ที่มา ประชาไท เราทุกคนรับรู้อยู่ว่าสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำกันมานานมากแล้ว คงต้องกล่าวด้วยว่าในอดีตมีงานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาถึงการกระจุกตัวของราย ได้ที่แตกต่างกัน ระหว่างคนยี่สิบเปอร์เซ็นต์ส่วนบนกับยี่สิบเปอร์เซ็นต์ส่วนล่าง และโดยมากแล้วสังคมไทยก็จะ "ฮือฮา" กันช่วงแรกๆ ที่มีงานวิจัยในแต่ละปีแสดงผลความเหลื่อมล้ำนี้ หลังจากนั้นไม่นานก็ลืมกันไป ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าเมื่อก่อนนี้คนไทยที่อยู่ข้างล่างยอมอยู่ และยอมรับสภาพความเหลื่อมล้ำได้ จึงทำให้ไม่เกิดปัญหาของความคับข้องใจแต่ประการใด ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หรือความไม่เสมอภาคทางชาติพันธุ์ ส่วนคนที่แสดงความใส่ใจเรื่องนี้ ก็มักจะให้ความสนใจเฉพาะหน้า เหมือนกับพวกนายทุนและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ (เช่น บริษัทที่แจกผ้าห่มสีเขียว เป็นต้น) นำผ้าห่มไปแจกชาวบ้านหน้าหนาวโดยที่ไม่เคยสำนึกและแสดงอะไรให้รับรู้ว่าควร จะทำให้ชาวบ้านมีเงินซื้อผ้าห่มที่ดีกว่า (ที่แจกให้) ด้วยตนเอง เพราะความเหลื่อมล้ำกลับเป็นช่องทางที่ทำให้พวกเขาได้แสดงให้สังคมเห็นว่า พวกเขาห่วงใยคนยากจนในสังคม โดยเฉพาะแสดงให้ชนชั้นกลางในสังคมไทย ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจซื้อสูงสุดยอมรับในภาพพจน์ความมีน้ำใจต่อผู้เดือดร้อน ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจจึงไม่ใช่เรื่องของเฉพาะความเหลื่อมล้ำ หากแต่ต้องพิจารณาให้เข้าใจถึงปฏิบัติการของคนในสังคมกับความเหลื่อมล้ำที่ ผ่านมา และความเปลี่ยนแปลงหมายของความรู้สึกเหลื่อมล้ำ ชนชั้นกลางในสังคมไทยซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจสูงที่สุดในปัจจุบันไม่ ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไร รายการโทรทัศน์จำนวนไม่น้อยชอบเสาะหาผู้ตกทุกข์ได้ยากมาแสดงชีวิตที่ลำเค็ญ เพราะรู้ว่าจะมีความช่วยเหลือมากมายไหลมาจากคนชั้นกลางสู่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งก็จะทำให้การหาโฆษณาง่ายมากขึ้น กล่าวได้ว่า ชนชั้นกลางในสังคมไทย (หรือของคนในสังคมไทยเลยก็ว่าได้) เป็นกลุ่มคนที่มีความ "เมตตากรุณา" ฝังอยู่ แต่ความ "เมตตากรุณา" ของสังคมไทยเป็นความรู้สึกที่มีเงื่อนไขกำกับอยู่ ก็คือ เป็นความ "เมตตากรุณา" ต่อผู้ที่อยู่เบื้องล่างและต้องเป็นผู้ที่ไม่เผยตนขึ้นมาเท่าเทียมเป็นอัน ขาด หากเผยอขึ้นมาเท่าเทียม ก็ไม่สามารถแสดงความเมตตาได้ ปฏิบัติการต่อความเหลื่อมล้ำที่ผ่านมาของสังคมไทย จึงเป็นการแสดงความ "เมตตากรุณา" ต่อผู้ที่ต้องยอมสยบอยู่ภายใต้ความเหลื่อมล้ำนั้น และเมื่อได้รับ "ความเมตตากรุณา" ไปแล้ว ก็ต้องสำนึกในบุญคุณให้มากด้วย ลองนึกถึงความรู้สึกของพวกเราเวลาให้เงินขอทานดูซิครับ และหากสมมติว่าขอทานไทยเดินมาตบบ่าท่านและพูดว่า "เพื่อนเอ๋ย แบ่งเศษเงินมาให้กินข้าวหน่อยได้ไหม" ท่านจะให้เงินหรือไม่ ผมเชื่อว่าเราจะงง และไม่ยอมให้แม้แต่บาทเดียว ระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของสังคมไทย ที่มีต่อความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ จึงไม่ได้นำมาซึ่งการแก้ปัญหาที่แท้จริงแต่ประการใด จนดูเหมือนว่าเราจงใจปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำดำรงอยู่ต่อไป เพื่อที่เราจะได้เป็นคนที่มีความ "เมตตากรุณา" และได้มีโอกาสทำบุญเพื่อขึ้นสวรรค์ในท้ายที่สุด ขณะเดียวกัน ในสมัยก่อนนั้น คนที่ได้รับความ "เมตตากรุณา" หรือคนที่อยู่ภายใต้ความเหลื่อมล้ำก็ยอมรับสภาวะดังกล่าวนี้ได้ เพราะชีวิตของพวกเขาถูกอธิบายด้วยความไม่เท่าเทียมกันของกรรมเก่า ประกอบกับพวกเขาไม่เคยถูกทำให้คิดและรู้สึกว่าพวกเขามีโอกาสจะลืมตาอ้าปาก ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การรับความ "เมตตากรุณา" ก็เป็นเรื่องปกติของชีวิต ความเหลื่อมล้ำจึงดำรงอยู่มาเป็นเวลานานในสังคมไทย แต่ในวันนี้ สังคมไทยไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยในสังคมได้พบว่าตนเอง สามารถที่จะเลื่อนฐานะของตนเองด้วยความสามารถและขยันขันแข็ง พวกเขาได้ขยับตนเองออกจากจุดอับทางเศรษฐกิจภาคการเกษตรก้าวเข้าสู่ภาคการ ผลิตสมัยใหม่มากขึ้น และพบว่าพวกเขาทำได้ในระดับที่น่าพึงพอใจ แต่ขณะที่พวกเขากำลังสร้าง "ความหวัง" ในการเลื่อนฐานะ กลับพบว่าโอกาสของพวกเขานั้นมีไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นกลางรุ่นก่อนหน้านี้ พวกเขาพบว่าบนพื้นฐานความสามารถส่วนบุคคลนั้น พวกเขาไม่ได้เป็นรอง "คนอื่น" หากแต่ที่ "คนอื่น" อยู่ในฐานะที่สูงกว่า ก็เพราะเงื่อนไขทางสังคมกีดกันพวกเขา ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำจึงกลายมาเป็นประเด็น ที่ก่อให้เกิดความอึดอัดคับข้องใจพวกเขามากขึ้นตามลำดับ ขณะที่คนกลุ่มใหม่กำลังพัฒนาความสำนึกในศักยภาพของคนที่เท่าเทียมกันขึ้นมา คนกลุ่มนี้จึงเริ่มมองว่าการรับความ "เมตตากรุณา" แบบเดิมเป็นเรื่องการทำลายศักดิ์ศรีของเขา พวกเขาไม่ได้ต้องการความ "เมตตากรุณา" แบบเดิม หากแต่ต้องการความเท่าเทียมกันในโอกาสมากกว่า หากสังคมไทยหรือชนชั้นนำไทยยังมองความเหลื่อมล้ำในความหมายแบบเดิม และเน้นความช่วยเหลือแบบให้ความ "เมตตากรุณา" ก็รังแต่จะเกิดความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น เพราะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ถูกเชื่อมต่อเข้ากับความเหลื่อมล้ำทาง ด้านการเมืองและสังคมไปแล้ว เวลาที่ผมอ่านหรือฟังชนชั้นนำทางการเมืองและปัญญาชนกระแสหลักทั้งหลายพูด เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ ผมจะเกิดความกังวลทุกครั้ง เพราะผมรู้สึกว่าชนชั้นนำทางการเมืองและปัญญาชนกระแสหลักนั้นไม่ได้เข้าใจ ความเปลี่ยนแปลงของระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมเลยแม้แต่น้อย กล่าวได้ว่า ในบรรยากาศที่แย่ๆ แบบนี้ของสังคมไทย น่าเศร้าตรงที่ว่าชนชั้นนำทางการเมืองและปัญญาชนกระแสหลักไม่รู้ว่าตนเองไม่ รู้จักสังคมไทย แต่กลับหลงคิดไปว่าตนเป็นผู้รู้แต่เพียงกลุ่มเดียวและพยายามผูกขาดการอธิบาย สังคมไว้ในกลุ่มพวกตนเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงความหมายของความเหลื่อมล้ำได้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ มาแล้วในทุกแห่งบนพื้นโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและไม่รุนแรง สำหรับสังคมไทยนั้น ความเปลี่ยนแปลงของหมายของความเหลื่อมล้ำได้ก้าวเข้ามาสู่ขอบเขตของการใช้ ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เรา-ท่านจะมีความสามารถมากพอที่จะหยุดความรุนแรง และแสวงหาทางผ่านพ้นไปด้วยความไม่รุนแรงหรือไม่ ผมคิดว่าคนจำนวนไม่น้อยที่ห่วงใยบ้านเมืองเริ่มรู้สึกทอดอาลัยตายอยาก เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับความเกลียดชังระหว่างกลุ่มคนในสังคมไทยที่ เพิ่มมากขึ้น ผมคิดว่าหากเราลองพยายามคิดกันว่ารากฐานที่มาของความเกลียดชังกันนี้เป็น อย่างไร น่าจะเป็นการเริ่มต้นร่วมกันของสังคมครับ ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 กรกฎาคม 2553
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, July 4, 2010
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์: ความเหลื่อมล้ำในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง
ประธานองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย เรียกร้อง 'สีหศักดิ์' ออกคำสั่งไทยเลิก พรก. ฉุกเฉิน
