WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 7, 2010

"สมเกียรติ ตั้งนโม" อดีตอธิการบดี ม.เที่ยงคืน เสียชีวิตแล้ว

ที่มา ประชาไท

รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และหนึ่งในผู้ก่อตั้งเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้ถึงแก่กรรมแล้วด้วยวัย 52 ปี

แฟ้มภาพ รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนและบรรณาธิการออนไลน์ของเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (http://www.midnightuniv.org) ภาพนี้เมื่อ 2 มี.ค. 2549 โดย รศ.สมเกียรติ เสียชีวิตแล้วเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (6 ก.ค.) (ที่มา: สำนักข่าวประชาธรรม)


หน้าแรกของเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (http://www.midnightuniv.org) ซึ่ง รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม เป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเช้าวันนี้ (6 ก.ค. 53) รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้ถึงแก่กรรมแล้วด้วยวัย 52 ปี โดยก่อนหน้านี้ รศ.สมเกียรติ เข้ารับการรักษาโรคมะเร็งที่ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ (รพ.สวนดอก)

โดยญาติมิตรของ รศ.สมเกียรติ จะตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จะสวดอภิธรรมเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่ช่วงเย็นวันพุธที่ 7 ก.ค. 53 - วันศุกร์ที่ 9 ก.ค. 53 และทำพิธีฌาปนกิจในวันที่ 10 ก.ค. 53

สำหรับ รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม เป็นนักวิชาการด้านศิลปร่วมสมัยและสุนทรียศาสตร์ สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยช่างศิลป์ กรมศิลปากรเมื่อปี 2522 ต่อมาสำเร็จการศึกษาหลักสูตรศิลปบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อปี 2528 และสำเร็จการศึกษาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2533 เริ่มเข้ารับราชการที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในตำแหน่งอาจารย์ประจำ ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อปี 2535

ต่อมาในปี 2543-2544 เป็นหัวหน้าสาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์ ในปี 2547 เป็นรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิจิตรศิลป์ และเป็นคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ในปี 2540 รศ.สมเกียรติ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายทางวิชาการที่ชื่อ "มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน" เคยเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และเป็นบรรณาธิการเว็บไซต์ http://www.midnightuniv.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการบทความทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบัน

----------------------------------------
กำหนดการฌาปนกิจศพ รองศาสตราจารย์สมเกียรติ ตั้งนโม

1. กำหนดพิธีการรดน้ำศพ ในวันอังคารที่ 6 กรกฎาคม 2553 เวลา 14.00 น. ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ (ห้องเก็บศพ)

2. ตั้งบำเพ็ญกุศล ณ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จ. เชียงใหม่ โดยมีสวดอภิธรรมศพ ระหว่างวันที่ 7 – 9 กรกฎาคม 2553 เวลา 20.00 น.

วันที่ 7 กรกฎาคม 2553 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ
วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 ชมรมศิษย์เก่าคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ
วันที่ 9 กรกฎาคม 2553 คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ

3. เคลื่อนศพสู่ สุสานประตูหายยา วันที่ 10 กรกฎาคม 2553 เวลา 13.00 น.

ที่มา: http://www.finearts.cmu.ac.th/25530706

กลุ่ม 24 มิถุนาฯ บุก กมธ.ยุติธรรมสภาล่าง ฝากปลุก ส.ส. ดูแลประชาชนถูกคุกคาม จากพรก. ฉุกเฉิน

ที่มา ประชาไท

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุขและกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จำนวน 20 คน เข้าพบนายประชา ประสพดี ประธานกมธ.ยุติธรรม สภาผู้แทนฯ ที่อาคารรัฐสภา ร้องตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภายใต้พรก.ฉุกเฉิน จับตากรณีบ.ก.ลายจุด และ วสันต์ สายรัศมี เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้คนตาย แต่ถูก ศอฉ.ออกหมายเรียก เป็นตัวอย่างการคุกคามเสรีภาพ

เวลาประมาณ 11.00 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุขและกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จำนวน 20 คน เข้าพบนายประชา ประสพดี ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่เรียกร้องให้ส.ส. ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลภายใต้พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งมีประชาชนถูกจับกุมคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม โดยยกตัวอย่างนายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางสังคม ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงาซึ่งถูกจับกุมขณะผูกผ้าแดงที่สี่แยกราชประสงค์ และนายวสันต์ สายรัศมี เจ้าหน้าที่กู้ภัยซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ยิงประชาชนในวัดปทุมวนาราม และออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิต และถูกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ออกหมายเรียก

“เราเห็นว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพของประชาชนเพื่อกลบเกลื่อนความจริงเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรง จึงอยากให้กมธ.ยุติธรรมตรวจสอบ และเราผิดหวังกับการทำหน้าที่ของสภา เพราะประชาชนถูกคุกคามเสรีภาพแต่ ส.ส.ยังหลับใหล เราจึงขอเร่งรัดให้ทางกมธ.ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และขอให้เลิก พ.ร.ก.ทันที”

