WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 1, 2010

‘เติ้ง’!!ไม่คิดไถ่บาปบ้างหรือ?

ที่มา บางกอกทูเดย์



นอนกอด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน! เอาแต่พูด!! ปรองดองยาก!!
เป็นเพราะท่าทีของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่าทีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) หรือไม่??? ที่ทำให้สังคมไทยจับตามองและเชื่อว่า…

รัฐบาลยังไม่อยากเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
และสุดท้ายก็น่าจะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ทุกเหตุการณ์ของความรุนแรงต่างๆ จะถูกตั้งข้อสงสัยเอาไว้ก่อนว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่ตั้งใจจะป่วนสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

การระเบิดข้างๆ พรรคภูมิใจไทย ทางนายเนวิน ชิดชอบ ซีอีโอตัวจริงเสียงจริง นายใหญ่ภูมิใจไทยของแท้ ก็ระบุออกมาเลยว่า มีเจตนามุ่งร้ายตนเองแน่

สุดท้ายก็เข้าล็อคเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะสามารถสรุปเหตุจูงใจได้ง่ายเหมือนกินขนม ว่า เป็นเหตุทางการเมือง

เช่นกันกับที่ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) มีการเรียกนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการ (รอง ผบช.น.) ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 (ผบก.น.) เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ บ้านพักบุคคลสำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯ กันชนิดพรึ่บเต็มพื้นที่

ชนิดที่ว่าหากเห็นว่ากำลังตำรวจมีไม่เพียงพอ ก็จะประสานขอกำลังจากฝ่ายทหารมาร่วมด้วย
ด้วยเหตุผลว่า เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีก่อเหตุลักษณะเดียวกับที่คลังน้ำมัน กรมพลาธิการทหารบก
แถม พล.ต.ท.สัณฐาน ยืนยันชัดเจนว่า ขณะนี้มีผู้ไม่ต้องการให้บ้านเมืองสงบจริง

อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ถือโอกาสชงลูกป้อน ศอฉ. และรัฐบาล ให้ชนิดเหน่งๆ หน้าประตูกันเลยทีเดียวว่า ขณะนี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังมีความจำเป็น

อ้างว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่สำหรับคนคิดไม่ดีต่อบ้านเมือง พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะเป็นเครื่องมือช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย...

ซึ่งก็เข้าใจ เพราะ พล.ต.ท.สัณฐาน ไม่ได้มีหน้าที่ติดต่อกับต่างประเทศ จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่รู้ว่า ประเทศอื่นๆ นั้นมองประเทศไทยที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วยสายตาอย่างไร รวมทั้งว่าธุรกิจท่องเที่ยวของไทยนั้นได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด

มุมมองของ พล.ต.ท.สัณฐาน ดูจะสอดรับกันพอดิบพอดีกับมุมมองของนายสุเทพ ที่ระบุว่า การพิจารณาตัดสินใจเรื่องการต่ออายุ พ.ร.ก. หรือยกเลิกการประกาศใช้มีหลายทางเลือก

อย่างเช่นว่า อาจจะต่ออายุ 24 จังหวัดเลยก็ได้ ลดเหลือ 21 จังหวัดก็ได้ หรือแม้แต่จะเหลือแค่ 7 จังหวัดก็ได้เช่นกัน

เรียกว่า ลดแรงกดดันจากสายตาของไทยและต่างชาติที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องที่จะยกเลิกทั้งหมด เพียงแค่ลดจำนวนจังหวัดลงเท่านั้นล่ะพอได้

ฉะนั้นก็คงต้องรอลุ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 6 ก.ค. ที่จะถึงนี้ เพราะนายสุเทพจะชงเรื่องนี้เข้า ครม. ให้พิจารณาตัดสินใจว่า จะต่ออายุโดยควบคุมกี่จังหวัดดี

ท่าที วัตถุประสงค์ของรัฐบาล ตลอดจนแนวคิดในการที่จะต้องหาทาง “สยบทางการเมือง” กับพรรคการเมือง กลุ่มคนทางการเมืองที่เกี่ยวข้องโยงใย ผูกพัน หรือศรัทธาในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ถือเป็นโจทย์ใหญ่ ที่ต้องตีให้แตกกระจุยให้ได้... ไม่เช่นนั้นภารกิจถือว่ายังไม่บรรลุ
ด้วยเหตุนี้หรือไม่ ที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และอดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดชัดเจนว่า ขณะนี้แม้ถือว่าเรียบร้อยดี แต่เชื่อว่า รัฐบาลคงไม่อยากเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนี้

เพราะหากยกเลิกไปแล้วก็ไม่แน่ใจว่า จะควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่??
ซึ่งส่วนตัวคงตอบไม่ได้ว่าควรยกเลิกเมื่อใด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่หากมีการเลือกตั้งใหญ่ ก็ต้องถึงเวลาที่จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

“หากมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็กระทบกับการท่องเที่ยว เรื่องนี้มันแย้งกันกับเรื่องความมั่นคง เพราะต่างประเทศเขาไม่มั่นใจ ถ้า พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังอยู่” นายบรรหาร กล่าว

รวมทั้งเรื่องการตั้งคณะกรรมการที่จะมาสร้างความปรองดอง นายบรรหาร กล่าวอย่างน่าคิดว่า
“ยากจังเลยเรื่องปรองดอง กรรมการที่ตั้งไว้ก็ต้องเหนื่อย ไม่รู้ว่าชาตินี้ จะปรองดองได้หรือเปล่า ชาตินี้คงปรองดองยาก”

ซึ่งเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงมองว่าปรองดองไม่ได้นั้น นายบรรหาร มองว่าเป็นเพราะ ถ้าหากความคิดเห็นต่างกัน ก็ปรองดองกันไม่ได้

คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นจะสร้างความปรองดองได้หรือไม่ ก็ต้องกลับไปถามรัฐบาลว่า ตั้งขึ้นมาทำไม แล้วจะสร้างความปรองดองได้หรือไม่

“ต้องไปถามรัฐบาลเอง ถามผมไม่ได้ ถ้าความคิดเห็นแตกต่างกันก็ยากจะสร้างความปรองดอง ถ้ายอมๆ เขาหมด ใครว่าอย่างไรมาก็ยอมกันหมด ก็โอเคอย่างนั้นปรองดองได้” นายบรรหารระบุ

