WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 25, 2010

ไทยบอลโลก

ที่มา บางกอกทูเดย์


วันนี้..ต้องเชียร์..ชุมพล ศิลปอาชา..ที่จะขออาสารัฐบาลไปดำเนินการ เพื่อให้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันบอลโลก กับเขาสักครั้งหนึ่ง งานนี้..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..น่าจะพยักหน้า..เพราะไม่ว่า ชุมพล ศิลปอาชา จะทำสำเร็จหรือไม่..ก็ทำให้ประเทศไทยพ้นไปจากความกระหายใคร่อยากจะชกจะต่อยกันไปสักระยะหนึ่ง แต่หากจะให้..ฟีฟ่าสนใจและทำให้ฟีฟ่าอนุมัติง่ายขึ้นนั้น..ประเทศไทย-มาเลย์เชีย-สิงคโปร์

ก็น่าจะเป็นเจ้าภาพร่วมกันและใช้สนามกิฬาของทั้ง 3 ชาติ เป็นปริมณฑล..โดยใช้ ภูเก็ต..เป็นศูนย์กลาง ว่ากันว่า..ในบอลโลกปีนี้..ประเทศเจ้าภาพแอฟริกาใต้..จะมีรายได้เข้าประเทศมากกว่า 5 แสนล้านบาท..และเกิดตำแหน่งงานให้กับพลเมืองมากมาย..เทียบกับประเทศไทยแล้ว..แอฟริกาใต้มีความแตกแยกและ

ความไม่ปลอดภัยสูงกว่า เรื่องราวระหว่างคนผิวขาว กับ คนผิวดำยังไม่กลมกลืนกัน สำหรับเอเซีย..ปีนี้เป็นปีแรกที่เศรษฐีเอเซียมีรายได้รวมมากกว่าทวีปยุโรป..หากมีบอลโลกในประเทศไทย..ตั๋วบอลโลกที่มีราคาโดยรวมประมาณ 7 พัน 7 ร้อยล้านบาท..จะขายได้มากกว่า..และมาเลเซียนั้นเป็นประเทศที่มีการจัดการแข่งขัน

ในระดับโลกอยู่แล้ว มาเลเซียยังเป็นศูนย์ของฟุตบอลอังกฤษในภูมิภาคนี้ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นมาได้หรือไม่..การสร้างชื่อให้กับประเทศไทยในมุมที่สร้างสรร..ก็น่าจะเป็นการสร้างภาพพจน์ให้กับประเทศไทย..ให้ดูดีขึ้น ไม่ใช่แผ่นดินของฆาตกรกับผู้ก่อการร้าย..อย่างที่ท่านทั้งหลายกำลังวาดภาพให้..การใช้ภูเก็ต..

เป็นเมืองแม่ของการแข่งขัน เพราะการใช้กรุงเทพเป็นเวทีใหญ่..จะทำให้ประเทศทั้งหลายหวาดกลัวและหวาดหวั่นกับอนาคตของประเทศไทย..เพราะจนถึงวันนี้..กรุงเทพก็ยังอยู่ในฐานะเมืองอันตรายและต้องห้าม..ของประเทศต่างๆ แต่ต้องให้แน่ใจว่า ในอีก 12 ปีข้างหน้าประเทศไทย..ยังมีอยู่ในแผนที่โลก

ทางเลือก ที่ไม่น่ารอด?

ที่มา บางกอกทูเดย์



ลำพังแค่นั่งเก้าอี้บิ๊กธุรกิจก็เยอะแยะแล้ว รัฐบาลยังทำเหมือนเมืองไทยไร้คนมีฝีมือ เพราะใช้บริการ “อานันท์ ปันยารชุน” ทั้งเรื่องปัญหามาบตาพุด และเรื่องปฏิรูปการเมืองไทย เป็นคำถามมาทุกยุคทุกสมัยในสังคมไทย ว่าขาดแคลนคนดี คนมีฝีมือกันหรืออย่างไร?ทำไมในหลายๆ วงการไม่ว่าจะเป็นการเมือง ข้าราชการประจำ หรือแม้แต่นักธุรกิจ จึงได้วนเวียนกับ “คนหน้าเก่า”กันเป็นส่วนใหญ่

ล่าสุดกรณีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่คนในซีกการเมืองที่เป็นขั้วเดียวกัน หรือต่อกันติดกับนายอานันท์ หากหาใครที่เหมาะสมไม่ได้ ก็เป็นต้องโผไปหานายอานันท์ตลอด พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ดูเหมือนจะเข้าข่ายเข้าล็อก เรื่องการเรียกใช้บริการ

