ที่มา ประชาไท วัฒนธรรมการนับถือคน และพร้อมใจกันสถาปนาว่าคนนั้น เป็น "คนดี" เหมือนกับการหลงลืมชั่วคราวว่านี่คือคน ที่มีทั้งดีและไม่ดี แต่คนก็ยังยกย่องอย่างไม่ลืมหู ลืมตา!!! แน่นอน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการเผชิญหน้าอย่างบ้าคลั่งกับผู้นิยมคนดีคนนั้นๆ ความรุนแรงย่อมขึ้นอยู่กับระดับของความบ้าคลั่ง ตั้งแต่การด่าทอ การรวมกลุ่มกดดัน หรือการทำร้ายกันทั้งร่ายกายและจิตใจ ใครไม่ยกย่อง หรือชื่นชม เอ็งผิด เอ็งเลว ในขณะเดียวกัน เรายังนิยมระบบบริหารคนเดียวอย่าง CEO มากกว่าการบริการเป็นกลุ่มอย่างในยุโรป เอาง่ายๆ หลายชื่นชม สตีฟ จ๊อบ และชื่นชอบ iphone และเราก็เลียนแบบตามในสิ่งที่เขา คิดมาแล้ว นี่เป็นความสลดของผลกระทบระดับมหภาคในการที่เราถูกล้อมกรอบไม่ให้กล้าวิพากษ์ "คนดี" ตอนนี้ผมเริ่มคิดว่า "คนดี" นี่เหมือนอะไรกัน พอมือเราไม่แตะโดนกลับเหม็นหึ่งติดมืออย่างไม่จางหายไป ลองคิดดู!!!
และการปรักปรำคนที่พยายามตั้งคำถามและวิพากษ์คนดีคนนั้นว่า เป็น "คนไม่ดี" "คนผิด" หรือ "คนเลว"
ย่อมเป็นเรื่องตลกร้ายที่น่าเวทนาสุดๆ
แสดงว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาพื้นฐานของสังคมเราจริงๆ
เราไม่พยายามจะคิดให้ได้อย่างเขา
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, July 1, 2010
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณไปวิพากษ์บุคคลที่คนอื่นว่าเป็นคนดี : ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย
ชำนาญ จันทร์เรือง: ดูฟุตบอลแล้วย้อนดูการเมืองไทย
ที่มา ประชาไท ชำนาญ จันทร์เรือง ผมก็เหมือนกับคนค่อนโลกที่นั่งและนอนดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก๒๐๑๐จากอาฟริกาใต้ด้วยความตื่นเต้นและสนุกสนาน ที่แน่นอนที่สุดก็คือในบางครั้งก็เกิดความเซ็งในอารมณ์ที่กรรมการตัดสินผิดพลาดหรือตามเกมไม่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนวันที่ทีมอังกฤษเตะไปโดนคานแล้วล้ำเข้าไปในเขตประตูของเยอรมันเรียบร้อยแล้วแต่กระเด้งออกมาหน้าประตูซึ่งจบลงด้วยการที่ผู้รักษาประตูของเยอรมันสามารถรับลูกเอาไว้ได้ แต่อังกฤษก็ไม่ได้ประตูทั้งๆ ที่คนทั้งโลกที่ชมการถ่ายทอดโทรทัศน์เห็นอยู่ชัดๆว่าได้ประตูแล้ว ต่อมารอบดึกก็เกิดปรากฏการณ์ในทำนองเดียวกันอีกระหว่างทีมอาร์เจนตินากับเม็กซิโกที่เห็นได้ว่าผู้เล่นของอาร์เจนตินาที่ยิงเข้าประตูไปนั้นล้ำหน้าแต่ทว่ากลับได้ประตู ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ FIFA กลับไม่ยอมแก้ไขโดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เช่นกีฬาอื่นๆ อาทิ เทนนิส รักบี้หรืออเมริกันฟุตบอล ฯลฯ ที่สามารถรีเพลย์หรือเล่นซ้ำเทปการแข่งขันในทันทีและกลับคำตัดสินหากเห็นว่ากรรมการหรือผู้ตัดสินวินิจฉัยหรือตัดสินผิดพลาด หากเรามองเผินๆโดยไม่คิดอะไรมากก็ดูเหมือนว่า FIFA นั้นนับถือในความเป็นมนุษย์มากกว่าเครื่องจักรกลหรือด้วยเหตุผลว่าต้องการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมของกีฬาฟุตบอลไว้เช่นครั้งในอดีตที่ผ่านมา แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ความตั้งใจของ FIFA