WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 1, 2010

'นพดล'แจงมะกัน!ยัน'แม้ว'ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_92910

ที่ปรึกษากฏหหมาย"ทักษิณ"ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารสหรัฐฯอดีตนายกฯและคนเสื้อแดง ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ปัดชักศึกเข้าบ้าน แค่มาสร้างความมั่นใจให้กับชาวต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผ่านระบบวิดีโอลิ้งก์มายังพรรคเพื่อไทยจากกรุงวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างการเดินทางไปพบปะกับกลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารของประเทศสหรัฐฯ เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศไทยว่า การเดินทางมาครั้งนี้เป็นการเดินทางตามคำเชิญเพื่อเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในรอบ 1-2 เดือนที่ผ่านมา เพราะทางสหรัฐฯได้ฟังข้อมูลจากฝ่ายรัฐบาลไทยมาพอสมควรแล้ว อาทิข้อกล่าวหาเรื่อง โดยยืนยันว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ผู้ก่อการร้าย แต่มาเรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรม และประเด็นของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย รวมไปถึงกรณีที่เราเห็นว่าประเทศไทยต้องปรองดองอย่างแท้จริง ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรที่ดีกับประเทศไทย ซึ่งถ้าประเทศไทยเข้มแข็งก็สามารถเกื้อกูลกันได้

นายนพดล กล่าวว่า ตนได้นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองระหว่างกลุ่มต่างๆในประเทศไทย ด้วยการเจรจาแบบ พีช ทอล์ค เพราะแผนการปรองดองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ นั้นไม่ใช่แผนการปรองดองอย่างแท้จริง แต่เป็นแผนการปฏิรูปประเทศในระยะยาว และเป็นห่วงว่าในการนำโร้ดแม็ปไปปฏิบัติ เพราะในขณะที่รัฐบาลต้องการที่จะปฏิรูปสื่อมวลชน แต่ก็ยังมีการปิดสื่อมวลชนต่างๆ รวมไปถึงเว็บไซต์หลายๆแห่ง ซึ่งเข้าใจว่าในวันที่ 1 ก.ค.ทางรัฐสภาสหรัฐฯ จะพิจารณาออกมติหลายๆ ข้อ ซึ่งมีข้อสำคัญ 2 ข้อคือ 1.สนับสนุนการเจรจาแก้ไขปัญหาภายในประเทศไทยด้วยการพูดคุยกันทุกฝ่ายและ 2.สนับสนุนเป้าหมายของโร้ดแม็ปของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ไม่ได้สนับสนุนเนื้อหาของโร้ดแม็ป แม้มติของรัฐสภาสหรัฐฯ อาจจะไม่มีผลผูกมัดกับใครให้ปฏิบัติตาม แต่ก็น่ายินดีที่ทางสหรัฐฯ สนใจปัญหาในประเทศไทย

"เราได้เสนอการเจรจาแบบ พีชทอล์ค ให้ทางสหรัฐฯได้เข้าใจว่าคนเสื้อแดงที่มีจำนวนมากในประเทศไทยนั้น พร้อมและต้องการที่จะปรองดองกับทุกคนในชาติ เพื่อให้ชาติเดินต่อไปได้ โดยฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ก็ห่วงใยสถานการณ์ในไทยและอยากเห็นการปรองดองของคนในชาติ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าถ้าใครกระทำผิด ในตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาก็ต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งผมคิดว่าประเทศไทยสามารถปรองดองกันได้ หากรัฐบาลมีความจริงใจหรืออย่างน้อยก็ควรพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาทางการเมือง หรืออย่างน้อยก็ควรแจ้งข้อกล่าวหาที่ชัดเจนโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่การกักขังไว้โดยไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ"นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการมาเพื่อเชื้อเชิญให้สหรัฐฯ แทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย แต่เป็นการมาชี้แจงเหตุการณ์ในประเทศไทยให้ทุกคนเข้าใจถึงจุดยืน สิ่งที่คนเสื้อแดงได้เรียกร้อง รวมไปถึงจุดยืนและท่าทีของพ.ต.ท.ทักษิณ และสถานการณ์ล่าสุดในประเทศไทย เกี่ยวกับการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการละเมิดสิทธิ์ของประชาชน ซึ่งประชาธิปัตย์ อาจจะกล่าวหาว่าเรามาเพื่อชักศึกเข้าบ้าน แต่ยืนยันได้ว่าเป็นการมาสร้างความมั่นใจให้กับชาวต่างประเทศ ซึ่งก็มีฟีดแบ็คกลับมาชัดเจนว่าหลายคนเข้าใจสถานการณ์ในประเทศไทยมาก และรับทราบเกี่ยวกับตัวละครต่างๆดีพอๆกับคนไทยที่อยู่ในประเทศไทย แม้จะมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนบ้างก็ได้ชี้แจงไป โดยภาพรวมคือทางสหรัฐฯ อยากเห็นความปรองดองของแต่ละฝ่าย โดยควรจะหาทางเจรจากันด้วยการที่ทุกฝ่ายโอนอ่อนผ่อนปรนบางเรื่อง และอย่าถือว่า อีกฝ่ายคือผู้ก่อการร้ายและตั้งป้อมว่า จะไม่มีการเจรจาพูดคุย กับผู้ก่อการร้าย โดยยังไม่มีการพิสูจน์ความผิด และพี่น้องคนไทยไม่ใช่ศัตรูของชาติ แต่เป็นคนที่พร้อมจะคุยและพัฒนาบ้านเมืองร่วมกัน ที่สำคัญคือทุกฝ่ายสามารถเดินหาเสียงได้ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศได้โดยไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ รับทราบการเดินทางมาชี้แจงกับทางสหรัฐฯ หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ แต่คงอยู่แถวๆ ยุโรปตะวันออก ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบการเดินทางมาสหรัฐฯของตนเป็นอย่างดี แต่ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่ขอให้พูดความจริง เพราะกระบวนการนี้เป็นกระบวนการหนึ่งในการสร้างความปรองดองในชาติ ซึ่งยืนยันได้ว่าเราไม่ได้มาด่าทอประเทศ แต่เป็นการมาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่หลายส่วนยังถูกปิดเบือน

"ผมเดินทางมาเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับสำนักงานกฎหมายอัมเตอร์ดัม ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจ้างให้ว่าความคดีก่อการร้ายเลย โดยไม่ได้มีการประสานงานกัน ด้วยความสัตย์จริง และที่มาก็ไม่ได้หวังผลเกี่ยวกับคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคดีๆ ต่างในศาลไทยก็ต้องว่าไปตามกฎหมายไทย เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอให้ใครช่วยเหลืออะไร เพียงแต่หวังว่าศาลจะพิจารณาตามตัวบทกฎหมาย"นายนพดล กล่าว

ปัดปูทางเลือกตั้ง เมล์-ไฟฟรี ตรึงแอลพีจีสมเหตุ

ที่มา ไทยรัฐ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

"มาร์ค"ปัดจัดรถเมล์-รถไฟฟรีไม่ได้ปูทางเลือกตั้ง ยืนยันตรึงราคาก๊าซแอลพีจี เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ไม่ได้เอื้อเอกชน เล็งขึ้นค่าแรงก้าวกระโดดจริง แต่อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาข้อมูล...