นายอานันท์ เหมือนกับเป็นยาพาราเซ็ตตามอล แก้ปวดหัวได้ชะงัดนัก อย่างน้อยที่สุดก็ 2 ครั้ง 2 ครา 2 เรื่อง ช่วงระยะเวลาห่างกันไม่ถึงปี เริ่มจากได้รับการทาบทามจากนายอภิสิทธิ์ให้นั่ง เป็นประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ปัญหาเผือกร้อนที่ทำให้รัฐบาลติดชนัก

จะเดินหน้าก็ไม่ได้จะถอยหลังก็ยาก ที่สำคัญยังกลายปัญหาด้านการลงทุนสำคัญของชาติ เพราะมีเม็ดเงินลงทุนสูงหลายแสนล้านบาท หากการลงทุนล่าช้าไป 1 ปี จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ 0.4% รวมทั้งต่างชาติต่างจับตามองกรณีมาบตาพุดเขม็ง ว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไร ซึ่งจนวันนี้ต่างชาติที่ขี้เกียจรอคำตอบ

ต่างชะลอการลงทุนในไทย หลบลมร้อนไปลงทุนที่อื่นกันเป็นแถวแล้ว ยาแก้ปวดหัวยี่ห้อ “อานันท์” ช่วยนายอภิสิทธิ์ได้เพียงแค่ หยุดไม่ให้เรื่องครึกโครมมากไปกว่าที่เป็น แต่การแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยังไม่บรรลุผล เพราะงานนี้จริงๆ แล้วนายอานันท์เองก็ทำตัวลำบาก เพราะแม้จะยินดี

กับตำแหน่งที่รัฐบาลตั้งให้ แต่โดยส่วนตัวก็ทำตัวเป็น “เจ้าพ่อเอ็นจีโอ”มาตลอด ซึ่งกรณีมาบตาพุด เป็นเรื่องปัญหากระทบกระทั่งระหว่างการลงทุนกับชุมชน และความไม่ชัดเจนของรัฐบาลและกติกาต่างๆ ทำให้เรื่องนี้จึงยังคาราคาซังอยู่จนวันนี้ แต่เพราะชื่อชั้นของนายอานันท์ ที่แม้งานไม่บรรลุ กระแสสังคม

และภาพลักษณ์ก็ยังสามารถที่จะเป็นบวกได้ ทำให้เมื่อนายอภิสิทธิ์ ต้องการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับแผนปรองดอง และต้องการหาตัวคนมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ นายอานันท์ จึงเข้าสเป็กของนายอภิสิทธิ์อีกครั้ง และก็เช่นเคยไม่มีอิดเอื้อนใดๆ นายอานันท์ ตอบรับเป็นประธาน

คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศให้อีก 1 งาน… ทำให้ชื่ออานันท์ ขลังยิ่งขึ้น หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นการทรมานผู้สูงอายุหรือไม่ เพราะนายอานันท์นั้นเกิด 9 สิงหาคม 2475 เท่ากับว่าปีนี้อายุ 78 ปีเข้าไปแล้ว... แต่นายอานันท์กลับพอใจอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับเป็นการยืนยันความเป็น “อานันท์” ให้กับสังคมไทย

เพิ่มมากขึ้น ก็แม้แต่ในวงการธุรกิจ นายอานันท์ก็เพิ่งผงาดขึ้นไปนั่งเป็นประธานกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ แทนนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา มาแล้ว... นอกเหนือจากการนั่งแป้นคุมสหยูเนี่ยนมาตลอด สะท้อนให้เห็นว่า วันนี้อายุ 78 ปี ไม่ได้มีปัญหาสำหรับนายอานันท์ในการรับสารพัดตำแหน่งเลย แต่สำหรับการแก้ไข

ปัญหาของชาติ จะได้ประโยชน์แค่ไหนนั้นคงต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะแต่ละเรื่องที่รับหน้าเสื่ออยู่ในเวลานี้ ล้วนหนักๆ ทั้งนั้น แถมความคืบหน้าก็ยังค่อนข้างล่าช้า ดังนั้นกรณีของการปฏิรูปประเทศไทย หากนายอานันท์เร่งทำเพื่อความปรองดองภายในชาติเป็นหลัก และปราศจากอคติระหว่างกลุ่ม ระหว่างความคิด

ที่แตกต่างกันในเวลานี้ได้จริงๆ ก็ต้องถือเป็นเรื่องดี เพราะทุกวันนี้ สังคมไทยยังมีบรรยากาศของการแตกต่างทางความคิดกันอยู่ค่อนข้างสูง ซึ่งแทนที่ภาครัฐบาล และนายทหารใหญ่ๆ ทั้งหลาย จะเร่งคลี่คลายสถานการณ์ กลับยังปล่อยให้มีการเหยียบย่ำซ้ำเติม ทำลายล้างความคิดเห็นที่แตกต่างที่ไม่เป็นที่ถูกใจให้เห็น

