ที่มา Thai E-Newsอารยะขัดขืน -(ภาพบน)ภาพกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อสานต่อเจตนารมณ์บก.ลายจุดขณะที่เจ้าตัวส่งจดหมายถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์(ล่าง) และฝากให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิมนุษยชน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท และ บอร์ดราชดำเนิน เฟซบุ๊ค และ มติชนออนไลน์
28 มิถุนายน 2553
ประชาไท รายงานว่า ในช่วงเช้าของวานนี้ นายอานนท์ นำภา ทนายความ ได้เข้าเยี่ยมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค1 คลอง 5 ปทุมธานี และระบุว่าในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ จะยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัวนายสมบัติ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 เนื่องจากเห็นว่าเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบ การที่รัฐร้องขอนั้นเป็นการเขียนคำร้องโดยไม่สุจริต ถือเป็นการกลั่นแกล้งผู้ที่ไม่เห็นด้วยในทางการเมือง ส่วนสภาพความเป็นอยู่ของนายสมบัตินั้นค่อนข้างดี
ทั้งยังได้ฝากข้อความรณรงค์ 'วันอาทิตย์' สีแดงมายังทนายความด้วย ระบุว่า “การคิด ความเชื่อ การแสดงออกโดยสันติ ไม่ผิด เพียงเราเกิดผิดยุค ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนยุคสมัยของเราให้มีความเป็นธรรม”
ในการเข้าเยี่ยมนายสมบัติวันนี้ยังมีตัวแทนอนุกรรมการฯ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้าร่วมด้วย โดยนายสมบัติได้ฝากจดหมายเขีนด้วยปากกาสีแดงถึงประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเรียกร้องให้สนับสนุนการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและขอให้ปล่อยตัวประชาชนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง ดังมีเนื้อหารายละเอียดดังนี้ถึง ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
เรื่อง โปรดสนับสนุนการยกเลิกพ.ร.ก.การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และขอให้ปล่อยตัวประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง
ตามที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้มีการสลายการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม นปช. โดยใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม โดยอ้างพ.ร.ก.ฉุกเฉินจนทำให้มีผู้ได้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดในฝ่ายรัฐที่ออกมารับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น นอกไปจากการจับกุมประชาชนที่มีทัศนคติอันแตกต่างจากรัฐโดยอ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ปัจจุบันการชุมนุมใหญ่บนถนนราชประสงค์ได้ยุติมา 1 เดือนแล้ว สถานการณ์กลับสู่ความปกติ กรณีการอ้างความจำเป็นในการคงไว้ซึ่งประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อติดตามและจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายและผู้กระทำความผิดร้ายแรงนั้นสามารถใช้กฎหมายอาญาปกติได้ แต่รัฐประสงค์ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนฝ่ายตรงข้าม เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ และรักษาความนิยมของตนเองที่กำลังถูกตั้งคำถามจำนวนมากต่อการตัดสินใจใช้กำลังสลายการชุมนุม
ทุกวันนี้สื่อมวลชนถูก พ.ร.ก.ฉุกเฉินปิดกั้น รวมถึงสื่อทางเลือกอย่างอินเตอร์เน็ตก็ยังถูกบล็อกจำนวนมาก กล่าวคือ สถานการณ์การรับรู้ข่าวสารของประชาชน รัฐอนุญาตรับฟังได้จากฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียว
ความมั่นคงของรัฐบาลได้ถูกบิดเบือนเป็นความมั่นคงของรัฐ และดูเหมือนว่า ความมั่นคงนั้นจะไม่มี“สิทธิของประชาชน” อยู่ในนั้น
ในฐานะที่ท่านเป็นองค์กรที่ต้องตรวจสอบ และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน โปรดร่วมกับประชาชนที่ถูกลิดรอนสิทธิเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคนไทย ในยามที่บ้านเมืองแทบจะมองไม่เห็นความเป็นธรรมในขณะนี้
ด้วยความนับถือ
สมบัติ บุญงามอนงค์
27 มิ.ย.53
อ่านเพิ่มเติม: สัมภาษณ์ บก.ลายจุด: จิตวิญญาณผู้ก่อการ (ร้าย?) ทางสังคม
ชาวเฟซบุ๊คสานต่อเจตนารมณ์วันอาทิตย์สีแดง
ขณะที่ในโลกไซเบอร์ คือface book เมื่อวานนี้ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่27มิถุนายน ได้มีการนัดหมายกันทำกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง โดยนัดหมายจิบกาแฟ สนทนา และใช้ชีวิตปกติโดยสวมใส่เสื้อแดง อันเป็นการสานต่อต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่บก.ลายจุดริเริ่มเอาไว้
ผู้ใช้นาม "ไพร่ สไนเปอร์ ได้ประกาศแถลงการณ์เรื่อง "การจับ บก.ลายจุด อาทิตย์ยังคงสีแดงตลอดไป" โดยมีรายละเอียดว่าจากเหตุการณ์"กระชับพื้นที่" ที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ยังผลให้รัฐบาล ได้รับชัยชนะทางด้านการทหาร เนื่องจากผู้ชุมนุมปราศจากอาวุธ และมีการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่ในด้านคุณธรรม จริยธรรม สังคม วัฒนธรรมและการปกครองนั้น รัฐบาลพ่ายแพ้"คนเสื้อแดง"อย่างยับเยินยู่ยี่ ส่งผลให้รัฐบาล พยายามโปรโมทภาพลักษณ์ตัวเองเพื่อหวังผลใ ห้เป็นฝ่ายกลับมาชนะประชาชนอย่างหนักหน่วง จึงได้ใช้มาตรการปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน โดยการให้ยายฟองบ้าออกมาพ่นน้ำลายชื่นชมรัฐบาล ด่าเสื้อแดงทุกวันตามสถานีวิทยุ หรือให้หอยเน่าม ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งทั่วประเทศทุกวัน ให้ข่าวของช่องฟรีทีวีออกข่าวทางบวกของรัฐบาล และโหมกะพือข่าวการคิดถึงห้าง มากกว่าที่จะนำเสนอข่าวคนโดนฆ่าตายด้วยอาวุธสงครามของทหาร มากกว่าข่าวผู้บาดเจ็บจำนวนมากจากกระสุนจริงของทหาร และล่าสุดจับ บ.ก ลายจุดหวังเพื่อหยุดกระแส "วันอาทิตย์สีแดง" ที่จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้เรา 2-3 คนมาพบปะพูดคุยปรับทุกข์แดงๆของพวกเราได้ยุติไป
"วันอาทิตย์สีแดง" เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ การใส่เสื้อสีแดงในทุกๆวันอาทิตย์ เพื่อเป็นการประกาศให้ประชาชนทั่วประเทศทั่วโลกรู้ว่า "ยังมีผู้คนที่ยังรักในประชาธิปไตย ยังรักในความยุติธรรมยังแสวงหาความเท่าเทียม" อยู่ในประเทศนี้ ถึงแม้ว่า บ.ก ลายจุด จะโดนควบคุมตัวโดยคำสั่งของ ศอฉ. ไปนั้น แต่ "วันอาทิตย์สีแดง" ของพวกเราไม่อาจสามารถยุติลงได้ ทั้งนี้เนื่อง"วันอาทิตย์สีแดง"ไม่ได้ก่อให้เกิดความรุนแรงทางด้านการทหาร ไม่ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่สร้างความไม่มั่นคงให้รัฐบาล,เศรษฐกิจและสังคมแต่อย่างใด เมื่อพิจารณาแล้วเห็นสมควรว่า "วันอาทิตย์สีแดง" จะดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องต่อไป ดุจดั่งดวงอาทิตย์ ฉายแสงสุกใสและอาทิตย์ยังคงสีแดงตลอดไป
ลำดับภาพข่าวอาชญากรรมในประเทศเผด็จการ..!

ข้ออ้างในการจับกุม -'บก.ลายจุด' หรือ สมบัติ บุญงามอนงค์(ภาพบน)ทำกิจกรรมflash mob"หยุดฆ่า หยุดเผา หยุดอภิสิทธิ์"ใต้ทางด่วนบิ๊กซีลาดพร้าวช่วงบ่ายวันที่ 20 พฤษภาคม หลังเหตุการณ์19พฤษภาคมเพียงวันเดียว ทั้งนี้เพื่อกระตุกสังคมให้ตระหนักว่ามีผู้ประท้วงถูกฆ่าในการล้อมปราบหลายชีวิต(ภาพล่าง)ไม่ได้มีแต่เรื่องการเผาทำลาย"ทรัพย์สิน"เท่านั้น กรณีดังกล่าวนี้ตำรวจอ้างเป็นเหตุจับกุมฐานฝ่าฝืนสถานการณ์ฉุกเฉินต่อบก.ลายจุดเมื่อวันเสาร์ที่26มิ.ย.ขณะไปผูกผ้าแดงแยกราชประสงค์



บก.ลายจุด กับ"กลุ่มface bookวันอาทิตย์สีแดง" นำผ้าสีแดงไปผูกที่ป้ายแยกราชประสงค์บริเวณที่คนเสื้อแดงเคยจัดกิจกรรมชุมนุมโดยมีตำรวจมาจับกุม อ้างว่า ทำผิดประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ตำรวจมองขึ้นมาบนสะพานลอยจุดที่ผู้ถ่ายภาพนี้ไว้ได้ เพราะคนถ่ายรูปก็ใส่เสื้อI'M RED วันอาทิตย์สีแดง เหมือนกัน และมาร่วมกับบก.ลายจุดทำกิจกรรม
นี่คือภาพสุดท้าย ที่ บก.ลายจุดมองขึ้นมายังช่างภาพ แล้วผงกหัวให้ลงไปช่วยผูกผ้า แต่ต่อมา ตำรวจได้ควบคุมตัวบก.ลายจุดไปแล้ว
จับ "บก.ลายจุด" ไป ตชด.คลอง 5 ตำรวจอ้างข้อหาฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ภาพกิจกรรมก่อนถูกจับกุมตัว
"สมบัติ บุญงามอนงค์" นำสมาชิกกลุ่มไปผูกผ้าแดงที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์ ก่อนตำรวจคุมตัวไป สน.ลุมพินี ตามหมายจับของ ศอฉ. เดิม ฐานฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินกรณีชุมนุมที่ลาดพร้าว 71 ใต้ทางด่วนช่วง 19 พ.ค. ล่าสุดมีการคุมตัวไปกองบังคับการ ตชด.ภาค 1 ที่คลอง 5 ปทุมธานีรอ จนท.ศอฉ.สอบปากคำ ขณะที่มีประชาชนอีกกลุ่มนำสติ๊กเกอร์ค้านพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และสติ๊กเกอร์ข้อความ "เราเห็นคนตาย" ไประดมติดบริเวณทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส
เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. วานนี้ (26 มิ.ย.) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักกิจกรรมทางสังคม และผู้นำกลุ่ม"วันอาทิตย์สีแดง"ทาง facebook ได้นัดสมาชิกกลุ่มในเฟซบุคไปผูกผ้าสีแดง ที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเวทีปราศรัยของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนถูกสลายการชุมนมุวันที่ 19 พ.ค.
ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาพูดคุยกับนายสมบัติ และเชิญตัวไปสอบถามเพิ่มเติมที่ สน.ลุมพินี ขณะที่ภายนอก สน.ลุมพินี มีกลุ่มผู้สนับสนุน และเพื่อนของนายสมบัติมาให้กำลังใจจำนวนมาก
ขณะถูกควบคุมตัวบนสน.ลุมพินี
นอกจากนี้มีประชาชนอีกกลุ่มนำสำสติ๊กเกอร์รณรงค์ยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และสติ๊กเกอร์ที่มีข้อความ "เราเห็นคนตาย" หลายร้อยแผ่น มาติดบริเวณทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ถึงสถานีรถไฟฟ้าชิดลม และป้ายบริเวณห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ด้วย
โดย พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ผบก.น.5 กล่าวว่า ที่จับกุมนายสมบัติเพราะนายสมบัติมีหมายจับของศาลเลขที่ 116/2553 ออกเมื่อ 21 พ.ค. ฐานฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังนายสมบัติจัดการชุมนุมที่บริเวณลาดพร้าว 71 เลียบทางด่วน ช่วงสลายการชุมนุม 19 พ.ค. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นนายสมบัติปรากฏตัวในที่สาธารณะจึงจับกุมทันที
โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ไปนำนายสมบัติเดินทางไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ต.คลอง 5 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อให้พนักงานสอบสวนของ ศอฉ. เดินทางมาสอบสวนนายสมบัติที่นั่น
นายสมบัติไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าว กล่าวเพียงแต่ว่ามาสี่แยกราชประสงค์เพื่อเตรียมรณรงค์กิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" ที่จะจัดในวันพรุ่งนี้ (27 มิ.ย.) เนื่องจากเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมดังกล่าว จึงคิดว่าต้องมาเตรียมกิจกรรมเอง โดยก่อนถูกตำรวจควบคุมตัวไปที่กองบังึคับกรตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 นายสมบัติได้ตะโกนว่า "ทำวันอาทิตย์สีแดงต่อ"
สำหรับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ก่อนหน้านี้เคยถูกควบคุมตัวมาแล้ว โดยเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 50 ถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎอัยการศึก หลังปราศรัยคัดค้านการรับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สถานีขนส่ง อ.เมือง จ.เชียงราย ก่อนถูกทหารจากจังหวัดทหารบกเชียงราย ค่ายเม็งรายมหาราชควบคุมตัวและสอบปากคำก่อนทหารยอมปล่อยตัวเช้าวันถัดมา
ล่าสุดบก.ลายจุดเชิญชวนคนเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยรวมตัวกันจัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง และก่อตั้ง กลุ่มfacebookวันอาทิตย์สีแดง ต่อต้านเผด็จการ และเคยถูกศอฉ.ปิดกั้นเฟซบุ๊คมาแล้ว การที่ตำรวจควบคุมตัวบก.ลายจุนั้น มีเสียงวิจารณ์ว่าเพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหวต่อต้านผ่านfacebookซึ่งเป็นสื่อใหม่ที่กำลังมีอิทธิพล เพราะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามมีการนัดหมายทาง face book ว่าพรุ่งนี้เวลา 12.00 น. พบกันที่บิ๊กซีสะพานควาย ต่อจากนั้นไปฟังการสัมมนาวิชาการกับคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ที่กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธืปไตยจัดรำลึกวันชาติ24มิถุนายน ณ ห้องเทพประทาน โรงแรม มิโด้ ประดิพัทธ์ เวลา 13.00 น. พี่น้องชาวเสื้อแดงอย่าลืมมาทำกิจกรรมร่วมกันนะค่ะบก.ลายจุดจะได้ไม่ผิดหวังค่ะ
00000000
นักกิจกรรมสังคมออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ปล่อยตัวทันที
ภายหลังมีการจับกุมตัวนายสมบัติ ทางเครือข่ายนักพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมทางสังคม เพื่อประชาธิปไตยได้ออกจดหมายเปิดผนึก ขอให้ปล่อยตัว นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขโดยมีรายละเอียดดังนี้
วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2553
ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังจะมุ่งไปสู่ความพยายามปรองดองโดยรัฐบาลยังคงมีการบังคับใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ซึ่งเป็นการ ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฎิบัติงานโดยไม่ต้องรับผิด จับกุมคุมขังโดยไม่มีข้อกล่าวหา ทำให้ความปรองดองที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปรองดองที่จอมปลอมและหลอกลวง เป็นเพียงการสร้างภาพไปวันๆของรัฐบาล
ในวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 53 เวลาประมาณ 18.00 น. ได้มีกิจกรรมรำลึกถึงความสูญเสียในการเรียกร้องประชาธิปไตย ด้วยการผูกผ้าแดงที่สี่แยกราชประสงค์ โดยมิได้ก่อความไม่สงบ หรือก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นเพียงกิจกรรมตามมโนธรรมสำนึกและสิทธิของประชาชน รวมทั้งมิได้มีแกนนำแม้แต่ผู้เดียว
ทว่า เมื่อเวลา 18.00 น. ปรากฏว่ามีการจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งเป็นนักกิจกรรมทางสังคม ที่ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม งานอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ ประสบภัยน้ำท่วมอุตรดิตถ์ช่วยเหลือแรงงามข้ามชาติ ผู้ถูกกดขี่ ต่อต้านการค้ามนุษย์ ส่งเสริมประชาธิปไตย มีการทำงานกับเด็กไทยภูเขาเพื่อให้เรียนรู้เรื่องสิทธิทางการศึกษา รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มในการดำเนินกิจกรรมติดตามผู้สูญหายจากการสลายการชุมนุมของรัฐบาล ซึ่งนับเป็นนักกิจกรรมทางสังคมที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย สมบัติ บุญงามอนงค์ คือ ผู้บุกเบิกงานอาสาสมัครยุคใหม่ในสังคมไทย และเป็นนักกิจกรรมทางสังคมที่ไม่เพิกเฉยความไม่เป็นธรรม
การจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการคุกคามพลเมืองที่มีคุณูปการต่อสังคมและแสดงให้เห็นถึงรัฐบาลไม่มีความจริงใจดำเนินงานตามแผนปรองดองแห่งชาติ
พวกเราตามรายนามดังต่อไปนี้ เป็นนักกิจกรรมทางสังคม เป็นสามัญชน ขอประณามการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ ขอให้ปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์รวมทั้งบุคคลอื่นๆในทันที โดยไม่มีเงื่อนไข และพวกเราขอเรียกร้องให้มีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน เพื่อเป็นก้าวแรกในการนำไปสู่การปรองดอง
“ด้วยความหวาดกลัว พรก.ฉุกเฉิน”
1. นายกิตติชัย งามชัยพิสิฐ
2. นายประดิษฐ์ ลีลานิมิต
3. นายบารมี ชัยรัตน์ สถาบันสันติประชาธรรม
4. นายเขมทัศน์ ปาลเปรม กลุ่มปฎิบัติการเพื่อสิทธิคนจน
5. นางสาวพรพิมล สันทัดอนุวัตร
6. นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ
7. นายพันศักดิ์ ศรีเทพ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการเยียวยาสถานการณ์ฉุกเฉิน
8. นางสาวศิริพร พรมวงศ์
9. นางสาวจารุวรรณ สาทาลัย
10. นางสาววลสุดา โพเย็น
11. นางสาวจิราพร หิรัญบูรณะ
12. นายรัชพงษ์ โอชาพงศ์
13. นายสันติ โชคชัยชำนาญกิจ
14. นางสาวพัชรี อังกูรทัศนียรัตน์
15. นางสาววิรพา อังกูรทัศนียรัตน์
16. นางสาววัชรินทร์ สังขาระ
17. นางสาววนิดา สุรคาย
18. นางสาวอุลัยรัตน์ ชูด้วง
19. นางสาวพนิดา บุญเทพ
20. นายญัฐพงษ์ ภูแก้ว
21. นายอรรถพล บุญไพโรจน์
22. นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย
23. นางสาวปาริดา ปะการะโพธิ์
24. นางสาวสลิลทิพย์ ณ พัทลุง
