WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 24, 2010

พิชญ์ฉะประชาธิปไตยไทยไม่ไปพร้อมสิทธิมนุษยชน

ที่มา ประชาไท


พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อ "ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน: หลังสลายการชุมนุม" ในกิจกรรม Light Up Night ซึ่งจัดโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ว่า ขณะที่บางสังคมมองว่าประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ไปคู่กัน ขาดกันไม่ได้ โดยเชื่อว่าสิทธิมนุษยชนจะทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพ บางครั้งมีการใช้สองคำนี้แทนกัน ในการประชุมเรื่องสิทธิมนุษยชนก็มีนักกิจกรรมเรื่องประชาธิปไตยเข้าร่วม ขณะที่ในการประชุมเรื่องประธิปไตยก็มีนักสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมเช่นกัน แต่ในบางสังคม หลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยถูกแยกออกจากกัน โดยเปลี่ยนให้สิทธิมนุษยชนเป็นเพียงมาตรฐานที่รัฐมอบให้ จะยกเลิกเมื่อใดก็ได้ ไม่ใช่สิทธิที่มาจากประชาชนเอง ส่วนประชาธิปไตยก็เป็นเพียงทางเลือกของแต่ละประเทศ

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าสิทธิมนุษยชนต้องไปควบคู่กับประชาธิปไตย ไม่ใช่การมองปัญหาสิทธิมนุษยชนรายกรณี แต่ต้องเชื่อมกับประชาธิปไตยให้ได้ รวมถึงมีกลไกป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิทางการเมือง โดยพิชญ์ได้วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าไม่มีกลไกในการป้องกันด้านสิทธิมนุษยชน โดยจะเห็นจากก่อนและขณะเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุม กรรมการสิทธิฯ ไม่ได้ทำอะไร ขณะที่พอหลังเหตุการณ์ก็ค่อยตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ เขาตั้งคำถามด้วยว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่เคยบอกว่าจะสังเกตการชุมนุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงนั้นหายไปไหน เมื่อเกิดการสลายการชุมนุมและการชุมนุมสิ้นสุดลง

กวีประชาไท: อาเศียรวาทคณะราษฎรผู้ปฏิวัติประชาชน 24 มิถุนายน 2475

ที่มา ประชาไท


ที่มาของภาพ: http://www.pridi-phoonsuk.org/timeline/2470/

สิ้นสุดแล้ว...การปกครองอันกดขี่
ทำคนไร้สิทธิ์เสรีเป็นเพียงไพร่
ต่อจากนี้เราเป็น “คน” ใช่เดนใคร
ประชาชนตระหนักในลำแข้งตน

สิ้นสุดแล้ว...การก้ม คลาน หมอบกราบ
ที่เคยซาบซึ้งซึมซ่านเป็นล้นพ้น
ณ บัดนี้ เราเป็นประชาชน
มิยินยอมจำนนอีกต่อไป
24 มิถุนายน 2475
วันที่ฟ้าสีทองผ่องไสว
คณะราษฎรนำสังคมไทย
สู่ประชาธิปไตยอันเท่าเทียม
สิทธิ เสรี เสมอภาค
ทำลายซากศักดินากุมบังเหียน
หลักทั้ง 6 ประการเปรียบดั่งเทียน
สาดส่องแสงเปลี่ยนยุคสมัยใหม่
คารวะแด่คณะราษฎร
ปฏิวัติถ่ายถอนความเป็นไพร่
เรา คือคน ใช่เศษฝุ่นใต้ตีนใคร
ประกาศชัดได้ยินไหมฟ้าอมร!
เรา คือคน ใช่เศษฝุ่นใต้ตีนใคร
ประกาศชัดได้ยินไหมฟ้าอมร!
<<<<<<<>>>>>>>>>
Homo erectus

78 ปี ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1

ที่มา Thai E-News



ประกาศคณะราษฎรฉบับที่1 -นายทหารผู้นำการปฏิวัติ อ่านประกาศแถลงการณ์ปฏิวัติฉบับแรกเมื่อเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และคณะก่อการได้ตะโกนไชโยให้กับการปฏิวัติที่หวังกันในตอนนั้นว่า จะ"ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ"

ราษฎรทั้งหลาย


เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงินผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎรกดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากินซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลาย พึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวงบรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน?ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนาเพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมายบีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรคณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลาตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือจำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลาย จงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้าหมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า


คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

************

บทความเกี่ยวเนื่องที่ต้องอ่าน:

-นี่ครับ เชิญชม "ประกาศคณะราษฎร" (ฉบับที่ ๑)ของต้นฉบับ

-เชิญฟังเพลง24มิถุนา รำลึกว่าไทยก็(เคย)มีวันชาติ..ประวัติศาสตร์ที่อำมาตย์อยากให้คนรุ่นเราลืม

-ไพร่สู้ บนเส้นทาง 78 ปีประชาธิปไตย (2475-2553)

-อะไรคือผลของการปฏิวัติ ๒๔๗๕?

