WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 3, 2010

ประชานิยมชั่วคราว

ที่มา ไทยรัฐ


กรณีรัฐสวัสดิการหรือนโยบาย อภิมหาประชานิยม ในขณะนี้ จะได้เนื้อได้น้ำหรือจะเป็นแค่ การสร้างภาพตามฤดูกาล ของรัฐบาล ต้องติดตามกันต่อไป ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ให้โบนัสข้าราชการ มาตรการลดค่าครองชีพ เยอะแยะไปหมด ส่วนจะนำมาปฏิบัติได้แค่ไหน เป็นอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่อง ดูอย่างการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบย่านราชประสงค์นั่นปะไร พอชาวบ้านออกมาโวยก็หาโครงการอื่นมาล่อตาล่อใจกันต่อไป

มีหลายสิบโครงการประชานิยมที่เงียบไปพร้อมกับ ความไม่ ชอบมาพากล อาทิ ต้นกล้าอาชีพ ตามใช้หนี้กันหมดหรือยังก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐบาลจะเอาเงินมาจากไหน ซึ่งอันที่จริงชาวบ้าน ไม่ได้ต้องการอะไรที่เกินขีดความสามารถของรัฐบาล เอาแค่มาตรฐานการครองชีพในพื้นฐานเบื้องต้นให้มีประสิทธิภาพก็พอแล้ว เรื่องปากท้องชาวบ้านสำคัญที่สุด

ไม่ใช่ปล่อยให้ไข่แพงได้ลงคอ

จะมาอ้างเหตุผลว่าจะได้เป็นประโยชน์กับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ดูจะหน่อมแน้มไปหน่อย ชาวบ้านที่เลี้ยงไก่ทั่วไปก็ไม่ได้ประโยชน์ อะไรในระยะเวลาสั้นๆ ที่ไข่ราคาแพงขึ้นเป็นไปตามฤดูกาลเท่านั้น เพราะถ้าจะพูดถึงเรื่องการขาดทุนของผู้เลี้ยงไก่แล้ว ขาดทุนมาโดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

จะช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ก็เป็นอีกเรื่อง จะแก้ปัญหาเรื่องไข่แพงก็ต้องแก้อีกประเด็น ซึ่งกลไกของตลาดไม่มีอะไรพิสดาร ระหว่างดีมานด์กับซัพพลาย เป็นตัวกำหนดราคาไข่ในตลาดอยู่แล้ว

ปัจจุบัน มีแม่ไก่อยู่ประมาณ 35-36 ล้านตัว ลดลงประมาณร้อยละ 20 ปริมาณไข่ไก่ในประเทศอยู่ที่ประมาณ 25-26 ล้านฟองต่อวัน จากเดิม 28-30 ล้านฟองต่อวัน ย่อมต้องส่งผลกระทบแน่นอน และที่มีอะไรมากกว่านั้นก็คือ ที่มาของแม่ไก่ ว่ากันว่ามีบริษัทที่นำเข้าแม่ไก่อยู่ไม่กี่ราย แถมราคายังสูงขึ้นด้วย

ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้กันทั้งระบบ

รัฐบาลจะต้องช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้กับผู้บริโภคที่กำลังเดือดร้อนเรื่องปากท้องอย่างไรมากกว่า ก็ต้องโทษกระทรวงพาณิชย์ของ คุณพรทิวา นาคาศัย การบริหารงานจะอื้อฉาวอย่างไร จะทำงานเป็นหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่อง จะมัวนั่งแถลงข่าวตัวเลขส่งออกนำเข้า จะวุ่นวายกับโควตาข้าว น้ำตาล มันสำปะหลังก็ไม่ว่ากัน

แต่ชาวบ้านต้องไม่เดือดร้อนจากการขึ้นราคาสินค้าโดยไม่เป็นธรรม การนำนโยบายประชานิยมมาเพื่อเป็นประโยชน์ทางการเมืองย่อมจะผิดความมุ่งหมายเพราะไม่ต่างอะไรจากการนำงบประมาณมาใช้หาเสียงกับชาวบ้านชั่วคราวเท่านั้น ไม่ยั่งยืน แม้รัฐบาลชุดนี้จะพยายามลอกเลียนแบบนโยบายประชานิยมของรัฐบาลอื่นมาใช้ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ ปัญหาอยู่ที่ว่าใช้เป็นหรือเปล่าเท่านั้น หรือตั้งใจตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 03/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 03/07/53

