ที่มา Thai E-Newsผู้ก่อการรัก -ก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย และแกนนำประท้วงต่อต้านรัฐบาลจุมพิตแก้มลูกสาวตัวน้อยอย่างสุดจะชื่นใจภายหลังได้ออกจากคุกชั่วคราวเมื่อวานนี้เพื่อมาลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กรุงเทพฯเขต6 โดยได้หมายเลข4 ท่ามกลางผู้สนับสนุนอย่างเนืองแน่น การจัดเลือกตั้งในสถานการณ์ฉุกเฉินจะมีขึ้นในวันที่25ก.ค.นี้(ภาพ: AP )
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มิถุนายน 2553
กลุ่มประชาชนที่รักชาติรักความเป็นธรรมได้รณรงค์เชิญชวนชาวไทยและชาวโลกร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งเรื่อง"โปรดช่วยเหลือประเทศไทยด่วน"เพื่อยื่นต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และผู้นำรัฐบาลทุกประเทศและขอเชิญชวนผู้เห็นด้วยกับเนื้อหาจดหมายร่วมลงนามด้วย โดยมีรายละเอียดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษดังต่อไปนี้
เรียน ฯพณฯ บันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ และผู้นำรัฐบาลทุกประเทศ
โปรดดำเนินมาตรการให้มีการหยุดสังหารประชาชนในประเทศไทย
พัฒนาการประชาธิปไตยของประเทศไทยถูกเหยียบย่ำอีกครั้งด้วยรัฐประหาร เมื่อปี 2549 เพื่อกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นการทำรัฐประหาร/ปราบปรามประชาชนครั้งที่ 26 ในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2475
ภาพลักษณ์ทางการเมืองของประเทศไทยตกต่ำถึงขีดสุดในปี 2551 เมื่อการประท้วงของคนเสื้อเหลืองที่ไม่ได้ถูก ขัดขวางแต่ ประการใด สามารถเคลื่อนเข้าไปปิดสนามบินนานาชาติของประเทศไทย ซึ่งเป็นการประท้วงที่เปิดทางให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคม 2551
ประชาชนคนยากคนจนในประเทศไทยทั้งคนจนเมืองและคนจนชนบทหลายสิบล้านคนต่างก็ ไม่สามารถทนนิ่งเฉยต่อ ระบบสองมาตรฐานในสังคมไทยได้อีกต่อไป จึงได้ลุกขึ้นมาประท้วงเพื่อให้เกิดรัฐสภาเป็นตัวแทนของพวกเขา ตามครรลองประชาธิปไตยที่แท้จริง
วันที่ 14 มีนาคม 2553 คนเสื้อแดงปกคลุมท้องถนนหลายแห่งในกรุงเทพพวกเขาลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐสภายุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิยุติธรรม
การปราบปรามประชาชนของกองกำลังทหารได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ที่มีทั้งเด็กผู้หญิง และผู้ชาย จำนวนประมาณ 60 คน ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการถูกยิงที่ศีรษะ และอีกกว่า 1,500 คน ที่มีทั้งทีม พยาบาล นักข่าว และประชาชนทั่วไป ได้รับบาดเจ็บ(ส่วนใหญ่จากอาวุธ) ตัวเลขผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นทุกวัน ทั้งนี้เป็นผลจากการที่รัฐบาลระดมกองกำลังทหาร 50,000 นาย และอนุญาตให้ทหาร 'ป้องกันตัว' ด้วยการยิงและสังหารประชาชนที่ลุกขึ้นมาประท้วงรัฐบาลที่ไร้ความยุติธรรมและ ไม่มีธรรมาภิบาล
การกระทำของรัฐบาลไทยที่ประกาศอย่างเปิดเผยว่าอนุญาตให้ใช้กระสุนจริงกับ ประชาชน ยิงทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก ปู่ย่า ตายาย ยิงประชาชนทั้งครอบครัว ประชาชนที่มารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เพื่อแสดงความคับค้องใจและความไม่พอใจต่อรัฐบาล เป็นความป่าเถื่อนที่จะต้องถูกประนาณ และเป็นอาชญากรรม ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะซับซ้อนแค่ไหนก็ตามการใช้กระสุนจริงไม่มีทางและจะต้องไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้บนท้องถนนกรุงเทพ หรือที่ไหนก็ตาม
ชุมชนนานาชาติ ไม่ควรร่วมยืนเคียงข้างและเฝ้ามองรัฐบาลไทยทำการสังหารประชาชนของตัว เองอย่าง...มโหด ทำการเข่นฆ่าประชาชนในนามของคำว่า 'เพื่อประชาธิปไตย' และยิ่งไม่สามารถอ้างได้เลยว่า 'เพื่อปกป้องสถาบัน'
ความรุนแรงบทท้องถนนกรุงเทพในวันนี้มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน ณ ขณะนี้ประชาชนผู้กล้าหาญหลายพันคนติดอยู่ในวงล้อมของทหารร่วม 30,000 คน พวกเขาพร้อมจะสละชีวิต
ประชาสังคมโลกจะต้องประนาณรัฐบาลอภิสิทธิที่อนุญาตให้ใช้กระสุนจริงต่อผู้ ประท้วงฝ่ายตรงข้าม ผู้ประท้วงที่รัฐบาลจะไม่สามารถเอาชนะได้เลยในสนามการเลือกตั้ง
ในแผ่นดินแห่งรอยยิ้ม การคอรัปชั่นและภาวะการไร้ซึ่งความยุติธรรมได้ปรากฎเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน การอนุญาตให้ทหารปราบปรามประชาชน คนยากจนจากชนบทและในเมือง ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ไม่สามารถนำมาซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืนและความมั่นคงในอาเซียน แต่กลับจะบันทอนพัฒนาการด้านประชาธิปไตยในอาเซียน
พวกเราขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกประนาณการใช้กำลังทหารและกระสุนจริงเป็น เครื่องมือในการปราบปรามการประท้วงของคนยากคนจนที่ถูกกดขี่ ที่ต้องการนำเสนอปัญหาของพวกเขา
พวกเราเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติยุติความรุนแรงในประเทศไทยและเป็นองค์กรกลางในการนำทุกฝ่ายมาสู่โต๊ะเจรจา
ดำเนินจัดการเลือกตั้งในประเทศไทยที่โปร่งใสและยุติธรรม รวมทั้งขอให้มีการตั้งทีมสอบสวนจากนานาชาติ เพื่อสอบสวนกรณีการสังหารพลเรือนที่บริสุทธิ์โดยกองกำลังของทหารไทย
Sincerely,
(ลงชื่อ)
สามารถลงชื่อของท่านได้ตามลิ้งค์
http://www.petitiononline.com/10310/
http://www.petitiononline.com/10310/petition-sign.html
000000000
Signature Confirmation - STOP THE BLOODSHED IN THAILAND - 8801 - 10310
To the United Nations and Heads of State.
________________________________________
To: United Nation
URGENT CALL
to Ban Ki-Moon, General Secretary of the United Nations
and all Governments and leaders around the world to . .
STOP THE BLOODSHED IN THAILAND
Progress towards democracy in Thailand was devastated by the military coup that ousted an elected Government in 2006. This was Thailand s 26th military coup / crackdown since the country attempted to abolish Absolute Monarchy in 1932.
The country was further reduced to a complete, political shambles in 2008 by the Yellow Shirt demonstrations that were allowed, without repercussion, to close-down Thailand s international airports, creating a situation that allowed Abhisit Vejjajiva to become Prime Minister in December 2008.
