WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 24, 2010

โต้รัฐหาเหตุวุ่น เทือกปัด ลากยาวฉุกเฉิน

ที่มา ไทยรัฐ

รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ยืนยันรัฐบาลจะพิจารณาเมื่อถึงเวลา และมองที่ความปลอดภัยของบ้านเมือง และประชาชนเป็นหลัก จึงไม่จำเป็นต้องสร้างสถานการณ์ บึมถล่มที่ทำการพรรคภูมิใจไทย....

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.นายสุเทพ เทือกุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวก่อนเดินทางไปปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมมือระเบิดบริเวณพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ว่า หลักฐานยังไม่ชัดเจนขนาดนั้น ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการก่อน แต่เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางพล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผบก.น.2 ได้รายงานในที่ประชุมของศูนย์อำนวยการแก้ไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บันทึกปากคำนายอเนก สิงขุนทด อายุ 26 ปี ที่เป็นผู้รับจ้างทำให้มีเบาะแสที่คิดว่า จะสามารถสาวไปถึงต้นตอได้ เราจึงต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ดำเนินการ

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ว่าใครเข้ามาเกี่ยวข้อบ้าง ขอให้รอผลการสอบสวนก่อน ส่วนที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างสถานการณ์ขึ้นเอง ทางพรรคเพื่อไทยมีแนวทางที่จะบิดเบือนเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงให้เกิดความสับสนใน บ้านเมืองอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ประชาชนจะต้องใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรองข่าวสารทั้งหลาย

นายสุเทพ กล่าวถึงเรื่องที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้างต่อ อายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยจะมากล่าวหาฝ่ายรัฐบาล ตั้งสร้างสถานการณ์เพื่อเป็นข้ออ้างใน การต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เป็นการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น เพราะการจะต่อหรือไม่ต่ออายุรัฐบาลต้องประเมินสถานการณ์โดยรวมทั้งหมด ไม่ใช่เหตุการณ์เกิดขึ้นจุดใดหนึ่ง และรัฐบาลต้องคำนึ่งด้วยว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับบ้านเมืองอย่างรุนแรง เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดช่วงเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ความอยู่รอดปลอดภัยของบ้านเมือง ประชาชน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเป็นหัวใจของรัฐบาล ไม่จำเป็นต้องไปสร้างสถานการณ์ใดๆเพื่อเอามาเป็นข้ออ้าง อย่างไรก็ตามกลุ่มบุคคลที่ก่อเหตุร้ายในบ้านเมืองช่วงเดือ นเม.ย.และพ.ค.ที่ผ่านมา เขายังไม่หยุดและยังพยายามที่จะก่อเหตุ เพราะสิ่งที่เกิดมานั้นเขายังไม่ได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่หัวหน้าขบวนการหรือ คณะผู้ก่อการกำหนดเป็นเป้าหมายเอาไว้ ดังนั้นยังเป็นสถานการณ์ที่เราต้องติดตามจับตาดูกันต่อไป และปราบปรามป้องกันแก้ไขต่อไป

นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล เพิ่มความเข้มงวดในการระมัดระวัง ดูแลสถานที่สำคัญทั้งหลาย รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเพิ่มมากเป็นพิเศษ เป็นเรื่องที่เราต้องแก้ไขตามสถานการณ์ที่ประเมินได้ ขณะนี้ จะอาศัยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นหลัก ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด แต่ถ้ามีความจำเป็นอาจต้องระดมอาสาสมัครพลเรือน หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นเข้าไปเสริมที่จะพิจารณาเป็นคดีไป

เจาะถึงด่านสุดท้าย!

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_91514

"ซาเล้งบอมบ์" ชิงเรตติ้งไปได้เยอะเลย

กับปฏิบัติการที่คนร้ายซุกทีเอ็นทีติดกับถังแก๊สบรรจุน้ำมันในรถเข็นขายเงาะ กดรีโมตตูมสนั่น

วินาศกรรมข้างอาคารที่ทำการพรรคภูมิใจไทย

ข่าวใหญ่ พาดหัวยักษ์หนังสือพิมพ์

บังเอิญเหตุเกิดวันเดียวกัน โดยกระแสเบียดแย่งพื้นที่ข่าวงานพระราชทานเพลิงศพ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่แฟนคลับคนเสื้อแดงเรือนหมื่นแห่มาร่วมอาลัยมืดฟ้ามัวดิน แน่นวัดโสมนัสราชวรวิหาร

และนัยความหมายที่มากกว่านั้น นับเป็นคิวแรกที่ นปช.กลับมารวมพลใหญ่โดยไม่ขัด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังโดนทหารลุยสลายเวทีแยกราชประสงค์

ตามจังหวะที่รัฐบาล โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ต้องสั่งกำลังตำรวจหลายกองร้อยคอยประกบไม่ให้คลาดสายตา

เผา "เสธ.แดง" กระตุ้นอารมณ์คนเสื้อแดง

ถ้าไม่มีเหตุ "ซาเล้งบอมบ์" ข้างที่ทำการค่ายภูมิใจไทยมาเบียดชิงเรตติ้ง ตามคิวแล้วฉากที่วัดโสมนัสฯน่าจะแรงกว่านี้

แต่ทั้งหมดทั้งปวงถ้าไม่นับคิว "ซาเล้งบอมบ์" และฉาก นปช.รวมพลอาลัย "เสธ.แดง"

มันยังมีประเด็นใหญ่มาก แต่โดนเบียดเป็นแค่ข่าวพาดหัวรอง

โดยถ้อยแถลงของนายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุศาลได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีที่นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ร้องให้สอบกรณีเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญนำเอกสารที่น่าจะเกี่ยวกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์มอบให้กับนายทศพล เพ็งส้ม

ส.ส.นนทบุรี ในฐานะทนายสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ตั้งแต่วันเกิดเหตุ ณ โรงอาหารศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ขณะที่นายปัญญา อุดชาชน รองเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ สำทับว่า เมื่อศาลทราบว่าเกิดเหตุขึ้น จึงได้เรียกเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานด้านกลุ่มงานคดีมาสอบถาม