นั่นคือ มุมมองของนายบรรหาร ที่เชื่อว่า จนถึงวันนี้ สถานการณ์ยังปรองดองยาก
ตรงนี้จึงเป็นคำถามที่ต้องพุ่งกลับเข้าหารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ว่า ยังมุ่งมั่นในการสร้างความปรองดองจริงหรือไม่... หากคิดจะปรองดอง สิ่งสำคัญที่สุดไม่น่าจะใช่อย่างที่นายบรรหาร คิด คือ ยอมๆ กันไป

แต่น่าจะเป็นการทำให้สังคมเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมว่าไม่มี 2 มาตรฐานแล้ว
และพิสูจน์ความจริงในเรื่องของผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม โดยเฉพาะที่บริเวณวัดปทุมวนาราม ซึ่งรัฐบาล ศอฉ. สภาความมั่นคงฯ และหน่วยข่าวกรอง ควรจะต้องรู้ดีว่า กรณีพฤษภาอำมหิต ไม่เพียงก่อให้เกิดความเจ็บช้ำ ก่อให้เกิดรอยบาดหมาง

แต่ยังก่อให้เกิดการ “พูดต่อ” กันไม่รู้จบ และทำให้การปรองดองสมานฉันท์ที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ยาก
และเช่นกันคำถามก็คงต้องย้อนพุ่งใส่ นายบรรหาร ศิลปอาชา ด้วยเช่นกันว่า ในฐานะนักการเมืองผู้คร่ำหวอด ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี และในฐานะนายใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา
ต้องการให้เกิดการปรองดองจริงๆ หรือไม่???

หากต้องการให้เกิดการปรองดอง นายบรรหารควรจะรู้ดีกว่าใครว่าควรผลักดันอย่างไร ให้ความรู้สึกกฎหมาย 2 มาตรฐานหมดไป ให้ความรู้สึกการมุ่งทำลายล้างกันทางการเมืองหมดไป

ทั้งหมดนายบรรหารรู้ดีอยู่แก่ใจ... ว่าพรรคร่วมรัฐบาลเป็นต้นเหตุสำคัญต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้ยังเกิดการขึงพืดเผชิญหน้ากันใช่หรือไม่

นายบรรหาร ซึ่งบอกเองว่า ชาตินี้ไม่รู้ว่าจะปรองดองได้หรือไม่...
ไม่คิดที่จะ “ไถ่บาป” บ้างหรือ???

ความเป็นหนึ่งเดียวของไทยและแค็ปซูลวิเศษ วัฒนธรรมสื่อไทยในสายตาต่างชาติ

ที่มา ประชาไท


ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เชื่อกัน ในความเห็นผู้เขียน เสื้อแดงและเสื้อเหลืองมีลักษณะพื้นฐานบางอย่างร่วมกันมากกว่าความแตกต่าง

ทั้งคู่นั้นมีลักษณะ ชาตินิยม ปิตาธิปไตย นิยมกองทัพ สนับสนุนทุนนิยมและบริโภคนิยม และนับถือคนที่ความร่ำรวยและอำนาจ ไม่คำนึงถึงความถูกต้องทางการเมืองทั้งในแง่จิตสำนึกและวิธีปฏิบัติ ฉวยประโยชน์จากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประชาธิปไตย (แกนนำฉวยประโยชน์จากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับว่าสิทธิมนุษยชนเช่นกัน) อยู่บนพื้นฐานของอารมณ์มากกว่าอุดมคติ...ลิสต์รายการนั้นมีไม่มีสิ้นสุด

ไม่สำคัญว่าผู้มีอำนาจจะพยายามสร้างภาพของเสื้อแดงว่าเป็นขบวนการต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ทั้งพยายามฟื้นโวหารแห่งสงครามเย็นอย่างไร ความแตกแยกระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดงนั้นไปไกลเกินกว่าที่จะหดแคบอยู่ที่ประเด็นที่ว่าเสื้อแดงซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายตามรูปแบบของการแบ่งขั้ว

วิธีแบ่งขั้วฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวานั้น เราอาจจะเคยคุ้นอยู่ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้วในโลกตะวันตก (รวมถึงละตินอเมริกา) โดยฝ่ายซ้ายเท่ากับฝ่ายต่อต้านทุนนิยม, ข้ามรัฐ, ต่อต้านโลกาภิวัตน์, อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ, สนับสนุนเกย์และเลสเบี้ยน, มีนโยบายที่ก้าวหน้าในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ, สนับสนุนเสียงส่วนน้อย, ต่อต้านทหาร, ส่งเสริมระบบรัฐสวัสดิการ, ส่งเสริมทางเลือกของปัจเจกบุคคล

ขณะที่ฝ่ายขวา เท่ากับนิยมระบบทุนนิยม ให้ความสำคัญกับธุรกิจมากกว่าเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม, ชาตินิยม, ส่งเสริมคุณค่าพื้นฐานของความเป็นครอบครัว, นิยมทหาร, ต่อต้านการอพยพ, ต่อต้านการทำแท้ง เป็นต้น

เสื้อแดงและเสื้อเหลืองนั้นไม่อาจแบ่งขั้วได้โดยวิธีที่กล่าวมา, เพราะเหตุผลหลักคือเสื้อแดงไม่ได้มีวาระของฝ่ายซ้ายมากพอในขณะที่ฝ่ายเหลืองนั้นมีลักษณะของความเป็นฝ่ายขวามากกว่า

ในห้วงแห่งวิกฤตของไทย, เราได้เห็นภาพของคนฟิลิปปินส์ประท้วงต่อต้านการสลายการชุมนุมโดยทหารที่หน้าสถานทูตไทยในกรุงมะนิลา ก่อนหน้านั้นไม่นานในกรุงมะนิลาเช่นกัน กลุ่มนักกิจกรรมชาวฟิลิปปินส์อีกกลุ่มเรียกร้องการเลือกตั้งที่เป็นธรรมที่หน้าสถานทูตพม่า

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย เราไม่เห็นภาพใดๆ ของคนเสื้อแดงไปทำการประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีอาโรโยกรณีการแต่งตั้งหัวหน้าผู้พิพากษาที่หน้าสถานทูตฟิลิปปินส์

รวมทั้งเราไม่อาจจะเห็นแกนนำคนเสื้อแดงถือภาพของออง ซาน ซูจี ทำการประท้วงอยู่ที่หน้าสถานทูตพม่าด้วย