Thailand s ten s of millions of rural and urban poor can tolerate no longer the double standards that dominate their struggle for representational parliamentary democracy. On 14 March 2010 they converged on the streets of Bangkok demanding primarily the dissolution of parliament and a proper General Election.
Since the current military crackdown was launched on 10 April 2010 about 60 men, women and children have died, many by military sniper-fire with a single bullet to the head. About 1500 have been wounded - many by gunshot, including medics, journalists and bystanders.The death toll is rising daily. Some 50 000 soldiers, with permission to shoot to kill in self-defence , have been mobilised to crush the people s protest against clear injustice and corrupt governance.
The Thai Government s sanctioning of the use of live ammunition against the people of Thailand, against men, women, children, against grandfathers and grandmothers that have gathered in Bangkok to express their legitimate frustration and grievances, is an outrage that must be condemned as the crime that it is. No matter the complexity of the political situation, the use of live ammunition against ordinary civilians cannot and must not be permitted on the streets of Bangkok, or anywhere. The International Community cannot stand-by and watch the Thai Government murder Thai citizens in the name of democracy, not to mention monarchy.
The state violence on the streets of Bangkok today has a long history. In the centre of Bangkok, a few thousand brave civilians - ordinary men, women and children are cut off from food and water, surrounded and targeted by about 30,000 soldiers. They are preparing to sacrifice their lives.
The International Community must condemn the Abhisit Government for using live ammunition against those who oppose it, against those who, in a General Election, would defeat it.
In the Land of Smiles corruption and injustice is ringing load and clear. Allowing military violence to crush the rural and urban poor in Thailand will not enhance regional stability, it will not enhance the future of the ASEAN or sustainable development. It will drag down the development of democracy throughout South-East Asia.
We call for all Governments around the world to condemn the use of military force and live ammunition as a means to oppose and suppress the right of the poor to express their grievances.
WE CALL FOR UNITED NATIONS INTERVENTION
to end the violence and bring all parties to the negotiating table and
to oversee proceedings for a General Election in Thailand.
WE CALL FOR THE UNITED NATIONS
to appoint an independent commission to investigate
the murder of innocent civilians by Thai military forces.
----------
Sincerely,
(ลงชื่อ)
สามารถลงชื่อของท่านได้ตามลิ้งค์
http://www.petitiononline.com/10310/
http://www.petitiononline.com/10310/petition-sign.html
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, June 29, 2010
ร่วมลงชื่อร้องUNช่วยประเทศไทยด่วน
Monday, June 28, 2010
ก่อแก้วและพนิชสมัครส.ส..flv
ที่มา Voice TV
การรับสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 6 ที่สำนักงานเขตคลองสามวาวันนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก ซึ่งการจับหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ จับได้หมายเลข 1 ส่วน นายก่อแก้ว พิกุลทอง จากพรรคเพื่อไทย จับได้หมายเลข 4
เสรีภาพที่ทับกัน นิธิ เอียวศรีวงศ์
ที่มา มติชน "ประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้ แต่ไม่แตกแยก" แต่เนื่องจากผมไม่เคยเรียนกฎหมาย ผมจึงไม่เชื่อว่ามีความถูกต้องชอบธรรมอะไรในโลกนี้ ที่ลอยอยู่อย่างเป็นอิสระจากเงื่อนไขแวดล้อมทางสังคม และเราอาจบัญญัติขึ้นเป็นความถูกต้องชอบธรรมสากล สำหรับเป็นบรรทัดฐานตัดสินการกระทำของคนทั่วไปได้หมด ผมจึงอยากให้เรามามองการชุมนุมที่ผ่านมา ทั้งของ พธม.และ นปช. แต่ไม่ใช่มองว่าได้ละเมิดเสรีภาพของคนอื่นอย่างไร หรือผิดกฎหมายอย่างไร หากมองไปที่เงื่อนไขแวดล้อมทางสังคมที่ผลักให้คนจำนวนมาก เข้าร่วมชุมนุม และฝ่าฝืน "กฎหมาย" ทั้งๆ ที่รู้ว่าได้ฝ่าฝืนกฎหมาย ผมขอยกตัวอย่างการ picketting ในสหรัฐเป็นตัวอย่างของ "พื้นที่" การเมืองใหม่ๆ ในสหรัฐ คนอาจร่วมมือกันต่อต้าน (ยกตัวอย่างเช่น) บริษัทผลิตผลไม้ ที่ใช้แรงงานเด็กต่างชาติอย่างกดขี่ โดยผลัดกันเดินขบวนเล็กๆ หน้าซุปเปอร์ ถือป้ายต่อต้านบริษัทนั้น ไม่ได้ห้ามมิให้คนเข้าไปช็อปปิ้ง แต่แจกเอกสารชี้แจงว่า ไม่ควรซื้อผลไม้ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ เพราะใช้แรงงานต่างชาติอย่างไร้มนุษยธรรม โดยสรุปก็คือ ทั้งเหลือง (คนชั้นกลางระดับกลาง) และแดง (คนชั้นกลางระดับล่าง) ต่างก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วในสังคมไทย และต่างก็มีความจำเป็นต้องมีพื้นที่ทางการเมืองที่ขยายใหญ่ขึ้น พอจะทำให้การเคลื่อนไหวของเขามีผลต่อนโยบายสาธารณะทั้งคู่ แต่เราไม่มี "พื้นที่" ทางการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อคนเหล่านี้ นอกจากการเลือกตั้ง 4 ปีครั้ง ที่เหลือคือกฎหมายประเภทต่างๆ ที่ปิดกั้นมิให้เกิด "พื้นที่"ทางการเมืองที่เป็นอิสระจากอำมาตย์และทุนสามานย์ได้