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นักวิชาการคัดค้านมาตรการรัฐสวัสดิการรถเมล์ รถไฟ และไฟฟ้าฟรี เพราะจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณว่า เป็นเรื่องที่เรากำลังอยากจะให้มันเป็นระบบ แต่จะเอาไม่เอาอีก 6 เดือน ก็คงจะมีคำตอบ ที่ไปบอกว่าเป็นเรื่องการเมือง ความจริงการที่เราปล่อยให้มันเป็นเรื่องชั่วคราว แล้วก็เป็นเรื่องของ ครม. ที่จะมาตัดสินใจ 2 เดือนที 3 เดือนที 6 เดือนที อาจจะถูกมองว่าเป็นการเมืองมากกว่า ในขณะที่เราเชื่อว่า บริการเหล่านี้เป็นบริการสำหรับคนที่มีรายได้น้อย คนด้อยโอกาส ก็เป็นเรื่องของรัฐสาหกิจให้เขาทำเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ว่ารัฐบาลก็ให้เงินอุดหนุน เป็นบริการทางสังคม ซึ่งเป็นระบบที่มีความโปร่งใสชัดเจนดี ส่วนจะให้หรือไม่ให้เดือนธันวาคมก็จะมาพิจารณาอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองถึงความเหลื่อมล้ำที่ช่วยแต่คนในเมือง ไม่ได้ช่วยคนชนบท นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันมีหลายมาตรการ อาทิ รถไฟ ค่าไฟ ซึ่งขึ้นอยู่กับเราว่าจะต่ออายุ หรือทำให้เป็นระบบหรือไม่ แต่หลายมาตรการ เราก็สนับสนุนช่วยเหลือคนทั้งประเทศอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เช่น เรื่องก๊าซหุงต้ม เมื่อถามว่า แต่นักวิชาการและรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท้วงว่า เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และไม่ควรทำยาวนานเกินไป เพราะจะเป็นผลเสียมากกว่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่ามีหลายเรื่องที่เราจะอิงกลไกตลาดอย่างเดียวไม่ได้ ในบางบริการที่ตนเห็นรถเมล์กับรถไฟมีเหตุผล เพราะว่าไม่ใชjเรื่องของการบริการทั่วไป แต่เป็นกรณีของรถไม่ปรับอากาศ เป็นรถไฟชั้นสาม ซึ่งค่อนข้างช่วยคนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะคนที่มีรายได้สูงมีอันจะกิน ไม่ได้ใช้บริการเหล่านี้ ถ้าถามว่าจะใช้แต่กลไกตลาด ก็ไม่ต้องมีภาษี ไม่ต้องมีงบประมาณเลย ไม่ใช่เรามีการเก็บภาษี มีการจัดบริการสาธารณะ ตนกลับมองว่า 2 มาตรการรถเมล์-รถไฟ พูดมาตั้งแต่สมัยที่เริ่มต้นก่อนรัฐบาลว่า แม้กระทั่งตอนวิกฤติเศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังเห็นด้วยกับเราเลยว่า กรณีรถไม่ปรับอากาศ กรณีรถไฟชั้นสาม รัฐควรจะอุดหนุนให้ เพราะว่าเป็นการช่วยเหลือคนยากจนที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

เมื่อถามว่า รัฐบาลอยู่ในภาวะที่การเงินเข้มแข็งพอที่จะไปทำในลักษณะรัฐสวัสดิการหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าถ้าเราดูสถานการณ์คลัง โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านวิกฤติ มาแล้วเทียบกับสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วโลก น่าจะมองเห็นว่า 1. เอาเข้าจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องกู้เงินครึ่งหนึ่งของที่เราบอกว่าจำเป็นจะต้องกู้เพิ่มเติมจากปกติ 2. งบประมาณปีที่แล้ว ที่บอกว่าขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท แต่เอาเข้าจริงเราเก็บรายได้เกินเป้าเกือบ 3 แสนล้าน ก็เท่ากับว่าแทบไม่ขาดดุลเลย ซึ่งนี่คือในภาวะที่เศรษฐกิจค่อนข้างจะตกต่ำ และเพิ่งฟื้นตัวขึ้นมา ดังนั้นเวลารัฐบาลพิจารณา ก็ดูตามความเป็นจริงของฐานะการเงินการคลังอยู่แล้ว บางเรื่องเราจึงระมัดระวัง อย่างเช่น เรื่องเบี้ยยังชีพ เราทราบเลยว่า ฐานคนจนเยอะมาก เพราะถ้าขยับเงิน 500 บาท เพียงนิดเดียวจะเป็นภาระงบประมาณอย่างมาก จึงเริ่มต้นทำเรื่องกองทุนเงินออมแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม เพราะรัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลที่คิดถึงแต่ว่าช่วยเหลือประชาชน แล้วไม่สนใจโครงสร้างระยะกลางหรือระยะยาวอยู่แล้ว ทุกเรื่องเราจะทำอะไร เราจะมีการคำนวณออกมา ว่าภาระเป็นอย่างไร กระทบกับโครสร้างหรือไม่ ยั่งยืนได้หรือไม่

เมื่อถามว่า ที่มาผลักดันช่วงนี้จะถูกกล่าวหาว่าหาเสียง เพราะใกล้จะถอยหลังอายุรัฐบาล เพื่อหาเสียงเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใครจะคิดจะพูดยังไงก็ได้ ตนก็บอกว่าสมมติว่าเดือน ธ.ค.นี้ ตนใช้วิธีบอกว่าต่ออายุอีก 3-4 เดือน ก็จะถูกวิจารณ์ได้อีกว่า ก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ แล้วสุดท้ายต้องไปหาเสียงแข่งกันว่า ใครจะเลิกใครจะไม่เลิก แต่สมมติถ้าเราทำเข้าระบบแล้ว จะได้ไม่เป็นประเด็นหาเสียง เพราะเป็นเรื่องของรัฐวิสาหกิจ บริการสังคมที่รัฐแยกบัญชีออกมา ก็เป็นการเอาออกมาจากการเมือง เพราะฉะนั้นจะวิจารณ์ น่าจะดูให้ครบถ้วน ในทุกแง่มุม เพราะสภาพความเป็นจริง ถ้าปล่อยให้ไปหาเสียง จะดูว่ามีกี่พรรคการเมือง ที่บอกว่าจะเลิกมาตรการ สุดท้ายจะบอกว่าต่อไปก่อน ก็เป็นเรื่องการเมืองเปล่าๆ ในความเป็นจริงคือว่า ขณะนี้ฝ่ายการเมืองเกือบทุกฝ่าย เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าช่วยเหลือ ก็เอาเข้าเป็นระบบ เป็นความโปร่งใสในเรื่องของบัญชีของรัฐวิสาหกิจไปเลย ซึ่งทำอย่างนี้เป็นปัญหากับการบริหารรัฐวิสาหกิจด้วยซ้ำ เพราะต้องคอยมาใช้เงินให้ทีหลัง