เป็นระยะๆ ประเด็นเหล่านี้แหละที่รัฐบาลควรจะต้องคำนึง อย่างน้อยที่สุดการที่กรุงเทพโพลล์สำรวจผลงาน 1 ปี 6 เดือนรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ออกมาแล้วปรากฏว่า สอบตกเรียบทุกด้านเป็นเรื่องน่าคิด การที่รัฐบาลได้แค่ 3.79 จากคะแนนเต็ม10 และในฐานะนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ก็ได้คะแนนแค่ 4.48

จากคะแนนเต็ม 10 ครั้นจะหวังพรรคร่วมรัฐบาลมาช่วยเสริมคะแนนก็คงเป็นไปไม่ได้ จะหวังกลไกข้าราชการประจำ วันนี้ก็กำลังถูกจับตาว่าเข้าทฤษฎีหาคนดีมีฝีมืออื่นๆ ไม่ได้แล้วหรืออย่างไร... ด้วยเช่นกัน เพราะกำลังกระฉ่อนเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งข้าราชการระดับ 11 หรือระดับปลัดกระทรวง 15 ตำแหน่งกำลังวุ่นๆ ไม่น้อย

โดยมีข่าวว่า อาจจะมีรายการดึง นายอำพน กิตติอำพน จากตำแหน่งเลขาธิการ สภาพัฒน์ ข้ามห้วยไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงการคลัง แต่เนื่องจากนายอำพนนั้น ฝีมือการทำงานที่ผ่านมาเป็นที่ถูกอกถูกใจพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างยิ่ง ทางพรรคภูมิใจไทยก็เลยอากจะให้ไปเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมากกว่า

น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่า หากนานๆ ไป นายอำพน จะเป็นเหมือนนายอานันท์ หรือไม่... ที่ใครๆ ก็อยากเรียกใช้บริการ ทั้งหมดจึงเป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า ในยามนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีปัญหาในเรื่องการเฟ้นหาคนดี คนเก่งมาร่วมงานเป็นอย่างมาก เพราะเรื่องใหญ่ๆ ก็จะวนเวียน ดังนั้นก็ได้แต่หวังว่านายอานันท์นี่แหละ

ที่จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดีขึ้นมาได้บ้าง หากว่านายอานันท์จะทุ่มเทการทำงานจริงๆ และหวังว่าจะไม่ลืมคำพูดในอดีตที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า “สำหรับผมเองแล้ว ความผาสุก และสันติในสังคม จะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากความเอื้ออาทร และการเคารพซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการเคารพในเรื่องความคิด...”

คอยแกนนำ โดย กาหลิบ

ที่มา Democracy 100 percent



คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง คอยแกนนำ
โดย กาหลิบ

เราต่างสะเทือนใจกับความรุนแรงที่พี่น้องประชาชนได้รับเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ อย่างชนิดน้ำตายังไม่แห้งและคงไม่แห้งไปอีกนานหลายปี แต่เราต้องยอมรับด้วยว่ามีหลายสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นในห้วงเวลานั้นเสมือนกองดินที่ไหลรวมกันแถวราชประสงค์จนเกิดดอกไม้สวยงามงอกขึ้นมา อันเป็นความงามตามธรรมชาติที่เจ้าของประเทศและลูกสมุนไม่อาจบิดเบือนให้เป็นอื่นได้เลย

หนึ่งในนั้นคือความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไประหว่าง “แกนนำ” กับ “มวลชน”

นำเรื่องนี้มาพูดเพราะหลายคนปรับทุกข์มาว่า เราจะทำอย่างไรในสถานการณ์ที่แกนนำออกมานำไม่ได้เพราะติดคุกบ้าง หลบซ่อนตัวอยู่บ้าง และลี้ภัยออกไปนอกประเทศไทยบ้าง คนที่เหลือก็ถูกขู่โดยกฎกติกาของฝ่ายเผด็จการจนกระดิกตัวไม่ได้ ทำให้รู้สึกราวกับว่าฝ่ายประชาชนกำลัง “แพ้” เขา

วันนี้ขอชี้ให้ท่านเหล่านั้นเห็นว่า บางครั้งจุดเริ่มต้นแห่งชัยชนะมันก็เป็นอย่างนี้สถานการณ์ใหญ่หลังการฆ่าประชาชนแห่ง พ.ศ.๒๕๕๓ เปลี่ยนทุกอย่างไปหมดเราไม่สามารถนำเรื่องเก่าๆ มาประติดประต่อเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ในห้วงต่อไปได้ เพราะจากนี้ไปทุกอย่างจะยกระดับขึ้น
เหมือนเราย้ายบ้านขึ้นมาชั้น ๒ จะไปเอาปัญหาชั้นล่างอย่างน้ำท่วม คนข้างนอกเข้าถึงตัวง่ายๆ มาคิดไม่ได้แล้ว แต่ต้องคิดถึงปัญหาของชั้น ๒ อย่างลมแรง คนแก่ขึ้นลงลำบาก แขกกดกริ่งไม่ได้ยินมาคิดแทน