ข้อเท็จจริง

และเจ้าหน้าที่ก็ยอมรับว่า ได้มอบเอกสารให้กับนายทศพลจริง

แต่จะเป็นเอกสารอะไรยังไม่เป็นข้อยุติ เบื้องต้นได้กันเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวไม่ให้มา

ยุ่งเกี่ยวกับคดีอีก และควบคุมให้อยู่ในสายตาของผู้บังคับบัญชา

ปมเหตุน่ากังขา จนศาลรัฐธรรมนูญยังนิ่งอยู่ไม่ได้

และงานนี้ไม่ต้องพูดถึงประเด็นเกลือเป็นหนอน ที่แน่นอนว่า ต้องเป็นคนในศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ข่าวไม่ชอบมาพากล ส่งซิกไปถึงฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย

แต่ก่อนอื่นใด เรื่องแปร่งๆ กระทบ "ตราชั่ง" ศาลรัฐธรรมนูญเยี่ยงนี้

ต้องรีบเคลียร์ให้กระจ่างก่อนเลย

อีกทั้งโดยห้วงเวลามันก็คาบเกี่ยวกับคิวที่พรรคเพื่อไทยเพิ่งยื่นหนังสือกดดันให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคน ถอนตัวออกจากองค์คณะผู้พิพากษาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ อ้างมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับคน
พรรคประชาธิปัตย์ ส่อไม่เป็นกลาง

จนต้องถอนตัวออกจากองค์คณะไป และมีคดีฟ้องร้องกันอยู่

โดยเกมบลัฟ ดักคอกันยังไง แต่ตามฉากมันก็ปะติดปะต่อเชื่อมโยงกันได้

และยิ่งย้อนกลับไปถึงคดีทะแม่งๆไอ้โม่งงัดรถฉกโน้ตบุ๊กของพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่บรรจุข้อมูลสำนวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ปรากฏการณ์ต่อเนื่องในลักษณะใกล้เคียงกัน

เหมือนกับว่า คนในดีเอสไอและคนในศาลรัฐธรรมนูญจงใจให้ข่าวหลุดออกมาประจานดักทาง

ตีกันพฤติกรรมลับๆล่อๆ

เอาเป็นว่า ห้วงเวลาเกิดเหตุใกล้เวลาที่คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ช็อตแรก จากกรณีใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ตามอาการที่จับทางกันได้
ดิ้นรนหนีตายกันทุกวิถีทางเหมือนกัน

ไม่ต่างอะไรกับปรากฏการณ์ถุงขนมใส่เงินสดเป็นล้านบาท ถูกวางทิ้งไว้ให้เจ้าหน้าฝ่ายธุรการศาล ในห้วงจังหวะคดีที่ดินรัชดาของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กำลังลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงาย

ฟ้องอาการร้อนตัวของจำเลยต้องโทษประหาร

ทางเดียว ต้องเสี่ยงเจาะปราการด่านสุดท้ายกันเลย.


ทีมข่าวการเมือง

การเมืองไทยติดหล่มจมปลัก

ที่มา ไทยรัฐ


เลือกตั้งซ่อม ส.ส. กทม.เขต 6 แทน คุณทิวา เงินยวง จะออกหัวออกก้อยอย่างไร อยู่ที่คน กทม.จะตัดสินใจ จะได้วัดกันไปเลยว่า ชาว กทม.จะเลือกข้างไหน และที่อยากจะพิสูจน์ก็คือ อยากให้ใครก็ได้ที่ไม่สังกัดสองขั้วการเมืองนี้มาลงสมัครแข่งด้วย เอาคนเด่น ดี ดังอย่างไรแค่ไหนก็ได้ มาลงเป็นตัวเลือก เพราะคะแนนที่จะเพิ่มอีกหนึ่งเสียงก็ไม่มีผลต่อฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว

แต่เป็นคำตอบสำหรับเจ้าของประเทศ

เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. กทม. เที่ยวนี้น่าจะเป็นกรณีพิเศษ ถือเป็นการทำประชามติ ก็ได้ เป็นคำตอบว่าเห็นอย่างไรกับการชุมนุมและการสลายการชุมนุมของรัฐบาลที่ผ่านมา แน่นอนว่าฝ่ายค้านหรือผู้ลงแข่งขันที่ไม่ใช่พรรครัฐบาลย่อมเสียเปรียบอยู่แล้วทั้งเครื่องไม้เครื่องมือและอำนาจรัฐ ยิ่งการเลือกตั้งครั้งนี้มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีกฎหมายเผด็จการค้ำคออยู่ ปิดประตูหาเสียงอย่างอิสรเสรี

ก็อยากให้บันทึกเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยว่า ประชาธิปไตยเมืองไทยถูกมัดมือชก ยุคนี้ พ.ศ.นี้ ส่วนฝ่ายค้านจะส่ง คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือประชาธิปัตย์จะส่ง คุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ หรือรายการนี้จะส่งเหลืองชนแดง หรือจะเอาไฮโซมาชนกับลูกชาวบ้านก็ไม่ว่ากัน

แต่อยากจะเรียกร้องให้ประชาชนเจ้าของประเทศเป็นกรรมการตัดสินที่ยุติธรรมที่สุดและให้โอกาสการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้แสดงศักยภาพให้เห็นว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดในโลกในขณะนี้ ช่วยกันทำให้ประชาธิปไตยกินได้เสียที เลิกทำตัวเป็นลูกเต่ายอมตกเป็นตัวประกันทั้งปีทั้งชาติ

ฟังผู้นำรัฐบาลให้สัมภาษณ์ถึงแผนปรองดองแห่งชาติว่ารัฐบาลพร้อมที่จะปรองดองกับทุกฝ่ายยกเว้นพวกที่กระทำผิดกฎหมาย ฟังดูขาวสะอาด แต่ถ้านึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ปล้นประชาธิปไตย ยึดอำนาจการปกครองในอดีตที่ผ่านมา รู้สึกตะขิดตะขวงใจชอบกล

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ก็ไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เป็นระดับแกนนำ ชนิดเต็มตัว ส.ส.คนอื่นๆของพรรคก็ให้การสนับสนุนเป็นกำลังใจทั้งข้างเวทีและบนเวทีอย่างเปิดเผย