เมื่อถามถึง การตรึงราคาก๊าซแอลพีจี เป็นการแก้ปัญหาถูกจุดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าถูกจุด เพราะตนอยู่ในกลุ่มคนที่มีความคิดว่าก๊าซหุงต้ม เป็นทรัพยากรธรรมชาติของคนทั้งชาติ เราควรจะกำหนดราคาสำหรับคนที่ใช้ตามความจำเป็น คือภาคครัวเรือน ในราคาที่ เหมาะสมไม่จำเป็นต้องไปอิงกับตลาดโลก สมมติถ้าคนที่ค้าขายเรื่องนี้เป็นของรัฐหมด นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะจะอ้างได้ว่าไปค้าขายตลาดโลก แล้วเอาเงินมาคืนให้กับประชาชนได้ แต่ปัจจุบันทำไม่ได้ เพราะว่าเราไปค้าขายในตลาดโลก แล้วเงินเข้าก็เป็นของเอกชน ไปครึ่งหนึ่ง ในกรณีของบริษัท ปตท. เพราะดังนั้นวิธีนี้ คือวิธีที่เรายืนยันสิทธิของประชาชนคนไทย ที่จะใช้ทรัพยากรของประเทศ ในราคาที่เหมาะสม และถ้าหากว่าเราทำสำเร็จ ในเรื่องของการแยกตลาด ว่าแก๊สที่ออกมาจากโรงแยกก๊าซ ที่เป็นทรัพยากรของเรา เข้าสู่ภาคครัวเรือน ส่วนที่เหลือเข้าไปกลไกตลาดโลก ตนเห็นว่าเป็นรูปแบบที่เหมาะสมมาก

ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แบบก้าวกระโดดที่เคยพูดเอาไว้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นประเด็นที่จะต้องไปศึกษา เพราะว่าขณะนี้เริ่มมีความคิดที่แตกต่างกันมากขึ้น สมัยหนึ่งคนมองเรื่องค่าแรงว่า จะขึ้นแล้วจะเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน แต่ตอนนี้เริ่มมีภาควิชาการและภาคธุรกิจบางส่วน มองเห็นว่าการที่ค่าแรงถูกกดให้ต่ำ เป็นตัวที่กดศักยภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ และค่าแรงที่ต่ำเกินไป ไม่เอื้อที่จะส่งเสริมให้แรงงานมีประสิทธิภาพ และมีผลิตภาพ ทั้งนี้หลายประเทศ มีประสบการณ์ในเรื่องนี้เหมือนกัน ที่เคยกลัวว่าขึ้นค่าแรง แล้วจะเป็นปัญหา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นปัญหา

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจเพราะแม้กระทั่งในประเทศจีน ก็ยังมีแนวคิดว่า อาจจะต้องเพิ่มค่าแรง เพื่อทำเศรษฐกิจในประเทศเข้มแข็งมากขึ้น เรื่องนี้ไม่ใช่พูดเล่น คือเรากำลังศึกษาอยู่และจริงๆ เป็นเรื่องที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็เคยเสนอต่อที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจมาแล้วด้วยว่า ปัญหาในระบบของประเทศไทยค่าแรงต่ำ เกินหรือไม่ สัดส่วนรายได้ของประชาชน ที่เป็นค่าตอบแทนแรงงาน ขณะนี้ถือว่าต่ำครับ ซึ่งเป็นสาเหตุของการไม่กระจาย และความเหลื่อมล้ำ เมื่อถามถึงกรณีลดภาษีให้เอกชน แลกกับการขึ้นค่าแรง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อันนี้เป็นรายละเอียด เพราะกำลังศึกษาอยู่ว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ภาษีก็มีการพูดถึงหลายตัว.

ไข่น่ากลัวกว่าระเบิด

ที่มา ไทยรัฐ

อภิสิทธิ์

หน้าแตกไปตามระเบียบ

กับคิว "หมอมาร์คฟันธง" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สวมบทเกจิลูกหนังแย่งซีนหมอดู แทงเต็งล่วงหน้า 4 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 จะประกอบไปด้วยบราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย โปรตุเกส

แต่ล่าสุดโปรตุเกสมีอันพ่ายแพ้สเปนตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย

ผิดโผ "หมอมาร์คฟันธง" ธงขาดไปแล้ว

บอลลูกกลมๆเอาแน่เอานอนไม่ได้ "อภิสิทธิ์" อ่านเกมแบบเผินๆก็เสียฟอร์มไป

โยงย้อนกลับมาถึงการเมืองแบบไทยๆ จับสัญญาณที่มีการส่งซิกให้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เดินสายแบไต๋กับต่างประเทศ จะมีการเลือกตั้งใหม่กลางปีหน้า

ลูกเขี้ยวยี่ห้อประชาธิปัตย์กะวางเกมลากยาว

สอดรับกับวงวิเคราะห์ที่ตึกสิริภิญโญ กองบัญชาการใหญ่ค่ายภูมิใจไทย โดยเหลี่ยมของเซียนบอลอย่าง "เนวิน ชิดชอบ" ก็วางหมากให้พระเอกขวัญใจพ่อยกแม่ยกอย่าง "อภิสิทธิ์" ลากเลื้อยรัฐบาลไปถึงเดือนสิงหาคมปีหน้า

เหยียบตาปลาถูลู่ถูกังกันไป

ภายใต้เงื่อนไขที่อ่านเกมกันว่า ทุกป้อมค่ายการเมือง โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ยังไม่พร้อมลงสนามเลือกตั้ง จำเป็นต้องพึ่งเม็ดเงินงบประมาณประจำปีด้วยกันทั้งนั้น

ประสาคอบอล "อภิสิทธิ์-เนวิน" ตั้งท่าลากเลื้อยเกมอำนาจเมืองไทย

แต่ปัญหาก็อย่างว่า บอลลูกกลมๆ กับการเมืองแบบไทยๆมันเหมือนกันตรงที่ว่า

ไม่มีอะไรชัวร์แน่นอน เกมพลิกได้ตลอดเวลา

ยิ่งในสถานการณ์ที่รัฐบาลก็ไม่ได้คุมเกมเล่นได้ทั้งหมด

ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ "บึมรายวัน" ที่ต่อฉากโยงกันพอดีกับข่าวกรองศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มีการ "ปล่อยของ" แฉท่อน้ำเลี้ยงอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ยังตุนอภิมหาขุมทรัพย์ไว้มหาศาลกว่า 400,000 ล้านบาท