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยได้มอบนาฬิกาปลุกให้กับนายประชาด้วย โดยนายสมยศกล่าวว่า ให้นำไปปลุก ส.ส. ในสภา “ขอให้ไปปลุก ส.ส.ให้หน่อย รู้สึกว่าจะหลับใหลมาก โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ควรจะเป็นแนวหน้า”

นายประชา ได้รับจดหมายร้องเรียน และรับนาฬิกาปลุกเอาไว้ พร้อมกล่าวว่าจะดำเนินการเอาเรื่องร้องเรียนเข้าสู่การประชุม กมธ. ในวันพุธนี้ และจะติดตามสอบถามและตรวจสอบผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องเช่น นายรัฐมนตรี และประธานศอฉ. ต่อไป
















ยอดรับสายแตะ 5 หมื่น ไม่ถึง 63 ล้าน - "มาร์ค" รับสายส่งท้ายตอบ "ครับ" ลูกเดียว

ที่มา ประชาไท


ตัดสาย "6 วัน 63 ล้านความคิด" แล้วได้ยอด 5 หมื่น มาร์คชี้เป็นไปไม่ได้ที่จะให้คน 63 ล้านคนโทรศัพท์เข้ามา แต่เสียงของคนเหล่านี้สะท้อนการเป็นตัวแทนของประชาชน ขณะที่มาร์ครับสายส่งท้ายถึงกับหน้าถอดสี ตอบ "ครับ" อย่างเดียว ผู้สื่อข่าวถามว่า "ประชาชนโทรมาต่อว่าเรื่องอะไร" มาร์คบอก "ไม่ทราบ เพราะไม่ได้ตั้งชื่อเรื่อง"

ภาพจากเว็บไซต์ flickr ของ user thaigov เขียนคำบรรยายภาพว่า "นายกรัฐมนตรีพบปะและให้กำลังใจอาสาสมัครในโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิด ร่วมเดินหน้า ปฏิรูปประเทศไทย รวมรวบเหล่าความคิดเห็นจากประชาชนไทยที่ร่วมบริจาคผ่านทางโทรศัพท์หมายเลข 02-304-9999 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล วันอังคาร ที่ 6 กรกฏาคม พ.ศ. 2553"

เว็บไซต์ไทยรัฐ รายงานวานนี้ (6 ก.ค.) ว่า เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 6 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางจากห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้าไปยังตึกสันติไมตรี ตรวจเยี่ยมอาสาสมัครที่เข้ามานั่งรับโทรศัพท์โครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิด ร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย เพื่อขอบคุณอาสาสมัครก่อนที่จะปิดโครงการในเวลา 20.00 น. โดยนายอภิสิทธิ์ได้ไปนั่งรับสายจากประชาชนกว่า 15 สาย โดยระหว่างที่รับสายมีอยู่ช่วงหนึ่งที่นายอภิสิทธิ์ ถึงกับสีหน้าไม่สู้ดี และพยายามยิ้มรับ พร้อมพูดคำว่า "ครับ" อย่างเดียว เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนโทรมาต่อว่าเรื่องอะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ไม่ทราบ เพราะไม่ได้ตั้งชื่อเรื่อง"

หลังจากเสร็จสิ้นจากการรับสายโทรศัพท์ นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า จำนวนสายที่โทร.เข้ามานั้นเป็นการสะท้อนปัญหาของประชาชนได้ระดับหนึ่ง รัฐบาลจะมีวีธีการอื่นอีกที่จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนข้อมูลนั้นขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อมูลคร่าวๆว่า สัดส่วนของเรื่องต่างๆ จะเป็นอย่างไร โดยจะต้องไปประมวลและดูรายละเอียดอีกครั้ง ถือว่าได้รับทั้งข้อเสนอแนะ อย่างเรื่องการศึกษา การรณรงค์บางประเด็น รวมไปถึงเรื่องร้องเรียนที่สะท้อนปัญหาของโครงสร้างของประเทศว่าการแก้ไขปัญหาโดยกลไกปกตินั้น ประชาชนส่วนใหญ่อาจจะไม่รับรู้รับทราบหรือตอบสนองได้ ซึ่งเมื่อไรที่มีการเปิดช่องทางลักษณะนี้ขึ้นมาก็จะเป็นการใช้ไปในทางร้องเรียน แต่เรื่องนี้แค่ได้อาสาสมัครเข้ามาทำงานเพื่อส่วนรวมและการที่คนไทยได้พูด คุยกันทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จัก และได้คุยในเรื่องที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยทราบก็คิดว่าคุ้มค่าแล้ว นอกจากนี้ยังได้กระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวก็ประเมินค่ายาก เพราะหลายคนหลังจากที่เราได้รับสายและเขาได้พูดออกมาก็มีค่าแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำนวนคนที่โทรศัพท์เข้ามาเพียง 5 หมื่นกว่าคนทั้งๆ ที่ตั้งเป้าหมายไว้ถึง 63 ล้านความคิดนั้นถือว่าล้มเหลวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่หรอก เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คน 63 ล้านคนโทรศัพท์เข้ามา แต่เสียงของคนเหล่านี้สะท้อนการเป็นตัวแทนของประชาชน ซึ่งสายที่ตนเป็นผู้รับโทรศัพท์เองก็มีมาจากทุกภาคทุกเพศและทุกวัย และปัญหาของหลากหลายมาก ซึ่งก็เป็นการบ่งบอกว่าเรายังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะ ซึ่งการแก้ไขปัญหาด้วยการปฏิรูปและการปรองดองนั้นก็ต้องมีการฟื้นฟูด้วย และหากไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมก็ไม่มีทางสำเร็จได้ หลังจากนี้จะมีกลไกต่างๆมารองรับ อาทิ กลไกของน.พ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ก็จะเป็นเวทีที่หลากหลายในรูปแบบต่างๆ และจะมีโครงการการรับฟังความคิดเห็นลักษณะนี้จะมีอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นได้มีผู้พิการที่อาสาสมัครเข้ามารับโทรศัพท์ได้เข้ายื่นหนังสือให้กับ นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการให้งบประมาณช่วยเหลือกลุ่มผู้ชุมนุมที่ทำ ผิดกฎหมาย และขอให้รัฐบาลผลักดันสนับสนุนการวิจัยสเต็มเซลย์เพื่อปลูกถ่ายไขสันหลังให้กับคนพิการ