ปัญญาชนบางท่านย้ำเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ พธม.ชุมนุมใหญ่เป็นเดือนๆ และก็คงย้ำเรื่องนี้อยู่ในสมัยที่ นปช.ชุมนุมใหญ่ เพียงแต่เพิ่มประเด็น ม.28 ในรัฐธรรมนูญ "บุคคลย่อมใช้...สิทธิเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น"
เพราะ นปช.ชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เป็นเดือน จึงละเมิดต่อสิทธิการช็อปปิ้งของคนอื่น
อันที่จริงก็เรื่องเดียวกัน คือการใช้สิทธิเสรีภาพนั้นต้องไม่ละเมิดความเห็นต่างของผู้อื่น และในขณะเดียวกัน ก็ไม่ละเมิดที่สาธารณะ ซึ่งผู้อื่นใช้ประโยชน์อยู่
คงไม่มีใครคัดค้านความเห็นนี้ได้ เพราะดูจะสอดคล้องกับ "ความชอบธรรม" (Law-แอลตัวใหญ่) ซึ่งมนุษย์ในอารยธรรมต่างๆ ย่อมมีในสำนึกอยู่แล้ว และแน่นอนสอดคล้องกับ " กฎหมาย" (law -แอลตัวเล็ก) ดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ
ผมไม่ปฏิเสธว่า การใช้เสรีภาพของตนไปละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นนั้นย่อมไม่ถูกต้อง แต่ความรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูกนั้น มีความสำคัญแก่สังคมโดยรวมน้อยกว่าความรู้ว่า ผู้กระทำ ได้กระทำผิดท่ามกลางเงื่อนไขอะไร เพราะความรู้เกี่ยวกับเงื่อนไขแวดล้อมต่างหาก ที่สังคมจะสามารถจัดการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิดเช่นนั้นได้อีก
มิฉะนั้นแล้ว เราก็ต้องวนกลับมาสู่การบัญญัติความผิด-ถูกให้เข้มข้นขึ้น เช่นเพิ่มโทษผู้กระทำ "ผิด"ให้แรง แต่อำนาจของกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่เคยพอที่จะปรามหรือกำกับควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ได้ เพราะแรงผลักดันที่ใหญ่กว่าของพฤติกรรมของคนมาจากเงื่อนไขแวดล้อมทางสังคมต่างหาก
พื้นที่การชุมนุมของทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นพื้นที่สาธารณะ เมื่อจัดการชุมนุมขึ้นย่อมกีดขวางการใช้ประโยชน์พื้นที่นั้นของบุคคลอื่น
เหตุใดจึงต้องใช้พื้นที่สาธารณะในการชุมนุมทางการเมือง? ก็เพราะพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่มีพลังที่สุดในสังคมไทย เป็นพื้นที่ซึ่งการเรียกร้อง, การประท้วง, การระบายความเดือดร้อนอันเกิดจากความไม่ชอบธรรม (ย้ำไม่ชอบธรรมไม่ได้แปลว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย), ฯลฯ ได้การรับฟังจากสังคมโดยรวมได้เร็วและกว้างที่สุด
ทำไมสังคมจึงรับฟังได้เร็วและกว้าง ก็เพราะชีวิตปกติของคนจำนวนหนึ่งถูกกระทบ (ไม่ได้ช็อปปิ้ง, เสียงดังจนสอนหนังสือไม่ได้, เดินทางไม่สะดวก ฯลฯ) คนจึงพร้อมจะเงี่ยหูฟังเสียงที่ดังมาจากพื้นที่ทางการเมืองตรงนั้น ฟังโดยตรงหรือฟังจากคนอื่นอีกทีก็ตาม ฟังแล้วเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ได้ฟังสิ่งซึ่งปกติแล้วก็ไม่สนใจจะฟัง
เพราะคนอยากฟัง สื่อจึงเสนอข่าวมาก (ไม่ว่าจะเสนออย่างเที่ยงตรงหรือไม่) เมื่อเสนอมาก ก็ทำให้ "พื้นที่" ทางการเมืองนั้นกว้างออกไปกว่าพื้นที่ชุมนุม จนอาจครอบคลุมสังคมทั้งสังคมได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายผู้มีอำนาจในรัฐจะไม่ฟังเลยก็ไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องตอบสนองในทางใดทางหนึ่ง ที่เก็งว่าจะได้ความเห็นชอบของคนนอกพื้นที่ชุมนุม"พื้นที่" ทางการเมืองของผู้ชุมนุม จึงขยายเข้าไปแม้แต่ใน "พื้นที่" ทางการเมืองของฝ่ายปรปักษ์ด้วย
ด้วยเงื่อนไขเฉพาะของสังคมไทยเอง พื้นที่สาธารณะที่เหมาะจะใช้เป็น "พื้นที่" ทางการเมืองอย่างได้ผล ต้องเป็นพื้นที่ในกรุงเทพฯ สมัชชาคนจนเคยยึดหัวเขื่อนปากมูลเป็นปี แต่สื่อก็แทบไม่เคยพูดถึงความเดือดร้อนที่ประชาชนเหล่านั้นได้รับจากเขื่อนปากมูล กลายเป็น "พื้นที่" ทางการเมืองที่แทบจะไม่มีผลทางการเมืองอะไรเลย
"พื้นที่" ทางการเมืองของประชาชนไทย โดยเฉพาะในหมู่คนชั้นกลางระดับกลางลงไปถึงระดับล่าง มีไม่มากนัก เพราะ "พื้นที่" ทางการเมืองในสังคมไทยนั้น ถูกจับจองผูกขาดโดยคนสองจำพวก หนึ่ง คือผู้ถืออำนาจรัฐ อันได้แก่ข้าราชการระดับใหญ่ๆ ขึ้นไปถึงนักการเมือง, นักรัฐประหาร, สถาบันวิชาการ, สถาบันตุลาการ, และสถาบันอื่นๆ (อำมาตย์) และสอง คือทุนขนาดใหญ่ ซึ่งมีตัวพ่วงตามมาอีกมาก นับตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์, สภาพัฒน์, หอการค้า, นักวิชาการของมหาวิทยาลัยในสังกัด, นิตยสารทางธุรกิจทั้งไทยและเทศ, ฯลฯ (ทุนสามานย์)
คนชั้นกลางระดับกลางและล่างเคยอยู่กันมาได้ท่ามกลาง"พื้นที่"ทางการเมืองอันจำกัดนี้ แต่ในสองสามทศวรรษที่ผ่านมา โลกาภิวัตน์และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการผลิตเชิงพาณิชย์ ทำให้ "ทุนสามานย์" ขยายอำนาจเข้าไปกำกับ "พื้นที่" ทางการเมืองได้ไพศาลมากขึ้น "อำมาตย์" ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพลังคานอำนาจของ "ทุนสามานย์" บ้าง ก็ลดพลังลง สื่อซึ่งครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่กับคนชั้นกลางระดับกลาง ก็ถูก "ทุนสามานย์" กลืนกินไป จนกระทั่งต้องลดความเป็น "พื้นที่" ทางการเมืองของคนกลุ่มนี้ลงไปมาก