หว่านโปรยมาจุดไฟป่วนเมืองยังไงก็ไม่หมด

และนั่นยังไม่ได้พูดถึงศักยภาพการเดินเกมในเวทีนานาชาติ กับคิวล่าสุดที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของอดีตนายกฯทักษิณ ได้โฟนอินสายตรงจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา มาที่พรรคเพื่อไทย แจ้งข่าวเองว่า เดินทางไปพบปะกับคนไทยในสหรัฐอเมริกา และนักวิชาการหลายๆคน

รวมไปถึงเจ้าหน้าที่นิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกา

เพื่อชี้แจงเรื่องราวการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าผู้ที่มาชุมนุมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย รวมไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณด้วย แต่เป็นเพียงผู้ที่รักความยุติธรรมเท่านั้น

โดยในวันที่ 1 กรกฎาคม รัฐสภาของสหรัฐอเมริกาจะพิจารณาว่า จะแสดงท่าทีสนับสนุนให้มีการเจรจาปรองดองในประเทศไทย และน่าจะสนับสนุนเป้าหมายแผนโรดแม็ปของนายอภิสิทธิ์

แต่ไม่ได้สนับสนุนเนื้อหาในแผนโรดแม็ปนั้น

เพราะรู้สึกห่วงใย อย่างน้อยรัฐบาลไทยควรที่จะพิจารณาปล่อยตัวผู้ที่ถูกกล่าวหาทางการเมือง ไม่ใช่กักขังไว้โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ

ในจังหวะเคลื่อนไหวของนายนพดลที่สอดรับกับอีกด้านหนึ่ง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความส่วนตัวและล็อบบี้ยิสต์ระดับโลกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เดินสายล็อบบี้เวทีนานาชาติ บลัฟกดดันรัฐบาลไทยไร้ความชอบธรรม

ตราบใดที่ยังไม่มีการจัดเลือกตั้งใหม่

พร้อมๆกับการเดินหน้าลากคดีสั่งสลายม็อบเสื้อแดงที่มีตัวเลขคนตายเกือบร้อย ล็อกนายกฯอภิสิทธิ์ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

"ทักษิณ" เปิดแนวรุกเต็มพิกัด เพราะเวทีนานาชาติยากต่อการสั่งกระชับพื้นที่

แต่กระนั้นก็ดี ตราบใดที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ยังถือกระบอง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กระชับพื้นที่สื่อ กระชับวงล้อมคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย บล็อกความชอบธรรมของฝ่ายต่อต้านไว้กับสถานะของผู้ก่อการร้าย

ก็ยังกดหัวเครือข่ายนายใหญ่ในเมืองไทย ไม่ให้ลุกขึ้นสู้ ได้ง่ายๆ

เว้นแต่คิวที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินช่วยไม่ได้ กับข่าวร้อนๆหน้าเศรษฐกิจ "ไข่มาร์ค" ราคาพุ่งกระฉูดถึงฟองละ 6 บาท ทำสถิติไข่นายกฯ แพงสุดในประวัติศาสตร์ไทย

โดยอารมณ์ "ระเบิดยังไม่น่ากลัวเท่าไข่"

ในเมื่อจุดตายยี่ห้อประชาธิปัตย์มันอยู่ที่กึ๋นแก้เศรษฐกิจ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ที่เห็นและเป็นไป

ที่มา ไทยรัฐ


ใกล้จะเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. พิสูจน์ศักดิ์ศรีระหว่างสองขั้วอำนาจระหว่างตัวแทนระบบการเมืองการปกครอง ระหว่างสองมาตรฐาน มีอะไรตูมตามให้ตื่นเต้นอยู่เรื่อย วันก่อนก็ระเบิดข้างพรรคภูมิใจไทยวันวานก็ยิงระเบิดอาร์พีจีเข้าใส่ถังน้ำมันในที่มั่นของทหาร ตรงตามที่รัฐบาลวิเคราะห์เอาไว้ล่วงหน้าไม่มีผิด

ไม่รู้ว่าโชคดีหรือมีนอกมีใน ระเบิดพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีคนอยู่ ยิงถล่มถังน้ำมันขนาดใหญ่ก็ไม่มีน้ำมันบรรจุอยู่ แล้วก็ไม่รู้ว่า อาวุธสงครามร้ายแรง ขนาดนี้ถึงได้มีคนเอามายิงเล่นกันสนุกสนาน ศอฉ. หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็มีอยู่ทนโท่

จะมีผลต่อภาพลักษณ์ขั้วอำนาจที่ตรงกันข้ามรัฐบาลหรือไม่อย่างไรคงไม่ต้องอธิบายให้เมื่อยตุ้ม หรือจะหาตัวคนร้ายมาลงโทษได้แค่ไหนจะเป็นปาหี่จัดฉากอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง

แต่สามารถที่จะอ้างความชอบธรรมในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แน่ๆ

ที่น่าสงสัยก็คือความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเวลานี้จะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมืองหรือไม่ พูดภาษาชาวบ้านก็คือมีการวิจารณ์แล้วว่า บ้านเรา อาจจะไม่มีการเลือกตั้งชั่วคราว ไปจนกว่าวิกฤติการเมืองจะสะเด็ดน้ำ นั่นหมายถึงจะต้องปราบปรามขั้วอำนาจทางการเมืองที่อยู่ตรงกันข้ามรัฐบาลให้เรียบร้อยซะก่อน จะกี่เดือนกี่ปียังไม่มีกำหนด

พับระบอบประชาธิปไตยใส่ลิ้นชักเอาไว้

การเมืองไทยไม่มีอะไรเป็นบรรทัดฐาน ไม่ใช่โทษขั้วรัฐบาลอย่างเดียวก็ต้องโทษขั้วฝ่ายค้านด้วย พรรคเพื่อไทยมี ส.ส.ถึง 189 ที่นั่ง รองลงมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์มี 171 ที่นั่ง จากจำนวน ส.ส.ทั้งหมดขณะนี้ 474 คน ที่หายไป 6 คน ไม่ครบ 480 คนตามรัฐธรรมนูญ เสียชีวิตไป 1 คน อีก 5 คนเป็น ส.ส.สัดส่วนที่เกิดจากปรากฏการณ์ยุบพรรค จนบัดนี้ยังตัดสินไม่ได้ว่าจะทดแทนเข้ามาด้วยวิธีใด