-คณะราษฎร์คนสุดท้ายสิ้นลมสงบในวันครบรอบเปลี่ยนแปลงการปกครอง77ปี

นิวยอร์กไทม์: ประเทศไทยเล่นไม่เลิกกับผู้ต้องสงสัยว่าหนุนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


Thailand Acts Against Suspected Red Shirt Backers
June 21, 2010
By SETH MYDANS
ที่มา – The New York Times
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

กรุงเทพ – รัฐบาลไทยดำเนินขั้นตอนต่อไปในการรณรงค์ต่อต้านกลุ่มเคลื่อนไหวที่แข็งข้อ ซึ่งรู้จักในนามเสื้อแดง โดยการอายัดทรัพย์สินของบุคคลจำนวนมากที่รัฐบาลอ้างว่า ให้ความช่วยเหลือการประท้วงเมื่อไม่นานมานี้ และวางแผนที่จะออกหมายศาลเรียกตัวบุคคลเหล่านี้มาสอบสวน

สองเดือนแห่งการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลสิ้นสุดลงในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เมื่อกองทัพขับไล่การตั้งค่ายของเสื้อแดงในใจกลางย่านศูนย์การค้าของกรุงเทพ

ในช่วงที่เกิดการประท้วงมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๘๘ คน และได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย ๑,๘๐๐ คน

นับตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลจัดการกับฝ่ายตรงข้ามโดยใช้แนวทางคู่ขนาน นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเน้นนโยบายสมานฉันท์แห่งชาติ ในขณะที่สมาชิกฝ่ายตรงข้ามจำนวนหลายร้อยคนถูกจับกุมตัว และถูกกักขังโดยปราศจากการถูกไต่สวน

โรดแมพเพื่อการสมานฉันท์ของนายกฯในเวลานี้ เพิ่มบรรยากาศแห่งความรุนแรงให้มากขึ้น กลายเป็นเป้าใหม่ที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนำมาโจมตี

ในวันจันทร์ รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้สั่งการด้านความมั่นคงของรัฐบาล กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯที่ประกาศใช้ในระหว่างการประท้วงจะยังคงมีผลบังคับใช้ เนื่องจากยังคงมีการคุกคามที่จะก่อความไม่สงบ

การประท้วงที่ยาวนานและถูกจัดตั้งอย่างดีนั้น แน่นอน ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายสูง รวมไปถึงค่าเดินทาง ทั้งค่าดูแลผู้ประท้วงจำนวนหลายหมื่นคนที่มาจากชนบท รวมไปถึงสื่อที่มีความเชี่ยวชาญ และการรณรงค์เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ

กรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวว่า มีบุคคลจำนวน ๘๓ คน และบริษัทต่างๆซึ่งคิดว่าให้การสนับสนุนผู้ประท้วง ในช่วงเก้าเดือนที่ผ่านมา บุคคลเหล่านี้ได้มีการเคลื่อนไหวทางการเงินในลักษณะน่าสงสัยเป็นจำนวนมาก และบ่อยครั้ง และกล่าวต่อว่า วันจันทร์หน้านี้จะเริ่มต้นทำการสอบสวน

ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวว่า “บุคคลเหล่านี้แต่ละคนถูกสงสัยเป็นธรรมดาว่ามีการเคลื่อนไหวในทางการเงินที่ผิดปกติ และเราขอความร่วมมือจากพวกเขาให้มารายงานตัว และให้คำอธิบายเนื่องจากเรากำลังสอบสวนความวุ่นวายทางการเมืองอยู่ในขณะนี้”

ผู้ต้องสงสัย ซึ่งได้ลดจำนวนลงจากยอดเดิม ๑๗๐ คน รวมไปถึงสมาชิกในครอบครัวของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรที่กำลังลี้ภัย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการประท้วง เขาถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ และต้องอาศัยอยู่ในต่างประเทศเพื่อเลี่ยงโทษจำคุกในข้อหาทุจริต