ที่มา ประชาไท ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC) ส่งจดหมายเรียกร้องนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผู้ดำรงตำแหน่ง ‘ประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ’ (UNHRC) คนปัจจุบัน ให้ออกคำสั่งแก่รัฐบาลไทยยกเลิกพรก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2553 นายเบซิล เฟอร์นานโด ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AHRC) ส่งจดหมายถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผู้แทนถาวรไทยแห่งสหประชาชาติ ประจำกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ดำรงตำแหน่ง ‘ประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ’ (UNHRC) คนปัจจุบัน ซึ่งเพิ่งได้รับเลือกจากประเทศสมาชิกสหประชาชาติช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ระบุว่านายสีหศักดิ์จะต้องออกคำสั่งแก่รัฐบาลไทยให้ยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา
นายเฟอร์นานโดระบุว่ารัฐบาลไทยจะต้องยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัดทั่วประเทศไทย รวมถึงพิจารณายกเลิกการประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีผลบังคับใช้มานานกว่า 5 ปี และกำลังจะสิ้นสุดวาระลงในวันที่ 7 ก.ค.2553 โดยระบุว่าถึงแม้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำรัฐบาลไทย จะยังมิได้มีคำสั่งให้ต่ออายุการใช้กฎอัยการศึกในภาคใต้ต่อไป แต่ก็ยังไม่มีคำสั่งยกเลิกการบังคับใช้เช่นกัน
เนื้อหาในจดหมายได้อ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของนายสีหศักดิ์ ซึ่งถูกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 29 มิ.ย.2553 ระบุว่า “สถานการณ์ (ในกรุงเทพฯ) สงบลงแล้ว” นายเฟอร์นานโดจึงเรียกร้องว่าหากนายสีหศักดิ์กล่าวกับสื่อมวลชนเช่นนั้นจริง ย่อมแสดงว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่รัฐบาลไทยจะต้องคงอำนาจ พรก.ฉุกเฉินเอาไว้ เนื่องจากการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินต่อไป จะเป็นการกระทำผิด กติกาสากล ซึ่งประเทศไทยมีพันธะผูกพันและต้องปฏิบัติตามในฐานะประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคี
ทั้งนี้ นายเฟอร์นานโดได้กล่าวถึง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR) ในข้อ 4 ซึ่งระบุว่า “มาตรการในการบริหารจัดการสถานการณ์ต่างๆ ภายใต้การประกาศใช้กฎอัยการศึกควรมีขอบเขต” และ “การต่อเวลาบังคับใช้ต้องขึ้นอยู่กับความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละสถานการณ์” ซึ่งถ้าหากความจำเป็นเร่งด่วนที่ทำให้ต้องประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว ก็สมควรที่จะประกาศยกเลิกไปในคราวเดียวกัน
นอกจากนี้ยังได้มีการหยิบยกข้อความในรายงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติซึ่งแสดงความวิตกกังวลต่อการบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉินของไทยเอาไว้ในปี 2548 ซึ่งมีใจความว่า:
“คณะมนตรีฯ มีความกังวลต่อพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ของรัฐบาลไทย) ซึ่งมิได้กำหนดนิยามคำว่าสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือขอบเขตการบังคับใช้ พรก.ที่ชัดเจน ทั้งยังมิได้กำหนดเงื่อนไขการบังคับใช้มิให้ละเมิดหรือขัดแย้งต่อพันธะอื่นๆ ของประเทศที่มีต่อกติกาสากล ซึ่งรวมถึงกติกาข้อ 4 ของกติกา ICCPR”
“สิ่งที่น่ากังวลใจเป็นอย่างยิ่งคือ พรก.ดังกล่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจตาม พรก.ฉุกเฉินจะได้รับการยกเว้นจากการดำเนินคดีตามกฎหมายและการลงโทษทางระเบียบวินัย ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาผู้กระทำผิดลอยนวลจากโทษที่สมควรได้รับตามกฎหมาย และการจับกุมหรือควบคุมตัวบุคคลใดๆ เป็นเวลานานกว่า 48 ช.ม.โดยไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ถือเป็นเรื่องต้องห้ามซึ่งรัฐบาลประเทศภาคีจะต้องหลีกเลี่ยงมิให้เกิดขึ้น ทั้งยังต้องรับรองว่าจะไม่กระทำการใดๆ ที่ละเมิดเนื้อหาในข้อ 4 ของกติกา ICCPR อีกด้วย” (CCPR/CO/84/THA, 2005, para. 13)
รัฐบาลไทยยังมิได้แก้ไขเนื้อหาหรือข้อบังคับใดๆ ใน พรก.ฉุกเฉิน นับตั้งแต่วันที่คณะมนตรีฯ ได้แสดงความคิดเห็นเอาไว้ในรายงาน ฉะนั้น การบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉิน ตามเนื้อหาและรูปแบบเดิมเอาไว้จึงเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อพันธะที่ประเทศไทยต้องยึดถือและปฏิบัติตามหลักกติกาสากล
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียแสดงความคาดหวังว่านายสีหศักดิ์จะแสดงบทบาทที่เหมาะสมในฐานะประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติด้วยการดำเนินมาตรการให้สาธารณชนประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงหรือเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน
นอกจากนี้ AHRC ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมภายใต้อำนาจของ พรก.ฉุกเฉินทุกคนซึ่งมิได้ถูกตั้งข้อหาว่ากระทำผิดกฎหมายอาญาข้อใด และจะต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ถูกควบคุมตัว รวมถึงจัดหาทนายมาให้และเปิดโอกาสให้ครอบครัวหรือญาติเข้าเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวได้
ประเด็นสำคัญที่สุดคือการดำเนินคดีหรือตั้งข้อหาผู้ถูกจับกุมจะต้องดำเนินไปอย่างเปิดเผยในกระบวนการชั้นศาล และต้องอนุญาติให้สามารถประกันตัวได้ในระหว่างรอการดำเนินคดี หรือศาลจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอประกอบการตัดสินให้ควบคุมตัวต่อไป โดยจะต้องคุมตัวเอาไว้ในสถานที่ราชการและต้องไม่มีการซ้อมทรมานหรือทำร้ายร่างกายผู้ถูกคุมตัวเกิดขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้องค์กรหรือหน่วยงานอิสระระหว่างประเทศ อาทิ กาชาดสากล เข้าไปสำรวจและสังเกตการร์ในสถานที่คุมขังด้วย
สังคมไทยเป็นทุนนิยมแล้วทั้งรากฐานเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบนจริงหรือ?
ที่มา Thai E-News
โดย อรุโณทัย
มิถุนายน 2553
คุณวรวิทย์ได้เขียนบทความตีพิมพ์ใน “วารสารเสียงชาวบ้าน” ฉบับที่ 50 ประจำเดือนมีนาคม-เมษายน 2553 คอลัมน์ส่องกล้องมองสังคม วิพากษ์ ทัศนะของ ธง แจ่มศรี ที่เห็นว่า รากฐานทางเศรษฐกิจของสังคมไทยเป็นทุนนิยมแล้ว แต่โครงสร้างชั้นบนยังเป็นศักดินาอยู่ ซึ่งคุณวรวิทย์เห็นว่าสังคมไทยในปัจจุบันเป็นสังคมทุนนิยมแล้วทั้งรากฐานทางเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบน คือการปกครองเป็นประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้วแต่ยังมีส่วนที่ไม่สมบูรณ์และไม่สมประกอบ
อะไรคือรากฐานเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบน รากฐานเศรษฐกิจ ตามคำจำกัดความหมายถึง ผลรวมของความสัมพันธ์ทางการผลิตในขั้นการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ที่แน่นอนของสังคมหนึ่ง ๆ (บ้างเรียกว่าแบบวิธีการผลิต เช่น ในสังคมศักดินา แบบวิธีการผลิตคือเศรษฐกิจธรรมชาติผลิตเพื่อกินเองใช้เอง จะเรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็ย่อมได้ สังคมทุนนิยม แบบวิธีการผลิตคือ เศรษฐกิจสินค้า ผลิตเพื่อขาย เพื่อการตลาด ไม่ใช่ผลิตเพื่อกินเองใช้เอง เป็นต้น) ส่วนโครงสร้างชั้นบนหมายถึง ทัศนะทางการเมือง กฎหมาย ศีลธรรม ปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา รูปการจิตสำนึก เป็นต้น
การพิจารณาว่าสังคมหนึ่งๆ อยู่ในขั้นการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ขั้นใดนั้นก็พิจารณาได้จากรากฐานทางเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
สำหรับสังคมไทยอยู่ในขั้นการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ขั้นใดนั้น มีการถกเถียงกันมายาวนาน จนถึงปัจจุบันก็ยังเถียงกันอยู่ คุณ ธง เห็นว่า สังคมไทยกล่าวจากรากฐานทางเศรษฐกิจเป็นทุนนิยมแล้ว แต่โครงสร้างชั้นบนยังไม่ใช่ คุณวรวิทย์เห็นว่า สังคมไทยเป็นทุนนิยมแล้วทั้งรากฐานทางเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบน การเมืองการปกครองเป็นประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้วตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองที่นำโดย ดร.ปรีดี พนมยงค์ ในปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนก็ได้สำเร็จลุล่วงแล้วโดยพื้นฐาน