เป็นความอัปยศจากการปล้นประชาธิปไตยที่ทำให้ทุกอย่างถึงทางตัน

พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด มี ส.ส.มากที่สุด แต่อ่อนแอที่สุด ถามว่าเพื่อไทยมีศักยภาพสู้ภูมิใจไทยหรือชาติไทยพัฒนาได้หรือไม่ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แถมแกนนำคนสำคัญในพรรคก็ต่างคนต่างเอาตัวรอด พอเรือโคลงหน่อยกระโดดเข้าที่ซ่อนกันจ้าละหวั่นอาศัยบารมีเสื้อแดงด้วยซ้ำไป

ไม่มีความเป็นภาวะผู้นำ เพื่อไทยจะทุลักทุเลอย่างไรก็ตามใจเถอะ จะเป็นพรรคขี้แพ้ก็ไม่มีใครสนใจ แต่ผลพวงที่กระทบกับระบบการเมืองการปกครองสำคัญกว่า เป็นอันว่าต่อไปนี้เสียงข้างมากที่ประชาชนเลือกเข้ามาไม่ได้หมายความว่าจะมีน้ำยาเสมอไป ถ้าพรรคเพื่อไทยถึงแม้จะเป็นพรรคฝ่ายค้านแต่ไม่มีเอกภาพ และคนในพรรคยังไม่มีจิตวิญญาณทางการเมือง ก็สมควรจะยุบพรรคตัวเองไปซุกปีกพรรคอื่นอยู่ดีกว่า

แทงกั๊กอยู่ได้.

"หมัดเหล็ก"

การ์ตูน เซีย 01/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 01/07/53

สงครามสาดโคลนประชาชนต้องฟังดีๆ

ที่มา โลกวันนี้


สำนัก(ข่าว)พระพยอม
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2830 ประจำวัน พุธ ที่ 30 มิถุนายน 2010
โดย พระพยอม กัลยาโณ

การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 6 กำลังเป็นที่จับจ้องว่าเป็นสนามหนึ่งที่มีการสาดโคลนเข้าใส่กันมากที่สุด ฉะนั้นคนฟังจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ถี่ถ้วน ไม่ว่าจะฟังฝ่ายไหนมาก็ตาม

และแล้วเทศกาลสาดโคลนก็มาถึง ซึ่งจะใช้สนามเลือกตั้ง กทม. เขต 6 เป็นเวทีระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ 2 พรรคใหญ่นี้ยากที่จะยอมให้แก่กัน ถึงแม้ผู้สมัครจากฝ่ายหลังบอกว่าจะไม่กล่าวโจมตีใคร จะหาเสียงโดยเสนอเพียงนโยบาย แต่เชื่อเถอะว่าบรรดาลิ่วล้อหรือคนในพรรคคงไม่เป็นเช่นนั้นแน่ ต้องมีออกมาอัด ออกมาสวน เพราะอย่างไรการปราศรัยย่อมหนีไม่พ้นการพาดพิง ถ้าการเมืองไทยมีแต่การหาเสียงเชิงนโยบายอย่างเดียวจริง ไม่โจมตีใคร ไม่ใส่ร้ายป้ายสีใคร ไม่มีการสาดโคลนใส่ใคร ป่านนี้ประเทศไทยก้าวหน้ากว่านี้เยอะแล้ว ไม่ต้องมีปัญหาอย่างที่เคย

เราก็ได้รู้ได้เห็นกันอยู่ว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะที่ผ่านก็มีแต่การสาดโคลนเข้าใส่กันในยามใดที่มีการเลือกผู้แทน สำหรับเวทีนี้ประชาชนเขาวิจารณ์กันว่าฝ่ายค้านคงเอาเรื่องรัฐบาลมือปื้นเลือดมาเป็นประเด็นสาดใส่กันแน่ๆ ส่วนรัฐบาลก็คงจะหยิบเรื่องผู้ก่อการร้าย คนเผาบ้านเผาเมืองมาพูดปราศรัยเช่นกัน ถ้าเป็นอย่างนี้ประชาชน ประเทศชาติก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร

ถ้าการเมืองมีแต่เรื่องการกลั่นแกล้งประเทศก็จะไม่ไปไหน และก็ดูจะหนักกว่าเก่า จะพากันลงเหวลงนรกกันมากกว่าเก่า กลายเป็นว่าการเลือกตั้งเป็นการเลือกนรกกันไปเลย ไม่ใช่เลือกคนแต่เป็นการเลือกนรกให้กับชาติบ้านเมือง แต่ถ้าผู้สมัครแต่ละพรรคมีการพูดกันแต่นโยบายและอาศัยความประนีประนอมรอมชอมกัน ทุกคนช่วยกันเสนอแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองกลับมามีความสงบ เพื่อประชาชนจะได้มาร่วมมือกันเดินหน้าสร้างสรรค์ประเทศไทย ไม่ล้าหลัง ไม่ตกหล่มของความขัดแย้ง ไม่เป็นแผ่นเสียงตกร่องเหมือนอย่างที่แล้วๆมา บ้านเมืองเราก็จะกลับมามีความสุข

มีคนกล่าวว่าหากเรายังคิดจะสู้กันเหมือนเดิมก็คงมีแต่จะตายกันแบบเดิม เมื่อก่อนเราเคยสู้กันในป่าในสมัยที่ยังมีคอมมิวนิสต์ ก็จะมีคนตายในป่าเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ล่าสุดมาสู้กันในเมืองก็ถูกยกตำแหน่งให้เป็นผู้ก่อการร้าย อันนี้ก็มาตายกันในเมืองกันเกือบร้อย เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหันมาสู้กันแบบใหม่ ที่เห็นแย่ที่สุดคือสู้แบบอารยะขัดขืน ยังดีที่สู้แบบนี้ไม่มีใครเป็นอะไร แต่อาจเสียอยู่บ้างตรงที่อารยะขัดขืนบางครั้งก็พาประชาธิปไตยไปอยู่ใต้เครื่องมือของกองทัพ อย่าเพิ่งถามว่าใครฆ่าประชาชน เชื่อเถอะว่าไม่มีใครกล้ายอมรับหรอก

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหันกลับมานำพาประเทศหนีให้พ้นจากวิกฤตนี้กันเสียที อย่าสร้างวิกฤตให้แก่ประเทศเพิ่มขึ้นเลย เพราะจะเป็นบาปเป็นกรรมกับทุกฝ่ายที่ทำให้บ้านเมืองบอบซ้ำ จะเป็นแบบที่ฝรั่งวิจารณ์หรือไม่ว่าประเทศไทยเสียโอกาส เพราะมีระบบการเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาต่อความเจริญก้าวหน้า

ทำอย่าไรพวกนักการเมืองถึงจะได้รู้สึกตัว โดยไม่หลงมัวเมาทำตัวเป็นอุปสรรค ทำตัวเป็นต้นเหตุขัดขวางความเจริญของบ้านเมือง เพราะจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย และยังจะไม่ได้เป็นการแสดงความฉลาดของคนที่เป็นนักการเมือง