รัฐบาลไทยกล่าวหาเขาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ร่วมกับผู้ต้องสงสัยซึ่งถูกกักขังอีกอย่างน้อย ๓๙ คนด้วยข้อหาเดียวกัน แกนนำประท้วงคนอื่นๆกำลังหลบหนี หรือไม่ก็อาศัยในต่างประเทศ

จากบัญชีรายชื่อของรัฐบาล ประชาชนที่ถูกจับทั้งหมด ๔๒๒ คนเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องในการประท้วงรัฐบาลกล่าวว่า กำลังตามล่าตัวพวกนี้ที่กำลังหลบหนีอีกหลายร้อยคน

ในบรรดาผู้ที่โดนจับขังมีชาวอังกฤษหนึ่งคน และชาวออสเตรเลียหนึ่งคนซึ่งได้ขึ้นเวทีกับแกนนำการประท้วง และได้ถูกกล่าวหาว่า ละเมิด พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ

รายงานข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่นี่ ตั้งแต่เดือนกันยายน ได้มีการถอนเงินก้อนโตจากบัญชีธนาคารของสมาชิกในครอบครัวทักษิณ และจากบัญชีของผู้สนับสนุน และได้มีการโอนถ่ายไปยังบัญชีของแกนนำการประท้วง และนักการเมืองที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน

ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ญาติของทักษิณ หนึ่งในผู้ที่ถูกหมายศาลเรียกตัว กล่าวกับหนังสือพิมพ์เนชั่นว่า เขาพร้อมที่จะอธิบายการทำธุรกรรมทางการเงินจำนวน ๓,๗๐๐ ล้านบาทนี้ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นการดำเนินธุรกิจอย่างปกติ และการุณ โหสกุล ส.ส.ฝ่ายตรงข้ามเป็นอีกคนหนึ่งที่มีชื่อในบัญชีนี้ เรียกการสอบสวนทางการเงินนี้ว่า “ไม่มีอะไรมากไปกว่าการกลั่นแกล้งทางการเมือง”

อภิสิทธิ์ตอบโต้การกล่าวหาเช่นนี้ว่า “ผมยืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยปรารถนาที่จะกลั่นแกล้งใคร” เขากล่าวว่าจำเป็นต้องมีการควบคุมธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายต่อไป และผู้ซึ่งถูกอายัดบัญชีนั้นจะยังคงสามารถมีกิจกรรมต่างๆได้ เช่น จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าแรงคนงาน และหนี้ต่างๆได้

จตุพร พรหมพันธ์ หนึ่งในแกนนำเสื้อแดงที่โด่งดัง และ ส.ส.ฝ่ายค้าน ร้องทุกข์ต่อเรื่องการปฏิบัติสองมาตรฐาน ซึ่งใช้เป็นประเด็นหลักตลอดการประท้วง

เขากล่าวว่า ผู้สนับสนุนการประท้วงของ “เสื้อเหลือง” ซึ่งต่อต้านรัฐบาลชุดที่แล้ว และสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ ไม่เคยถูกสอบสวนในด้านการเงินหรือถูกลงโทษใดๆ

เนชั่นรายงานว่า รัฐบาลพยายามอุดช่องว่างทั้งหมด โดยการเปลี่ยนฮวงจุ้ยในทำเนียบรัฐบาล เปลี่ยนตำแหน่งการวางเครื่องตบแต่งบางอย่างเพื่อกันความอัปมงคล และเพื่อประกันความเจริญมั่นคง

ศาลเจ้าก๊วนสะตอ บน 'ซากศพ' และ 'กองเลือด'

ที่มา Thai E-News


โดย นายหัวดี
ที่มา เวบไซต์โลกวันนี้
24 มิถุนายน 2553

“ปรกติ” คือ “ไม่ปรกติ”!

เหมือนอำนาจ “เผด็จการ” หรือ “ทรราช” ที่แผ่ปกคลุมสยามไม่ยิ้มขณะนี้แต่กลับเรียกขานว่า“ประชาธิปไตย”

เพราะขณะที่ “หล่อหลักลอย” และ “ศูนย์อับเฉา” ใช้อำนาจ “พ.ร.ก.ฉกฉวย” ปิดปากและกดหัวประชาชน แต่กลับตีหน้าหล่อตอแหลอย่างไม่ละอายว่าแผนสร้างความปรองดอง ทั้งที่เป็นได้แค่ “ขิงดอง” ที่อยู่ภายใต้วังวนอุบาทว์ของ “สีเขียว” และ “อีแอบ”
เหมือนเรื่องนินทามีแต่ใต้โต๊ะไม่มีบนโต๊ะ!