เราได้เห็นผู้ประท้วงที่โกรธเกรี้ยวต่อต้าน "เหตุการณ์กองเรือรบ" ในหลายประเทศทั่วโลก แต่เจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลในประเทศไทยไม่จำต้องกังวลว่าจะถูกรบกวนจากเสียงตะโกนใดๆ เราไม่เห็นรายการวิเคราะห์เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในมาดากัสการ์เช่นกัน ไม่ว่าจะในพีทีวีหรือเอเอสทีวี

และแทนที่เราอาจหาข้อเท็จจริงที่แสดงความเหมือนระหว่างเหตุการณ์และสถานการณ์ของประเทศอื่นๆ กับสิ่งที่ประเทศไทยก็กำลังเผชิญเราไม่สามารถที่จะหากิจกรรมใดๆ ของเสื้อแดงว่าเป็นรูปแบบที่จัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับฝ่ายซ้ายได้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น การเชื่อมโยงระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดงต่อโลกภายนอกก็มีเพียงการที่พวกเขาอ้างถึงฮิตเลอร์อยู่บ่อยๆ (ในความหมายแทน อภิสิทธิ์ หรือทักษิณ) หรือรัฐบาลทหารพม่า (ในความหมายถึงรัฐบาลหลังการรัฐประหารและกองทัพไทย) รวมถึงข้อความที่พวกเขาใช้เป็นภาษาอังกฤษในบางโอกาส (ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย เราเป็นนักเคลื่อนไหวที่สันติ, คนเสื้อแดงไม่มีการศึกษา (ภาษาอังกฤษแบบผิดไวยากรณ์) ขณะเดียวกันสหประชาชาติก็ดูเหมือนว่าจะอยู่ในใจของพวกเขาแต่ยังไม่ชัดเจนในหลักการ

แกนนำเสื้อแดงเรียกร้องให้สหประชาชาติเข้าแทรกแซง ทั้งที่สหประชาชาตินั้นเป็นองค์กรที่อดีตผู้นำสูงสุดของพวกเขาอย่างทักษิณเพิกเฉยมาก่อน

สิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับเรื่องอื่นๆ ด้วย คนเสื้อแดงเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เหตุผลของผู้เผานั้นชัดเจนว่า ไม่ใช่เพราะห้างสรรสินค้าเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมซึ่งฝ่ายซ้ายมักกล่าวอ้าง เมื่อพวกเขาเลือกหนทางที่รุนแรง

เหตุผลในการจุดไฟเผานั้นในความเป็นจริงแล้วไม่ได้รับการคำอธิบายจากใครและไม่เคยถูกทำให้ชัดเจนว่ามีเจตนาใด นัยยะซ่อนเร้นประการเดียวสำหรับเหตุผลในการเผาก็คือ จากคลิปวิดีโอที่ทางโฆษกกองทัพและพรรคร่วมรัฐบาลนำมาฉายซ้ำบ่อยๆ คือสิ่งที่แกนนำพูดว่า "ถ้าพวกเขาจับเรา กรุงเทพฯก็จะลุกเป็นไฟ เผา! เผา!" นี่ไม่ใช่เหตุผลแต่เป็นอารมณ์ที่ถูกจุดขึ้น

เรื่องทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นในการแสดงอาการเหยียดหยามประฌามเกย์บ่อยครั้งผ่านการเรียกขานผู้ชายที่พวกเขาถือว่าอ่อนแอ หรือไม่ชัดเจนว่าเป็น "เกย์" โดยไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากความเข้าใจผิด ในการอภิปรายกับนักคิดสายทรอตสกี้ ไจล์ อึ๊งภากรณ์ ในเรื่อง "ประชาธิปไตยเดี๋ยวนี้" ฟิลิปส์ เจ. คันนิงแฮม เรียก นปช. ว่าองค์กรฟาสซิสต์เพราะพวกเขาต่อต้านเกย์และใช้ความรุนแรง

ตั้งแต่การเดินขบวนของเสื้อแดงปีที่แล้ว มีข่าวลือว่าชาวเขมรและพม่าถูกจ้างมาฆ่าและโจมตี เพราะ "เป็นเรื่องง่ายสำหรับคนเหล่านั้นที่จะฆ่าคนไทยมากกว่าการที่คนไทยฆ่ากันเอง"

มันน่าฉงนที่คนเสื้อแดงเชื่อว่ากองทัพว่าจ้างคนเขมร และผู้มีอำนาจและคนเสื้อเหลืองก็เชื่อเช่นนั้น-เป็นความเชื่อเช่นเดียวกันว่ามือสไนเปอร์ ถูกว่าจ้างโดยอีกฝ่ายหนึ่ง

ด้วยเหตุที่กล่าวมา เมื่อจัดประเภทตามแบบตะวันตกแล้ว เสื้อแดงจึงเป็นฝ่ายขวามากกว่าฝ่ายซ้าย และมีวาระร่วมกันกับเสื้อเหลือง รวมถึงรัฐบาล กองทัพ และ ศอฉ. เป็นต้น ทั้งหมดนั้นตกอยู่ภายใต้การประเภทเดียวกัน และอยู่ในตระกูลเดียวกัน ตระกูลนี้โดดเดี่ยวตัวเองมากจากวาทกรรมในระดับโลกและในท้ายที่สุดพวกเขาเห็นว่าศัตรูที่เลวร้ายที่สุดมาจากภายนอก เช่น นักฆ่าชาวเขมร จอร์จ โซรอส แดน ริเวอร์ และซีเอ็นเอ็น

ในสายตาของคนนอก ตระกูลนี้ดูเหมือนจำกัดตัวเองอยู่ในแค็ปซูลขนาดใหญ่ แค็ปซูลนี้มีลักษณะอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่นดัดงอได้ แต่ยากที่จะกลืน มีฉลากยากำกับว่ารับประทานครั้งละ 1 เม็ด ห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ห้ามรับประทานมากกว่า 4 ครั้งต่อวัน

นี่เป็นคำเตือน ถ้าคุณฝ่าฝืนกฎนี้ ก็จะได้รับผลกระทบที่ร้ายแรง

คำโฆษณาเป็นแบบสูตรสำเร็จ แสดงตัวเองเหมือนว่าสวยงามและกลมกลืน แต่การโฆษณาไม่สามารถอ้างอิงได้ในทางวิทยาศาสตร์ และไม่สามารถอธิบายได้ว่าสูตรของแค็ปซูลนี้ทำงานอย่างไร มันฟังดูคล้ายเป็นสูตรที่มาจากยาวิเศษยุคโบราณ

คนนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวตะวันตกกล่าวว่า "โอเค เราต้องทดลองมันโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ของเรา" หรือ "เราจะเชื่อถือแค็ปซูลตัวนี้ได้ก็ต่อเมื่อมันผ่านมาตรฐานของเรา"

เราต้องการเสียงของคนไทย โลกต้องการคนไทยที่จะช่วยสร้างความเข้าใจในสูตรลับนี้ ด้วยข้อจำกัดในความแตกต่างด้านภาษาและวัฒนธรรม เราต้องการสื่อมวลชนที่จะช่วยสร้างคำอธิบาย คนที่สามารถเชื่อมโยงประเทศไทยกับเรา ซึ่งเป็นคนนอก และเชื่อมโยงไทยเข้ากับโลก

เราต้องการสื่อที่สามารถจะหยิบยกเอาตัวอย่างเล็กๆ แต่มีนัยยะสำคัญจากท้องถิ่นเชื่อมโยงเข้ากับปัญหาและวาทกรรมในประเทศอื่นๆ

เราต้องการสื่อมวลชนไทยที่สามารถทำให้ประเด็นในท้องถิ่นเป็นประเด็นสากล

ด้วยเหตุนี้อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้ได้รับรางวัลปาล์มทองคำในช่วงเวลาวิกฤตจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ด้วยวิสัยทัศน์และความมหัศจรรย์ของเขา เขาเป็นสื่อวัฒนธรรมที่สามารถทำให้พื้นที่ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ซึ่งถูกเรียกว่าอีสานเข้าไปอยู่ในจินตนาการของผู้คนได้ ในทุกๆ คน ในทุกๆ ที่

โลกต้องการสิ่งนี้จากประเทศไทย และเพื่อที่จะบรรลุความสามารถในการเชื่อมโยงนี้ เขาต้องอยู่นอกแค็ปซูล และต้องจ่ายราคาให้กับมัน

เป็นเรื่องยากสำหรับประชาชนในประเทศไทยที่จะได้ชมภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่แน่ใจว่าจะประสบความสำเร็จในทางพาณิชย์หรือไม่ และเหตุผลอีกส่วนหนึ่งก็คือการเซ็นเซอร์

ภาพยนตร์ของเขาตกเป็นเป้าของการเซ็นเซอร์ที่อันน่าอับอายและขบขัน เมื่อผู้เขียนได้ดูภาพที่เขาที่ขึ้นรับรางวัลปาล์มทองคำผ่านทางจอโทรทัศน์ คิดว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยจะต้องรู้สึกแย่กับเขา ที่เขาไม่ได้กล่าวแสดงสำนึกถึงบางสถาบันในความสำเร็จของเขา เหมือนอย่างที่ตัวแทนของไทยทั้งหลายทำกันเป็นประเพณีแต่เขากลับไปขอบคุณผีและวิญญาณแทน

คนไทยกล่าวว่าภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์นั้นยากและไม่สามารถเข้าใจได้ พวกเขากล่าวว่าภาพยนตร์เหล่านั้นทำให้ฝรั่งดู โดยแท้จริงแล้วภาพยนตร์ของเขานั้นยากและเข้าใจยากสำหรับคนต่างชาติเช่นกัน แม้แต่กับคนยุโรปที่ใช้ศิลปะอย่างซับซ้อน และมีแนวทางที่เรียกว่า "ภาพยนตร์ที่เน้นมุมมองของผู้กำกับ" เพื่อที่จะเข้าใจนัยยะซ่อนเร้น การเปรียบเทียบและสัญลักษณ์ภายในวัฒนธรรมนั้น โดยธรรมชาติแล้วไม่ใช่ง่าย มันยังสร้างความแตกต่างหากคุณชอบความยากและการทำความเข้าใจเหมือนเสมือนว่าเป็นทรัพย์สิน ซึ่งทำให้คุณพินิจ พิเคราะห์ พยายาม หรือแสวงหา แทนที่จะรอการนำเสนอแบบง่ายๆ

เมื่อเราตัดสินใจที่จะทำเช่นนี้ กรอบที่เราคุ้นเคยก็คือ กรอบภายใต้สภาพแวดล้อมที่ใกล้ชิดของเรานั้นช่วยเราได้ในระดับพื้นฐานให้เข้าใกล้สิ่งที่ไม่รู้ ในขั้นแรก เราทั้งหลายใช้กรอบเหล่านี้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งในฐานะที่เป็นเครื่องมือเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ไม่รู้ ในประเทศตะวันตกการแบ่งขั้วเป็นกรอบเครื่องมือที่เคยถูกใช้มากในหมู่พวกเรา ซึ่งต้องการทำความเข้าใจโลก การแบ่งขั้วได้แบ่งสังคมออกเป็นซ้ายและขวา โดยฝ่ายซ้ายมองสังคมในกรอบของคู่ขัดแย้งระหว่างผู้ถูกกดขี่กับผู้กดขี่ ขณะที่ฝ่ายขวามองสังคมเดียวกันในกรอบของการละเมิดความมั่นคง กับการรักษาความมั่นคง

เพื่อที่จะเข้าใจศิลปะ เช่นภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ เราต้องทำให้ตัวเองมีเวลาที่จะออกมาจากกรอบพื้นฐานและพัฒนาความคิดของเราสู่ระดับที่สองและสาม เราต้องอนุญาตให้ตัวเองเปิดกว้างอย่างที่สุดจากกรอบคิดและอคติ และรางวัลที่ได้จากการทำเช่นนี้ก็คือประสบการณ์ทางศิลปะ

ในอีกด้านหนึ่ง สื่อใหม่นั้นแตกต่างในแง่ที่ว่าสื่อเหล่านี้ต้องทำงานภายใต้เวลาอันจำกัดและความเร็วนั้นเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูล ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่มีเวลาพอที่จะไปให้พ้นจากความคิดในระดับพื้นฐานเมื่อเขาดูข่าว ด้วยเงื่อนไขนี้ สื่อกระแสหลักก็มีข้อจำกัดเช่นเดียวกับที่มีความได้เปรียบ

ผู้เขียนทำงานอยู่ในภาคของการศึกษาประเด็นวัฒนธรรมสื่อในประเทศต่างๆ รอบโลก ทำวิจัยเกี่ยวกับสื่อและวัฒนธรรมสื่อและพบปะผู้คนจำนวนมากที่ทำงานสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่ออิสระจากทวีปต่างๆ เพราะมักจัดการประชุมและสัมมนาโดยเชิญคนที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมเหล่านี้มาพบปะและถกเถียงกัน