สถานการณ์ใหม่ก็ต้องคิดใหม่ ประสบการณ์เก่ามีประโยชน์ในการเอามาคิดประกอบกัน ยึดเป็นตัวตั้งหรือเป็นหลักไม่ได้

ขณะนี้คำว่า “แกนนำ” กำลังเปลี่ยนไป เมื่อ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖, ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ จนถึงพฤษภาประชาธรรม พ.ศ.๒๕๓๕ แกนนำหมายถึงผู้นำโดยแท้ทีเดียว

แปลว่ามวลชนก็เป็นผู้ตามโดยแท้เหมือนกัน

จะเดินสักก้าวก็ต้องมองแกนนำ ถามแกนนำ และกำลังใจทั้งหมดดูเหมือนจะอยู่ที่ความเข้มแข็งของแกนนำ

หมดแกนนำแล้วก็หมดกัน

ทั้งๆ ที่มวลชนส่วนหนึ่งในวีรกรรมเดือนตุลาและพฤษภา เป็นมวลชนระดับปัญญาชนที่อ่านมากรู้มาก มีจุดเชื่อมโยงทางอุดมการณ์และทฤษฎีสูง อาจจะมากกว่าขณะนี้ด้วยซ้ำ แต่พลังทางปัญญาในขณะนั้นก็ยังสู้พลังการนำของแกนนำไม่ได้ชื่อผู้นำนิสิต นักศึกษา สหภาพแรงงาน สหภาพเกษตรกร ฯลฯ จึงโด่งดังในหัวใจของมวลชนเสียยิ่งกว่าแนวทางการต่อสู้

แต่ ณ ฉากการต่อสู้ที่สนามหลวง (ตั้งแต่ ๒๕๔๘) ทำเนียบรัฐบาล (จนถึงเมษายน ๒๕๕๒) ผ่านฟ้าลีลาศและราชประสงค์ (๒๕๕๓) ไม่ใช่เช่นนั้นเสียทีเดียว ความยึดมั่นถือมั่นในตัวแกนนำที่เป็นบุคคลยังมีอยู่มากก็จริง แต่เห็นได้ชัดว่าแนวร่วมจำนวนมากมิได้มาจากความรักลุ่มหลงในตัวแกนนำ

แต่มาต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

มาร้องหาความเสมอภาค (และเกลียดสองมาตรฐาน)

มากวาดล้างความอยุติธรรมในสังคม

ท้ายที่สุดก็มุ่งทำลายการกดขี่ชนชั้นคนรากหญ้าโดยฝีมือของเจ้าของประเทศและอำมาตย์ที่เขาชุบเลี้ยง

แนวทางที่ชัดเจนขึ้นโดยวิวัฒนาการทางสังคม ทำให้เกิดแกนนำธรรมชาติทั่วไปในขณะนี้ กรอบเดิมของ นปช. นั้นช่วยเพาะได้ส่วนหนึ่ง แต่นอกกรอบ นปช. เรากลับมีแกนนำใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้ตัวหรือตั้งใจจะเป็นแกนนำให้เห็นอย่างมากมายไม่น่าเชื่อ จนมีจำนวนมากกว่าแกนนำในกรอบ นปช. ไปแล้ว

ท่านเหล่านี้เคยถูกกดด้วยแนวคิดเก่าๆ ว่า แกนนำจะต้องเป็น ส.ส. หรือผู้สมัคร ส.ส. หรือนักจัดตั้งมวลชนมืออาชีพ คนจะ “นำ” มวลชนได้ต้องมีดีกรีทางการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี จนเกิดชนชั้นอย่างแปลกประหลาดขึ้นในขบวนประชาธิปไตย
แต่ใน พ.ศ.๒๕๕๓ มวลชนพัฒนาจนก้าวหน้าขึ้นและพร้อมจะจัดตั้งมวลชนไปทีละเล็กละน้อย จนเกิดแกนนำชนิดใหม่ที่ไม่โด่งดังหรือไม่ได้มีแฟนมารุมล้อมเหมือนดารา แต่จัดตั้งได้เหนียวแน่นและลงลึกทางแนวทางและอุดมการณ์ได้

นี่ล่ะครับคือแกนนำรุ่นต่อไป

นี่ล่ะครับคือแกนนำที่สังคมรอคอยและเริ่มได้เห็นบ้างแล้ว

การปฏิวัติประชาธิปไตยอยู่ในมือของคนเหล่านี้ ไม่ใช่คนที่ยังติดความเป็นขี้ข้าเก่าของอำมาตย์ครับ.