อย่างกรณีแบล็กลิตส์ธุรกรรมทางการเงิน กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาว่าโยงใย “ผู้ก่อการร้าย” ที่ถูกนินทาว่าเล่น “พวกกู พวกมึง” จึงเป็นเรื่องปรกติ เพราะตรวจสอบไม่ได้ แต่นินทาได้

เรื่องนี้ “บิ๊กป๊อก” รู้ดีว่า รายชื่อที่ถูกตัดออกไปนั้น ไม่ใช่การวิ่งเต้น เพราะแต่ละคนไม่ใกล้เกษียณก็เลยเกษียณไปแล้ว จึงไม่มีวิ่งเต้น เพราะมีแต่ “พวกกู พวกมึง”!

แม้แต่ “บิ๊กป๊อก” เองก็กำลังจะกลับบ้านไปเลี้ยงหลาน จึงไม่อยากติดคุกตอนแก่ เพราะข้อหา “ฆาตกร 100 ศพ” ที่ไม่ว่าจะพ่วงท้ายหรืออยู่หัวขบวน“หล่อหลักลอย” และ “เทพอมสาก” ก็ตาม รู้เต็มหัวอกเหี่ยวๆ ว่า เมื่อหมดอำนาจก็เหมือน “ตอไม้” ที่จะถูกตามล้างตามเช็ดข้อหา “ฆาตกร 100 ศพ” ล้านเปอร์เซ็นต์

เพราะ คำว่า “มือเปื้อนเลือด” ต้องติดตัวไปตลอดชั่วชีวิต และยังเป็นตราบาปไปชั่วลูกชั่วหลาน!

“บิ๊กป๊อก” จึงต้องจำใจลงเรือ “โจรสลัด” ต่อไป และทำให้ไม่สามารถ“ล้างมือในอ่างทองคำ” ได้ เพราะในอ่าง ก็ล้วนมีแต่ “ซากศพ” และ “กองเลือด”

การไล่ล่าและกวาดล้าง “ไพร่ไม่มีเส้น” และ “ก๊วนโดเรแม้ว” จึงไม่ใช่แค่เร่ง “กระชับพื้นที่” ถ้า “เก็บ” ได้ต้อง “เก็บ”

เพราะสายข่าวทั้งระดับกิ๊กก๊อกและวอร์รูมเย็นฉ่ำ ยืนยัน ถ้าไม่ “เก็บ” ก็ถูก “เก็บ”!

ไม่ว่าจะเป็น “สไนเปอร์” หรือ “เอ็ม 79” ก็ตายเหมือนกัน เพราะหนังสติ๊กและประทัดยักษ์ “เก็บฉาก” เรียบร้อย “โรงเรียนไพร่” แล้ว

ที่สำคัญไม่ใช่แค่ “บิ๊กป๊อก” ได้ยินเสียงดังฟังชัดว่า “แดงไม่ตายฟรี” เท่านั้น แต่ทั้ง “หล่อหลักลอย” และ “เทพอมสาก” ก็ได้ยิน แถมยังได้รับเมล์โผล่เกลื่อนหน้าเฟซบุ๊คอีกด้วย!

จะเชื่อเรื่องเวรกรรมหรือไม่ก็ตาม แต่ทั้ง “เทพอมสาก” และ “หล่อหลักลอย” ต่างก็กลัว “ตาย” ห้อยพระและทำพิธีไสยศาสตร์กันอย่างคึกคัก

โดยเฉพาะหน้า “ก๊วนสะตอ” ที่กำลังจะกลายเป็น “ศาลเจ้า” ไปแล้ว!

ภาพเด็ดวันนี้: ป้ายหลังสามล้อไทย

ที่มา Thai E-News



13 ข้อการเมืองที่บิดเบี้ยว อ.รัฐศาสตร์ฟันธงอำนาจนอกระบบคือปัญหา

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 มิถุนายน 2553

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ดร.ประจักษ์ ก้องกรีติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอ "13 ข้อโครงสร้างการเมืองที่บิดเบี้ยว" ที่เวทีการสัมนาที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้