ในขณะเดียวกัน คนชั้นกลางระดับล่างซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในช่วงเดียวกันนี้ ก็กระหายจะได้ "พื้นที่" ทางการเมืองของตนเพิ่มขึ้น เพราะผลประโยชน์ของตนไปผูกพันกับนโยบายสาธารณะของรัฐในด้านต่างๆ มากขึ้น ในขณะที่เงื่อนไขแวดล้อมทางสังคมไม่ได้เปิด "พื้นที่" ทางการเมืองใหม่ๆ ขึ้นมา
นักช็อปปิ้งก็ไม่เดือดร้อนอะไร รับเอกสาร (หรือปฏิเสธที่จะรับ) แล้วก็เดินเข้าไปซื้อของเป็นปกติ เป็นการใช้พื้นที่สาธารณะที่ไม่ละเมิดเสรีภาพของคนอื่น
แต่ "พื้นที่" ทางการเมืองเช่นนี้ของอเมริกันต่างจากไทย เนื่องจากคนอเมริกันที่รับเอกสารไปมักจะอ่าน แม้อย่างผาดๆ หากไม่สนใจก็ทิ้งไป หากสนใจก็อาจเก็บกลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเองที่บ้าน เกิดคนที่มีสำนึกอย่างเดียวกันมากขึ้น และเผยแพร่ข้อมูลนั้นออกไปแก่ "เครือข่ายทางสังคม" ของตนเอง ยิ่งกว่านี้ หากการ picketting ทำได้กว้างขวาง สื่ออเมริกันก็อาจสนใจ ส่งผู้สื่อข่าวของตนออกไปดูการทำงานของบริษัทผลิตผลไม้นั้น แล้วเสนอข่าวความโหดร้ายทารุณของบริษัทให้รู้ทั่วไปในวงกว้าง "พื้นที่" ทางการเมืองจึงยิ่งขยายใหญ่ขึ้น และมีผลบีบบังคับให้บริษัทดังกล่าวต้องปรับเปลี่ยนนโยบายหากำไรที่สังคมพอรับได้ขึ้นมาใหม่
แต่อย่างที่รู้กันอยู่แล้วนะครับว่า คนไทยไม่อ่านหนังสือ จะบอกอะไรแก่ใครจึงต้องตะโกน และอาจต้องใช้คำหยาบบ้างเพื่อให้ฟัง (คำหยาบสร้างสภาวะอปกติขึ้นในภาษา) ส่วนสื่ออเมริกันนั้นมีกึ๋นกว่าสื่อไทย จึงกระตือรือร้นที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงกว่ากันมาก ก็ขนาดสมัชชาคนจนชุมนุมที่หัวเขื่อนเป็นปี ยังไม่มีใครส่งผู้สื่อข่าวของตนไปทำข่าวเลยสักฉบับหรือช่อง ในขณะที่มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศหลายฉบับลงพื้นที่เก็บข่าว
ถ้าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกดขี่แรงงานในสวนผลไม้ของบริษัทเป็นที่รู้แพร่หลายมากขึ้น พรรคการเมืองอเมริกันก็จะขยับตัว แต่ก็ไม่ขยับตัวเพียงเพื่อเก็บเกี่ยวคะแนนเสียงในระยะสั้น หากขยับตัวเพื่อค้นหาความจริงที่กว้างกว่าการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของบริษัทเดียว แต่จะตรวจสอบว่าปรากฏการณ์เอารัดเอาเปรียบแรงงานเช่นนี้ ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางเพียงไรในแหล่งผลิตผลไม้ของประเทศ เพื่อที่จะผลักดันกฎหมายที่อาจมีผลต่อการห้ามหรือปรามการปฏิบัติเช่นนี้ทั่วทั้งประเทศ
ความสำเร็จของนักเดินขบวนประท้วงในการขยายพื้นที่ทางการเมือง จากหน้าซุปเปอร์ฯ ไปจนถึงสังคมวงกว้างและจนถึงรัฐสภา มาจากมูลเหตุขั้นพื้นฐานสองอย่าง หนึ่งคือความรู้สึก "อาทร" ต่อเพื่อนมนุษย์ และกลไกทางการเมืองของสังคมประชาธิปไตย
ทั้งสองอย่าง ไม่มีในประเทศไทย เราได้แต่โฆษณาให้คนไทยรักกัน แต่สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว ความรักแบบมีช่วงชั้นทางสังคม คือคนชั้นสูงรักแบบเอ็นดูคนชั้นต่ำ ในขณะที่คนชั้นต่ำรักแบบเคารพนบนอบคนชั้นสูง ไม่สามารถใช้ในเมืองไทยได้อีกต่อไป สังคมไทยในปัจจุบันต้องการความรักแบบเสมอภาค ซึ่งก็คือความอาทรต่อกันและกัน
กลไกทางการเมืองของไทย (เช่นพรรคการเมือง) ไม่เคยทำงานอย่างที่ควรทำในสังคมประชาธิปไตย ได้แต่เล่นเกมส์การเมืองแบบระยะสั้น เพื่อหาเสียงไปวันๆ เท่านั้น จึงไม่เคยเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้แก่คนชั้นกลางระดับกลาง และคนชั้นกลางระดับล่างจริง
ดังนั้น ถึงแม้จะพร่ำเตือนว่าการใช้เสรีภาพของตนต้องไม่ละเมิดเสรีภาพของคนอื่นอย่างไร ก็ได้แต่ท่องจำกันไป หากในชีวิตจริงปฏิบัติไม่ได้
เพราะ "พื้นที่" ทางการเมืองซึ่งจะทำให้ไม่ต้องละเมิดเสรีภาพของคนอื่น ไม่มีในสังคมไทย
"ฐิตินันท์ "ฟันธง การเมืองถึงทางตัน ยื้อเลือกตั้ง ลอกคราบเผด็จการพันธุ์ใหม่ ท้าตรวจสอบศอฉ.ใช้งบ ?

วงเสวนา แนวโน้มสถานะประชาธิปไตยไทยท่ามกลางความขัดแย้ง วันนี้ ณ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดร. ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ได้อภิปรายสถานะการเมืองไทยว่า เป็น การเมืองที่ " พูดยาก เขียนลำบาก แถมน้ำท่วมปาก "
มติชนออนไลน์ นำเสนอ มุมมองของ ดร. ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ที่อาจไม่เข้าหูใครหลายคน ดังนี้
..ผมไม่ค่อยชอบพูดเรื่อง เมืองไทย ผมว่ามันเป็นยุคที่พูดยากเขียนลำบาก วันก่อนอ่านคำสัมภาษณ์ของคุณประจวบ ไชยสาส์น พูดว่าอย่างนั้น ผมขอเติมนิดหนึ่งว่าเป็นยุคพูดยาก เขียนลำบาก และน้ำท่วมปาก เพราะฉะนั้นจึงพูดยากเข้าไปใหญ่
วันนี้ ต่างชาติมองการเมืองไทย หลากหลาย แต่รวมๆแล้วเขาคิดว่าประเทศไทยมีปัญหา ประชาธิปไตยไทยมีปัญหา แต่ที่ผมสังเกตบางครั้งต่างชาติก็มองในแง่ดี สมมติว่ามีคนมองว่าดี ทางการหรือรัฐบาลจะออกมาตีข่าวเป็นข่าวใหญ่ เช่น ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนโลกของสหประชาชาติ ( สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว)