ที่ไม่ยอมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ล้วนแล้วแต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ เพราะ FIFA ไม่ต้องต้องการลดอำนาจของกรรมการที่ตนเองเป็นคนตั้งมากับมือและสามารถบงการหรืออย่างน้อยก็การควบคุมกำกับลงไป ดังจะเห็นได้จาการที่เกาหลีใต้สามารถล้มอิตาลีโดยความช่วยเหลือของกรรมการจนได้ที่สี่ในการแข่งขันเมื่อครั้งปี 2002 ที่เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วมกันมาแล้วนั่นเอง การที่ FIFA ให้อำนาจกรรมการหรือผู้ตัดสินมากก็เพื่อให้ทีมที่เป็นแม่เหล็กหรือเจ้าภาพได้เข้าไปเล่นในรอบลึกๆ เพื่อดึงดูดผู้ชมและโฆษณาให้เพิ่มมากขึ้นนั่นเองถึงแม้ว่าในบางครั้งตั๋วหรือโฆษณาจะถูกขายล่วงหน้าไปหมดแล้วในบางนัดก็ตาม ซึ่งหากปล่อยให้ทีมโนเนมอย่างทีมจากยุโรปตะวันออกหรือทีมจากอาฟริกาหรือแม้กระทั่งเอเชียเองก็ตามหลุดเข้าไปแทนทีมแม่เหล็ก ที่เคยเป็นอดีตแชมป์โลกทั้งหลายแล้วไซร้กำไรของFIFAย่อมลดลงอย่างแน่นอน ฉะนั้น กรรมการหรือผู้ตัดสินจึงถูก FIFA สร้างขึ้นให้เป็นเทวดาหรือยาวิเศษที่จะทำให้ทีมดังๆ หรือทีมเจ้าภาพหลุดเข้าไปในรอบลึกๆ ส่วนทีมกระจอกงอกง่อยที่หลุดรอบคัดเลือกจากโซนต่างเข้าไปนั้นก็เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นฟุตบอลโลก มิใช่เป็นเพียงฟุตบอลยุโรปตะวันตกกับอเมริกาใต้เท่านั้นเอง เมื่อดูปรากฏการณ์ในฟุตบอลโลกหันแล้วหันกลับกลับมาดูปรากฏการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันแล้วแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย เพียงแต่ FIFA เน้นไปทางด้านธุรกิจที่แฝงไว้ด้วยการเมืองซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐศาสตร์การเมือง (political economy) แต่ปรากฏการณ์การเมืองไทยเน้นไปที่การเมืองที่เป็นเรื่องของการยึดกุมอำนาจไว้ให้ได้นานที่สุด ซึ่งก็ส่งผลต่อผลประโยชน์อื่นอันที่เป็นผลพวงของการถือครองอำนาจรัฐนั่นเอง การที่ FIFA ไม่ยอมใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการตัดสินก็เปรียบได้กับการที่รัฐบาลอภิสิทธ์ไม่ยอมใช้กรรมการที่เป็นกลางหรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่สามารถตรวจสอบเหตุการณ์การสลายการชุมนุมในถ้อยคำว่าขอพื้นที่คืนหรือการกระชับพื้นที่จนมีคนเสียชีวิต 90 ศพและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนนับพันคน และที่มีปัญหามากที่สุดก็คือเหตุการณ์ 6 ศพที่วัดปทุมวนารามทั้งๆที่อยู่ในเขตอภัยทาน แน่นอนว่าหากรัฐบาลอภิสิทธิ์ยอมให้ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นจากองค์การนิรโทษกรรมสากล หรือองค์การเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนต่างๆหรือแม้กระทั่งกลไกอื่นขององค์การสหประชาชาติเข้ามาตรวจสอบย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะพบเห็นความไม่ชอบมาพากลของการสลายการชุมนุมหรือการกระทำที่เกินกว่าเหตุของเจ้าที่หน้าที่ที่อาจกระทำการนอกเหนือคำสั่งได้ แต่ในทำนองกลับกันผู้เชี่ยวจากองค์การระหว่างประเทศนั้นอาจได้ข้อเท็จจริงที่อาจเป็นผลดีต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้ หากความเป็นจริงเป็นดัง ศอฉ. หรือผู้นำรัฐบาลพร่ำบอก (ข้างเดียว) อยู่เสมอว่ากระทำตามกฎหมายพอสมควรแก่เหตุแล้ว หรือฝ่ายเสื้อแดงเป็นผู้ที่มีอาวุธร้ายจนเข้าข่ายเป็นผู้ก่อการร้ายที่สมควรจะต้องถูกปลิดชีวิตหรือถูกจับกุมคุมขังด้วย “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับถาวร” นี้ แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ไม่กล้า เพราะเกรงภัยจะถึงตัวและอำนาจที่มีอยู่จะหลุดลอยไป โดยลืมไปว่าการใช้ พรก.