จะปรองดองกันได้ ต้องตระหนักถึงการเผยแผ่ความเกลียดชังให้ได้ก่อน

ที่มา ประชาไท


ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการเผยแผ่ความเกลียดชังของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถึงแม้ม็อบพันธมิตรจะดูเหมือนหยุดการเคลื่อนไหวไปนานแล้ว แต่กลุ่มเสื้อหลากสีที่ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ก็หาความเชื่อมโยงไปยังกลุ่มพันธมิตรได้ไม่ยาก เมื่อพิจารณาการเคลื่อนไหวและการเผยแผ่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งรวมถึงสื่อในเครือผู้จัดการ เราจะเห็นความเหมือนอย่างน่าตกใจของเทคนิคที่ใช้ในการเผยแผ่ข้อมูลของพันธมิตรฯ กับเทคนิคที่กลุ่มหัวรุนแรงนิยมใช้

กลุ่มหัวรุนแรงในที่นี้หมายถึงกลุ่มองค์กรหรือการเคลื่อนไหวที่เผยแผ่ความเกลียดชัง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า hate group กลุ่มเผยแผ่ความเกลียดชังที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักน่าจะเป็นพวก นาซีเยอรมัน หรือ พวก Ku Klux Klan (KKK) ซึ่งเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติหรือเหยียดผิว แต่ในความเป็นจริง กลุ่มหัวรุนแรงที่เผยแผ่ความเกลียดชังยังรวมถึงพวกต่อต้านกลุ่มรักร่วมเพศ พวกต่อต้านการทำแท้งกลุ่มต่อต้านศาสนา หรือต่อต้านผู้อพยพ เป็นต้น ส่วนเทคนิคในการเผยแผ่โฆษณาชวนเชื่อ ในที่นี้หมายถึงเทคนิคในการชักจูงซึ่งพยายามโน้มนำความคิดเห็น ความรู้สึก ทัศนคติ หรือพฤติกรรมของกลุ่มคน อันที่จริงการโฆษณาชวนเชื่อไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายหรือดีงามมันเป็นเพียงการจูงใจและสามารถใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่ดีหรือประสงค์ร้ายได้

กลุ่มหัวรุนแรงที่เผยแผ่ความเกลียดชัง ปั้นแต่งคำพูด ภาพถ่าย หรือสื่ออื่นๆ ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ
- เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่า ฉลาดกว่า
- เพื่อฉวยโอกาสใช้ความรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือความหวาดกลัว ในการทำให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็น ปิศาจ
- เพื่อนำเสนออุดมการณ์และแนวความคิดของตนให้คนทั่วไปเข้าใจว่า นี่คือความจริง

เทคนิคการโฆษณาชวนเชื่อที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีการนำมาใช้กันมากในสื่อที่องค์กรของกลุ่มหัวรุนแรงเผยแผ่ความเกลียดชังบางครั้งมีการนำหลายๆ เทคนิคมาประกอบกันเพื่อให้มีประสิทธิผลสูงสุดและส่งผ่านความเกลียดชังไปสู่คนหมู่มากได้

การเล่นคำและการเรียกชื่อ
กลุ่มหัวรุนแรงที่เผยแผ่ความเกลียดชังมักชอบประดิษฐ์คำเพื่อสร้างกรอบให้กับมุมมองของตนให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น พวกคนผิวขาวที่เหยียดเชื้อชาติ จะไม่เรียกตัวเองว่าเป็นพวกเหยียดผิว (Racist) แต่จะนิยามตัวเองว่าเป็นพวกตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติ (racialist) ซึ่งเป็นคำที่เกิดขึ้นมาไม่นานและไม่มีประวัติอันด่างพร้อยมาก่อน
ในกรณีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเรียกร้องการถวายคืนพระราชอำนาจ จึงมิอาจเรียกตนเองว่า “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อราชาธิปไตย” ได้ เพราะยุคสมัยมันเลยจุดนั้นมามากแล้ว อีกอย่างพรรคการเมืองใหม่คงจะไม่อยากเอาระบอบเก่ามาใช้ในขณะที่นำเสนอตนเองว่าเป็น การเมืองใหม่ และจะบอกว่าตนสนับสนุนเผด็จการครึ่งใบ (อันที่จริงระบบ 70/30 นั้นเป็นเผด็จการมากกว่าครึ่งใบ) ก็คงทำไม่ได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังมีการตั้งชื่อให้ฝ่ายตรงข้ามแบบลดความเป็นมนุษย์ลง เช่น ใช้คำนำหน้าว่า ไอ้- อี- หรือเรียกฝ่าย นปช. ว่า หางแดง ไพร่แดง เป็นต้น