ผู้เขียนต้องการที่จะเข้าใจให้ได้ว่าใครและสื่อไหนในแต่ละประเทศที่สามารถจะเชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับชุมชนระหว่างประเทศได้

ในประเทศไทยผู้เขียนตระหนักว่า ในบางครั้ง ณ ปัจจุบันนี้ อาจมองหาสื่อเหล่านี้ได้เฉพาะกรณีที่พวกเขาอยู่นอกแค็ปซูล ผู้เขียนยังได้เป็นพยานว่า ด้วยเหตุดังนี้เอง เส้นทางของพวกเขาไม่เคยง่ายดายเช่นเดียวกับกรณีของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ด้วยเหตุนี้ สื่อที่สามารถเลือกเป็นสะพานเชื่อมไทยกับโลกอย่างมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ฟ้าเดียวกัน ประชาไท และเควชชั่นมาร์ก ต่างถูกแบบและบล็อคไปเมื่อเร็วๆ นี้ และ บ.ก.ของสื่อเหล่านี้ก็มีประวัติถูกจับกุมหรือตั้งข้อกล่าวหาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

เพื่อจะอยู่ใกล้กับชุมชนในขณะที่ก็อยู่ห่างไกลจากการถูกดูดกลืนตัวตนมันเป็นเรื่องยากสำหรับสื่อมืออาชีพ มันเป็นเรื่องพื้นฐานแต่ยากที่จะปฏิบัติ สื่อเหล่านี้ทำงานได้อย่างดีภายใต้ภาวะเช่นนี้และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมไม่เฉพาะผู้เขียน แต่นักวิชาการและนักวิจัยในต่างประเทศจำนวนมากเชื่อถือพวกเขา น่าสนใจว่า ยกเว้นนักวิชาการบางคนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว ไม่มี บ.ก.คนไหนเลย ที่จบจากต่างประเทศหลายคนไม่พูดภาษาอังกฤษ พวกเขาทำอย่างไรจึงมีความเป็นสากลอยู่ในใจ ผู้เขียนไม่มีเบาะแสอะไร คิดว่าพวกเขาต้องมีสัญชาตญาณแห่งการปฏิเสธการถูกดูดกลืนตัวตน หรือไม่ก็มีสายตาคมกล้าที่สามารถมองผ่านสิ่งที่ฉาบเคลือบของแค็ปซูล หรือไม่อย่างนั้นก็พวกเขามีสติปัญญาชาญฉลาดมาก

แต่ด้วยบุคลิกของพวกเขาที่เข้าใกล้เรามากกว่า ทำให้พวกเขาเป็นไทยน้อยกว่า และนั่นเป็นวิธีที่ทำให้การแบนและการจับกุมเกิดขึ้น เพราะพวกเขาตีพิมพ์ในสิ่งที่ "มีความเป็นไทยอยู่น้อย" โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสื่อที่ได้รับความนิยมอย่างมาก คือ ฟ้าเดียวกันและประชาไททั้งคู่ได้รับการปฏิบัติอย่างที่ว่าผู้ที่อยู่ในแค็ปซูลไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับพวกที่ "มีความเป็นไทยอยู่น้อย" เหล่านี้

เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี กองทัพ และรัฐบาลจัดประเภทเขาไว้ในกลุ่มของผู้เห็นใจเสื้อแดง และคนเสื้อแดงก็เข้าใจผิดว่าสื่อเหล่านี้คือผู้สนับสนุนฝ่ายตน

ฟ้าเดียวกันเป็นสื่อเอียงซ้ายความหมายของตะวันตก และพวกเขาก็มีงานวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของทักษิณ ประชาไทก็มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อสิ่งที่ทักษิณทำลงไปอย่างผิดๆ เช่นกัน ทำไมพวกเขาถึงถูกเข้าใจผิดได้เพียงนี้

แม้ว่าสื่อทั้งสองจะแตกต่างจากกัน แต่ทั้งสองนั้นต่างมีแนวปรัชญาเดียวกันในการเปิดพื้นที่ให้กับเสียงที่ถูกปฏิเสธจากจารีตและไม่ได้รับการได้ยิน เสียงเหล่านี้โดยธรรมชาติแล้วก็มาจากฝ่ายสนับสนุนเสื้อแดง สื่อทั้งสองนั้นยังมีประเด็นบางอย่างร่วมกัน (ผู้เขียนพูดว่า "บางอย่าง") กับเสื้อแดง เช่นการต่อต้านรัฐประหาร

ดังนั้น พวกเขาจึงถูกเข้าใจผิด

สำหรับความแตกแยกระหว่างผู้หนุนหลังกลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์ (คนไทยชั่ว) กับผู้รักในสถาบัน (คนไทยที่ดี) อำนาจรัฐพยายามที่จะสร้างฉากทัศน์ใหม่ นั่นก็คือ ผู้ก่อการร้ายกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ และโดยแนวทางนี้ ก็ได้ผนวกเอาแนวทางของรัฐบาลบุชหลังเหตุการณ์ 19 กันยายน เข้าไว้ ซึ่งถือเป็นการแบ่งขั้วระหว่างตะวันตกและโลกมุสลิม โดยฉายอยู่บนโวหารแห่งสงครามเย็น

ปัจจุบันนี้ ในประเทศไทย นโยบายนี้ถูกใช้ในเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้อยู่บางครั้ง เพื่อที่จะให้เครื่องมือนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระตุ้นระดับความกลัวให้มากขึ้นในหมู่ประชาชนผู้ " บริสุทธิ์"

ผู้มีอำนาจจำเป็นต้องสร้าง "ผู้ก่อการร้าย" ขึ้นอย่างเบลอๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น การเซ็นเซอร์ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อที่จะปิดกั้นข้อมูลใดๆ ที่จะแสดงตัวตนของ "ผู้ก่อการร้าย"

หากมีสื่อใดที่สงสัยในเครื่องมือนี้ และพยายามที่จะแสดงให้เห็นตัวตนของผู้ก่อการร้าย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้ายนั้น, แปลว่าพวกเขาทำเพราะได้รับเงินจากฝ่ายตรงข้ามใช่หรือไม่?