การ์ตูน เซีย 02/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 02/07/53

ศาลไต่สวน อนุญาตขัง ‘สมบัติ’ ต่อ 7 วัน ยังซักถามไม่เสร็จ

ที่มา ประชาไท


วันนี้ 2 ก.ค.53 เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.ที่ศาลอาญารัชดา ศาลขึ้นบัลลังก์ไต่สวนกรณีทนายความของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวนายสมบัติ ซึ่งถูกควบคุมตัวตามหมายควบคุมตัวตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เนื่องจากการควบคุมตัวไม่ชอบ ทั้งนี้ ในเบื้องต้นศาลได้สั่งให้มีการไต่สวนผ่านระบบเทเลคอนเฟอร์เรนท์ แต่ภายหลังศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของทนายความ ให้นำตัวนาย สมบัติ มาไต่สวนต่อหน้าศาล เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถแสดงพยานหลักฐาน เหตุผล และข้อเท็จจริงถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัว
ตามคำร้องของนายสมบัติ ระบุว่าการควบคุมตัวดังกล่าวกระทำโดยมิชอบ และไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากการจัดกิจกรรมเป็นไปเพื่อการแสดงออกซึ่งความเห็นทางการเมือง โดยวิธีการสันติและปราศจากอาวุธ ตามสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งผูกพันประเทศไทย
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 พ.ค.53 ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับนายสมบัติ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมตัวนายสมบัติขณะทำกิจกรรมผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.53 และถูกนำตัวไปควบคุมที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บก.ตชด.) ภาค 1 คลอง 5 จ.ปทุมธานี ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.53 นายสมบัติ ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการควบคุมตัวและขอให้ปล่อยตัว โดยได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน (ศรส.) มีนายอานนท์ นำภา ทำหน้าที่ทนายความ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเช้ามีผู้ใกล้ชิด เพื่อน และประชาชนมารอในกำลังใจและเข้ารับฟังการไต่สวนราว 10 คน ขณะที่นายสมบัติ ถูกเบิกตัวจาก บก.ตชด.ภาค1 มายังศาลอาญา โดยสวมเสื้อยืดสีขาวด้านหน้าพิมพ์ข้อความ “I am RED วันอาทิตย์สีแดง”
สมบัติ ให้สัมภาษณ์ก่อนเริ่มการไต่สวนว่า เพิ่งได้ทราบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่านอกจากการไต่สวนกรณีถูกควบคุมตัวโดยศอฉ.ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้ว ยังต้องขึ้นศาลกรณีที่ถูกฟ้องในคดีอาญาความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีกด้วย โดยในสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบมาว่ามีการระบุว่าเขาได้ปลุกระดมประชาชนให้นำยางรถยนต์มาเผาด้วยทั้งที่ไม่เป็นความจริง
ในการพิจารณาคดีทนายความได้เบิกตัวและซักถามเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบ ผู้ยื่นขอต่อระยะเวลาการควบคุมตัวนายสมบัติ โดยเจ้าหน้าที่ชี้แจงเหตุผลการขอหมายจับต่อศาลว่า ผู้ต้องสงสัยได้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอด ระหว่างชุมนุมมีเหตุการณ์ไม่สงบภายในบ้านเมืองตลอดมา มีคนร้ายก่อความไม่สงบหลายครั้งจนนายกฯ ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ต้องสงสัยทราบถึง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และข้อกำหนดต่างๆ ดีแต่ก็ยังร่วมชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เรื่อยมา ต่อมา ศอฉ.