รากฐานเศรษฐกิจของสังคมไทย ทั้งคุณธง และคุณวรวิทย์ไม่ได้เห็นต่างและผมก็เห็นด้วยกับทั้ง 2 ท่านคือ ถ้าวิเคราะห์ตามหลักที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็เห็นได้ชัดว่ารากฐานทางเศรษฐกิจของสังคมไทยโดยพื้นฐานแล้วเป็นแบบวิธีการผลิตของทุนนิยม คือเป็นเศรษฐกิจสินค้า ผลิตเพื่อขายเพื่อการตลาด ไม่ใช่ผลิตเพื่อกินเองใช้เอง ส่วนรูปแบบการขูดรีดนั้นก็เป็นการขูดรีดในรูปมูลค่าส่วนเกินโดยพื้นฐาน ไม่ใช่การขูดรีดในรูปของค่าเช่าดอกเบี้ย ซึ่งเป็นรูปการขูดรีดหลักของสังคมศักดินา แต่ว่า การขูดรีดแบบศักดินาซ่อนรูปมีอยู่ในสังคมไทยหรือไม่ อยากให้คุณวรวิทย์ไปศึกาษาค้นคว้าให้มากกว่านี้ ก็จะพบความจริงที่น่าตกใจ
ประเด็นที่เห็นต่างคือโครงสร้างชั้นบน ทัศนะทางการเมือง การปกครอง กฎหมาย ศีลธรรม ปรัชญา ศิลปวัฒนธรรม ศาสนา รูปการจิตสำนึก คุณวรวิทย์เห็นว่า การเมืองการปกครองเป็นประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้วโดยพื้นฐาน แม้จะยังมีส่วนที่ไม่สมบูรณ์และไม่สมประกอบก็ตาม และวิพากษ์ ธง แจ่มศรีว่าไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยเฉพาะตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 จนถึงปัจจุบัน ไม่ได้อ่านและเข้าใจเนื้อหาหลักในรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา จึงยังละเมอว่าพระมหากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญเหนือรัฐอยู่ และวิพากษ์คุณธงว่าเอากระพี้ มาเป็นแก่น เอาแก่นมาเป็นกระพี้ เอาส่วนน้อยมาเป็นส่วนใหญ่ เอาส่วนใหญ่มาเป็นส่วนน้อย ผมว่าคุณ วรวิทย์ เองนั่นแหละไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เอารูปแบบมาแทนเนื้อหา เอาปรากฏการณ์มาแทนธาตุแท้ไม่ยอมทำความเข้าใจว่าลายลักษณ์อักษรบนแผ่นกระดาษกับการปฏิบัติจริงมันตรงกันหรือเปล่า คุณวรวิทย์ ยกเอาขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของประวัติศาสตร์มาอธิบาย ยืนยันทัศนะของตัวเอง แต่ละเลยไม่ยอมเอ่ยถึงประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องการศึกษาประวัติศาสตร์เพื่ออะไร เพื่อการเรียนรู้ยึดกุมกฎการพัฒนาของมัน จะได้ช่วยกันผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์ให้พัฒนาก้าวไปข้างหน้า ไม่ทำตัวเป็นผู้ขวางกงล้อประวัติศาสตร์ ฉุดรั้งประวัติศาสตร์ให้ถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งท้ายที่สุดถูกกงล้อประวัติศาสตร์บดขยี้จนแหลกลาน แต่ดูเหมือนว่าคุณวรวิทย์ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการศึกษาประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย กลับมีหน้ามาวิจารณ์คนอื่นว่าหลงละเมอเพ้อพกแถมยกเอาคำสอนของปรมาจารย์ปฏิวัติที่บอกว่า การศึกษาต้องใช้ท่วงทำนอง “หาสัจจะจากความเป็นจริง” ไม่ใช่ท่วงทำนองที่ยโสโอหัง “สำคัญว่าตนถูกต้องเสมอ” และ “ชอบวางตนเป็นอาจารย์ของผู้อื่น” มาสั่งสอนคุณธง ผมว่า คุณวรวิทย์ ควรเก็บคติพจน์ของปรมาจารย์บทนี้ไว้สั่งสอนตนเอง น่าจะตรงเป้ากว่า“หาสัจจะจากความเป็นจริง” คืออะไร “สัจจะ” หมายถึงสัจธรรม ซึ่งก็คือกฎเกณฑ์ คือความสัมพันธ์ภายในที่เป็นแก่นหรือธาตุแท้ของสรรพสิ่ง “ความเป็นจริง” หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงทางภววิสัย ไม่ใช่จากตัวหนังสือสวยหรูที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษ หรือสิ่งที่คาดเดาเอาเองทางอัตวิสัย คุณวรวิทย์ พูดถึงเนื้อหาหลักของรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ หาว่าคุณธงไม่ได้อ่านไม่ได้ทำความเข้าใจ ทำไมต้องมีรัฐธรรมนูญถึง 18 ฉบับ คุณ วรวิทย์ ละเว้นไม่ยอมพูดถึง มันถูกฉีกทิ้งโดยคณะรัฐประหารแล้วเขียนใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจตัวจริงใช่หรือไม่ใช่ คุณวรวิทย์มองข้ามประเด็นนี้ไปได้อย่างไร เนื้อหาหลักหรือหลักการรวมทั้งบทบัญญัติที่เขียนไว้สวยหรูในรัฐธรรมนูญ ถ้าใช้ได้จริง ทุกคนได้ยึดถือปฏิบัติจริง ก็ไม่ต้องมีถึง 18 ฉบับ ฉบับที่ 1 ผู้มีอำนาจแท้จริงไม่ยึดถือปฏิบัติ จึงมีฉบับที่ 2 ที่ 3,4,5 ตามมาจนถึงฉบับที่ 18 และยังอาจมีฉบับที่ 19, 20 ไปสิ้นสุดในฉบับที่เท่าไรไม่มีใครรู้ ขึ้นอยู่กับความพอใจหรือไม่พอใจของผู้มีอำนาจแท้จริงรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับที่เข้ามาแทนที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการแก้ไขเพิ่มเติมโดยผู้มีอำนาจที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญคือรัฐสภา หากแต่เกิดจากการฉีกทิ้งโดยบุคคลคนเดียวหรือคณะบุคคลเพียงไม่กี่คน แล้วอย่างนี้คุณวรวิทย์ ยังจะเพ้อฝันและจริงจังกับข้อความสวยหรูที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษของรัฐธรรมนูญ จะไม่ไร้เดียงสาไปหน่อยหรืออเมริกาตั้งแต่ประกาศเอกราชมาเป็นเวลากว่า 200 ปีมีรัฐธรรมนูญแค่ฉบับเดียว เขาเทิดไว้เหนือเกล้าถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สร้างหอเก็บไว้เป็นอย่างดีเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ ชื่นชม กล่าวขานว่านั่นคือกฎหมายสูงสุดเขียนรับรองการเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของพวกตนไว้ ใครบังอาจฉีกทิ้ง ก็ต้องขอสู้ตายถวายชีวิต แต่ของไทยไม่ถึง 80 ปี ใช้รัฐธรรมนูญสิ้นเปลืองถึง 18 ฉบับ ประชาชนแค่ฉีกบัตรเลือกตั้งโดยไม่ตั้งใจก็ผิดกฎหมายแล้ว ถูกจับไปดำเนินคดี เสียค่าปรับ เผลอ ๆ อาจติดคุกหัวโตแต่ทหารฉีกรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่ผิดกฎหมาย ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้ทุกยุคทุกสมัย แถมมีพวกสอพลอออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ ไม่ต้องรับผิดทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถามว่าเพราะอะไร เพราะว่านี่คือประเทศไทยที่เขาบอกว่า พวกอำมาตย์ไม่ว่าทำอะไรก็ถูกหมดส่วนประชาชนคนธรรมดาหรือไพร่สามัญไม่ว่าทำอะไรก็ผิดหมดและนี่คือสัจธรรมที่ คุณวรวิทย์ แกล้งทำมองไม่เห็น คุณวรวิทย์ พูดถึง 14 ตุลา 2516 ว่าประชาธิปไตยมีการพัฒนามากขึ้น แต่ละเว้นไม่ยอมเอ่ยถึงว่าในช่วงเวลาที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยนั้น ผู้นำของขบวนการประชาธิปไตยได้สังเวยชีวิตเพื่อประชาธิปไตยไปแล้วกี่ศพ และภายหลังจากนั้นอีก 3 ปี คือในวันที่ 6 เดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2519 เกิดการสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมอำมหิตที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประชาธิปไตยที่พัฒนามาได้ 3 ปีถูกทำลายจนหมดสิ้นโดยฝีมือใคร ลูกเสือชาวบ้าน นวพล กระทิงแดง คนพวกนี้เป็นใคร? มาจากไหน? ใครจัดตั้ง?คุณวรวิทย์ ยกเอากรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรขับไล่ทักษิณ ที่มีคนเสนอให้ใช้ มาตรา 7 ขอนายกพระราชทานตามรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อยุติความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นและกำลังเข้าสู่ทางตันซึ่งในหลวงท่านเห็นว่าทำไม่ได้ แสดงว่ากษัตริย์ไทยไม่มีอำนาจเหนือรัฐในเรื่องสำคัญของการปกครองแต่คุณวรวิทย์ หลีกเลี่ยงไม่ยอมเอ่ยถึงว่าภายหลังจากนั้นไม่นานสถานการณ์ความขัดแย้งก็จบลงด้วยการรัฐประหาร 19 กันยา 2549 โดยฝีมือใคร คุณวรวิทย์อาจเถียงว่า นั่นมันพวกทหารเขาทำ ไม่เกี่ยวกับสถาบันศักดินา ก็ใช่ โดยรูปแบบแล้วเป็นอย่างนั้นจริง แต่เนื้อแท้แล้วมันคืออะไร ก่อนหน้านั้นใครออกมาพูดเรื่องม้ากับจ๊อกกี้ ส่งสัญญาณให้ทหารใช้ปืนโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ต้องเป็นถึงดอกเตอร์ แค่ชาวบ้านธรรมดาก็อ่านเกมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เว้นแต่เขาผู้นั้นจะแกล้งโง่ ทำเป็นอ่านไม่ออก
การรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยคณะนายทหารเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่านับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เป็นต้นมา ทำให้ประชาธิปไตยของไทยถูกคุมกำเนิด แคระแกน ประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยซึ่งเขียนรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่มีโอกาสเรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นเจ้าของอำนาจ ไม่มีโอกาสเรียนรู้เพราะถูกคุมกำเนิดอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังถูกพวกชนชั้นสูงในสังคมตราหน้าว่า โง่ งก เห็นแก่เงินไม่กี่บาท เลือกเอาคนไม่ดีมาปกครองบ้านเมือง
นายทหารไทยที่ได้รับการอบรมบ่มนิสัยด้วยระบอบเจ้าขุนมูลนาย จารีตนิยมนั้น เป็นพวกแคปปิตอลลิสต์ หัวเสรีนิยม หรือฟิวดัลลิสต์ หัวอนุรักษ์นิยม? คำตอบก็เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ ฉะนั้น การรัฐประหารแต่ละครั้งล้วนทำให้การเมืองการปกครองถอยห่างจากระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนและเข้าใกล้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือราชาธิปไตยของชนชั้นศักดินามากขึ้นทุกที จนถึงปัจจุบัน ทุกอย่างก็เห็นกันโทนโท่ ไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม คำว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใหม่ ตามความเข้าใจของผมก็หมายถึงว่าโดยรูปแบบแล้ว เป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อหาไม่ใช่ เปลือกนอกเป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อในไม่ใช่ ทางทฤษฎีเป็นประชาธิปไตย แต่ทางปฏิบัติไม่ใช่ ทางนิตินัยเป็นประชาธิปไตย แต่พฤตินัยไม่ใช่ โดยทางทฤษฎี รูปแบบภายนอกและนัยทางกฎหมายมีรัฐธรรมนูญระบุเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยแต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริงอำนาจนี้จะถูกปล้นชิงแย่งยึดกลับไปเมื่อไรก็ได้แล้วแต่ความพอใจหรือไม่พอใจของกูผู้มีอำนาจอยู่เหนือ เพราะในประวัติศาสตร์ตลอดเวลาเกือบ 80 ปี เคยเกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และนั่นคือคำตอบว่าทำไมจึงมีรัฐธรรมนูญถึง 18 ฉบับ เพราะฉะนั้นมันจะต่างอะไรกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีคำว่าใหม่อยู่ในวงเล็บก็เพื่อจะจำแนกให้เห็นว่าไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบดั้งเดิมที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทั้งรูปแบบและเนื้อหา ทั้งเปลือกนอกและเนื้อใน ทั้งทางทฤษฎีและการปฏิบัติ ทั้งนิตินัยและพฤตินัย เข้าใจง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน คุณวรวิทย์ แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจเฉไฉไปพูดว่าพระมหากษัตริย์ไม่มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ แน่นอน ในทางทฤษฎีไม่มีบทบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริงเป็นอย่างไร คงไม่ต้องอธิบาย อำนาจเหนือรัฐ อิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ อำนาจนอกระบบ มือที่มองไม่เห็น ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้ศัพท์ต่างกันแต่มีความหมายอย่างเดียวกัน คือหมายถึงอำนาจแท้จริงที่ครอบงำสังคมไทยอยู่ในทุกวันนี้ แม้จะไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่านั่นคือเจ้าของอำนาจตัวจริง แต่โดยความเป็นจริง นี่แหละเจ้าของอำนาจตัวจริง
คุณวรวิทย์น่าจะไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 มาถึงปัจจุบันสักหน่อยว่า ในจำนวนนายกรัฐมนตรี 27 นายนั้น มีนายกรัฐมนตรียศนายพลจากการรัฐประหารกี่นาย นายกรัฐมนตรีพลเรือนจากการเลือกตั้งของประชาชนกี่นาย แต่ละนายอยู่ในตำแหน่งกี่ปี ส่วนไหนมากกว่ากัน และรัฐบาลโดยคณะรัฐประหารกับรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนรัฐบาลใดอยู่ในอำนาจยาวนานกว่ากันในช่วงเวลา 80 ปี เอามาเปรียบเทียบกัน ก็จะพบความจริงที่สามารถอธิบายอะไรได้หลาย ๆ อย่าง และสามารถนำไปสู่ข้อสรุปว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้น ไม่มีอำนาจแท้จริง ไม่เคยกุมกลไกอำนาจรัฐที่สำคัญโดยเฉพาะคือกองกำลังติดอาวุธได้เลย จากนั้น เราก็สามารถได้ข้อสรูปว่าประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนได้สถาปนาในสังคมไทยแล้วจริงหรือไม่?ซึ่งคุณวรวิทย์ คงไม่ปรารถนาจะทำเช่นนั้น เพราะอยากจะเดินทางลัดทำการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ตามแบบฉบับของจีนแล้วก้าวไปสู่สังคมนิยมเลยดีกว่า ง่ายดี
อะไรคือการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ การปฏิวัติประชาธิปไตยเป็นการปฏิวัติของชนชั้นนายทุนที่โค่นล้มชนชั้นศักดินา นำเอาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนมาแทนที่ระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือราชาธิปไตยของชนชั้นศักดินาซึ่งเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ระหว่างศตวรรษที่ 15 ถึงศตวรรษที่ 19 การปฏิวัตินี้นำโดยชนชั้นนายทุน จึงเรียกว่าการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ส่วนการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่นั้นยังคงอยู่ในบริบทของการปฏิวัติประชาธิปไตยแต่เป็นประชาธิปไตยของประชาชนซึ่งนำการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ ทฤษฎีนี้นำเสนอโดยปรมาจารย์นักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่เหมาเจ๋อตงและนำสู่การปฏิบัติจนประสบความสำเร็จในประเทศจีนมาแล้วทฤษฎีนี้เจ้าของทฤษฎีคือเหมาเจ๋อตงได้วิเคราะห์จากเงื่อนไขประวัติศาสตร์ คือยุคจักรวรรดินิยมกับการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ เห็นว่าหลังการปฏิวัติสังคมนิยมเดือน 10 ปี 1917 ของรัสเซียได้รับชัยชนะ ก็ได้เปลี่ยนแปลงทิศทางของประวัติศาสตร์ ขีดเส้นแบ่งยุคแบ่งสมัยของโลกทั้งโลก ชี้ว่า “ในยุคดังกล่าว ถ้าหากเกิดการปฏิวัติในประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้นที่คัดค้านจักรวรรดินิยม ซึ่งก็คือคัดค้านชนชั้นนายทุนโลก คัดค้านทุนนิยมโลก การปฏิวัตินั้นก็ไม่จัดอยู่ในขอบข่ายของการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนโลกเก่าอีกต่อไป หากแต่จัดอยู่ในขอบข่ายใหม่ ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติโลกของชนชั้นนายทุน และทุนนิยมอีกต่อไป หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติโลกของชนชั้นกรรมาชีพและสังคมนิยมแล้ว การปฏิวัติที่เกิดขึ้นในประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้นชนิดนี้ ขั้นตอนแรก ก้าวที่หนึ่ง ถึงแม้ว่าพิจารณาจากลักษณะสังคมโดยพื้นฐานแล้วยังคงเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ข้อเรียกร้องทางภววิสัย คือขจัดสิ่งกีดขวางบนหนทางพัฒนาของทุนนิยม แต่ว่า การปฏิวัตินี้จะไม่ใช่การปฏิวัติที่นำโดยชนชั้นนายทุนซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสถาปนาสังคมทุนนิยม สร้างอำนาจรัฐเผด็จการของชนชั้นนายทุน หากแต่เป็นการปฏิวัติที่นำโดยชนชั้นกรรมาชีพที่มีเป้าหมายขั้นแรกเพื่อสถาปนาสังคมประชาธิปไตยแบบใหม่ สร้างอำนาจรัฐเผด็จการร่วมของชนชั้นที่ปฏิวัติทุกชนชั้น เพราะฉะนั้นการปฏิวัตินี้ ก็เป็นการขจัดสิ่งกีดขวางบนหนทางสายใหญ่ของการพัฒนาสังคมสังคมนิยมพอดิบพอดี” (จากสรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตง เล่ม 2)