ฉุกเฉินอย่างยาวนานเช่นนี้ย่อมมีวันที่จะสิ้นสุดลงสักวันหนึ่ง อย่างช้าที่สุดก็ภายในอายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ที่จะสิ้นสุดลงภายในปลายปี 2554 และจะต้องเลือกตั้งใหม่อยู่ดี และก็ไม่แน่ว่าตนเองจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาลเช่นเดิมอีกหรือไม่ การคงอยู่ของ พรก.ฉุกเฉินนี้มีผลดีเฉพาะแต่ทางด้านการเมืองของรัฐบาลในระยะสั้นเหมือนกับการเอาหินทับหญ้าไว้เท่านั้น แต่ผลเสียอื่นกลับมีมากมายนักไม่ว่าจะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างสาหัสสากรรจ์โดยไม่ได้แก้ปัญหาความมั่นคงตามที่รัฐบาลว่าไว้แต่อย่างใด ดังจะเห็นได้จากการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินในภาคใต้อย่างยาวนานแต่ปัญหาความไม่สงบก็ไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด ผลเสียที่สำคัญที่สุดก็คือผลเสียทางด้านเศรษฐกิจการลงทุนของประเทศนั่นเอง ตราบใดที่ประเทศยังอยู่ในภาวะฉุกเฉิน (state of emergency) อย่าว่าแต่นักท่องเที่ยวจะไม่เข้ามาเลย นักลงทุนทั้งหลายก็ต้องคิดหนัก อย่างน้อยที่สุดต้นทุนที่จะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นก็คือการที่ต้องทำประกันภัยการก่อการร้ายซึ่งแพงมากและต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากปกติอีกหลายเท่าตัว ทั้งๆที่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นการก่อการร้ายจริงหรือไม่ แต่รัฐบาลกลับประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกออกไปเสียแล้วโดยที่ยังไม่มีคำพิพากษาที่ถึงที่สุดออกมาแต่อย่างใด ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวฉันใด ดูฟุตบอลโลกแล้วก็ย้อนดูการดำเนินการทางการเมืองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เราจะพบว่าแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ซึ่งก็คือผลประโยชน์ของFIFAและผลประโยชน์ของรัฐบาลอภิสิทธิ์กับผู้ที่หนุนหลังอยู่เท่านั้น ส่วนคนดูฟุตบอลหรือประชาชนไทยนั้นก็ต้องก้มหน้ารับกรรมในผลแห่งความละโมบของ FIFA และการเสพติดอำนาจของผู้ที่ถือครองอำนาจรัฐไทยอยู่ต่อไป
เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์, 29 มิ.ย. 53
“สดศรี” เผยรอตั้งอนุกรรมการสอบ “ปชป.-ก.ม.ม.” ฮั้วกัน ขู่พบผิดจริงอาจยุบพรรค