ได้กระชับวงล้อมแยกผู้ชุมนุมกับผู้ก่อการร้าย ผู้ชุมนุมได้ตอบโต้การทำงานของเจ้าหน้าที่จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก หลังเหตุการณ์ดังกล่าวผู้ต้องสงสัยยังนำกลุ่มบุคคลมาชุมนุม ปราศรัยบนถนนประดิษฐ์มนูธรรม ชักชวน ปลุกระดม ให้ผู้ชุมนุมตอบโต้การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงออกหมายจับกุมผู้ต้องสงสัยในฐานะผู้สนับสนุนหรือร่วมกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนั้น วันที่ 26 มิ.ย.53 ผู้ต้องสงสัยยังนำกลุ่มบุคคลมาชุมนุมและผูกผ้าสัญลักษณ์สีแดงที่แยกราชประสงค์ ตำรวจจึงจับกุมตัวตามหมายจับมาควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะเห็นได้ว่าหลังเหตุการณ์ไม่สงบผู้ต้องสงสัยยังดำเนินการทางการเมืองโดยการปลุกระดมชักชวนให้มีการชุมนุมและทำกิจกรรมทางการเมืองที่ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมอันจะทำให้เกิดความไม่สงบ ขัดต่อหลักกฎหมาย แม้จะอ้างเรื่องสิทธิโดยชอบธรรมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่สิทธิดังกล่าวกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติของประชาชนทั่วไป และมีกฎหมายคือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บัญญัติห้ามไว้
ส่วนเหตุที่ขอขยายเวลาการควบคุมตัวนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า เนื่องจากผู้ต้องสงสัยมีพฤติการณ์สนับสนุนการกระทำให้เกิดสถานการณ์ไม่สงบในบ้านเมือง และพนักงานผู้ซักถามยังซักถามผู้ต้องสงสัยไม่แล้วเสร็จจึงขอขยายระยะเวลาต่ออีก7 วัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปรามระบุด้วยว่า เขาไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์การชุมนุมของนายสมบัติในวันที่ 21 พ.ค.ตามที่มีการตั้งข้อกล่าวหา ไม่ทราบรายละเอียดต่างๆ ทราบเพียงรายงานตามที่ตำรวจ สน.วังทองหลางส่งมาให้
จากนั้นในช่วงบ่าย นายสมบัติได้เข้าเบิกความกับศาล โดยกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 21 พ.ค.53 ซึ่งได้กระทำการจนทำให้เกิดเป็นคดีว่า ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาหลังจากเมื่อวันที่ 19 พ.ค.35 มีการสลายการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ โดยเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบไล่ยิงประชาชนกลางเมือง แต่ในสื่อกลับเสนอแต่ข่าวของเจ้าหน้าที่ทหารและผู้สั่งการ แต่ไม่ได้มีการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงในด้านของผู้ชุมนุม สวนสาธารณะขนาดเล็กใต้ทางด่วน จึงกลายเป็นสถานที่ที่ประชาชนใช้ในการมานั่งพูดคุยกัน เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะไปรับรู้ข้อมูลได้จากที่ไหน
“การที่ผู้คนออกมาเสาะหาข้อเท็จที่เขากำลังเป็นทุกข์ ถือเป็นปฏิกิริยาพื้นฐานของมนุษย์ แต่การที่รัฐบาลบอกให้พวกเขาเงียบอยู่กับบ้านต่างหากที่ขัดกับพื้นฐานของมนุษย์” นายสมบัติกล่าว
นายสมบัติกล่าวต่อมาว่าก่อนที่เขาจะเข้าร่วมกิจกรรมที่บริเวณสวนสาธารณะดังกล่าว มีประชามชนจำนวนหนึ่งได้ไปพบปะและทำกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ร่วมทั้งภาพถ่ายกันอยู่ก่อนแล้ว ส่วนตัวเขาได้โพสต์ข้อความในอินเตอร์เน็ตก่อนที่จะไปร่วมพูดคุยกับผู้คนที่นั่น โดยไม่รู้ว่าคนจะมาเท่าไหร่ และเมื่อวันที่ 20 พ.ค.53 เขาก็ไปที่สวนสาธารณะแห่งนั้นด้วย
เมื่อทนายถามถึงจำนวนคนที่ไปรวมตัวกันนายสมบัติกล่าวว่าอยู่ที่ราว 10-80 คนแล้วแต่วันและช่วงเวลา ซึ่งเขาไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะต่างนั่งจับกลุ่มพูดคุยกันกระจัดกระจายอยู่ในสวนหย่อม เป็นการพูดคุยกันปกติ ไม่มีเวที และบอร์ดนิทรรศการภาพถ่าย เป็นการนำรูปของแต่ละคนที่มีไปติดตามกำแพง แต่ตัวเขาเป็นคนที่คนทั่วไปคุ้นหน้าเนื่องจากเป็น นกป.จึงมีคนนำโทรโข่งมาให้โดยขอให้พูดคุยกับคนที่มารวมตัวกัน นอกจากนั้นก็ยังมีผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่วัดปทุมฯ มาบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย ทั้งนี้ เขายืนยันว่าไม่ได้มีความคิดที่จะจัดชุมนุมทางการเมืองหรือปลุกระดมแต่อย่างใด และไม่มีการพูดให้ระดมยาง หรือการยุยงให้เผาดังที่ถูกกล่าวหา