ขณะที่สื่อต่างชาติตอนนี้กำลังโดนโจมตีอย่างหนักภายในประเทศไทย ซีเอ็นเอ็น บีบีซี ผมก็มีข้อสังเกตว่าในวันเกิดเหตุการณ์และช่วงพฤกษาคม ผมไม่ได้ดูซีเอ็นเอ็น ไม่รู้เขารายการกันอย่างไร เป็นได้อาจเอียง และสังเกตว่า พวกสื่อต่างชาติที่รายงานช่วงนั้นจะไม่พูด ไม่ระบุว่าที่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เริ่มชุมนุม เนื่องจากคุณทักษิณโดนยึดทรัพย์ตรงๆ 2 อาทิตย์หลังโดนยึดทรัพย์ นปช.เริ่มเคลื่อนไหวบนท้องถนน เขาจะพูดถึง นปช. มาเรียกร้องประชาธิปไตย ก็โดนโจมตีหนัก
แต่ผมสังเกตว่าสื่อต่างประเทศ ถ้ารายงานอะไรที่รัฐบาลชอบ คนที่สนับสนุนรัฐบาลชอบ เขาไม่ปฏิเสธ เช่น เรื่องเสื้อดำ ข่าวครั้งแรกที่จำได้ รายงานโดยไฟแนนเชียลไทม์ พวกผู้ประท้วงเสื้อแดงมีกองกำลังติดอาวุธเป็นเสื้อดำ ก็เป็นข่าวที่รัฐบาลนำมาขยายความ เรื่องอัลจาซีราห์ สัมภาษณ์ทนายความคนใหม่ของคุณทักษิณ นายโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม สัมภาษณ์อย่างเข้มข้นเรียกว่า นายอัมเตอร์ดัมหงุดหงิดเลย เป็นข่าวใหญ่ในแวดวงการของไทย เพราะนายอัมเตอร์ดัมโดนอัด และข่าวนี้เป็นที่ชอบของทางการและผู้สนับสนุนรัฐบาลทั้งหลาย
ปลงแล้วสังคมไทย ใครเห็นต่าง คือ พวกทักษิณ
อีกข่าวใน AP ประมาณอาทิตย์ที่มีความตึงเครียด รายงานราชประสงค์ไม่ใช่เทียนอันเหมิน ข่าวนี้ก็ได้รับการขยายความ ผมจึงไปดูภาคส่วนอื่นๆ นักลงทุน นักท่องเที่ยว ทูตานุทูตที่มาสังเกตการณ์เสื้อแดงและต่างประเทศ นักข่าวต่างประเทศ นักธุรกิจระหว่างประเทศ มูลนิธิต่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ ถ้ามีมุมมองที่ไม่สอดคล้องกับทางการ จะมีข้อสรุปที่ตามมาว่าไม่เข้าใจประเทศไทย หวังร้าย ดีไม่ดีอาจเพราะคุณทักษิณจ้างมา ไปรับสตางค์ มีความอคติ ลำเอียง และกระแสโทษต่างชาติ หรือไม่ไว้ใจ ยิ่งจะแรงขึ้นเข้มขึ้นไปอีก กระแสเมินและต่อต้านโลกของข้างนอก เหมือนประเทศไทยโดนปิดล้อม ด้วยทักษิณด้วย โลกาภิวัตน์ด้วย เหมารวมเลยในเชิงคลุมเครือ ว่ามีพลังขับเคลื่อนจากข้างนอกที่มาหวังร้ายปองร้ายกับไทยโดยมีอคติ
เป็นมุมมอง ปรากฎการณ์ที่ไม่น่าแปลก เพราะเรามีอย่างนี้มาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ มีแอนตี้โลกาภิวัตน์ ข้าวแกงIMF มีกระแสชาตินิยม ตั้งแต่สมัยคุณทักษิณ จนกระทั่งไล่IMF ออกไป ถ้าเรามีปัญหาหนักๆ กระแสต่อต้านข้างนอกจะมาเร็วขึ้น และจะมีกระแสแรงขึ้นไปอีกและต่อเนื่อง ในหมู่คนไทยเองที่มีปฏิสัมพันธ์กับข้างนอก ต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น คนศึกษาเมืองนอกมานานๆ คนไทยบริโภคข่าวต่างประเทศ มีปฏิสัมพันธ์กับคนต่างประเทศ ถ้ามีมุมมองสอดคล้องกับรัฐบาลก็แล้วไป ยิ่งไปกันได้ดี กระแสไปอย่างนั้น ถ้าไปตามกระแสก็แล้วไป
ถ้าทวนกระแส มีผลตามมา อาจถูกมองมีอคติ ได้รับการจ้างวาง หรือไปอยู่มืองนอกนานไม่เข้าใจเมืองไทย แต่ถ้าคนในซีกรัฐบาล หรือท่านนายกฯเอง ไปอยู่เมืองนอกมาแต่เข้าใจเมืองไทยดี จะเป็นกระแสเข้มขึ้นเรื่อยๆ ผมก็ค่อนข้างปลงแล้วที่จะเป็นแบบนี้ กระแสต่อต้านและเมินต่างประเทศ ไม่เป็นไร ปลงแล้ว ผมก็ทำใจ เหมือนกับว่าสังคมไทยเวลานี้ มีความสองจิตสองใจ ถ้าดีเอา ถ้าไม่เห็นด้วยบอกว่าไม่เข้าใจ มีอคติต่างๆ นานา และเป็นยุคที่แปลก เป็นยุคที่แปลกมากขึ้น ใครเสนอต่างจะมีกระแสมาป้ายสี กดดัน ข่มขู่ กวาดล้าง ถึงบอกว่าต้องปลง
ประชาธิปไตยไทยถึงทางตัน อภิสิทธิ์อยู่เกือบครบเทอม
ประเด็นที่2 เรื่องสถานะประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไทยถึงทางตัน สังเกตได้ว่าทางตันไม่ต้องการเข้าสู่การเลือกตั้งเร็ว ผมคิดว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์อาจอยู่เกือบครบเทอม นายกฯเคยกล่าวไว้อยู่ไม่ครบเทอม ผมคิดว่าคงอยู่ไปเหลือเวลาอีก 2 อาทิตย์ก่อนครบเทอมไม่กี่วัน ทางเทคนิคถือว่าไม่ครบเทอม แต่กว่าเลือกตั้งก็เหมือนอยู่ครบเทอม
ทางตันคือผู้สนับสนุนของรัฐบาลไม่ต้องการให้เลือกตั้งเร็วๆ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ไม่สามารถทำให้ปรองดองกันได้ในช่วงประท้วง พวกนปช.ต้องโทษตัวเอง เขาเสนอ 14 พ.ย.มาให้แต่ก็ไม่รับ จะทะเลาะกันเอง คุณทักษิณ หรือผู้ชุมนุมไม่รับหลังจาก 10 เม.ย.ก็ว่าไป เมื่อไม่รับแล้ว ซีกนายกฯ ก็ถอนข้อเสนอนี้ เราต้องถามว่าเขาไม่รับ เราพอจะเห็นได้ว่าคุณทักษิณอาจต้องการเร็วกว่านั้น พวก นปช.อาจทะเลาะกัน คนที่มาประชุมอาจรับไม่ได้ แต่นายกฯถอน ผมก็ตั้งคำถามว่าถอนทำไม เพราะถ้าเกิดจะเสนอเพื่อหาทางออกให้เขาลง ก็ควรเสนอไว้ รับก็รับ ไม่รับก็ยังอยู่ เหมือนซีกของ นปช. ความผิดอยู่กับเขา พอถอนก็เลยพลิกผัน รัฐบาลของอภิสิทธิ์ ผู้สนับสนุนข้างหลังก็ไม่อยากมีการเลือกตั้ง ถ้าไม่เลือกตั้งแล้วไม่ชนะจะทำอย่างไร ปชป.ยังแพ้
ถ้าตัวต่อตัว ปชป.กับเพื่อไทยยังสูสี ดีไม่ดีอาจแพ้ เพราะเป็นพรรคร่วม เลือกตั้งเป็นทีม พรรคเพื่อไทยกึ่งโดดเดี่ยว อาจชนะได้ นี่คือแผนที่ปฏิบัติอยู่ พยายามมีงบประมาณออกมา มีการเยียวยา มีการอัดฉีด มีการเด็ดหัว สูบเลือดท่อน้ำเลี้ยงออก กดแกนนำ กวาดล้างฮาร์ดคอร์บ้าง ขู่บ้าง หวังว่าขบวนการเสื้อแดงอ่อนกำลังลง ดีไม่ดีหากมีการเยียวยาเพียงพอ อาจหมดไปก็เป็นได้
คิดว่าจะทำให้เลือกตั้งเร็วไม่ได้ เขาจะต้องใช้เวลาให้มากที่สุด ทั้งแจกจ่ายเยียวยา กดแกนนำ กวาดล้างเพื่อเอาขบวนการเสื้อแดงให้อยู่ แต่จะถึงทางตัน เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว มีกลุ่มนักการเมือง กลุ่มผลประโยชน์จะชนะ หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีรัฐธรรนูญ เขียนโดยคณะที่ตั้งโดยผู้ยึดอำนาจ ทางฝั่งนั้นก็ชนะเลือกตั้ง ธ.ค.2550 อยู่ดี เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่ขึ้นมาอยู่ไม่ได้ ในที่สุดโดนยุบพรรค มีการตั้งพรรคนี้ขึ้นมา