ที่มา ประชาไท 30 มิ.ย.53 - เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึง กรณีที่พรรคเพื่อไทยร้องขอให้ กกต. ตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ฮั้วกับพรรคการเมืองใหม่ (กมม.) เพื่อไม่ให้ส่งผู้สมัครลงในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 6 ว่า เมื่อมีการนำเรื่องเข้าเสนอมา ที่ประชุม กกต.ก็ต้องตั้งอนุกรรมการไต่สวน เพื่อตรวจสอบ แม้ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการร้องในลักษณะดังกล่าว จริงอยู่ตุลาการรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทยจากกรณีมีการฮั้วกับพรรคการเมืองอื่นลงสมัครแข่งขันด้วยกัน เพื่อหนีเกณฑ์การได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 จนนำไปสู่การยุบพรรค แต่การที่พรรคการเมืองประกาศว่าจะลงสมัคร แต่ต่อมาไม่ลงสมัคร และมีการระบุว่าอาจเป็นการฮั้วกัน ก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้จะต้องรอให้มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวน เพื่อวินิจฉัย โดยจะดูว่าเข่าข่ายพฤติการณ์ที่มีการร้องเรียนเข้ามาหรือไม่ อาจจะเข้าความผิดตามมาตรา 94 และ 95 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีโทษยุบพรรค ที่มาข่าว: เว็บไซต์เดลินิวส์
ศอฉ.ใช้งบสลายชุมนุมเสื้อแดง 2 เดือน 5 พันล้าน
ที่มา ประชาไท เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่า ค่าใช้จ่ายในภารกิจ ศอฉ.ที่เริ่มตั้งแต่มีการเรียกทหารทำหน้าที่รักษาความสงบ ตั้งแต่วันที่ 12-23 มี.ค. ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 280 ล้านบาท หรือประมาณวันละ 30-40 ล้านบาท แต่หลังจากขยายเวลาออกไปอีก ได้ปรับเปลี่ยนกำลังตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. เป็นต้นไป จากเดิมที่มีกำลังพลเพียง 5 หมื่นอัตรา เพิ่มมาอยู่ที่ 6.4 หมื่นอัตรา ทำให้มียอดค่าใช้จ่ายสูงขึ้น โดยตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. -30 พ.ค. รวมถึงวันประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว รวมยอดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 3,400 ล้านบาท(เฉพาะเบี้ยเลี้ยง) มีการเบิกจ่ายเป็นล็อตๆ ในรูปแบบของงบสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็น โดยขอเบิกจ่ายจากสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล ขั้นตอนงบสำรองจ่าย เฉพาะแค่ค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าอาหารให้แก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคสนามและภายในหน่วย แต่หากรวมไปถึงค่าเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายแบบรายยิบรายย่อยคงมียอดสูงถึงกว่า 5,000 ล้านบาท ก่อนหน้านี้จากการสนธิกำลังจาก 3 เหล่าทัพ คือกองทัพบก-กองทัพเรือ-กองทัพอากาศ ตามการประกาศการเคลื่อนใช้กำลังจำนวน 5 หมื่นอัตรา ซึ่งจำนวน 3.3 หมื่นอัตราเป็นการปฏิบัติภารกิจจริง ส่วนอีก 1.7 หมื่นอัตรา ให้เตรียมกำลังในที่ตั้งของแต่ละหน่วย โดยมีผลการปฏิบัติตามพ.ร.บ.ความมั่นคง ระหว่างวันที่ 12-23 มี.ค. โดยกำลังพลจะได้ค่าเบี้ยเลี้ยงพิเศษในทุกชั้นยศที่มาทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยคนละ 300 บาท นอกเหนือจากเบี้ยเลี้ยงสนามคนละ 120-280 บาทต่อวันตามชั้นยศที่กำหนดไว้ นอกจากนี้แล้วยังมีการจัดเสบียงอาหารให้กำลังพลรวม 3 มื้อด้วย และค่าขวัญกำลังใจกำลัง 100 บาทต่อคน งบประมาณในส่วนของกองทัพที่ใช้ทหารประมาณ 6.7 หมื่นนาย โดยได้ค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 300 บาท และค่าอาหารอีกวันละ 100 บาท รวมแล้วใช้งบประมาณไปราวๆ 3,000 ล้านบาท ส่วนสตช.