สำหรับประชาชนก็เช่นเดียวกัน เห็นกันบ้างหรือไม่ว่านักการเมืองแต่ละคนพูดจากันอย่างไร พูดจากลับกลอกไปวันๆอย่างไรบ้าง ด่ากันไปด่ากันมา ฟ้องกันมาฟ้องกันไปคนละสองสามที อย่างล่าสุดได้ยินคนระดับแกนนำพันธมิตรฯเม้งใส่กันเรื่องเงินบริจาค แต่ตอนนี้ท่าจะยอมความกันแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นประชาชนก็ได้ฟังอยู่ แต่ยังไม่รู้ว่าใครพูดจริง อาจจะเป็นการฮั้วกันหรือเปล่า เขายอมปรองดองด้วยหรือเปล่า เขายอมประนีประนอมคดี คงไม่ใช่ว่าเขาปรองดองเพราะความรู้ถึงดีต่อกัน หรือเขาปรองดองด้วยความรู้สึกผิด เพราะกลัวติดคุกติดตะรางทั้งคู่ จึงไม่เกิดประโยชน์อะไรถ้าเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราในฐานะประชาชนทั่วไป ถ้าได้ฟังอะไรมาอย่าเพิ่งคล้อยตามหรืออารมณ์ขึ้น หากได้ฟังการปราศรัยโจมตีด่ากันด่าไปด่ากันมา

ทั้งหมดน่าจะพอกันได้แล้ว มีเวทีหนึ่งเขาจะนำคนถูกเผากับคนจัดม็อบมาเจอกัน ตรงนี้น่าจะมีหลายทีม คือเอาพวกเสียหายมานั่งคุยกับพวกจัดม็อบ ม็อบสนามบินมาด้วย มาฟังความทุกข์ร้อนเสียหายของคนที่สูญเสียจะได้ฉุกคิดว่าไม่ใช่เรื่องสนุก อาจจะคิดกันได้ว่าไม่น่าทำเลย จนต้องมาวิปฏิสารกันต่อไป

เพราะฉะนั้นการเมืองคราวนี้อย่าให้ต้องมีวิปฏิสารในภายหลัง คือต้องมานั่งเสียใจต่อการกระทำในช่วงที่มีการสาดโคลนใส่กันไม่เกิดประโยชน์

สู้มาช่วยกันสร้างคนโดยไม่เป็นตัวต้นเหตุของความวุ่นวาย แต่เข้ามาเป็นต้นเหตุแห่งความประสานรอยร้าว ให้สมัครสมานสามัคคีปรองดองกันเหมือนเดิมดีกว่า

เจริญพร

ตีแสกหน้า!

ที่มา โลกวันนี้


ฉุก(ละหุก)คิด
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2830 ประจำวัน พุธ ที่ 30 มิถุนายน 2010
โดย นายหัวดี

ยังไม่มีคำตอบที่เป็น “ใบเสร็จ” ว่าเพราะ “บังเอิญ” หรือ “จงใจ” ที่การต่อ พ.ร.ก.ฉกฉวย มักจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่คาดไม่ถึง

ไม่ว่าจะเป็น “บึ้ม” ใกล้ “ก๊วนห้อยยี้” หรือโคตะระพิสดารยิง “อาร์พีจี” ใส่ถังน้ำมันที่ไม่มี “น้ำมัน” ในรั้วสีเขียวที่นนทบุรี

แม้ “หล่อหลักลอย” จะตีหน้าหล่อไม่รู้ไม่เห็น แต่ “ศูนย์อับเฉา” และบรรดาลิ่วล้อก็ตะโกนดังลั่นว่าอย่างนี้ต้องเพิ่มดีกรี “พ.ร.ก.ฉกฉวย” เพราะพวกก่อการร้ายยังเพ่นพ่าน แถมพวก “ดีแต่ไอ” ยังขุดผีตั้ง 9 ทีม ลุยเชือด “กระบวนการล้มเจ้า” อีก

ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการตัด “ท่อน้ำเลี้ยง” หรือ “ท่อน้ำดี” หรือไม่ เพราะจิตใจ “สัตว์การเมือง” นั้นสุดยากจะหยั่งถึงจริงๆ

โดยเฉพาะยุคสยามไม่ยิ้มที่ไม่ได้มีแค่ “ยักษ์สีเขียวถือกระบอง” แต่ยังมี “สัตว์การเมือง” ถือ “ดาบอำมหิต” ที่ฆ่า “ไพร่” ไม่บาปอีกด้วย

ใครที่ขวาง “กูและพวกกู” จึงต้องถูกจับเข้าคุก เหมือน “บ.ก.ลายจุด” ที่ต้องระบายความรู้สึกผ่านคุก เพียงเพราะแสดงความเป็น “คน” ไม่ใช่ “ควาย” ว่า

“ความคิด ความเชื่อ การแสดงออกโดยสันติไม่ผิด เพียงเราเกิดผิดยุค ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนยุคสมัยของเราให้มีความเป็นธรรม”

จะสู้กับ “โจร” ก็ต้องรู้ทัน “โจร” โดยเฉพาะ “โจรสวมสูท” และ “โจรสวมเครื่องแบบ” ที่พร้อมจะฆ่า “ไพร่” ได้อย่างอำมหิตและเลือดเย็น แต่กลับตะแบงว่าเป็น “คนดี”

ตรงข้ามกับ “ไพร่ไม่มีเส้น” พูดเสียงดังฟังชัดว่าจะเลิกหรือไม่เลิก พ.ร.ก.ฉกฉวยก็จะเคลื่อนไหวต่อไป เพราะไม่พอใจที่ถูกเหยียดหยามและยัดเยียดข้อหา “ล้มสถาบัน” ทั้งที่ไม่เคยมีการพาดพิงถึงสถาบันเลย

ข้อกล่าวหา “ผู้ก่อการร้าย” และ “ล้มสถาบัน” จึงเป็นการตอกย้ำ “2 มาตรฐาน” ที่ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะ “ไพร่ไม่มีเส้น” กับ “เด็กเส้น”

แต่ไม่เคยมี “สัจจะในหมู่โจร” เช่นเดียวกับสัจธรรม “สัตว์การเมือง” ที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร” ยกเว้น “ผลประโยชน์”

สงครามการเมืองครั้งใหม่จึงไม่ได้เป็นแค่ “นมข้น” แต่ครั้งนี้เลือดจะนองแผ่นดินอีกครั้ง เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับการต่อรองอำนาจและผลประโยชน์

“หล่อหลักลอย”รู้อนาคตตัวเองดีว่าถ้าไม่ “อาบเลือด” ก็ “ติดคุก” เพราะนอกจาก “มือเปื้อนเลือด” แล้วยังถูก “ตาอยู่” ถือโอกาส “ตีแสกหน้า” ยื่นเงื่อนไขที่ไม่อาจปฏิเสธ!