โครงสร้างการเมืองที่บิดเบี้ยว
  1. ปมปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราเผชิญอยู่คือ ปมปัญหาทางการเมืองมากกว่าปมเศรษฐกิจสังคม
  2. ปมปัญหาทางการเมืองที่ว่า คือ โครงสร้างการเมืองไทยอยู่ในสภาพบิดเบี้ยว
  3. สภาพบิดเบี้ยวที่ว่าคือ ภาวะที่มีสองศูนย์อำนาจดำรงอยู่คู่กันในระบบการเมือง ศูนย์หนึ่งวางอยู่บนการเลือกตั้ง อีกศูนย์หนึ่งอยู่นอกการเลือกตั้ง เป็นอิสระจากการกำกับตรวจสอบจากประชาชน และขาดการยึดโยงกับประชาชน ซึ่งในทางทฤษฎีการดำรงอยู่ของศูนย์อำนาจอิสระที่พลเมืองกำกับตรวจสอบไม่ได้ จะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ (autonomous power centers) เพราะความพร้อมรับผิด (accountability) ยากที่จะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการใช้อำนาจของศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งไม่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ แต่ชักใย บงการอยู่เบื้องหลังซึ่งยากต่อการรับรู้ของประชาชน ไม่ต้องพูดถึงการตรวจสอบที่ประชาชนจะมีต่อศูนย์อำนาจนั้น
  4. โดยศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งมีศักยภาพในการแทรกแซงเข้ามาคุมกลไกรัฐ การจัดทำนโยบาย รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ทำให้ศูนย์อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง (ไม่ว่ามาจากพรรคใด) ไม่สามารถบริหารอำนาจที่ได้อาณัติมาจากประชาชนอย่างอิสระ
  5. ความพยายามอย่างต่อเนื่องของศูนย์อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่ต้องการคงอำนาจของตนเองไว้ในระบบการเมืองไทย โดยไม่ยอมรับความชอบธรรมของระบอบรัฐสภาและกติกาการเลือกตั้ง และดิ้นรนใช้ทุกวิถีทางในการผูกขาดอำนาจของกลุ่มตนไว้ (ซึ่งรวมถึงการใช้ความรุนแรงทางการเมือง) ก่อให้เกิความตึงเครียดทางการเมือง
  6. ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งใช้กลไกศาล ทหาร และขบวนการเคลื่อนไหวมวลชนอนุรักษ์นิยม เป็นเครื่องมือในการกัดกร่อน ต่อต้าน และโจมตีสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย นอกจากน้้นยังมีการสร้างวาทกรรมชุดหนึ่งเป็นเครื่องมือรองรับอำนาจด้วย
  7. วาทกรรม "ซื้อเสียงขายสิทธิ" และ "ผู้เลือกตั้งชนบท โง่ จน เจ็บ" ถูกถักทอและเผยแพร่อย่างต่อเนื่องเพื่อทำลายความชอบธรรมของการเลือกตั้ง
  8. วาทกรรม "การปกครองบ้านเมืองโดยคนดีมีศีลธรรม" ถูกสร้างขึ้นเพื่อค้ำจุนการเมืองแบบชนชั้นนำของศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้ง
  9. ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งโจมตีความไม่เป็นประชาธิปไตยและการคอร์รัปชั่นของฝ่ายเลือกตั้ง แต่เป้าหมายที่ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งต้องการก็ไม่ใช่การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งเองก็ไม่ปลอดพ้นจากการคอร์รัปชั่นเช่นกัน พวกเขาเพียงต้องการการผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจไว้กับตนเองโดยเบียดขับศูนย์อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งให้ออกไปจากเวทีการเมือง
  10. ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งได้ปัญญาชน สื่อมวลชน และเอ็นจีโอจำนวนหนึ่งมาเป็นพันธมิตร เพราะแชร์ร่วมกันเรื่องไม่ไว้ใจอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง
  11. ความรุนแรงทางการเมืองเป็นผลลัพธ์จากโครงสร้างการเมืองที่บิดเบี้ยวนี้ เพราะสถาบันทางการเมืองในระบอบถูกทำลายความชอบธรรมไปจนหมด บวกกับภาวะศูนย์อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งไม่สามารถคุมกลไกรัฐด้านความมั่นคงได้ จึงไม่เหลือช่องทางให้แก้ไขความขัดแย้งได้โดยสงบสันติ
  12. ตราบใดที่ไม่สามารถทำให้ศูนย์อำนาจนอกการเลือกตั้งยอมเข้ามาเล่นภายใต้กติกา (ไม่ว่าจะโดยมาตรการทางการเมือง กฎหมาย ฯลฯ) โครงสร้างการเมืองที่บิดเบี้ยวนี้จะดำรงอยู่ต่อไป
  13. ตราบใดที่โครงสร้างการเมืองที่บิดเบี้ยวนี้ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงความตึงเครียด ความรุนแรง และวิกฤตการเมืองก็จะดำรงอยู่ในสังคมต่อไป

