WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 6, 2010

วิเคราะห์ปัญหาเรื่องสัญชาติ กรณีการขอตัว "พ.ต.ท.ทักษิณ"เป็นผู้ร้ายข้ามแดน

ที่มา มติชน


โดย ... วิชัย ศรีรัตน์ ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช




ดูเหมือนว่าปัญหา "สัญชาติ" ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นประเด็นปัญหากฎหมายที่ "ชี้เป็นชี้ตาย" ในเรื่องว่าจะนำ พ.ต.ท.ทักษิณมาดำเนินคดีอาญาหรือไม่

บทความนี้ผู้เขียนต้องการแสดงให้เห็นว่าเรากำลังหลงประเด็น สามเรื่องใหญ่ๆ

หนึ่ง การเข้าใจว่าการที่ พ.ต.ท.ไม่มีสัญชาติไทยแล้วทำให้ศาลไทยไม่มีอำนาจพิจารณาคดี

สอง การเข้าใจว่า "ประเด็นสัญชาติ" เป็นประเด็นหลักในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งจริงๆ มิใช่ทั้งหมด

สาม เข้าใจว่าถ้าไม่มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่ถูกไต่สวนความผิด

และไม่ต้องรับผิดใดๆ "ถ้า" เขาทำผิด

ความเสียหายเกิดในไทย : ทักษิณจะมีสัญชาติไทยหรือไม่-ไม่ใช่ปัญหา

ประเทศไทยมีอธิปไตยทางศาลมาร้อยกว่าปี การที่บุคคลหนึ่ง (ไม่ว่าจะสัญชาติใดๆ) กระทำความผิดในดินแดนไทย หรือทำความผิดต่อประเทศไทย ศาลไทยย่อมมีอำนาจในการพิพากษาลงโทษต่อบุคคลนั้น

ถ้าเราไปพิจารณาเงื่อนไขสัญชาติก่อน กล่าวคือ ให้ศาลของรัฐผู้ที่บุคคลนั้นมีสัญชาติพิจารณาความผิด (ที่ทำลงในประเทศไทย) เท่ากับว่าเราถอยหลังไปใช้หลักสิทธิสภาพนอกอาณาเขตซึ่งไม่มีประเทศไหนใช้หลักนี้แล้ว

กรณีเช่น คดี ป เป็ด ยืนยันได้เป็นอย่างดี ป เป็ด ซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยแต่ทำความผิดในอเมริกา ถือว่ารัฐอเมริกันเสียหาย ศาลอเมริกาย่อมมีอำนาจพิจารณาลงโทษ ป เป็ด โดยไม่ต้องคำนึงว่า ป เป็ด มีกี่สัญชาติ

ดังนั้น ในกรณีนี้ การที่เรากลับไปพิจารณาว่าบุคคลนั้นมีสัญชาติไทย หรือเสียสัญชาติไทย หรือมีกี่สัญชาติ จึง "ผิดประเด็น และไม่มีประโยชน์ใดๆ"

แต่ประเด็นที่ควรพิจารณาอยู่ที่ว่า (1) ประเทศไทย (รัฐ หรือบุคคล) ได้รับความเสียหายหรือไม่ หรือ (2) ความผิดนั้นกระทำลงในแผ่นดินไทยหรือไม่ หรือ (3) เป็นความผิดสากลหรือไม่

ดังนั้น ถ้าเข้าอย่างหนึ่งอย่างใดในสามข้อข้างต้น ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาคดี "ส่วนทักษิณจะมีกี่สัญชาติ ไม่ใช่ปัญหา"

ประเด็นจึงมีเพียงว่า จะนำตัวมาขึ้นศาลได้อย่างไร เพราะเขาอยู่ในอธิปไตยของอีกประเทศ เราจะบุกไปจับตัวมาขึ้นศาลไทยไม่ได้ เมื่อไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะให้มอนเตเนโกรส่งตัวให้เฉยๆ ก็ไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นศักดิ์ศรีของรัฐที่จะไม่ทำคำบงการของรัฐอื่น

ดังนั้น ทางปฏิบัติจึงมีหลักถ้อยที่ถ้อยอาศัย "เราจะส่งให้ท่าน ถ้าท่านจะส่งให้เรา" (ซึ่งปัจจุบันหลักนี้ได้แปลงมาเป็นข้อสัญญาหมดแล้ว)

สัญชาติมอนเตเนโกรหรือไม่ : ปัญหาของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

คดีนี้ อัยการคงไม่ต้องเสียเวลากับการหาข้อมูลเพื่อพิสูจน์สัญชาติไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่น่าจะใช้เวลาในการหาข้อมูลว่าทักษิณ "มีสัญชาติมอนเตเนโกรหรือไม่" เนื่องจากรัฐธรรมนูญมอนเตเนโกร มาตรา 12 บัญญัติว่า

"พลเมืองมอนเตเนโกร (Montenegrin citizen) จะไม่ถูกขับไล่ออกนอกประเทศหรือถูกส่งตัวฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศใด เว้นแต่จะเป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศ"

ประเด็นนี้ต่างจากการพิจารณาเรื่อง "การมีหรือเสียสัญชาติไทย" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเป็นประเด็นกฎหมายเรื่อง "การส่งผู้ร้ายข้ามแดน" (ไม่ใช่ประเด็นอำนาจศาลไทยในการพิจารณาคดีอาญา)

นั่นก็คือ รัฐบาลไทยต้องต่อสู้ให้ได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ "ไม่ได้เป็นพลเมืองมอนเตเนโกร" ดังนั้น สิ่งที่อัยการไทยต้องทำคือ พิสูจน์สัญชาติมอนเตเนโกรของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะถ้ารัฐบาลไทยพิสูจน์ได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้มีสัญชาติมอนเตเนโกร เขาก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ

นั่นคือ มอนเตเนโกรสามารถที่จะส่งตัวให้รัฐอื่นได้ เนื่องจากเขาไม่เป็นพลเมือง (ส่วนข้ออ้างไม่ส่งเนื่องจากสาเหตุด้านสิทธิมนุษยชนก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง)

สัญชาติมอนเตเนโกร : บนความคลุมเครือ

สัญชาติมอนเตเนโกรของทักษิณ มีความคลุมเครืออยู่พอสมควร ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและแง่กฎหมาย

ในเรื่องข้อเท็จ ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปใด ว่าทักษิณได้สัญชาติมอนเตเนโกรหรือยัง เพราะมีเพียงคำอ้างของรัฐมนตรีว่าการการต่างประเทศมอนเตเนโกรออกมาชี้แจงผ่านสื่อว่าทักษิณเป็นพลเมืองของมอนเตเนโกร ซึ่งเป็นแต่เพียงข้อมูลจาก "แหล่งข่าว"

ซึ่งเราจะได้ข้อสรุปข้อเท็จจริงก็ต่อเมื่อรัฐบาลมอนเตเนโกรได้ทำจดหมายแจ้งอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลไทยหรือองค์การตำรวจสากลว่าจะไม่ส่งตัวให้ เนื่องจากทักษิณเป็น "พลเมือง" และการส่งพลเมืองขัดรัฐธรรมนูญมอนเตเนโกร (จนถึงวันที่เขียนบทความนี้ ผู้เขียนไม่ทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศได้รับการปฏิเสธหรือยัง)

ในเรื่องข้อกฎหมาย จากการพิจารณากฎหมายสัญชาติมอนเตเนโกร พบว่ายังมีความคลางแคลงใจในประเด็นนี้ กล่าวคือ ตาม "รัฐบัญญัติแห่งมอนเตเนโกรว่าด้วยสัญชาติ" ค.ศ.1999 (montenegro Citizenship Law, Decree No. 01-1982/2) มาตรา 2 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการได้สัญชาติมอนเตเนโกรไว้ 4 กรณี คือ

(1) โดยสายเลือด (พ่อหรือแม่เป็นคนมอนเต)

หรือ (2) โดยการเกิดในดินแดนของมอนเตเนโกร

หรือ (3) โดยการจดทะเบียน (โดยการขอสัญชาติ)