ทั้ง “ก๊วนสะตอ” และ “หล่อหลักลอย” จะต้องจบเห่ไปพร้อมๆกัน!

สูตรอำนาจใหม่คมช.+คตส.=ศอฉ.

ที่มา โลกวันนี้


เป็นประชารัฐ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2830 ประจำวัน พุธ ที่ 30 มิถุนายน 2010
โดย ลอย ลมบน

แม้เสียงของประชาชน (อีกฟากหนึ่ง) เสียงของนักวิชาการที่เป็นกลาง เสียงขององค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายพิเศษอย่าง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จะดังขึ้นเรื่อยๆไม่ต่างจากเสียงของวูวูเซลาในสังเวียนฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้

แต่ดูเหมือนว่าคณะรัฐมนตรีจะทำตัวไม่ต่างจากบอร์ดฟีฟา และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็มีหลักคิดที่ไม่ต่างจากนายเซบป์ แบลตเตอร์ ประธานฟีฟา

คือไม่สนใจ จะดังก็ดังไป เพราะถือเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ประมาณว่า “กู” คือความถูกต้อง ใครจะคัดค้าน ใครจะเดือดร้อนอย่างไรช่างหัวมัน

เมื่อมีหลักคิดอย่างนี้แล้วจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์จะเดินหน้าทำทุกอย่างที่ตัวเองเห็นว่าเป็นความถูกต้องโดยไม่ฟังข้อทักท้วง

มีคนเปรียบเทียบว่าสถานการณ์ของบ้านเมืองวันนี้ไม่ได้มีอะไรต่างไปจากบ้านเมืองในยุคที่คณะปฏิวัติยึดครองอำนาจ จนหลายคนพากันเรียกว่าเป็นการปฏิวัติซ่อนรูป

เหตุผลที่เขายกขึ้นมาเปรียบเทียบก็น่าสนใจไม่น้อย และในมุมของผู้เขียนก็เห็นว่าฟังขึ้น

เขาเปรียบว่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นดั่งคณะปฏิวัติ เพราะมีอำนาจล้นโอ่งตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แตกต่างกันนิดเดียวก็ตรงที่คณะปฏิวัติต้องเสี่ยงกระทำการยึดอำนาจให้ได้เสียก่อน เมื่อได้อำนาจมาแล้วจึงค่อยออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเอง แต่ ศอฉ. นิรโทษกรรมให้กับตัวเองล่วงหน้าไว้แล้วด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำอะไรก็ไม่ผิด

วันนี้ ศอฉ. ใช้อำนาจเกินเลยไปมากจนยากที่จะเชื่อว่าบ้านเมืองอยู่ในยุคประชาธิปไตย มีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง (ในสภา) เพราะมีผู้คนมากมายที่เห็นต่างทางการเมืองถูกจับไปกักขังอยู่ในคุกเพียงเพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปทำให้เขามีความผิดร้ายแรง

ศอฉ. ใช้ดีเอสไอ ปปง. สรรพากร ตำรวจ ไล่ตรวจสอบธุรกรรมการเงิน ตั้งข้อกล่าวหามากมายเพื่อเอาผิดฝ่ายตรงข้าม ทั้งล้มเจ้า ก่อการร้าย ไม่ต่างจาก คมช. ที่ใช้ คตส. เป็นเครื่องมือไล่ล่า

มีการส่งกำลังทหารลงพื้นที่เป้าหมายเพื่อทำการเฝ้าระวังเสริมสร้างความมั่นคงเหมือนกับที่ คมช. เคยทำ มีการควบคุมสื่อภายใต้วาทกรรมขอความร่วมมืองดการเสนอภาพที่มีความรุนแรงจากการสลายการชุมนุม และให้หันมารายงานข่าวรณรงค์ให้คนไทยมีความปรองดองกันตามนโยบายของรัฐบาล

แต่น่าเสียดายที่คนไทยโดยส่วนมากไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องพวกนี้ เพราะคิดว่าธุระไม่ใช่ ตัวเองไม่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจรัฐ

จึงไม่แปลกที่คนไทยโดยส่วนมากจะไม่รู้สึกรู้สาและไม่เคยคิดต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะเขาไม่รู้สึกว่าบ้านเมืองที่อยู่ในยุคอำนาจเผด็จการรัฐประหารส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเขาอย่างไร

ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนไทยโดยส่วนมากไม่เคยสนใจอะไรไปมากกว่าเรื่องของตัวเอง

ปฏิรูปตำรวจ!

ที่มา บางกอกทูเดย์


ปฏิรูปตำรวจ!!
ในที่สุด “มาร์คตาใส” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้กระบี่มือหนึ่งของขบวนการปฏิรูปตำรวจ
ไม่ได้ใหม่ซิงมาจากไหน ขาเก่าเจ้าประจำ “โก้บางกอก” พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ที่ตำรวจได้ยินชื่อแล้วก็ได้แต่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

การปฏิรูปการปรับปรุงแก้ไขต้องทำจากในไปนอก จากใกล้ไปไกล
แค่นักการเมืองไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวจุ้นจ้านแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายของตำรวจ อะไรๆก็ดีขึ้นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

แค่ปัญญาจะแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังแห้งเหือด
คนเขาเลยสงสัยว่า ปฏิรูปตำรวจ ก็คงอีหรอบเดียวกัน ขบวนการแต่งแต้มฟอกย้อมให้ดูดีมีราคา แต่หาค่าบ่มิได้??

.....................................................................

เพลาๆ กันหน่อยกับการถลุงงบประมาณ??
หลายคนเขาบ่นมา นึกว่าพาวิลเลี่ยนของไทยในงานเวิร์ล เอกซ์โป เซี่ยงไฮ้ 2010 จะเข้าท่าสมน้ำสมราคา

เอาเข้าจริงก็จ่ายสิบได้ห้า??
ล่องบประมาณไปบานเบอะแปดร้อยกว่าล้านบาท ผลงานสองสามร้อยล้านก็น่าจะล้นเหลือ
เรื่องนี้คงต้องฝาก อิสสระ สมชัย เจ้ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
งบประมาณแต่ละบาทแต่ละสตางค์ก็หยาดเหงื่อชาวประชาผู้หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินกันทั้งนั้น เรื่องอีลุ่ยฉุยแฉกนั้นไม่ควรทำ

ไม่เชื่อลองสะกิดถาม สุชาติ ตันติวณิชชานนท์ ประธานกรรมาธิการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎรที่อุตส่าห์หอบหิ้วชาวคณะไปเยี่ยมชมดูก็ได้

เผื่อบางทีคำตอบอาจกระตุ้นต่อมสำนึกในความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองขึ้นมาบ้าง??

