู้ชุมนุมที่ตายๆ ไป ทหารที่ตายๆ ไป
เป็นฝีมือของฝ่ายไหน!?
เอาเถิดแม้ตอนนี้รัฐบาลทำเป็นไม่รับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น แต่ความจริงนี้จักดำรงอยู่ต่อไป เพื่อรอให้มีการไต่สวนหรือสอบสวนอย่างจริงจังในอนาคต
ตอนนี้แม้ทำอะไรไม่ได้เพราะรัฐบาลรวบอำนาจไว้เบ็ดเสร็จ บวกกับพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ใช้กดหัวฝ่ายตรงข้าม และเล่นงานคนที่ไม่เห็นด้วย
แต่รัฐบาลนี้รวมไปถึงพ.ร.ก.เผด็จการ คงไม่อยู่ยั้งยืนยงจนสามารถปิดบังความจริงนี้ได้ตลอดกาล!?
ผู้ว่าฯทัวร์-"ภท.-ปชป."ชิงหาเสียง?
ที่มา ข่าวสด
กําหนดการพาผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ไปดูงานต่างประเทศ ที่กระทรวงมหาดไทย จัดขึ้นระหว่างเดือนมิ.ย. -ส.ค.
เป็นเรื่องเป็นราวขึ้น เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวท้วงติงกลางวงประชุมครม. วันที่ 15 มิ.ย. ระหว่างการพิจารณาวาระการส่งเสริมการท่องเที่ยว และมาตรการเยียวยาฟื้นฟูผลกระทบด้านการท่องเที่ยวจากเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศ
นายกฯ ระบุ ถ้าโครงการใดไม่มีความจำเป็นขอให้ระงับไปก่อน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศไม่เอื้ออำนวย
พร้อมเจาะจงลงไปด้วยว่า โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ที่มีโครงการพัฒนาวิสัยทัศน์และสมรรถนะผู้ว่าฯ และนายกอบจ. ในการบริหารราชการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ 2553
เป็นการสั่งทบทวนในขณะที่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ไม่ได้เข้าร่วมประชุม เพราะอยู่ระหว่างพาผู้ว่าฯ 25 จังหวัด ทัวร์สเปน
การพาผู้ว่าฯ และนายกฯ อบจ. ไปต่างประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว กระทรวงมหาดไทย กำหนดแผนงานไว้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552 ที่ผ่านมา
โดยแบ่งผู้ว่าฯ และนายกอบจ. ออกเป็น 3 กรุ๊ป แต่ละกรุ๊ปแยกเป็น 2 คณะ คือคณะผู้ว่าฯ และคณะนายกอบจ.
หากเป็นคณะทัวร์ผู้ว่าฯ นายชวรัตน์ จะนำคณะไปเอง แต่หากเป็นคณะทัวร์ของนายกอบจ. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย จะเป็นผู้นำทีม
กรุ๊ปที่ 1 ไปประเทศสเปน กรุ๊ปที่ 2 ไปญี่ปุ่น เกาหลี กรุ๊ปที่ 3 ไปจีน
ทัวร์ครั้งที่ 1 กรุ๊ปที่ 1 คณะที่ 1 ที่นายชวรัตน์ เพิ่งพาคณะเดินทางกลับมาหมาดๆ เป็นการเดินทางไปประชุมเจรจาหารือข้อราชการด้านการท่องเที่ยว ที่สเปน ระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.-21 มิ.ย. 2553
นอกจากนายชวรัตน์ ยังมี นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิชัย ศรีขวัญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ส่วนผู้ว่าฯ 25 จังหวัดที่เดินทางไป ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ชลบุรี ชัยภูมิ เชียงราย ตราด นครนายก นนทบุรี น่าน ปราจีนบุรี พังงา เพชรบุรี ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ลพบุรี เลย สงขลา สตูล สมุทรสาคร สุโขทัย สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองคาย
ครั้งที่ 2 กรุ๊ปที่ 1 คณะที่ 2 เป็นการเดินทางไปประชุมเจรจาหารือข้อราชการด้านการท่องเที่ยว ที่สเปน เช่นกัน แต่เป็นคณะของนายกอบจ. 25 จังหวัด ในกลุ่มจังหวัดเดียวกับผู้ว่าฯ ที่เดินทางไปทัวร์สเปนในกรุ๊ปที่ 1
โดยการนำของนายบุญจง ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. -5 ก.ค. ที่จะถึงนี้
ครั้งที่ 3 กรุ๊ปที่ 2 คณะที่ 1 กำหนดการเดินทางไปศึกษาดูงานด้านอุตสาหกรรม ที่ญี่ปุ่น และเกาหลี ระหว่างวันที่ 4 -11 ก.ค. 2553
นายชวรัตน์ เดินทางไปกับผู้ว่าฯ 25 จังหวัด ประกอบด้วย ขอนแก่น ชุมพร ตาก นครปฐม นครพนม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นคร สวรรค์ นราธิวาส ปทุมธานี ปัตตานี พระนคร ศรีอยุธยา พิษณุโลก แพร่ ระนอง ระยอง ราชบุรี ลำปาง ลำพูน สมุทรปราการ สมุทรสงคราม อ่างทอง อุดรธานี อุทัยธานี อุบลราชธานี
ครั้งที่ 4 กรุ๊ปที่ 2 คณะที่ 2 กำหนดการเดินทางไปศึกษาดูงานด้านอุตสาหกรรม ที่ญี่ปุ่น และเกาหลี ระหว่างวันที่ 18-25 ก.ค. 2553
นายบุญจง เดินทางไปกับนายกอบจ. 25 จังหวัด กลุ่มจังหวัดเดียวกับผู้ว่าฯ ที่เดินทางไปญี่ปุ่น และเกาหลี ในกรุ๊ปที่ 2 คณะที่ 1
ครั้งที่ 5 กรุ๊ปที่ 3 คณะที่ 1 กำหนดการเดินทางไปประชุมเจรจาหารือข้อราชการด้านการส่งเสริมการเกษตรและผลผลิตทางการเกษตร ที่ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 31 ก.ค.- 7 ส.ค.