หรือ (4) โดยสนธิสัญญาพันธไมตรี

จะเห็นได้ว่าข้ออื่นๆ คงไม่เข้าเงื่อนไขกรณีสัญชาติมอนเตเนโกรของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ข้อที่น่าพิจารณาคือ ข้อ (3) อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 9 รัฐบัญญัติฉบับนี้เองได้ตั้งเงื่อนไขด้านระยะเวลาในกรณีการได้สัญชาติโดยการจดทะเบียน ซึ่งมีสาระสำคัญว่า

"การได้สัญชาติโดยการจดทะเบียนนั้น บุคคลนั้นจะต้องมีอายุกว่า 18 ปี และพำนักอยู่ในดินแดนมอนเตเนโกรไม่น้อยกว่า 10 ปี ก่อนการขอจดทะเบียน (have rosiding in the Republic of Montenegro not earlier than 10 years prior to applying for citizenship)"

ประเด็นที่สงสัยคือว่า "ทักษิณได้พำนักในมอนเตเนโกรมาครบ 10 ปีแล้วหรือไม่ และมีหลักฐานการขอจดทะเบียนเมื่อใด"

นอกจากนั้น ปัญหาอาจมีว่าทางปฏิบัติมีการให้สัญชาติเฉพาะกรณีแก่บุคคลที่ทำคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศ หรือให้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ ยังมีความคลุมเครือทางกฎหมายว่า พลเมืองเหล่านี้ถือว่ามีสัญชาติและได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับการได้มาตามมาตรา 2 หรือไม่

ซึ่งเรื่องนี้คงต้องเป็นการบ้านของอัยการฝ่ายไทยในการหาข้อมูลพิสูจน์

สัญญาผู้ร้ายข้ามแดน?

: ทางออกถ้า พ.ต.ท.ทักษิณมีสัญชาติมอนเตเนโกร

แม้ว่ารัฐธรรมนูญมอนเตเนโกรมีข้อยกเว้นให้ส่งพลเมืองฐานะผู้ร้ายข้ามแดนได้ภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศ ดังนั้น ถ้าประเทศไทยทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับมอนเตเนโกร ก็สามารถขอให้มอนเตเนโกรส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนได้

ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่าไม่น่าเข้าข่ายการใช้กฎหมายอาญาย้อนหลัง ซึ่งเป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะความผิดนั้นได้กระทำลง ขณะที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แจ้งชัดว่าเป็นความผิด

แต่การทำสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนหาใช่ทางออกกรณีนี้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณสามารถคัดค้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

(นั่นคือ ข้ออ้างว่าคดีมีเหตุจูงใจทางการเมือง เสี่ยงต่อการถูกทรมาน และสภาพเรือนจำที่เลวร้าย และเสี่ยงต่อโทษประหารชีวิต)

ความเป็นไปได้ : พิจารณาในศาลมอนเตเนโกร

ผู้เขียนเห็นว่าข้อสรุปนี้ "มีความเป็นไปได้มากที่สุด" ด้วยเหตุผลทางกฎหมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องสัญชาติ หรือเรื่องสิทธิมนุษยชน

คำถามก็คือว่า คดีนี้ศาลมอนเตเนโกรมีอำนาจพิจารณาคดีก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่

คำตอบก็คือ ขึ้นอยู่กับกฎหมายมอนเตเนโกรเรื่องอำนาจศาลเหนือคดีอาญา (Montenegro Criminal Code) และความผิดนั้นต้องเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาของมอนเตเนโกรด้วย หรือที่เรียกว่ามีฐานความผิดเหมือนกัน

ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนได้ตรวจสอบ Montenegro Criminal Code มีความสอดคล้องกับประมวลกฎหมายอาญาของไทยหลายประการ ไม่ว่าหลักเรื่องอำนาจศาล เหนือดินแดน เหนือตัวบุคคล หรือเหนือความผิดสากล (มาตรา 134-136) หลักในเรื่องเจตนา และองค์ประกอบความผิด ที่สำคัญคือ "การยุยง ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิด" (มาตรา 24-25) เป็นความผิดเช่นเดียวกันกับกฎหมายไทย

แต่ที่แตกต่างกันชัดเจนคือ

หนึ่ง อัตราโทษ โทษร้ายแรงสูงสุดในคดีอาญา คือ จำคุกไม่เกิน 30 ปี (ของไทย ความผิดฐานก่อการร้าย ประหารชีวิต)

สอง ความผิดฐานก่อการร้ายไม่มีในประมวลกฎหมายของมอนเตเนโกร แต่ความผิดที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่กฎหมายไทยเรียกว่า "การก่อการร้าย" บัญญัติอยู่ในมาตราต่างๆ เช่น ฐาน การก่อภยันตรายต่อสาธารณะ โดยการวางเพลิง ฯลฯ หรือความผิดฐานฆ่า หรือทำร้ายร่างกาย

(ข้อแตกต่างทางกฎหมายคือ ไม่ต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อข่มขู่รัฐบาล ผลคือ คดีง่ายขึ้น แต่ไทยต้องเปลี่ยนข้อหาเป็นความผิดพื้นฐาน)

ประเด็นสุดท้าย

เมื่อดูเหตุผลที่ยกมาแล้วจะเห็นได้ว่ามิใช่เรื่องง่ายในการที่จะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นบุคคลที่รัฐบาลเชื่อว่าต้องรับผิดชอบในคดีอาญามาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และลงโทษในกรณีที่เขากระทำผิด

และถ้านำเหตุผลทั้งหมดมาผนวกกับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณจ้าง GJ Alexander Knoops ซึ่งใครๆ บอกว่าจ้างมาเพื่อฟ้องรัฐบาลไทยฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม แต่ถ้าเราได้รู้ว่า Knoops ผู้นี้คือผู้เชี่ยวชาญฝ่าย "จำเลย" ในคดีอาญาระหว่างประเทศ (หนังสือสร้างชื่อของ Knoops คือ Defenses in Contemporary International Criminal Law พิมพ์โดย Martinus Nishoff สำนักพิมพ์ตำรากฎหมายระหว่างประเทศที่ดีที่สุด) ทำให้ผู้เขียนเชื่อว่า ทักษิณเตรียมตัวเป็น "จำเลย" ในศาลมอนเตเนโกรเป็นอย่างดี

นี่คงเป็นคำตอบว่า ทำไมทักษิณเลือกมีสัญชาติมอนเตเนโกร พ.ต.ท.ทักษิณมองเกมได้อย่างทะลุปรุโปร่งและทำการบ้านดี

งานนี้ "ลากยาว"

"ยูเสด"อัดเงินหนุน ปชต.30ล.เหรียญ จ้างบริษัทมะกัน ศึกษาปัญหาทุจริตและองค์กรอิสระแบบไทยๆ

ที่มา มติชน



รายงานข่าว แจ้งว่า หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา (ยูเสด) ได้ให้การสนับสนุนเงินทุนเพื่อเข้ามาพัฒนาประชาธิปไตยของไทย ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งๆ ที่ ยูเสด ได้ยุติการให้ความช่วยเหลือด้านนี้มายาวนานกว่า 15 ปี เพราะระดับการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยในช่วงหลายทศวรรษดีขึ้นมาก แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน ทำให้รัฐบาลโอบามา ต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง ก่อนอนุมัติสนับสนุนเงินทุนพัฒนาประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามโครงการของ ยูเสด ได้ล่าช้ามาหลายปี เดิมจะเริ่มโครงการในช่วงต้นปี 2553 แต่ก็เกิดความวุ่นวายทางการเมืองจนเลื่อนมาโดยตลอด

ก่อนหน้านี้ นิตยสารไทม์ รายสัปดาห์ของสหรัฐอเมริกา เดือนตุลาคม 2552 รายงานว่า สถานการณ์ทางการเมืองในไทยยังอยู่ในสภาพน่าวิตก ความขัดแย้งทางการเมืองมักนำไปสู่การต่อสู้ระหว่างกลุ่มและฝักฝ่าย ทำให้การสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศเมื่อไม่นานมานี้มีคนไทยเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่เห็นว่า ประเทศกำลังเดินไปถูกทาง

"จริงๆ แล้ว สหรัฐวิตกกับสภาวการณ์ในเมืองไทยมากถึงขนาดตัดสินใจมอบเงินทุนจำนวนหนึ่งให้ กับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (ยูเสด) เพื่อดำเนินการสร้างประชาธิปไตยขึ้นในไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมายาวนานเกือบ 15 ปีแล้ว"ข้อเขียนดังกล่าวระบุ


แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ยูเสด ได้เปิดให้ DAI อันเป็นบริษัทเอกชนของสหรัฐอเมริกาเข้ามารับโครงการดังกล่าวไปดำเนินการ จากนั้น DAI Washington ได้มาจัดหาบริษัทในประเทศไทยเป็น "ซับคอนแทรก" อีกต่อหนึ่ง โดยระยะเวลาโครงการนี้ ประมาณ 3 ปี

นอกจากนั้นทางยูเสด ยังได้จัดสรรเงินทุนเพื่อสนับสนุนด้านประชาสังคมและความปรองดองในประเทศไทย เป็นจำนวนเงิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 960 ล้านบาท) โดยโครงการใหม่นี้จะช่วยยกระดับบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคม โดยจะเน้นย้ำไปในด้านความจำเป็นในการพัฒนาความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานของรัฐบาลต่างๆ สนับสนุนให้มีการเจรจาอย่างมีโครงสร้างชัดเจน สร้างความเป็นเอกฉันท์ และความปรองดองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทางยูเสดจะไม่สนับสนุนกลุ่มและการเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น ซึ่งอาจระบุวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ได้ดังนี้

การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหน่วยงานอิสระ


นอกจากนั้นยูเสดยังสนับสนุนการริเริ่มในการจัดหาความร่วมมือด้านการฝึกอบรมและด้านทฤษฎี ให้แก่บุคลากรของหน่วยงานที่ไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาล และการริเริ่มในการนำองค์กรภาคประชาสังคม หน่วยงานทางวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพื่อที่จะจัดการกับปัญหาต่างๆด้วยกฎหมายและนโยบายที่ถูกต้อง โดยองค์กรภาคประชาชน และหน่วยงานอิสระมีหน้าที่ในการวิเคราะห์ด้านทฤษฎี และการสร้างโอกาสในการเจรจาระหว่างรัฐบาล องค์กรภาคประชาสังคม และหน่วยงานทางวิชาการ ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในด้านการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเพิ่มขึ้นด้วย และหน่วยงานอิสระต่างๆก็สามารถจัดการหน้าที่ ในการจัดการกับอำนาจที่ได้รับมอบหมายได้อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ภาคประชาสังคมก็จะมีกลไกที่ชัดเจน ในการมีส่วนร่วมในด้านการพัฒนานโยบายสาธารณะและประเด็นอื่นๆที่ถูกมองข้ามไป โดยเงินสนับสนุนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของโครงการจะถูกเน้นย้ำไปในด้านนี้

การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม


ทางยูเสดได้จัดหาความช่วยเหลือผ่านด้านความร่วมมือทางทฤษฎีและเงินทุนเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมได้จัดการสนับสนุน และสื่อสารด้านการมีส่วนร่วมให้กับหน่วยงานรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นความช่วยเหลือดังกล่าวยังช่วยสนับสนุนภาคประชาสังคมและหน่วยงานทางวิชาการในการวิจัยด้านวิชาการซึ่งนำไปสู่การเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและประชาชนในประเด็นด้านนโยบายหลักและช่วยสนับสนุนแผนการสนับสนุนความเป็นอิสระของสื่อมวลชน สิทธิมนุษยชน และการระแวดระวังด้านคุณค่า กระบวนการ และวัฒนธรรมทางประชาธิปไตยทางการเมือง นอกจากนั้นการสร้างความแข็งแกร่งด้านทฤษฎีและวิสัยทางด้านการเมืองของกลุ่มประชาสังคม โดยการขยายโอกาสในด้านการส่งเสริมให้มีการเจรจาระหว่างประชาชนและรัฐบาล ซึ่งทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมและรับทราบข้อมูลด้านนโยบายมากยิ่งขึ้น ทางรัฐบาลเองก็จะทราบข้อมูลด้านความสนใจของประชาชน ผ่านความกลไกความร่วมมือทางสาธารณะ และรัฐบาลเองก็จะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าในการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน โดยเงินสนับสนุนประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ ของโครงการจะถูกเน้นย้ำไปในด้านนี้

สนับสนุนความปรองดอง


ยูเสดสนับสนุนความพยายามในการสร้างความปรองดองทั้งภายในและภายนอกสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และสร้างความน่าเชื่อถือในการสืบเสาะหาเหตุและผลของเหตุการณ์ของความขัดแย้ง ที่ส่งผลกระทบต่อความรุนแรง การศึกษาของประชาชน และการสื่อสารภายในท้องถิ่น เช่น การเสริมสร้างกิจกรรมเพื่อสร้างความปรองดองให้กับประชาชน อาทิ บริการการสร้างความเข้าใจต่อผลลัพธ์ของความขัดแย้ง การสร้างความระแวดระวังทางด้านสิทธิมนุษยชน การสอดส่องและการขยายโอกาสของเครือข่ายภาคประชาชนในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกลุ่มเอ็นจีโอ ทั่วทั้งประเทศ ซึ่งทำให้ความต้องการด้านสาธารณะที่จะคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ด้วยความสันติเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเงินสนับสนุนประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ ของโครงการจะถูกเน้นย้ำไปในด้านนี้


รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจัยหลายประการที่ทำให้ภายนอกมองว่าประชาธิปไตยของไทยยังมีปัญหาได้แก่

1. ปัญหาเรื่องความขัดแย้งด้านความคิดทางการเมือง กว่า 3 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดความคิดทางการเมืองที่ขัดแย้งกัน จนเกิดเป็นฝักฝ่าย และมีเหตุปะทะกันหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งสื่อนานาชาติต่างให้ความสนใจและติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด รวมทั้งในกรณีที่เกิดความวุ่นวายระหว่างที่มีการประชุมระดับผู้นำที่เมืองพัทยา ช่วงเดือนเมษายน 52 ที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงยิ่งถูกจับตาในฐานะประเทศที่มีความวุ่นวายจากความคิดด้านประชาธิปไตยที่แตกต่าง ทั้งนี้แม้กระทั่งจะมีความพยายามในการจัดการตามกระบวนการสมานฉันท์ซึ่งเป็นวิธีการที่ประนีประนอม และค่อยเป็นค่อยไปอย่างที่สุด แต่นานาชาติยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจากกระบวนการนี้มากนัก จึงทำให้เกิดความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ประชาธิปไตยของไทย

2. ปัญหาเรื่องภาคใต้ การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย คือการปกครองที่ประชาชนมีเสรีภาพในการดำเนินชีวิตตามสิทธิและหน้าที่ตามวิถีประชาธิปไตย แต่ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้น เป็นกรณีอ่อนไหวที่ต่างชาติแสดงความกังวลและจับตามองอยู่ตลอดมา และถูกมองว่าการไม่สามารถสร้างความสงบเรียบร้อยให้เกิดเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศเป็นความไม่สมบูรณ์ของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอันที่จริงแล้ว กรณีภาคใต้นี้เป็นกรณีละเอียดอ่อนซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเวลา และวิธีการที่รอบคอบที่สุดในการดำเนินการ

3. ปัญหาเรื่องความคลางแคลงใจในอำนาจของฝ่ายทหาร การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย หมายถึงการปกครองที่ประชาชนมีอำนาจผ่านระบบรัฐสภา และอำนาจทางการทหารควรถูกแยกส่วนจากอำนาจการบริหารประเทศ ดังนั้นเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นในวันที่ 19 กันยายน 2549 ต่างชาติจึงเกิดความกังวลด้านอำนาจทหาร ซึ่งอาจนำไปสู่การปกครองแบบเผด็จการ และบั่นทอนความเป็นประชาธิปไตยในประเทศไทยได้ รวมทั้งมีกระแสข่าวลืออยู่ตลอดเวลาว่าจะมีการปฏิวัติซ้ำซ้อนเกิดขึ้น แต่ก็ได้รับการยืนยันทางทางกองทัพเสมอมาว่าเป็นเพียงข่าวลือ

4. ปัญหาการคอร์รัปชั่นและการซื้อเสียง อันเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้การเมืองไทย ไร้เสถียรภาพ

