WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 29, 2010

พนิช-ก่อแก้ว แสวงหาความพ่ายแพ้?

ที่มา บางกอกทูเดย์



ปัญหาอยู่ที่ว่า ระหว่างประชาธิปัตย์ กับ เพื่อไทย... ระหว่างขั้วพันธมิตรฯ กับกลุ่มคนเสื้อแดงและระหว่างผลงานการ “ไล่ล่าแม้ว” กับ “คนรักแม้ว” ใครจะชนะ? ใครจะแพ้? หรือว่าใครจะแสวงหาความพ่ายแพ้?... 25 กรกฎาคมนี้รู้แน่นอน!! มวยถูกคู่ เยอรมัน ซัดกับ อังกฤษ ทำเอาโลกนอนไม่หลับ เพราะมีแฟนคลับด้วยกันทั้งคู่ ผลก็คือ เยอรมันถล่มอังกฤษไป 4 – 1... นั่นเป็นเกมฟุตบอลโลก แต่สำหรับเวทีการเมืองของไทย สนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 กทม. ศึกรอบนี้ก็ต้องถือว่าเป็น “มวยถูกคู่” ด้วยเช่นกัน เขต 6 เก้าอี้นี้

เดิมเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ มีนายทิวา เงินยวง เป็นแชมป์เก่า เมื่อนายทิวาเสียชีวิต ครั้งนี้ประชาธิปัตย์ก็ย่อมจะต้องรักษาแชมป์เอาไว้สุดชีวิต ในขณะที่พรรคเพื่อไทย ก็ถือว่านี่เป็นสนามใหญ่สนามแรกที่จะพิสูจน์ศรัทธาประชาชน หลังจากที่เกิดเหตุการสลายการชุมนุมสี่แยกราชประสงค์ จนเกิดคำถามระงมทั้ง

ในประเทศและทั่วโลก กับจำนวนผู้เสียชีวิตซึ่งรัฐบาลยอมรับว่ามีกว่า 80 ศพ และบาดเจ็บอีกนับพันคน เป็นศึกอุ่นเครื่องก่อนการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมาถึงในปีหน้า… ฉะนั้นศึกครั้งนี้ “เดิมพันสูง” ซึ่งน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจส่งนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ที่โด่งดังเอามากๆ ในการทำหน้าที่

ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไล่ตามล่าตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี... จับคู่กับนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการได้อย่างเหมาะเหม็ง งานนี้นายพนิช จึงถือเป็นตัวแทนของทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และมีสายสัมพันธ์กับม็อบพันธมิตรฯ ฝ่ายสายใยของนายกษิต เข้ามาเป็นฐานสนับนุนด้วยเช่นกัน

ในขณะที่พรรคเพื่อไทย สุดท้ายตัดสินใจส่งนายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช. ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อรอการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต ซึ่งรัฐบาลถือว่ามีการกระทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ งานนี้ชัดเจนว่า นายก่อแก้วนอกจากเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทยลงสนามแล้ว

ก็ยังเป็นตัวแทนของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วยเช่นกัน แค่นายพนิชกับนายก่อแก้ว 2 คนเท่านั้น ศึกเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ก็ร้อนฉ่า ชนิดไม่จำเป็นต้องมีรายที่ 3 เข้ามาเสริมสีสันแต่อย่างใด ทำให้พรรคการเมืองใหม่ ซึ่งครั้งแรกมีข่าวจะส่งนายศรัญยู วงศ์กระจ่าง เป็นตัวแทนลงสนาม แต่คงรู้ว่าส่งไปก็ไลฟ์บอย เสียยี่ห้อ

พรรคเสียเปล่าๆ ก็เลยเปลี่ยนใจ โดยประกาศชัดว่าจะส่ง พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ มาทดสอบศรัทธาประชาชน โดยเฉพาะบรรดาพันธมิตรแฟนคลับทั้งหลาย ว่าจะช่วยสานฝันพรรคการเมืองใหม่สักแค่ไหน แต่เพราะนายพนิช ก็หวังคะแนนจากพันธมิตรแฟนคลับด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นหากลงทั้งคู่ก็มีหวังตัดคะแนน

กันเองป่นปี้ ทำให้เกิดกระแสเจรจาเกี่ยเซียะกันขึ้น ว่าสนามนี้เคยเป็นของประชาธิปัตย์มาก่อน เพราะฉะนั้นการเมืองไทยก็ควรจะถอยไป สุดท้ายการเมืองใหม่ยอมถอย พล.อ.กิตติศักดิ์ ยอมถอนตัวจริงๆ พร้อมกับมีชื่อปริศนา “ช” ออกมาว่าเป็นคนช่วยเจรจา งานเข้าไปที่นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์เต็มๆ

เพราะนอกจากมีชื่อนำด้วยอักษร ช.ช้างแล้ว ยังเป็นผู้ใหญ่ที่มีบารมีทางการเมือง และอะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า พล.อ.กิตติศักดิ์เคยเป็นนายทหารติดตามนายชวน สมัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็เลยมีการโยงกันว่าน่าจะใช่ ยิ่ง พล.อ.กิตติศักดิ์ ออกมาพูดว่า ต้องการให้คนที่หยิบยกประเด็นนี้

หยุดพูด เพราะนักการเมืองอักษรย่อ ช.ช้าง เป็นคนดีมีคุณธรรมและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยบอกว่าที่ถอนตัวไม่ลงสมัคร เป็นเพราะคิดว่าได้ไม่คุ้มเสีย ที่สำคัญเป็นการถอนตัวก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง จึงไม่ถือว่าเสียหายอะไร เช่นกันกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ที่ออกมาช่วยยืนยันแก้ต่างว่า การถอนตัว ไม่ลงแข่งขันของพล.อ.กิตติศักดิ์ เป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรค หากเป็นการฮั้วเหมือนอย่างที่กล่าวหากันจะต้องเป็นการสมยอมกัน ส่วนเรื่องที่ว่าผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ที่มีอักษรย่อ ช. ล็อบบี้ว่าที่ผู้สมัครจากก.ม.ม.ให้ถอนตัวนั้น เห็นอักษรย่อมาเยอะแล้ว ไม่เห็นจริงสักเรื่อง

แน่นอนว่าแม้จะพยายามเคลียร์กันเต็มที่ แต่ในช่วงแข่งขันดุเดือดทางการเมืองแบบนี้ใครมีข้อสังเกตุก็ย่อมจะต้องใส่กันไม่ยั้ง อย่างเรื่องฮั้วกันฝ่ายที่กล่าวหาก็อ้างว่ามีมูล เพราะการถอนตัวของ พล.อ.กิตติศักดิ์ หากเป็นคอการเมืองประเภทแฟนพันธุ์แท้ ก็ย่อมต้องรู้ว่า เป็นการถอนตัวหลังจากที่นายกรณ์ จาติกวณิช