แถมยังมี ทายาท คมช. เข้ามาลงรับสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส.ของพรรคอีก หรือยังมีแกนนำพันธมิตรฯ มาลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคอีก เดชะบุญว่าไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องลงทุนตั้งพรรคการเมืองเองให้เมื่อยตุ้ม ชัดยิ่งกว่าชัด

อย่างนี้ผิดกฎหมายหรือเปล่า

ก็ต้องถือว่าเป็นความผิดสำเร็จไปแล้วด้วยซ้ำ แล้วไงคดีพันธมิตรฯ กี่คดีทั้งดึงทั้งดอง แล้วไงตำแหน่ง ผบ.ตร. ปล่อยให้ว่างเว้นเป็นปีอย่างไม่มีเหตุผล และถ้าจะดึงดันสร้างวัฒนธรรมใหม่ ตายฟรี สังคมไม่แย่ ไปกว่านี้หรือ สุดท้ายนี้ขอระลึกถึง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เสธ.แดงที่ล่วงลับไปแล้วจงสู่สุคติ.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 24/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

โลกยุคใหม่

ที่มา บางกอกทูเดย์


จะ สูด ดม อม ทา .. ต้องเรียกหา “คนใกล้ตัว” ไว้ก่อนเพื่อ “ความชัวร์” และ “ปลอดภัย” ทั้งในภาคนี้ และ ภาคหน้า..ว่าแล้ว รัฐบาลของ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เตรียมตัวทำการ “ปฏิรูปประเทศไทย” ครั้งใหญ่!! นัยว่า..ด้วยการควานหา “เสาหลัก” ของบ้านเมือง..เพื่อให้ “การปฏิรูป” ในครั้งนี้เป็นที่เชื่อถือของประชาชนทั้งประเทศ เมื่อกวนหาจนทั่วประเทศแล้ว จึงได้ อานันท์ ปันยารชุน และ หมอประเวศ วะสี

มาเป็น “หัวรถจักร” เพื่อให้รถไฟสาย วงเวียนใหญ่-มหาชัยได้ขับเคลื่อนกันใหม่ ท่ามกลางการขมวดคิ้ว ของคนค่อนประเทศ!! เพราะสเปคของ “อภิสิทธิ์” ต้องการที่จะค้นหาคนที่เกิดในปี พอ.ศอ.2475 อันเป็นปีที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ เพื่อความคล้องจองในการทำงานในครั้งนี้ ปรากฏทั้ง “อานันท์” และ “ประเวศ”

เกิดในปีเดียวกันในปีนั้นพอดี..สิริร่วมรวมอายุของคน ทั้งสองก็ 78 ปีเข้าไปแล้ว.. ไอ๋หยาอาตือ!! โอ้โฮ!..นี่จะมาปฏิรูปประเทศไทย หรือ จะมาปฏิสังขรณ์ชุมชนบ้านบางแคกันแน่วะเนี่ย!! “คู่แร่ด” หนังที่เอาใจวัยสะรุ่นก็ฉายไปนานแล้ว คนดูขยับ “เคี้ยวหมากฝรั่ง” หนึบหนับ-หนึบหนับกันทั้งโรง นี่จะเปิดกล้อง “คู่โรย”

หวังเรียกคอหนังเหนียงยาน มานั่ง “ตะบันหมาก” กันให้แดงเถือกไปทั้งโรงหนังหรือไงอีกวะ..ประหลาดว้อยยย!! โอ..ประเทศกูคงเหี่ยวเป็นมะเขือเผากันก็คราวนี้แหละ สุภาษิตฝรั่งบอกว่า Grey hair is a of age.Not of wisdom แปลเป็นไทยว่า “ผมหงอกเป็นสัญลักษณ์ของอายุ ไม่ใช่ปัญญา” จะ “ปฏิรูป”

จะ “พัฒนา” ต้องใช้ “ความคิด” และ“มุมมอง” ของคนยุคใหม่เป็นผู้ปูแนวทาง..เพราะในอนาคตจะเหลือแต่ “คนรุ่นใหม่”เท่านั้น ที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้ ทั้งโลกเขาไปถึง “3จี” กันหมดแล้ว..บ้านเราเพิ่งจะปฏิรูปเรื่องเผา “กระบอกข้าวหลาม”..ไอ้ซับฝาย!!

การตรวจสอบนักการเมือง (4)

ที่มา บางกอกทูเดย์


“เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ได้พูดถึงการตรวจสอบนักการเมือง มาแล้ว 3 ตอน ซึ่งประชาชนผู้อ่านคงได้ความรู้ในเนื้อหาสาระอย่างครบถ้วน วันนี้มาถึงตอนที่ 4 ในส่วนสำคัญเกี่ยวกับ แบบการเสียภาษีของนักการเมือง โดยเป็นส่วนหนึ่งที่บอกให้รู้ว่า...รายได้ที่เสียภาษีในปีที่ผ่านมามีมาจากไหนบ้าง

แต่มิได้บ่งบอกถึงแหล่งเงินได้ทั้งหมด เพราะเงินได้บางส่วนอาจเป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี หรือเป็นเงินได้ที่แยกการเสียภาษีไปแล้ว เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เงินปันผล เงินได้จากการขายที่ดิน เงินได้จากมรดก ซึ่งเงินได้เหล่านี้อาจตรวจพบได้จากแบบแสดงรายได้ในปีที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดให้

นักการเมืองต้องแจ้งไว้กับ ป.ป.ช. การดูบัญชีรายได้จึงมีทั้งส่วนที่นำไปเสียภาษีและส่วนที่ไม่ต้องนำไปเสียภาษี แต่รายได้ที่แจ้งไว้สามารถนำไปหาความสัมพันธ์กับรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินที่แจ้งบัญชีต่อ ป.ป.ช. ได้ วิธีการดูก็ไม่ได้ยากเย็นมากนัก ถ้าเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ และรายจ่าย

เช่น การดูบัญชีนักการเมืองที่แจ้งรายได้ว่ามีดอกเบี้ยรับ ก็แสดงว่าควรจะมีเงินฝากธนาคารอยู่ด้วย แต่อาจไม่พบการเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก เพราะดอกเบี้ยเงินฝากนั้น สามารถเลือกเสียภาษีได้เมื่อถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว กฎหมายให้สิทธิผู้รับดอกเบี้ยเลือกวิธีการเสียภาษี ซึ่งนักการเมืองมักจะเลือกเสีย

