WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 6, 2010

พระสงฆ์กับสำนึกความเป็นธรรมทางสังคม

ที่มา ประชาไท


อยู่ใกล้ชิดร่วมทุกข์สุขกับชาวบ้าน เหล่านี้จะต้องเป็นผู้ปลุกปลอบ ให้กำลังใจ ให้แง่คิด ให้สติ ให้ปัญญาเพื่อส่งเสริมจิตสำนึกความเป็นธรรมของชาวบ้านให้คงอยู่ และพัฒนาต่อไป

เมื่อวันที่ 3-4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผู้เขียนลงพื้นที่เก็บข้อมูลวิจัยที่จังหวัดขอนแก่น มีโอกาสได้ไปกราบนมัสการและสนทนากับ พระครูสุวิธานพัฒนบัณฑิต (สุกันยา อรุโณ) รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น มีบางประเด็นที่เราน่าจะชวนกันขบคิด จึงอยากนำเสนอต่อผู้อ่าน

1. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ วิทยาเขตขอนแก่น นอกจากจะก่อตั้งเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาระดับปริญญาตรี โท เอก แก่พระภิกษุสามเณร และฆราวาสในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงแล้ว ยังมีความหมายในเชิง “ประวัติศาสตร์ทางจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม” ของเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (อาจ อาสภเถร) ซึ่งเป็นชาวขอนแก่นที่เป็นผู้บุกเบิกการศึกษามหาวิทยาลัยสงฆ์ การส่งพระธรรมทูตไปเผยแผ่พุทธศาสนาในต่างประเทศ การขยายโอกาสทางการศึกษาให้ลูกคนยากจนในชนบทอีสานได้มีโอกาสบวชเรียนมากขึ้น ซึ่งถ้าเขาเหล่านั้นไม่ลาสิกขาบทก็เป็นกำลังสำคัญของพุทธศาสนา ถ้าลาสิกขาบทออกไปก็เป็นคนมีประโยชน์ต่อสังคม

แต่ทว่าด้วยความคิดนอกกรอบ ก้าวหน้า มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ประกอบกับในยุคนั้นมี “การเล่นการเมือง” ในวงการคณะสงฆ์เอง และการเมืองของรัฐก็เข้ามาแทรกแซงจึงทำให้สมเด็จพุฒาจารย์ (ขณะนั้นดำรงสมศักดิ์ที่ “พระพิมลธรรม”) แพ้ภัยการเมือง ถูกจับด้วยข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ในสมัยรัฐบาลสฤษิ์ ธนะรัชต์ แต่ในขณะที่ถูกบังคับและถูกดึงจีวรออกจากร่างกาย ท่านไม่ยอมเปล่งวาจาสึก ยังยืนยันความเป็นพระภิกษุของตนเอง และประพฤติปฏิบัติเยี่ยงพระภิกษุที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ใน “สันติปาลาราม”

ต่อมาเมื่อพ้นโทษ ท่านได้รับการถวายคืนสมณศักดิ์ และตำแหน่งสำคัญอื่นๆ พร้อมกับได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพุฒาจารย์ และก่อนมรณภาพท่านได้ดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ฉะนั้น สำหรับพระสงฆ์ชาวขอนแก่น เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ ที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า “หลวงพ่อพิมลธรรม” หรือ “หลวงพ่ออาจ” ท่านคือแบบอย่างของพระสงฆ์ผู้อุทิศตนเพื่อความเจริญทางการศึกษาและการเผยแผ่พุทธศาสนา ให้โอกาสทางการศึกษากับลูกคนจน เข้าถึงจิตใจของชาวบ้าน รักความเป็นธรรม และต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมอย่างโดดเดี่ยวแบบ “ไม้ซีกงัดไม้ซุง” ทว่าในที่สุด “ธรรมย่อมชนะอธรรม”

ท่านรองอธิการบดีกล่าวว่า “สถานที่ก่อตั้งวิทยาเขตแห่งนี้คือสถานที่ใกล้เคียงกับวัดที่พระสงฆ์และชาวขอนแก่นทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้หลวงพ่อพิมลธรรมตอนที่ท่านเพิ่งออกจากคุก มันจึงมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ทางจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม อาตมาจึงย้ำกับพระนิสิตที่นี่อยู่เสมอว่า เป็นนิสิตมหาจุฬาฯ ต้องรู้ประวัติหลวงพ่อพิมลธรรม ต้องซึมซับจิตวิญญาณที่รักความเป็นธรรม และต้องไม่ลืมคำเตือนของหลวงพ่อที่เคยตอกย้ำอยู่เสมอๆ ว่า เราต้องไม่ลืมรากเหง้าของตนเองที่มาจากลูกชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นที่เสียเปรียบในสังคม”