“ในฐานะที่มีความเป็นมนุษย์และมีความผูกพันกับผู้คนที่เสียชีวิต บาดเจ็บ และกำลังเสียขวัญ ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นเช่นไรต่อไป จำเป็นที่จะต้องมีการพูดคุยแบ่งปันสิ่งที่เกิดขึ้น ให้คนที่รู้เรื่องราวมาบอกเล่าให้ฟัง” นายสมบัติกล่าว
นายสมบัติเล่าต่อมาว่า นับตั้งแต่เวลาประมาณ 12.00 น.ที่เขาเข้าไปร่วมกิจกรรมการพูดคุยดำเนินไปราว 2 ชั่วโมง จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนกว่า 200 นาย เข้ามาในพื้นที่และขอให้ยุติกิจกรรมต่างๆ ซึ่งไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ในการดื้อรั้น พวกเขากึงแยกย้ายกันเดินทางกลับ และในวันนั้นก็ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
“ผมไปเพราะสามัญสำนึก และคิดว่าเป็นสิทธิที่จะแสดงแดงออก โดยไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร” นายสมบัติกล่าว
ต่อคำถามของทนายว่าทราบหรือไม่ว่าตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมทางการเมือง นายสมบัติตอบว่าทราบ แต่ส่วนตัวเขาคิดว่าการประกาศบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล แต่เกิดจากความต้องการที่จะใช้กำลังทหารปราบปราม อีกทั้งเห็นว่าการกระทำของเขาและประชาชนจำนวนหนึ่งในสวนหย่อม ไม่ได้เป็นการปิดถนน ไม่ได้สร้างความวุ่นวาย จึงไม่น่าจะเข้าข่ายการชุมนุมทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย
นายสมบัติกล่าวด้วยว่า ส่วนตัวเขาคิดว่าการแจ้งความในข้อหายุยง ปลุกปั่น เป็นความต้องการของคนที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลที่ต้องการใส่ความ รังแก โดยใช้อำนาจกฎหมายและกลไกของรัฐเพื่อมาละเมิดสิทธิของคนที่เห็นต่าง และเหตุผลที่เจาะจงที่ตัวเขานั้นเป็นเพราะตั้งแต่ที่การชุมนุมยุติลง เขาเป็นคนเดียวที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง ซึ่งคิดว่ารัฐบาลมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ต่อต้านรัฐ และอาจนำไปสู่การต่อสู้ในรูปแบบใหม่ๆ รัฐบาลต้องการกำจัดทุกคนที่เห็นต่างไม่ว่าจะเป็นสายเหยี่ยว หรือสายพิราบที่ใช้วิถีทางสันติวิธี
ทั้งนี้ นายสมบัติยังได้ให้ข้อมูลถึงการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในการต่อต้านรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ร่วมรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อีกทั้งเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองในนามแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แต่ในการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เขาไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวใดๆ
นายสมบัติ ให้ข้อมูลด้วยว่า หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมโดยกำลังทหารบนถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 ซึ่งทำให้ผู้ชุมนุม นปช.และทหารบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนไม่ต่ำกว่า 20 ราย เขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งใน “คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาตรวจสอบกรณีเหตุความรุนแรงจากการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อวันที่ 10 เม.ย.” ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและได้เข้าไปในพื้นที่การชุมนุมเพื่อดูข้อมูลหลักฐาน แต่หลังจากเข้าร่วมประชุม 2-3 ครั้งก็ได้ยื่นจดหมายลาออกเนื่องจากเห็นว่าการทำงานไม่ได้เอาจริงเอาจังและไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายสมบัติกล่าวอีกว่าเขาทำงานเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม โดยใช้วิธีรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ และเป็นผู้เสนอแคมเปญ “แดงไม่รับ” ในการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และต่อมาสีแดงถูกใช้แทนการต่อสู่เชิงสัญลักษณ์ และนำมาขับเคลื่อนในกิจกรรมการเมืองจนถึงปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีพฤติกรรมในการยั่วยุหรือปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง และไม่เห็นด้วยการใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมทางการเมืองไม่ฝ่ายต่อฝ่ายใด
“การต่อสู้ทางการเมือง ต้องใช้วิธีการทางการเมืองเท่านั้น” บก.ลายจุดกล่าว
เมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในวันที่ 7 เม.ย.53 ทั้งที่ยังไม่ได้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ ส่วนตัวมีความคิดว่ารัฐบาลต้องการใช้อำนาจทางการทหารกับผู้ที่คิดเห็นแตกต่างกับรัฐบาล และต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ วันที่ 10 เม.ย.53 ซึ่งมีการใช้กำลังทหาร รถหุ้มเกราะ และอาวุธสงครามเต็มรูปแบบเพื่อสลายการชุมนุม
ส่วนข้อกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ระบุถึงพฤติกรรมยั่วยุ ปลุกระดม นายสมบัติยืนยันว่าไม่เป็นความจริง แต่การแสดงออกของเขาเป็นไปเพื่อยืนยันสิทธิการแสดงความเห็นทางการเมือง พร้อมยกตัวอย่างกิจกรรมที่ชื่อ “เปลือยเพื่อชีวิต” เมื่อวันที่ 18 พ.ค.53 ที่บริเวณใต้ทางด่วนสามเหลี่ยมดินแดง โดยชักชวนกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงมาถอดเสื้อผ้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์สื่อสารไปยังคนทั่วไปในสังคมให้รู้ว่าพวกเขามีเพียงตัวเปล่า ไม่มีอาวุธ
นายสมบัติกล่าวว่าการกล่าวหาดังกล่าว ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง และขัดแย้งกับกิจกรรมที่เขาเคยทำมา อย่างไรก็ตาม หากได้รับการปล่อยตัว เขาก็จะทำกิจกรรมรณรงค์ต่อไป โดยยืนยันว่าสิทธิทางการเมืองคือสิทธิมนุษยชน
ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอปล่อยตัว เนื่องจากการควบคุมตัวไม่ชอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากการไต่ส่วนเสร็จสิ้นลงเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.ศาลให้รอฟังคำสั่งในห้องพิจารณาคดี นายสมบัติก็ได้เขียนข้อความขนาดสั้นๆ ถึงความรู้สึกของเขาต่อการไต่สวนในวันนี้ และแจกจ่ายให้กับกลุ่มแฟนคลับที่มาฟังการพิจารณาคำร้อง อีกทั้งได้นั่งพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง
เมื่อเวลา 15.30 น.ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอปล่อยตัว โดยระบุว่าจากพฤติการณ์ของผู้ร้องที่ส่อให้เห็นว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองจริง ในระหว่างที่ยังมีการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยมีการนำรูปเหตุการณ์สลายการชุมนุมไปติดในบริเวณสถานที่ และได้พบกับคน 10-80 คน ดังนั้นการควบคุมตัวจึงชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
อีกทั้ง ในวันเดียวกันนี้ครบกำหนด 7 วันของการควบคุมตัว และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการยื่นขอควบคุมตัวต่อไปอีก 7 วันต่อผู้พิพากษาเวร ซึ่งศาลได้พิจารณาอนุญาตตามคำขอของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่มีการฟ้องคดีอาญากับนายสมบัติแต่อย่างใด