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ภายใต้โครงการสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย ในวงเงิน ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จะมุ่งไปที่การศึกษาวิจัยองค์กรอิสระที่สำคัญของประเทศไทย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และองค์กรอิสระอื่นๆที่สำคัญ โดยวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหา สิ่งแวดล้อมทางสังคมและการเมือง ตลอดจนเครื่องมือขององค์กรอิสระต่างๆ ตลอดจนการเชื่อมโยงกับองค์กรภายนอกเช่น สื่อมวลชน


ทั้งนี้ รูปแบบ จะเป็นการสำรวจความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของประชาชน และองค์กรประชาสังคม ต่างๆ ทั่วประเทศ ก่อนสรุปออกมาเป็นแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยไทย

แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ไม่เพียงรัฐบาลสหรัฐที่กลับมาให้เงินสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยในไทย ยังมีประเทศมหาอำนาจอีกหลายประเทศ ที่กำลังสนับสนุนด้านเงินทุนในการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย

หมายเรียกปิดปาก

ที่มา ข่าวสด


ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



โฆษกศอฉ.ชี้แจงหมายเรียกที่ไปแปะหน้าบ้านนายวสันต์ สายรัศมี อาสาสมัครกู้ชีพว่า ไม่ใช่การเหวี่ยงแห แต่คงมีข้อมูลเบื้องต้น ถ้ายืนยันว่าตนเองไม่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าชี้แจงแสดงความบริสุทธิ์ได้

พูดจาได้นุ่มนวล ไพเราะ น่าหลงใหล ตามสไตล์เสธ.ไก่อู

แต่คนที่รู้ความจริงในหลายๆ เรื่อง ว่าไม่ค่อยตรงกับคำหวานๆ ของนายทหารผู้นี้ จะไม่มั่นใจว่า ถ้านายวสันต์ไปปรากฏตัวที่ศอฉ.แล้วจะได้กลับออกมาทันที

น่าจะถูกควบคุมตัวภายใต้อำนาจล้นฟ้าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ต้องมีข้อหา ไม่ต้องมีพยานหลักฐาน เอาไปขังที่ค่ายตชด.คลอง 5 ได้ทันที

อย่างน้อยก็ 3 สัปดาห์โน่นแหละ จึงจะได้ออกมา

เหมือนที่อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ โดนมาแล้ว เหมือนกับที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นอนอยู่ในเวลานี้

ไม่มีข้อหา ไม่มีหลักฐาน แม้แต่ขี้เล็บ!

แล้วใครจะรับผิดชอบต่อสิทธิความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านี้ที่โดนละเมิด

นายอภิสิทธิ์หรือ นายสุเทพหรือ โฆษกศอฉ.ที่พูดจากลบเกลื่อนปัญหาไปวันๆ หรือ

นายวสันต์มีบทบาทอะไรบ้าง นอกจากแต่งชุดขาวติดสัญลักษณ์กู้ชีพกาชาด ฝ่าห่ากระสุนไปช่วยเหลือคนเจ็บคนตาย แล้วยังเป็นคนกล้าพูดถึงเหตุการณ์ที่เห็น

เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์สังหารโหดในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม และทวงความเป็นธรรมให้เพื่อนอาสากาชาดที่ต้องตายไปต่อหน้าต่อตา จากปืนบนรางรถไฟฟ้า จากด้านหน้าวัด

เป็นพยานเอก และเป็นผู้ยืนยันว่ามีหัวกระสุนตุงอยู่ที่หน้าท้องของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด เป็นหลักฐานบอกที่มาจากปืนชนิดใด กระบอกไหน!

แต่หัวกระสุนนี้หายไป เมื่อร่างของผู้ตายไปอยู่ในมือเจ้าหน้าที่รัฐ

หมายเรียกตัวนายวสันต์ของศอฉ. จะทำให้ความจริงของเหตุการณ์ 6 ศพวัดปทุมฯหายไปด้วยหรือไม่

ต้องขอสงสัยเอาไว้ก่อน

เพราะถ้ารัฐบาลนี้บริสุทธิ์ใจเหมือนคำพูดที่เต็มไปด้วยหลักการหรูหราจากปากนายกฯอภิสิทธิ์ ต้องไม่ใช้อำนาจที่เกินปกติมาจัดการปัญหา

อันเป็นวิธีการที่เผด็จการทั่วโลกใช้กันมาทุกยุค

ใช้อำนาจปกปิดบิดเบือนกลบเกลื่อนความจริง และความตายของประชาชน

รัฐบาลประชาธิปไตย ต้องใช้กฎหมายปกติ ตามมาตรฐานยุติธรรม และต้องเคารพในสิทธิของประชาชน

จะจัดการกับแกนนำม็อบก็เรื่องหนึ่ง แต่กับคนที่เพียงคิดต่าง คนที่ไม่ยินยอมให้ความตายของเพื่อนมนุษย์เกือบร้อยศพต้องเงียบหาย ส่ออะไรบางอย่าง

การใช้อำนาจครอบจักรวาลไปเรียกตัวมาคุมขัง ปิดปาก

ยิ่งส่อแสดงว่ารัฐบาลและศอฉ.ทำผิด จึงต้องปกปิด!

ความจริง ที่ขัดกัน ความจริง พ.ร.ก."ฉุกเฉิน" ภาคใต้ ภาคเหนือ

ที่มา ข่าวสด


มีข้อมูล 2 ข้อมูลอันมีรากที่มาไม่เหมือนกัน แต่บทสรุปซึ่งเป็นความเห็นกลับพ้องกันอย่างชวนให้ขบคิด พิจารณา เป็นพิเศษ

ข้อมูล 1 มาจากภาคใต้

เป็นความเห็นของ นายพีรยศ ราฮิมมูลา ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือที่เรียกว่า "วอร์รูม ภาคใต้" พรรคประชาธิปัตย์

ข้อมูล 1 มาจากภาคเหนือ

เป็นแถลงการณ์จากคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเหนือ หรือที่รู้จักในชื่อย่อว่า กป.อพช.ภาคเหนือ

แน่นอน วอร์รูม ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ ย่อมพุ่งเป้าไปยังสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ขณะที่แถลงการณ์ กป.อพช. ภาคเหนือ พุ่งเป้าไปยังพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เหตุผลที่อยู่ภายใน "ถ้อยแถลง" กลับตรงกันอย่างมิได้นัดหมาย



โปรดพิจารณาจากข้อสังเกตต่อสถานการณ์ภาคใต้จาก นาย พีรยศ ราฮิมมูลา

"เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุระเบิดในปีนี้เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณางบประมาณประจำปีพอดี เหตุลอบวางระเบิดอาจมีจุดประสงค์เพื่อแสดงตัวว่าความไม่สงบในพื้นที่ยังมีอยู่ให้คงงบประมาณไว้ตามเดิม

"บางคนหวังอยู่ในพื้นที่ยาว 4-5 ปี ก็อยากได้ในสิ่งที่ควรได้"

ขณะเดียวกัน แถลงการณ์คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือกป.อพช.ภาคเหนือ หลังการประชุมกรรมการเครือข่ายและกรรมการจังหวัดที่รับผิดชอบในพื้นที่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม

ทางหนึ่ง ข้อสรุปคือ รัฐบาลควรยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ 24 จังหวัดโดยเฉพาะ 4 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน

ทั้งนี้ "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นการจงใจสร้างสถานการณ์เพื่อคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน"

ทั้งหมดมาอยู่ที่ความเห็นพ้องว่า การสร้างสถานการณ์ล้วนมี "เป้าหมาย"



เป้าหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การสร้างสถาน การณ์มีเป้าหมายเพื่อคงงบประมาณเอาไว้อย่างหนาแน่น

เป็นงบประมาณที่รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท

น่าสนใจก็ตรงที่ไม่ว่าจะมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ แต่สถานการณ์และความรุนแรงก็ยังคงมีอยู่อย่างอึกทึกครึกโครม

ยิ่งใกล้พิจารณางบประมาณสถานการณ์ยิ่งมากด้วยสีสัน ร้อนแรง

เป้าหมายของการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ภาคเหนือก็เพื่อการคงไว้ซึ่งประกาศและบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เป็นอำนาจในมือรัฐบาล เป็นอำนาจในมือเจ้าหน้าที่รัฐ

ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดในภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดในพื้นที่ภาคเหนือ ล้วนน่าสงสัยว่าจะมาจากพื้นฐานของการสร้างขึ้น

สร้างขึ้นโดยผู้ได้ประโยชน์จากงบประมาณ สร้างขึ้นโดยผู้ได้ประโยชน์จากพ.ร.ก.ฉุกเฉิน



การดำรงคงอยู่ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงมิได้เป็นการคงอยู่เพื่อชาติเพื่อประชาชนอย่างที่มักกล่าวอ้าง

ตรงกันข้าม กลับเป็นการคงอยู่เพื่อประโยชน์อันตักตวงจากงบประมาณ กลับเป็นการคงอยู่เพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองและสำแดงความเหนือกว่าต่อเป้าหมายซึ่งต้องการกำจัดกวาดล้าง

พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงเสมอเป็นเพียงฐานรองอำนาจทางการเมืองเฉพาะหน้า

อำนาจ+เงิน = ?