ทูตหรือทาส? โดย กาหลิบ

ที่มา Democracy 100 percent



คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง ทูตหรือทาส?
โดย กาหลิบ

เพื่อนฝูงในสายงานต่างประเทศส่งข่าวมาว่า ขณะนี้เอกอัครราชทูตไทยหลายท่านกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะได้รับคำสั่งให้โฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับเมืองไทยและสถาบันของชาติอย่างหนัก ชนิดทำเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ

ขณะเดียวกัน ทั่วโลกเขาต่างเห็นคลิปภาพความโหดร้ายของการสังหารประชาชนอย่างกระจ่างตา ก็ยิ่งทำให้โฆษณายากขึ้นอีก แถมยังถูกคนในประเทศนั้นๆ เขาโห่ประณามกลับมาอีกต่างหาก

มวลชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า ขณะนี้นักการทูตไทยในหลายๆ ประเทศถูกคนสำคัญในกระทรวงการต่างประเทศของเขาเรียกไป “ด่า” หลายครั้งหลายหน แต่สื่อของไทยไม่มีทางเอาเรื่องแบบนี้มารายงานให้เราทราบ เราจึงละเมออยู่ว่าทั่วโลกเขายังรักเราเหมือนเดิมหรือยังคิดว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม คิดว่าโฆษณาโง่ๆ แบบเดิมคงจะได้ผลลัพธ์เป็นความรักอันยิ่งใหญ่

เรื่องแบบนี้นักการทูตไทยใจอิสระเขาน้ำตาตกในกันทั้งนั้น

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศวัยหนุ่มสาวที่เปิด Facebook เอาไว้ให้คนร่วมโกหกตอแหลอย่างกว้างขวางก็มีไม่กี่คน และเป็นเสียงข้างน้อยในประเทศที่คนเขาตาสว่างขึ้นทุกวัน พวกนี้หวังว่าจะสอพลอจนเข้าตาขี้ข้าของเจ้าของประเทศและสนับสนุนให้ได้ดีในชีวิตข้าราชการแบบกบในกะลา

หรือเหมือนข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศอีกกลุ่มหนึ่งที่รับใช้ ศอฉ. จนได้ยศวาสนา ไม่ผิดอะไรกับภูตผีที่ดูดเลือดประชาชนเป็นอาหารอันโอชะของตน

เอกอัครราชทูตหลายท่านที่มีจิตสำนึก ได้แต่แอบระบายความคับข้องหมองใจกับคนใกล้ชิด บางท่านกล้าหาญพอจะรายงานอย่างซื่อสัตย์มายังกระทรวงส่วนกลางว่า เมืองไทยในวันนี้ย่ำแย่ขนาดไหน หรือวิจารณ์ความไม่เป็นประชาธิปไตยในปัจจุบัน ก็ถูกเรียกตัวกลับมาสอบสวน เหมือนคนกระทำความผิดอย่างรุนแรง
กระทรวงใดที่ได้คนบ้าเสียจริตมาเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและได้ปลัดกระทรวงชนิดเหาะข้ามหัวคนที่เหมาะสมกว่าขึ้นมาเป็นใหญ่ด้วยวิธีสอพลอตอแหล ก็จะปั่นป่วนอย่างนี้ทุกกระทรวง

เหตุที่โดนหนักกว่ากระทรวงอื่นๆ เพราะฝ่ายอำมาตยาธิปไตยคิดเอาเองว่ากระทรวงนี้คือสมบัติส่วนตัวของเขามากกว่ากระทรวงอื่น งานแทบทุกหยดทุกอณูจึงมีไว้เพื่อเสริมความยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์ของเขาและครอบครัวเป็นหลัก งานต่างประเทศเพื่อประโยชน์มหาชนชาวไทยแทบจะหาทำยาไม่ได้

คนที่จะก้าวหน้าได้ในกระทรวงนี้ ต้องปิดตาและทำใจล่วงหน้าว่าตนเป็นเพียงกระทรวงใต้ถุนบ้านของฝ่ายอำมาตย์ไม่ใช่กระทรวงของฝ่ายประชาธิปไตยเลย

มิฉะนั้นก็ต้องอำพรางความรู้สึกอันแท้จริงไว้ให้มิดชิด

จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ผ่านมาแบ่งออกได้เป็น ๒ พวก

พวกที่มาแบบประชาธิปไตยจะอยู่ได้เพียงช่วงสั้นๆ และมักถูกดีดออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลแปลกๆ

พวกที่อยู่ได้นานหลายปีหรือเกินสิบปี มักจะเป็นข้าราชการเก่าของกระทรวงหรือคนที่ถูกส่งมาโดยสถาบันหลักนอกกระทรวง เช่น นายกษิต ภิรมย์ เป็นต้น

คนที่ยังหลงคิดว่านายกษิตฯ มาในโควต้าของกลุ่มพันธมิตรฯ โปรดคิดใหม่ คนๆ นี้เป็นตัวแทนโดยตรงของฝ่ายอำมาตย์ ซึ่งเป็นผู้คัดเลือกและส่งตัวมาเป็นรัฐมนตรีโดยตรง

รัฐมนตรี “ตัวจริง” คือคนจำพวกที่สองนี้ ก็จะควบคุมกระทรวงการต่างประเทศลงมาเป็นขั้นๆ จนครอบคลุม เพื่อให้แน่ใจว่าแนวทางรับใช้ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย และการร่วมทำลายระบอบประชาธิปไตยกับเครือข่ายปิศาจอื่นๆ จะต้องเป็นไปเช่นนั้น

(นักการ) ทูตจึงกลายเป็นทาสไปด้วยประการฉะนี้.

--------------------------------------------------------------------------------

เอ็นจีโออาเซียนร้องไทยเคารพสิทธิมนุษยชนหลังได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน UNHRC

ที่มา Thai E-News


เอ็นจีโออาเซียนแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้ประเทศไทยต้องมีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและเด็ดขาดในเรื่องสิทธิมนุษย์ชนเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน UN Human Rights Council



Tuesday, 22 June 2010

ASIAN NGOS JOINT PRESS STATEMENT

Thailand Must Take Clear and Decisive Action for Human Rights

as New President of the UN Human Rights Council

Asian NGOs Urge the New Asian Member States of the Council - Malaysia, the Maldives, Qatar and Thailand to Strictly Comply with the Highest Human Rights Standards

(22 June 2010, Bangkok/Geneva) The UN Human Rights Council (Council) convened its organizational meeting yesterday on its fifth annual cycle (2010-2011) and elected Ambassador Sihasak Phuangketkeow, the Permanent Representative of Thailand to the UN Office and Other International Organizations in Geneva, as the President of the Council for a period of one year. We, the undersigned 55 national and regional human rights organizations across Asia, urge Ambassador Sihasak Phuangketkeow to demonstrate his utmost leadership and competency in order for the Council to fulfill its mandate and responsibilities effectively and ensure meaningful participation of NGOs.

We are of the view that there are underused work formats and tools at the Council, which can be rejuvenated by vigorous and inspiring initiatives by the President. Specifically, we call upon the President of the Council to make the most use of a President's Statement to ensure timely response to situations of human rights violations, but not in a manner of substituting or replacing resolutions. The urgent debate on the Gaza flotilla incident during the recently concluded 14 th regular session of the Council demonstrated the creative capability of the Council in fulfilling its mandate. With the active facilitation by the President, such an example of a work format should be further explored and built upon consistently for other human rights situations that require the Council's attention.Furthermore, we urge the President to concretely work on ways to better protect and enhance the space available to NGOs as well as for greater representation and effective engagement of national and regional NGOs in the Council processes including the 5-year review of the Council.

The Presidency of the Council is not limited to the personal capacity of the Ambassador; the government of Thailand too must play an exemplary role in upholding the highest human rights standards and fully cooperating with the Council and other UN human rights mechanisms. The public image and credibility of the Council will be seriously undermined if it is chaired by a representative of the State that continues to impose unduly prolonged state of emergency in the country.We urge the government of Thailand to lift the Emergency Decree without any further delay and ensure full transparency and accountability for those human rights violations committed during the recent unrest in its capital.

As a way of setting an example as the Council President, Thailand should issue a standing invitation to all Special Procedures mandate-holders for official country visits, giving priority to the Special Rapporteurs on Extrajudicial Executions, Human Rights and Counter-Terrorism, Freedom of Opinion and Expression, Migrants as well as the Working Group on Arbitrary Detention. We call upon the government of Thailand to remain seized of the persistent human rights trends such as the rights of migrant workers, the right to freedom of expression and the human rights situation in southern Thailand, with the view that these should not be neglected during the national reconciliation process. In addition, the National Human Rights Commission and the judiciary must be further strengthened to ensure their independence and effectiveness.