กวีประชาไท: พลิกฟ้าคว่ำดิน พลิกดินคว่ำฟ้า

ที่มา ประชาไท


๑.

พลิก ใจกระดิกจิตด้วย ดวงมณี
ฟ้า แปลกฟ้าเปลี่ยนสี สลับครั้ง
คว่ำ สวรรค์สั่นธรณี ขยับอก นรกฤๅ
ดิน ย่อมดินอยู่ยั้ง หยัดเย้ยอธรรมหยาม

พลิกแผ่นดินกระชากฟ้า เฟือนหาว
ดาวดับแดงเดือดกราว กราดเกรี้ยว
ดวงแดดุจเมฆขาว คลาเคลื่อน
คลุมครอบขอบฟ้าเสี้ยว เสกสร้างธุลีสรวง

ศักดิ์ศรีแห่งมนุษย์สิ้น ยอมสยบ
นานนับกี่กัปนบ แนบเท้า
ก้มหน้าแผ่นดินกลบ กรานกราบ
ใครแบ่งชนไพร่-เจ้า แยกชั้นสวรรยา

ชนชั้นสวมบทแม้น สมมติ
มโนเสกมนัสยุทธ์ มนุษย์สร้าง
คาวเลือดหล่อมงกุฎ บัลลังก์กร่อน
คุณค่าคงคู่ค้าง คว่ำฟ้าดินเฟือน.
.......................................................

๒. พลิกดินคว่ำฟ้า

พลิก ใดในโลกหล้า โลกันตร์
ดิน ดับเดือดแดงดัน ทะลุด้าว
คว่ำ เนตรโศกนองศัลย์ ทะเลศพ
ฟ้า กราดแสงก้าวร้าว กวาดล้างธุลีสลาย

สูงนักหรือขอบฟ้า ฝันครอง
ผูกขาดเป็นเจ้าของ เขตหล้า
ต่ำนักจิตจองหอง ผยองศักดิ์
เผยอสิทธิ์คิดทายท้า กระชากฟ้าเสมอดิน

อำมาตย์จวนกลบสิ้น กาลวสาน
โลกเปลี่ยนดฤถีวาร เวี่ยไว้
ดูราประชาราน ระบมระบอบ
ขมขื่นขุกเข็ญไข้ คร่ำแค้นคหบดินทร์

กฎหมู่ไยอยู่ค้ำ กฎหมาย
พฤษภ-เมษาวาย วอดสู้
ตาหูปากปิดตาย ตรวนลิ่ม
รากไพร่พลันเรียนรู้ เริ่มต้นอธิปไตย

พลิก หน้าประวัติศาสตร์แล้ว ราษฎร
ฟ้า พร่าแสงประภัสสร เสื่อมถ้วน
คว่ำ คุณค่าทิฆัมพร คลอนสั่น
ดิน เกลือกดินกอดม้วน กบฏแม้นกบิลเมือง.

เพ็ญ ภัคตะ
พฤษภาคม ๒๕๕๓

'ฆ่า มาร์ค-ฆ่าผู้นำ'!!

ที่มา บางกอกทูเดย์


'ฆ่า มาร์ค-ฆ่าผู้นำ'!!

ช่างอีลุ่ยฉุยแฉก ออก “ข่าวแปลกแปลก” ...อย่างไม่สมควร ที่จะทำ??
เพราะต้องการคงไว้ ซึ่ง “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” กฎหมายเผด็จการ กดหัวค้ำกบาล “คนเสื้อแดง นปช.ทั้ง
แผ่นดิน” ไม่ให้ขยายแพร่พันธุ์ เป็นปฏิปักษ์กับ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน”
จากการ “ปล่อยข่าวแง่ร้าย”....ประเทศไทยเพิ่ม ความปี้ป่น
ต่างชาติ ที่จะรีเทิร์นเดินกลับมาลงทุนกันใหม่...หันหลังแจวกลับ หนีแผ่นดินไทย ดินแดนอันตราย ที่มี
แต่การ “ปั้นน้ำเป็นตัว” ว่าจะลอบสังหาร “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นรายวัน!!!
“อภิสิทธิ์” ได้ความชอบธรรมต่อ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”...แต่ชาติยับเยิน?..เกินไปแล้วนะทั่น??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เขียนเสือให้วัวกลัว!!!