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาพูดว่า ถ้าลงแบบนี้ก็ตัดคะแนนกันเอง!!! ดังนั้นมาถึงวินาทีนี้ ไม่มีการตัดคะแนนกันเองแล้ว ซัดกันตรงๆระหว่างนายพนิช กับนายก่อแก้ว ระหว่างเบอร์ 1 กับ เบอร์ 4 ส่วนอีก 3 เบอร์นั้นถูกมองว่าคงเป็นเพียงแค่ไม้ประดับเป็นสีสันเท่านั้น ความดุเดือดกันในการหาเสียง

ถูกมองว่าหนีไม่พ้นที่จะต้องมีการพูดถึงประเด็น “พฤษภาอำมหิต” แน่ เพราะฝ่ายหนึ่งต้องขอเว้นวรรคเรือนจำมาสมัคร มาหาเสียง แต่อีกฝ่ายไม่ได้รับผลกระทบจากพฤษภาอำมหิตเลยแม้แต่นิดเดียว แถมเมื่อต่างฝ่ายต่างแพ้ไม่ได้ การใช้ “ตัวช่วย” จึงมีสารพัด ... ทั้งสี ทั้งค่าย ทั้งใบเหลือง ไพ่ไฟ ฯลฯ ปัญหาอยู่ที่ว่า

ระหว่างประชาธิปัตย์ กับ เพื่อไทย... ระหว่างขั้วพันธมิตรฯ กับกลุ่มคนเสื้อแดง... และระหว่างผลงานการ “ไล่ล่าแม้ว” กับ “คนรักแม้ว” ใครจะชนะ ใครจะแพ้ หรือว่าใครจะแสวงหาความพ่ายแพ้... 25 กรกฎาคมนี้รู้แน่นอน!!

สื่อ กับ รัฐ! อะไรควร‘ปฏิรูป’

ที่มา บางกอกทูเดย์



ใครกัน คือ ผู้ที่ทำลายประเทศชาติตัวจริง? ใครกัน คือ บ่อนทำลายให้ประชาชนหันหน้าเข้ามาห้ำหั่นกัน? คำถามเหล่านี้ถูกโยนมาให้ “รัฐบาล” และ “สื่อสารมวลชน” เป็นผู้ตอบ...เพราะต่างเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการ “สมานแผล” ให้เกิดความสามัคคีปรองดองขึ้นในสังคม แต่ความเป็นจริง “สื่อสารมวลชน”

กับ “รัฐบาล” ยังไม่คิดที่จะปรองดองกัน...แล้วพวกเขาจะไปสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นแก่คนในสังคมได้อย่างไร ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเหตุผลสำคัญคือการไม่รู้จักคำว่า “หน้าที่”“สื่อมวลชน” มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและนำเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง “รัฐบาล” มีหน้าที่บริหารและราชการแผ่นดิน และพร้อมเสมอกับ

การรับการตรวจสอบ แล้วใครกันคือ “ผู้ที่ล้ำเส้น” ทำตัวเป็นมาเฟียประเทศ...สั่งการปิดหูปิตาปิดปากประชาชน...เพียงเพื่อให้ “ความจริง” ไม่กลายมาเป็นภัยมาทำร้ายตัวพวกเขาเอง ดูตัวอย่างได้จากปีนี้ คือ ช่วงเวลาครบรอบ 10 ปีแห่งการสรรหาคณะกรรมการกิจการการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)

ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรคลื่นความถี่ปี 2543 แต่ทำไมเวลายิ่งผ่าน...การบริหารงานกลับยิ่งล้มเหลว เพราะล่าสุดรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้ร่างกฎหมายเพื่อขัดขวางมิให้ผู้มีส่วนได้ – ส่วนเสียเข้ามานั่งเป็นคณะกรรมการ...ซึ่งดูท่าจะ “ล้มเหลว” ตั้งแต่ยังไม่ตั้งไข่ การประกาศพรก.ฉุกเฉิน จึงมีเบื้องลึก

เบื้องหลังเกี่ยวกับการจัดสรรสื่อ เพราะทันทีที่การชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถูกสอดไส้ด้วยผู้ก่อการร้ายบุก เผา ยิง ระเบิดจนวอดวาย ส่งผลให้รัฐบาลออกหน้าโดย ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีใบสั่ง “กำจัด” กลุ่มคนเสื้อแดง จริงๆ แล้ว “สื่อ” ต้องเป็น

เครื่องมือสำคัญที่จะตอบคำถามให้ความกระจ่างกับสังคมแทนรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ทำไมรัฐบาลกลับมองว่าสื่อคือ “ชนวน” ที่ก่อให้เกิดความไม่สงบภายในประเทศ รัฐบาลจึงปฏิบัติการควบคุมสื่อทุกแขนงโดยให้เหตุผลว่า “เข้าข่าย ยุ แหย่ให้เกิดความไม่สงบ” ก่อนสั่งระงับการเผยแพร่สื่อตลอดจน

การเรียกพบเพื่อทำข้อตกลง “บางกอกทูเดย์” ได้รับรายงานจาก “วิชาญ อุ่นอก” เลขาธิการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ว่า...ช่วงการชุมนุมทางการเมืองได้มีการหนังสือส่งไปยังวิทยุชุมชนทั่วประเทศเพื่อให้สถานีวิทยุชุมชนควบคุมเนื้อหารายการที่จะออกอากาศ โดยพยายามให้หลีกเลี่ยงการตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบาย

การทำงานของรัฐบาล หลังจากนั้นได้มีการเชิญตัวแทนวิทยุชุมชนไปทำความเข้าใจที่ ศอฉ. โดยระบุว่า...การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงนั้นผิดกฎหมายห้ามวิทยุชุมชนเสนอข่าว รวมทั้งขอความร่วมมือให้วิทยุชุมชนเป็นช่องทางการสื่อสารของรัฐบาลด้วย นอกจากนี้ยังมีการเรียกวิทยุชุมชนเข้าลงบันทึกความร่วมมือ...