ระดับของความไม่มีน้ำอดน้ำทนที่ต่อต้านเสียงของผู้อื่นที่เราได้เห็นในประเทศไทยนั้น เป็นการย้อนเตือนให้เรานึกถึงประโยคที่ว่า "ถ้าคุณไม่ใช่พวกเรา คุณก็ต่อต้านเรา" อันเป็นนโยบายภายใต้รัฐบาลของบุช

ขอเพิ่มเติมข้อมูลว่า อดีตประธานาธิบดีผู้นี้ถูกรังเกียจและไม่ได้รับความเคารพเนื่องด้วยแนวคิดนี้

ระบอบและแนวทางเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้ประสานเสียง โดยฝ่ายที่ต่อต้านอย่างไร้ความอดทนต่อแดน ริเวอร์ และซีเอ็นเอ็น คนไทยคับข้องใจต่อชาวต่างชาติและสื่อต่างชาติ ที่ไม่มีความเข้าใจประเทศไทยเพียงพอ และตำหนิว่าสื่อเหล่านี้พยายามทำให้วัฒนธรรมที่ซับซ้อนเป็นเรื่องง่ายเกินไป เมื่อพวกเขาได้รับชมข่าวเกี่ยวกับประเทศไทย-หากเขาได้ดูทั้งหมด-เป็นเรื่องแน่นอนว่าข่าวนั้นถูกทำให้ง่ายขึ้น

คำวิพากษ์โดยปกติสำหรับซีเอ็นเอ็นที่เราได้ยินกัน เช่น ข่าวและโศกนาฏกรรมของผู้คนถูกทำให้ง่ายนั้นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจ พวกเขาไม่ได้มีประเด็นเหล่านี้อยู่ ไม่มีปัญหาสำหรับคนไทย ในการที่ข่าวระดับโลกทำให้ประเด็นที่มีความซับซ้อนมากกลายเป็นเรื่องเข้าใจง่าย เช่น ผู้ก่อการร้ายที่ถูกยึดครอง, ความขัดแย้งระหว่างนิกายซุนนี่และชีอะห์, สถานการณ์หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต, ภาพลักษณ์ของผู้นำในละตินอเมริกา เป็นต้น

เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนไทย พวกเขาขอบคุณซีเอ็นเอ็นสำหรับการย่อยข้อมูลที่ซับซ้อนให้กับทุกคน และเช่นเดียวกัน

สื่อไทยก็ย่อยข้อมูลให้ง่ายแบบที่สุดในกรณีของข่าวจากประเทศอื่นๆ (และก็ทำเช่นกันนั้นบ่อยๆ กับข่าวในประเทศตัวเอง) ไม่มีปัญหาสำหรับคนเหล่านี้เช่นกัน

ในเวทีที่มีหัวข้อว่า "ไทยในสายตาคนนอก" ซึ่งจัดขึ้นที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย สุเมธ ชุมสาย แสดงความไม่พอใจต่อสื่อระดับโลกอย่างบีบีซีว่า "บีบีซีเคยเป็นฮีโร่ของผม เป็นต้นแบบ...แต่ตอนนี้อยู่ในภาวะตกต่ำ..." มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ บีบีซีนั้นเป็นสื่อที่ทำข่าวภายใต้กรอบแบบอังกฤษ ไม่เคยแสร้งทำเป็นอย่างอื่น แม้กระทั่งหลังจากที่พวกเขาก้าวสู่การทำสื่อระดับโลกแล้ว จริงหรือที่เพียงแค่เราผู้ชมที่เคยเพิกเฉยต่อประเทศที่เคยถูกนำเสนอผ่านรายการข่าวต่างๆ นั้น สามารถที่จะตัดสินว่าสิ่งที่สื่อเหล่านี้นำเสนอถูกต้องหรือมีอคติหรือไม่

ผู้ชมชาวไทย, หลังจากที่ข่าวเกี่ยวกับวิกฤตทางการเมืองในประเทศตัวเอง กลายเป็นข่าวพาดหัวในสื่อทั่วโลก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศ คนไทยจึงมีโอกาสที่จะตระหนักถึงเรื่องนี้เนื่องจากเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเอง สื่อหลักนั้นมักจะแบกเอาข้อจำกัดเหล่านี้เอาไว้ กล่าวคือ หากเป็นสื่อของรัฐบาลก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อให้กับรัฐบาล

และหากเป็นสื่อภาคธุรกิจ ทรรศนะก็จะมาจากผู้ที่นำเสนอ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากเรตติ้งและผลประโยชน์ ซึ่งทำให้สื่อธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเน้นอารมณ์ตื่นเต้น และทำให้เนื้อหาเป็นง่าย

และเรา ในฐานะผู้ชม เราเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องถูกตำหนิ เพราะผู้ชมไม่สามารถดูข่าวได้หากมันไม่ได้ถูกทำให้ง่ายและย่อยมาแล้ว ทำให้เข้าใจได้ และหลายๆ ครั้งก็เน้นการเร้าอารมณ์ ผู้เขียนหวังว่าเราอาศัยอยู่ในโลกแห่งอุดมคติที่ทุกคนมีความสนใจอย่างจริงใจต่อประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนจน และคนกลุ่มน้อยในประเทศอื่นๆ และให้เวลาในการดูสารคดี หรือภาพยนตร์ ถกเถียงถึงเรื่องเหล่านี้ อ่านหนังสือเพื่อเพิ่มความเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ และถกเถียงอีกครั้ง

แต่ความเป็นจริงคือ เราส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอย่างนี้

ซีเอ็นเอ็นได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเพราะมันทำให้ทุกอย่างง่าย และเพราะความนิยมอันนี้เองสื่อแบบนี้จึงมีความได้เปรียบ เมื่อเราทำงานในประเด็นระดับท้องถิ่นซึ่งเราต้องการให้โลกรู้ เริ่มแรกนั้นเราต้องทำงานด้วยสื่อของเราเอง โดยที่สื่อท้องถิ่นหยิบประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา และจากนั้นเมื่อสื่อระดับโลกอย่างซีเอ็นเอ็นหรือบีบีซีหยิบเอาประเด็นเหล่านี้แล้ว คนนับแสนจากรอบโลกก็จะสามารถส่งเสียงเพื่อหนุนเสริมประเด็นของคุณ และการประชาสัมพันธ์นั้นวัดความสำเร็จจากการเป็นที่รับรู้