การใช้สัญลักษณ์และรูปภาพ
กลุ่มหัวรุนแรงที่เผยแผ่ความเกลียดชังเข้าใจดีถึงพลังของสัญลักษณ์ในการใช้เป็นสิ่งหล่อหลอมกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันดังนั้นจึงมีรูปภาพและสัญลักษณ์บ่งบอกอัตลักษณ์ของกลุ่มตน เพื่อที่จะทำให้กลุ่มของตนเป็นที่ยอมรับ จึงไม่แปลกที่กลุ่มหัวรุนแรงจะนิยมเอาสัญลักษณ์ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยมาใช้ เช่น กางเขนเคลติก มงกุฎ หรือ ภาษาโบราณของพวกยุโรปเหนือ (pagan runes)

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้ความสำคัญกับการใช้สัญลักษณ์เช่นกัน สังเกตเห็นได้จากมีการออกแบบโลโก้ออกแบบฉากบนเวทีให้เห็นนักการเมืองเป็นสัตว์ประหลาดไม่ใช่คน รวมไปถึงการทำเหรียญที่ระลึก ในแง่ของสัญลักษณ์ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เราจะเห็นรูปนกพิราบอยู่ในกรอบแขนสี่เหลี่ยมที่ประสานมือกัน

การอิงศาสนา
กลุ่มหัวรุนแรงที่เผยแผ่ความเกลียดชัง ถึงแม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาโดยตรงก็มักอ้างหลักคำสอน หรือใช้คำทางศาสนามาสร้างความประทับใจว่าสิ่งที่ตนทำนั้นพระเจ้ารับรอง เช่นหัวหน้ากลุ่มมักเรียกตัวเองว่าบาทหลวง สาธุคุณ (pastor) หรือจุดมุ่งหมายของกลุ่มมักเรียกว่า บัญญัติ (commandment)

เจ้าลัทธิพันธมิตรฯ มักพูดอยู่เสมอว่า “เราเอา ธรรม นำหน้า” หรือ “พ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนไว้ว่า” หรือการนุ่งขาวห่มขาวทำพิธีประพรมน้ำมนต์ให้กับสาวกที่เวทีพันธมิตร รวมไปถึงการที่เครือข่ายพันธมิตรอ้างบทวิพากษ์“ประชาธิปไตย” ของท่านพุทธทาสภิกขุโดยไม่อธิบายว่าท่านพุทธทาสกล่าวไว้ในบริบทแห่งการต่อสู้อย่างเข้มข้นของอุดมการณ์ทางการเมืองสองแบบในช่วงสงครามเย็น(ระหว่างวันที่ 3 กรกฎาคม 2519 ถึงวันที่ 25 กันยายน 2519 )


การอ้างความชอบธรรมทางวิชาการ
การใช้วิทยาศาสตร์หรือผลงานทางวิชาการมาสร้างความชอบธรรมให้กับอุดมการณ์ของกลุ่มตน เช่น การอ้างงานวิชาการหรือการนำเสนออุดมการณ์ทางการเมืองในรูปแบบเสมือนวิชาการ (pseudo-science) พวกนี้จะนำเสนอผลงานทางวิชาการของกลุ่มที่มีแนวคิดเดียวกับตนและทำให้ดูเสมือนเป็นกลางและปราศจากอคติ เป็นการผูกขาดความถูกต้องไว้เพียงกลุ่มเดียว
กลุ่มพันธมิตรฯ โชคดีกว่ากลุ่มหัวรุนแรงต่างชาติตรงที่ไม่ต้องอ้างอิงผลงานวิชาการมาสร้างความชอบธรรมให้กับอุดมการณ์ของกลุ่มตน เพราะพันธมิตรมีนักวิชาการของตนเองคอยเขียนบทความให้หรือแม้กระทั่งร่วมปราศรัยบนเวที นักวิชาการสายพันธมิตรที่รู้จักกันดี เช่น ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช ดร. ปราโมทย์ นาครทรรพ ดร.ภูวดล ทรงประเสริฐ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และ ดร.จรัส สุวรรณมาลา เป็นต้น


การใช้ลัทธิชาตินิยม
เมื่อกลุ่มเหยียดผิวกล่าวถึงชาตินิยมหรือความเป็นพลเมืองจะอยู่ในบริบทของการปกป้องคนผิวขาวจากการถูกรุกรานของผู้อพยพเชื้อชาติอื่น กลุ่มหัวรุนแรงที่เผยแผ่ความเกลียดชังจะใช้แง่บวกของลัทธิชาตินิยม เช่น ความจงรักภักดี ความมีสกุลรุนชาติ อัตลักษณ์ชาติ เพื่อบันดาลใจผู้คนให้เข้าร่วมกับกลุ่มตน