เมื่อถูกหัก ณ ที่จ่าย จึงไม่พบการนำไปยื่นรวมเสียภาษีกับรายได้ชนิดอื่น หรือถ้าพบว่า...มีการแจ้งรายได้เป็นเงินปันผล ก็จะต้องไปดูว่ามีการถือครองหุ้นชนิดใด หุ้นที่ถือเป็นหุ้นสัมปทานหรือหุ้นหนังสือพิมพ์ที่รัฐธรรมนูญห้ามไว้หรือไม่ หรือกรณีของรัฐมนตรีก็ต้องดูต่อว่า ถือครองหุ้นเกอินร้อยละห้าหรือไม่

ในการแจ้งรายได้นั้นจะทราบรายละเอียดมากขึ้นถ้าไปพิจารณาในแบบภาษีที่ยื่นเอาไว้ เพราะนักการเมืองบางคน มีการแจ้งรายได้ไม่สอดคล้องกับแบบการเสียภาษี หรือมีการแจ้งข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน แบบการเสียภาษีที่แจ้งไว้เป็นรายได้ของปีที่ผ่านมา ก่อนที่นักการเมืองจะเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งจะมีผลเสียอยู่บ้าง

เพราะประชาชนจะไม่ได้เห็นหรือรับทราบข้อมูลการเสียภาษีที่เกิดขึ้นเมื่อนักการเมืองปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างการดำรงตำแหน่ง พิจารณาดูแล้วก็อาจจะไม่สอดคล้องกับสิทธิของประชาชนที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 62 กำหนดไว้ เพราะการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่นั้น ส่วนหนึ่งก็ควรมาจากการได้รับรู้ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน

และรายได้รายจ่ายในระหว่างปี แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อละครับ คนยกร่างรัฐธรรมนูญหรือการเขียนรัฐธรรมนูญที่มีมา ไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้บัญญัติไว้ ไม่เคยมีการบัญญัติให้นักการเมืองแจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน รวมทั้งรายได้และสำเนาแบบภาษีในระหว่างปีเอาไว้ด้วย แล้วจะให้สิทธิในการร้องขอให้มี

การตรวจสอบไว้ทำไม หรือต้องการปล่อยให้นักการเมืองปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน แล้วจึงมาตามตรวจสอบในภายหลัง ซึ่งเรื่องนี้ก็มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า...พ้นจากตำแหน่งแล้วจึงยื่นบัญชี หลักการตรวจสอบที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ ความทันต่อเวลา แต่เมื่อพิจารณาในรัฐธรรมนูญ ก็ดูได้ว่าคงจะไม่ทันต่อเวลา เช่น ในกรณี

สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ก็มีระยะเวลาการยื่นครั้งแรกกับครั้งพ้นจากตำแหน่งถึงสามปี สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาไม่ต้องยื่นบัญชีเมื่อปฏิบัติหน้าที่ครบหนึ่งปีหรือสองปี กฎหมายกำหนดให้ไปยื่นคราวเดียวเมื่อเวลาผ่านไปแล้วสามปี เมื่อไม่มีการยื่นทรัพย์สินและหนี้สินทุกปี ช่วงระยะเวลาการตรวจสอบก็ยาวขึ้น

การจะตรวจพบว่า สมาชิกวุฒิสภาที่การปฏิบัติหน้าที่แล้วมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ก็จะดูได้ยาก หรือจะตรวจสอบในมุมของจริยธรรม ก็ดูยากเพราะไม่รู้ว่า ใครทำงานใครไม่ทำงาน สามปีของสมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหาว่านานแล้ว แต่สำหรับนักการเมืองอื่นยิ่งนานกว่า เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรี มีระยะเวลาปกติในการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ระยะเวลาการยื่นก็นานถึง 4 ปีด้วย และถ้าเป็นสมาชิกวุฒิสภาแบบเลือกตั้งที่มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งถึงหกปี นับว่ายาวนานที่สุดในบรรดานักการเมืองที่มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งการตรวจสอบทรัพย์สินหนี้สินกับรายได้ระหว่างปี

ก็ยากตามไปด้วย แต่ในบางครั้งก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้นักการเมืองเหล่านี้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินก่อนระยะเวลาอันควร เช่น ถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติ หลังจากดำรงตำแหน่งเพียงไม่ถึงปีหรือเพียงปีเศษ นักการเมืองที่พ้นจากตำแหน่งก็จะต้องมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ในกรณีพ้นจากตำแหน่ง

กรณีอย่างนี้จะทำให้มีข้อมูลในการตรวจสอบเร็วขึ้นจะทำให้เห็นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงในทรัพย์สินหนี้สินได้ อาจรวมทั้งแบบการเสียภาษีด้วย เนื่องจากการเมืองของไทยยังไม่มีเสถียรภาพ เพราะนักการเมืองจ้องทำลายล้างกัน เพื่อแย่งชิงอำนาจการบริหารจึงเป็นผลดีต่อการตรวจสอบอยู่บ้าง เพราะการเปลี่ยนแปลง

บ่อยครั้งจะทำให้มีข้อมูลในการตรวจสอบมากขึ้น แต่การได้ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวตกอยู่ในภาวะจำยอม และไม่ได้ทำให้นักการเมืองใจซื่อมือสะอาดไปมากกว่าเดิม แต่กลับจะหาวิธีหลบหลีกการตรวจสอบมากขึ้น เช่น การใช้ตัวแทนถือครองทรัพย์สิน การซุกเงินที่ทุจริตคดโกง ถ้านักการเมืองโกงเก่งกว่าเดิม

ระบบการตรวจสอบที่เขียนมา คงไม่มีประโยชน์ แต่จะคิดเช่นนั้นยังไม่ได้ เพราะระบบการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินหนี้สินที่มุ่งหาความสัมพันธ์กับรายได้นั้น จะต้องพิจารณาถึงรายการค่าใช้จ่ายด้วย เรื่องนี้อาจจะมองง่ายขึ้นถ้ามีบัญชีค่าใช้จ่ายหรือบัตรเครดิตมาประกอบการพิจารณา แต่กฎหมายของไทย