...............................................................................................

แรงกดกับแรงต้าน !!
เมื่อแรงกดมาก แรงต้านก็ย่อมมาก
เมื่อน้ำหนักมากก็ย่อมต้องใช้แรงยกมาก
จะขับเคลื่อนยุทธการปฏิรูปประเทศต้องทำให้แรงต้านเกิดน้อยที่สุด
ระเบิดตูมที่คลังน้ำมันกรมสรรพาวุธทหารบกปากเกร็ด
ระเบิดจากปากของ ปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาลก็ลงตูมที่ทหารแตงโมทันที
ประโยชน์ได้ที่ใคร คนนั้นแหละทำ??
วันนี้มองเท่าไหร่ๆ ก็ยังไม่เห็นว่าเนื้อแตงโมจะได้ประโยชน์อะไรจากระเบิดเหล่านั้น??
พูดไม่คิด ระวัง โรคกรดไหลย้อนกำเริบเดี๋ยวก็ยุ่งกันใหญ่!!

..................................................................................................................

ประเทศพัฒนา??
วันนี้ขบวนรถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยท่านผู้นำ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีระหว่างเดินทางก็ปาเข้าไปร่วมสิบยี่สิบคันแล้ว

ที่บ้านพักทหารตำรวจอยู่ยามเข้าเวรอีกวันละเป็นร้อย
ส่วนรัฐมนตรีและผู้บังคับบัญชาระดับสูงของทหารก็ล้วนมากมายด้วยขบวนคุ้มกันล้อมหน้าล้อมหลัง

คนอะไรก็ไม่รู้ศัตรูช่างมากมายเสียเหลือเกิน??
เขาว่ากันว่า ประเทศใดเจริญหรือด้อยพัฒนานั้น ให้ดูกันที่จำนวนขบวนรถนำที่คุ้มกันบุคคลสำคัญต่างๆ ตามท้องถนน

ยิ่งมากก็ยิ่งด้อยพัฒนา
ประเทศไทยพัฒนาแล้วหรือไม่ ดูเอาเอง??

...............................................................................................................................

สีสันของการเมือง??
ก็ลงตัวแล้วสำหรับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.
ภาพของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่นั่งคู่กันจากสองพรรค
พนิช วิกิตเศรษฐ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ที่แต่งตัวเรี่ยมเร้เรไร ได้หมายเลข 1
กับ ก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายจากพรรคเพื่อไทยที่สวมเสื้อยืดนุ่งกางเกงขาสั้นใส่รองเท้าแตะ ได้หมายเลข 4

เห็นแล้วหรือยังว่าสีสันของการเมืองนั้นมันสวยงามแค่ไหน
ประชาชนเจ้าของประเทศตัวจริงเท่านั้นที่จะเป็นคนชี้ขาดว่า ส.ส.ของพวกเขาคือใคร??
ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของมันเถอะ อะไรๆ จะได้ดีขึ้น
ความคิดที่จะทำให้การเลือกตั้งเบี่ยงเบนไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมนั้น
ขอเถอะ!! แค่คิดก็ผิดแล้ว??

....................................................................................

“ใต้ฟ้า”

มาร์ค-อส

ที่มา บางกอกทูเดย์


ไม่มีเวชภัณฑ์ใดๆ ไม่มีแพทย์อาสาสำนักไหน..บำบัดอาการเสพติดอำนาจได้..วันเวลาแห่งปางบรรพ์เราจึงได้พบได้สัมผัสกันถึงเรื่องราว..การเข่นฆ่าทำร้ายทำลายกันระหว่างผู้เสพสมบ่มิสมในอำนาจ

ไม่แยกแยะแม้แต่ผู้คลานตามกันออกมาจากรูสังวาสเดียวกัน..ไม่ยกเว้นลูกของแม่หรือแม่ของลูก..หรือบิดาบุตรผู้ให้กำเนิดซึ่งกันและกัน

ด้วยเหตุนั้น..ประธานาธิบดีมาร์คอส..แห่งกรุงมนิลา..ผู้มาจากการเลือกตั้ง..จึงหลงใหลได้ปลื้มอย่างยิ่งกับอำนาจที่แห่งกฎอัยการศึก..ที่ยกฐานะแห่งประธานาธิบดี..ให้ขึ้นไปสู่อำนาจสูงสุด..คือจ้าวชีวิต..ภายใต้อำนาจนี้..เขาจับกุมคุมขัง..ผู้ไม่เห็นด้วยกับเขามากมาย..หน่วยข่าวกรองของเขา..กลายเป็นเงาพิฆาตที่คุกคามอยู่เหนือทุกครอบครัวทั่วทั้ง 7 พันเกาะ

มันน่ากลัวกว่า..สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอย่างพายุไต้ฝุ่น..ที่เข่นฆ่าชาวเกาะฟิลิปปินส์ในทุกๆ ปีที่มันมาเยือน..เพราะไต้ฝุ่นมาร์คอส..มันพัดกระหน่ำอยู่เหนือหัวกับทุกๆ ครอบครัว..

เก้าปี..จาก ยี่สิบเอ็ดปี..แห่งอำนาจ..ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่..จ้าวชีวิตจากการเลือกตั้งและผีเสื้อเหล็กแห่งกรุงมนิลา..มองกฎอัยการศึกอย่างแก้วสารพัดนึกแห่งการปกครอง..เป็นดาบแห่งความยุติธรรมอันคมกริบ..ที่เขาจับกุมมันอยู่ที่มุมของด้าม

แต่ประชาชนคนฟิลิปปินส์คิดต่าง..เพราะเขาหลากหลาย..อยู่ที่ปลายแหลมและคมดาบ..เขาคิดและพูดไม่ได้ดั่งที่กบาลของเขาหลั่งไหล..อำมหิตติดตามพวกเขาทั้งชีวิตมันควบคุมแม้ลมหายใจ..

วิทยาศาสตร์ยืนยันว่า..ที่ใดมีแรงกดที่นั่นมีแรงต้าน..เหล็กพันตันลอยพ้นพื้นด้วย..น้ำหนักและความเร็ว..มาร์คอส..อาจจะสอบได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง..ในเรื่องกฎหมาย..เขาได้เหรียญกล้าหาญ..เมื่อเป็นทหารในสงคราม..แต่อย่างหนึ่งที่เขามองผ่าน..นั่นคือ..กฎแห่งความเป็นจริง

เขาหลงใหลในอำนาจและความยิ่งใหญ่..ข้าคือฟิลิปปินส์..เขาและบริวารผู้เสพสุข..คิดเช่นนั้น..แต่มันไม่จริง..

แผ่นดินจึงยุบลงไปต่อหน้า..และกลืนสูบอำนาจวาสนา ไปจากเขาชั่วนิรันดร์

“พญาไม้”