Lastly, we repeat our call towards Asian States to push competitive slates to enable the General Assembly to be given a genuine opportunity to elect the most qualified States to the Council. While we regret the last Council elections in May were characterized by a pre-determined process, we strongly urge the new Asian member States of the Council, namely Malaysia, the Maldives, Qatar and Thailand to strictly comply with international human rights norms and standards and fully commit to engaging with national and regional human rights NGOs during their 3-year term. They must set clear indicators and timelines for their voluntary pledges and commitment with concrete action plans rather than aspirational targets.

Please click here to download pdf version of this statement.

List of Signatories (55 National and Regional Human Rights Organizations in Asia):

Regional Organizations

1. Alternative ASEAN Network on Burma (ALTSEAN-Burma), Thailand

2. Asia Indigenous Peoples Pact (AIPP), Thailand

3. Asian Federation Against Involuntary Disappearances (AFAD), Philippines

4. Asian Forum for Human Rights and Development (FORUM-ASIA), Thailand

5. Asian Legal Resource Center (ALRC), Hong Kong, China

6. Commonwealth Human Rights Initiative (CHRI), India

7. Global Alliance Against Traffic in Women (GAATW), Thailand

8. International Women's Rights Action Watch Asia Pacific (IWRAW-AP), Malaysia

9. Migrant Forum in Asia (MFA), Philippines

National Organizations

10. Bahrain Centre for Human Rights (BCHR), Bahrain

11. Ain o Salish Kendra (ASK), Bangladesh

12. Odhikar, Bangladesh

13. Human Rights Education Institute of Burma (HREIB), Burma/Thailand

14. Cambodian Human Rights and Development Association (ADHOC), Cambodia

15. Indigenous Community Support Organization (ICSO), Cambodia

16. Banglar Manabadhikar Suraksha Mancha (MASUM), India

17. People's Watch (PW), India

18. Peoples' Vigilance Committee on Human Rights (PVCHR), India

19. Programme Against Custodial Torture & Impunity (PACTI), India

20. South India Cell for Human Rights Education and Monitoring (SICHREM), India

21. Human Rights Working Group (HRWG), Indonesia

22. Indonesia Legal Aid Foundation (YLBHI), Indonesia

23. Indonesian Association of Families of the Disappeared (IKOHI), Indonesia

24. International NGO Forum on Indonesian Development (INFID), Indonesia

25. The Commission for the Disappeared and Victims of Violence (KontraS), Indonesia

26. The Indonesian Human Rights Monitor (IMPARSIA), Indonesia

27. Centre for Orang Asli Concerns (COAC), Malaysia

28. Education and Research Association for Consumer (ERA Consumer), Malaysia

29. Suara Rakyat Malaysia (SUARAM), Malaysia

30. The Maldivian Democracy Network (MDN), Maldives

31. Centre for Human Rights and Development (CHRD), Mongolia

32. Globe International (GI), Mongolia

33. Human Rights Treaty Monitoring Coordination Committee (HRTMCC), Nepal

34. Informal Sector Service Centre (INSEC), Nepal

35. International Institute for Human Rights, Environment and Development (INHURED), Nepal

36. National Alliance of Women Human Rights Defenders (NAWHRD), Nepal

37. National Coalition for the International Criminal Court (NCICC), Nepal

38. Women's Rehabilitation Centre (WOREC), Nepal

39. National Commission for Justice and Peace (NCJP), Pakistan

40. Paglingkod Batas Pangkapapatiran Foundation (PBPF), Philippines

41. Philippines Alliance of Human Rights Advocates (PAHRA), Philippines

42. PILIPINA Legal Resources Centre (PLRC), Philippines

43. Task Force Detainees of the Philippines (TFDP), Philippines

44. Korean House for International Solidarity (KHIS), Republic of Korea

45. MINBYUN-Lawyers for a Democratic Society, Republic of Korea

46. People's Solidarity for Participatory Democracy (PSPD), Republic of Korea

47. The Refuge P Nan, Republic of Korea

48. Think Centre, Singapore

49. Law and Society Trust (LST), Sri Lanka

50. Information Monitor (INFORM), Sri Lanka

51. Taiwan Association for Human Rights (TAHR)

52. People's Empowerment Foundation (PEF), Thailand

53. US Committee for Refugees and Immigrants (USCRI), Thailand

54. Working Group on Justice for Peace (WGJP), Thailand

55. Judicial System Monitoring Programme (JSMP), Timor Leste