2. วิทยาเขตแห่งนี้ต้องการสร้างพระที่ฉลาดขึ้น หมายความว่าการศึกษาต้องเน้น “มิติศาสนาเพื่อสังคม” มากขึ้น คือไม่ใช่เรียนวิชาการอย่างเดียวโดยไม่เชื่อมโยงกับทุกข์ของชาวบ้าน เราต้องรู้หลักคำสอนและวิธีคิดแบบพุทธอย่างถูกต้อง พร้อมกับเข้าใจ “ทุกขสัจจะ” ของชาวบ้าน และต้องสามารถเชื่อมโยงความรู้แบบพุทธเพื่อแบ่งเบาบรรเทาทุกข์ของชาวบ้านได้ เป็นที่พึ่งทางความคิด ทางปัญญาของชาวบ้านได้

“ทุกวันนี้ชาวอีสานขาดผู้นำทางความคิด” ท่านรองอธิการบดีกล่าว “แม่ค้าขายลูกชิ้นเล่าให้อาตมาฟังว่า ที่ออกไปชุมนุมทางการเมืองไม่ใช่เพราะจนนะ เรื่องความยกจนนี่มันจนมาแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายแล้ว มันอยู่กับความจนได้ ไม่มีใครปล่อยให้ตัวเองอดตาย แต่ที่ป้าไปชุมนุมกับคนเสื้อแดงเพราะมันทนไม่ได้ บ้านเมืองมันไม่ยุติธรรม ทำไมรัฐบาลที่คนอีสานเลือกมา ทำประโยชน์ให้คนจน จึงถูกทหารปฏิวัติ”

ท่านเล่าต่อว่า “มันเป็นปรากฏการณ์ที่อาตมาไม่เคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่เด็กเล็ก หนุ่มสาว ป้า ลุง คนเฒ่าคนแก่พูดคุยกันแต่เรื่องการเมือง แต่ก่อนคนบ้านเราแทบไม่เคยสนใจการเมือง แต่ตอนนี้เขามองเห็นปัญหาการเมืองว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของเขาจริงๆ เขาคุยกันไปไกลมาก...แต่ที่ชัดเจนมากคือชาวบ้านอีสานเกิดจิตสำนึกเรื่องความเป็นธรรม เขาเห็นว่ารัฐประหารล้มรัฐบาลที่เขาเลือกคือความไม่เป็นธรรม สองมาตรฐานคือความไม่เป็นธรรม และเขาเรียกร้องความเป็นธรรมผ่านการเลือกตั้งที่ทุกคนได้ใช้สิทธิ์อย่างเท่าเทียมกัน...แต่มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนอีสานไม่มีผู้นำทางความคิดที่เป็นคนอีสานด้วยกันเอง”

3. ในมุมมองของท่านรองอธิการบดี “สำนึกความเป็นธรรมทางสังคม” ที่ท่านเห็นว่าเกิดขึ้นแล้วในคนอีสานจำนวนมาก เป็นสำนึกที่มี “คุณค่า” ที่จะต้องไม่เสื่อมสลายไปพร้อมกับความพ่ายแพ้ ความสูญเสียจากการที่ชาวบ้านออกมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

ฉะนั้น ท่านจึงเห็นว่าพระสงฆ์ที่เป็นลูกของชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เสียเปรียบในสังคม อยู่ใกล้ชิดร่วมทุกข์สุขกับชาวบ้าน พึ่งพาปัจจัยสี่จากชาวบ้าน และเป็นผู้มีโอกาสศึกษาซึมซับคำสอนของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่มองว่ามนุษย์มีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ไม่ได้แบ่งแยกคุณค่าของคนจากความต่างทางฐานะ หรือชาติกำเนิด พระสงฆ์เหล่านี้จะต้องเป็นผู้ปลุกปลอบ ให้กำลังใจ ให้แง่คิด ให้สติ ให้ปัญญาเพื่อส่งเสริมจิตสำนึกความเป็นธรรมของชาวบ้านให้คงอยู่ และพัฒนาต่อไป

ท่านกล่าวว่า “มหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ได้ปิดกั้นการแสดงออกทางการเมืองของพระนิสิต เพราะที่จริงพระพุทธเจ้าก็เกี่ยวข้องกับการเมืองเมื่อมีความจำเป็น เช่น การห้ามทัพไม่ให้พระญาติฆ่ากันเองเป็นต้น หากพระนิสิตเห็นใจชาวบ้าน เข้าใจความทุกข์ของชาวบ้าน ร่วมต่อสู้กับชาวบ้านที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยพยายามรักษาความสำรวม หรือสมณสารูปก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร...”