ตั้งแต่ชั้นรัฐธรรมนูญ ลงมาถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่มีการกำหนดให้มีการยื่นรายการค่าใช้จ่ายระหว่างปีเอาไว้ จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ยังขาดไป เพราะการกระทบหาความสัมพันธ์ระหว่างทรัพย์สินหนี้สินกับรายได้รายจ่ายนั้น แน่นอนครับเรื่องระยะเวลาซึ่งได้กล่าวไปแล้วอาจนานไป เช่น สามปี สี่ปี หรือหกปี

แต่ถ้ามีกฎหมายกำหนดให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินพร้อมรายได้กันทุก ๆ ปี การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ง่ายขึ้นแน่นอน และจะทำให้พี่น้องประชาชนทราบฐานะทางการเงินของนักการเมืองได้ทันเวลาว่า...คนใดมีพฤติกรรมอย่างไร ทำงานหรือเที่ยว มีรายจ่ายเกินตัวหรือไม่ มีทรัพย์สินในนามคนอื่นหรือไม่

เช่น นักการเมืองคนหนึ่งแจ้งว่า มีทรัพย์สินรวม 20 ล้าน มีหนี้สินรวม 2 ล้าน ก็เท่ากับว่ามีทรัพย์สินสุทธิ 18 ล้านบาท และได้รับเงินเดือนปีละประมาณ 1 ล้านบาท แสดงว่าทรัพย์สินปลายปีควรจะมี 19 ล้านบาท แต่หากพบว่า...มีค่าใช้จ่ายทั้งปี 5 แสนบาท ทรัพย์สินสุทธิต้นปี 18 ล้านบาทบวกรายได้ 1 ล้านบาท

หักรายจ่าย 5 แสนบาท ทรัพย์สินสุทธิปลายปีที่คำนวณใหม่ควรจะเหลือเพียง 18.5 ล้านบาท ต่อมาถ้ามีการพบหลักฐานอื่นที่แสดงถึงรายจ่ายที่มากไปกว่าเดิม เช่น มีการบริจาคเงินให้พรรคการเมืองในปีเดียวกัน 1 ล้านบาท ก็จะเกิดข้อสังเกตขึ้นมาทันทีว่า เงินที่นำมาบริจาคให้พรรคนั้น มาจากไหน หรือในกรณีตรวจพบ

การใช้จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตจำนวนที่สูงมาก หรือตรวจพบการโอนเงินไปต่างประเทศเพื่อการศึกษาของบุตรในจำนวนมาก การพบรายจ่ายดังกล่าวจะนำไปสู่คำถามว่า เอาเงินมาจากไหนเช่นกัน การตรวจสอบนักการเมืองโดยหาความสัมพันธ์ของทรัพย์สินหนี้สินกับรายได้รายจ่าย รวมทั้งแบบภาษีนั้นเป็นเรื่องสำคัญ

ที่นักการเมืองคงไม่ต้องการให้มี เพราะไม่มีนักการเมืองคนไหนอยากให้คนอื่นมาตรวจสอบตัวเอง เมื่อไม่มีการตรวจสอบแล้วพี่น้องประชาชนจะแน่ใจได้อย่างไรว่า นักการเมืองทำงานแล้วไม่มีการทุจริตคตโกง เพราะแค่เฝ้าดูพฤติกรรมของนักการเมืองบางคนแล้ว คงคิดในใจได้แล้วว่า มันโกงแน่ ๆ

การตรวจสอบนักการเมือง...จึงต้องติดตามต่อในคราวหน้า!

โจรกระจอก

ที่มา บางกอกทูเดย์


จากวันเสียงปืนแตก...มกราคม 2547...ค่ายทหารพัฒนา...ถูกปล้น...ฝ่ายปล้นได้ขนอาวุธสงครามของทหารออกไป...กรุงเทพให้ความสำคัญกับข่าวนี้...ภายใต้คำจำกัดความง่ายๆว่า...โจรกระจอก วันนี้ มิถุนายน 2553 โจรกระจอก ตรึงทหารจำนวนหลายหมื่นไว้กับการต่อสู้ในระดับกึ่งสงคราม...และผลาญงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยไปแล้วมากกว่าแสนล้าน โจรกระจอก ทำให้ประเทศไทยต้อง...

เพิ่มงบประมาณการทหาร...ไปอยู่ในระดับต้นๆ ของงบประมาณรายจ่ายของประเทศ โจรกระจอก...ขยายอิทธิพลเหนือพื้นที่ แทบจะกล่าวได้ว่า...มีแต่กลางวันเท่านั้น ที่ฝ่ายรัฐบาลยังพอจะให้ความไว้วางใจ...ส่วนในเวลากลางคืนนั้น...ตรงกันข้าม เขียนขึ้นมาเพื่อที่จะบอกว่า...ปัจจุบันนี้...ความเชื่อมั่นว่าไฟใต้จะสงบนั้น

ก็เป็นเรื่องพูดกรอกหูกันอยู่ทุกวัน...แต่มันเป็น คนละเรื่องกับความจริง ความจริงที่ว่า...มีคนตายไปแล้วมากกว่า 4000 ศพ...และยังไม่มีแนวโน้มว่า...กำลังจะยุติความจริงที่ว่า...โดยพฤตินัย...แล้ว...ประประชาชนคนไทยในพื้นที่ดังกล่าว ต้องสูญเสียภาษีให้กับ 2 ผู้ปกครองมานานแล้ว ความจริงที่ว่า...ไทยพุทธที่เคย

ใช้ชีวิตอยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้และในบางพื้นที่ของจังหวัดสงขลา...ย้ายหรืออยากจะย้ายครอบครัวออกจากพื้นที่ในทันทีที่มีโอกาส ความจริงที่ว่า...พื้นที่วิกฤติการณ์...กลายเป็นแผ่นดินเศรษฐกิจของทั้ง 2 ฝ่าย...จนไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด...อยากจะเลิกวิกฤติการณ์นี้ ความจริงที่ว่า...ตัวอย่างแห่งวิกฤติการณ์ดังกล่าว...