ตอนนี้ผ่านไปนานๆ สังเกตความโจ๋งครึ่มยิ่งมากขึ้น ไม่ต้องพูดเป็นนัยยะ แอบๆ เลียบๆเคียงๆ แล้ว คือรัฐบาลนี้เป็นที่รู้กันแล้วว่า ตั้งออกมาจากค่ายทหาร มีทหารเป็นสปอนเซอร์ และเรียกกลุ่มนักการเมืองที่แปรพักตร์ออกมา ไม่งั้นไม่มีอนาคต จึงตั้งรัฐบาลผสม แต่บางครั้งต้องระบุว่ายอมรับการแล้ว สมัยก่อนต้องเรียบๆ เคียงๆ
รัฐบาลก็อยู่มา สงกรานต์ปี 2552 ก็ประท้วงกันมาแล้ว สงกรานต์เดือด หลังสงกรานต์นายกฯก็พูดอย่างนี้ มีปฏิรูปและสมานฉันท์ พูดไปทำไป1ปี แต่มีพ.ค.2553ขึ้นมา แสดงว่าล้มเหลว เพราะมีเหตุการณ์ที่เป็นหลักฐาน ถ้าสมานฉันท์สำเร็จจะไม่มีเหตุการณ์เมษายน พฤษภาคม มิถุนายนที่ผ่านมา
ถ้าเลือกตั้งอีก คนสนับสนุน ประชาธิปัตย์ ก็คิดว่าเลือกตั้งแล้ว ถ้าแพ้จะลำบาก ผมเลยคิดว่าเลือกตั้งจะไม่เร็ว และคิดว่ากลไกจาก ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)จะมีอย่างต่อเนื่อง อาจเลื้อยไปเรื่อยๆ ถึงปลายปีหรือต้นปีหน้า หรือไม่มีกำหนด อ้างเหตุผลจำเป็นบอกต้องมีอยู่
การเลือกตั้งจะเป็นตัวพลิก ปีหน้าจะถึงเวลาอยู่ดี จะทำอย่างไรถ้าเลือกตั้งแล้วแพ้ จะทำให้เรากลับไปในปี 2551 เพระามีเงื่อนไขคล้ายกัน หรือ ถ้าชนะเลือกตั้งเป็นทีมก็มีแนวโน้มสูงขึ้นที่เป็นไปได้ ต้องมีพรรคร่วมเป็นทีม แต่ปชป.ต้องเสียต้นทุนมากขึ้น ตอนนี้เห็นว่ากระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม มีความสุขกันดี สนุกเลย พรรคเล็กแต่แรงต่อรองเยอะ ก็ถึงทางตัน ถ้ามีประชาธิปไตย แต่เลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับ จะผ่าทางตันนี้อย่างไร
เปิดโฉมหน้า เผด็จการพันธุ์ใหม่ ท้าตรวจสอบ ศอฉ.ใช้งบประมาณ
ประการที่ 3 เกรงว่า ประชาธิปไตยไทยจะมีความเป็นเผด็จการพันธุ์ใหม่มากขึ้น รู้สึก ศอฉ.มีพฤติกรรมคล้ายคณะปฏิวัติ เขาจะเรียกใครไปสอบก็ได้ ไปแช่แข็งบัญชีใครก็ได้ เขากักขังคนได้7วัน และต่อเวลาได้ อำนาจของศอฉ.น่าเป็นห่วง และไม่มีใครตรวจสอบเลย
ได้ยินว่าศอฉ.ใช้เงินมือเปิบเลยตอนนี้ ใช้ไปเท่าไรแล้ว ได้ข่าวสมาชิกศอฉ.ได้สตางค์พิเศษนอกเหนือเงินเดือน เป็นรายวัน โฆษกศอฉ.ได้เงินพิเศษเป็นรายวันหรือไม่ ขอให้ตรวจสอบบอกมาว่าได้เท่าไร ไม่งั้นใครจะไปตรวจสอบศอฉ.
บางครั้ง ตั้งคำถามว่าถ้าไม่มีกองทัพ ปัจจุบันรัฐบาลอภิสิทธิ์จะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีรัฐบาลนายกฯชื่ออภิสิทธิ์ กองทัพจะเป็นอย่างไร 2 คำถามนี้ทำให้เห็นว่าเขาเอื้อกัน พึ่งพาพึ่งพิงกันอย่างแน่นแฟ้นและด้วยดีพอสมควร
หลัง 10เม.ย. ทหารต้องการทำรัฐประหาร ด้วยรู้สึกเจ็บแค้นมีกลุ่มติดอาวุธมายิงทหารออกไปปราบที่มีแต่โล่กระบอง เท่าที่สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องยืนยันได้ว่าทหารกระสับกระส่ายมากคืนนั้น ถ้าทำแล้วจะทำอย่างไรต่อ เขาจะลำบาก ขณะเดียวกันรัฐบาลถ้าไม่มีกองทัพหนุนหลังก็ไปไม่รอด ทั้งเมษายน52 และเมษายน-พฤษภาคม53 และเป็นการอิงกันลักษณะมีความเผด็จการมากขึ้น มีการบงการ การสั่งที่นอกเหนือกฎหมาย ละเมิดสิทธิ์เสรีภาพ เช่นการเรียกคนเข้าไปสอบเฉยๆ ไปเคาะประตู เอาบัญชีขึ้นมาเป็นบัญชีดำ
สังเกตบัญชีดำ 83 บัญชี ต้องมีท่อน้ำเลี้ยงแดงแน่นอน แต่ไม่ใช่ทุกคน ใครจะไปติดแหบ้าง ขึ้นอยู่กับศอฉ.ตัดสินอย่างไร ตอนนี้ไม่ต้องมีรัฐประหารแล้วคิดว่าเขาไปด้วยกันได้ดี และหลังเปลี่ยนผบ.ทบ. ก็ยิ่งจะแน่นแฟ้นขึ้นอีกหน่อย เพราะแบ็กเขาแบ็กเดียวกัน เป็นปรากฎการณ์เผด็จการพันธุ์ใหม่ ไม่ใช่เผด็จการทหาร แต่เป็นเผด็จการพลเรือน
เรื่องการซื้ออาวุธ การเลื่อนขั้น การเปลี่ยนตำแหน่งหมุนเวียน งบประมาณ ภาคใต้ บางเรื่องกองทัพเป็นเอกเทศเลย รัฐบาลไม่แตะ กองทัพได้โดยที่ไม่ต้องรัฐประหาร แต่มีข้อจำกัดที่เขาต้องทนอยู่กับรัฐบาลพลเรือน กองทัพมีความชอบธรรม เป็นประชาธิปไตย เอกเทศโดยไม่ต้องรัฐประหาร ขณะเดียวกัน รัฐบาลพลเรือนต้องพึ่งกองทัพ ต้องพึ่งกำลัง เขาต้องพึ่งกองทัพในการกดคู่ต่อสู้ ต้องพึ่งหลายหน่วยงานกดคู่ต่อสู้ เพื่ออยู่ต่อไป และกลับมาหลังการเลือกตั้ง
ทางออก ปล่อยนักการเมือง ไม่เช่นนั้นเจอทางตัน
หาทางออกยาก วิธีหนึ่งต้องปล่อยนักการเมืองที่ถูกห้ามออกมา ไม่งั้นเสื้อแดงไม่มีแกนนำเป็นทางเลือกใหม่ ถ้าคิดว่าเขามีตัวตน มีความรู้สึกนึกคิด เขาอาจมีแนวทางมีตัวเลือกใหม่ ถ้าปล่อยพวกนั้นเร็วก่อนกำหนด สนามเลือกตั้งจะเข้มข้น พรรคเพื่อไทยจะไม่ชอบ ปชป.ยิ่งไม่ชอบใหญ่ คนบอกถ้าไม่ใช่อภิสิทธิ์แล้วใครจะเป็นนายกฯ ผมบอกว่าก็คุณไปห้ามเขาหมด ต้องปล่อยพวกนี้ออกมาจะมีตัวเลือก ไม่งั้นจะเป็นทางตันอย่างต่อเนื่อง
คุณสมบัติผู้สมัครส.ส.
ที่มา ข่าวสด
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หมวด 6 รัฐสภา ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร มาตรา 101 ระบุว่า บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ประกอบด้วย
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
(3) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 วันนับถึงวันเลือกตั้ง
(4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย
(ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(ข) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา
(ง) เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี
(6) คุณสมบัติอื่นตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.