25. นางสาวอรุณวนา สนิกะวาที
26. นายสุพัดตรา ธานีวรรณ
27. นายสุวิทย์ นาดี
28. นายธิติ มีแต้ม
29. นายวิทยา แสงระวี
30. นายกิตติศักดิ์ จันทร์ใหม่
31. นายอรรถพร ขำมะโน
32. นายกิตติเดช บัวศรี
33. นายตะวัน พงศ์แพทธ์
34. นางสาวสุปราณี คันธะชัย
35. นางสาวปณิธิตา เกียรติ์สุขพิมล
36. นายธิกานต์ ศรีนารา
37. นายเจษฎา โชติกิจวิภาค
38. นายปราการ กลิ่นฟุ้ง
39. นายรอมฎอน ปันจอร์
40. นางสาวอัญญรัตน์ อ่อนสุทธิ
41. นายชล เจนประภาพันธ์
42. Edward Creed
43. นายชัยวัฒน์ ไชยจารุวณิช
44. นางภาวิณี ไชยจารุวณิช
45. นางสาวแก้วตา ธิมอิน
46. นางสาวสุธารี วรรณศิริ
47. นายอภิศักดิ์ สุขเกษม
48. นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล
49. นางสาวอรชพร นิมิตกุลพร
50. นางสางสุลักษณ์ หลำอุบล
51. นางสาวขวัญระวี วังอุดม
52. นายติรัฐสรรพ์ ประมวลศิลป์
53. นางสาวนฤมล ทักชุมพล
54. นางสาวอธิษฐาน์ คงทรัพย์
55. นางสาวปาริชาด สุวรรณบุปผา
56. นางสาวแก้วตา เพชรรัตน์
57. นางสาวพรพิมพ์ แซ่ลิ้ม
58. นายสันติ ศรีมันตะ
59. นางสาวประไพ กระจ่างดี
60. นางสาวพัชรี พาบัว
61. นายสุรชาติ ไตรสูงเนิน
62. นายกิตติศักดิ์ สุจิตตารมย์
63. นายธัญสก พันสิทธิวรกุล
64. นายฮาเมอร์ ซาวาลา
65. กลุ่ม Anti Social Sanction
66. นายเรืองฤทธิ์ โพธิพล
67. นางสาวอุมาภรณ์ ตั้งเจริญบำรุงสุข
68. นายอภิสิทธ์ มีภาทัศน์
69. นายอาคม ตรีแก้ว
70. นายอนุวัฒน์ พรหมมา
71. นางสาวสุนิสา ปุ่มวงศ์
72. นางสาวปางทิพย์ มั่นธร
73. นางจิรพา มูลคำมี
74. นายซะการียา อมาตยา
75. นายมูฮัมหมัด ฮาลัสกาเหย็ม
76. นายภัทรดนัย จงเกื้อ
77. นางสาวปชาบดี พุ่มพวง
78. นายอุเชนทร์ เชียงแสน
79. นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง
80. นายประพนธ์ สิงห์แก้ว
81. นายชาติชาย ธรรมโม
82. นายอิทธิพล สีขาว
83. นายสมรักษ์ อุตห์จันดา
84. นางสาวสาวิตรี พูลสุขโข
85. นายเก่งกิจ กิตติเรียงลาภ
86. นายศิววงศ์ สุขทวี
87. นางสาวสายัณห์ ข้ามหนึ่ง
88. นางสาวศิวพร ปัญญา
89. นางสาววิลาวรรณ เพเดอร์เซ่น
90. นางสาวเพิ่มสุข อัมพรจรัส
91. นางสาววรรณรัตน์ อุนสวัสดิ์อาภา
92. นายกรชนก แสนประเสริฐ
93. Miss.Pornthip Weinhold
94. นายธีรพงษ์ เงินถม
95. นายจามร ศรเพชรนรินทร์
96. นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์
97. นายศิริโชค เลิศยโส
98. นายนิธิวัต วรรณศิริ
99. นายคมลักษณ์ ไชยยะ
100. นายไชยวัฒน์ ตระกาลรัตนสันติ
101. นายขจรศักดิ์ แกล้วการไร่
102. นางสาวปัททุมมา ผลเจริญ
103. นางสาวพัชณีย์ คำหนัก
104. รศ.สุชาย ตรีรัตน์
105. นายวัฒนา สุขวัจน์
106. นางสาวจิตรา คชเดช เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย
107. นายอรรคพล สาตุ้ม
108. รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, June 28, 2010
บก.ลายจุดร่อนจดหมายกระตุกสำนึกกก.สิทธิฯ เร่งปลดปล่อยนักโทษการเมือง-จี้เลิกฉุกเฉิน
Sunday, June 27, 2010
กก.สิทธิฯรุดเยี่ยมบก.ลายจุดถึงห้องขัง ทนายจ่อยื่นปล่อยตัวเป็นอิสระ ชาวFacebookลั่นสานเจตนา
ที่มา Thai E-Newsสาเหตุถูกจับ -'บก.ลายจุด' หรือ สมบัติ บุญงามอนงค์(ภาพบน)ทำกิจกรรมflash mob"หยุดฆ่า หยุดเผา หยุดอภิสิทธิ์"ใต้ทางด่วนบิ๊กซีลาดพร้าวช่วงบ่ายวันที่ 20 พฤษภาคม หลังเหตุการณ์19พฤษภาคมเพียงวันเดียว ทั้งนี้เพื่อกระตุกสังคมให้ตระหนักว่ามีผู้ประท้วงถูกฆ่าในการล้อมปราบหลายชีวิต(ภาพล่าง)ไม่ได้มีแต่เรื่องการเผาทำลาย"ทรัพย์สิน"เท่านั้น กรณีดังกล่าวนี้ตำรวจอ้างเป็นเหตุจับกุมฐานฝ่าฝืนสถานการณ์ฉุกเฉิน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท และ บอร์ดราชดำเนิน เฟซบุ๊ค และ มติชนออนไลน์
27 มิถุนายน 2553
มติชนออนไลน์ รายงานความคืบหน้ากรณี"บก.ลายจุด"ถูกจับกุมว่า นายอานนท์ นำภา ทนายความเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ภายหลังเข้าเยี่ยม"บก.ลายจุด"นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานกรรมการมูลนิธิกระจกเงา ที่ค่ายตำรวจตระเวณชายแดน ภาค 1 คลอง 5 ปทุมธานี กรณีจะหาทางช่วยเหลือหลังถูกจับกุมตามหมายจับของสน.วังทองหลาง เหตุเกิดเมื่อเย็นวันที่ 26 มิถุนายน ว่า ในเย็นวันนี้ (27 มิ.ย.) จะมีการพูดคุยกับคณะทำงานว่าจะยื่นคัดค้านการควบคุมตัวเมื่อไหร่ และอย่างไร แต่ในเบื้องต้นคาดว่า น่าจะยื่นคัดค้านโดยขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 เนื่องจากเห็นว่าเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบ และถือเป็นการกลั่นแกล้งผู้ที่ไม่เห็นด้วยในทางการเมือง ส่วนกรณีที่จับกุมนั้นเป็นไปตามหมายจับ ซึ่งทางสน.วังทองหลางได้ออกไว้ แต่ไม่ได้เกี่ยวกับกรณีผูกผ้าแดงเพียงแต่ว่าตำรวจทราบว่าจะไปทำกิจกรรมที่นั่นจึงติดตามไปจับกุมโดย สน.ลุมพินี
ทนายความกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากการเข้าเยี่ยมพบว่า สถานที่ที่จัดควบคุมตัวค่อนข้างดี เป็นอาคารสองชั้นให้อยู่คนเดียวต่อหนึ่งห้อง เมื่อช่วงเช้าก็ได้ร่วมคณะไปกับอนุกรรมการของกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ซึ่งดูจากสภาพความเป็นอยู่แล้วนายสมบัติก็ดูมีกำลังใจดี
ขณะที่ในโลกไซเบอร์ คือface book ผู้ใช้นาม "ไพร่ สไนเปอร์ ได้ประกาศแถลงการณ์เรื่อง "การจับ บก.ลายจุด อาทิตย์ยังคงสีแดงตลอดไป" โดยมีรายละเอียดว่าจากเหตุการณ์"กระชับพื้นที่" ที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ยังผลให้รัฐบาล ได้รับชัยชนะทางด้านการทหาร เนื่องจากผู้ชุมนุมปราศจากอาวุธ และมีการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แต่ในด้านคุณธรรม จริยธรรม สังคม วัฒนธรรมและการปกครองนั้น รัฐบาลพ่ายแพ้"คนเสื้อแดง"อย่างยับเยินยู่ยี่ ส่งผลให้รัฐบาล พยายามโปรโมทภาพลักษณ์ตัวเองเพื่อหวังผลใ ห้เป็นฝ่ายกลับมาชนะประชาชนอย่างหนักหน่วง จึงได้ใช้มาตรการปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน โดยการให้ยายฟองบ้าออกมาพ่นน้ำลายชื่นชมรัฐบาล ด่าเสื้อแดงทุกวันตามสถานีวิทยุ หรือให้หอยเน่าม ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งทั่วประเทศทุกวัน ให้ข่าวของช่องฟรีทีวีออกข่าวทางบวกของรัฐบาล และโหมกะพือข่าวการคิดถึงห้าง มากกว่าที่จะนำเสนอข่าวคนโดนฆ่าตายด้วยอาวุธสงครามของทหาร มากกว่าข่าวผู้บาดเจ็บจำนวนมากจากกระสุนจริงของทหาร และล่าสุดจับ บ.ก ลายจุดหวังเพื่อหยุดกระแส "วันอาทิตย์สีแดง" ที่จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้เรา 2-3 คนมาพบปะพูดคุยปรับทุกข์แดงๆของพวกเราได้ยุติไป
"วันอาทิตย์สีแดง" เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ การใส่เสื้อสีแดงในทุกๆวันอาทิตย์ เพื่อเป็นการประกาศให้ประชาชนทั่วประเทศทั่วโลกรู้ว่า "ยังมีผู้คนที่ยังรักในประชาธิปไตย ยังรักในความยุติธรรมยังแสวงหาความเท่าเทียม" อยู่ในประเทศนี้ ถึงแม้ว่า บ.ก ลายจุด จะโดนควบคุมตัวโดยคำสั่งของ ศอฉ. ไปนั้น แต่ "วันอาทิตย์สีแดง" ของพวกเราไม่อาจสามารถยุติลงได้ ทั้งนี้เนื่อง"วันอาทิตย์สีแดง"ไม่ได้ก่อให้เกิดความรุนแรงทางด้านการทหาร ไม่ก่อให้เกิดสถานการณ์ที่สร้างความไม่มั่นคงให้รัฐบาล,เศรษฐกิจและสังคมแต่อย่างใด เมื่อพิจารณาแล้วเห็นสมควรว่า "วันอาทิตย์สีแดง" จะดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องต่อไป ดุจดั่งดวงอาทิตย์ ฉายแสงสุกใสและอาทิตย์ยังคงสีแดงตลอดไป
ภาพข่าวอาชญากรรมในประเทศเผด็จการ..!