และกล่าวทิ้งท้ายว่า “ที่จริงเราอยากสร้างเครือข่ายของพระสงฆ์ทั่วภาคออีสาน เพื่อดำรงรักษา สานต่อจิตสำนึกความเป็นธรรมของชาวบ้านให้มีพลังในการต่อสู้ต่อไป โดยต้องทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา และหาทางต่อสู้ที่เป็นสันติวิธีจริงๆ”

นี่คือ “เสียง” อีกด้านของพระสงฆ์ที่อยู่ใกล้ชิดชาวบ้านอีสาน และมองเห็น “จิตสำนึกความเป็นธรรมทางสังคม” ของชาวบ้านว่า เป็น “จิตสำนึกพลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณค่าควรถนอมรักษา สานต่อ และพัฒนาให้มีพลังต่อไป!

กวีประชาไท: สู่อิสรีย์

ที่มา ประชาไท


ใครเอาตาข่ายเข้า ครอบคลุม
ขังกักข้า ณ ขุม ค่ายนี้
เรื่องราวรอบรายรุม ร้าวรวด
ยิ่งขยับกลับถูกขยี้ คับข้องขื่อคา
อกระอุคุคลั่งแค้น แดนคุก
ยังอาจเสพอวลสุข โทษสิ้น
หัวใจที่ทานทุกข์ ทวีเทวษ
สิดับดวงแดดิ้น บ่สิ้นพันธนา
เรียวปีกหักปีกแล้ว ปักษา
กรงเปิดบ่อาจพา ชีพพ้น
โปรยใจปาดปัญญา เป็นเหยื่อ
พลีเซ่นกรีดเลือดข้น ปีกข้าสังเวย
เคยร่วมเคยเรียกร้อง อิสรีย์
อาวุธเพียงคมกวี พรั่งพร้อม
เคยขบถเชิดธงสี แดงสาด
หาญหักบ่ยอมน้อม ยุดยื้ออยุติธรรม
เคยหนีไปสุดหล้า ฟ้าเขียว
เห็นโลกโดยแสงเดียว หิ่งห้อย
วิญญาณบ่อาจเยียว โอสถ
พรุนพร่างกระสุนพร้อย ผลึกน้ำตาเพลิง
ผกาโปรยกลีบแย้ม ทางเลือก
เสียงมนุษย์กระสนกระเสือก เกลือกไส้
ข้าดิ่งชีพจนเชือก กระชับร่าง
ทิ้งทุ่งดวงดอกไม้ สู่ห้วงสมุทรเหว
มีใจไว้ต่อสู้ โลกเข็ญ
ศิลาเปื่อยเน่าเป็น ซากร้าง
นามธรรมเบิ่งบเห็น หายเปล่า
ยังหยัดยืนอยู่ข้าง มนุษย์ช้ำอาดูรชน
บ่ควานบ่ไขว่คว้า อิสรีย์
พันธะข้ายังมี มากท้น
ใช่อ้างอวดบารมี โพธิสัตว์
ตราบมนุษย์ยังถูกปล้น ย่อมเปื้อนหัวใจกวี
ปัญญาชนมองผ่านข้าม เมินไป
ปีนเถิดเนินไศล รกร้าง
ข้าเพียงปีกปราชัย นกป่า
อิสรภาพบ่อาจอ้าง ปล่อยฟ้าปลิวสวรรค์
ข้าขังปีกหักไว้ ในกรง
ขนรุ่ยเป็นผุยผง ผุสะบั้น
เพียงร่างที่ดำรง รอเปื่อย
ชัยชนะเหนือปีกนั้น ย่อมพ้นพันธนา.
* จากรวมบทกวี "ปุษปัญชลี" บุปผากวีเพื่อชีวิตอิสระ สนพ.แพรเดือน ปี ๒๕๓๒ รื้อค้นบทกวีอายุสองทศวรรษ เขียนขึ้นก่อนพฤษภาทมิฬ ๓๕ และ ๕๓ เพื่อมอบให้กับการต่อสู้ของกวี-นักเขียนประชาไท โดยเฉพาะกวีศรีประชา วิสา คัญทัพ ที่กำลังร่อนเร่ "ยิ่งขยับกลับถูกขยี้ คับข้องขื่อคา"