จะกลายเป็นโรคภูมิแพ้ของประเทศไทย...และจะลามไปในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ...ด้วยความเป็นมาและเป็นไปที่คล้ายคลึงกัน...ตราบเท่าที่มาตรการปรองดอง...ยังเป็นมะม่วงดองมะยมดองอยู่แบบนี้...ฝันที่จะเห็นของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่น่าจะเกิดขึ้น เศร้า..

เชือดนายทุน‘หนุนแดง’ ถูกต้อง หรือ สะใจ?!

ที่มา บางกอกทูเดย์



ตั้งไข่กันอีกครั้ง! กับการ เปลี่ยนแปลงแต่ไม่เปลี่ยนไป ครั้งมโหราฬของ “บางกอกทูเดย์” และขอย้ำอีกสักครั้งสำหรับผู้อ่านที่เรายกให้พวกท่านเป็น “เจ้าของ” บางกอกทูเดย์ตัวจริง...เสียงจริง ทีมข่าวบางกอกทูเดย์จะเพิ่มดีกรีความเข้มข้นของเนื้อหาชนิด “ขวาตายซ้ายสลบ” เพื่อคุณๆ ผู้อ่าน โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่มี

อนาคตของเราเป็นเดิมพัน เสียงระฆังลั่นให้ขึ้นเวที!..ถึงเวลาคีย์ข้อมูลว่าด้วยเรื่องการอายัดบัญชีและห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน 83 บัญชีรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลมีอาการเหมือนรถติดเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต เพราะ 108 คณะกรรมการจากการแต่งตั้งของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพ่งพินิจแล้วพบว่า...

ทั้ง 83 บัญชีรายชื่อเข้าข่ายเป็นนายทุนเลี้ยงดูปูเสื่อ “คนเสื้อแดง” ให้อิ่มหมีพีมัน 83 บัญชีรายชื่อบุคคลรวมถึงนิติบุคล มีวงเงินหมุนเวียนรวมกันประมาณ 151,941,410,000 บาท หากจำนวนเงินทั้งหมดไหลเข้าไปเลี้ยงดูปูเสื่อคนเสื้อแดงจริงๆ...คงต้องบอกว่าเป็นการชุมนุมที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยมากที่สุดในโลก และหากใครบางคน

คิดว่า เงินคือพระเจ้า...ถามว่าเงินจำนวนมากมายมหาศาลดังกล่าวสามารถสนับสนุนให้ “บุคคลในสภาหินอ่อน” เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ? คำตอบ คือ เป็นไปได้...แต่ต้องถามต่อว่าแล้วใครจะทำ! ในเมื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง “คนเสื้อแดง” ยังต้องทำมาหากิน...มีธุรกิจการค้าเอาเงินไป

ลงทุนหมุนเวียน...จะเจ๊ง จะเจ๊า หรือได้กำไร ไม่มีใครสามารถตอบได้...นอกจาก “ศักยภาพ” ในด้านการลงทุนของแต่ละบุคคล เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่ผ่านมาแล้วผ่านไป...มิใช่เงินก้อนโตที่นอนนิ่งเหมาะแก่การจับจ่ายใช้สอย เฉกเช่น “งบประมาณ” ของแผ่นดิน คุ้มหรือไม่? กับการลงทุนซึ่งมิอาจคาดเดากับผลลัพธ์ที่จะ

เกิดขึ้นในอนาคต...ทั้งที่รู้เห็นเต็มสองตาว่า “ผู้ที่จะโค่นล้ม” มิใช่บุคคลในอาชีพเดียวกัน ซึ่งเป็น “นักการเมือง” เพียงอย่างเดียว เพราะวันนี้ “อำนาจ” หลากหลายเส้นทางได้มุ่งสู่ถนนการเมือง...โดยการเกาะกลุ่มรวมตัวกันเพื่อ “ประสานประโยชน์” ให้เข้ากับพวกพ้องฝ่ายตน คนเหล่านี้มีเงิน...มีอำนาจ...และมีสื่อซึ่งถือเป็น

“อาวุธร้าย” ในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างครบถ้วน ขณะที่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง “คนเสื้อแดง” หลายบุคคลถูกลดบทบาทเป็นเพียง “ประชาชนคนธรรมดา” เพราะในประเทศไทยไม่มีอำนาจอะไรยิ่งใหญ่เหนือไปกว่า “อำนาจทางการเมือง” ความชั่วร้ายเหล่านี้มิใช่หรือที่ประชาชน “รุ่นแล้วรุ่นเล่า”

ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษได้ออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้อง “ความเป็นธรรม” แต่สุดท้ายก็ต้อง “ถอยไปตั้งหลัก” เพราะสรรพกำลังยังมิอาจต่อกรกับ “อำนาจมืด” ดังกล่าวได้ 28 มิถุนายนนี้...กรมสอบสวนคดีพิเศษจะเรียก 83 บัญชีรายชื่อบุคคลและนิติบุคคล เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงว่า นำเงินส่วนตัวไปทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร?

และจำนวนเท่าได? เพื่อแลกมาซึ่งความอิสระปราศจากข้อหาการสนับสนุน “การก่อการร้าย” และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลอ้างว่าจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากบุคคลดังกล่าวต้องเข้าให้ข้อมูลธุรกรรมการเงินที่ผิดปกติ หรือธุรกรรมการเงินต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือพัวพันกับการเป็นท่อน้ำเลี้ยง

“คนเสื้อแดง” หรือไม่ หากไม่มารายงานตัว..คุกรออยู่! นี่คือระเบียบตามกฎหมาย ที่ผ่านมา...ต้องยอมรับว่า “การคอรัปชั่น” ยังติดหูติดตา แถมเป็นการคอรัปชั่น “ซึ่งๆหน้า” ภายนอกแต่งสูทดูดี...แต่ภายในไม่รู้เป็นพวก “กระสือกระหัง” หรือไม่ เพราะเห็นทำตัว “อดอยากปากแห้ง” กินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า...