ใช้กำลังประมาณ 2.5 หมื่นนายใช้งบประมาณกว่า 700 ล้านบาท โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. ซึ่งเป็นวันที่กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มมาชุมนุมที่กรุงเทพฯ เรื่อยไปจนถึงวันที่มีการยกเลิกเคอร์ฟิวภายใต้อำนาจของพ.ร.ก. ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 30 พ.ค. และในระหว่างที่ยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนนี้ก็จะยังคงดำเนินต่อไป "คณิต"ระดมสมองวันที่2 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่โรงแรมสยามซิตี นายคณิต ณ นคร ประธานคอป. จัดประชุมระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรทั้งภายในและภายนอกประเทศ เป็นวันที่ 2 เพื่อหาแนวทางและวิธีปฏิบัติในการแสวงหาความจริงและหลักฐานการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเหตุการณ์ไม่สงบช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การสมานฉันท์ปรองดองของชาติ ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่มีข้อสรุปตรงกันว่า ภารกิจเร่งด่วนของคอป.คือแสวงหาข้อเท็จจริงสาเหตุความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้ได้ความจริงมากที่สุด แต่กระบวนการแสวงหาความจริงของคอป.จะไม่ใช้แนวทางการสอบสวนแบบตำรวจตามมาตรฐานคดีอาญา และจะไม่ตีกรอบดำเนินงานตั้งแต่ช่วง 10 เม.ย.-19 พ.ค.53 เพราะการตีกรอบเวลาอาจทำให้ไม่ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง จากนั้นจึงจะเริ่มกระบวนการเยียวยาโดยเดินสายพบปะพูดคุยกับเหยื่อและผู้ได้รับผลกระทบทั้งสองฝ่ายทั่วประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็นแล้วถึงนำเข้าสู่กระบวนการสร้างความปรองดองได้ นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คอป.ควรค้นหาความจริงมากกว่าใครผิดถูก โดยรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย แน่นอนว่าความจริงที่ได้จะหลากหลายและชัดเจนแตกต่างกัน และยากที่จะให้คนเชื่อได้ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นคอป.ควรเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดให้เป็นเรื่องพอเชื่อถือได้เมื่อเผยแพร่ต่อสังคม นอกจากนี้กรอบการทำงานของคอป.ควรนำความยุติธรรมมาใช้ในเชิงฟื้นฟู หมายความว่าต้องตั้งคำถามต่างจากกระบวนการยุติธรรมปกติ โดยเอาผู้ที่เห็นว่าเป็นคนทำความเสียหายกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายมาพูดคุยกัน ว่าอะไรคือข้อเรียกร้องของบุคคลเหล่านั้น แล้วให้ความยุติธรรมเพื่อฟื้นฟูด้านความรู้สึก ต้องหาความจริง-ผู้รับผิดชอบ นายฮาเวิร์ด วานนี่ ที่ปรึกษาด้านการค้นหาความจริงสถาบันนานาชาติการเปลี่ยนผ่านเพื่อความยุติธรรม แอฟริกาใต้ กล่าวว่า ก่อนการทำงาน คอป.