เพื่อควบคุมเนื้อหาในการออกอากาศซึ่งดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ หลังเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองมีคำสั่งปิดวิทยุชุมชนรวม 14 สถานี ทั้งในรูปแบบมีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรและใช้กองกำลังทหารเขาไปรื้อและย้ายที่ทำการสถานี ที่ผ่านมา...วิทยุชุมชนต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาแสดงความชัดเจน

ในการสั่งระงับการออกอากาศอย่างไม่มีกำหนด...แต่ก็ไม่มีสัญญาณใดๆ ตอบรับ โดยสถานีที่โดนชะลอสิทธิ์ออกอากาศและโดนเพิกถอนสิทธิการออกอากาศ...นอกจากจะมีปัญหาเรื่องเอกสารไม่ครบถ้วนแล้ว หลายสถานีได้มีการนำเสนอรายทางที่มีเนื้อหาทางการเมือง ซึ่งเป็นสิทธิที่สามารถสื่อสารได้ และข้อมูล

ที่นำเสนอก็ไม่ได้เข้าข่ายที่จะนำไปสู่ความรุนแรง แต่อาจจะอยู่ในลักษณะที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล สุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ระบุว่า หลังจากรัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 และมอบหมายให้ศอฉ. รับผิดชอบหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ได้มีการ “สั่งปิดเว็บไซต์” ไปจำนวนมาก โดยไม่มีการชี้แจงว่า...ปิดเพราะอะไร? หรือ ศอฉ. ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ผ่านอำนาจของตุลาการ สื่อ กับ รัฐ...เปรียบเสมือน

หยิน กับ หยาง เพราะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิด “ความสมดุล” แต่วันนี้ใครกันที่ทำให้ความสมดุลเหล่านั้นสูญสิ้นไป...ใครกันที่ไม่รู้จักหน้าที่ของตนเอง “มีอำนาจ” แล้วใช้อย่างหน้ามืดตามัว เชื่อว่าประชาชนคงตอบได้ “สื่อ” หรือ “รัฐ” ที่ควรถูกจับขึ้นเขียง...โดนชำแหละเพื่อให้เกิดการปฏิรูป!

กวีประชาไท: "สันติภาพบนคราบเลือด" - "คืนความสุขให้ใคร"

ที่มา ประชาไท


สันติภาพบนคราบเลือด
มือกวีมีไว้ใช้กล่อมโลก
จารึกโศกนาฏกรรมบนผืนหล้า
ใช่ยกนิ้วพลิ้วประจบนบวันทา
อักษราอย่ารับใช้ทรชน
ศิลปินเพ่งเนตรเจตน์พินิศ
คร่ำครวญคิดอิสรีย์มีเหตุผล
ใช่เพ้อฝันตัณหาอัตตาล้น
เฝ้าเปรอปรนคนพาลคอยหว่านเงิน
ศักดิ์ศรีแห่งศิลปินนั้นยิ่งใหญ่
อาจฆ่าได้หยามไม่ได้มานานเนิ่น
เปรียบพันธะดวงฤทัยได้เผชิญ
แม้ถูกมองเป็นส่วนเกินของสังคม
ทุกหยดหมึกรฦกย้ำร้อยคำหยาด
แปรงที่ปาดวาดหวังมุ่งสั่งสม
คุณธรรมดั่งคทาทานระทม
ประหนึ่งคมความคิดจิตจำนรรจ์
แต่วันนี้กวีวรรณพลันหลับใหล
ปลายปากกาแผ่วไร้พลังฝัน
จิตรกรอ่อนล้าลาพู่กัน
ล้วนแต่หันหลังหลบลบสัจจา
ไม่มีหรอก “สันติภาพ บนคราบเลือด”
น้ำใจแล้งแห้งเหือดเกินค้นหา
เลิกหลอกลวงปวงชนปล้นศรัทธา
ความพิสุทธิ์ถูกฆ่าด้วยซาตาน
ดัดจริตร้องหา “สันติภาพ”
ซึ้งกำซาบอาบไอรักสมัครสมาน
ไม่เลือกข้าง... แท้ยอบกายขายวิญญาณ
กู่ประจานตัวตนคนของใคร
ไม่ใช่คนของมหาประชาราษฎร์
หมอบแทบเท้ทุรชาติโฉดไฉน
สันติภาพดูสดสวยด้วยสีใด
ตราบคราบเลือดข้นไหลยังขื่นคาว
หักปากกากวีนี้เสียเถิด
ขว้างพู่กันบรรเจิดหยุดร้องป่าว
เป็นได้เพียงเศษฝันอันแหลกร้าว
“ชีวิตยาว ศิลปะสั้น”* ชั่วกัลปา.
* ล้อคำว่า "ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น" ของศ.ศิลป์ พีระศรี
คืนความสุขให้ใคร
โศกนักหรือสังคม จึงระดมขอความสุข
แท้ใครเป็นฝ่ายทุกข์ หมดสิทธิ์ลุกมาทวงคืน
เมืองป่วนเพราะใครปั่น กระสุนปันกระสันปืน
สุขพับกับแดงผืน ธงสะอื้นบ่คืนคลาย
เพียงแค่คุณหยุดฆ่า เลิกข้อหาก่อการร้าย
ฟังเสียงกี่ล้านสาย ต่างมุ่งหมายเสรีธรรม
“อภัย ผู้พลั้งผิด” อ้างสิทธิ์ใดมาบ่นพร่ำ
คนผิดคือผู้นำ อำนาจฟ้าสั่งฆ่าคน
ฆ่าควายเสียดายเกลือ ตายเป็นเบือกลัวเปื้อนถนน
เหม็นซากไพร่ยากจน นครป่นต้องล้างคาว
ปัดกวาดต้นไม้ปลูก คืนความสุขด้วยสีขาว
พ่อค้านั่งคว้าดาว สาวไฮโซโชว์แบรนด์เนม
ดาราและนักร้อง ขอปรองดองอย่างปรีดิ์เปรม
รอยยิ้มอันอิ่มเอม เป็นเหยื่อเกมประกวดกัน
ความสุขบนความโศก หฤโหด - หฤหรรษ์
ทุกข์-สุขเรารู้ทัน หยุดปั่นหัวเลิกยุแยง
ยอมรับเถิดผองไท สุขที่ใจใช่เสแสร้ง
ยิ่งย้ำยิ่งยั่วแย้ง ระแวงทุกข์เพราะสุขเทียม

"อภิสิทธิ์"ลั่นจะดำเนินการตามกฎหมาย หากเพื่อไทยใช้เวทีหาเสียงกล่าวหา "ฆ่าประชาชน"

ที่มา ประชาไท


"อภิสิทธิ์" ปัดตอบเรื่องเป้าหมายลอบวงระเบิด 40 แห่ง ไม่รู้ใครพูด โบ้ยให้ไปถามที่ประชาธิปัตย์เอง ลั่นการปราศรัยเลือกตั้งซ่อมถ้าโจมตีว่าฆ่าประชาชนจะดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งความผิดส่วนตัวและความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง

วานนี้ (28 มิ.ย.) เวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุลอบยิงระเบิดอาร์พีจีใส่ถังน้ำมันภายในกรมพลาธิการทหารบก อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ว่า ยังไม่ได้รับรายงาน แต่คิดว่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) คงจะประเมินเรื่องนี้ คงต้องให้ทาง ศอฉ. วิเคราะห์ว่าเหตุใดการก่อวินาศกรรมถึงกลับมาอีกครั้งในช่วงนี้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาระบุว่ามีเป้าหมายในการลอบวางระเบิด 40 แห่ง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ว่าไม่ทราบว่าใครพูด ต้องไปถามเจ้าตัวเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเกิดเหตุวินาศกรรมในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. กทม. เขต 6 คิดว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องประเมินภาพรวมอยู่แล้ว เพื่อพิจารณาเรื่องการต่ออายุพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ห่วงหรือไม่ว่าอาจเกิดความรุนแรงในช่วงการเลือกตั้งซ่อม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็พยายามให้ทุกฝ่ายช่วยกัน อย่าให้มันเป็นอย่างนั้น เข้าใจว่าการสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในช่วงเช้าของวันที่ 28 มิถุนายนก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี ไม่มีอะไร อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายต้องช่วยกันเฝ้าระวัง เพราะมันไม่เป็นประโยชน์กับใครหากเกิดความรุนแรงขึ้นในช่วงที่มีการเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) อาจใช้เวทีการเลือกตั้งซ่อมเป็นเวทีปราศรัยของกลุ่มคนเสื้อแดงอีกครั้งนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าประชาชนต้องพิจารณาว่าแนวทางการดำเนินการของ พท. เป็นแนวทางไหนกันแน่ เพราะปกติการรณรงค์ในการเลือกตั้งเป็นการขอเสียงสนับสนุนเพื่อไปผลักดันนโยบายและไปทำหน้าที่ แต่ถ้าใช้เวทีในลักษณะยุยงให้เกิดความรุนแรง เกิดความไม่สงบขึ้น ก็ทำไม่ได้ หากมีการใส่ร้ายกันก็ผิดกฎหมายเลือกตั้งอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการโจมตีว่านายกรัฐมนตรีฆ่าประชาชนจะฟ้องดำเนินคดีหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ก็จะมีทั้งความผิดส่วนตัว และความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งด้วยหากเป็นการใส่ร้าย

เรียบเรียงจาก: ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล

คดีหมิ่นฯ ในเฟซบุ๊ค ศาลอนุมัติฝากขังต่อครั้งที่ 5

ที่มา ประชาไท


28 มิ.ย.53 กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จับกุมผู้เล่นเฟซบุ๊ค (www.facebook.com) รายหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ดำเนินคดีในฐานความผิดมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14(3),(5) ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เมื่อวันที่ 1 พ.ค.53 โดยระบุว่ามีการโพสต์ข้อความอันเป็นการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ในเว็บเครือข่ายทางสังคมดังกล่าว และนำตัวไปฝากขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นั้น

ล่าสุด พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้อัยการ และอัยการได้ยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลเป็นครั้งที่ 5 ในวันนี้ (28 มิ.ย.)ขณะที่ทนายความของผู้ต้องหาได้ยื่นคัดค้านการฝากขังดังกล่าว แต่ไม่เป็นผล ศาลได้อนุมัติให้ฝากขังต่ออีกครั้ง มีกำหนดจนถึงวันที่ 10 ก.ค.นี้ ทั้งนี้ ญาติของผู้ต้องหาได้เคยยื่นคำร้องขอประกันตัวแล้ว 2 ครั้ง โดยใช้หลักทรัพย์เป็นบัญชีเงินฝาก 500,000 บาท และ 1,000,000 บาท แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเห็นว่า พฤติกรรมแห่งคดีเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันที่ประชาชนเคารพ จงรักภักดี และเชื่อว่าหากปล่อยตัวผู้ต้องหาจะหลบหนี

แกนนำสตรีที่ชื่อ ‘รัตนา’ กับ 3 ปีที่ขังตัวเอง ชีวิตเหยื่อจากความไม่สงบ

ที่มา ประชาไท


สัมภาษณ์ “รัตนา ดือเระซอ” หรือ กะเจ๊ะ เหยื่อความรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ กับการก้าวข้ามความสูญเสีย และสามารถสยบคำว่า “แม่ม่าย” คำต้องห้ามสำหรับตัวเธอเอง จนกลายเป็นแกนนำสตรีที่นำพาคนในชุมชนสู่ความเข้มแข็งได้

พูดถึงเหยื่อสถานการณ์ความไม่สงบ หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบแล้ว คนไทยทั่วไปก็มักนึกถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพมหานครในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา

แต่คงไม่ลืมไปว่า ประเทศไทยไม่ได้มีเหยื่อของความรุนแรงในกรุงเทพมหานครเท่านั้น เพราะสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ก็ได้สร้างยอดสะสมของเหยื่อมานับไม่ถ้วน มากกว่าความขัดแย้งแบ่งฝ่ายเลือกข้างสีเสื้อมาก

ซึ่งหากใครมีโอกาสได้ลองไล่เรียงดูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว จะพบว่าแต่ละคนต้องประสบพบกับการทดสอบจิตใจแตกต่างกันไป หนักบ้างเบาบ้าง

นางรัตนา ดือเระซอ หรือ กะเจ๊ะ ประธานกลุ่มมะกรูดหวานกับเครื่องจักรสานภูมิปัญญาชาวบ้าน

จากสาวสระบุรีสู่แกนนำสตรีชายแดนใต้

นางรัตนา ดือเระซอ หรือ กะเจ๊ะ อายุ 52 ปี ชาวบ้านปากา ลีมาปูโระ (โคกมะกรู) ตำบลบาราเฮาะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องประสบกับเหตุการณ์ไม่สงบและกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง

แม้กะเจ๊ะเป็นคนต่างศาสนามาก่อน อีกทั้งยังเป็นคนต่างถิ่น แต่เธอก็ไม่คิดจะย้ายหนีไปไหน ซ้ำยังลุกขึ้นสู้จนสามารถเอาชนะความโศกเศร้าเสียใจ ที่กักขังตัวเองอยู่แต่ในบ้านถึง 3 ปีครึ่ง

เดิมกะเจ๊ะเป็นคนจังหวัดสระบุรี นับถือศาสนาพุทธ เมื่อต้องแต่งงานกับมุสลิมชาวจังหวัดปัตตานี จึงเข้ารับอิสลาม เมื่อปี 2520 หลังจากได้เจอกันครั้งแรกสมัยมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่กรุงเทพมหานคร จากนั้นได้ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดปัตตานีบ้านเกิดสามี

กะเจ๊ะต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักที่สุดในชีวิต เมื่อสามีถูกยิงเสียชีวิตบริเวณชุมชนจาบังตีกอในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2548 ขณะขับรถจักรยายนต์ไปซื้อกับข้าวในตอนเย็น ซึ่งกะเจ๊ะอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

บททดสอบแห่งชีวิต

กะเจ๊ะ เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า ได้ยินเหมืองเสียรถยางแตก 2 ครั้ง ยังไม่รู้ว่าสามีถูกยิง พอรถจักรยานยนต์ล้ม จึงรู้ว่าสามีถูกยิง

“ก็รู้สึกช็อกมาก ร้องขอให้คนช่วย แต่ไม่มีใครเข้ามาช่วยเลย มีแต่ขับรถผ่านไป แม้แต่คนในหมู่บ้านเองก็ยังปฏิเสธ บอกว่าของเต็มรถ”