มาตรา 102 ระบุว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
(1) ติดยาเสพติดให้โทษ
(2) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(3) เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ตามมาตรา 100 (1) (2) หรือ (4)
(4) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
(5) เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(6) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วย งานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
(7) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(8) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอก จากข้าราชการการเมือง
(9) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
(10) เป็น ส.ว. หรือเคยเป็น ส.ว. และสมาชิกภาพสิ้นสุดลงแล้วยังไม่เกิน 2 ปี
(11) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
(12) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
(13) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 263
(14) เคยถูกวุฒิสภามีมติตามมาตรา 274 ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
จากกรณีที่นายทิวา เงินยวง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กทม. ถึงแก่กรรม ทำให้ตำแหน่งส.ส.เขต 6 กทม. ประกอบด้วย เขตบึงกุ่ม, คันนายาว, คลองสามวา และหนองจอก ซึ่งเป็นพื้นที่มีประชาชนชาวมุสลิมอยู่เป็นจำนวนมากว่างลง ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม
โดยพรรคประชาธิปัตย์ส่งนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรมว. ต่างประเทศ
ส่วนพรรคเพื่อไทย ส่งนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช. ลงชิงตำแหน่ง
แม้จะถูกคุมตัวอยู่ แต่คุณสมบัติมิได้ขัดต่อกฎหมายข้างต้น
จอมสับขา
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
ได้ขำกลิ้งกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อเห็นนายคณิต ณ นคร เดินทางเข้าพบนายสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อรับฟังแนวคิดในการแก้ปัญหาบ้านเมือง
*ขำและงงว่า ตกลงรัฐบาลตั้งนายคณิตมาทำอะไรกันแน่!?*
แม้ชื่อคณะกรรมการจะยาวเหยียด แต่ตามความเข้าใจของผู้คนทั่วไป คือ เป็นคณะกรรมการอิสระเพื่อหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา
เท่ากับ ตั้งนายคณิตให้มาสอบสวนหาความจริงในเหตุนองเลือด
แต่นายคณิตกลับเดินสายไปพบปะคนนั้นคนนี้ ราวกับจะเป็นคณะทำงานทางการเมือง เป็นคณะกรรมการสมานฉันท์
หรือเหมือนจะเตรียมตัวเป็นนายกฯ
สำคัญที่สุด การจะเป็นประธานสอบสวนข้อเท็จจริง แล้วเข้าพบนายสนธินั้น ไปถามเด็กก็รู้ ว่าไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
ชาวบ้านเลยพูดกันตลกโปกฮา
คงจะสอบสวนหาตัวผู้ก่อการร้ายเสื้อแดง
*เลยต้องไปถามคนรู้เรื่องก่อการร้ายสากลเส้นใหญ่ อะไรทำนองนั้นหรือเปล่า*
นายคณิตได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ถึงบัดนี้เกือบเดือนแล้ว แต่คณะกรรมการของนายคณิตยังไม่มีตัวกรรมการเลย ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง
ส่วนประธานเอง ก็ออกลีลาลากเลื้อยสับขาไปเรื่อย แต่ไม่ยอมยิงจริงๆ เสียที!
ทีแรกไปพบแกนนำนปช.ก็ยังพอเข้าใจได้ เพราะเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ไปที่กระทรวงกลาโหมก็ถือว่าเป็นจุดที่ต้องสอบสวน
แต่ครั้นไปเปิดเวทีสาธารณะ ไปพบปะหมอประเวศอันนี้เริ่มกลายเป็นรายการ คณิตคิดสนุกไปแล้ว
พอเข้าพบสนธิ ลิ้มทองกุล ก็จบกันเลย
กรรมการอิสระเพื่อสอบสวนหาความจริง ที่รัฐบาลอุตส่าห์ตั้งขึ้นมา เลยไม่รู้ว่าจะเป็นคณะกรรมการมาทำอะไรกันแน่
ถ้ามองสถานการณ์ด้วยสายตาหน่อมแน้ม อาจจะรู้สึกเป็นภาพที่งดงาม มีการพบปะทุกฝ่าย เป็นสัญญาณแห่งการปรองดอง
ทั้งๆที่หน้าที่จริงๆ คือสอบสวนหาพยานหลักฐาน ค้นหาตัวการก่อความรุนแรง
*ทั้งมีชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์นับพันนับหมื่น พร้อมจะให้ปากคำอยู่ทุกเวลานาที แต่นายคณิตทำอะไรอยู่ โชว์สับขาหลอกอยู่นั่นแหละ!*
แต่จะว่าไปแล้วคณะกรรมการชุดนี้ก็เป็นเพียงเรื่องตลกตั้งแต่เริ่มต้น
เพราะแต่งตั้งโดยรัฐบาลที่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับสั่งการจนเกิดความรุนแรงโดยตรง
แล้วรัฐบาลก็ตั้งกรรมการมาสอบสวน โดยรัฐบาลก็ยังนั่งกุมอำนาจอยู่เป็นปกติเหมือนเดิม!?
ความจริงที่มาร์คควรรู้
ที่มา ข่าวสด
หนังสือ "บันทึกพฤษภา"53 ความจริงจากข่าวสด ความตาย 90 ศพ" กลายเป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์อยู่ในขณะนี้
สาเหตุหลักที่ประชาชนให้ความสนใจหนังสือเล่มนี้
เป็นเพราะการตีแผ่ "ความจริง" จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ครบถ้วน ครอบคลุม และตรงไปตรงมา
เจาะเบื้องลึกเบื้องหลังทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์สลายม็อบแดง
"ความจริง" ที่ว่านี้เป็นผลจากการทำงานของนักข่าวและช่างภาพในภาคสนาม และกองบรรณาธิการ
ผู้สื่อข่าวไฟแรงเสี่ยงอันตราย เกาะติดข่าวในที่เกิดเหตุ ได้เห็นได้ยินได้สัมผัสเหตุการณ์แล้วรายงานข่าวเข้ามา
เช่นเดียวกับช่างภาพที่หอบอุปกรณ์ สวมเสื้อเกราะ ล้มลุกคลุกคลานบันทึกภาพไว้ทุกเหตุการณ์ความรุนแรง ความสูญเสีย และความสะเทือนใจ
ภาพข่าวหลายร้อยหลายพันภาพที่ปรากฏ เป็น "ความจริง" ที่ไม่สามารถ "บิดเบือน" ได้เลย
โดยเฉพาะเหตุการณ์สุดสลดสังหารหมู่ 6 ศพในวัดปทุมวนาราม พระอารามหลวง ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน
คำให้การของบรรดาผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ ผู้บาดเจ็บ และผู้ชุมนุมที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นละเอียดยิบ
การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมเสื้อแดง 3 ศพ และอาสาพยาบาล-เจ้าหน้าที่กู้ชีพอีก 3 ศพถูกบันทึกไว้ทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ
ปริศนาหัวกระสุนที่ศพ "น้องเกด"น.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาลที่โดนสไนเปอร์กระหน่ำยิงเสียชีวิตภายในเต็นท์กาชาดขณะเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
ทั้งหมดเป็น "ความจริง" ที่สะเทือนใจ
แต่รัฐบาล หรือศอฉ.กลับยังไม่พิสูจน์ให้กระจ่างว่าใครเป็นคนยิง บอกแค่ว่าคนชุดพรางบนรางบีทีเอสเป็นโจรผู้ร้าย
หรือแม้แต่พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าหัวกระสุนหายไปไหน?