ลัทธิคลั่งชาติของพันธมิตรฯ ทำงานได้ดีเกินเป้า พันธมิตรฯ ชูประเด็นปกป้อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นประเด็นหลัก หลังจากประเด็นทุจริตคอร์รัปชันปลุกกระแสต้านทักษิณได้ไม่มากเท่าที่ต้องการ พันธมิตรฯ ปลุกกระแสทักษิณขายชาติ จนต้องลุกขึ้นมาร่วมกัน “กู้ชาติ” ในแง่ศาสนา พันธมิตรฯ ปลุกกระแสเรื่อง “เจ้ามูลเมือง” ไปจนถึงพาผู้ชุมนุมไปทำลายรูปปั้นหน้าเหมือนนักการเมืองที่ฐานพระประธานชินวัตรมุนี ในอุโบสถวัดบางละมุง จ.ชลบุรี รวมทั้งการเชื่อมโยงฝ่ายทักษิณกับวัดดังย่านคลองหลวง ปทุมธานี การปกป้องสถาบันกษัตริย์ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่พันธมิตรฯ ใช้ในการดึงมวลชนให้เข้าร่วมกับกลุ่มตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการกล่าวหาอดีตนายกฯ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด นักวิชาการ สื่อทางเลือก ไปจนถึงสื่อในเครือมติชน


การแพร่กระจายความกลัว
กลุ่มหัวรุนแรงที่เผยแผ่ความเกลียดชังบางกลุ่มจะใช้การแพร่กระจายความกลัว เพื่อโหมกระพือความเชื่อที่ว่า คนบางกลุ่มเป็นภัยสังคม เช่น เชื่อมโยงผู้อพยพกับอาชญากรรม โรคระบาด หรือการก่อการร้าย

การเผยแผ่ความกลัวเรื่องการยกทรัพยากรทางทะเลให้เขมร เรื่องระบอบทักษิณจะกลับมา ประเทศชาติจะล่มจม ไทยจะเหมือนฟิลิปปินส์ ขบวนการล้มล้างสถาบัน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง จนกระทั่งเร็วๆ นี้ เรื่องกลุ่มก่อการร้าย ฯลฯ ความเชื่อเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำอีกจากกลุ่มพันธมิตรฯ ในช่วงที่ นปช. เริ่มเข้ามาชุมนุมใน กทม. ASTV แพร่ภาพเหตุการณ์สงกรานต์ ๒๕๕๒ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับคนกรุงเทพฯ


การใช้เทคนิคของนักมายากล (smoke and mirrors)
ไม่ใช่ว่ากลุ่มหัวรุนแรงที่เผยแผ่ความเกลียดชังจะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเสมอไป บางครั้งจะทำการดิสเครดิตกลุ่มอื่นโดยเชื่อมโยงคนกลุ่มนั้นกับอาชญากรรมหรือโรคระบาดแทนที่จะเปิดเผยเจตนาเกลียดชังอย่างโจ่งแจ้ง บางกลุ่มอาจจะใช้ข้อมูลจากบทความที่ได้รับความน่าเชื่อถือหรือใช้ข้อมูลทางสถิติที่เอื้อประโยชน์กลุ่มของตน

ในกรณีนี้พันธมิตร นิยมใช้วิธีพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว นำเสนอข้อมูลทางสถิติหรือข่าวสารที่เอื้อประโยชน์กลุ่มตน เช่นการกล่าวอ้างเรื่องการไม่พร้อมของคนอีสานกับระบอบประชาธิปไตย หรือการอ้างว่าประชาธิปไตยไม่เหมาะกับประเทศที่คนไม่ค่อยมีการศึกษาโดยไม่เคยกล่าวถึงความตื่นตัวทางการเมืองของคนอีสานในการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หรือตัวอย่างประชาธิปไตยอันมั่นคงยาวนานในอินเดีย ประเทศที่มีประชากรไม่รู้หนังสือจำนวนมาก (35.16% census 2001) เมื่อเทียบกับประเทศไทยซึ่งมีผู้ไม่รู้หนังสือเพียง 7%.