ที่มา ข่าวสด


เหล็กใน




วันนี้ที่ประชุม ครม.มีวาระสำคัญ คือ พิจารณาการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ไม่ต้องรอ ไม่ต้องลุ้น ก็รู้กันแล้วว่า ต่ออายุออกไปอีกแน่ๆ

เพียงแต่อภิสิทธิ์ กับสุเทพ ในฐานะผู้มีอำนาจเต็ม จะใช้วิธียกเลิกบางพื้นที่

เพื่อลดกระแสต้าน

เวลานี้บุคคล กลุ่ม องค์กรที่มีความเป็น "มนุษย์" เคารพ "สิทธิ" ความเป็นคนจากทั่วโลก

ต่างเรียกร้องรัฐบาลไทยยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เพราะสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงผ่านพ้นไปตั้งแต่เดือนพ.ค.

รัฐบาลลากยาวมามิ.ย.จนก.ค.

และยังเตรียมต่ออายุออกไปอีก 3 เดือน?

ด้วยอำนาจครอบจักรวาลของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ทั้งคนสั่ง คนปฏิบัติ ไม่ต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญา แพ่ง และวินัย

ปฏิบัติการขอพื้นที่คืน หรือกระชับวงล้อมที่ผ่านมา ชีวิตคนเสื้อแดง 90 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2,000

ตายฟรี เจ็บฟรี!

เพราะพ.ร.ก.ฉุกเฉินคุ้มครองคนสั่ง คนลั่นกระสุน!!

ไม่เพียงเท่านั้น ยังให้อำนาจเรียกตัว ตรวจค้น จับกุม คุมขัง อายัดเงิน เซ็นเซอร์สื่อ ปิดเว็บไซต์ วิทยุ โทรทัศน์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ

อำนาจพอๆ คณะปฏิวัติ?

ช่วงแรกๆ ของการสลายม็อบแดง รัฐบาลกับ ศอฉ.ยังพออ้างเหตุผลความจำเป็นของพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้บ้าง

เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทุกสิ่ง ทุกอย่าง อยู่ในการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การยื้อพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้

เหตุผล คำอธิบายของผู้ใช้อำนาจ จึงไม่น่าเชื่อถือ ขัดแย้งกับความจริง

ความจริงที่รัฐบาลกับ ศอฉ.ใช้ "อำนาจ" เล่นงาน ไล่ล่าฝ่ายตรงข้ามแบบเหวี่ยงแห

นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว เจ้าหน้าที่กู้ชีพ ผู้บริสุทธิ์ ตกเป็นเหยื่อรายวัน

ความจริงเรื่อง "เงิน" ที่ยังไม่ปิดบัญชี แค่ 2 เดือนเบิกกันแล้ว 5 พันล้าน

ทหารของ ศอฉ.รับ 400 บาทต่อวัน ขณะที่ทหารจังหวัดชายแดนใต้ได้ 210 บาท!

แต่ระดับใหญ่ รวมทั้งโฆษก รับอีกราคา?

และยังได้รับต่อไปตามอายุพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แม้จะกลับเข้ากรมกองกันหมดแล้ว

อำนาจครอบจักรวาลอยู่ในมือ เงินไหลคล่องเข้ากระเป๋า

มันก็เพลินอย่างนี้แหละ!?

"เอเชีย อัพเดต"แนวรบใหม่เพื่อไทย

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




โทรทัศน์ดาวเทียมกลายเป็นสื่อที่ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารข้อมูลภายในกลุ่มมวลชนแต่ละฝ่ายในช่วงวิกฤตทางการเมือง 3-4 ปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ทีวีเสื้อเหลือง ต่อเนื่องมาถึงทีวีเสื้อแดง

ก่อนที่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) สั่งการให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ในฐานะคู่สัญญากับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ปิดสัญญาณออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีเพิลแชนแนล (พีทีวี) หรือทีวีเสื้อแดง ในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา

โดยยกเหตุผลว่ามีการกระทำเข้าข่ายความผิดพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณียุยงปลุกปั่น สร้างความแตกแยกและเป็นภัยต่อความมั่นคง

ล่าสุดพรรคเพื่อไทยได้ประกาศเปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมขึ้นมาใหม่ ภายใต้ชื่อ เอเชีย อัพเดต (Asia Update) โดยมีสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ดำเนินรายการเป็นหลัก



จิรายุ ห่วงทรัพย์

รองโฆษกพรรคเพื่อไทย

เอเชีย อัพเดต เป็นการรวมตัวของผู้จัดรายการและคนทำข่าว และนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่เห็นพ้องตรงกันว่าทางเลือกของสังคมเวลานี้มีน้อย และไม่มีช่องทางไหนที่จะเสนอความจริงให้ประชาชนได้รับรู้

จึงริเริ่มทำสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเพื่อนำเสนอรายการทั้งด้านข่าวสาร รายการบันเทิง และรายการต่างๆ ออกอากาศ 24 ชั่วโมง ใช้รูปแบบของการขายเวลาให้ผู้จัดรายการต่างๆ และสินค้าที่ต้องการโฆษณาเพื่อเป็นรายได้ของบริษัท

พนักงานกว่าครึ่งเป็นคนของพีเพิลแชนแนล ที่ถูกศอฉ.ปิดไปแล้วตกงาน ก็ลาออกจากบริษัทเดิมมาสมัครบริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้นมาชื่อ บริษัทดีเอ็นเอ็น หรือเดโมเครซี่ นิวส์ เน็ตเวิร์ก

ใช้สถานที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 5 ที่เคยเป็นที่ทำงานของพีเพิลแชนแนลเดิมมาใช้เป็นที่ทำงาน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด จะดูจากส่วนไหนที่เช่าได้ พื้นที่ไหนเช่าไม่ได้ ส่วนอุปกรณ์สั่งเข้ามาใหม่เกือบทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่ถูก ศอฉ.ยึดไปหมดแล้ว

จริงๆ แล้วเรื่องสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนี้ ไม่ได้เพิ่งมาคิดตอนที่ถูกปิดพีเพิลแชนแนล เราคิดเอาไว้อยู่แล้วโดยเอาบทเรียนตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ 2552 ที่รัฐบาลปิดดีสเตชั่น พอทำพีเพิลแชนแนลก็คิดเอาไว้แล้วว่าอาจถูกปิดอีก ต้องดูแผน 2 แผน 3 ว่าจะดำเนินการอะไรต่อไป พอพีเพิลแชนแนลถูกปิดจริงก็เริ่มมาคิดเรื่องนี้กันใหม่ มาเป็นโครงการดำเนินการ

ส่วนผอ.สถานี หรือทุมจดทะเบียนอะไร ขออนุญาตไม่พูดถึง เพราะไม่ใช่หน้าที่ผม แต่ให้ไปสืบค้นในหนังสือบริคณห์สนธิ ก็น่าจะรู้ เพราะไม่ใช่ความลับ

สถานีเอเชีย อัพเดต เป็นสถานีข่าวที่รวมรายการวาไรตี้ เรียกว่าทำมาเพื่อแข่งขันกับทีเอ็นเอ็น วอยซ์ทีวี สปริงนิวส์ ไม่ได้มีแนวฮาร์ดคอร์ เหมือนเอเอสทีวี