“รู้สึกเหมือนอยู่ในทะเลทรายคนเดียว เพราะไม่มีใครมาช่วยเลย พยายามเรียกสามีตลอดว่า พ่ออย่าเพิ่ง แต่สามีก็เสียชีวิตตรงนั้น" นั่นคือความรู้สึกแรกที่เธอได้สัมผัส

กะเจ๊ะเล่าต่อว่า ตอนเกิดเหตุ ไม่กล้ามองหน้าคนร้าย เพราะกลัว แต่ต่อมาก็ทราบจากตำรวจว่า คนร้ายที่ยิงสามี ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตด้วย ตรงบริเวณเดียวกับที่สามีถูกยิงเสียชีวิต

สามีกะเจ๊ะชื่อ จ.อ.มากาตา ดือเระซอ เป็นข้าราชการบำนาญ โดยเป็นอดีตทหารเรือสงขลา ขณะเกิดเหตุสามีได้เออร์ลี่รีไทร์แล้ว ตอนนั้นเขาอายุ 49 ปี ส่วนกะเจ๊ะอายุ 47 ปี

3 ปีครึ่งที่กักขังตัวเอง

แน่นอนว่า หลังจากที่สามีเสียชีวิต กะเจ๊ะเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังกลัวว่า คนร้ายจะกลับมาฆ่าตัวเองอีก และยังคิดว่าชาวบ้านรังเกียจที่เป็นตนเองกลายเป็นผู้หญิงหม้าย จึงเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านถึง 3 ปีครึ่ง

แม้ว่าหลังจากสามีเสียชีวิตไม่นาน ทางราชการได้นำเงินช่วยเหลือเบื้องต้นมามอบให้ก็ตาม ประกอบด้วยเงินช่วยเหลือจากกองทัพเรื่องที่ฝากมากับหน่วยทหารในพื้นที่มามอบให้ในวันแรกที่สามีเสียชีวิต จำนวน 9,000 บาท

ตามมาด้วยเงินช่วยเหลือจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย จำนวน 40,000 บาท และเงินช่วยเหลือจากรัฐอีก 100,000 บาทก็ตาม

‘แม่หม้าย’คำต้องห้าม

“บางครั้ง เราเคยคิดจะฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ แต่ลูกๆ ห้ามไว้ บอกว่าถ้าแม่ตายไปแล้ว แล้วลูกๆ จะอยู่อย่างไร”

สิ่งที่กะเจ๊ะยิ่งช้ำใจอีก เมื่อได้ยินใครเรียกตัวเองว่า แม่หม้าย จนถึงกับร้องไห้ทุกครั้ง

“เวลามีคนอยู่ตรงไหนก็ไม่กล้าเดินผ่าน เพราะกลัวเขาจะพูดตามหลังว่า แม่หม้าย”

คำถามก็คือ แล้วกะเจ๊ะอยู่ได้อย่างไรในบ้านคนเดียว ในขณะที่ลูกสาว 2 คนก็มีครอบครัวและมีหน้าที่การงานที่ต้องทำอยู่แล้ว และกะเจ๊ะเองก็ไม่ได้ทำงานอะไร

กะเจ๊ะ เล่าต่อว่า ช่วงนั้นไม่ได้ทำงานอะไร ทำอะไรไม่ถูกเลย เพราะยังทำใจไม่ได้ ญาติสามีกับเพื่อนบ้านนี่แหละที่คอยช่วยเหลือ มีอะไรก็เอามาให้กิน

“ตอนนั้นไม่รู้สึกตัวเลย ใครมาขออะไรก็ให้หมด มีคนมาขอเงิน บอกว่าทำบุญเพื่อให้สามีได้บุญ เราก็อยากให้สามีได้อยู่สบาย เราก็ให้ไป ใครขออะไรก็ให้ไปหมด”

สภาพเช่นนี้ก็คงไม่ต่างกับผู้ที่ได้รับผลกระทบรายอื่นๆ มากนัก แล้วแต่ว่าใครจะฟื้นตัวได้เร็วกว่ากัน โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีอยู่ของแต่ละคนด้วย

สำหรับกะเจ๊ะก็เช่นกัน สิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญและมีส่วนช่วยเยียวยาจิตใจได้ในระดับหนึ่ง นอกจากเครือญาติของสามีที่อยู่ในหมู่บ้านแล้ว ยังมีผู้นำศาสนา อย่างโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดบ้านปากาลีมาปูโระแห่งนี้ ก็มีส่วนช่วยเหลือกะเจ๊ะด้วย โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ

ครั้งหนึ่งโต๊ะอิหม่ามเอาหนังสือยาซีน (บทหนึ่งในคัมภีร์อัล – กุรอ่าน) ที่เขียนเป็นภาษาไทยมาให้อ่าน เพื่ออุทิศผลบุญให้กับสามีที่เสียชีวิต เนื่องจากกะเจ๊ะไม่ได้เป็นมุสลิมและไม่ได้เรียนภาษาอาหรับมาตั้งแต่ต้น จึงไม่สามารถอ่านยาซีนจากต้นฉบับภาษาอาหรับได้

“หลังละหมาดได้ขอดุอา (ขอพร) จากพระเจ้าและอ่านยาซีน อุทิศผลบุญให้สามี ครบทุก 5 เวลาทุกวัน ตอนนี้อ่านมาเกือบจำทั้งบทแล้ว รู้สึกว่าศาสนาเป็นตัวช่วยได้เยอะทีเดียว” คือคำยืนยันของกะเจ๊ะ

จุดเปลี่ยนและการก้าวข้าม

แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ เริ่มต้นมาจากการได้เข้าร่วมเวทีประชุมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบด้วยกัน ซึ่งเสมือนหนึ่งว่า มีใครซักคนไปเปิดก๊อกน้ำที่ถูกปิดตายมานาน แล้วความอัดอั้นตันใจก็พรั่งพรูออกมาโดยมีเพื่อนผู้ได้รับผลกระทบด้วยกันคอยรับฟัง

แล้วต่างคนต่างก็ได้ระบายออกมา ใครเล่าจะเข้าใจความรู้สึกได้ดีกว่าคนที่ได้รับผลกระทบด้วยกัน

กะเจ๊ะ เล่าว่า ตอนนั้นกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มอบหมายให้เขตพื้นที่การศึกษาดูแลเรื่องการเยียวยา ได้พาผู้ที่ได้รับผลกระทบในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายคนไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่

“การได้เจอกับผู้ที่ได้รับผลกระทบคนอื่นๆ ทำให้เรามีเพื่อนคุยในเรื่องที่คนอื่นไม่เข้าใจ หรือไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนเรา ทำให้รู้สึกดีมาก และจะดีใจทุกครั้ง ถ้าจะมีเวทีประชุมของคนที่ได้รับผลกระทบ”