"ความจริง" ยังรวมถึงเรื่องญาติผู้เสียชีวิตหลายสิบศพจากเหตุการณ์ถูกสไนเปอร์ซุ่มยิง ออกมาทวงความยุติ ธรรม และเรียกร้องให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบความสูญเสียที่เกิดขึ้น
คำบอกเล่าของเหยื่อปืนที่โดนยิงบาดเจ็บ บางรายเป็นอัมพาต บางรายตาบอด บางรายสูญเสียแขนขา
แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล!!
เป็นอีก "ความจริง" ที่หนังสือเล่มนี้ตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นแค่ความจริงส่วนหนึ่งจากหนังสือความจริงจากข่าวสด ความตาย 90 ศพ
เป็น "ความจริง" ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรจะรับรู้รับฟัง และให้ความสำคัญ
และต้องพิสูจน์ความจริงให้กระจ่าง คืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่สูญเสีย
ไม่ใช่รับข้อมูลเพียงจากฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล
หรือปลื้มกับเฟซบุ๊กเพียงอย่างเดียว
สมัครสส.เขต6คึก พนิชถึงแล้ว ก่อแก้วนุ่งสั้นออกคุก

บรรยากาศรับสมัคร ส.ส.กทม.เขต 6 คึกคัก "พนิช" จากค่าย ปชป.เดินทางถึงเขตคลองสามวาคนแรก ขณะที่ "ก่อแก้ว" นุ่งสั้นสวมเสื้อขาวออกจากคุกคลองเปรมขึ้นรถตู้มุ่งหน้าสำนักงานเขต โดยมี "จตุพร-เสื้อแดง" รอต้อนรับ...
เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. บรรยากาศที่สำนักเขตคลองสามวาเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากเป็นวันแรกของการเปิดรับสมัคร ส.ส. กทม. เขต 6 แทนนายทิวา เงินยวง ส.ส. ประชาธิปัตย์ ที่ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็ง โดยตั้งแต่ช่วงเช้าได้มีเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้มของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบ 200 นาย
โดยใน เวลา 06.00 น. นายนพดล ชัยฤทธิ์เดช ผู้สมัครจากพรรคชาติสามัคคี ได้เดินทางมาถึงเป็นคนแรก และเมื่อเวลา 07.09 น. นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็เดินทางมาถึง โดยมีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่า กทม. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รอต้อนรับเพื่อให้กำลังใจ
จากนั้นในเวลา 07.10 น. นายก่อแก้ว พิกุลทอง ซึ่งเดินทางมาด้วยรถตู้ของกรมราชฑัณฑ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ 10 คน ก็เดินทางมาถึง โดยนายก่อแก้ว สวมเสื้อคอกลมสีขาว ที่มีลายเซ็นต์ของ 9 แกนนำ นปช. และสวมกางเกงขาสั้นสีฟ้ารองเท้าแตะ โดยมี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และมวลชนกลุ่มเสื้อแดง มารอต้อนรับจำนวนมาก จากนั้น นายก่อแก้ว ได้สวมเสื้อแจ๊กแก็ตสีแดง สวมทับเสื้อยืดสีขาว อีกชั้น ก่อนเดินทางไปลงสมัคร และไปรอในห้องรับรองเพื่อรอการจับสลากเบอร์ผู้สมัคร ในเวลา 08.30 น.
ล่าสุดผลการจับสลาก ผลปรากฎว่า นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ได้เบอร์ 1 นายนพดล ชัยฤทธิ์เดช พรรคชาติสามัคคี ได้เบอร์ 2 นายอนุสรณ์ สมอ่อง จากพรรคความหวังใหม่ ได้เบอร์ 3 นายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้เบอร์ 4 ส่วนนายชูชาติ พิมกา พรรคแทนคุณแผ่นดิน ได้เบอร์ 5
ประเทศไทยจะไปทางไหน
ที่มา ไทยรัฐ ในมุมมองของต่างประเทศ ต่อกรณีวิกฤติการเมือง ที่ผ่านมา เริ่มนับตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 จนถึงในปัจจุบันพบความเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของนวัตกรรมการเมืองไทยจากอดีตถึงอนาคต ที่หมดเปลืองไปกับการชิงขั้วอำนาจทางการเมือง หมัดเหล็ก
วิถีชีวิตของผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองใน ระบอบประชาธิปไตย เปลี่ยนไปเช่นกัน หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นวงจรอุบาทว์ ทางการเมืองที่ถอยร่นล้าหลังไปอย่างไม่คาดคิด
โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่เคยคบค้าสมาคม ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างน่าใจหาย ส่งผลกระทบถึงรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ ในเบื้องต้นวัดกันจากจำนวนคนตกงาน เพิ่มขึ้นเกือบ 5 แสนคนจาก 3 แสนกว่าคนในระยะเวลาที่รวดเร็ว และนี่ก็เป็นเพียงตัวเลขทางราชการเท่านั้น ที่เป็นแรงงานชั้นสองไม่ได้รับการเหลียวแลอีกเท่าไหร่ ว่างงานแฝงอีกเท่าไหร่
รัฐบาลจะอ้างตัวเลขเศรษฐกิจโตเท่านั้นเท่านี้ แต่ชาวบ้านอดอยากปากแห้ง สู้เศรษฐกิจติดลบแต่ประชาชนอิ่มท้องน่าจะดีกว่า เช่นเดียวกับ
มุมมองถึงความปฏิสัมพันธ์กับต่างประเทศ ไร้ทิศทางไร้สติ นอกจากจะไปกระเหี้ยนกระหือรือเอากับทักษิณ แล้วอย่างอื่นทำไม่เป็น
วันนี้มีมุมมองจาก ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ศาสตราภิชาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มองการต่างประเทศในช่วงหลังการรัฐประหาร 19 กันยาไว้ดังนี้
ความไว้เนื้อเชื่อใจลดลง อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่า ไทยกับกัมพูชา หรือไทยกับลาวดูห่างเหิน บางครั้งกลายเป็นเครื่องมือใน
การกดดันประเทศพม่า บางครั้งมีการนำนโยบายในอดีตมาใช้ นำไปสู่ความหวาดระแวงและความไม่เข้าใจ กับกัมพูชาถึงกับมีการโต้ตอบวาทกรรมระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ รวมถึงขาดการกระชับมือให้อบอุ่น
ความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีก็เสื่อมโทรมลง ที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ความสัมพันธ์อยู่ในระดับเย็นชา แม้แต่ขั้นตอนพิธีการบางอย่างก็ผิดพลาด อาทิ ไปเยือนฮ่องกงก่อนที่จะไปเยือนจีน เป็นการผิดพิธีการที่จีนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก
ดังนั้น ไทยจึง ควรกำหนดทิศทางให้ถูกต้อง เน้นความสัมพันธ์
กับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ไม่ว่าในเวทีพหุภาคีหรือทวิภาคี ความร่วมมือไทย-พม่า-ลาว-เวียดนาม-กัมพูชา ต้องได้รับการฟื้นฟู
ข้อผิดพลาดบางอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการให้ความร่วมมือของประเทศเพื่อนบ้าน ยาบ้า ของเถื่อน อาวุธสงครามทะลักเข้ามาในประเทศไทยอย่างมากในระยะนี้แปลว่า เขาไม่ใส่ใจ ดังนั้น ในเชิงทฤษฎีแล้วสามารถนำข้อมูลจากการสัมมนาวิชาการ บทบาทและยุทธศาสตร์การต่างประเทศของไทยที่ ดร.สุรเกียรติ์ได้อภิปรายไว้ตั้งแต่
วันที่ 10 ก.พ.2553 มาปฏิบัติได้ยังไม่สาย ถ้ารัฐบาลใจกว้างพอที่จะยอมรับความจริง.