จึงต้องถามว่าหากถูกปิดจะปิดด้วยสาเหตุอะไรเพราะไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย แล้วยังออกอากาศอยู่ได้ตลอดเวลา การปิดก็คงต้องมีเหตุผล

เนื้อหารูปแบบรายการนั้น หากแบ่งเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ มีเนื้อหาด้านต่างประเทศ 40 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศและสถานการณ์การเมือง 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นด้านบันเทิงและรายการของผู้ที่จะมาร่วมรายการ

ในเบื้องต้นจะมีผม นายการุณ โหสกุล น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. เป็นผู้ดำเนินรายการหลัก อีกส่วนจะเป็นผู้ดำเนินรายการเดิมจากสถานีพีเพิลแชนแนล

รายการมีทั้งเทปและสด อย่างตอนนี้เริ่มออกอากาศตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันที่ 5 ก.ค. ทางช่องทีพีทีวี 2 ผ่านช่องทางดาวเทียมไทยคม 5 กำลังส่ง 3690 H ซิมโบลลิกส์ 03333 โดยออกอากาศหนังเก่าที่เราซื้อมา เพื่อทดลองการออกอากาศไปก่อน และเริ่มมีช่วงที่ถ่ายทอดสดก็จะเป็นข่าวช่วง 19.00 น. จนถึงข่าวพระราชสำนัก รวมทั้งรายการต่างๆ

เนื้อหาไม่ได้ออกแนวโทนแดงมากเหมือนพีเพิลแชนแนล

คาดว่าจะออกอากาศได้ในสัปดาห์หน้า มั่นใจว่าหากแพร่ภาพออกอากาศได้นั้นจะไม่ขัดต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเนื้อหาและรูปแบบรายการไม่ใช่การปลุกระดมหรือยั่วยุ แต่เน้นตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น

เมื่อเป็นสถานีที่นำเสนอข้อมูลข่าวสาร และไม่ได้แตกต่างไปจากสถานีอื่น จึงยังมองเหตุผลที่จะมาปิดไม่ได้เหมือนกัน ส่วนตอนพีเพิลแชนแนลนั้น ยอมรับว่ามันมีข้อกฎหมายห้ามไว้อยู่ เพราะไปถ่ายทอดสดการชุมนุมที่ถูกระบุว่าผิดกฎหมาย ผิดพ.ร.ก. ดังนั้น กลายเป็นผู้เผยแพร่หรือตัวการร่วมจึงเป็นเหตุให้ปิดสถานี

แต่เอเชีย อัพเดต เราจะไปถ่ายทอดการชุมนุมที่ไหน ในเมื่อตอนนี้ไม่มีการชุมนุมอยู่แล้ว



น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย

สถานีเอเชีย อัพเดต จะเน้นเนื้อหารายการข่าวทั้ง 2 ด้าน เพื่อให้ประชาชนที่ไม่มีทางเลือกหรือประชาชนทั่วไปสามารถรับชมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ให้มากที่สุด ควบคู่กับการขายเวลาให้เข้ามาดำเนินรายการ แต่ส่วนใหญ่จะเร้นรายการข่าวเป็นหลัก

รูปแบบการดำเนินรายการจะแตกต่างจากรายการความจริงวันนี้ของพีทีวี ซึ่งจะออกอากาศ 24 ชั่วโมง ส่วนผังรายการในเบื้องต้นตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป จะออกอากาศรายการข่าวคล้ายสถานีฟรีทีวี และในช่วงเวลา 20.30 น. จะเป็นรายการ "ไทยแลนด์ อัพเดต" ดำเนินรายการโดย น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ

เวลา 21.00 น. จะเป็นรายการ "การเมือง อัพเดต" มีม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือหม่อมปลื้ม เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งช่วงดังกล่าวถือเป็นไฮไลต์

สำหรับผมจะจัดรายการคู่กับนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ เป็นพิธีกรประจำในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เนื้อหาจะเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินงานในมุมมองต่างๆ ทางการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งอยู่ระหว่างการหาชื่อรายการและช่วงเวลาออกอากาศ

ส่วนโครงสร้างการออกอากาศ จะออกอากาศผ่านดาวเทียมไทยคม 5 ซึ่งวันนี้ (5 ก.ค.) จะทดลองออกอากาศวันแรก มีการอัพลิงก์สัญญาณ H3690 Symbolace 03333 ประชาชนสามารถเข้ารับชมได้ผ่านช่องสัญญาณดาวเทียมทั้ง ซียูแบน และเคยูแบน หรือรับชมผ่านอินเตอร์เน็ต โดยเข้าไปที่เว็บ http://www.ASIAUPDATE.TV

สำหรับบุคคลที่เข้ามาถือหุ้นและเป็นแหล่งทุนนั้น ยืนยันไม่มีคนในตระกูลชินวัตรเข้ามายุ่งเกี่ยว

อย่างไรก็ตาม การที่มีส.ส.เข้ามาดำเนินรายการ ไม่หวั่นว่าจะถูกโจมตีหรือถูกปิดกั้นตามอำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือกฎหมายใดๆ เพราะถือว่าจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และผู้ที่ออกมาดำเนินการถือเป็นมืออาชีพ

ดังนั้น ขอให้ดูที่การกระทำเพราะเราดำเนินการอย่างเปิดเผย จึงไม่น่ากังวลว่าจะทำอะไรที่ไม่ถูก เพราะสิ่งที่เรานำเสนอเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

เป้าหมายการเปิดสถานีโทรทัศน์แห่งนี้เพื่อนำเสนอมุมมองหลากหลายให้ประชาชนได้รับข่าวสารที่รวดเร็วและรอบด้าน

รัฐบาลไม่มีอำนาจจะมาปิดเพราะทำทุกอย่างถูกต้อง

น่าจะขอบคุณด้วยซ้ำที่สถานีแห่งนี้จะให้ข้อมูลรวดเร็วแก่ประชาชน

พันโทปราบม็อบ ถูกปืนดับปริศนา

ที่มา ข่าวสด


พันโทคนดัง ผบ.ม.พัน1 รอ. ถูกกระสุนปริศนาตายคาบ้านพักในพล.ม.2 รอ. สนามเป้า ยัง ไม่ชัดว่าสาเหตุมาจากอุบัติเหตุหรือยิงตัวตาย ทหารยันเป็นอุบัติเหตุ ก่อนหน้านั้นผู้ตายเอาปืนออกมาทำความสะอาด แล้วเกิดปืนลั่นเจาะหัวตายคาที่ เผยคนตายเป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการกระชับพื้นที่ชุมนุมเสื้อแดง น้องระบุช่วงหลังพี่ชายเคยบนเครียดจากการทำงาน

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 5 ก.ค. พนักงานสอบสวนเวร สน.ดินแดง รับแจ้งเหตุ พ.ท.ชัยยันต์ ปรีชา ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.ม.พัน.1 รอ.) ถูกยิงเสียชีวิตในบ้านพักในกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) สนามเป้า กทม. จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ชาตรี กาญจนกันติ ผกก.สน.ดินแดงทราบ จากนั้น พ.ต.อ.ชาตรี นำกำลังเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานและแพทย์ร.พ.พระมงกุฎเกล้า เมื่อไปถึงบ้านพักที่เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุพบศพ พ.ท.ชัยยันต์ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านพักหลังดังกล่าว มีบาดแผลถูกกระสุนเข้าที่ศีรษะ 1 นัด

ภายหลังการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น พ.ต.อ. ชาตรี กล่าวว่า จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนของทางทหาร สถาบันนิติเวช และแพทย์ ร่วมกันเข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุอย่างละเอียดพบว่า เหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการยิงตัวตาย และไม่ใช่การฆาตกรรม แต่เป็นอุบัติเหตุ โดยทราบจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงของพ.ท.ชัยยันต์ว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้นำอาวุธปืนออกมาทำความสะอาด แล้วเกิดปืนลั่นใส่ตัวเองจนเสียชีวิตคาที่ ผู้บังคับบัญชายืนยันชัดเจนว่าเป็นอุบัติเหตุ ไม่เกี่ยวกับความเครียดเรื่องงานและครอบครัวแต่อย่างใด และทางกองทัพจะดูแลทุกอย่างและจะจัดงานศพให้อย่างสมเกียรติ