ต้องวางแผนวางกรอบการทำงาน โดยมีภาคประชาชนเข้ามาเพื่อร่วมจัดทำแผนว่าจะเริ่มสิ่งใดก่อน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิ ภาพมากขึ้น เช่น ต้องรู้ว่าสัมภาษณ์ใคร จำนวนมากแค่ไหน ซึ่งการทำงานต้องมองความขัดแย้งในภาพรวม ไม่ใช่สนใจแค่ 1-2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดแล้วต้องจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เรื่องราวทั้งหมดทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น นอกจากนี้ในการหาข้อมูลจากบุคคลที่เป็นเหยื่อต้องเปิดโอกาสให้พูดตามเวทีประชาพิจารณ์ต่างๆ โดยไม่มุ่งการซักถามต่อหน้าสาธารณชน มุ่งเน้นเค้นความจริงบางเรื่องออกมา "คอป.ควรตั้งคณะทำงาน 2 ชุดคือดูแลกรณีเหยื่อความรุนแรง และสอบสวนเหตุการณ์ โดยเน้นการรับฟังเหยื่อในเหตุความรุนแรง รับฟังเขาอย่างแท้จริง ที่แอฟริกาใต้ประธานาธิบดีมานั่งฟังเองจึงเข้าใจปมปัญหาว่าประชาชนมีปัญหาตรงไหนเพื่อแก้ได้ถูกทาง" นายฮาเวิร์ด กล่าว "มาร์ค"ชี้เครือข่ายไม่ธรรมดา ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นต้องให้ทหารออกมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานควบคุมสถานการณ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ศอฉ.ประเมินทุกวัน แต่ที่ต้องการคือสภาพความเป็นปกติ อาจต้องใช้เวลาในบางพื้นที่ โดยสัปดาห์หน้าจะสิ้นสุดอายุของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และต้องตัดสินใจว่าจะต่ออายุในพื้นที่ใดบ้าง จะชัดเจนมากขึ้นว่าทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ในฝ่ายต่างๆ จะใช้ไปจุดไหนอย่างไร เมื่อถามว่าการเดินหน้าแผนปรองดองจะสะดุดเพราะการก่อวินาศกรรมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องพยายามไม่ให้ใครมาทำสิ่งเหล่านี้สะดุด เพราะเป็นหน้าที่ จะต้องเดินต่อ แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการให้บ้านเมืองมีปัญหา เราต้องแก้ไข เมื่อถามว่าเพราะอะไรจึงไม่สามารถเข้าไปจัดการต้นตอได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราดำเนินการตามกฎหมายโดยลำดับ และจากที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น มีหลายกรณีที่ศาลลงโทษ ซึ่งคิดว่าหนักพอสมควรและมีมาตรการหลายอย่างช่วยปรามได้ แต่ต้องยอมรับว่าเครือข่ายของคนสร้างความวุ่นวายก็มีทรัพยากรเยอะพอสมควร เราต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่มั่นใจว่าในภาพรวมสังคมส่วนใหญ่ต้องการให้บ้านเมืองเป็นปกติและเดินไปข้างหน้า ซึ่งมีอุปสรรคบ้างแต่ถ้าหลายฝ่ายร่วมมือกัน จะแก้ปัญหาได้มากขึ้น เลิกพ.ร.ก.ก็ยังใช้พ.ร.บ.มั่นคง นายปณิธานกล่าวอีกว่า ฝ่ายปกครองมองว่าน่าจะยกเลิกพ.ร.ก.ได้ แต่พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ยังเปราะบาง เรื่องความมั่นคงเป็นห่วงเรื่องผลกระทบ พื้นที่เป้าหมายก็ต้องรักษาไว้ ต้องสร้างความมั่นใจกับประชาชน อย่างพื้นที่รอบกทม.หลายพื้นที่ หากยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต้องคุมสถานการณ์ให้ได้ เพราะอย่างภาคกลาง หรืออีสานบางพื้นที่การบริหารจัดการอาจจะง่ายกว่าพื้นที่รอบกทม. ขณะที่ฝ่ายตำรวจอยากให้คงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ เพราะหากยกเลิกตำรวจต้องทำงานหลัก แต่หากตำรวจยืนยันว่าดูแลได้ก็แล้วแต่ หากยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต้องกลับไปใช้พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อเฝ้าระวัง และควบคุมพื้นที่ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าตำรวจกับฝ่ายปกครองจะดูแลร่วมกันได้หรือไม่ ซึ่งต้องให้ศอฉ.