นิธิ เอียวศรีวงศ์: ทำไมการเมืองไทย จึงไม่ลงตัว

ที่มา ประชาไท

“นิธิ” อภิปรายตอบโจทย์ทำไมการเมืองไทยจึงไม่ลงตัว เชื่อใช้เวลาอย่างน้อยเป็นสิบปีปรับดุลยภาพทางการเมือง ชี้ “การปรองดอง” ส่วนต่างๆ ต้องร่วมกันคิด ไม่ใช่รัฐบาลทำ และไม่ใช่การคิดแทนสังคม พร้อมเสนออยากเป็นประชาธิปไตยต้องเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดกิจกรรม “เสวนาวิชาการในดวงใจ” โดยสัปดาห์นี้เป็นการเสวนาหัวข้อ "ทำไมการเมืองไทย จึงไม่ลงตัว” โดยมี ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เป็นวิทยากร


การต่อสู้เพื่อที่ยืนครึ่งขา และการปรับจุดดุลยภาพที่กินเวลานาน

โดยนิธิ เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า มีคนเสนอว่าปรากฏการณ์ในตอนนี้คือการต่อสู้ระหว่างชนชั้นกลางในชนบทและชนชั้นกลางระดับล่างในเมือง กับ ชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งผมคิดว่ามันง่ายเกินไปที่จะสรุปเช่นนั้น เพราะในระบบการเมือง ชนชั้นกลางในชนบทและชนชั้นกลางระดับล่างอยู่นอกเวที ถ้าชนชั้นกลางในเมืองเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้ได้ยืนเพียงครึ่งขา ก็จะไปเบียดพื้นที่ของชนชั้นสูง นักวิชาการ กองทัพ ฯลฯ ซึ่งพวกเขาไม่ยอมให้โดนเบียด ดังนั้น มันจึงสะเทือนการจัดรูปแบบของเวทีทั้งหมด

กลุ่มที่ออกหน้าทางการเมืองในปัจจุบันมีทั้งกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน ไม่มีการใช้อำนาจนอกระบบ กับอีกกลุ่มที่ยังต้องการให้มีเครื่องมือปกป้องตัวเอง จึงไม่ยอมรับความเท่าเทียม เพราะเชื่อว่าถ้าตัวเองยังไม่มีอำนาจในการปกป้องตนเองก็จำเป็นต้องขอยืมอำนาจนอกระบบมาใช้

ถ้าถามว่าจะใช้เวลาเท่าใดในการปรับจุดดุลยภาพทางการเมือง น่าจะกินเวลาประมาณ 5-7 ปี แบบพออยู่ได้ อย่างเช่นในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เวลา 48 ปีในการปรับตัวเองเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กว่าจะมาพูดถึงการปกครองระบอบต่างๆ เพราะเห็นข้อบกพร่องของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ 2475 เมื่อปี 2490 ก็กันกลุ่มเจ้าไม่ให้ขึ้นมาบนเวที แต่พอ 2520 กลับเปิดโอกาสให้กลุ่มเจ้าขึ้นมาบนเวทีแล้วขับพลเรือนกลุ่มนั้นออกไป

แต่ผมคิดว่าเหตุการณ์ตอนนี้กว่าจะปรับเข้าสู่จุดดุลยภาพได้ใช้เวลาค่อนข้างนาน อย่างน้อยเป็น 10 ปี และอาจนานกว่าครั้งอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ เพราะความขัดแย้งครั้งนี้ทุกฝ่ายได้ช่วยกันทำลายสิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญบางอย่างของการเมืองไปเยอะมาก การที่เสื้อแดงสามารถลากเอาองคมนตรีมาพูดจาแบบนั้นบนเวทีได้ การที่อาญาสิทธิ์ต่างๆ ถูกท้าทาย ไปจนถึงการฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 การหาจุดลงตัวคงต้องผ่านความขัดแย้งอีกหลายอย่าง และไม่รู้ว่าจะเห็นตัวกลางใดที่จะมาตัดสิน เช่น ศาล เพราะคนที่สังคมนับถือก็มีสี ส่วนคนที่ไม่มีสีก็ไม่เป็นที่นับถือ