ไม่เว้นแม้กระทั่งอุปกรณ์ไฮเทคนอกโลก เฉกเช่น “ดาวเทียม” เรื่องนี้ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่า “83 บัญชีรายชื่อ” จะโดนเชือดในฐานะ “ฝ่ายตรงข้าม” หรือไม่? ทำไปเพื่อความสะใจ...ทำไปเพื่อสนองความต้องการของตนเอง คล้ายๆ พวก “รูปชั่วตัวดำ” ที่ทำตัวลึกลับหลบๆ ซ่อนๆ ร้องครวญครางซี๊ดอ้า...ซี๊ดอ้า

เพียงลำพังในห้องแคบสี่เหลี่ยม...เพราะไม่มีหญิงคนใดเหลียวมอง “บางกอกทูเดย์” จำเป็นต้องเขียนถึงเรื่องดังกล่าวในฐานะตัวแทนประชาชน ซึ่งอาจมองไม่เห็นและคิดไม่ถึงเท่ากับมันสมองของ “ขุนนาง” ระดับประเทศ เราจะไม่พูดถึงกระบวนการชี้แจง..แต่จะเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบ...ว่ากันตรงๆ

ก็คือ “รัฐบาล” ต้องแสดงออกอย่างจริงใจ...มิใช่ “ปรองดองบนปองร้าย” อย่าทำเสมือนว่า..ชัยชนะที่อยู่เหนือฝ่ายตรงข้ามยังเป็นความต้องการที่ล้นปรี่ถึงคอหอย เพราะทุกวันนี้พรรครัฐบาลโดยการนำของ “ประชาธิปัตย์” ยังคงเป็นเส้นขนานกับพรรคฝ่ายค้าน “เพื่อไทย” อย่างปฏิเสธไม่ได้ ฉะนั้น...การตรวจสอบ

“เชือด” นายทุนหนุน “คนเสื้อแดง” จึงเป็นคำตอบที่สำคัญในการ “เรียกคืน” ศรัทธาของประชาชน หากผิดจริงแบบหลักฐานแน่นปึ๊ก...รัฐบาลจะลงดาบฟันให้คอขาดก็มีแต่คนชม แต่ถ้าลงดาบแบบหลักฐานครึ่งๆกลางๆ พิจารณาแล้วคิดว่า “น่าจะใช่” การปฏิบัติเช่นนี้ถือเป็นเรื่อง “ผิดมหันต์” เพราะนอกจากจะ

เป็นการ “ดิสเครดิต” ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล...มันยังเป็นการสร้าง “ความแตกแยก” ระหว่างคนไทยให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น “ช่วงเวลาที่พวกท่านกำชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ได้...เป็นเวลาที่ต้องมีความเมตตาปราณีอย่างถึงที่สุด” คำพูดของ เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ “แมนเดลา” ต้องการบอกผู้มีอำนาจ

ทั่วโลกว่า...หากบุคคลใดยิ่งใหญ่ถึงขั้นสามารถหยิบยื่น “ความเป็นความตาย” ให้แก่ผู้อื่นได้...สิ่งที่พวกเขาควรทำ นั่นคือ การให้ “ความเมตตา” เพราะวันใดที่คนอยู่ใต้อำนาจขึ้นมาเป็นใหญ่ในวันข้างหน้า...เขาก็จะให้ “ความเมตตา” กับพวกท่านเช่นเดียวกัน!

พรรค-พวก ใบสั่ง!

ที่มา บางกอกทูเดย์



เพราะเก้าอี้ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ไม่เพียงคุมระบบเศรษฐกิจการเงินของประเทศ แต่ยังคุมกลไกการตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นคนที่จะมานั่งตรงนี้ จึงเป็นคนที่การเมืองจะต้องโอเคและ “แฮปปี้” ด้วย จับตามองกันเขม็ง กับเก้าอี้ “ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย” คนใหม่ ที่จะมาแทนนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการคนปัจจุบัน

ซึ่งจะหมดวาระลงในวันที่ 30 ก.ย. นี้แล้ว ตำแหน่งที่ทั้งคุมและกำหนดนโยบายด้านการเงินที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ตลอดจนความมีความจนของคนไทยทุกชีวิต จะให้เป็นแบบตำแหน่ง ผบ.ตร.ไม่ได้ ที่ทุกวันนี้ขนาดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะทั้งผลักทั้งดัน ทั้งทุบโต๊ะหลายรอบ แต่ก็ไม่สามารถ

ตั้ง ผบ.ตร.ได้ เป็นได้แค่เพียงรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ซึ่ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ก็คงต้องเกษียณอายุไปด้วยตำแหน่งนี้แหละ เพราะเหลือเวลาแค่ 3 เดือนนิดๆ หรือ 100 วันเท่านั้นเอง ดังนั้นตำแหน่งผู้ว่าแบงก์ชาติจะให้ซ้ำรอยไม่ได้ เพราะนอกจากจะเป็นตำแหน่งกลไกสำคัญของเศรษฐกิจแล้ว ยังมีเรื่องของ

กฎหมายแบงก์ชาติ กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า คณะกรรมการคัดเลือกจะต้องเสนอรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ ไม่น้อยกว่า 2 คนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณา ก่อนที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติคนปัจจุบันจะหมดวาระอย่างน้อย 90 วัน ฉะนั้นช้าที่สุดไม่เกิน

วันอังคารที่ 29 มิถุนายนนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องนำชื่อผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติ ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าการแบงก์ชาติคนที่ 22 จะเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มาจากการคัดเลือกตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับใหม่ ต่างไป

จากอดีตที่เป็นสิทธิด้วยชอบธรรมจากการแต่งตั้ง ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติ ปัญหาก็คือ ซีกการเมือง โดยเฉพาะรัฐมนตรีคลัง ยอมรับกติกาได้หรือไม่ เพราะแน่นอนว่าในอดีตเคยมีกรณีที่รัฐมนตรีคลังกับผู้ว่าแบงก์ชาติทำงานไปด้วยกันไม่ได้ จนรัฐมนตรีคลัง

ต้องสั่งปลดผู้ว่าแบงก์ชาติมาแล้วดังนั้นตลอดมารัฐมนตรีคลังจึงใช้เป็นข้ออ้างในการหา “คนที่ถูกใจ” มานั่งเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ แม้จะต้องไปดึงเอา “คนนอก” มาเป็นก็ตาม แต่ในรอบนี้คนนอกแบบม้ามืดเลยคงยาก เพราะจะใช้การ “หยิบมาวาง” หรือ “ราชรถมาเกย” คงไม่ได้แน่ เนื่องจากต้องมีการสมัคร มี