“ศอฉ.” ทำหน้าที่กรอกหู เป่าหู ได้สม่ำเสมอ เหมือนเดิมขอรับทูนหัว???
นี่,ลูกน้องหน้าหวาน “เสธ.ไก่อู” พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. และขบวนการ ยังสร้างมหากาพย์เอาโทษความผิดกับ “คนเสื้อแดง” ไม่เลิก เสียที
โพนทะนาเสียงดังเปรี้ยง...มีการเตรียม “ท่อน้ำเลี้ยง” ๔ แสนล้าน เพื่อโค่นรัฐบาลนี้
แต่ดูกันแล้ว “ขบวนการเสื้อแดง” ไม่มีการกระดิกพลิกตัว ปฏิบัติการลงใต้ดิน ทำอะไรทั้งสิ้น?...มีแต่คนหัวใจสีแดง อย่าง “อ้วน บัวใหญ่” แดงโคราช บอดี้การ์ด “แรมโบ้อีสาน” ถูกยิงดับ..และ “พันจ่าอากาศเอก” มือคุ้มครอง “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แดงปทุมธานี ถูกดับชีพ ร่วงทีละคน
“เสื้อแดง” อยู่ใต้กฎหมาย....ท่อน้ำเลี้ยง ๔ แสนล้านมีที่ไหน?...เลิกสร้างเรื่องเหลวไหล สร้างความสับสน??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เป็น 'ด่านหน้า' ที่หนุน 'รัฐบาลมาร์ค'!!

“เครือสหพัฒน์” เดี๋ยวนี้ พากันร้องจ๊าก???
เพราะนับแต่ “นายกฯ มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระชับพื้นที่ และ ยึดพื้นที่คืน โดยมี หมู่มวลขบวนการคนเสื้อแดงตายเป็นเบือ..ปรากฏว่า “ต่างชาติ” โบกมือบ๊าย..บาย ซาโยนาระ ไทยเป็นแถว
เอกชน “เครือสหพัฒน์”....พากันเจ๊งสะบัด จึงออกมาร้องตะแง้ว
โดย “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ประธานเครือสหพัฒน์ กู่ก้องร้องปากจะฉีก ให้รัฐบาลรีบดึงต่างชาติกลับ ...เพราะนับวันเอกชน แจ้งบัญชีเจ๊ง กันมากขึ้นทุกที!!!
ก็สมน้ำหน้า...เพราะชอบหนุนรัฐบาลไม่มีน้ำยา?....จึงต้องประสบชะตากรรม เช่นนี้???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

๖ วัน ๖๓ ล้านความคิด!!

โครงการ สวยเริด ประเสริฐจ้า..ในการระดมสมอง สร้างความ “ปรองดองแก่ชาติ”...โดยเกิดจากไอเดีย มันสมอง ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์”???
แทนที่ “ท่านมาร์ค” จะได้รับไอเดียกิ๊บเก๋ไก๋...จากโทรศัพท์ ที่ ลดตัวลงมารับสายด้วยตัวเอง..กลายเป็นว่า มีประชาชนโทรมา “ด่าสายไหม้” จนสายหลุด
เพราะเขารู้นี่คือการ “สร้างภาพ”...จึงโทรมาด่ากันยับ เพื่อให้รัฐบาลหยุด
หากจริงใจ ไม่มีรายการ จิงโจ้กันแล้ว...ไม่ควรชักแถว เอาคนเลือกสี อย่าง “อานันท์ ปันยารชุน” และ “หมอประเวศ วะสี” มายกเครื่องปฏิรูปประเทศไทย เช่นนี้!!!!
ชอบเล่นบทแหกตา.... “อภิสิทธิ์”โผล่หน้าออกมา?...จึงโดนด่า ไม่มีชิ้นดี??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ขี่ช้างจับตั๊กแตน!!!

สิ้นเปลือง ไร้ประโยชน์ กับการไล่ล่า “อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ด้วยเพลิงแค้น??
หยุดเสียดีกว่า ที่ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”, “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และ “กษิต ภิรมย์” รมว.ต่างประเทศ ทุ่มงบประมาณแผ่นดิน ตามจับตัว “ทักษิณ”
งบประมาณที่ทุ่ม..ไม่คุ้มกับความสุรุ่ยสุร่าย มีแต่ผลาญงบประมาณแผ่นดิน
เพราะต่างชาติรู้ดีว่า “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่ใช่ตัวร้าย ที่ทำร้ายประเทศไทย..แต่กลุ่มที่คุมอำนาจประเทศไทยไว้ในมือขณะนี้ ..ทำให้ “ไทยแตกเป็นเสี่ยง” เขาต่างรู้ดี!!!
อย่าใช้เงินด้วยความเพี้ยน...เอาเงินไปสร้างถนนสร้างโรงเรียน!....คนจะได้ไม่สะอิดสะเอียน น่ะสิ????