รายงานข่าวเปิดเผยว่า พ.ท.ชัยยันต์ เข้ามามีบทบาทสำคัญในช่วงเหตุการณ์ดูแลความสงบเรียบร้อยของระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณแยกศาลาแดง ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมาทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้ลักลอบขโมยอาวุธปืนและเสื้อเกราะ ไปหลายชิ้น และเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผู้บังคับบัญชาได้เรียกให้พ.ท.ชัยยันต์ ไปชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธและยุทธภัณฑ์ที่หายไป จึงอาจจะทำให้พ.ท.ชัยยันต์ เกิดความเครียด เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยทำงานผิดพลาด อาจจะเป็นชนวนทำให้เกิดความน้อยใจ และฆ่าตัวตาย

ต่อมาผู้สื่อข่าวโทรศัพท์เข้าไปยังโทรศัพท์มือถือของพ.ท.ชัยยันต์ มีผู้รับสายอ้างว่าเป็นน้องชาย เปิดเผยว่า สาเหตุการเสียชีวิตของพี่ชาย น่าจะมาจากความเครียดในการทำหน้าที่ช่วงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ผ่านมา เนื่องจากพี่ชายเป็นคนจริงจังในการทำงาน และก่อนเสียชีวิตมักบ่นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวข้องกับการถูกกดดันเกี่ยวกับการทำหน้าที่กระชับพื้นที่ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.หรือไม่

สำหรับประวัติของพ.ท.ชัยยันต์ จบจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 (ตท.26) จบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 (จปร.37) เส้นทางการทำงานเคยเป็นผบ.พัน.ฝขว. สระบุรี ก่อนขึ้นมาเป็นผบ.หน่วยในพล.ม.2 รอ. เข้าปฏิบัติการกระชับพื้นที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แยกศาลาแดง เมื่อ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเป็นหน่วยที่รับผิดชอบดูแลสถานที่สำคัญ เช่น ทำเนียบรัฐบาล บ้านสี่เสาเทเวศร์

จตุพรซัดอ้อ-อ้าย สายลับรัฐบาล หวังล่ากี้ร์-แรมโบ้

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_94049

นายจตุพร พรหมพันธุ์

จตุพร พรหมพันธุ์ ซัด อ้อ-อ้าย สายลับรัฐบาล ชี้เหตุถูกทางการกัมพูชา ส่งตัวให้ไทย เพราะแฝงตัวไปหวัง สืบหา อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และ สุพร อัตถาวงศ์ ยัน 4 ผู้ต้องหาบึมภูมิใจไทย ไม่ใช่การ์ด นปช.

ที่ห้องพิจารณาคดี 713 ศาลอาญา วันที่ 5 ก.ค. 2553 ศาลนัดไต่สวนในคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ร้อง มอบอำนาจให้ นายธนเดช พ่วงพูล ทนายความ ยื่นคำคัดค้านการออกหมายจับ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขอหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อหาร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1-3 ที่ศาลอาญา อนุมัติหมายจับไปเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา

นัดนี้ทนายความผู้ร้องนำนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ขึ้นเบิกความถึงประเด็นที่มาร่วมอุดมการณ์ดำเนินกิจกรรมการเมือง ภายใต้การเป็นผู้นำพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า หลังจากเกิดเหตุรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.49 ตนและกลุ่ม ส.ส. ส่วนหนึ่ง เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เกาะฮ่องกง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าตนและครอบครัวเป็นคนไทย ต้องกลับไปตายที่ประเทศไทย โดยศาล นัดไต่สวนพยานปากต่อไปวันที่ 8 พ.ย.53 เวลา 13.30 น.

ขณะเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวระหว่างเดินทางไปที่ศาลอาญา ถึง กรณีเตรียมยื่นฟ้องหมิ่นประมาท นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีว่า มอบหมายให้ทนายความ ยื่นฟ้องนายเทพไท ฐานหมิ่นประมาทฯ ต่อศาลอาญาแล้ว หลังจากมีการกล่าวหาว่าตนนำประชาชนไปก่อกวนที่บริเวณศาลอาญาในวันที่มีการฝากขัง 11 แกนนำ นปช. เป็นความเท็จทั้งสิ้น

ส่วนที่กล่าวหาว่าตนเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง หรือวางแผนตากสิน2 ลอบสังหารบุคคลสำคัญนั้น ยืนยันว่าแผนดังกล่าวเป็นความเท็จ มีหน่วยงานด้านความมั่นคงเป็นผู้สร้างสถานการณ์ขึ้นมา ตนไม่เคยมีแผนใดๆ เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อที่จะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ที่ผ่านมายึดแนวทางสันติวิธี ในทางตรงกันข้ามพวกตนกลับตกเป็นเป้าลอบทำร้าย จึงเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้หยุดใส่ร้ายประชาชน ที่ไม่มีโอกาสชี้แจง

นายจตุพร ยังกล่าวถึงการจับกุมตัวสองผู้ต้องหาก่อวินาศกรรมพรรคภูมิใจไทยที่ทางการเขมรส่งตัวกลับมา ว่า ได้เจรจากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชาตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.แล้ว ทำให้เกิดความสงสัยในพฤติกรรมของผู้ต้องหาทั้งสอง ว่าหลังจากทั้งสองเข้าไปประเทศกัมพูชาแล้ว มีการกล่าวอ้างว่า ต้องการพบตัวแกนนำ นปช.เช่น นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และนายสุพร อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้ อีสาน จะไปพบกันได้ที่ไหน ทางการกัมพูชา เกรงว่าจะเป็นการส่งสายลับมาหรือไม่

นอกจากนี้ มีการกล่าวอ้างว่า กลุ่มแกนนำ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภา ส่งผู้ต้องหาทั้งสองไป เป็นความเท็จทั้งสิ้น เพราะ พ.อ.อภิวันท์ ปฏิเสธไม่รู้จักผู้ต้องหาทั้งสอง ทางการกัมพูชา จึงสงสัยต่อพฤติกรรมของผู้ต้องหาทั้งสอง เนื่องจากกัมพูชาเคยปฏิเสธแล้วว่า นายอริสมันต์ และนายสุพร ไม่ได้อาศัยในประเทศ เมื่อลำดับเหตุการณ์ระเบิดที่พรรคภูมิใจไทย ด้วยรถเข็นเงาะ ได้ค่าจ้างแค่สองพันบาทเป็นเหมือนนิยาย คดีนี้จึงน่าสงสัยว่าเป็นการจัดฉากอย่างชัดเจน ตนไม่เคยรู้จักผู้ต้องหาทั้งสอง และยืนยันว่าผู้ต้องหาอีก 2 คนที่ถูกจับตั้งแต่แรกไม่ใช่การ์ด นปช.แหลมฉบัง พวกนี้ไม่ใช่แนวร่วมเดียวกันตนจึงไม่กลัวว่าจะเสียแนวร่วม เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นรัฐบาลคือผู้ได้ประโยชน์ ขณะที่พวกตนเสียประโยชน์

ขึ้นอยู่ที่ฝ่ายคุมเกม?