ความยากก็คือเหตุการณ์ “พฤษภาฯ มหาโฉด” ที่เกิดขึ้นมันตัดจุดลงตัวที่ทุกฝ่ายพอจะรับได้ให้น้อยลง เพราะตอนนี้ไม่มีใครไว้วางใจใครได้เลย โอกาสใช้ความสงบมีน้อยมาก แต่ตราบใดก็ตามที่ใช้ความรุนแรง ต้นทุนทางสังคมที่ต้องจ่ายก็ย่อมจะสูงเสมอ

ในทางกลับกัน ถ้ากลุ่มเสื้อแดงชนะ พรรคเพื่อไทยได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ผมคิดว่าไม่เป็นไร แต่ถ้าเสื้อแดงใช้ความรุนแรง ต้นทุนที่จะจ่ายก็จะเสียมาก เพราะคุณอภิสิทธิ์ที่ใช้ความรุนแรงก็เสียต้นทุนที่สูงเช่นกัน

ประชาธิปไตยคือการต่อรองที่เท่าเทียม

หลังนิธิอภิปรายจบ ได้ให้ผู้ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยน ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งได้ตั้งคำถามว่า หากมีพรรคการเมืองจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่เป็นตัวแทนของชนชั้นนั้นๆ หากขึ้นมาบนเวทีแล้วจะมีหลักประกันอะไรที่เขาจะไม่ขูดรีดเหมือนกับนักการเมืองที่เคยทำมาแล้วในอดีต

นิธิกล่าวว่า “ผมรับประกันเลยว่าเขาทำแน่และถ้าจะคิดเช่นนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะประชาธิปไตยคือการต่อรองที่เท่าเทียมกัน แต่ประชาธิปไตยที่แท้จริงคือการยกเลิกระบบกดขี่และให้อำนาจที่มากขึ้นในการต่อรองต่างหาก เราควรมีระบบในการคุมคนชั่วได้มากกว่าได้หวังให้คนดีขึ้นมามีอำนาจ ในขณะเดียวกันก็ให้อำนาจในการต่อรองกับคนชายขอบ คนจนดักดานที่ไม่มีต้นทุนหรือโอกาสในเศรษฐกิจได้ต่อรองได้ด้วยเช่นกัน”

“การวัดว่าเขามีอำนาจในการต่อรองนั้นมีกลไกในการต่อรองหลายอย่าง โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่ให้อำนาจในการต่อรองมากที่สุด อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี แม้จะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดแต่ก็ขาดไม่ได้แต่ตัวมันเองอย่างเดียวก็ไม่พอ อีกอันหนึ่งคือสื่อที่คุณสามารถแสดงออกและใช้ในการต่อรอง อีกประการคือมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถตอบคำถามให้กับคนชายขอบได้ เช่น ไฟฟ้าไม่พอจะทำอย่างไร ไม่ใช่บอกว่าต้องสร้างโรงไฟฟ้า ควรบอกข้อดีข้อเสียกับคนที่ได้รับผลกระทบด้วย ไม่ใช่แค่บอกแต่ข้อดีอย่างเดียว”

ปรองดองต้องไม่คิดแทนสังคม เสนอเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ต่อมามีผู้ตั้งคำถามว่านิธิ มีมุมมองเรื่องแผนปรองดองและแผนปฏิรูปอย่างไร นิธิตอบว่า ผมคิดว่าควรแบ่งเป็นสองอย่างคือ หนึ่ง แผนปรองดอง มันหมายถึงการที่เราทะเลาะกันแล้วจะมาปรองดองกันได้อย่างไร ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มีความชอบธรรมในการปรองดองนอกจากการลาออก สอง แผนปรองดองควรเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาช่วยคิด ไม่ใช่การคิดแทนสังคม คือไม่ใช่รัฐบาลเป็นคนทำ แต่เป็นสังคมต่างหากที่ควรถกเถียงและหาทางออกร่วมกัน

การที่เราชอบพูดว่าเราเป็นเมืองพุทธแต่กลับไม่พูดถึงผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าเมื่อไรที่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะเห็นอะไรๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะ เพราะเมื่อคนมันดื้อขึ้นก็จะมีต่อต้านอำนาจมากขึ้น คุณก็ยืดเวลามากขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์แล้วก็ลงเอยในลักษณะที่ใช้ความรุนแรง