บก.ลายจุด กับ"กลุ่มface bookวันอาทิตย์สีแดง" นำผ้าสีแดงไปผูกที่ป้ายแยกราชประสงค์บริเวณที่คนเสื้อแดงเคยจัดกิจกรรมชุมนุมโดยมีตำรวจมาจับกุม อ้างว่า ทำผิดประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ตำรวจมองขึ้นมาบนสะพานลอยจุดที่ผู้ถ่ายภาพนี้ไว้ได้ เพราะคนถ่ายรูปก็ใส่เสื้อI'M RED วันอาทิตย์สีแดง เหมือนกัน และมาร่วมกับบก.ลายจุดทำกิจกรรม
นี่คือภาพสุดท้าย ที่ บก.ลายจุดมองขึ้นมายังช่างภาพ แล้วผงกหัวให้ลงไปช่วยผูกผ้า แต่ต่อมา ตำรวจได้ควบคุมตัวบก.ลายจุดไปแล้ว
จับ "บก.ลายจุด" ไป ตชด.คลอง 5 ตำรวจอ้างข้อหาฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ภาพกิจกรรมก่อนถูกจับกุมตัว
"สมบัติ บุญงามอนงค์" นำสมาชิกกลุ่มไปผูกผ้าแดงที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์ ก่อนตำรวจคุมตัวไป สน.ลุมพินี ตามหมายจับของ ศอฉ. เดิม ฐานฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินกรณีชุมนุมที่ลาดพร้าว 71 ใต้ทางด่วนช่วง 19 พ.ค. ล่าสุดมีการคุมตัวไปกองบังคับการ ตชด.ภาค 1 ที่คลอง 5 ปทุมธานีรอ จนท.ศอฉ.สอบปากคำ ขณะที่มีประชาชนอีกกลุ่มนำสติ๊กเกอร์ค้านพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และสติ๊กเกอร์ข้อความ "เราเห็นคนตาย" ไประดมติดบริเวณทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส
เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. วานนี้ (26 มิ.ย.) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักกิจกรรมทางสังคม และผู้นำกลุ่ม"วันอาทิตย์สีแดง"ทาง facebook ได้นัดสมาชิกกลุ่มในเฟซบุคไปผูกผ้าสีแดง ที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเวทีปราศรัยของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนถูกสลายการชุมนมุวันที่ 19 พ.ค.
ต่อมาเวลาประมาณ 17.30 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาพูดคุยกับนายสมบัติ และเชิญตัวไปสอบถามเพิ่มเติมที่ สน.ลุมพินี ขณะที่ภายนอก สน.ลุมพินี มีกลุ่มผู้สนับสนุน และเพื่อนของนายสมบัติมาให้กำลังใจจำนวนมาก
ขณะถูกควบคุมตัวบนสน.ลุมพินี
นอกจากนี้มีประชาชนอีกกลุ่มนำสำสติ๊กเกอร์รณรงค์ยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และสติ๊กเกอร์ที่มีข้อความ "เราเห็นคนตาย" หลายร้อยแผ่น มาติดบริเวณทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ถึงสถานีรถไฟฟ้าชิดลม และป้ายบริเวณห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ด้วย
โดย พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ผบก.น.5 กล่าวว่า ที่จับกุมนายสมบัติเพราะนายสมบัติมีหมายจับของศาลเลขที่ 116/2553 ออกเมื่อ 21 พ.ค. ฐานฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังนายสมบัติจัดการชุมนุมที่บริเวณลาดพร้าว 71 เลียบทางด่วน ช่วงสลายการชุมนุม 19 พ.ค. เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นนายสมบัติปรากฏตัวในที่สาธารณะจึงจับกุมทันที
โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ไปนำนายสมบัติเดินทางไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ต.คลอง 5 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อให้พนักงานสอบสวนของ ศอฉ. เดินทางมาสอบสวนนายสมบัติที่นั่น
นายสมบัติไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าว กล่าวเพียงแต่ว่ามาสี่แยกราชประสงค์เพื่อเตรียมรณรงค์กิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" ที่จะจัดในวันพรุ่งนี้ (27 มิ.ย.) เนื่องจากเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมดังกล่าว จึงคิดว่าต้องมาเตรียมกิจกรรมเอง โดยก่อนถูกตำรวจควบคุมตัวไปที่กองบังึคับกรตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 นายสมบัติได้ตะโกนว่า "ทำวันอาทิตย์สีแดงต่อ"
สำหรับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ก่อนหน้านี้เคยถูกควบคุมตัวมาแล้ว โดยเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 50 ถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎอัยการศึก หลังปราศรัยคัดค้านการรับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สถานีขนส่ง อ.เมือง จ.เชียงราย ก่อนถูกทหารจากจังหวัดทหารบกเชียงราย ค่ายเม็งรายมหาราชควบคุมตัวและสอบปากคำก่อนทหารยอมปล่อยตัวเช้าวันถัดมา
ล่าสุดบก.ลายจุดเชิญชวนคนเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยรวมตัวกันจัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง และก่อตั้ง กลุ่มfacebookวันอาทิตย์สีแดง ต่อต้านเผด็จการ และเคยถูกศอฉ.ปิดกั้นเฟซบุ๊คมาแล้ว การที่ตำรวจควบคุมตัวบก.ลายจุนั้น มีเสียงวิจารณ์ว่าเพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนไหวต่อต้านผ่านfacebookซึ่งเป็นสื่อใหม่ที่กำลังมีอิทธิพล เพราะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามมีการนัดหมายทาง face book ว่าพรุ่งนี้เวลา 12.00 น. พบกันที่บิ๊กซีสะพานควาย ต่อจากนั้นไปฟังการสัมมนาวิชาการกับคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ที่กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธืปไตยจัดรำลึกวันชาติ24มิถุนายน ณ ห้องเทพประทาน โรงแรม มิโด้ ประดิพัทธ์ เวลา 13.00 น. พี่น้องชาวเสื้อแดงอย่าลืมมาทำกิจกรรมร่วมกันนะค่ะบก.ลายจุดจะได้ไม่ผิดหวังค่ะ
00000000
นักกิจกรรมสังคมออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ปล่อยตัวทันที
ภายหลังมีการจับกุมตัวนายสมบัติ ทางเครือข่ายนักพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมทางสังคม เพื่อประชาธิปไตยได้ออกจดหมายเปิดผนึก ขอให้ปล่อยตัว นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขโดยมีรายละเอียดดังนี้
วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2553
ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังจะมุ่งไปสู่ความพยายามปรองดองโดยรัฐบาลยังคงมีการบังคับใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ซึ่งเป็นการ ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฎิบัติงานโดยไม่ต้องรับผิด จับกุมคุมขังโดยไม่มีข้อกล่าวหา ทำให้ความปรองดองที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปรองดองที่จอมปลอมและหลอกลวง เป็นเพียงการสร้างภาพไปวันๆของรัฐบาล
ในวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 53 เวลาประมาณ 18.00 น. ได้มีกิจกรรมรำลึกถึงความสูญเสียในการเรียกร้องประชาธิปไตย ด้วยการผูกผ้าแดงที่สี่แยกราชประสงค์ โดยมิได้ก่อความไม่สงบ หรือก่อความเดือดร้อนให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นเพียงกิจกรรมตามมโนธรรมสำนึกและสิทธิของประชาชน รวมทั้งมิได้มีแกนนำแม้แต่ผู้เดียว
ทว่า เมื่อเวลา 18.00 น. ปรากฏว่ามีการจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ซึ่งเป็นนักกิจกรรมทางสังคม ที่ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม งานอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ ประสบภัยน้ำท่วมอุตรดิตถ์ช่วยเหลือแรงงามข้ามชาติ ผู้ถูกกดขี่ ต่อต้านการค้ามนุษย์ ส่งเสริมประชาธิปไตย มีการทำงานกับเด็กไทยภูเขาเพื่อให้เรียนรู้เรื่องสิทธิทางการศึกษา รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มในการดำเนินกิจกรรมติดตามผู้สูญหายจากการสลายการชุมนุมของรัฐบาล ซึ่งนับเป็นนักกิจกรรมทางสังคมที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย สมบัติ บุญงามอนงค์ คือ ผู้บุกเบิกงานอาสาสมัครยุคใหม่ในสังคมไทย และเป็นนักกิจกรรมทางสังคมที่ไม่เพิกเฉยความไม่เป็นธรรม
การจับกุมนายสมบัติ บุญงามอนงค์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการคุกคามพลเมืองที่มีคุณูปการต่อสังคมและแสดงให้เห็นถึงรัฐบาลไม่มีความจริงใจดำเนินงานตามแผนปรองดองแห่งชาติ
พวกเราตามรายนามดังต่อไปนี้ เป็นนักกิจกรรมทางสังคม เป็นสามัญชน ขอประณามการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ ขอให้ปล่อยตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์รวมทั้งบุคคลอื่นๆในทันที โดยไม่มีเงื่อนไข และพวกเราขอเรียกร้องให้มีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน เพื่อเป็นก้าวแรกในการนำไปสู่การปรองดอง