กระบวนการสรรหา ซึ่งท้ายสุดมีผู้เข้าชิงครั้งนี้ 4 คน คือ 1. นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย 2. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 3.นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และ 4.นายพิสิฐ ลี้อาธรรม

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้ง 4 คนล้วนเป็นคนที่ผ่านงาน “แบงก์ชาติ” มาแล้วทั้งสิ้น แต่ที่ยังนั่งอยู่ในแบงก์ชาติจนวินาทีนี้ มีเพียงนายบัณทิตคนเดียวเท่านั้น ที่เหลืออีก 3 คน ล้วนเป็นอดีตลูกหม้อแบงก์ชาติ นายบัณฑิต นอกจากจะเป็นลูกหม้อแบงก์ชาติยุคปัจจุบัน แต่ยังได้รับแรงเชียร์จาก

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติคนนอก ที่การันตีว่า ถ้าเป็นคนแบงก์ชาติแล้ว ณ เวลานี้ไม่มีใครเหมาะสมเกิน แต่ไม่รู้ว่าเป็การไถ่บาปหรือไม่ เพราะตอนที่หม่อมอุ๋ยลุกจากเก้าอี้ผู้ว่าแบงก์ชาติ ครั้งนั้นหม่อมอุ๋ยก็เลือกนางธาริษาเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ... โดยไม่ได้เลือกนายบัณทิต ที่สำคัญหากดูเส้นทางของ

นายบัณทิต และ หม่อมอุ๋ยนั้น ล้วนไม่ใช่สายประชาธิปัตย์ สำหรับนายธีระชัย เคยทำงานในแบงก์ชาติ ดูแลสายกำกับดูแลระบบสถาบันการเงิน เสถียรภาพของตลาดการเงิน และนโยบายการเงิน ทำให้เมื่อสถาบันการเงิน 56 แห่งล่มสลายในวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 จึงต้องหลบลมร้อนไปอยู่ ก.ล.ต.แต่ใน

ช่วงที่การเมืองเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในเรื่องซุกหุ้นชินคอร์ป นายธีระชัยถูกมองว่าพยายามลอยตัว ไม่เข้ามาร่วมรุมสกรัม พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างที่ประชาธิปัตย์ และม็อบพันธมิตรฯ ต้องการ ฉะนั้นแผลนี้จึงทำให้นายกรณ์อาจจะต้องคิดหนัก แม้ว่าระยะหลังนายธีระชัย จะมีท่าทีสอดคล้องกับ

รัฐบาลประชาธิปัตย์มากขึ้นแล้วก็ตาม ขณะเดียวกันนายกรณ์อาจจะยังอยากให้นายธีระชัยช่วยดูแลเรื่องการปั่นหุ้น ที่หลังๆ มักจะมีชื่อของคนในสายประชาธิปัตย์เข้าไปเอี่ยวเป็นประจำ อย่างล่าสุดกรณีอื้อฉาวหุ้นไทยคมนั่นเอง ส่วนนายประสาร ลึกๆ แล้วกสิกรไทยน่าจะเป็นแบงก์ที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่อาจ

จะต้องการเกียรติประวัติ แต่สิ่งที่น่าจะจับตามองก็คือ ในการทำลายล้างทางการเมืองครั้งนี้ แบงก์กรุงเทพฯถูกมองว่าสนับสนุนพันธมิตรฯ และประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน ในขณะที่แบงก์กสิกรไทยก็ถูกมองว่า “เหมือนมีใจให้”ไม่น้อย ซึ่งถ้าเป็นจริง นายกรณ์จำเป็นที่จะต้องตอบแทนแบงก์กสิกรไทย

หรือไม่???... น่าคิด แต่คนสุดท้ายคือนายพิสิฐ ไม่เพียงเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย แต่ต้องถือว่ามีความสนิทสนมกับประชาธิปัตย์อย่างแนบแน่นมาโดยตลอด แถมนายพิสิฐ ก็ยังเคยอยู่แบงก์กรุงเทพมาก่อนด้วย ที่สำคัญการที่นายพิสิฐ มาสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าการแบงก์ชาติ

แบบเฉียดฉิวเป็นคนสุดท้าย ราวกับว่าจะมีคำขอร้องให้ลงสมัครกระทันหัน เป็นเรื่องที่น่าคิดและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นแม้ว่านายกรณ์ จะมีการออกตัวทำนองว่าทั้ง 4 คนนี้เป็นใครก็ได้ ล้วนเหมาะสมที่จะรับตำแหน่งทั้งสิ้น แต่กระแสสะพัดในแวดวงธุรกิจล้วนจับตามองไปที่นายพิสิฐมากกว่าเพื่อน

ขนาดมีข่าวปล่อยออกมาว่านายพิสิฐได้คะแนนติด 1 ใน 2 แล้วแน่นอน งานนี้ “พิสิฐ” จะเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติที่การเมืองส่งเข้ามาชิงตำแหน่งจริงหรือไม่??? อีกไม่เกิน 1 สัปดาห์เป็นได้รู้กัน ว่านายกรณ์ สุดท้ายจะตัดสินใจอย่างไร พรรค... พวก... หรือ ใบสั่ง!!!

ประชาชนจัดกิจกรรมรำลึก 78 ปีคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ที่มา ประชาไท

ประชาชนกลุ่มหนึ่งรวมตัวบริเวณหมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อรำลึกครบรอบ 78 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรเมื่อ 24 มิถุนายน 2475







เช้าวันนี้ (24 มิ.ย.) เมื่อเวลา 06.05 น. นักศึกษา นักกิจกรรม และประชาชนประมาณ 20 คน รวมตัวกันบริเวณหมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านหน้าสนามเสือป่า เพื่อรำลึกวันครบรอบ 78 ปี ที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

โดยผู้ชุมนุมได้ร่วมกันวางดอกกุหลาบประดับที่หมุดคณะราษฎร และมีการจุดเทียน มีการอ่านประกาศฉบับที่ 1 ของคณะราษฎร ก่อนจะสลายตัวอย่างสงบเมื่อเวลา 07.00 น.