ทฤษฎีนี้ใช้ได้ในยุคสงครามกับการปฏิวัติ ถือเป็นสัจธรรมทั่วไป และเมื่อนำไปปฏิบัติโดยประสานกับสภาพรูปธรรมของสังคมประเทศจีนเก่าในยุคนั้นก็ประสบผลสำเร็จในยุคดังกล่าว แต่ปัจจุบันเป็นยุคสันติภาพกับการพัฒนาและสัจธรรมทั่วไปต้องนำไปปฏิบัติโดยประสานกับสภาพรูปธรรมและลักษณะเฉพาะของสังคมแต่ละสังคม ประเด็นคือ ปัจจุบันที่เรียกกันว่ายุคสันติภาพกับการพัฒนา การนำเสนอประเด็นนี้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางภววิสัยหรือไม่ และที่สำคัญสัจธรรมทั่วไปต้องนำมาประสานกับสภาพรูปธรรมและลักษณะเฉพาะของสังคมแต่ละสังคม ลักษณะทั่วไปของสังคมประเทศจีนเก่ากับสังคมประเทศไทยมีส่วนที่คล้ายคลึงกันคือ ต่างจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้น แต่ลักษณะเฉพาะของสังคมประเทศจีนเก่ากับลักษณะเฉพาะของสังคมประเทศไทยมีความแตกต่างกันอย่างมากทั้งเงื่อนไขประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครอง วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ประเทศจีนเก่าผ่านการปฏิวัติของชนชั้นนายทุนแบบเก่าซึ่งนำโดย ดร.ซุนยัดเซ็นที่เรียกกันว่าการปฏิวัติซินไฮ่ในปี ค.ศ. 1911 หรือ พ.ศ. 2454 โค่นล้มราชวงศ์ชิงสถาปนาประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนภายใต้ระบอบสาธารณรัฐ สำหรับประเทศไทยที่พอจะฝืนเรียกว่าการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน อันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ในปี พ.ศ.2475 หรือ ค.ศ.1932 ซึ่งนำโดย ดร.ปรีดี พนมยงค์ ทำให้ชนชั้นศักดินาจำยอมสละอำนาจ สร้างประชาธิปไตยภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประเทศจีนเก่าหลังการปฏิวัติซินไฮ่ได้สร้างอำนาจรัฐเผด็จการโดยพรรคการเมืองพรรคเดียวคือพรรคกั๋วหมินตั่งหรือก๊กมิ่นตั๋งมาโดยตลอดจนถึงปี 1949 หรือ พ.ศ. 2492 จึงถูกโค่นล้มโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่นำโดยเหมาเจ๋อตง ช่วงเวลา 38 ปี นับจากปี 2454 ถึงปี 2492 ผ่านช่วงประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ๆ คือช่วงแรกที่พรรคกั๋วหมินตั๋งนำโดย ดร.ซุนยัดเซ็น ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่บรรดาขุนศึกเฉือนดินแดนแข็งอำนาจ ไม่ขึ้นต่อรัฐบาลกลาง ภายหลังที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก่อตั้งในปี ค.ศ. 1921 ดร.ซุนยัดเซ็น ผู้นำพรรคกั๋วหมินตั่ง ได้ประกาศนโยบายใหญ่ 3 ประการคือร่วมมือกับสหภาพโซเวียตร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ อุ้มชูกรรมกรชาวนา ในปี 1924 พรรคกั๋วหมินตั่งกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนร่วมมือกันทำสงครามปราบขุนศึกภาคเหนือ ร่วมกันตั้งโรงเรียนการเมืองการทหาร บ่มเพาะผู้ปฏิบัติงาน โดยมี เจี่ยงเจี้ยสือ หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีว่า เจียงไคเช็ค เป็นอธิการบดีและกรรมการฝ่ายการทหาร โจวเอินไหลเป็นกรรมการฝ่ายการเมือง เข้าสู่ยุคสงครามปราบขุนศึกภาคเหนือ ภายหลัง ซุนยัดเซ็น ถึงแก่กรรม เจียงไคเช็ค ผู้นำคนใหม่ของพรรคกั๋วหมินตั่งทรยศต่อการปฏิวัติในปี 1927 กวาดล้างชาวพรรคคอมมิวนิสต์จนเลือดนองแผ่นดิน เข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ของสงครามกลางเมืองเป็นเวลา 10 ปีนับจากปี 1927 ถึงปี 1937 ญี่ปุ่นรุกรานประเทศจีน ความขัดแย้งทางประชาชาติกลายเป็นความขัดแย้งหลักแทนที่ความขัดแย้งทางชนชั้น พรรคคอมมิวนิสต์จีนร่วมมือกับพรรคกั๋วหมินตั่งอีกครั้งทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่นเป็นเวลา 8 ปีนับจากปี 1937 ถึงปี 1945 เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามยอมจำนน ความขัดแย้งทางประชาชาติหมดไป ความขัดแย้งทางชนชั้นเลื่อนขึ้นเป็นความขัดแย้งหลักของสังคมเกิดสงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 ระหว่างพรรคกั๋วหมินตั่งที่นำโดยเจียงไคเช็คกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่นำโดยเหมาเจ๋อตงเป็นเวลา 4 ปีนับจากปี 1945 ถึงปี 1949 จีนใหม่หรือ สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงได้สถาปนาขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม ปี 1949 ( พ.ศ.2492) นับเวลาจากการปฏิวัติซินไฮ่หรือการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแบบเก่าได้รับชัยชนะในปี 1911 ถึงปี 1949 ที่การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแบบใหม่หรือแผนใหม่ได้รับชัยชนะ ใช้เวลา 38 ปี ถ้านับจากปีที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก่อตั้งและเป็นผู้นำการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่จนได้รับชัยชนะ ก็ใช้เวลาเพียงแค่ 28 ปีจากปี 1921 ถึงปี 1949 นั่นคือประวัติศาสตร์ของจีนช่วง 38 ปีโดยสังเขปนับจากปี ค.ศ. 1911 ที่มีการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแบบเก่าถึงปี ค.ศ.1949 ที่สถาปนาจีนใหม่
มาดูของไทยเรา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 มาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 78 ปีเต็ม ได้ผ่านช่วงประวัติศาสตร์อะไรมาบ้างคงไม่ต้องจาระไนให้ละเอียด โดยสังเขปก็คือ ผ่านกบฏบวรเดชที่มุ่งหมายจะฟื้นอำนาจศักดินาในช่วงต้น ๆ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้จะถูกปราบลง แต่ก็มีความพยายามจะฟื้นอำนาจด้วยรูปแบบต่าง ๆ ตลอดเวลา ผ่านการยึดอำนาจรัฐประหารเฉลี่ย 3 ปีต่อครั้ง ใช้รัฐธรรมนูญสิ้นเปลืองถึง 18 ฉบับ มีนายกรัฐมนตรี 27 คน ผู้นำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดร.ปรีดี พนมยงค์ ต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่ต่างประเทศจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ไม่มีโอกาสกลับมาเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดอีกเลย พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก่อตั้งในปี พ.ศ. 2485 หลังการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแบบเก่า 10 ปีคล้ายกับของจีน เคยจับมือกับขบวนการ เสรีไทย ซึ่งเป็นขบวนการใต้ดินร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น แต่ไม่เคยจับมือกับพรรคการเมืองที่กุมอำนาจรัฐทำกิจกรรมร่วมกัน พรรคการเมืองอันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตยอ่อนปวกเปียก ล้มลุกคลุกคลาน ยกเว้นพรรคการเมืองหัวอนุรักษ์ที่อยู่ยงคงกะพันนักการเมืองไม่ต้องพูดถึงหัวสังคมนิยม แค่หัวเสรีนิยม หัวประชาธิปไตย ก็ต้องจบชีวิตลงคนแล้วคนเล่าต่างกับประเทศจีนเก่าหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแบบเก่าที่อำนาจรัฐกุมอยู่ในมือของพรรคการเมืองที่เข้มแข็งเพียงพรรคเดียวคือพรรคกั๋วหมินตั่ง ลักษณะสังคมอย่างนี้ การเมืองการปกครองอย่างนี้เงื่อนไขประวัติศาสตร์อย่างนี้มีส่วนไหนที่เหมือนกับประเทศจีนเก่า การขนเอาบทเรียนการปฏิวัติของประเทศจีนมาใช้ในประเทศไทยแบบคัดลอกตำรานั้นจะได้ผลหรือ ขอฝากไว้เป็นข้อคิด ผมไม่บังอาจชี้ว่าได้หรือไม่ได้อีกอย่างบทเรียนของประเทศต่าง ๆ มีให้เราศึกษามากมาย ทำไม่สหภาพโซเวียตจึงล่มสลาย ทำไมกำแพงเบอร์ลินจึงพังทลาย ทำไมประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกจึงพากันเปลี่ยนสี ทำไม่ประเทศจีนที่เป็นสังคมนิยมต้องหันมาปฏิรูปเปิดประเทศ ปรับระบบโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำไม่ต้องเปิดตลาดการค้าเสรี ทำไมต้องมี 1 ประเทศ 2 ระบอบ ทำไมต้องสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทำไมต้องใช้เศรษฐกิจกลไกตลาดแบบทุนนิยมมาเสริมเศรษฐกิจวางแผนแบบสังคมนิยม ทำไมต้องนำเข้าทุนจากต่างประเทศ ทำไม่ต้องมีตลาดหุ้นที่เขาบอกว่าเป็นของทุนนิยม ทำไมต้องรับเอาวิธีบริหารจัดการของทุนนิยมมาใช้ในวิสาหกิจสังคมนิยม ทำไมเวียตนามและลาวก็หันมาปฏิรูป ลดดีกรีความร้อนแรงที่มุ่งสร้างสังคมนิยมให้สำเร็จลุล่วงในเร็ววัน
คนที่จะนำการปฏิวัติ จะต้องศึกษาหาข้อมูลให้มากกว่านี้ ไม่ใช่กอดแต่ตำราเก่า ๆ ใช้วาทะกรรมเดิม ๆ
อำมาตย์บ่งเสี้ยนตำใจทุบอนุสาวรีย์ปราบกบฎ
ที่มา Thai E-Newsขจัดเสี้ยนหนามตำใจ -อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือ อนุสาวรีย์ปราบกบฎ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ที่คณะราษฎร สามารถปราบกบฏบวรเดช ซึ่งนิยมเจ้าและต้องการให้ประเทศกลับไปเป็นราชาธิปไตย ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ( อ่านรายละเอียด ) เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2479 ในสมัยพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 สถานที่นี้เป็นจุดรวมพลคนเสื้อแดงเมื่อ12มีนาคมก่อนการชุมนุมใหญ่ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ในวันที่ 19 พฤษภาคม ล่าสุดกำลังมีการรื้อย้าย โดยอ้างว่าจะเอาไปทำสะพานลอยแก้รถติด
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
อนุสาวรีย์ปราบกบฎได้กลับมามีบทบาทหนล่าสุด เมื่อคนเสื้อแดงเริ่มการชุมนุมรอบล่าสุดนี้ นายวีระ มุสิกพงษ์ ประธานนปช.ได้เลือกเป็นสถานที่รวมพลเป็นครั้งแรกเมื่อ 12 มีนาคม 2553 ก่อนกิจกรรมการชุมนุมใหญ่ที่ยืดเยื้อมาจบลงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 โดยนายวีระประกาศในตอนนั้นว่ามาสักการะดวงวิญญาณของคณะราษฎร์ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย( ดูภาพกิจกรรม )
การชุมนุมของเสื้อแดงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ ขณะที่อนุสาวรีย์ปราบกบฎก็อาจจะถึงจุดจบตามไปด้วยหลังจากเป็นเสี้ยนหนามตำใจฝ่ายนิยมเจ้ามาอย่างยาวนาน
กรมทางหลวง เร่งเดินหน้าก่อสร้าง โครงการสะพานลอยบริเวณวงเวียนหลักสี่ ในเดือนกรกฎาคม 2553 ทั้งที่ต้องลงมือก่อสร้างตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องจากต้องปรับแบบใหม่ให้ขนาดเสาตอม่อ จากที่ใหญ่ล้ำผิวจราจรพื้นราบ ให้มีขนาดที่เล็กลงแต่มีความมั่นคงแข็งแรงเช่นเดิม ทั้งนี้ กองบังคับการตำรวจนครบาล (บช.น.) เห็นว่า หากไม่ปรับ จะส่งผลกระทบต่อการจราจร ทำให้ช่องทางเดินรถแคบลงในขณะที่ปริมาณรถจากรอบทิศทางมีปริมาณสูงมาก โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน

ล่าสุด ได้มีกลุ่มนักอนุรักษ์โบราณคดี และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนชาวบ้านได้รวมตัวกันคัดค้านการเคลื่อนย้ายอนุสาวรีย์ ดังกล่าว ออกไปจากบริเวณเดิม เพื่อก่อสร้างสะพานลอย โดยอ้างว่า มีความสำคัญทางด้านจิตใจและเป็นโบราณสถานทางประชาธิปไตย มีอายุเกือบ 100 ปี ขณะเดียวกัน หากไม่เคลื่อนย้ายและก่อสร้างสะพานข้ามอนุสาวรีย์ดังกล่าว ก็ไม่เหมาะสม
อย่างไรก็ดี กรมทางหลวง ยืนยันว่า โครงการนี้ล่าช้ามานานและก่อนหน้านี้ได้มีการปิดผิวจราจรบางช่วงเพื่อรื้อย้ายสาธารณูปโภคโดยรอบ ส่งผลให้รถติดขัดหากต้องชะลอโครงการเพราะสาเหตุนี้ ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรเพราะอนุสาวรีย์ดังกล่าว ได้มีการรื้อย้ายมา 3 ครั้งแล้ว อาทิ ช่วงที่มีการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดถนนพหลโยธิน
และที่ผ่านมาได้หารือกรมศิลปากรเมื่อ 4 ปีก่อน ช่วงที่อยู่ระหว่างศึกษาและออกแบบโครงการว่าสามารถรื้อย้าย หรือ ดำเนินการในส่วนงานก่อสร้างสะพานได้หรือไม่ กรมศิลปากรก็อนุญาต ให้กรมทางหลวง เดินหน้าก่อสร้างได้ รวมถึงการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อจะลงมือก่อสร้างกลับมีผู้ออกมาคัดค้านขณะเดียวกันอนุสาวรีย์แห่งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาใดเพียงเป็นสัญลักษณ์ทางการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยเท่านั้น เช่นเดียวกับ นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ระบุว่า อนุสาวรีย์ดังกล่าว เป็นเพียงสัญลักษณ์จำลองเท่านั้น ซึ่งไม่มีผลอะไร ดังนั้นจึงมองว่า น่าจะก่อสร้างได้โดยไม่มีผลกระทบอะไร
ล่าสุด นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง ออกมาระบุว่า ได้เตรียมลงมือก่อสร้าง ซึ่งขณะนี้ ได้รับอนุมัติแผนการจัดการจราจรจาก กองบังคับการตำรวจจราจร กองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้วสำหรับการก่อสร้างสะพานลอยที่อนุสาวรีย์หลักสี่ โดยลงมือ หลังจากรื้อย้ายงานสาธารณูปโภคเรียบร้อยทั้งหมด ขณะเดียวกัน ได้ดำเนินการก่อสร้างงานฐานรองรับอนุสาวรีย์ ในบริเวณวงเวียนและงานรื้อย้ายสาธารณูปโภคอื่นๆในแนวถนนรามอินทรา
โดยแนวสายทางสะพานลอยหลักสี่ เริ่มต้นจากถนนแจ้งวัฒนะบริเวณหน้าโรงเรียนมัธยมสาธิต วัดพระศรีมหาธาตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เข้าสู่พื้นที่วงเวียนหลักสี่เชื่อมเข้าสู่ถนนรามอินทรา โดยมีจุดสิ้นสุดสะพานบริเวณก่อนถึงทางเข้ามหาวิทยาลัยเกริก ลักษณะของสะพานเป็นสะพานคู่ฝั่งละ 2 ช่องจราจร โดยที่มุ่งหน้าฝั่งทิศตะวันออก (รามอินทรา) สะพานมีความยาวรวม 908.90 เมตร ผิวจราจรกว้าง 7.75 เมตร
ส่วนฝั่งที่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก (ถนนแจ้งวัฒนะ) สะพานมีความยาวรวม 586.00 เมตร ผิวจราจรกว้าง 7.75 เมตร งานปรับปรุงถนนช่วงขึ้นและลงสะพานด้านละประมาณ 200.00 เมตร งานก่อสร้างเชิงลาดคอสะพาน (Bridge Approach Structure) ความยาวด้านละ 58.75 เมตร งานไฟฟ้าแสงสว่าง งานติดตั้งกำแพงกันเสียง (Noise Barrier) งานสะพานลอยคนเดินข้ามบริเวณหน้าโรงเรียนมัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครและหน้าที่ทำการไปรษณีย์รามอินทรา
การคัดค้านของกลุ่มอนุรักษ์ก็ยังคงเดินหน้าคัดค้านต่อไป ขณะที่กรมทางหลวงยืนยันเดินหน้าก่อสร้างแน่ นับจากนี้ อีก 600 วันน่าจะเปิดใช้เส้นทางได้ !!!
สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(3ก.ค.):ยืนหยัดสัจธรรม
ที่มา Thai E-Newsโรคจิตอยากโดนด่า -เปิดรับสายวันแรกโครงการ6วัน63ล้านความคิด เจอชาวบ้านไล่ไปลงนรกเปิดรับสายวันที่สองชาวบ้านไล่ให้ยุบสภา เปิดสายวันที่สามชาวบ้านถามหาความยุติธรรมมาตรฐานเดียวก่อนหน้านั้นไปเดินหาเสียงที่โรงพยาบาลโดนชาวบ้านด่าเต็มหู"ไอ้เหี้ย"( ดูข่าว )ส่วน"ไก่อู"เจอด่า"ไอ้สัตว์ฆ่าประชาชน"เต็มๆ( ดูข่าว ) เกจิแนะนำหากมาร์คแค่อยากโดนด่าฟรีให้โทรไปรายการวิทยุของอาจารย์วีระ ธีรภัทร ทางFM96.5MHzช่วงบ่ายๆจ้นทร์-ศุกร์ก็ได้ ไม่ต้องเปลืองงบประมาณภาษีประชาชน
โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
3 กรกฎาคม 2553
***ตราบใดที่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและลงทางทิศตะวันตก ตราบนั้นสัจธรรมก็ยังเป็นความจริงอยู่นิรันดร์กาล แม้พวกอสัตย์-อธรรมจะบิดเบือนเชือนแชแถไถอย่างไรก็ตามที***
***คนเสื้อแดงภาคพลเมืองได้เชิญชวนคนเสื้อแดงร่วมงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่วีรชนขึ้นอีกครั้ง ณ ศาลาชัยฯ วัดปทุมวนาราม ในวันอาทิตย์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓ โดยมีกำหนดการดังนี้
๑๐.๐๐ ผู้ร่วมงานมาพร้อมเพรียงกัน
๑๐.๓๐ พระสงฆ์ ๑๐ รูป เจริญพุทธมนต์
๑๑.๑๕ ถวายภัตตาหารเพล วางเครื่องสังเวยแด่ผู้วายชนม์บริเวณหน้าวัด
๑๒.๐๐ ถวายสังฆทาน พระสงฆ์อนุโมทนาในศาลา
เสร็จแล้วนิมนต์พระสงฆ์สวดแผ่กุศลบริเวณที่มีผู้เสียชีวิตหน้าวัด
หลังเสร็จพิธี เชิญร่วมรับประทานอาหาร(บุฟเฟต์ไทย) สนทนา ปรับทุกข์ ผูกมิตร ตามสบาย
การแต่งกาย - ปกติ ตามสบาย หรือเสื้อวันอาทิตย์สีแดง ในงาน มีทั้งเสื้อแดง/ตัวอักษรขาว และเสื้อขาว/ตัวอักษรแดง แจกแก่ผู้ร่วมงานบุญนี้สอบถามคณะผู้จัดงานเพิ่มเติมทางอีเมล์jareporn@hotmail.com>***
***ขอเชิญเพื่อนๆ กลุ่ม PDG และ ผู้สนใจจะทำงานอาสาสมัครช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ติดตามผู้สูญหายจากเหตุการณ์พฤษภาคม 19 ทุกท่าน เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือ/ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำงานภายใต้หัวข้อ ประชุมเรื่องช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ สูญหายจากเหตุการณ์พฤษภา 19 ในวันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม 2553 เวลา 14.00น. ณ ร้านแม็คโดแนลด์ ชั้นล่าง ตึกอัมรินทร์ พลาซ่า ใกล้สี่แยกราชประสงค์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทางอีเมล์ n.singkran@gmail.com***
***เชิญชมละครเวที เรื่อง หนูน้อยหมวกแดงกับยักษ์หน้าหล่อ ในวันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม 2553 เวลาhttp://www.facebook.com/l/06a47AUwk86sjI8bGmzlzm1LJ4g;15.00-17.00 น.@มูลนิธิ 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน รับบัตรฟรีได้ที่ 087-106-2396 (กอล์ฟ)ดูลายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.facebook.com/event.php?eid=132299823456448 ***
***กลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน ขอเชิญผู้ที่สนใจ ชมภาพยนตร์เกาหลี'May 18' ที่ว่าด้วยเหตุการณ์การลุกฮือของประชาชน ที่เมืองกวางจูประเทศเกาหลีใต้ ในเดือนพฤษภาคม 1980 ซึ่งรัฐบาลทหารชุน ดูฮวานได้ยึดอำนาจ ปกครองโดยเผด็จการ และปราบปราบประชาชนผู้ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างนองเลือด โดยยัดเยียดให้ผู้ถูกสังหารเป็นผู้ก่อการร้ายและกบฎคอมมิวนิสต์ ใช้สื่อของรัฐบิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุม
ทำให้ประชาชนทั่วประเทศก่อความเคลื่อนไหวคัดค้าน นายพลชุน ดูฮวาน และนายพลโรห์ แตวู ต้องสั่งการให้กองทัพใช้กำลังปราบปรามประชาชนอย่างเด็ดขาด ยกเว้นอยู่ที่เดียว คือที่เมืองกวางจู ที่นักศึกษาและประชาชนร่วมมือกันต้านทานกองทัพได้อย่างเข้มแข็ง แต่ท้ายที่สุดทหารก็เข้ายึดเมืองกวางจูไว้ได้เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน
ต่อมามีการสอบสวนรื้อฟื้นเหตุการณ์ และลงโทษจำคุกตลอดชีวิตจอมเผด็จการ และสร้างอนุสาวรีย์คืนเกียรติยศแก่วีรชน
หลังภาพยนตร์ จะมีการเสวนาแลกเปลี่ยน จากวิทยากรผู้ทรงเกียรติ อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และผู้ร่วมชม..หรืออ่านบทความนี้ก่อนไปร่วมงาน 'MAY18'เมื่อเสธ.แดง-พยาบาลน้องเกด-พระและวีรชนราชประสงค์โลดแล่นอยู่ในหนังเกาหลี.. ***
***คุณจอน คูโบต้า แห่งบอร์ดประชาไทได้จัดทำสติ๊กเกอร์หลากหลายรูปแบบที่ตัดจากเครื่องตัดระบบคอมพิวเตอร์แล้วมานั่งสอดสีด้วยมือ ซ้อนสองชั้นพื้นล่างขอบขาวเวอร์ชั่น 1 มี 2 แบบ
-แบบแรกสติกเกอร์ซาบซึ้ง
-สติกเกอร์นกน้อยในไร่ส้มผสมวาฬ
ราคาเวอร์ชั่น 1 (2 แผ่น) 99 บาท ค่าจัดส่ง 30 บาท วประเทศ รวม 129 บาท (สามารถใส่ซองมาตรฐานไปรษณีย์)รายได้ส่วนนึงจะสมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่บาดเจ็บและเสียชีวิตตามเจตนารมณ์ของลุงจุก ประชาไท
ท่านใดสนใจสั่งสติกเกอร์เวอร์ชั่นแรกสั่งมาได้ โดยการโอนเงินที่ บัญชีร้่านอักษรศิลป์ โฆษณา
เลขที่268-2-43449-2
ธนาคารกสิกรไทย
บัญชีออมทรัพย์
สาขา ถ.ติวานนท์(แคราย)
แจ้งชื่อที่อยู่พร้อมเวลาโอนที่อีเมล์ aksornsilp@gmail.com เพื่อความชัวร์กรุณาโทรแจ้งหลังการโอนที่ 087-4074705 (แต่อย่าลืมเมล์ที่อยู่มานะครับ)***
** หมายเหตุ :-สั่งหลายชุดค่าจัดสิ่งก็แค่ 30 บาทนะครับ เช่น 3 ชุด ก็ 99x3= 297+30=327 บาทครับ(ไม่ต้องส่งมาชุดละ 129 บาท x3นะครับขี้เกียจส่งเงินคืน อิอิ)
-สามารถสั่งลายที่นอกเหนือจากนี้ได้ตามต้องการแต่ราคาขึ้นกับความยากง่ายของงานครับ
-จะพยายามออกเวอร์ชั่นใหม่เร็วๆ นี้ครับ
................. ขอขอบคุณทุกท่านที่มีจิตกุศลครั้งนี้ .............***

***ส่วนอีกรายจัดทำเสื้อวันอาทิตย์สีแดงให้ได้ใส่กันทั่วประเทศ มี 3 เวอร์ชั่นหลักๆ คือเวอร์ชั่นก่อแก้ว เบอร์ 4 ,เวอร์ชั่นสมบัติ บุญงามอนงค์-บก.ลายจุด และเวอร์ชั่นคุณซาบซึ้งprofessional ทัศนาดูตามภาพข้างต้น และติดต่อสั่งศซื้อให้เกร่อกันทั่วประเทศได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้***
***นายทุนของอำมาตย์จัดงาน สหกรุ๊ปแฟร์ ทุกปี กำไรส่วนหนึ่งเอาไปหนุนพวกเสื้อเหลือง และต่อท่อน้ำเลี้ยงอำมาตย์..หากท่านไม่อยากอุดหนุนทุนอำมาตย์ แต่อยากหนุนช่วยพี่น้องผู้ใช้แรงงานแท้ๆที่ถูกรังแกและหัวอกเดียวกับเสื้อแดง เชิญไปงานนี้ "Try Arm" Underwear "Fair Trade Fashion" ของอดีตพนักงานชุดชั้นในไทรอัมพ์ที่โดนเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
งานนี้เพื่อสร้างสรรค์งานให้กับผู้บริโภค ได้ใช้สินค้าคุณภาพดีราคาถูกดีไซน์สวย เบื้องต้นทางกลุ่มเราอยากได้จักรเย็บผ้าที่มีคุณสมบัติเฉพาะเพิ่มอีก รวมถึงเครื่องตัดผ้าที่มีสามารถตัดผ้าละเอียดสาวยงาม ขอให้สนับสนุนซื้อสินค้าเพื่อนำมาซื้อเครื่องจักรเพิ่ม
ท่านใดสนใจที่จะช่วยอุดหนุนสินค้า "ไทร อาร์ม" เพื่อใช้เป็นทุนในการต่อสู้ สามารถคลิกเข้าไปดูที่www.tryarm.org หรือติดต่อได้ที่tryarm.underwear@gmail.com 08-7020-6672 และ 08-7926-5231***
***Red Power สื่อสีแดงโดยสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผงาดแผงหนังสือทุกจังหวัดในวันนี้ เย้ยฟ้าท้าสวรรค์ด้วย ยอดขายทะลุเป้า 30,000 เล่ม แต่ร้านซีเอ็ด กับนายอินทร์ ยังไม่ยอมรับจำหน่าย กลัวอิทธิพลมืด แต่บางสาขาย่อยทนกระแสไม่ไหวแอบวางขาย ร้านหนังสือทั่วไปขานรับเต็มที่ - สร้างปรากฏการณ์ใหม่“พลังแดงแรงฤทธิ์” กระหึ่มบนท้องถนนอีกครั้ง***
***มติชนสุดสัปดาห์ปกล่าสุด เชิญอุดหนุนได้แผงใกล้บ้านท่าน***
***แผ่นโปสเตอร์หาเสียงของก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยเบอร์ 4 หากผู้สมัครท่านอื่นอยากให้ไทยอีนิวส์ช่วยประชาสัมพันธ์ฟรีๆไม่ต้องเสียตังค์ค่าลงข่าวเหมือนสื่อทั่วๆไป หรือจะส่งข่าวใดๆแจงมาthaienews99@googlegroups.com ***
000000000000ขจัดเสี้ยนหนามตำใจ -อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือ อนุสาวรีย์ปราบกบฎ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ที่คณะราษฎร สามารถปราบกบฏบวรเดช ซึ่งนิยมเจ้าและต้องการให้ประเทศกลับไปเป็นราชาธิปไตย ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2479 ในสมัยพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 สถานที่นี้เป็นจุดรวมพลคนเสื้อแดงเมื่อ12มีนาคมก่อนการชุมนุมใหญ่ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ในวันที่ 19 พฤษภาคม ล่าสุดกำลังมีการรื้อย้าย โดยอ้างว่าจะเอาไปทำสะพานลอยแก้รถติด
อนุสาวรีย์ปราบกบฎได้กลับมามีบทบาทหนล่าสุด เมื่อคนเสื้อแดงเริ่มการชุมนุมรอบล่าสุดนี้ นายวีระ มุสิกพงษ์ ประธานนปช.ได้เลือกเป็นสถานที่รวมพลเป็นครั้งแรกเมื่อ 12 มีนาคม 2553 ก่อนกิจกรรมการชุมนุมใหญ่ที่ยืดเยื้อมาจบลงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 โดยนายวีระประกาศในตอนนั้นว่ามาสักการะดวงวิญญาณของคณะราษฎร์ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย( ดูภาพกิจกรรม )
การชุมนุมของคนเสื้อแดงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 และอนุสาวรีย์ปราบกบฎก็อาจจบลงตามไปด้วย...
ปฏิกริยาต่อบันทึกของวิสา คัญทัพ
ที่มา Thai E-Newsน้ำใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของมวลชน -ภาพที่มีชื่อเสียงภาพหนึ่งของเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม 53 คือ The last Red shirt เป็นภาพเหตุการณ์ที่ผุสดี งามขำ เสื้อแดงคนสุดท้ายนั่งปักหลักอยู่หน้าเวทีราชประสงค์ ภายหลังแกนนำคือณัฐวุฒิกับจตุพรประกาศยุติการชุมนุมเข้ามอบตัวกับรัฐบาล โดยมวลชนจำนวนมากไม่เห็นด้วย ขณะที่ผุสดีกล่าวภายหลังว่าเธอนั่งปักหลักอยู่เป็นคนสุดท้ายเพื่อเป็นการรักษาคำมั่นสัญญากับแกนนำว่าจะยืนหยัดต่อสู้จนถึงที่สุดไม่ยอมแพ้
โดย เพ็ญแข กงสวรรณ
3 กรกฎาคม 2553เหมือนจะยอม เหมือนจะแพ้ แท้แล้วสู้

นี่คือคำพูดของคุณวิสา คัญทัพ ( อ่านรายละเอียด วิสา คัญทัพ:บันทึกพ่ายแพ้-สรุปบทเรียน ตอน1-2 )
ดิฉันมีข้อสงสัยดังนี้
1. คุณและไพจิตร อักษรณรงค์ ยอมเห็นคนตายอีกไม่ได้ แล้วคุณเคยคิดไหมว่าคนที่อยู่ที่นั่นก็ไม่อยากเห็นคนตายอีก ดิฉันหมายถึงมวลชนไม่ใช่แกนนำ
เค้ามิอาจทิ้งเพื่อน ๆ ไปได้เค้าต้องอยู่เพื่อปกป้อง เพราะมวลชนส่วนใหญ่ตอนนั้นไม่ยอมแพ้ ดิฉันคิดว่าในความสูญเสียเรากลับได้เห็นเป็นครั้งแรกว่านี่คือคำสั่งประชาชนที่แท้จริง เป็นครั้งแรกที่เค้าไม่ยอมแกนนำสั่งอีกต่อไป และเป็นครั้งแรกที่มวลชนมีความคิดล้ำหน้าแกนนำอย่างพวกคุณ
2. ทำไมดิฉันพูดเช่นนั้น เพราะพวกคุณไม่เคยฟังเสียงมวลชน พวกคุณฟังเสียงกันเองเพียงไม่กี่คน ทั้ง ๆ ที่พวกเค้าเป็นพวกที่ต้องตายซึ่งหมายถึงตายได้ทุกเมื่อ ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีการ์ดคอยคุมอย่างพวกคุณ แต่เค้าก็ไม่ถอยเพียงเพราะไม่อยากถอย เค้าไม่ถอยเพียงเพราะเป็นห่วงเพื่อนร่วมทาง แล้วพวกแกนนำอย่างคุณอยู่ไหน?
3. ทำไมดิฉันพูดเช่นนี้น เพราะ ที่คุณมีความจริงใจอย่างที่ปากพูดที่ว่า วีระ มุสิกพงศ์ ตัวคุณวิสา และคุณไพจิตร อักษรณรงค์ คุณอดิศร เพียรเกษ ตัดสินใจลงสถานีเดียวกัน เพราะลงขบวนรถไฟไป เหตุเพราะข้อเรียกร้อง "ยุบสภา" บรรลุแล้ว ทำไมคุณไปไม่บอกกล่าวมวลชนที่คุณพร่ำรักนักรักหนา ห่วงใยอย่างที่สุด เพียงกล่าวลายังไม่กล้าเพราะคุณกลัวโดนโห่ไล่ใช่หรือไม่ หรือพวกคุณขี้ขลาดเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับมวลชนหยุดอาจมีความหมายว่าไม่หยุด
หยุดเพราะแท้ที่สุด หาหยุดไม่
หยุดการตาย เพื่อให้อยู่ สู้ต่อไป
หยุดสงวนกำลังไว้ใช้อีกนาน
สุดท้ายนี้ดิฉันขอฝากบอกไปยังคุณ อดิศร เพียรเกษ ที่ดิฉันชื่นชมที่เป็นคนตัวใหญ่แต่มองเห็นหัวคนตัวเล็ก อุตส่าห์แต่งเพลงให้ คุณตีนโต ทั้งที่เป็นคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง แต่ตอนนี้ดิฉันอยากถามว่า ตอนคุณตีนโตเข้าโรงพยาบาลได้กล่าวว่า ผมไม่อยากแพ้ ถึงตอนนี้คุณจะบอกกับวิญญาณเค้าอย่างไรว่าคุณลงสถานีก่อนหน้านี้ไปแล้ว
นี้เพียงความในใจความดิฉันคนที่รักพวกคุณ ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตามด้วยความเครารพ ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมมาอธิบายพรรณาเอาตอนนี้ หรือพวกคุณจะกลับมาสู้ต่อ ถ้าเป็นอย่างนั้นดิฉันจะดีใจอย่างยิ่ง แต่ขอความกรุณาขอให้พวกคุณ 4 คนกลับมาคราวหน้า กรุณามาเป็นมวลชนคนเสื้อแดง แต่อย่าเป็นแกนนำคนเสื้อแดงอีกเลย
ดิฉันเพียงต้องการสะท้อนให้เห็นสำหรับคนไม่น้อยที่อึดอัดกับท่าทีของพวกเค้า นี่ไม่ใช่การต่อว่าว่าใครถูกใครผิด ทุกท่านมีวุฒิภาวะ ซึ่งถ้าไม่มีแกนนำทุกท่านที่ช่วยระดมความคิด ก็ไม่มีฉันวันนี้ วันที่ฉันสามารถร้องไห้ให้กับทุกท่านที่เสียชีวีติ และซาบซึ่งกับแกนนำทุกท่านที่กล้าเผชิญอันตราย และมีความสามารถรวมจิตใจคนจาก 1 เป็นแสนเป็นล้าน ให้ได้ตาสว่างเข้าใจว่าบ้านเมืองนี้เราทุกคนต้องช่วยกัน เพราะมันไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง
ดิฉันหวังทาง thaienews จะกรุณาลงความในใจของคนเสื้อแดงคนหนึ่ง ที่เพิ่งจะเขียนบทความครั้งแรกได้บอกความในใจนี้ด้วยเถอะคะ
Saturday, July 3, 2010
ความโปร่งใสของแบงก์ชาติ

เป็นโอกาสอันดีในโอกาสในช่วงที่มีการสรรหาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ ตามพ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ปรับปรุงการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทยและกลไกต่างๆให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น
เริ่มจากกระบวนการสรรหาผู้ว่าฯคนใหม่ หลังจากที่การสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว นายกรณ์ จาติกวาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังควรเปิดเผยข้อกระบวนการสรรหาทั้งหมด รวมทั้งวิสัยทัศน์ของผู้สมัครทั้งหมดเพื่อให้สาธารณชนได้ตรวจสอบว่า การใช้ดุลพินิจของรัฐมนตรีคลังในการตรวจ"ข้อสอบ"เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน มีเหตุมีผล จะได้ไม่มีข้อครหาว่า เล่นพรรคเล่นพรรคหรือถูกบีบจากผู้มีบารมีนอกพรรคประชาธิปัตย์
ในด้านการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ว่าฯคนใหม่ควรปรับปรุงการทำงานและกลไกต่างๆโดยเฉพาะคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ซึ่งการตัดสินใจของคณะกรรมการมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและมีผลได้ผลเสียสูง
ในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ให้เหตุผลในตอนหนึ่งว่า
"โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงวัตถุประสงค์อำนาจหน้าที่ และโครงสร้างของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้เหมาะสม...ในการดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน ตลอดจนสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ประกอบกับ สมควรให้มีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย และมาตรการต่างๆ เฉพาะที่จำเป็นในแต่ละด้าน ได้แก่ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน และคณะกรรมการระบบการชำระเงิน เพื่อให้การดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทยในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและระบบสถาบันการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทันต่อเหตุการณ์และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจทางการเงินของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการกิจการของธนาคารแห่งประเทศไท.. รวมทั้งกำหนดการป้องกันการมีส่วนได้เสียของผู้ว่าการ กรรมการ พนักงาน และลูกจ้าง เพื่อให้การบริหารงานของธนาคารแห่งประเทศไทยมีความโปร่งใส ........"
แต่นั่นเป็นเพียงหลักการในกฎหมาย ในทางปฏิบัติ การดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการชุดต่าง ๆ อาจจะไม่เป็นอิสระจากการแทรกแซงของภาคการเมือง(ดูตัวอย่างจากการสรรหาคณะกรรมการธนาราชุดแรก)ได้อย่างแท้จริง หากกรรมการคนใดหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีส่วนได้ส่วนเสีย มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและรับอิทธิพลจากฝ่ายการเมืองมาประกอบการตัดสินใจในทางนโยบาย อาจเกิดผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง
ดังนั้น น่าจะมีกระบวนการการตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจของคณะกรรมการชุดต่างๆ โดยเฉพาะ กนง.ที่ควรให้สาธารณชนรับรู้ว่า กรรมการคนไหนคิดและตัดสินใจอย่างไร เพราะในทางข้อเท็จจริง ไม่มีทางทราบได้ว่า "ผู้ทรงคุณวุฒิ"คนใด มีความใกล้ชิดกับนักธุรกิจ นักการเมืองคนใด มีการนำเอาข้อมูลภายใน(insider) ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่
ตัวอย่าง เช่น การตัดสินใจควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนเมื่อปลายปี 2549 (มาตรการกันสำรอง 30%) นั้น ถ้าเกิดกรรมการคนใดนำข้อมูลภายใน ในวันที่ตัดสินใจไปให้ตัวแทนทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม (มีคำสั่งขายก่อนที่จะมีการประกาศการตัดสินใจ และช้อนซื้อในวันต่อมาหลังประกาศคำสั่งแล้ว) ก็เป็นการนำข้อมูลภายในไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ครอบครัว และพวกพ้อง
ความเป็นอิสระและความโปร่งใสของ กนง.นั้นไม่ควรกล่าวอ้างกันลอย ๆ แต่ ควรมีการเปิดเผยบันทึกการประชุม หรือที่เรียกว่า "minutes" เช่นประเทศที่าทำนโยบายการเงินอย่างโปร่งใสและอิสระซึ่งมีการเผยแพร่บันทึกรายงานการประชุมว่า กรรมการคนไหนพูดอะไร และตัดสินใจอย่างไรบนเหตุผลข้อเท็จจริงอะไร ให้ประชาชนอย่างเราได้รับทราบภายใน 1 เดือนภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น อาทิ ธนาคารกลางประเทศออสเตรเลียนั้นเผยแพร่รายงานการประชุมใน 2 สัปดาห์หลังการประชุม ญี่ปุ่นกำหนดเวลา 1 เดือน ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใน 3 สัปดาห์ และธนาคารกลางอังกฤษภายใน 2 สัปดาห์ หรือแม้แต่บราซิลซึ่งมาตรฐานด้านความโปร่งใสไม่น่าจะสูงมากก็ยังมีการเผยแพร่ภายใน 1 เดือนเลย
สำหรับประเทศไทย หวังว่า คงไม่ต้องมีกระชับพื้นที่ทวงความโปร่งใสให้เป็นที่ขายหน้าประเทศอื่นๆอีก