ที่มา ไทยรัฐ

โบ้ยออกอากาศกันเลย

ตามจังหวะชิ่งเห็นๆ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ชิงบอกปัดคิวที่ "เดอะคึก" นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาโหมประโคมข่าว "แผนตากสิน 2"

อ้างข่าวลับ ค้นพบแผนของพรรคเพื่อไทย และ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้จัดหน่วย จรยุทธ์ล่าสังหารผู้นำ หรือบุคคลสำคัญ

"ไม่ทราบจริงๆ ต้องไปถามคนที่พูด คงมีที่มาของข้อมูลไม่เหมือนกัน"

"เทพเทือก" ไม่รับมุกข่าวกรองยี่ห้อ "เทพไท" น้ำหนักเหลือแค่ข่าวลือไปเลย

โดยอารมณ์ที่จับทางได้จากน้ำเสียงของ "เทพเทือก" ออกแนวเขม่นๆ หมั่นไส้ลูกน้องที่เล่นบทออฟไซด์ "ปล่อยของ" ไม่ถูกจังหวะ

นั่นก็เพราะมุกลอบสังหารผู้นำ ที่เปิดหัวนำร่องโดย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. แล้วก็เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ไปยัน "เสธ.ไก่อู" พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.ขวัญใจแม่ยก ออกมารับมุก โดนขู่ฆ่า ขู่ลอบทำร้าย

เรียกแต้มสงสาร โกยคะแนนเห็นใจกันไปแล้ว

มาถึงคิวของข่าวกรองยี่ห้อ "เทพไท" ยังเล่นมุกเก่า งัดแผนตากสินมาตีกินไม่เบื่อ ตามจังหวะโหมกันมากๆ "มันก็เฝือไป" จากที่สังคมกำลังอินไปกับกระแส

ก็ชักเอะใจ มันเกินพอดีไปหรือเปล่า

เอาเป็นว่า โดยปรากฏการณ์ที่สวนทางกับฉากโหดของคนเสื้อแดง สภาพของนายใหญ่และเครือข่ายที่ขัดกับบทโหดที่ถูกยัดให้

นาทีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็อยู่ดูไบไม่ได้ โดนนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ใช้การทูตสไตล์นักเลงโบราณไล่บี้จนต้องหลบไปซุ่มอยู่แถบยุโรปตะวันออก บินไปบินมาได้แค่รัสเซียกับมอนเตเนโกร

หันไปทางแกนนำ นปช. ก็โดนแยกขังอยู่ในเรือนจำ แม้แต่นายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 ยังทำได้แค่ส่งจดหมายอ้อนขอคะแนนผ่านกำแพงคุก

ส่วนพวกที่อยู่นอกกรงขังก็หนีหัวซุกหัวซุน "เดอะกี้ร์" นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง "แรมโบ้อีสาน" นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หน่วยฮาร์ดคอร์ นปช. ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงให้ถูกล็อกสัญญาณว่าหลบอยู่ซอกหลืบไหน

จำใจรับสภาพกองโจรดำดินกันไป

และก็โงหัวไม่ขึ้นเหมือนกัน สมาชิกบ้านเลขที่ 111 เครือข่ายนายใหญ่ โดนมาตรการ "เกสตาโป" คำสั่ง ศอฉ. ไล่บี้ตรวจสอบธุรกรรมการเงิน

อุดท่อน้ำเลี้ยงกองทัพแดง ล็อกหัวจ่ายพรรคเพื่อไทย

เจอยุทธการล้อมกรอบทุบ แค่หาช่องหายใจ ลูกข่าย "ทักษิณ" ยังเหนื่อย นับประสาอะไร ประชาธิปัตย์จะตีปี๊บประโคมข่าวล่าสังหารผู้นำ

ไม่จำเป็นต้องโหมตีปี๊บจนคนกันเองยังหมั่นไส้

"เทพเทือก" เขินก็แล้วกัน

เรื่องของเรื่อง โดยสถานะของรัฐบาลเส้นใหญ่ ยากจะถูกเนื้อต้องตัว พระเอกขวัญใจพ่อยกแม่ยกอย่าง "อภิสิทธิ์" มีกองทัพเป็นหน่วย รปภ.เฝ้าข้างล่างเวที

รำป้อลากเก้าอี้นายกฯไปเรื่อยๆ

เว้นแต่ว่า "เกมโอเวอร์" ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยยกป้ายหมดเวลา

กับมุกของ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ยังไม่เลิกเข็น "รัฐบาลแห่งชาติ" ล่าสุดก็ออกมาตื๊อกันอีกรอบ

และก็ตามฟอร์ม นายกฯอภิสิทธิ์และลูกคู่ แท็กทีมบอกปัดแบบไม่ไยดี

แต่รอบนี้มันบังเอิญขึ้นอยู่กับจังหวะพลิกผัน จากคิวยุบพรรคประชาธิปัตย์

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมสู้คดียุบพรรค ได้เรียกประชุมคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคทุกคน พร้อมนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะหัวหน้าทนายผู้ว่าความ

เพื่อเตรียมบัญชีรายชื่อพยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันตรวจบัญชีรายชื่อพยาน ทั้งฝ่ายผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง ในวันที่ 7 กรกฎาคม

หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ส่งบัญชีรายชื่อพยานกว่า 80 ปาก

หนักมากจนอุ้มไม่ไหว ต้องปล่อยประชาธิปัตย์โดนล้มกระดาน

ฝ่ายคุมเกมประเทศไทยกำลังคิดสูตรอำนาจใหม่กันอยู่.


ทีมข่าวการเมือง

ขาดจิตสำนึก

ที่มา ไทยรัฐ


ใกล้วันที่จะมีการสรรหาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ แทน คุณธาริษา วัฒนเกส ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ก็มีข่าวไม่ค่อยจะชอบมาพากลเยอะแยะ ตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาตินั้นมีความสำคัญมาก แม้แต่ รมว.คลังก็ไม่สามารถที่จะไปก้าวก่ายสั่งการได้ เพราะถ้าประเทศไหนที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติอยู่ในอาณัติของ รมว.คลังแล้ว ความน่าเชื่อถือก็จะหมดไปทันที การกำหนดนโยบายทางการเงินการคลังก็จะอยู่ในกำมือของรัฐบาลและนักการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ผู้สมัครผู้ว่าการ ธปท.มีจำนวน 4 รายด้วยกันคือ คุณบัญฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ธปท. คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย และประธานสมาคมธนาคาร คุณธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาฯ กลต. และคุณพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต รมช.กระทรวงการคลังสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์

ดูจากความรู้ความสามารถของแต่ละคนแล้วถือว่าไม่ขี้เหร่ คุณสมบัติถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ก็อยู่ที่กฎเกณฑ์ของแบงก์ชาติที่ตั้งไว้ ถ้าตรงตามนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าจะมาดูความชอบธรรมแล้ว มีผู้สมัครหลายคนที่ ทะแม่ง ไม่อยากจะใช้คำว่ามีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ไม่อยากจะใช้คำว่ามีใบสั่งมาจากไหน แต่จะต้องดูที่ความน่าเชื่อถือและผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

จะมีความสัมพันธ์กับนักการเมือง พรรคการเมืองอย่างไรก็ว่ากันไป สังคมแบบไทยๆ คงจะไปห้ามให้ใครรู้จักใครไม่ได้ แต่ก็ต้องไม่ใช้ความสัมพันธ์อันล้ำลึกมาแสวงหาประโยชน์

ได้แต่ฝากคณะกรรมการสรรหา ฝากอนาคตความน่าเชื่อถือทางการเงินการคลังของประเทศเอาไว้ด้วย คนที่เหมาะสมที่จะมาเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติคนต่อไป จะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นคนที่แข็งพอสมควร ไม่ใช่อยู่ใต้คำสั่งของนักการเมืองหรือบุคคลภายนอก รัฐบาลชุดนี้จะแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการสำคัญแต่ละครั้งรู้สึกหนาวๆร้อนๆชอบกล

วันนี้ต้องจับตามีเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเงินๆทองๆงบประมาณจะเรียกว่า ทิ้งทวน หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะคำว่าทุจริตคอรัปชันนั่นคงเป็นเรื่องชิวๆสำหรับรัฐบาลชุดนี้ไปซะแล้ว

พฤติกรรมพูดผิดก็พูดใหม่ แก้ตัวไปข้างๆคูๆดูจะเป็นเรื่องธรรมดา กระทรวงพาณิชย์ ที่อดีตข้าราชการยังทนดูความสำลักของนักการเมืองไม่ได้ ออกมาตั้งชมรมรวมตัวกันต่อต้าน มีจดหมายให้ข้อมูลเรื่องของการทุจริตเข้ามาเยอะ อย่าง การประปาส่วนภูมิภาค ประกวดราคาวางท่อน้ำดิบกันอย่างไร ผิดขนาด ผิดสเปกวุ่นวายไปหมด ถ้าขืนอนุมัติไประวังติดคุกหัวโต

วันนี้รัฐบาลชุดนี้นอกจากจะ ขาดประสิทธิภาพ ในการบริหารงานแล้ว ยัง ขาดจิตสำนึก ในการบริหารประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ดึงลงก้นเหว ลึกลงไปทุกที.

หมัดเหล็ก