“ด้วยความหวาดกลัว พรก.ฉุกเฉิน”
1. นายกิตติชัย งามชัยพิสิฐ
2. นายประดิษฐ์ ลีลานิมิต
3. นายบารมี ชัยรัตน์ สถาบันสันติประชาธรรม
4. นายเขมทัศน์ ปาลเปรม กลุ่มปฎิบัติการเพื่อสิทธิคนจน
5. นางสาวพรพิมล สันทัดอนุวัตร
6. นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ
7. นายพันศักดิ์ ศรีเทพ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการเยียวยาสถานการณ์ฉุกเฉิน
8. นางสาวศิริพร พรมวงศ์
9. นางสาวจารุวรรณ สาทาลัย
10. นางสาววลสุดา โพเย็น
11. นางสาวจิราพร หิรัญบูรณะ
12. นายรัชพงษ์ โอชาพงศ์
13. นายสันติ โชคชัยชำนาญกิจ
14. นางสาวพัชรี อังกูรทัศนียรัตน์
15. นางสาววิรพา อังกูรทัศนียรัตน์
16. นางสาววัชรินทร์ สังขาระ
17. นางสาววนิดา สุรคาย
18. นางสาวอุลัยรัตน์ ชูด้วง
19. นางสาวพนิดา บุญเทพ
20. นายญัฐพงษ์ ภูแก้ว
21. นายอรรถพล บุญไพโรจน์
22. นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย
23. นางสาวปาริดา ปะการะโพธิ์
24. นางสาวสลิลทิพย์ ณ พัทลุง
25. นางสาวอรุณวนา สนิกะวาที
26. นายสุพัดตรา ธานีวรรณ
27. นายสุวิทย์ นาดี
28. นายธิติ มีแต้ม
29. นายวิทยา แสงระวี
30. นายกิตติศักดิ์ จันทร์ใหม่
31. นายอรรถพร ขำมะโน
32. นายกิตติเดช บัวศรี
33. นายตะวัน พงศ์แพทธ์
34. นางสาวสุปราณี คันธะชัย
35. นางสาวปณิธิตา เกียรติ์สุขพิมล
36. นายธิกานต์ ศรีนารา
37. นายเจษฎา โชติกิจวิภาค
38. นายปราการ กลิ่นฟุ้ง
39. นายรอมฎอน ปันจอร์
40. นางสาวอัญญรัตน์ อ่อนสุทธิ
41. นายชล เจนประภาพันธ์
42. Edward Creed
43. นายชัยวัฒน์ ไชยจารุวณิช
44. นางภาวิณี ไชยจารุวณิช
45. นางสาวแก้วตา ธิมอิน
46. นางสาวสุธารี วรรณศิริ
47. นายอภิศักดิ์ สุขเกษม
48. นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล
49. นางสาวอรชพร นิมิตกุลพร
50. นางสางสุลักษณ์ หลำอุบล
51. นางสาวขวัญระวี วังอุดม
52. นายติรัฐสรรพ์ ประมวลศิลป์
53. นางสาวนฤมล ทักชุมพล
54. นางสาวอธิษฐาน์ คงทรัพย์
55. นางสาวปาริชาด สุวรรณบุปผา
56. นางสาวแก้วตา เพชรรัตน์
57. นางสาวพรพิมพ์ แซ่ลิ้ม
58. นายสันติ ศรีมันตะ
59. นางสาวประไพ กระจ่างดี
60. นางสาวพัชรี พาบัว
61. นายสุรชาติ ไตรสูงเนิน
62. นายกิตติศักดิ์ สุจิตตารมย์
63. นายธัญสก พันสิทธิวรกุล
64. นายฮาเมอร์ ซาวาลา
65. กลุ่ม Anti Social Sanction
66. นายเรืองฤทธิ์ โพธิพล
67. นางสาวอุมาภรณ์ ตั้งเจริญบำรุงสุข
68. นายอภิสิทธ์ มีภาทัศน์
69. นายอาคม ตรีแก้ว
70. นายอนุวัฒน์ พรหมมา
71. นางสาวสุนิสา ปุ่มวงศ์
72. นางสาวปางทิพย์ มั่นธร
73. นางจิรพา มูลคำมี
74. นายซะการียา อมาตยา
75. นายมูฮัมหมัด ฮาลัสกาเหย็ม
76. นายภัทรดนัย จงเกื้อ
77. นางสาวปชาบดี พุ่มพวง
78. นายอุเชนทร์ เชียงแสน
79. นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง
80. นายประพนธ์ สิงห์แก้ว
81. นายชาติชาย ธรรมโม
82. นายอิทธิพล สีขาว
83. นายสมรักษ์ อุตห์จันดา
84. นางสาวสาวิตรี พูลสุขโข
85. นายเก่งกิจ กิตติเรียงลาภ
86. นายศิววงศ์ สุขทวี
87. นางสาวสายัณห์ ข้ามหนึ่ง
88. นางสาวศิวพร ปัญญา
89. นางสาววิลาวรรณ เพเดอร์เซ่น
90. นางสาวเพิ่มสุข อัมพรจรัส
91. นางสาววรรณรัตน์ อุนสวัสดิ์อาภา
92. นายกรชนก แสนประเสริฐ
93. Miss.Pornthip Weinhold
94. นายธีรพงษ์ เงินถม
95. นายจามร ศรเพชรนรินทร์
96. นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์
97. นายศิริโชค เลิศยโส
98. นายนิธิวัต วรรณศิริ
99. นายคมลักษณ์ ไชยยะ
100. นายไชยวัฒน์ ตระกาลรัตนสันติ
101. นายขจรศักดิ์ แกล้วการไร่
102. นางสาวปัททุมมา ผลเจริญ
103. นางสาวพัชณีย์ คำหนัก
104. รศ.สุชาย ตรีรัตน์
105. นายวัฒนา สุขวัจน์
106. นางสาวจิตรา คชเดช เจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย
107. นายอรรคพล สาตุ้ม
108. รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล
จดหมายจากคน"ตาดี"(ข้างเดียว)ถึง"ตาบอด"(สองข้าง)

เสกสิทธิ์ ช้างทองผมเป็นคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สะพานฟ้าลีลาศ จนได้รับบาดเจ็บสูญเสียดวงตาไป 1 ข้างเพราะถูกกระสุนยาง หลังจากที่ผมได้ไปพรรคเพื่อไทยพบกับผู้บาดเจ็บมากมาย มีอยู่ 1 รายดูผิวเผินไม่ได้พูดคุยจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าชายผู้นี้ สูญเสียการมองเห็นทั้งสองข้าง มีคนบอกกับผมว่าพี่ "เสกสิทธิ์ ช้างทอง" อายุ 27 ปี ได้สูญเสียการมองเห็น เนื่องจากถูกกระสุนทำลายประสาทตาทำให้
"ผมรู้สึกสะเทือนใจมาก น้ำตาพาลจะไหลออกมา เหตุผลเพราะว่าเค้าประสบเหตุแล้วสูญเสียคล้ายกับผม แต่มากกว่า ตัวผมนั้นถึงจะเสียไปข้างนึง แต่ก็ยังสามารถมองเห็นด้วยตาอีกหนึ่งข้าง แต่สำหรับพี่เสกสิทธิ์เค้าสามารถมองเห็นแค่เพียงความมืด พอคิดแบบนี้ทำให้จิตใจผมรู้สึกว่าเราเสียน้อยกว่าเค้า พี่เค้ายังสู้ ตัวผมก็ต้องสู้ให้มากขึ้นกว่านี้ ผมมีโอกาสได้รับบริจาคเงินช่วยเหลือจากพี่น้องชาวเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยสำหรับค่าผ่าตัดใส่ตาเทียมแบบกรอกไปมาได้ และกำลังจะเข้ารับการผ่าตัด แต่สำหรับพี่เสกสิทธิ์คงต้องรอเพียงปาฏิหาริย์เท่านั้นจึงจะทำให้พี่เค้ากลับมามองเห็นแสงสว่างอีกครั้ง ผมจึงอยากจะช่วยเหลือพี่เสกสิทธิ์เท่าที่ตัวผมพอจะทำได้ด้วยการกระจายข่าวเรื่องพี่เค้า เพราะพี่เค้าเป็นหัวหน้าครอบครัว มีลูก แล้วเค้าไม่สามารถที่จะหารายได้ได้เหมือนเดิม จึงเกิดปัญหา ผมภาวนาขอให้เกิดปาฏิหารย์กับพี่เสกสิทธิ์ ให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้งครับ"
พี่เสกสิทธิ์ ช้างทอง อายุ 28 ปี มีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างประจำอยู่แถวโพธิ์สามต้นมีคนจ้างให้มาส่งที่พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 19 พ.ค. เวลาประมาณ 10.00 น. ถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่ใต้ตาซ้ายทะลุตาขวาตัดเส้นประสาททำให้ตาบอดทั้งสองข้างเล่านาทีก่อนทุกอย่างรอบกายจะมืดสนิท จึงอยากให้พี่เสกสิทธิ์ ได้รับความกรุณาจากพี่น้องคนเสื้อแดงและคนที่เห็นใจพี่เสกสิทธิ์ ช่วยเหลือเรื่องทุนทรัพย์เพื่อไปเลี้ยงดูลูกชายที่เพิ่งเข้าเรียน ป.1 ซึ่งพ่อตาบอดไม่มีทางช่วยเหลือได้เลย
กระนั้นก็ยังมีผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อยกว่าพี่เสกสิทธิ์หรือแม้แต่ตัวผม ซึ่งเราต้องช่วยกันเยียวยากันและช่วยกันให้กำลังใจหรือกำลังทรัพย์เท่าที่พอจะสามารถช่วยได้ ขอให้กำลังใจแก่ผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสีบชีวิต ให้อดทนและสู้ต่อไปครับ สักวันความยุติธรรมจะต้องเกิดครับ
ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ช่วยมอบตาเทียมและกำลังใจอันมีค่ายิ่งให้กับตัวผมครับ
"สันติพงษ์ อินจันทร์" หรือ "เบิ้ด"
นายเสกสิทธิ์ ช้างทอง อายุ 28 ปี มีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างประจำอยู่แถวโพธิ์สามต้นมีคนจ้างให้มาส่งที่พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 19 พ.ค. เวลาประมาณ 10.00 น. ถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่ใต้ตาซ้ายทะลุตาขวาตัดเส้นประสาททำให้ตาบอดทั้งสองข้างมองไม่เห็น
ทั้งนี้นายเสกสิทธิ์ ยังไม่ได้รับการเยียวยาจากทางรัฐบาลเนื่องจากต้องรอให้ครบ 6 เดือนเพื่อขอใบรับรองแพทย์ไปยืนยันว่าบอดสนิทและกลายเป็นคนทุพลภาพเสียก่อนจึงจะยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือได้ ระหว่างนี้นายเสกสิทธิ์ ได้รับเงินจากพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงที่ให้ความช่วยเหลือพอจะมีเงินไปจ้างพ่อตาให้เลี้ยงลูกชายอายุ 7 ขวบที่กำลังเรียนชั้น ป. 1 เดือนละ 1 พันบาทและเหลือไว้ประทังชีวิตไปวันๆ
ผู้สนใจร่วมสมทบทุนการศึกษาให้กับลูกชายและครอบครัวนายเสกสิทธิ์สามารถโอนเงินเข้าบัญชี คุณสุชญา เอี่ยมตระกูล (ภรรยา) ธนาคารกสิกรไทย สาขาเทสโก้โลตัสปิ่นเกล้า บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 893-201-721-1
วิถีตำรวจกล้า “จ่าเพียร”