นายชวรัตน์ เดินทางไปกับผู้ว่าฯ 25 จังหวัด ประกอบด้วย กระบี่ กาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิง เทรา ชัยนาท เชียงใหม่ ตรัง บุรีรัมย์ ประจวบ คีรีขันธ์ พะเยา พัทลุง พิจิตร เพชรบูรณ์ มหา สารคาม ยะลา ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุรินทร์ หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุตรดิตถ์
ครั้งที่ 6 กรุ๊ปที่ 3 คณะที่ 2 กำหนดการเดินทางไปประชุมเจรจาหารือข้อราชการด้านการส่งเสริมการเกษตรและผลผลิตทางการเกษตร ที่ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 14-21 ส.ค. 2553
นายบุญจง เดินทางไปกับนายกอบจ. 25 จังหวัด กลุ่มจังหวัดเดียวกับผู้ว่าฯ ที่เดินทางไปทัวร์จีน ในกรุ๊ปที่ 3 คณะที่ 1
แต่ละทริปกำหนดเวลาเดินทางเท่ากันหมด 8 วัน ตารางทัวร์ที่คณะผู้ว่าฯ และนายกฯอบจ. กรุ๊ปเดียวกัน แม้จะแยกคณะเดินทางไปคนละช่วงเวลา แต่โปรแกรมทุกอย่าง แม้กระทั่งที่พักจะเหมือนกันหมด
การยกคณะผู้ว่าฯ และนายกอบจ. ทั่วประเทศ ไปทัวร์นอกของกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ แม้จะระบุเป็นแผนไปดูงาน แต่การจัดกลุ่มจังหวัด เมืองที่ไป และการเข้าพักโรงแรมระดับ 5 ดาว ทุกทริป
ก็ล่อแหลมต่อเสียงครหาว่าเป็นการหาเสียง โดยเฉพาะเมื่อเป็นโครง การของกระทรวงมหาด ไทย ที่ดำเนินการโดยพรรคภูมิใจไทย โดยที่รัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน การที่นายกฯ สั่งระงับการเดินทางต่อครม. ย่อมหมายถึงสั่งเบรกโปรแกรมการเดินทางที่เหลือทั้งหมด ตั้งแต่ทริปที่ 2
แต่นายชวรัตน์ ซึ่งเดินทางกลับจากสเปน ให้สัมภาษณ์ยืนยัน ไม่ยกเลิกกำหนดการทัวร์นอกที่เหลือ
พร้อมระบุ ที่ผ่านมาก่อนเดินทางไปก็ขออนุญาตนายกฯ แล้ว
ประเด็น "การขออนุญาต" ของนายชวรัตน์ ทำให้เกิดความสงสัยว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์ รับทราบเรื่องและเป็นผู้อนุญาตแล้ว เหตุใดจึงนำมาทักท้วงกลางวงประชุมครม.
และหลังการพูดคุยในวันประชุมครม. นัดถัดมา 22 มิ.ย. นายชวรัตน์ ก็ยังยืนยันโครงการที่เหลืออยู่ก็ไม่น่าจะมีอะไร ครั้งหน้าที่ประเทศสเปนก็จะดำเนินการกันต่อไป
ขณะที่ นายกฯ เสียงอ่อนว่า ได้กำชับกับนายชวรัตน์ ว่า ผู้ว่าฯ ในจังหวัดที่ยังมีความละเอียดอ่อนต่อเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ควรเดินทางไป แต่ถ้าจังหวัดใดไม่มีปัญหา ก็สามารถเดินทางไปได้
ปมขัดแย้งระหว่าง 2 พรรค จึงสงบลงได้
ในขณะที่ภูมิใจไทย ยังจัดทริปทัวร์ ได้เสียงตรงๆ จากผู้ว่าฯ และนายกอบจ. ส่วนประชาธิปัตย์ก็แอบๆ ได้เสียงจากกระแสสังคม
เป็นเกมในลักษณะเดียวกับปัญหาการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี