ที่มา ข่าวสด
ครม.อนุมัติงบประมาณ 122.8 ล้านบาท ให้ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) จัดหารถยนต์กันกระสุนหุ้มเกราะจำนวน 20 คัน สำหรับให้นายกฯ และรัฐมนตรีนำมาใช้
ศรภ.เช่ารถยนต์กันกระสุนหุ้มเกราะ ยี่ห้อ LAND ROVER รุ่น Range Rover จากบริษัทซิตี้ ออโต้โมบิล จำกัด เมื่อเดือนสิงหาคม 2552
ทั้งเพื่อใช้เป็นพาหนะรองรับผู้นำอาเซียนในการประชุม สุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 14, การประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 ตลอดจนนำไปใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
และใช้เป็นรถยนต์ประจำตำแหน่งของบุคคลสำคัญ อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ., และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เป็นต้น
รถยนต์เช่ามาชุดนี้กำลังจะหมดสัญญาเช่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเสนอครม. ของบประมาณปี 2554 ซื้อรถยนต์กันกระสุนหุ้มเกราะแทนการเช่าในปัจจุบัน วงเงิน 360.877 ล้านบาท
โดยระบุว่าการซื้อคุ้มค่ากว่าการเช่า เพราะปัจจุบันมีการขายรถพร้อมการซ่อมบำรุง
เป็นการซื้อรถประจำตำแหน่ง 29 คัน วงเงิน 149.914 ล้านบาท โดยใช้เป็นรถยนต์ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, รองนายกฯ, รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, เลขาฯ นายกฯ, รองเลขาฯ นายกฯ และผู้บริหารของสำนักนายกฯ
รถส่วนกลาง 44 คัน เป็นเงิน 45.205 ล้านบาท
และรถรับรองแขกต่างประเทศ 19 คัน เป็นเงิน 165.758 ล้านบาท
ซึ่งยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องความเหมาะสมของการใช้เงิน
ตั้งแต่ความจำเป็นและจำนวนของการสั่งซื้อ ไปจนถึงรูปแบบที่เลือกการซื้อแทนเช่า
ว่าคุ้มค่ากว่าจริงหรือไม่
รถกันกระสุนในประเทศไทยมี 2 รูปแบบ คือรถนำเข้ามาจากต่างประเทศ กับรถที่ดัดแปลงในประเทศ
ขีดความสามารถ ข้อมูลผู้ซื้อ ข้อมูลราคา และระดับการป้องกันด้วย ถือเป็นความลับสุดยอดของผู้ขาย
ปกติขีดความสามารถของรถกันกระสุนในปัจจุบัน สามารถป้องกันการโจมตีจากอาวุธหนัก เช่น ปืนไรเฟิล, ปืนกลมือ, ระเบิดมือ และปีนข้ามเกาะกลางถนนหรือฟุตปาธได้
ด้วยการเสริมเกราะรอบคันด้วยเหล็กเหนียวพิเศษหรือวัสดุอื่น ถังน้ำมันชนิดกันระเบิด และมีระบบซ่อมรอยรั่วอัตโนมัติ กระจกนิรภัยหนามากกว่าหนึ่งนิ้วขึ้นไป
รอยต่อและร่องต่างๆ ต้องผ่านการประกอบแบบพิเศษ ป้องกันการทะลุทะลวงของกระสุนและการโจมตีด้วยแก๊สพิษ ยางที่ใช้ต้องออกแบบมาพิเศษ
และระบบสื่อสารที่สามารถติดต่อกับภายนอกได้โดยไม่ต้องเปิดประตูหรือหน้าต่าง
มีเซ็นเซอร์ตรวจจับควันและแก๊สน้ำตา
ระบบปิดอากาศเข้าทั้งหมด และทำงานให้อากาศหมุนเวียนภายในเท่านั้น
ระบบล็อกและเตือนภัยในสถานการณ์คับขัน
อุปกรณ์ดับไฟ
ถังออกซิเจน
รวมถึงเครื่องยนต์ชนิดพิเศษที่มีกำลังสูง
นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ต้องมีทักษะผ่านการอบรมในเรื่องการใช้งานระบบต่างๆ
มีทักษะการขับขี่ชั้นดี และการควบคุมรถให้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, July 5, 2010
รถกันกระสุน
บ้าอำนาจ
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
ขนาดกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมากด้วยไมตรีต่อรัฐบาลอย่างยิ่งในเหตุการณ์ความรุนแรงกลางเมืองครั้งนี้ ยังต้องเอ่ยปากถึงพ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า รัฐบาลควรยกเลิกได้แล้ว
*น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กล่าวว่า เมื่อเหตุการณ์ปกติแล้ว รัฐควรใช้กฎหมายปกติ เช่น กฎหมายอาญา*
จากการตรวจสอบของกสม.เองพบว่า มีการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินนำตัวผู้ต้องสงสัยมาควบคุมและจำกัดสิทธิเสรีภาพ ละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือนายสมบัติ บุญงามอนงค์
ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิทางการเมืองเพื่อแสดงการคิดต่างจากรัฐบาล ไม่ใช่กรณีที่จะใช้กฎหมายพิเศษควบคุม
หมอนิรันดร์บอกด้วยว่า การใช้กฎหมายต้องใช้คุ้มครองหรือสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน ไม่ใช่ใช้ทำลายหรือละเมิดสิทธิมนุษยชน
รวมทั้งเตือนด้วยว่า ยิ่งใช้พ.ร.ก.ยิ่งไม่เกิดปรองดอง และจะเป็นแนวร่วมมุมกลับ ทำให้เกิดสถานการณ์ใต้ดิน
นั่นเป็นท่าทีของกก.สิทธิ์ ที่เริ่มเห็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขต
แม้แต่มิตรยังเริ่มรับไม่ไหว
ไม่เท่านั้น ล่าสุดยังมีเหยื่อการใช้อำนาจบ้าระห่ำอีก คือ นายวสันต์ แสงรัศมี หนุ่มกู้ภัย ซึ่งทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในเหตุความรุนแรง
*เคยทวงถามความเป็นธรรมให้กับเพื่อนอาสา*
มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยถึง 4 คนที่ถูกยิงตาย ขณะทำหน้าที่อาสากู้ภัยอาสากาชาด รวมทั้ง น้องเกด ที่ถูกยิงอย่างเหี้ยมโหดในวัดปทุมวนาราม ทั้งที่ใส่ชุดมีตรากาชาดแท้ๆ
นายวสันต์เคลื่อนไหวหาคนฆ่าเพื่อน รวมทั้งในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ในวัดปทุมฯตลอดทั้งคืน!
มีคนเคยห่วงใยเกรงว่าจะถูกปิดปาก
แล้วจะให้ตีความอย่างไร เมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เซ็นหมายศอฉ.ให้ไปรายงานตัว
ทั้งที่นายวสันต์ไม่ได้ปลุกม็อบ แค่พูด แค่เรียกร้อง
ถ้ามองในฐานะเป็นพยานปากเอกกรณี 6 ศพ ซึ่งหน่วยงานสากลกำลังสอบสวนอยู่
แบบนี้ตีความได้ว่า กำลังคุกคามพยาน!
พูดกันจริงๆ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันเหตุระเบิดได้หรอก ถ้ามีคนจ้องก่อเหตุหรือมีคนจ้องจะจัดฉากสร้างสถานการณ์ มันต้องเกิดวันยังค่ำ
แต่อิทธิฤทธิ์ของพ.ร.ก.นี้ ที่เห็นได้ชัดเจนมากกว่า
*คืออำนาจล้นฟ้า จะเรียกใครมาควบคุมตัวได้ง่ายๆ ไม่ต้องมีข้อหา ไม่ต้องมีความผิด*
ถ้าแสดงความบริสุทธิ์ใจไปรายงานตัว
ต้องไปนอนที่คลอง 5 ยาวนานแน่นอน!
อย่าแบ่งฝ่ายเสียเอง
ที่มา ข่าวสด
ในยุคที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วประกาศว่า จังหวัดใดก็ตามที่เลือกพรรคไทยรักไทย จะได้รับงบประมาณหรือโครงการพัฒนาก่อน
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นว่าการเลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐานเช่นนี้ จะก่อปัญหาให้กับสังคม
พลังและเหตุผลของการวิพากษ์วิจารณ์หนักแน่นเสียจนกระทั่งพ.ต.ท.ทักษิณต้องออกมาแก้ตัว ว่าไม่ได้มีเจตนาจะปฏิบัติเช่นนั้นจริง และต้องล้มเลิกแนวความคิดดังกล่าวไปในที่สุด
โดยหนึ่งในผู้ที่ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านพ.ต.ท.ทักษิณในขณะนั้น มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันด้วย
แล้วเหตุใดนายอภิสิทธิ์จึงเดินซ้ำรอยพ.ต.ท.ทักษิณเสียเอง
เพราะนับแต่เสร็จสิ้นการชุมนุมของประชาชนเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมเป็นต้นมา และมีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 90 ราย และบาดเจ็บกว่า 2,000 ราย
นอกจากไปเยี่ยมเยือนเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ไปเยี่ยมเยือนแสดงความเห็นใจกับความสูญเสียของประชาชนเลย
ถ้าเกรงว่าการไปเยี่ยมเยือนแสดงความเห็นใจ จะทำให้น้ำหนักของคำประกาศว่าผู้ชุมนุมบางส่วนเป็น "ผู้ก่อการร้าย" เจือจางลง
ก็ยังมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากราย ที่พิสูจน์ทราบชัดเจนแล้วว่าเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์
เป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับการชุมนุม
ท่าทีเหมือนเมินเฉยหรือเลือกปฏิบัติ เมื่อเทียบกับภาพของความเอาใจใส่ในการให้ความสงเคราะห์แก่ผู้ได้รับความสูญเสียด้านเศรษฐกิจการค้า ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อตัวนายกรัฐมนตรีเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะทำให้แนวทางการปรองดองที่เสนอขึ้นมา หมดหรือลดน้ำหนักและความน่าเชื่อถือลงไปในทันที
เพราะเพียงแต่มีน้ำจิตน้ำใจในการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมสังคมด้วยกัน ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ด้วยความตระหนักในคุณค่าความเป็นคนของผู้อื่นเท่ากับตนเอง
ไม่ต้องอาศัยแผนปรองดองใด ก็สามารถเรียกเอาหัวใจของผู้ได้รับน้ำใจจากตนเองมาได้
คำพูดไพเราะที่ไม่มีการปฏิบัติรองรับ ไม่เคยสร้างผลดีอะไรได้
"จาตุรนต์"เย้ย"มาร์ค"ชูรัฐสวัสดิการกลบครหาสลายม็อบ
ที่มา ไทยรัฐ
จาตุรนต์ ฉายแสง เย้ย มาร์ค ปูดประเด็นรัฐสวัสดิการ กลบครหาสลายม็อบ ดิ้นดึงเสียงคนชนบทกลบจุดอ่อนประชาธิปัตย์...
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึง กรณีที่กลุ่มนักวิชาการออกมาคัดค้านการอัดประชานิยมลดแลกแจกแถม และแนวนโยบายรัฐสวัสดิการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นั้น สิ่งนี้สะท้อนถึงการที่นายกฯรู้ว่าตัวเองอยู่ในฐานะที่ลำบากมาก เพราะถ้ามีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกันจริงๆ จนรู้ว่าการปราบหรือสลายการชุมนุมขัดต่อหลักการของสหประชาชาติ ขัดต่อกฎหมายไทยเอง นายกฯกับพวกก็อยู่ในฐานะลำบาก ถ้าปล่อยให้มีการพูดกันแต่เรื่องเหล่านี้มากโดยไม่หาเรื่องอื่นมาเบนความสนใจ ก็ไม่ได้ ก็เลยต้องหาเรื่องอื่นมาเบี่ยงเบน
ขณะเดียวกันก็ทำทุกวิธีที่หวังว่าจะอยู่ในอำนาจต่อไป รวมทั้งจะชนะการเลือกตั้งคราวหน้าให้ได้ ก็เลยเอานโยบายลดแหลกแจกแถมดังกล่าวมาใช้โดยไม่ได้คำนึงว่าสอดคล้องกับนโยบายตัวเองหรือไม่ จะเป็นไปได้หรือไม่ และจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดอย่างไร การใช้นโยบายแจกบริการฟรี หรือพูดถึงรัฐสวัสดิการ โดยที่ฐานภาษีของประเทศเล็ก รายได้ของรัฐบาลมีเพียง 14-15%ของรายได้ประชาชาติ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะแตกต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีนโยบายรัฐสวัสดิการมาก ซึ่งเขามีรายได้ของรัฐบาลมาก ตั้งแต่ 30 % ไปจนถึงกว่า 50%ของรายได้ประชาชาติ ถึงมีเงินมาใช้บริการประชาชน
“นายกฯรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว รู้อย่างดีที่สุด เพราะเรียนเศรษฐศาสตร์มาด้วย และโตมาจากประเทศที่พัฒนาแล้วว่ารายได้ของประเทศต่ำมาก ฐานภาษีของเมืองไทยแคบ ภาษีทางตรงมีน้อย คนไทยส่วนใหญ่เสียภาษีทางอ้อม ดังนั้นการไม่พูดถึงเรื่องการขยายหรือเพิ่มฐานภาษี แล้วมาบอกว่าบริการของรัฐจะไม่เก็บเงิน แต่กลับจะใช้จ่ายเงินของรัฐมากขึ้นพื่อบริการประชาชน มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับประเทศที่มีรายได้น้อยอย่างประเทศไทย แต่นายกฯก็ต้องพูดเรื่องอย่างนี้ไว้ก่อน เพื่อหวังว่าจะซื้อใจประชาชนได้ ประชาชนคนไทยก็จะฉลาดพอที่จะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เห็นชัดว่าเป็นการพูดเพื่อกลบเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน การปราบปรามการชุมนุม และใช้วีธีนี้มาดึงคะแนนเสียงจากประชาชนในชนบทที่เป็นจุดอ่อนของประชาธิปัตย์
โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน รัฐบาลจะดันทุรังอยู่ไปให้นานที่สุด แต่ในที่สุดคนก็จะเห็นความล้มเหลวในด้านต่าง ๆชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ “ นายจาตุรนต์ กล่าว
ขอความสุข (ของใคร???) คืน
ที่มา ประชาไท
กลุ่ม กสม.
หมายเหตุ: “ขอความสุข (ของใคร???) คืน” คำถามจากกลุ่มคนทำงานเคลื่อนไหวทางสังคมรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งในชื่อที่ตั้งกันอย่างฉุกละหุก ว่า “กสม. (กรูสามารถ)” จากภาพ “ความสุข” ที่ผู้คนขอคืน ภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมโดยกองกำลังทหารของรัฐ ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 88 ศพ และบาดเจ็บถึง 1,407 ราย
ต้องขอบคุณดารา ทุกๆๆ คนเลยนะค่ะ......”
“ดูครั้งแรกที่สถานีรถไฟฟ้าสยาม อึ้งมากมาย คนที่ยืนรอรถ มอง ที่ทีวี เปงทางเดียว แอบน้ำตาซึม”
“อยากให้คนไทยกลับมารักกันเหมือนเดิม”
นี่คือส่วนหนึ่งของความคิดเห็นใน (www.youtube.com) ที่มีต่อมิวสิควิดีโอเพลง “ขอความสุขคืนกลับมา” ที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 19 พฤษภาคม 2553
ภาพมิวสิควิดีโอที่มีฉากหลังเป็นซากตึกถูกเผาไหม้ กระทบใจใครหลายคนอย่างรุนแรงจนถึงกับมีคนน้ำตาซึม
น่าสงสัยว่า “ความสุข” ที่เนื้อเพลงพยายามจะ “ขอคืนกลับมา” นั้นหมายถึงความสุขแบบไหนและความสุขของใคร ถ้าซากตึกที่ถูกเผาไหม้คือความสุขที่ใครต่อใครพยายามจะขอคืน... แล้วซากศพของประชาชนจำนวน 90 ศพที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการของรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม ถูกรวมอยู่ใน “ความสุข” ที่ “หายไปจากสังคมไทย” ด้วยหรือไม่ ?
วสันต์ สายรัศมี: ชีวิตและผลตอบแทนพยานปากเอก 6 ศพวัดปทุมวนาราม
ที่มา ประชาไท
สำหรับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง เขาก็ช่วยเหลือตั้งแต่เมษายน 2552 กระทั่งเหตุการณ์เมษายนวิปโยค 2553 จนมาถึงเหตุการณ์นองเลือดในเดือนถัดมา
เก่งเป็นอาสาสมัครหนวยกู้ชีำำพที่อยู่ในเหตุการณ์ “กระชับพื้นที่” ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขาเข้าไปหลบอยู่ในวัดปทุมวนารามกับผู้ชุมนุมหลายพันคน หลังจากแกนนำประกาศยอมมอบตัวในช่วงบ่ายแก่ของวันที่ 19 พ.ค.53 ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ทยอยไปพักอยู่ด้านในของวัด เต๊นท์พยาบาลยังตั้งอยู่ด้านหน้าวัด อาสาสมัครยังปักหลักอยู่ตรงนั้นเพื่อดูแลผู้คนที่ทยอยเข้ามา แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อกระสุนปืนสาดเข้ามายังผู้ชุมนุมด้านหน้าประตูวัดที่มีป้าย “เขตอภัยทาน” ขนาดใหญ่ และยังสาดเลยมาถึงเต๊นท์พยาบาลของพวกเขาด้วย
เก่งเป็นผู้ที่เสี่ยงชีวิตช่วยเหลือคนบาดเจ็บ ณ จุดปะทะสำคัญหลายแห่ง ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 19 พ.ค. แม้แต่คนที่ตายไปแล้วเขาก็ยังพยายามเข้าไปลากเอาศพออกมาด้วยเกรงว่าศพจะสูญหายเหมือนการกวาดล้างทางการเมืองหลายๆ ครั้ง หลายคนที่ทำอย่างเขาถูกยิงเสียชีวิตไปด้วย แต่เขารอดมาได้ ช่วงเย็นของวันที่ 19 พ.ค.ในวัดปทุมฯ เก่งยังคงทำเช่นเดิม หลายคนที่ทำอย่างเขาถูกยิงเสียชีวิต แต่เขาก็รอดมาได้
วันรุ่งขึ้น เขายังคงอยู่เฝ้าศพในวัดปทุมฯ กระทั่ง หมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เข้ามาตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ และมีการลำเลียงศพไปผ่าพิสูจน์ยังโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน โรงพยาบาลซึ่งพวกเขาได้แต่มอง และไม่สามารถเอาคนเจ็บฝ่าดงกระสุนข้ามไปส่งได้เลยในคืนวันที่ 19 พ.ค.
เขาอยู่ตรงนั้นตลอด และตามไปเฝ้าศพเพื่อนอีกที่โรงพยาบาลตำรวจรอจนญาติมารับ ทั้งยังไม่รีรอที่จะพูดในสิ่งที่เห็นกับนักข่าวที่เข้าไปสอบถามเหตุการณ์ ขณะที่อีกหลายคนที่ร่วมเหตุการณ์เลือกที่จะเงียบเพราะวิตกกังวลเกี่ยวกับอันตรายที่อาจมาถึงตัว
เขายืนยันอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ว่า เห็นทหารบนรางบีทีเอสที่สาดกระสุนลงมายังเขตวัด
เขายังคงทำอย่างนั้นตลอดเดือนสองเดือนหลังเหตุการณ์ ทั้งการให้สัมภาษณ์กับสื่อหนังสือพิมพ์ ทีวี กระทั่งปรากฏตัวและบอกเล่าเรื่องราวตามเวทีเสวนาทางการเมืองต่างๆ ในมหาวิทยาลัย พร้อมกับเปิดคลิปเหตุการณ์เท่าที่รวบรวมมาได้
สำหรับเก่งแล้วการสูญเสีย “เพื่อน” ที่ร่วมอุดมการณ์ช่วยเหลือผู้คน ใกล้ชิดสนิทสนม กินนอนด้วยกัน และตายต่อหน้าต่อตา กระทั่งตายคามือเขา รวมแล้วถึง 3 คน (กมลเกด อัคฮาด, อัครเดช ขันแก้ว, มงคล เข็มทอง) เป็นเรื่องยากจะยอมรับ อาจเพราะ “เพื่อน” ดูเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตของเก่ง ผู้ที่มียายคอยผู้อุปการะเลี้ยงดูมาตลอดชีวิต ขณะที่พ่อและแม่ที่แท้จริงทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเริ่มโตเป็นวัยรุ่น เขาก็ตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านกับกลุ่มเพื่อนฝูง เผชิญโชคเพียงลำพังในเมืองกรุง ยืนบนลำแข้งตนเองมาโดยตลอด อาศัยรับจ้างล้างจาน เด็กเสิร์ฟ จนทำอาหารได้ และเก็บเงินเปิดร้านของตัวเอง รวมไปถึงงานต่างๆ อีกสารพัน ตามประสาผู้โชกโชนชีวิต
ปัจจุบันเก่งมีลูกวัย 9 ขวบที่อยู่ในความอุปการะของยายและพี่เขย โดยมีเขาทำหน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดูทั้งยายและลูกเพียงลำพัง
ตั้งแต่ออกมาให้ข้อมูลความเลวร้ายในวันที่ 19 พ.ค. ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องคอยหลบซ่อนตัวด้วยเกรงอันตรายจะเกิดขึ้นในยุคที่การลอบสังหารกลับกลายมาเป็นเรื่องธรรมดาอีกครั้ง และยิ่งสร้างความกังวลให้เพิ่มมากขึ้น เมื่อได้รับแจ้งจากญาติพี่น้องที่พักอาศัยอยู่ภายในซอยประชาอุทิศ 29 ว่าบริเวณหน้าบ้านพักมีหมายเรียกของศูนย์อํานวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ติดไว้ที่ประตู ตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีข้อความระบุว่า ให้ไปรายงานตัวที่ ศอฉ. พร้อมระบุถึงโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หากฝ่าฝืนคำสั่ง มีลายเซ็นนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธาน ศอฉ. กำกับตอนท้าย
เก่งตัดสินใจที่จะไม่ไปรายงานตัวเพราะเกรงจะถูกจับกุม โดยเขายืนยันว่าเขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิด และแม้ไม่มีใครเข้ามาดูแล คุ้มครองชีวิตของเขาในฐานะพยานของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เขาก็จะอาศัย “เพื่อน” ของเขาที่คอยโอบอุ้มชีวิตของเขาต่อไป และแม้ย้อนเวลาได้ เขาก็จะทำในสิ่งที่ได้ทำลงไปแล้วโดยไม่ลังเล เพราะต้องการทวงถาม “ความยุติธรรม” ให้แก่เพื่อนของเขา รวมถึงประชาชนมือเปล่าที่เสียชีวิตในฝันร้ายอันแสนยาวนานนั้น
เอ็นจีโอภาคเหนือออกแถลงการณ์ คัดค้านต่ออายุพรก.เผด็จการ
ที่มา Thai E-News
เรื่อง คัดค้านการต่ออายุประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ
เรียน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ตามที่รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรีอำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอบางพลี อำเภอพระประแดง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ อำเภอบางบ่อ และอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอธัญบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว อำเภอสามโคก อำเภอลำลูกกา และอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และอำเภอวังน้อย อำเภอบางปะอิน อำเภอบางไทร และอำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 โดยอ้างเหตุผลว่า
“โดยที่ปรากฏว่า ได้มีกลุ่มบุคคลดำเนินการที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ โดยมีการปลุกระดม เชิญชวน ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา และการสื่อสารด้วยวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในหลายพื้นที่ และเพื่อให้มีการกระทำที่ล่วงละเมิดกฎหมายของแผ่นดิน ด้วยการยุยงให้ประชาชนชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดขวางการใช้ชีวิตโดยปกติสุขของประชาชนอื่นทั่วไป ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อนเสียหายและเกรงกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน มีการใช้กำลังขัดขืนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมทั้งมีการใช้สถานที่เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีเจตนาบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิดเพื่อให้กระทำการให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีบุคคลบางกลุ่มได้ก่อเหตุร้ายหลายครั้งโดยต่อเนื่อง เพื่อมุ่งให้เกิดความเสียหายและไม่ปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน จากสถานการณ์ที่มีเหตุยืดเยื้อและมีการละเมิดต่อกฎหมายเพิ่มมากขึ้น จึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะมีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ และเกิดความเสียหายหรือไม่ปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นการชุมนุมโดยไม่สงบขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมาย อันเป็นการกระทำที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย และกระทบต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนผู้บริสุทธิ์ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ยุติโดยเร็ว”
ต่อมาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 รัฐบาลได้ประกาศฉบับที่ 2 ให้ให้พื้นที่เขตจังหวัดกรุงเทพมหานครจังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครปฐม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดน่าน จังหวัดขอนแก่นจังหวัดอุดรธานี จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดศรีษะเกษ เป็นพื้นที่ในเขตประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และต่อมาวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 ได้ประกาศเพิ่มอีกให้พื้นที่ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดสกลนคร เป็นพื้นที่ในเขตประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฉบับที่ 2 เพิ่มเติม รวมแล้วมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด 22 จังหวัด
โดยอ้างเหตุผลว่า “ โดยที่ปรากฏว่า ได้มีกลุ่มบุคคลดำเนินการที่ก่อให้เกิดความ วุ่นวายหรือเตรียมการจะก่อเหตุร้ายในพื้นที่ต่าง ๆ เพิ่มเติม จากพื้นที่ที่เคยมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เพื่อมุ่งให้เกิดความเสียหายและความไม่ปลอดภัยต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำที่มีความรุนแรงกระทบต่อความมั่นคงของรัฐยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ อันเป็นการกระทำที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และกระทบต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนผู้บริสุทธิ์ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขปัญหาในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มเติมให้ยุติโดยเร็ว ”
จนถึงปัจจุบันประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงทั้ง 3 ฉบับ ได้ใช้มาเป็นเวลาพอสมควร และในวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 ที่จะถึงนี้ ประกาศฉบับแรกจะมีอายุครบ 3 เดือน ส่วนประกาศฉบับที่ 2 จะครบกำหนดในวันที่ 12 สิงหาคม 2553 และประกาศฉบับที่ 3 จะครบกำหนดในวันที่ 15 สิงหาคม 2553 ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาว่าจะขยายระยะเวลาประกาศหรือไม่
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.ภาคเหนือ) ได้จัดการประชุมกรรมการเครือข่ายและกรรมการจังหวัดที่รับผิดชอบทำงานในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา และได้มีการพิจารณาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ยังคงดำรงอยู่ใน 22 จังหวัด โดยเฉพาะ 4 จังหวัดภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่ , เชียงราย , ลำปาง และน่าน) ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นอย่างกว้างขวางต่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวว่า มีเหตุผลสมควรจะคงเอาไว้หรือไม่ หลังจากที่เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองได้ผ่านไปแล้วกว่า 1 เดือน โดยคณะกรรมการได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า
“รัฐบาลควรยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด” โดยมีเหตุผลดังนี้
ข้อ 1. คณะกรรมการฯเห็นว่าสถานการณ์ฉุกเฉินตามที่รัฐบาลอ้างเป็นเหตุผลตามประกาศนั้น ได้สิ้นสุดลงแล้ว ไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ ที่จะคงประกาศไว้ เพราะหลังจากสถานการณ์การดำเนินการกระชับพื้นที่ของรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ที่สี่แยกราชประสงค์ และมีความวุ่นวายอยู่ในหลายจังหวัดต่อมาอีก 2-3 วัน แล้วเหตุการณ์ก็สงบลง มีการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อความวุ่นวายไปแล้วบางส่วน และมีการออกหมายจับตามมาอีกหลายคน หลังจากนั้นก็ไม่เหตุการณ์ใดๆ ที่เป็นเหตุวุ่นวายรุนแรงอีกเลยจนถึงบัดนี้
ข้อ 2. ส่วนเหตุการณ์การวางระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย , เหตุการณ์เผารถตู้ และล่าสุดเหตุการณ์การยิง RPG ใส่ถังน้ำมันในกองพลาธิการฯ คณะกรรมการฯเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความไม่สงบร้ายแรงแต่อย่างใด เนื่องจากต่อมากรณีวางระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถจับกุมคนร้ายได้ ส่วนเหตุการณ์เผารถตู้ก็เป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น และล่าสุดเหตุการณ์ยิง RPG ก็อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมคนร้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้กลุ่มคนที่รัฐบาลอ้างหรือเป็นแกนนำรัฐบาลก็ได้ควบคุมตัวไว้แล้วเป็นส่วนใหญ่ หลงเหลืออีกบางส่วนก็ไม่น่าจะก่อความวุ่นวาย เพราะมีหมายจับอยู่แล้ว แสดงให้เห็นว่า สถานการณ์ ณ ปัจจุบันไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงและเป็นภัยร้ายแรงจนไม่สามารถใช้กลไกปกติของการป้องกันความสงบดำเนินการได้แต่อย่างใดและคณะกรรมการฯเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นยังคงมีความคลุมเครือว่าเป็นการจงใจสร้างสถานการณ์ เพื่อทำให้เห็นว่ามีความจำเป็นต้องคงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯไว้
ข้อ 3. การคงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ทำให้การทำงานของกลไกการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกยกเว้น หรือถูกยกเลิกอำนาจนั้นไปทำให้ไม่สามารถสร้างความโปร่งใสในการตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ได้อย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะการตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น และยิ่งปล่อยให้เนิ่นนานออกไปก็ยิ่งทำให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงขององค์อิสระต่างๆ รวมทั้งองค์กรเอกชนที่ต้องการนำข้อเท็จจริงเปิดเผยต่อสาธารณชนให้รับรู้รับทราบ เพื่อสร้างความเข้าใจกับทุกฝ่าย มีความยุ่งยากมากขึ้น
ข้อ 4. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลังจากมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและยังไม่ประกาศยกเลิก แม้จะไม่กระทบการดำเนินชีวิตของประชาชนโดยทั่วไปส่วนใหญ่ก็ตาม แต่การคงประกาศฯไว้นั้น เป็นการทำลายบรรยากาศของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การดำเนินการทางการเมืองภาคพลเมืองที่เป็นเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ การแสดงออกด้วยความคิดเห็น ด้วยการสื่อสาร ด้วยการเผยแพร่ อันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของประชาชนที่จะทำได้ ก็ถูกลิดรอนโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ยังกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชนที่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอันเป็นรายได้หลักของประชาชนรากหญ้า ซึ่งได้รับความเดือดร้อนอย่างมากในเวลานี้ หากคงประกาศฯต่อไป เชื่อว่ากิจการรายย่อยของประชาชนจะต้องล้มกิจการไปเป็นจำนวนมาก
ข้อ 5. ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 5 วรรคท้าย “เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบ หรือเมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น” จะเห็นว่าเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่จะประกาศยกเลิกได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีจึงเป็นการพิสูจน์ภาวะผู้นำที่อ้างถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยตลอดมา
ดังนั้น ในนามคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกฉบับและเร่งรัดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดโดยเร็ว
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ(กป.อพช.เหนือ)
เครือข่ายสื่อภาคประชาชน ภาคเหนือ
สำนักข่าวประชาธรรม
ไทยแลนด์อินไครซิสตอบจบ - อาจารย์ต่างประเทศสื่อวิกฤติในไทย
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 กรกฎาคม 2553
คลิปรายการ Thialand In Crisis ได้ดำเนินมาถึงตอนที่ 6 ซึ่งเป็นตอนจบโดยเป็นเนื้อหาเชิงวิชาการของวิกฤติการเมืองไทยนำเสนอโดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย โดยมีพิธีกรอาจารย์สุดหล่อ Nicholas Farrelly ดำเนินรายการ
คลิปรายการสารคดีเชิงวิชาการดังกล่าว นับเป็นหนึ่งในการปฏิวัติเชิงวิชาการ เพราะเป็นการนำเสนอเรื่องราวเชิงลึกของการเมืองไทยโดยนักวิชาการมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่ให้ความสนใจกับเรื่องราวในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา การนำเสนอทำโดยการใช้สื่อ YouTube และไม่ต้องใช้ทุนจำนวนมากในการผลิตสื่อสารคดี แต่เต็มไปด้วยข้อมูลและข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ และล่าสุดมีการทำคำแปลภาษาไทยแนบไว้กับคลิปอีกด้วย
ท่านสามารถรับชมรายการดังกล่าวย้อนหลังทั้งหกตอนได้ที่ ลิงก์
In the final Thailand in Crisis vodcast, ANU PhD students Nattakant Akarapongpisak, Pongphisoot Busbarat and Preedee Hongsaton join host Nicholas Farrelly for a panel discussion about Thailand's political present and future. Farrelly is also joined by regular Andrew Walker who discusses the upcoming by-election in Bangkok.
Thailand in Crisis is a series of six vod and podcasts from The Australian National University's College of Asia and the Pacific.The series draws upon the university's expertise in historical and contemporary Thailand and forms a companion to the New Mandala website which can be found at http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala
Sunday, July 4, 2010
2_นิธิมองการเมืองไทย.flv
ที่มา Voice TV
นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ยอมรับว่าต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปี กว่าที่สังคมไทยจะกับมาสงบสุขอีกครั้ง พร้อมย้ำว่าแผนการปรองดองและการปฏิรูปประเทศจะประสบความสำเร็จ ก็ต่อเมื่อประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
4_อ-นิธิ.flv
ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิพากษ์การทำงานนายกฯว่ารัฐบาลอย่าคิดแทนประชาชนและไม่ควรยุ่งกับแผนปรองดอง
"ทุกข์ร่วมจึงร่วมทุกข์" : สัมภาษณ์ "อ.ประมวล เพ็งจันทร์" (ตอนที่ 1) โดย วิจักขณ์ พานิช

วิจักขณ์: จากความทุกข์ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตอนนี้ ทำให้ผมมีคำถามเรื่องการสื่อสารธรรมะในสถานการณ์ที่ยาก หากผู้สื่อสารไม่ได้มีความละเอียดอ่อนในการเคารพความทุกข์ที่เกิดขึ้นตามที่เป็น บ่อยครั้งที่คำสั่งหรือคำสอนที่บอกกล่าวออกไปก็จะเป็นไปในลักษณะการกดหัว ปฏิเสธคุณค่าในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หรือไม่ก็ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาไปเลย จึงกลายเป็นว่าศาสนายิ่งไปเพิ่มความเพิกเฉย ความขัดแย้ง หรือแรงบีบคั้น ให้กับผู้ทนทุกข์ ด้วยท่าทีอันก้าวร้าวแบบทรงธรรม ถ้อยคำประเภท "ปล่อยวาง" "ให้อภัย" "คนไทยรักกัน" ที่โยนให้กันจากท้องฟ้า ได้ลงมาทับหัวใครตายบ้างก็ไม่รู้
ประมวล: ในความขัดแย้ง ผมเป็นคนหนึ่งที่จะไม่ใช้คำพูดว่า จงปล่อยวาง แม้แต่สมัยที่ผมเป็นอาจารย์ และอยู่ในสถานะที่จะอบรมสั่งสอนคน เพราะผมมีความรู้สึกได้อันหนึ่งก็คือ มันไม่ได้ง่ายอย่างภาษาที่เราพูด คนที่เขาอยู่ในปัญหาหนักๆแล้วจู่ๆจะไปบอกให้เขาปล่อยวางและวางเฉย มันฟังดูเป็นเรื่องตลก ในทัศนะของผมหรือในความรู้สึกลึกๆของผมก็คือ ต้องเผชิญกับมันสิ คุณต้องเผชิญกับมัน ขณะที่เราต้องเผชิญ มันเหมือนมีความกลัวอยู่ในใจเรา แล้วเราจะปล่อยวางความกลัวนั้นได้อย่างไรล่ะ ...มันกลัว (หัวเราะ) ไม่รู้จะว่ายังไง แต่มันกลัว ใครจะบอกว่า "อย่ากลัว" ก็ไม่ได้อีก เพราะว่ามันกลัวจริงๆ
ในเรื่องของความรู้สึก ไม่ว่าจะต่อท้ายว่า เรารู้สึกกลัว รู้สึกโกรธ รู้สึกแค้น รู้สึกรัก ผมเข้าใจว่ามันอยู่ในอาการเดียวกันก็คือ เมื่อมีเหตุปัจจัยบางอย่าง มันก็เกิด และก็ไม่ง่ายหรอกที่จะบอกว่าคนมีธรรมะ เข้าใจธรรมะ แล้วจะรู้จักปล่อยวาง โอเคนะ ก็ใช่ ถ้ารู้ในลักษณะลึกซึ้งจริงๆ อาจจะลงไปถึงจุดๆหนึ่งที่เราสามารถใช้คำว่าปล่อยวางได้ ซึ่งนัยความหมายคงไม่เหมือนกับคนที่ใช้ความคิดพูดว่าปล่อยวางสิ
อย่างในความสัมพันธ์ ในชีวิตคู่ เวลาคนสองคนทะเลาะกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องความผิดในความหมายที่จะตัดสินว่าใครผิด แม้ว่าถ้าคนสองคนตัดสินใจเลิกรากันไปแล้วก็ตาม แน่นอนว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้น แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ที่สุดแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องว่าใครผิดแล้วต้องไปประณามอีกฝ่ายหนึ่ง
วิจักขณ์:เพราะทั้งสองก็เป็นส่วนร่วมของความสัมพันธ์ มันมีนัยที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ไม่ว่าจะเป็นยามที่รักกัน หรือยามที่ขัดแย้งกัน
ประมวล: ใช่เลย เหมือนกับว่าเราร่วมกันทำกิจกรรมอันหนึ่ง อาจจะเป็นการลงทุนทำธุรกิจค้าขาย แล้ววันหนึ่งธุรกิจมันขาดทุน โอเคถ้าเป็นเรื่องไม่ซื่อสัตย์ ใครโกง ใครตุกติกนั่นก็ต้องว่ากันไป ปรับแก้ ตักเตือนกันไป แต่ถ้ามันไปถึงจุดที่ทำกันต่อไปไม่ได้ แล้วเราจะไปโทษหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งว่าขาดทุนเพราะเขาทั้งหมดเนี่ย ผมเข้าใจว่ามันก็คงไม่ใช่
วิจักขณ์: นี่คือนัยของการร่วมทุกข์หรือเปล่าครับอาจารย์
ประมวล: ใช่ เรารักกันได้ เราเกลียดกันได้ ก็เพราะความสัมพันธ์ที่ร่วมกันอยู่ ดังนั้นการให้อภัยจึงไม่ได้มีความหมายง่ายๆเพียงแค่ ฉันไม่ถือโทษคุณแล้วนะ ผมว่าไม่ใช่... ให้อภัยคือ ความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่กลัวที่จะเผชิญกับสิ่งนั้น เราไม่กลัวที่จะรับผลของสิ่งสิ่งนั้น เราไม่กลัว ทั้งๆที่หลายครั้งยามที่เราอ่อนแอถึงที่สุด ยามที่เรารู้สึกเหมือนถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรามักจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะคิดไปว่า เราคงทำได้เพียงแค่นี้ พอดีกว่าถ้าเป็นแบบนี้ แต่แล้ววูบหนึ่งที่เราได้ให้อภัยต่อผู้ที่กระทำกับเรา ความคิดเหล่านั้นก็ถูกสลัดทิ้งไป เราสามารถกลับสู่คำอธิษฐานในใจของเราได้
วิจักขณ์: พอให้อภัยได้ ปล่อยความกลัวที่เรามีต่อสิ่งนั้นไปได้ ก็เหมือนกับว่าเราได้ความเป็นมิตรกับสิ่งนั้นกลับคืนมา
ประมวล: ความเป็นมิตร (เน้นเสียง) ความรู้สึกอะไรบางสิ่งบางอย่างที่เราพร้อมจะแบกรับผลของสิ่งนี้ เมื่อเราให้อภัย เราก็ไม่หวั่นเกรงที่จะแบกรับผลของสิ่งสิ่งนี้
ในชีวิตจริงๆ ผมคิดว่าผมไม่ได้ปล่อยวาง (หัวเราะ) หลายเหตุการณ์ ผมยังมีความสำนึก ไม่ได้ลืมเลย หากย้อนกลับไปได้อาจมีสิ่งที่ผมอยากกลับไปแก้ไข แต่เมื่อมันเป็นไปไม่ได้ ผมรับได้ ไม่มีปัญหา แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะใช้อารมณ์นี้ได้กับทุกคนหรือกับทุกสถานการณ์ บางสถานการณ์เราก็มองเห็นว่าเราต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะเราถูกกระทำมากไปแล้ว เราก็รู้สึกโกรธ แต่มันเป็นเรื่องเดียวกันหากเราจะอธิบายในมิติทางด้านจิตใจที่ลึกซึ้ง ก็คือการไม่กลัวที่จะเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ปล่อยวางทิ้ง แต่เราสามารถทานทนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะเลือกที่จะรับไว้เองในใจหรือเลือกจะทำอะไรสักอย่าง
วิจักขณ์:ถ้าอย่างเรื่องการเมืองตอนนี้ สำหรับกลุ่มคนที่เขาอาจรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ คนเสื้อแดงที่มาชุมนุมประท้วง ถูกสลายการชุมนุม ต้องกลับบ้านไป บางคนอาจมีญาติมีเพื่อนที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต อาจารย์กำลังบอกว่าถ้าเขายังรู้สึกโกรธ คับแค้น ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
ประมวล: ใช่ เข้าใจได้
วิจักขณ์: คนทั่วไปมักจะคิดว่าการให้อภัย คือ ให้อภัยแก่คนที่กระทำทำกับเรา ยกโทษให้เขา แต่หากจะมองให้ลึกซึ้งลงไปตามที่อาจารย์พูดมาตะกี๊ การให้อภัยดูจะเป็นการปลดปล่อยตัวเราจากการผูกยึดกับการกระทำของคนอื่น พูดง่ายๆก็คือเราได้ปลดปล่อยความกลัว จากเดิมที่เราเอาทั้งหมดของตัวเราไปผูกติดไว้กับสิ่งที่คนอื่นกระทำกับเรา ด้วยโซ่ตรวนของความเกลียดกลัว การให้อภัยดูจะเป็นหนทางหนึ่งในการคืนศักดิ์ศรีให้กับตัวเราเองด้วย ไม่กลัวที่จะยอมรับบทเรียนอันเจ็บปวดที่เกิดขึ้น และไม่กลัวที่จะเผชิญปัญหาต่อไป หรือแม้แต่จะต่อสู้ทางการเมืองต่อไป การให้อภัยได้เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับพลังทางสติปัญญาเข้ามามีบทบาทแทนที่ความโกรธเกลียดได้
ประมวล: ล่าสุดวันนี้ น้องคนขับรถที่มารับผม เขาเป็นคนเสื้อแดง พอขึ้นมานั่งซักพัก เขาก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีอารมณ์ ตำหนิด่าประณามรัฐบาลปัจจุบัน ว่าไม่เห็นทำอะไร อยู่เป็นรัฐบาลมา ก็คือภาษาที่เรารู้ๆอยู่นะครับ ผมฟังแล้วก็มีความรู้สึก "เออใช่สิ น่าเห็นใจเขาน่ะ" ในภาษานี้ ความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่งก็คือ เจ็บปวดกับความหมายที่ถูกผลิตสร้างขึ้นมาสำเร็จรูปแล้วเนี่ยว่า คุณทักษิณทำงานอุทิศเสียสละให้กับประเทศ จนกระทั่งปลดหนี้ไอเอ็มเอฟได้ สามารถจะที่ทำให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจ ทั้งๆที่ประเทศไทยกำลังจะล้มละลาย คุณทักษิณเข้ามาช่วยกู้วิกฤติไว้ได้ แล้วอยู่ๆวันดีคืนดีก็มีคนมาไล่เขาไป ความรู้สึกเจ็บปวดนี้ ใช่เลย (เน้นเสียง) เป็นความรู้สึกที่เจ็บปวด แล้วมันไม่รู้ว่าจะแสดงออกยังไง
วิจักขณ์: ก็คือต้องเข้าใจในภาษาที่เขาพูด ต้องเข้าใจในข้อมูลของเขา (ประมวล: ใช่ ใช่) ในโลกของเขา ในภาษาของเขา (ประมวล: ต้องเข้าใจเลย ต้องเข้าใจเลย)ถึงจะเห็นใจเขาได้
ประมวล: เพราะสิ่งนั้นเขาอุตส่าห์พูดออกมา มันเป็นความหมายที่มีอยู่ในใจเขาจริงๆ
วิจักขณ์: ไม่ใช่ว่าเราไปตัดสินเขา ด้วยข้อมูลที่เรามี ไปบอกว่าเขาได้ข้อมูลมาผิด
ประมวล: อย่างนั้นไม่ได้ ถ้าเราไม่ฟังเขาสิ มันเหมือนกับว่า เราไม่เห็นใจเขาเลย ที่เขาพูดมา มันเป็นความหมายนะ ภาษาที่สื่อออกมา มันเป็นความหมายที่อยู่ในใจของเขาจริงๆ
ผมก็นั่งฟังเขา สิ่งเหล่านี้มันเจ็บปวดมาก เขายังพูดต่ออีกว่า สำหรับเขาประเทศไทยต้องไปไกลกว่านี้แล้วนะ พม่า เขมรเราก็ยังสู้เขาไม่ได้ ซึ่งภาษานี้ผมนั่งฟังเขามาตลอด คุยกับเขาในความหมายนี้ ร่วมเจ็บปวดกับเขา ซึ่งจริงๆแล้วผมอาจไม่ได้คิดแบบนั้น อาจคิดต่างจากเขาก็ได้
วิจักขณ์: คืออาจารย์ก็อาจจะมีข้อมูลอีกชุดหนึ่ง
ประมวล:ใช่...ผมก็มีข้อมูลอีกชุดหนึ่ง ข้อมูลชุดนี้ไม่ได้บอกว่าคุณทักษิณดีเลิศ แต่ในข้อมูลชุดนี้ผมก็มีพื้นที่ให้กลุ่มอื่นๆ แม้ผมจะเห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่ง ผมก็ยังมีพื้นที่ให้กับการรับฟังฝ่ายอื่นๆได้ เหมือนว่าถ้าพ่อกับแม่ของผมทะเลาะกัน ไม่ได้หมายความว่าผมรักพ่อแล้วผมต้องเกลียดแม่ ถ้าผมเห็นใจพ่อ แล้วผมต้องปฏิเสธความรู้สึกที่แม่มีต่อพ่อ
ในกรณีอย่างนี้ มันไม่ใช่เรื่องว่าสีใดถูกหรือสีใดผิด แต่คำถามคือเรามีความเห็นใจให้กับคนเหล่านั้นอย่างจริงๆ ความเห็นใจบางทีมันก็พูดง่าย คนก็ชอบพูดกัน "ผมเห็นใจคุณนะ แต่คุณไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น" (หัวเราะ) อ้าว...นั่นก็แสดงว่าไม่ได้เห็นใจจริงน่ะสิ ถ้ายังบอกว่าคุณไม่ควรเป็นอย่างนั้น ก็ยังแสดงว่ายังไม่ได้เห็นใจอะไรเขาเลย
วิจักขณ์: ปากบอกเห็นใจ แต่ที่จริงแล้วแอบให้ของแถม (หัวเราะ)
อ.ประมวล: (หัวเราะ) เหมือนกับผมเห็นใจคุณนะที่คุณต้องสูบบุหรี่ แต่...บุหรี่มันไม่ควรสูบน่ะ คุณเลิกเหอะ (หัวเราะ) อย่างนั้นผมก็ไม่ได้เห็นใจอะไรคุณจริงๆหรอก ผมก็พูดไปอย่างนั้นเองว่าผมเห็นใจ การที่จะเห็นใจได้ เราต้องเข้าไปร่วมอยู่ในโลกของเขา เพราะจริงๆแล้วคนที่สูบบุหรี่ มันมีความหมายต่อเขา (เน้นเสียง)
วิจักขณ์: ใช่ บุหรี่มันเป็นโลกของเขา
อ.ประมวล: มันเป็นโลกของเขา คุณจะเอาเรื่องสุขภาพมาพูด เขาไม่ได้คิดเรื่องสุขภาพ แต่เขาคิดเรื่องอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจของเขาตอนนั้น เขาสูบบุหรี่แล้วมัน...(วิจักขณ์: สบายใจ) ... สบายใจ เพราะฉะนั้นคำพูดที่ว่า ผมเห็นใจคุณที่คุณสูบบุหรี่ แต่ว่าคุณเลิกซะดีกว่า ...อย่างนั้นไม่ต้องพูด
ในกรณีเหตุการณ์บ้านเมืองก็เหมือนกัน คำว่าเห็นใจคนเสื้อแดง เห็นใจคนที่มาชุมนุม คำว่าปรองดอง มันพูดง่าย แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างนั้นก็ไม่ต้องพูด ถ้าเห็นใจก็คือ คุณรู้สึกจริงๆ รู้สึกเจ็บปวดร่วมกับคนเหล่านั้นจริงๆ ถึงขั้นที่พูดออกมาเป็นคำไม่ได้ ที่การต่อสู้ครั้งนี้มันจบลงแบบนี้ ความเจ็บปวดแทนที่มันจะคลี่คลาย เพราะเราได้ข้ามพ้น เราทำกิจบางอย่างสำเร็จ แต่กลายเป็นว่ามันยิ่งเจ็บปวดหนักขึ้นไปอีกแบบนี้ จะพูดว่าเห็นใจโดยไม่เปิดเข้าไปร่วมอยู่ในทุกข์กับเขาแล้ว อย่างนั้นไม่พูดจะดีกว่า
10 มิถุนายน 2553
..........................................................
www.tilopahouse.com