ที่มา มติชน คนส่วนใหญ่รู้จัก “จ่าเพียร” จากสื่อหลายแขนง แต่อีกหลายสมญาที่น้อยคนจะรู้ ทั้ง จ่าเพียรขาเหล็ก วีรบุรุษผู้กล้า ผู้กำกับฯ นักสู้ ของชาวบ้านในแถบพื้นที่สีแดงชายแดนใต้ หรือแม้แต่ “เสือเฒ่า นังตา” ของภรรยาสุดที่รัก ชื่อของ “พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา” ผกก.สภ.อ.บันนังสตา จังหวัดยะลา กระฉ่อนทั่วกรุงเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ชายวัยกลางคนสวมเครื่องแบบตำรวจสีกากี ติดเข็ม ตรา เครื่องหมายเต็มยศมุ่งหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ความหวังครั้งต่อไปคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็ดูเหมือนเรื่องจะเงียบหายเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง “การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นการแต่งตั้งครั้งที่เลวร้ายที่สุด ที่พูดผมไม่กลัว เพราะไม่มีอะไรจะสูญเสีย ไม่มีการแต่งตั้งตำรวจครั้งไหนที่แย่เท่าครั้งนี้อีกแล้ว” ประโยคกินใจพร้อมน้ำตาลูกผู้ชายที่เอ่อล้น “บาดแผลบนร่างกายเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตราชการ เลือดที่รดบนแผ่นดินครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นความภาคภูมิใจ เปรียบเสมือนปุ๋ยที่บำรุงพื้นดิน...แบบอย่างที่ทำมาตลอด ตำรวจรุ่นหลังกำลังสานต่อไปด้วยดี อยากให้ตำรวจรุ่นหลังเขามีแบบอย่างที่ดีเพื่อความก้าวหน้า แต่มาถึงบัดนี้ ผลการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาไม่ได้สร้างแบบอย่างที่ดี เนื่องจากคนทำงานไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากผู้บังคับบัญชาที่มีคุณธรรม หรือเพราะว่าผู้บังคับบัญชาก้าวหน้ามาด้วยระบบอุปถัมภ์ ไม่ได้ก้าวหน้ามาจากผลงาน” ใจความตอนหนึ่งของหนังสือราชการที่ขอความเป็นธรรม กรณีไม่ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย และขอความเป็นธรรมให้ข้าราชการตำรวจที่มีผลงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ “ถ้าโรงพักไม่ปลอดภัย ก็ไม่มีที่ไหนปลอดภัยอีกแล้ว” ตามมาด้วยคำสั่งให้รื้อลวดหนามกับบังเกอร์หน้าโรงพักออก ก่อนเดินหน้าลงพื้นที่พบปะชาวบ้านทันที แม้ยศตำแหน่งจะสูงขึ้นแต่ชาวบ้านก็ยังเรียกติดปากว่า “จ่าเพียร”เช่นเดิม เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปราบโจรก่อการร้ายจนผลงานเป็นที่ประจักษ์ในสายตาผู้บังคับบัญชา ทำให้กรมตำรวจ(ในขณะนั้น)อนุมัติจบหลักสูตร “นายตำรวจสัญญาบัตร” โดยไม่ต้องสอบ น้อยคนนักที่จะได้รับโอกาสนี้ และรางวัลชีวิตที่ทำให้ “จ่าเพียร” ปลาบปลื้มอย่างที่สุดคือ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าฯรับพระราชทาน “เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร” ด้วยรูปแบบการทำงานแบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ถึงลูกถึงคน กล้าได้กล้าเสียในแบบฉบับลูกผู้ชายตัวจริง ทำให้ชื่อของจ่าเพียรเป็นที่เลื่องลือทั้งในหมู่ชาวบ้านและโจรผู้ร้าย จ่าเพียรถูกลอบยิงไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง และรอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ แม้มีรอยแผลฝากไว้ตามร่างกายบ้าง แต่หนักหนาสาหัสเห็นจะเป็นเหตุเหยียบกับระเบิด ขาข้างซ้ายบาดเจ็บสาหัสแทบพิการ แพทย์ต้องใส่เหล็กดามกระดูกช่วยพยุงและแบกรับน้ำหนักตัว จ่าเพียรขาเหล็กที่ย่ำลาดตระเวนเดินบุกป่าฝ่าดงเพื่อปิดล้อมจับโจรอย่างไม่รู้จักเมื่อยล้าต้องใช้ขาเหล็กจริงเสียแล้ว ถึงอย่างนั้นนักสู้ขาเหล็กผู้นี้ยังคงนำชุดปฏิบัติการเข้าป่าปิดล้อมจับโจรเกือบทุกครั้ง “สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” แล้ววาระสุดท้ายของจ่าเพียรก็มาถึง 12 มีนาคม 2553 เหตุลอบวางระเบิดขณะออกตรวจพื้นที่ในบันนังสตา กระชากลมหายใจจ่าเพียรหลุดออกจากร่าง วีรกรรมของนักสู้ขาเหล็กควรได้รับการกล่าวขาน หนังสือวิถีตำรวจกล้า “จ่าเพียร” โดยกองบรรณาธิการมติชน บันทึกวีรกรรมระหว่างปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เพื่อเป็นกำลังใจแก่ตำรวจชั้นผู้น้อยเดินตามรอยเท้าที่ซื่อสัตย์ เตือนสติตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้หันมาเหลียวมองลูกน้องบ้าง และบันทึกไว้ในความทรงจำของคนไทยทุกคน เพราะอย่างน้อย “จ่าเพียร” คงไม่ใช่ข้าราชการน้ำดีคนแรกที่สละชีพปกป้องประเทศ เพื่อถูกทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี!!! “อุตส่าห์ทุ่มเทการทำงานอย่างหนักมาตลอด แต่ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจกลับมองไม่เห็นหัว คงอยากจะทำเรื่องขอพระราชทานยศ พล.ต.อ.ให้ผมตอนตายแล้วมากกว่า” ระบบสีกากีไทยเป็นอย่างที่วีรบุรุษสมเพียรว่าไว้จริงๆ
นายกฯจ่อตั้งกก.สอบปม"สมาร์ทการ์ด" แฉปมรมต."มท.-ไอซีที"ขัดกันเองดองเรื่อง คนกรุงโวย"บัตรเหลือง"ยุ่ย
ที่มา มติชน ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นจะสั่งตรงทำจากมท.หรือไอซีที นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นช่วงแรกนายวงศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง อดีตอธิบดีกรมการปกครอง เห็นว่าข้อกำหนดต่างๆในร่างประกวดราคา (ทีโออาร์) แต่เมื่อบัตรส่งมานายมานิตเห็นว่าบัตรไม่ถูกต้อง เพราะตราสัญลักษณ์ที่ใช้ตรวจสอบไม่ตรงกับกฎกระทรวง ก็เลยไม่รับงานทำให้เกิดช่องว่างขึ้น "ปู่จิ้น"ไม่รู้ส่งสมาร์ทการ์ดคืน"ไอซีที"6 แสนใบ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมการปกครอง แถลงข่าวชี้แจงโดยยืนยันว่าบัตรสมาร์ทการ์ดดังกล่าวถูกต้องตามกฎกระทรวง และได้นำบัตรมาแสดงให้เห็นว่าด้านหลังของบัตร มีรูปแผนที่ประเทศไทยชัดเจน แต่ต้องดูด้วยมุมเอียงจึงจะมองเห็น และที่กำหนดรูปแบบดังกล่าวเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร นายกฯเรียก มานิต วัฒนเสน ชี้แจง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงกรณีไม่รับบัตรสมาร์ทการ์ดจากกระทรวงไอซีที โดยยืนยันว่าบัตรไม่ถูกต้องตามกฎกระทรวง จึงไม่สามารถรับมอบได้ มอบ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ไปสะสางปัญหา ด้านนายพิภพ ดำทองสุข ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหากรณีบัตรสมาร์ทการ์ดที่เกิดขึ้นว่า กรมการปกครองในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนโดยตรง ได้แจ้งให้กระทรวงไอซีที รับบัตรเปล่าสมาร์ทการ์ด 600,000 ใบ ที่ฝากไว้ที่สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง คลองเก้า ลำลูกกา ปทุมธานี คืนกลับไปทั้งหมด เนื่องจากกรมการปกครอง ได้ตรวจบัตรเปล่าที่ไอซีทีส่งมาให้ตรวจแล้ว พบว่ารูปแบบสีลักษณะและรายละเอียดของบัตรดังกล่าว ไม่เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 22 (พ.ศ.2550) อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากด้านหน้าของบัตรปรากฏลายเส้น (Microtext) สีแดง พาดผ่านด้านล่างของบัตร เห็นได้ชัดเจน ส่วนด้านหลังของบัตร ภาพที่ปรากฏบนสัญลักษณ์ตรวจสอบบัตร ไม่ใช่รูปแผนที่ประเทศไทย จึงไม่ตรงกับรูปแบบท้ายกฎกระทรวง แก้ไขบัตรต้องให้รัฐมนตรี จัดการ นายพิภพกล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาได้กำหนดรูปแบบ ลักษณะ รายการ สีและรายละเอียดของบัตรไว้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 18 (พ.ศ.2542) แต่มีผู้วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าบัตรรุ่นนั้น ไม่มีครุฑ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกสารของทางราชการ ทั้งที่จริงแล้ว กรมการปกครองได้ออกแบบครุฑเป็นลวดลาย กีโรเช่ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าไว้แล้ว แม้มีเสียงเรียกร้องกันอย่างกว้างขวางว่าบัตรประจำตัวประชาชนของไทย ควรมีครุฑปรากฏให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนกรมการปกครองไม่สามารถเพิ่มครุฑลงไปในบัตรได้โดยพลการ ยังต้องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น (นายอารีย์ วงศ์อารยะ) เพื่อแก้ไขกฎกระทรวง ดังปรากฏตามกฎกระทรวงฉบับที่ 22 (พ.ศ.2550) ที่ได้กล่าวมาแล้ว นายพิภพกล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2547 กำหนดให้ไอซีทีเป็นผู้จัดซื้อบัตรแล้วจัดส่งให้กรมการปกครองนำไปทำบัตรให้กับประชาชน โดยมีเงื่อนไขต้องให้กรมการปกครอง (ปค.) ตรวจสอบบัตรก่อนทำการผลิต ดังนั้น หากรูปแบบบัตรไม่ถูกต้องกรมการปกครองจะไม่เห็นชอบ ซึ่งจะไม่สามารถผลิตบัตรได้ สำหรับบัตรเปล่าสมาร์ทการ์ดจำนวน 600,000 ใบ เป็นบัตรที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุของไอซีทียังไม่ได้ตรวจรับ ดังนั้น กรรมสิทธิ์จึงยังเป็นของเอกชนผู้รับจ้าง กรมการปกครองจึงไม่มีสิทธินำไปใช้ผลิตบัตรประจำตัวประชาชนได้ ประกอบกับรูปแบบและลักษณะของบัตรเปล่าไม่เป็นไปตามกฎหมาย กรมการปกครองจึงแจ้งให้ไอซีทีรับคืนกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน นายพิภพกล่าวว่า เพื่อไม่ให้ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องทำบัตรประจำตัวประชาชนได้รับความเดือดร้อน กรมการปกครองจึงแจ้งให้ทุกสำนักทะเบียนออกใบรับคำขอมีบัตร บ.