“จนกระทั่งเราคิดได้ว่า ความเสียใจเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็ต้องเจอเมื่อมีความสูญเสีย แต่จะทำอย่างไรที่จะให้ชีวิตที่ยังเหลือยู่ มีความสุข จะมัวนั่งเสียใจต่อไปไม่ได้ พวกเราผู้หญิงต้องช่วยตัวเองให้ได้ เพราะพวกผู้ชายก็ไม่ค่อยเหลือแล้วในจังหวัดชายแดนภาคใต้”

สาเหตุที่กะเจ๊ะตัดสินใจเดินทางไปประชุมครั้งนั้นด้วย ก็เพราะทุกครั้งที่มีเจ้าหน้าที่หรือนักเยียวยาเข้ามาเยี่ยมและพูดคุย เธอมักร้องไห้ทุกครั้ง เจ้าหน้าที่พวกนั้นจึงพยายามปลอบประโลม

พร้อมกับย้ำว่า ถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่ต่อไป อนาคตจะอยู่อย่างไร ไม่มีอะไรดีขึ้นแน่นอน จึงแนะนำให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกว่า เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านที่มาคอยให้กำลังใจด้วย

จากนั้นจึงได้เข้าร่วมประชุมหรือทำกิจกรรมกับหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น เช่น สำนักงานสุขภาพจิตที่ 15 สงขลา รวมทั้งศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศวชต. เป็นต้น

กะเจ๊ะ บอกว่า การเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้ได้เจอกับผู้ที่ได้รับผลกระทบคนอื่นๆ ที่มีสภาพเหมือนกับกะเจ๊ะด้วย แต่บางคนแย่กว่าด้วยซ้ำ

“ตอนหลังเลยคิดใหม่ว่า ต้องเอาสิ่งที่เป็นปมด้อยของตัวเองมาเป็นปมเด่นให้ได้ ต้องทำอะไรก็ได้ที่ทำให้สังคมหมู่บ้านเราดีขึ้น”

กำเนิดกลุ่ม‘มะกรูดหวาน’

แน่นอนว่าการได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ นั้น ทำให้กะเจ๊ะรู้ว่า ตนเองยังมีโอกาส คนอื่นไม่ได้รังเกียจ เมื่อเข้มแข็งแล้ว จึงคิดว่า ต้องทำอะไรเพื่อช่วยเหลือเพื่อนผู้ได้รับผลกระทบด้วยกัน และตอบแทนชาวบ้านที่คอยให้กำลังใจ

จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “กลุ่มมะกรูดหวาน” ซึ่งเป็นกลุ่มจักรสาน โดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านจากคนแก่ในหมู่บ้าน ให้เพื่อนผู้ได้รับผลกระทบและชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม และยังถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนด้วย

กะเจ๊ะ เล่าว่า เดิมไม่ได้ตั้งชื่อกลุ่มมะกรูดหวาน แต่เป็นชื่อ “กลุ่มกระดังงา” เพราะเป็นดอกไม้ที่ทนทาน แข็งแกร่งเหมือนผู้หญิงที่เข้มแข็ง ไม่ได้หมายถึงหญิงหม้ายอย่างเดียวเท่านั้น

การตั้งกลุ่มกระดังงาเริ่มจากการที่ กะเจ๊ะ ได้เข้าร่วมประชุมกับ ศวชต. ซึ่งมีการประชุม 2-3 เดือนครั้ง โดยมีอาจารย์ศุภวรรณ พึ่งรัศมี จาก ศวชต.เป็นที่ปรึกษาและคอยให้คำแนะนำต่างๆ โดยได้แนะนำให้ของบสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการทำวิจัยแห่งชาติ หรือ สกว.

ทั้งนี้ เนื่องจาก สกว.มีโครงการสนับสนุนทุนวิจัยกิจกรรมทางเลือก (Alternative Activity Research: AAR) เพื่อเด็ก เด็กกำพร้า เยาวชน สตรี สตรีหม้าย และผู้นำศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ อำเภอจะนะและเทพา จังหวัดสงขลา) ซึ่งให้การสนับสนุนเงินทุนมา 5,000 บาท

จากนั้นจึงชวนเพื่อนๆ มาร่วมกลุ่มด้วย โดยใช้สำนักงาน ศว.ชต. ที่... เป็นที่ตั้งกลุ่มชั่วคราว ก่อนจะย้ายมาตั้งที่บ้านเพื่อนในหมู่บ้าน

กลุ่มกระดังงาตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2551 ช่วงแรกมีสมาชิก 6 คน ที่เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ แต่เป็นคนในตัวเมืองปัตตานี ส่วนคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ยังไม่กล้าเข้ามาเป็นสมาชิก เพราะเห็นว่า เป็นกลุ่มแม่หม้าย

หลังจากได้รับทุนจาก สกว.มา 5,000 บาท แล้ว ทางผศ.ปิยะ กิจถาวร คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี ในฐานะที่ปรึกษาหน่วยประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคใต้ตอนล่าง สกว. แนะนำให้ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

โดยผศ.ปิยะ เห็นว่า ผู้นำท้องถิ่นควรจะมีส่วนในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านของตัวเองด้วย

นั่นจึงทำให้โต๊ะอิหม่ามได้เข้ามามีส่วนร่วมในกลุ่มกระดังงาด้วย โดยโต๊ะอิหม่าม แนะนำให้ทำกิจกรรมที่เป็นจุดเด่นของหมู่บ้านซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน

นั่นคือการทำเครื่องจักรสาน ได้แก่ การทำเสลียงรองหม้อ หรือที่ชาวมุสลิมชายแดนใต้ เรียกว่า “ลือกา” กระเชอ หรือ “บาโก” และกระด้ง หรือ “บาแด”

โต๊ะอิหม่ามยังได้เสนอให้ตั้งชื่อกลุ่มใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นของหมู่บ้าน จึงมีการปรึกษาหารือกันว่า ในเมื่อหมู่บ้านที่อาศัยอยู่มีชื่อว่า ปากาลีมาปูโระ แปลว่า โคกมะกรูด ก็น่าจะนำมาตั้งเป็นชื่อกลุ่มได้

ครั้งนั้นโต๊ะอิหม่ามอธิบายต่อว่า ถ้ามะกรูดเปรี้ยว คนก็รู้อยู่แล้วว่า มะกรูดต้องเปรี้ยวแน่นอน ถ้าจะให้เด่นขึ้นก็ต้องตั้งชื่อว่า “มะกรูดหวาน” จะทำให้มีความหมายที่ดีขึ้น

ปัจจุบัน กลุ่มมะกรูดหวาน มีสมาชิก 23 คน ส่วนเป็นแม่บ้าน มีกะเจ๊ะคนเดียวที่เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน แล้วก็เพื่อนๆ ของกะเจ๊ะที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองปัตตานีอีก 5 คน