ประเมิน นายปณิธานกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการเคลื่อนไหวก่อวินาศกรรมนั้น ขณะนี้จับตาความเคลื่อนไหวอยู่แล้ว ในกลุ่มที่มีกิจกรรมชุมนุมทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา มีปัญหาถูกจับตาเรื่องธุรกรรมทางการเงิน การปลุกระดมยั่วยุ การก่อวินาศกรรม เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะต้องคงพ.ร.ก. ฉุกเฉินไว้ โดยเฉพาะการก่อวินาศกรรมนั้นเห็นว่ายังมีศักยภาพอยู่ โดยมีการเคลื่อนไหวเตรียมการที่มีข้อมูลข่าวสารพอสมควร เช่นการเข้าไปที่กรมพลาธิการทหารบก ที่เข้าออกได้ไม่ยาก หรือการใช้โรงเรียนบริเวณนั้นเคลื่อนไหว ซึ่งมีเครือข่ายต้องสงสัยที่เรากำลังเฝ้าระวัง กดดัน และจับตาดูอยู่ โดยกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีกิจกรรมในช่วงชุมนุมที่ผ่านมา มีเครือข่ายที่มีข้อมูลเอามาใช้ในการปฏิบัติการโดยเฉพาะการยิงระเบิดอาร์พีจี ที่ไม่ได้ยิงกันได้ง่ายๆ ในพื้นที่แบบนั้น และการรู้ว่าถังน้ำมันมีหรือไม่มีน้ำมันเหลืออยู่ เมื่อถามว่ากลุ่มคนดังกล่าวเป็นนายทหารในหรือนอกราชการหรือคนมีสี นายปณิธานกล่าวว่า เราดูทุกกลุ่มที่มีแนวโน้มไม่ได้ระบุกลุ่มใดเฉพาะ แต่มองว่าเป็นกลุ่มที่มีความชำนาญ ซึ่งคนที่ก่อเหตุนี้ได้มีไม่มาก ซึ่งช่วงที่มีการชุมนุมก็เคลื่อนไหวแบบนี้มาก่อน มีเครือข่ายโยงใยสนับสนุนข้อมูล เส้นทางหลบหนี และมีประสบการณ์การใช้อาวุธพอสมควร มีกลุ่มสนับสนุนการเคลื่อนไหวเป็นระบบ เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ฝ่ายความมั่นคงประเมินวิเคราะห์ จับตาดูอยู่
นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอตช์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า คอป.ต้องชี้ให้เห็นว่าไม่ควรใช้ความรุนแรงไม่ว่าฝ่ายใด และใครต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ใครเป็นเหยื่อของความรุนแรง ทั้งนี้การนำบุคคลที่มาเป็นกรรมการคอป. ต้องเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากทุกฝ่าย ถ้าจะดำเนินการได้เร็วต้องตั้งคณะอนุกรรมการมาช่วยด้วยเพื่อดูในแต่ละเรื่อง
ต่อมาเวลา 13.00 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม ครม.ว่า ตนย้ำแล้วว่าจะไม่อยู่บนความประมาท และจะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ศอฉ.ประเมินตลอดเวลาเพื่อวางมาตรการป้องกัน
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาต่ออายุพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ว่า นายกฯอยากให้ศอฉ.พิจารณาตามสถานการณ์จริงแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด ว่ามีสถานการณ์อะไรบ้าง เนื่องจากอำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้บางหน่วยงานคล่องตัวในการทำงาน แต่บางหน่วยก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ดังนั้นหน่วยงานในพื้นที่ต้องพูดคุยกันว่าหากไม่มีพ.ร.ก. ฉุกเฉินจะทำงานได้คล่องตัวหรือไม่