การนิพนธ์ประวัติศาสตร์ (Revisionism)
พวกที่เขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ คือคนที่นำเสนอประวัติศาสตร์ที่ได้มีการปรับปรุง (revised) แล้ว หรือชำระแล้ว โดยมักนำเสนอให้ดูเหมือนว่าตนเองไม่มีอคติใดๆ แต่ในความเป็นจริงจะจัดเรียงข้อเท็จจริงในอดีตเพื่อส่งเสริมการตีความประวัติศาสตร์ให้เข้าข้างจุดมุ่งหมายของตน ที่เห็นได้ชัดคือพวกที่เสนอแนวคิดว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองไม่เคยเกิดขึ้นจริง”

กรณีของพันธมิตรฯ คงไม่มีเรื่องใดชัดเจนเท่ากับกรณีเขาพระวิหาร กับวาทกรรม “ศาลโลกตัดสินเฉพาะตัวปราสาทแต่ไม่ได้ตัดสินเรื่องผืนดินใต้ปราสาท” หรือ “ขอมไม่ใช่เขมร” การแก้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องยากของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อพิจารณาจากเจ้าลัทธิซึ่งเรียนมาทางด้านประวัติศาสตร์ หรือนักวิชาการสายพันธมิตรฯ อย่าง ดร.ภูวดล ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ ถึงแม้นักประวัติศาสตร์หลายท่านจะออกมาอธิบายให้สาธารณชนทำความเข้าใจถึงผลการตัดสินของศาลโลกการขออนุญาตขึ้นชมเขาพระวิหารของกรมฯ ดำรง ฯลฯ ก็ไม่สามารถต้านกระแสการนิพนธ์ประวัติศาสตร์ของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ ยิ่งบวกกับการใช้ลัทธิคลั่งชาติกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่าไม่รักชาติ ทำให้พันธมิตรฯ หาแนวร่วมเพิ่มได้ไม่ยาก ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนที่มีแนวคิดไม่เหมือนพันธมิตรฯ สงบปากสงบคำลงได้ด้วย

จากตัวอย่างที่ยกมาทั้งหมดเราจะเห็นได้ว่า เทคนิคที่ใช้ในการเผยแผ่ข้อมูลของกลุ่มพันธมิตรฯ กับเทคนิคที่กลุ่มหัวรุนแรงนิยมใช้นั้นเหมือนกันอย่างน่าตกใจ ผู้เขียนเชื่อว่า พันธมิตรฯ คงไม่ได้ตั้งใจและคงไม่อยากให้วิธีการของตน ไปเหมือนกับวิธีการของกลุ่มเหยียดผิวเป็นแน่ แล้วเหตุใด? วิธีการของพันธมิตรฯ จึงได้ถลำลึกลงไปสู่หุบเหวแห่งความเกลียดชังได้? สาเหตุน่าจะเป็นเพราะ พันธมิตรฯ ไม่เลือกวิธีการที่ใช้ ขอให้บรรลุเป้าหมายได้เป็นพอ เหตุผลที่พันธมิตรฯอ้างมักมี ๒ ประการด้วยกัน คือ: ใช้วิธีโจรสู้กับโจร และ เพื่อรักษาสถาบันสูงสุดเอาไว้ แม้จะต้องละเมิดหลักการอื่นไปบ้าง ก็ต้องทำ


บทส่งท้าย
ถึงแม้ว่ารัฐ ไม่ควรที่จะควบคุมเนื้อหาที่สื่อจะนำเสนอ รัฐสามารถส่งเสริมให้เกิดสมดุลได้โดยการชี้ให้สังคมเห็นถึงการเผยแผ่ความรุนแรงที่แต่ละกลุ่มได้ทำลงไป จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม นอกจากนั้นรัฐยังสามารถตอบโต้กลุ่มที่เผยแผ่ความโกรธ เกลียด กลัว โดยการสนับสนุนสื่อทางเลือกที่มีอิสระและมีคุณภาพ และหลีกเลี่ยงคำพูดที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง เช่น คนไทยหรือเปล่า? ผู้ก่อการร้าย ขบวนการล้มเจ้า รัฐไทยใหม่ ฯลฯ

สังคมเองก็สามารถทำให้การเผยแผ่ความเกลียดชังลดลงได้ ด้วยการสร้างความตระหนักและมีสติรู้เท่าทันเทคนิคการเผยแผ่ความโกรธ เกลียด กลัว และร่วมกันประณามผู้ที่ใช้เทคนิคดังกล่าวหรือแม้แต่ประณามรัฐที่ปล่อยให้มีการเผยแผ่ความเกลียดชังเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง นอกจากนั้นสังคมต้องช่วยกันกระตุ้นให้เหตุผลได้ทำงานและฝึกตั้งคำถามกับสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา อย่าให้ใครผูกขาดความจริงและความถูกต้องไว้แต่เพียงผู้เดียว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าให้ใครผูกขาดความรักชาติไว้เพียงกลุ่มเดียว


อ้างอิง
http://www.media-awareness.ca/english/resources/educational/overheads/online_hate/prop_techniques_overhead.cfm
http://en.wikipedia.org/wiki/Hate_group
http://en.wikipedia.org/wiki/White_supremacist
http://en.wikipedia.org/wiki/Hate_speech
http://www.natvan.com/