คนหน้าเดิม

ที่มา บางกอกทูเดย์


ปรองดอง แอนด์ สมานฉันท์..ในขณะที่กำลังอยู่ในอารมณ์ที่ บึ้ง โกรธ งอน ของ “คนเสื้อแดง” รัฐบาลอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ กลับเร่งระดมโหมไฟ ในการ ปรองดอง พร้อม ปฏิรูปการเมือง ทำเหมือนกับเป็น “ยาขนานเอก” ที่จะมาเยียวยาบ้านเมืองยามนี้ ถ้าเป็น “ความจริงใจ” ก็ต้องนับว่าเยี่ยม!..แต่ถ้าหากจะลากเพื่อ “ซื้อเวลา” มันก็เหมือนดูหนังเรื่อง แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า จากอีกหลายฝ่าย!!

และแทนที่จะนำเอา หมอด็อกเตอร์ หนุ่มๆ ใหม่ๆ มาช่วยรักษาพยาบาลอาการของคนไข้ที่กำลังหายใจรวยริน..หนอย!..รัฐบาลดันเอา “หมอตอนควาย” มาช่วยในการ “ผ่าตัด” ทั้งที่อาการของผู้ป่วยกำลังร่อแร่.. คนไข้ก็ใจหายซีครับ

“นายกฯ อภิสิทธิ์” ต้องเปิดใจกว้าง พร้อมยอมรับและเรียกใช้บริการของ “คนรุ่นใหม่”..เพราะคนรุ่นนี้คือผู้ที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้ต่อไป เขาจะต้องเป็นผู้กำหนดชะตาของพวกเขาเอง ทั้งปัจจุบัน และ อนาคต!!

นี่เอะอะอะไร..ก็พึ่งบริการของ “รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส” เอา แต่เพลง “คนหน้าเดิม” มาเปิดจนแผ่นเสียงแทบจะตกร่องคนฟังเบื่อแล้ว ทั้งที่เพลงรุ่นใหม่มีทั้ง แร็พ และ โย่วโย้ ของวัยสะรุ่นที่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศใน “โลกอินเตอร์”..ได้เป็นอย่างดีและเหมาะสม!!

นิดก็เรียก หน่อยก็เพ้อหา “หมอตอนควาย” ซึ่งปัจจุบันผ่าตัดกันด้วยเลเซอร์แล้ว หากปฏิรูปยังไม่ทันเสร็จเกิด “เดดสะม่อเร่” ไปกันก่อน..ยังไม่รู้เหมือนกันว่า “ทำบาป” หรือ “ทำบุญ” ทิ้งไว้ให้กับลูก-หลานในอนาคต..

โอ!...ประเทศกูทำไมซี้ซั้วอย่างนี้วะ!!

ความจริงทั้ง “รัฐบาล” และ “นักการเมือง” นั่นแหละ ที่จะต้องเป็นผู้ได้รับการ “ปฏิรูป” และแก้ไขก่อน เป็นอันดับแรก.. เพราะเป็นผู้ที่จะต้องเข้ามาบริหารประเทศ ไม่ต้องอื่นไกลเอาแค่ ปัญหา “คอร์รัปชั่น” ของรัฐบาลนี้ที่กระหึ่มมาตั้งแต่เริ่ม จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ได้มีการ “สะสาง” หรือ “ปกป้อง” อย่างชัดเจน!!

“นายกรัฐมนตรี” มีดาบอาญาสิทธิ์ ที่จะ “ฟัน” ได้เต็มอำนาจอยู่แล้ว เอาตรงนี้ให้ “ประทับใจจ๊อด” ก่อนเหอะ!.. ไม่ต้องเร่งเครื่องทรมานคนแก่นักหรอกเดี๋ยว “โอเว่อร์ฮีท” ตายคาเขียงขึ้นมา.. ใครจะอุ้มขึ้นเมรุล่ะทีนี้!!

"หนุ่ม ชิงชัย"