แต่ช่วงหลังๆ สมาชิกที่อยู่ในตัวเมือง ไม่กล้าเข้ามาทำกิจกรรมกลุ่มมากนัก บางคนก็มานอนเป็นเพื่อนกะเจ๊ะ ที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากในพื้นที่ใกล้เคียงเกิดเหตุไม่สงบบ่อย ก่อนหน้านี้มีคนถูกทำร้ายเดือนละถึง 5 ราย แต่ตอนนี้ยังไม่มีเหตุการณ์มาหลายเดือนแล้ว

ปัจจุบันที่ทำการกลุ่มได้ย้ายไปตั้งที่อาคารเรียนร้างใกล้กับมัสยิด เพราะโรงเรียนได้ย้ายออกไปอยู่ริมถนนหน้าหมู่บ้านเพื่อหนีน้ำท่วม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มผลิตได้ ได้แก่ เฉลียงหม้อ กระด้ง กระเชอซึ่งมีทั้งแบบโปร่งและแบบทึบ ที่รองแก้วน้ำ ที่ใส่ปากกา เป็นต้น ราคาขายชิ้นละประมาณ 40 บาท

สมาชิกกลุ่มมะกรูดหวานกำลังสาน “ลือกา” หรือเฉลียงรองหม้อจากก้านมะพร้าว

เครื่องจักรสานภูมิปัญญาชาวบ้าน

สำหรับวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตเครื่องจักรสาน ก็เป็นของหาได้ในหมู่บ้าน ได้แก่ ก้านมะพร้าวที่นำมาสานเฉลียงรองหม้อ ไม้ไผ่ที่นำมาสานกระเชอกับเครื่องใช้อื่นๆ รวมทั้งเถาวัลย์ที่นำมาใช้เย็บหรือร้อย

ส่วนสีที่ใช้ก็เป็นสีธรรมชาติ เช่น แก่นขนุน เปลือกประดู่ สีจากเปลือกไม้หลายชนิด

กะเจ๊ะ บอกว่า บางครั้งมีคนแนะนำให้ใช้สิ่งนั้นสิ่งนี้บ้าง ให้เอามาต้มกับเครื่องจักรสาน ใช้ทางบ้าง บางอย่างไม่ค่อยได้ผล แต่บางอย่างก็ผล เรียกว่าเป็นการลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ก่อน

ครั้งแรกที่ผลิตได้ สินค้าจำนวนหนึ่ง ได้ลองนำไปขายในงานชักพระที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ปรากฏว่าขายได้หมด จึงผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเฉลียงรองหมอที่ผลิตได้มากกว่าอย่างอื่น

โดยลูกค้าส่วนใหญ่ เป็นพ่อค้าแม่ค้าที่นำไปจำหน่ายในงานต่างๆ รวมทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ที่นำไปจำหน่ายในงานของดีชายแดนใต้ที่จัดขึ้นตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ร่วมกับผลิตภัณฑ์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

บางครั้งเวลามีการประชุมที่ไหน กะเจ๊ะก็มักจะพาผลิตภัณฑ์ของกลุ่มไปขายหรือไปประชาสัมพันธ์ด้วย เช่น ครั้งหนึ่ง กะเจ๊ะได้ไปพักผ่อนกับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบที่เกาะยาว จังหวัดพังงา ก็ได้แนะนำที่รองแก้วน้ำให้กับเจ้าของรีสอร์ทที่พักด้วย ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นลูกค้าของกลุ่มมะกรูดหวานไปด้วย

สำหรับรายได้จากการขายของ นำมาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเก็บเอาไว้ซื้อวัตถุดิบและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนที่สองเก็บไว้เป็นเงินสวัสดิการของสมาชิก และส่วนที่สามเอาไว้จัดเลี้ยงสังสรรค์ของสมาชิก

“รู้สึกว่าเงินส่วนที่สามนี้ถูกใช้ไปเกือบทุกสัปดาห์” กะเจ๊ะเล่าไปพร้อมกับหัวเราะไปด้วย

นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งกองทุนสัจจะวันละบาทด้วย ตอนนี้มีเงินในกองทุนเกือบ 10,000 บาทแล้ว

กะเจ๊ะบอกว่า ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มถือว่าขายดี มียอดสั่งซื้อเข้ามาตลอด ยังไม่เคยขาดทุน แต่ก็พออยู่ได้ รายได้ที่ได้สามารถช่วยจุนเจือครอบครัวของสมาชิกได้บ้าง เพราะเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

บางครั้งก็เอาสินค้าไปแลกเปลี่ยนกับกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วย เป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หรือช่วยขายของคนอื่นให้ด้วย อย่างในงานของดีชายแดนใต้ เพราะกะเจ๊ะไปขายของในนามผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

กะเจ๊ะ เล่าต่อว่า ที่ผ่านมา หลังจากตั้งกลุ่มมะกรูดหวานขึ้นมาแล้ว มีคนนอกมาศึกษาดูงานกันมาก มาดูว่ากลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบแต่สามารถตั้งกลุ่มขึ้นมาได้อย่างเข้มแข็งได้อย่างอย่างไร

จากนั้นก็มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาสนับสนุน นอกจาก ศอ.บต.แล้ว ก็มีศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดปัตตานี ก็ได้สนับสนุนวิทยากรมาช่วยสอนเรื่องการจักรสารผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้มีคุณภาพและประณีตมากขึ้น

ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บาราเฮาะให้มา 20,000 บาท แต่ได้จริง 15,000 บาท

นอกจากนี้เคยของบประมาณจากหน่วยทหารในพื้นที่ 25,000 บาท เนื่องจากเห็นว่ามีงบประมาณที่ลงมาจำนวนมาก แต่ได้มาจริงๆ 3,000 บาท ซึ่งการของบประมาณจากทหารมีปัญหาพอสมควร เนื่องจากชาวบ้านไม่ยอมรับ

ตอนนี้มีทุนจากสหภาพยุโรป หรือ อียู (EU) เข้ามาให้แกนนำกลุ่มต่างๆ กู้รายละ 5,000 บาท ซึ่งกะเจ๊ะบอกว่า อาจจะขอกู้เพื่อนำมาสนับสนุนการทำงานของกลุ่มด้วย

รวมทั้งโครงการไทยเข้มแข็งที่สนับสนุนค่าวิทยากรจากกลุ่มหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ โอท็อปที่มาสอนเรื่องการสานเครื่องใช้ต่างๆ ด้วย

สำหรับช่วงเวลาที่สมาชิกส่วนใหญ่สามารถเข้ามาทำกิจกรรมของกลุ่มได้ มักจะเป็นวันศุกร์ เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ทำงานในโรงงานโดยหยุดวันศุกร์ หรือช่วงสายๆ สำหรับคนที่ว่างเว้นจากงานบ้านแล้ว

ส่วนกะเจ๊ะเอง ก็ต้องสานด้วย แต่เจ้าตัวบอกว่า ทำเองไม่ค่อยสวย ไม่เหมือนพวกแม่บ้านคนอื่นๆ จะทำได้สวยกว่า ตัวเองจึงทำหน้าที่ประธานกลุ่มที่ช่วยหาลู่ทางการตลาด รวมทั้งหางบประมาณหรือโครงการมาสนับสนุน