ป.2 หรือที่เรียกกันว่าใบเหลือง เพื่อให้ประชาชนใช้ในการติดต่อธุรกรรมต่างๆ ไปพลางก่อน รวมทั้งได้ปรับปรุงรูปแบบการออกใบรับคำขอมีบัตร บ.ป.2 หรือใบเหลือง จากเดิมที่เขียนด้วยลายมือ เป็นการออกโดยคอมพิวเตอร์ซึ่งจะมีความสวยงาม ชัดเจน ป้องกันการปลอมแปลง และมีรูปถ่ายของผู้ขอทำบัตรที่ถ่าย ณ วันที่ขอทำบัตรประจำตัวประชาชน พิมพ์มาในคราวเดียวกัน ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกและประหยัด ซึ่งกรมการปกครองขอเรียนว่าใบรับคำขอมีบัตร บ.ป.2 หรือที่เรียกกันว่าใบเหลืองดังกล่าว สามารถใช้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเหมือนกับบัตรประจำตัวประชาชนทุกประการ นายพิภพกล่าวว่า กรมการปกครองขอเรียนว่าได้พยายามเร่งรัดที่จะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบัตรให้ลุล่วงเรียบร้อยโดยเร็ว เพื่อให้บริการประชาชนตามปกติ ทั้งนี้จะได้ร่วมมือกับไอซีทีอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป เหตุบัตรป่วน"ไอซีที-มท." ขัดกัน ทั้งนี้ ครั้งแรกคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพ์ให้ มท.ไปปรับกรอบเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) ใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามที่กระทรวงไอซีทีกำหนด และ มท.ได้ดำเนินการแล้ว แต่ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์กลับไม่ให้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพ์ โดยให้เหตุผลว่าการดำเนินการของ มท.ยังไม่ไปตามที่นายอภิสิทธิ์ในฐานะประธานคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (กทสช.) ตั้งข้อสังเกตไว้ ดองเรื่องเห็นชอบแบบบัตร " ประชาชนได้แสดงความไม่พอใจต่อปัญหาดังกล่าว และวิพากษ์วิจารณ์ว่าบัตรเหลืองรักษายาก เพราะเปื่อยยุ่ยง่าย และอาจสูญหายได้ง่าย จึงอยากให้ กทม.เร่งรัดนำสมาร์ทการ์ดมาใช้ให้เร็วที่สุด " นายยศศักดิ์กล่าว และว่า ยังตอบไม่ได้ว่าจะมีสมาร์ทการ์ดได้อีกเมื่อใด เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนที่กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ ประสานงานส่งมอบสมาร์ทการ์ดชุดใหม่ จุติ มอบฝ่ายกฎหมาย สอบข้อบกพร่อง
"อภิสิทธิ์"เล็งตั้งคณะกรรมการสอบปม"สมาร์ทการ์ด"
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ถึงกรณีการสั่งนายมานิต วัฒนเสน ปลักกระทรวงมหาดไทย (มท.) แก้ไขบัตรสมาร์ทการ์ด จำนวน 600,000 ใบ ว่า ให้มท.กับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อแก้ปัญหาให้ออกบัตรกับประชาชน ขณะนี้มีบัตรปัญหาเรื่องแบบที่ออกมาแล้วไม่ตรงกับกฎกระทรวง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมท.มีการสอบสวนภายใน สิ่งสำคัญคือต้องเร่งให้ตกลงกันให้ได้ เพื่อเร่งทำบัตรออกมา
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าเป็นการขัดแย้งกันระหว่างพรรคเพื่อแผ่นดินกับพรรคภูมิใจไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "เดี๋ยวให้มท.ให้เหตุผลว่าครั้งแรกรับแล้ว ครั้งต่อมาไม่รับเป็นเพราะอะไร"
มื่อถามว่า หากบัตรใช้ไม่ได้ใครควรรับผิดชอบในเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าใช้ไม่ได้ต้องไปดูว่าเป็นความผิดของผู้ออกข้อกำหนดหรือผู้อนุญาต เพราะมันจะคาบเกี่ยวกัน 2 กระทรวง ถ้ามีเรื่องเกินเลยไปจากมท.ตนก็ตั้งคณะกรรมการสอบ
ก่อนหน้านี้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกไม่ทราบเรื่องที่กรมการปกครอง จะส่งมอบบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ หรือบัตรสมาร์ทการ์ด 600,000 ใบ คืนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) โดยให้เหตุผลว่าตรวจสอบพบรูปแบบบัตรมีเส้นสีแดง (MICROTEXT) พาดผ่านตำแหน่งพิมพ์รูปภาพด้านหน้าบัตร ซึ่งไม่เป็นไปตามลักษณะแบบบัตรที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบอเนกประสงค์ตามท้ายกฎกระทรวงหลายฉบับที่กำหนดให้บัตรมีสีขาวลายพื้นสีฟ้า และสัญลักษณ์ด้านหลังบัตรซึ่งเป็นจุดตรวจสอบบัตร ภาพแรกที่ปรากฏบนโฮโลแกรม (HOLOGRAM )ไม่ใช่รูปแผนที่ประเทศไทย ซึ่งไม่เป็นไปตามลักษณะบัตรตามท้ายกฎกระทรวง โดยสัมภาษณ์ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ว่าไม่ทราบเรื่อง เป็นเรื่องของข้าราชการ ซึ่งจะเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งตรวจสอบรายละเอียดที่ชัดเจนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จะเร่งรัดในการดำเนินการจัดทำบัตรสมาร์ทการ์ดให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ออกบัตรให้กับประชาชนได้
นายมานิตเปิดเผยหลังเข้าชี้แจงต่อนายอภิสิทธิ์ว่า ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่กระทรวงมหาดไทย ไม่สามารถรับมอบบัตรสมาร์ทการ์ดจากกระทรวงไอซีทีได้ เนื่องจากบัตรดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง ซึ่งวิธีแก้ปัญหามีอยู่ 2 ทาง คือ 1.ไอซีทีต้องแก้ไขบัตรให้ถูกต้องตามกฎกระทรวง หรือ 2.กระทรวงมหาดไทย ต้องแก้ไขกฎกระทรวง ให้เป็นไปตามบัตรของไอซีที และการแก้ไขกฎกระทรวงนั้น เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทย ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนปัญหาของไอซีที กระทรวงมหาดไทย ไม่อาจไปก้าวล่วงได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายวงศ์ศักดิ์ได้ร้องเรียนคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าปลัดกระทรวงมหาดไทยใช้อำนาจหน้าที่อย่างไม่เป็นธรรมที่ตั้งคณะกรรมการสอบ นายมานิตกล่าวว่า เมื่อเกิดความเห็นที่ไม่ตรงกัน ฝ่ายหนึ่งบอกถูก อีกฝ่ายบอกผิด จึงจำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และยังไม่ได้มีการกล่าวหาว่าใครทุจริต และไม่ใช่คณะกรรมการสอบวินัย จึงยืนยันว่าไม่ใช่การกลั่นแกล้ง
เมื่อถามว่า ไอซีทีระบุว่านายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง ลงนามเห็นชอบผลการทดสอบตัวอย่างบัตร ที่ไอซีทีเสนอตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2553 ถือว่ากรมการปกครองได้ยอมรับบัตรของไอซีทีแล้ว นายมานิตกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง นายมงคลเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 28 เมษายน 2553 ไม่มีทางที่จะเซ็นเห็นชอบในวันที่ 25 เมษายน 2553 เพราะยังไม่รู้ว่าจะมีการโยกย้ายด้วยซ้ำ
" เชื่อว่าผู้ที่เซ็นน่าจะเป็นนายวงศ์ศักดิ์ ที่เซ็นทิ้งทวนก่อนถูกย้าย และใครเป็นคนเซ็น ขอให้ไอซีทีตรวจสอบให้ชัดเจน เพราะนายมงคลเป็นผู้เซ็นไม่รับบัตร แต่นายวงศ์ศักดิ์เมื่อครั้งเป็นอธิบดีกรมการปกครอง เซ็นมีหนังสือขอให้ไอซีทีทบทวนการออกจัดซื้อบัตร เพราะไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง แต่อยู่ๆ นายวงศ์ศักดิ์ ไปเซ็นรับรองให้กับไอซีที ผมจึงไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ แต่ขอยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทย ไม่ได้เป็นผู้ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้ เพราะไม่ได้เป็นผู้จัดซื้อ เป็นเพียงผู้รับมอบ นำบัตรมาผลิตเป็นบัตรประชาชนเท่านั้น" นายมานิตกล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า นายอภิสิทธิ์พอใจการชี้แจงของนายมานิต พร้อมทั้งมอบให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงไปช่วยแก้ปัญหาด้วย ในเมื่อบัตรสมาร์ทการ์ดที่ไอซีทีส่งให้ไม่ตรงกับกฎกระทรวง ถ้ากระทรวงมหาดไทยจะรับไว้ต้องแก้ไขกฎกระทรวงก่อน ซึ่งนายอภิสิทธิ์ไม่เห็นด้วย
แฉบัตร ไม่เป็นไปตามที่กฎกระทรวง
นายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง (อปค.) แถลงถึงกรณีที่ไอซีที ระบุว่าเป็นผู้รับรองการทดลองบัตรสมาร์ทการ์ด เมื่อวันที่ 25 เมษายน ว่าในวันดังกล่าวยังไม่ได้มารับตำแหน่ง แต่ต่อมาวันที่ 29 เมษายน เซ็นรับรองการทดสอบทางเทคนิค เพื่อทดสอบว่าไมโครชิปที่อยู่ในบัตร สามารถเข้ากับระบบการผลิตบัตรของ ปค.ได้หรือไม่เท่านั้น มิได้เกี่ยวกับรูปแบบตัวบัตรแต่อย่างใด
" ในฐานะอธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะเจ้าพนักงานออกบัตร และในเมื่อรูปแบบของบัตรสมาร์ทการ์ดที่ไอซีทีส่งมายังกระทรวงมหาดไทยนั้น มีรูปแบบสี ลักษณะ รายการและรายละเอียดของบัตร ไม่เป็นไปตามที่ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) มาตรา 7 บัญญัติว่า ขนาด สี และลักษณะของบัตร ตลอดจนรายการในบัตรและรายละเอียดของรายการในบัตรให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนด จึงจำเป็นต้องส่งคืนไอซีที โดยบัตรที่ไอซีทีส่งมานั้น สามารถมองเห็นชัดด้วยตาเปล่าว่าด้านหน้าของบัตรปรากฏรายเส้น (Microtext) สีแดง พาดผ่านด้านล่างของบัตรซึ่งเห็นได้ชัดเจน ส่วนด้านหลังของบัตร ภาพที่ปรากฏสัญลักษณ์ตรวจบัตร ไม่ใช่รูปแผนที่ประเทศไทย จึงไม่ตรงกับรูปแบบท้ายกฎกระทรวงฉบับที่ 22Ž " นายมงคลกล่าว
นายมงคลกล่าวอีกว่า ได้พิจารณาเห็นว่าบัตรที่ส่งมามีรูปแบบไม่เป็นไปตามที่กฎกระทรวงกำหนด จึงไม่สามารถรับมอบบัตรได้ เพราะหากรับจะถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จึงขอให้ไอซีทีแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎกระทรวงด้วย เพราะกระทรวงมหาดไทยคงไม่แก้ไขกฎกระทรวงให้รองรับบัตรดังกล่าว ส่วนบัตรที่ไอซีทีส่งมา 600,000 ใบนั้น ยังไม่ผ่านการตรวจรับของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุของไอซีที แต่เป็นการนำมาฝากไว้เพื่อรอผลการทดสอบเท่านั้น ไม่ได้เป็นการส่งมอบแต่อย่างใด ส่วนที่นายวงศ์ศักดิ์ยืนยันว่ามีรูปแผนที่ประเทศไทย ในกรอบสีทองด้านหลังบัตร แต่ต้องมองในลักษณะเอียงบัตรนั้น ในกฎกระทรวง ให้เห็นรูปประเทศไทยชัดเจน เป็นอันดับแรก โดยไม่ต้องเอียงบัตรแต่อย่างใด
ยันบัตร"ไอซีที" ขัดกฎกระทรวง
นายพิภพกล่าวว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บัตรประจำตัวประชาชน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. และเป็นผู้พิจารณาออกกฎกระทรวงทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เมื่อกฎกระทรวงฉบับที่ 22 (พ.ศ.2550) ซึ่งกำหนดเรื่องรูปแบบ สีลักษณะ รายการ และรายละเอียดของบัตรสมาร์ทการ์ด ที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบอเนกประสงค์ไว้อย่างชัดแจ้ง และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ประชาชนได้ทราบโดยทั่วกันแล้ว ผู้ที่จะผลิตบัตรเปล่าจะต้องผลิตให้เป็นไปตามกฎกระทรวง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการนำบัตรไปใช้ของประชาชน และเพื่อให้บัตรสมาร์ทการ์ด ที่กรมการปกครองผลิต เป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ หากมีปัญหาข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของบัตร เป็นอำนาจในการวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
"สำหรับอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานออกบัตร เป็นอำนาจของอธิบดีกรมการปกครอง กำหนดไว้ตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 18 (พ.ศ.2542) วรรคท้าย ให้เจ้าพนักงานออกบัตรสามารถกำหนดเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้เคลือบบัตรป้องกันการปลอมแปลงเท่านั้น จึงไม่สามารถจะกำหนดรูปแบบ สี รายการและรายละเอียด หรือลักษณะอื่นในตัวบัตรนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงได้" นายพิภพกล่าว
ยันหากรูปแบบบัตรไม่ถูกต้อง ไม่เห็นชอบ
0ให้ออกใบเหลืองใช้แทนก่อน
แหล่งข่าวจากกระทรวงไอซีทีเปิดเผยว่า กรณีบัตรสมาร์ทการ์ดเป็นปัญหาที่สะสมมาพอสมควร เพราะความไม่ลงรอยกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย (มท.) กับกระทรวงไอซีที สมัยร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีว่าการ กรณี มท.เสนอประมูลเช่าระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประกอบตามโครงการระบบให้บริการประชาชนทางด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ วงเงิน 3,490.84 ล้านบาท แต่เนื่องจากการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ ที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ ซึ่งขณะนั้นมีนายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ รองปลัดกระทรวงไอซีที เป็นประธาน
แหล่งข่าวกล่าวว่า จากปัญหาครั้งนั้น เมื่อถึงการดำเนินการจ้างเหมาจัดทำบัตรสมาร์ทการ์ดจำนวน 26 ล้านใบของกระทรวงไอซีที ที่ลงนามสัญญาจ้างบริษัท วี-สมาร์ท จำกัด วงเงิน 902.15 ล้านบาท ได้ดึงเรื่องการอนุมัติรูปแบบ ส่งผลให้การส่งมอบบัตรสมาร์ทการ์ด 5 ล้านใบแรกล่าช้า
"การที่นายวงศ์ศักดิ์ (อธิบดีกรมการปกครองขณะนั้น) ออกมาระบุว่าได้พิจารณาเห็นชอบแบบบัตรสมาร์ทการ์ดแบบ 1-E ที่มีระบบป้องกันการปลอมแปลงตามที่กระทรวงไอซีทีเสนอตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2552 และลงนามในหนังสือแจ้งไปยังกระทรวงไอซีทีเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2552 ยืนยันว่ากระทรวงไอซีทีไม่ได้รับเอกสารระบุวันดังกล่าว จึงมีทำหนังสือทวงถามไปหลายครั้ง สุดท้ายจึงมีหนังสือลงชื่อนายวงศ์ศักดิ์เห็นชอบรูปแบบบัตรสมาร์ทการ์ดแบบ 1-E เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 ทำให้มั่นใจว่าเรื่องนี้ถูกดองไว้ที่ มท."
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อกระทรวงไอซีทีทยอยส่งบัตรสมาร์ท จำนวน 1 ล้านใบแรก มท.กลับไม่ยอมรับและจะส่งคืน โดยอ้างรูปแบบบัตรไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง ทั้งที่การตรวจรับบัตรในคราวแรกโดยคณะกรรมการตรวจรับก็มีตัวแทนของกรมการปกครองร่วมด้วย กระทรวงไอซีทีจึงมองไม่เห็นว่าได้ทำอะไรผิด หากไปยกเลิกสัญญากับบริษัทผู้ผลิตจึงไม่เหตุผลสมควร
" สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ใครเสียหาย ประชาชนเสียหาย เดือดร้อน การที่ออกใบเหลืองมาใช้แทนชั่วคราว กรณีที่ประชาชนอยู่พื้นที่ห่างไกล เดินทางลำบาก เขาจะทำอย่างไร เรื่องนี้เคยได้ยินมาด้วยว่าเจ้าหน้าที่ของกรมการปกครอง ได้รับคำสั่งว่าถ้าประชาชนถามว่าทำไมไม่มีบัตร ให้โทษว่าเป็นเพราะไอซีทีล่าช้า เรารับไม่ได้เหมือนกัน" แหล่งข่าวกล่าว
คนกรุงโวยสมาร์ทการ์ดหมด บัตรเหลืองเปื่อย
นายยศศักดิ์ คงมาก ผู้อำนวยการสำนักปกครองและทะเบียน (สปท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงกรณีที่ไม่มีสมาร์ทการ์ดให้บริการประชาชนที่ไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในหน่วยงานสังกัด กทม. ว่า ปัญหาไม่มีสมาร์ทการ์ดใช้เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม โดย กทม.แจ้งไปยังสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ให้ออกบัตรเหลืองชั่วคราว เพื่อใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน ทั้งนี้ ทราบว่าเมื่อช่วงที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ทั้ง 14 เขต พบว่ามีประชาชนไปทำบัตรประชาชนทั่วกรุงเทพฯ แต่ กทม.ต้องออกบัตรเหลืองให้แทนเฉลี่ยวันละ 5,000 ใบ หรือคิดเป็นเฉลี่ยเขตละ 100 ใบต่อวัน
ขณะที่นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบการทำงานของไอซีทีที่ผ่านมาในโครงการนี้มีจุดใดบ้างที่เป็นข้อบกพร่อง อย่างไรก็ตาม เท่าที่คณะกรรมการของไอซีทีรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบ เชื่อว่าเป็นไปอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าฝ่ายกฎหมายจะได้ข้อสรุปเพื่อให้สามารถดำเนินการส่งมอบบัตรสมาร์ทการ์ด 5 ล้านใบ (งวดที่ 2) ได้ทันตามกำหนดในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้
นายจุติกล่าวว่า ส่วนกระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการอย่างไร คงต้องพิจารณาอีกครั้งว่าท่าทีของกระทรวงมหาดไทยจะเป็นอย่างไร แต่หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมกันผลักดันให้ประชาชนมีบัตรประชาชนใช้โดยเร็ว
"ผมไม่อยากมีเรื่องกับใครและไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียง หากถามผมส่วนตัวว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ก็บอกได้ว่าคงดำเนินการยากมากที่จะทำให้ปัญหาจบโดยเร็ว" นายจุติกล่าว