ชี้รัฐธรรมนูญถูกฉีกไปค่อนเล่ม อยากเป็นประชาธิปไตยต้องเลิก พ.รก.ฉุกเฉินโดยเร็ว

นิธิอภิปรายต่อไปว่า ประเทศไทยตอนนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะฉีกรัฐธรรมนูญไปค่อนเล่ม เหลือแค่ราชอาณาจักรแบ่งแยกไม่ได้เพียงมาตราเดียว ถ้าคุณอยากเป็นประชาธิปไตยคุณต้องยกเลิกโดยเร็ว แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เดือดร้อนกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวมทั้งสื่อมวลชน ไม่ไม่ค่อยเข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรือ ชนชั้นกลางในเมืองอยากได้อำนาจนอกระบบมาคุ้มครองตัวเอง

ผมคิดว่าในกรณีของการจับกุมคุณสมบัติและคุณสมยศ เมื่อไรที่ปล่อยให้ทหารจัดการภายใต้ พ.ร.ก.นี้ ทหารก็จะจัดการแบบไม่รู้เรื่อง การจับกลุ่มคนพวกนี้มันขาดทุน ซึ่งพลเมืองคิดหรือใช้อำนาจจะไม่ทำเช่นนั้น

ตอกทีวีสาธารณะไม่เป็นมืออาชีพ ราวทีวีสมัยอยุธยา

นิธิตอบคำถามเรื่องสื่อว่า สื่อที่ขายในตลาดตอนนี้เป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง สิ่งที่คุมสื่อผมคิดว่าไม่ใช่รัฐแต่เป็นทุน อย่างที่ ศอฉ. ส่งหนังสือมาว่าอย่าลงเรื่องนั้นเรื่องนี้ เจ้าของธุรกิจก็จะคำนวณผลลัพธ์ว่าควรจะทะเลาะกับ ศอฉ. ดีหรือไม่ แต่เรามีสื่อแบบใหม่ที่ก็ยังไม่ลงตัวทั้งทางธุรกิจและการจัดการ แต่ก็ทำให้คนตัวเล็ก ๆ สามารถมีพื้นที่ต่อรองหรือสื่อสารได้ ส่วนทีวีธารณะของบ้านเรานอกจากจะไม่เป็นมืออาชีพทางเทคนิคแล้วการทำข่าวและการผลิตรายการก็ยังไม่เป็นมืออาชีพ เช่น การพูดถึงเมืองไทยก็ยังเป็นเมืองไทยในอดีตที่มีวัฒนธรรมหยุดนิ่ง ราวกับว่าเป็นทีวีสมัยกรุงศรีอยุธยา

เชื่อเสื้อแดงไม่ได้ล้มเจ้าตามผัง ศอฉ.

นอกจากนี้มีผู้ถามนิธิ เรื่องแผนผังขบวนการล้มเจ้า ที่ ศอฉ. เคยนำเสนอ นิธิตอบคำถามนี้ว่า ผมคิดว่าเวลาที่ใช้คำว่า “เจ้า” นั้น หมายถึงอะไรกันแน่ ถ้าหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมคิดว่าเสื้อแดงไม่ได้ล้มเจ้า เพราะจะเป็นการเคลื่อนไหวที่โง่ที่สุด แต่คำว่า “เจ้า” ที่ ศอฉ. ใช้ ไม่ได้หมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงองคมนตรีและการใช้อำนาจขององคมนตรีด้วย

การไม่ยอมรับการรัฐประหารแล้วกลุ่มเสื้อแดงต่อต้านสิ่งนี้ไหม ผมคิดว่าเขาต่อต้าน ถ้าเขาจะต่อต้านหรือทำจริงก็คงเก็บไว้ลึกซึ้งภายในจนไม่มีใครรู้ต่างหาก แต่เราไม่สามารถพูดถึงพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่ เพราะคนสับสนระหว่างการอาฆาตมาดร้ายในมาตรา 112 กับการบังคับให้จงรักภักดีซึ่งไม่มีในรัฐธรรมนูญ

ในช่วงท้ายของการเสวนามีผู้ถามนิธิว่า “เราจะอยู่ท่ามกลางคนรอบข้างที่สามารถทะเลาะกันเพราะความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกันนี้ได้อย่างไร” นิธิตอบว่า ว่าเราต้องเรียนรู้ว่าความคิดเห็นทางการเมืองแม้ว่าจะเลิศหรูอย่างไร สักวันหนึ่งความเชื่อนั้นมันก็จะเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่สำคัญคือความเป็นเพื่อนที่อยู่ถาวรมากกว่าความคิดทางการเมือง