การทำงานในกลุ่มทุกครั้ง จะมีการจดบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ ที่การจัดทำบัญชี บันทึกการประชุม การทำกิจกรรมของสมาชิกด้วย

เปิดมุมมองชาวบ้านสู่โลกกว้าง

กะเจ๊ะ บอกว่า การที่มีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานต่างๆ หลายครั้ง เห็นว่า ควรต้องพาสมาชิกในหมู่บ้านมีโอกาสเข้าไปร่วมด้วย

“แรกๆ ชาวบ้านไม่กล้าไป เพราะคิดว่าโรงแรมหรือรีสอร์ทที่เขาจัดประชุมกัน เป็นที่ผู้ชายกับผู้หญิงไปนอนกัน จึงไม่อยากไปร่วม แต่พอได้ไปร่วมซักครั้งหนึ่งแล้ว ชาวบ้านก็เข้าใจว่า หน่วยงานต่างๆ เขาจัดประชุมกันอย่างไร ทำให้ชาวบ้านมีมุมมองที่กว้างขึ้น”

อีกตัวอย่างหนึ่งกะเจ๊ะยกขึ้นมา ก็คือ เมื่อครั้งพาของไปขายในงานของดีชายแดนใต้ที่จังหวัดอุดรธานี กะเจ๊ะ ได้พาเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านคนหนึ่งไปช่วยขายของด้วย

“วันแรกแทบไม่พูดอะไรซักคำเลย พอวันที่สองเราบอกให้พูดบ้างว่า ช่วยซื้อของด้วย เป็นการทำบุญช่วยพี่น้องที่เดือดร้อนที่ชายแดนภาคใต้ ช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบ ของที่ขายเป็นผลงานของผู้ได้รับผลกระทบ จะทำให้เขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ที่อาชีพที่ยั่งยืน”

ปรากฏว่าวันนั้นขายของได้ตั้ง 3,000 บาท !

บททดสอบครั้งที่สอง เครียดกับทหาร

แม้กลุ่มมะกรูดหวานจะไปได้สวย แต่ก็ไม่วายที่กะเจ๊ะถูกทดสอบอีกครั้ง

“ช่วงทำเรื่องของบประมาณจากทหาร เป็นช่วงที่เครียดมาก เพราะชาวบ้านกล่าวหาว่า เอาทหารเข้ามาในหมู่บ้าน”

อาจเป็นเพราะช่วงนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่ยังเกลียดทหารอยู่

กะเจ๊ะ บอกว่า ตัวเองเครียดจนตัวผอม ซ้ำยังต้องขายวัวที่เลี้ยงไว้ด้วย เพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านและของกลุ่ม แต่ก็ถูกกดราคาจากคนซื้ออีก เพราะเห็นว่า กะเจ๊ะต้องการเงินด่วน

“ตอนนั้น เราคิดในแง่ดีว่า ต้องการดึงทหารให้มาช่วยสอนชาวบ้านเรื่องการทำไม้กวาดฟรีๆ อาทิตย์ละครั้งเท่านั้น แต่ชาวบ้านไม่ชอบ สุดท้ายก็ไม่ได้ตามที่ขอ”

ที่เป็นเช่นนั้น อาจเป็นเพราะครั้งหนึ่งมีตัวแทนประเทศแถบตะวันออกกลางเดินทางมาเยี่ยมที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร กะเจ๊ะได้ไปร่วมต้อนรับด้วย แล้วก็มีโอกาสได้พูดต่อหน้านายทหารหลายคนว่า ได้ทำเรื่องของบประมาณมาตั้งนานแล้ว ยังไม่ได้ ทั้งๆ ที่ทหารในพื้นที่ก็รับปากว่าจะให้

พูดเสร็จก็มีนายทหารในพื้นที่คนหนึ่งมาพูดเชิงตำหนิว่า ทำไมกะเจ๊ะถึงได้พูดอย่างนั้น

“เขาคงรู้สึกเสียหน้า เลยทำให้ทหารไม่ชอบเราไปด้วย”

ขณะที่ญาติๆ ของสามีก็บอกให้เลิกคิดเรื่องตั้งกลุ่มได้แล้ว แถมยังเตือนให้ระวังตัวด้วย

“ตอนนั้นเราก็บอกกับชาวบ้านไปว่า ไม่เอาแล้วกับทหาร” แล้วกะเจ๊ะก็ตั้งหน้าตั้งตาทำเรื่องกลุ่มต่อไป

“ส่วนพวกแม่บ้านบางคนที่มาแอบดูเวลาเราทำงานกลุ่ม ก็เริ่มเข้ามาเป็นสมาชิกหลายคน ซึ่งเราคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ทำอย่างเปิดเผยและจริงใจต่อหมู่บ้านที่เราอยู่ เขาก็เลยเข้ามาร่วม”

“เราบอกชาวบ้านไปว่า เราจะทำความดีต่อหมู่บ้าน จึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

สยบคำต้องห้าม ได้ใจที่เข้มแข็ง

สำหรับกะเจ๊ะแล้ว ดูเหมือนว่า ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างกับหน้ามือเป็นหลังมือ คำต้องห้ามสำหรับกะเจ๊ะอย่างคำว่า “แม่หม้าย” กลายเป็นคำที่สามารถฟุ้งออกมาจากปากของกะเจ๊ะเองได้แล้ว

“ตอนนี้อยู่ได้สบาย คำว่าแม่หม้ายนะหรือ ฟังได้ แถมยังพูดเองได้ด้วย” คือคำยืนยันที่สะท้อนถึงความเข้มแข็งที่ปรากฏออกมา

กะเจ๊ะ บอกต่อว่า ตอนนี้กล้าเผชิญปัญหามากขึ้น และคิดว่าสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย สิ่งที่ทำมาได้หลายอย่าง คุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยเฉาพะทางด้านจิตใจ กล้าคิดกล้าทำมากขึ้น กล้าเผชิญกับอุปสรรค รู้จักคิดและรู้จักแก้ปัญหามากขึ้น

“ที่สำคัญ เราได้กลุ่ม ได้รู้จักเพื่อนใหม่ มีประสบการณ์ใหม่ๆ อะไรที่เรายังทำไม่ดี ต้องแก้ไขปรับปรุง ก็มีคนมาแนะนำ มาบอกให้ ที่ประชุมต่างๆที่ เราไปเข้าร่วม เขาก็แนะนำให้”

ซึ่งนั่นหมายถึงองค์กรเครือข่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือกลุ่มมะกรูดหวาน และเธอเองก็ยืนยันว่า ไม่คิดจะย้ายหนีไปไหนด้วย เพราะมาอยู่ที่ปัตตานีถึง 30 ปี

ดูเหมือนว่าเธอจะผ่านบททดสอบครั้งนี้ได้แล้ว