เราจึงต้องการสื่อที่มีความหลากหลายทั้งรูปแบบและประเภท, สื่อที่หลากหลายจะทำให้เราสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างทางความคิดและก้าวไปสู่การวิเคราะห์ที่ลึกขึ้นได้หากเราต้องการ, และทำให้เสียงของเราได้รับการฟังด้วยเช่นกัน

คนไทยได้รับการปลูกฝังให้เชื่อว่าสื่อนั้นเป็นตัวแทนของการเสนอภาพที่ได้รับการตรวจสอบและระบายสีมาเรียบร้อยแล้ว

พวกเขาสร้างความเชื่อนี้เพราะนี่คือวิธีที่ผู้มีอำนาจระดับสูง หรือที่เรียกว่า 3 เสาหลักของชาติ (ซึ่งคนไทยได้รับการปลูกฝังให้เชื่อเช่นเดียวกัน) ได้ใช้มาเป็นเวลานาน

ดังนั้น โดยทันทีที่สื่อใหม่ซึ่งมีความแตกต่างเหล่านี้ปรากฏขึ้นแก่ประชาชน และประชาชนก็ถูกทำให้สับสนโดยสื่อเหล่านี้มากพอๆ กันกับความสับสนเกี่ยวกับชาติ ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ประชาชนเริ่มคิดถึงสื่อที่นำเสนอภาคที่พวกเขาวาดขึ้นได้

พวกเขาคิดว่านี่คือสิ่งที่สื่อประชาธิปไตยควรจะนำเสนอ

พวกเขาเริ่มรู้สึกคับข้องใจเมื่อสื่อไม่สามารถที่จะสร้างภาพที่พวกเขาวาดขึ้น

โลกของสื่อไม่สามารถนำเสนอได้เพียงความสวยงามของหาดทราย ผู้คน วัดและอาหารอย่างที่คุณต้องการให้โลกได้เห็นเกี่ยวกับประเทศไทย ทว่ากลับแทนที่ด้วยการนำเสนอภาพของหญิงค้าบริการ คนที่ต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว โรห์ฮิงญา และเรื่องอื้อฉาวต่างๆ ที่ไม่พูดกันในประเทศมันผิดหวังมาก

เมื่อพวกเขาค้นพบเฟซบุ๊ก ซึ่งดูเหมือนสื่อพลเมืองมาก พวกเขาพบว่ามันมีเสน่ห์เพราะว่าไม่ต้องใช้ความพยายามอะไร แต่พวกเขาสามารถจะระดมคน "หนึ่งล้านคน" ด้วยการพิมพ์คำสองสามคำลงบนแป้นคีย์บอร์ด! "เพื่อน" จำนวนล้านคนของฉัน! มาล่าควายกันเถอะ มาช่วยกันส่งครีมทาตาให้นายพันผู้เป็นที่รักของเรากันเถอะ!

สิ่งที่พวกเขาไม่ตระหนักก็คือ ขณะที่พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับเกม แบบทดสอบส่งของขวัญให้เพื่อน ฯลฯ อัตลักษณ์ของพวกเขาก็ถูกทำให้เป็นสินค้าและขายเพื่อประโยชน์ทางการค้า เฉกเช่นซีเอ็นเอ็น เฟซบุ๊ก และเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ มีทั้งด้านที่เป็นข้อดีและด้านที่เป็นข้อเสีย การตระหนักถึงกุญแจทั้งสองด้านจะทำให้เกิดความสำเร็จในการใช้สื่อ

เพื่อการศึกษาที่ดีกว่าและความเข้าใจในสื่อมวลชน การอนุญาตให้สื่อทุกแขนงได้มีพื้นที่นั้นเป็นความจำเป็น การห้ามไม่เคยแก้ปัญหาภายใต้เงื่อนไขนี้เท่านั้นที่พลเมืองจะได้เรียนรู้ด้วยการทดลองและความผิดพลาด และไปสู่การมีวุฒิภาวะและฉลาดขึ้นในการใช้สื่อ

หากรัฐบาลและกองทัพทำให้ประชาชนถูกสาป ประเทศก็จะโดดเดี่ยวตัวเองจากโลกภายนอก คงอยู่ในแค็ปซูล และสำหรับประชาชน หากคุณไม่ชอบสื่อบางแห่ง แทนที่จะโจมตีไปที่ตัวบุคคล ยังคงมีหนทางอื่นอยู่เสมอที่คุณจะสร้างสื่อของคุณเองและทำให้มันเป็นแรงบันดาลใจไม่เฉพาะแต่กับคนไทยเท่านั้น แต่สำหรับประชาชนที่ไม่รู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของคุณด้วย

นี่เป็นหนทางที่สร้างสรรค์มากพอ และเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่รากฐานมากกว่าการแข่งกันล่าแม่มด

หมายเหตุ : ผู้เขียนสอนวิชาการวัฒนธรรมสื่อในเยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย โคเอเชีย และเซอร์เบีย (แต่ไม่ได้สอนในมอนเตเนโกร) เธอเลือกใช้นามปากกาสำหรับงานเขียนชิ้นนี้เพราะไม่ต้องการถูกข้อกล่าวหาจากฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างว่าทำงานให้ฝ่ายตรงข้าม หรือทำงานให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาล รวมถึงข้อกล่าวหาว่าเธอทำให้เกิดรอยแปดเปื้อนแก่ภาพลักษณ์ในทางระหว่างประเทศของไทยและขาดไร้ความเคารพในสถาบันระดับสูงของชาติ ซึ่งจะทำให้ไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าประเทศนี้อีกต่อไป เธอใช้นามปากกาในการทำงานในประเทศพม่า เพื่อป้องกันการถูกคุมคามจากรัฐบาลปีศาจ และข้อเท็จจริงคือเธอเศร้าใจอย่างที่สุด เพราะขณะนี้เธอต้องทำเช่นเดียวกันในประเทศไทยเพื่อจะปกป้องตัวเองจากคนไทยทั่วไป

หมายเหตุ: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ หน้า 6, หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 29 มิถุนายน 2553

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณไปวิพากษ์บุคคลที่คนอื่นว่าเป็นคนดี : ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทย

ที่มา ประชาไท


ผมยังคงยืนยันความคิดเดิมว่า ผมศรัทธาใน "ระบบ" ไม่ใช่ "คน" และไม่เคยคิดจะตั้งความหวัง หรือเซ่นสังเวยความศรัทธาให้คนที่ทุกคนว่าดี
เพราะคนเรานั้น ต้องยอมรับว่ามันมีทั้ง "ดี" และ "เลว" ในตัว
(ปัญหาว่าใครมีอะไรมากกว่ากันระหว่าง ดีกับเลว เป็นเรื่องที่ปลีกย่อย)
ณ วันหนึ่ง เราอาจพบว่ามันดีมากที่เป็น "คนนี้" หรือ "คนกลุ่มนี้" เป็นผู้ลงมือกระทำ หรือขับเคลื่อนอะไรบางอย่าง แต่เราต้องไม่ลืมว่า ตราบใดที่เรายังเป็นคนไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่ามันจะดีอย่างนี้ได้ตลอดไปหรือเปล่า และซ้ำร้าย หากคนเหล่านี้ล้ม หาย ตาย จากไป ก็เท่ากับว่าเราต้องเริ่มกลับไป “เสี่ยง” นับหนึ่งอีกรอบสำหรับการควานหา และตั้งความหวังกับ "คน" อีกรอบ
ในทางกลับกัน หากเป็นระบบที่ดี ย่อมเป็นเครื่องมือรับประกันว่าอย่างน้อยที่สุด เราจะไม่ต้องแขวนผลสำเร็จของอะไร บางอย่างไว้กับคนที่ไม่แน่นอน หากคนเหล่านี้ล้มหายตายจากไป คนที่เข้ามาใหม่ ก็มีการรับประกันได้ว่าผลสำเร็จ หรือการทำงานจะยังคงเป็นระบบระเบียบอย่างเดิม

วัฒนธรรมการนับถือคน และพร้อมใจกันสถาปนาว่าคนนั้น เป็น "คนดี" เหมือนกับการหลงลืมชั่วคราวว่านี่คือคน ที่มีทั้งดีและไม่ดี

ที่น่าสนใจ คือ บางครั้งคนดีที่คนอื่นยกย่องเหล่านี้พร้อมจะนำเสนอ และทำการตลาดความดีของตน ไม่ว่าจะด้วยตนเอง หรือบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย
ภายใต้ใบหน้าของอุดมการณ์ หรือความดีงาม เรามักพบว่าความฟอนเฟะอันน่าสมเพช และความตื้นเขินอันหาแก่นสารไม่ได้ ความมีแก่นแท้จริงแล้วเป็นความกลวงและลวงตาอย่างที่สุด

แต่คนก็ยังยกย่องอย่างไม่ลืมหู ลืมตา!!!

ความเดือดร้อนมันจะไปเกิดขึ้น หากคุณไม่ไปแตะต้อง หรือพยายามแตะต้องบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ของความดีนั้น
คำถามอย่างน้อยที่สุดสำหรับบทความนี้ คือ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณไปวิพากษ์บุคคลที่คนอื่นว่าเป็นคนดี ?

แน่นอน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการเผชิญหน้าอย่างบ้าคลั่งกับผู้นิยมคนดีคนนั้นๆ ความรุนแรงย่อมขึ้นอยู่กับระดับของความบ้าคลั่ง ตั้งแต่การด่าทอ การรวมกลุ่มกดดัน หรือการทำร้ายกันทั้งร่ายกายและจิตใจ

ใครไม่ยกย่อง หรือชื่นชม เอ็งผิด เอ็งเลว

โสกราติสนักปราชญ์เรืองนามชาวกรีกได้กล่าวว่า
"ชีวิตที่ปราศจากการตรวจสอบ มิควรค่าที่จะดำรงอยู่ต่อไป"
เช่นเดียวกันกับคนดีของทุกคน หากเราไม่อาจแตะต้องหรือวิพากษ์ได้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าหดหู่
และการปรักปรำคนที่พยายามตั้งคำถามและวิพากษ์คนดีคนนั้นว่า เป็น "คนไม่ดี" "คนผิด" หรือ "คนเลว"
ย่อมเป็นเรื่องตลกร้ายที่น่าเวทนาสุดๆ
แต่มันเกิดขึ้นแล้วในสังคมเรา สังคมที่เรามองว่าเรายอมรับในความเห็นต่างได้
จริงๆ แล้วไม่!!!
หลักฐานชิ้นสำคัญว่าเราไม่พร้อมในการรับฟังซึ่งกันและกัน คือ คนไทยไม่เคยประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรมเป็นหมู่คณะมาก่อน
เราไม่เคยเห็นกีฬาที่เล่นเป็นทีมอย่างฟุตบอลประสบความสำเร็จ เท่าเล่นคนเดียวอย่าง "ชกมวย" "ยกน้ำหนัก"เพราะทักษะในการพร้อมรับการวิจารณ์และวิจารณ์ได้ของเรามีน้อยมาก

ในขณะเดียวกัน เรายังนิยมระบบบริหารคนเดียวอย่าง CEO มากกว่าการบริการเป็นกลุ่มอย่างในยุโรป
แสดงว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาพื้นฐานของสังคมเราจริงๆ

สภาพสังคมแบบนี้ล่ะ ที่ทำให้เรา "สมองฝ่อ" ไม่คิดอะไรใหม่ หรือไม่กล้าจะคิดให้ต่างออกไป

เอาง่ายๆ หลายชื่นชม สตีฟ จ๊อบ และชื่นชอบ iphone และเราก็เลียนแบบตามในสิ่งที่เขา คิดมาแล้ว
เราไม่พยายามจะคิดให้ได้อย่างเขา

ความคิดอันสวยหรูก็เช่นเดียวกัน หลายคนเอาแต่ชื่นชมจนหลงลืมการคิดในมุมต่างๆ และเราก็ลืมที่จะคิดให้ดีขึ้น
บางคนกด "ชื่นชอบ" "Like" ความคิดคนอื่น แต่ชีวิตก็ไม่เคยจะคิดหรือเขียน อะไรให้คนอื่นมากด Like ตนเองบ้างเลย

นี่เป็นความสลดของผลกระทบระดับมหภาคในการที่เราถูกล้อมกรอบไม่ให้กล้าวิพากษ์ "คนดี"

มันทำให้เราไม่กล้าคิดอะไรที่ต่าง ไปจากอื่นๆ เพราะจะถูกพิพากษาทันทีว่าเป็นคนไม่ดี

ตอนนี้ผมเริ่มคิดว่า "คนดี" นี่เหมือนอะไรกัน พอมือเราไม่แตะโดนกลับเหม็นหึ่งติดมืออย่างไม่จางหายไป

ลองคิดดู!!!