กรุงเทพโพลล์เผยกลุ่มสำรวจร้อยละ 62.5 ใน กทม. ต้องการให้เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่มา ประชาไท


ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ หรือ "กรุงเทพโพลล์" เผยผลสำรวจคน กทม. พบคิดว่าตนมีคยวามเสี่ยงในการดำเนินชีวิตระดับปานกลาง โดยเป็นความเสี่ยงด้านการเมืองมากที่สุด รองลงมาคือความเสี่ยงด้านสุขภาพร่างกาย และด้านค่าครองชีพและหนี้สิน นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 62.5 ยังเสนอให้เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะที่ร้อยละ 37.5 เห็นว่าไม่ควรยกเลิก

วานนี้ (6 ก.ค.) ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,146 คน พบว่า คนกรุงเทพฯ เห็นว่าตนเองมีความเสี่ยงในการดำเนินชีวิตในระดับปานกลาง (เฉลี่ยรวม 5.94 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน) โดยความเสี่ยงด้านการเมืองมีคะแนนสูงที่สุดคือ 7.59 คะแนน รองลงมาคือความเสี่ยงด้านสุขภาพร่างกาย (6.61 คะแนน) และความเสี่ยงด้านค่าครองชีพและหนี้สิน (6.41 คะแนน) ตามลำดับ

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา (3 เดือนที่แล้ว) พบว่าความเสี่ยงของคนกรุงเทพฯ มีคะแนนเพิ่มขึ้น 0.52 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 9.6 จากฐานเดิม และเมื่อพิจารณาในรายตัวชี้วัดทั้ง 10 ตัว พบว่า ความเสี่ยงด้านการสูญเสียวัฒนธรรมประเพณี และสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ มีคะแนนความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 1.11 คะแนน

สำหรับสิ่งที่คนกรุงเทพฯ ต้องการให้ปรับปรุงแก้ไขโดยเร่งด่วน เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินชีวิต ซึ่งกรุงเทพโพลทำเป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุคำตอบเองโดยอิสระ พบว่าอันดับแรก ร้อยละ 22.3 ต้องการให้เร่งสร้างความปรองดองและความสามัคคีในชาติโดยให้ทุกฝ่ายหยุดใช้สื่อในการสร้างความแตกแยก รองลงมาร้อยละ 20.3 ต้องการให้แก้ปัญหาปากท้อง ปัญหาค่าครองชีพ และความเป็นอยู่ของประชาชน และร้อยละ 17.2 ต้องการให้แก้ปัญหารถติด ปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะให้สะดวก ปลอดภัย และทันสมัย

ให้แก้ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด โจรผู้ร้าย ร้อยละ 11.7 ให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ร้อยละ 11.0 ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ มีความมั่นคงทางการเมือง ร้อยละ 4.2 และอื่นๆ เช่น สร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม/ฟื้นฟู/ปรับภูมิทัศน์ของกรุงเทพฯ และยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ ฯลฯ ร้อยละ 13.3

ส่วนความเห็นต่อการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 62.5 เห็นว่าควรยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร ขณะที่ร้อยละ 37.5 เห็นว่าไม่ควรยกเลิก

ปฏิบัติการสงครามเพื่อสลายการชุมนุมและการล้อมปราบคนเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท


โศกนาฏกรรมทางการเมืองจากเหตุการณ์ล้อมปราบและสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 และวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2553 ได้ก่อให้เกิดข้อกังขาและคำถามต่อรัฐบาล ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และกองทัพบก โดยเฉพาะเป้าหมาย ยุทธวิธีและการปฏิบัติการทางการทหารที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งที่เป็นประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ

การสลายการชุมนุมวันที่ 10 เมษายน เกิดขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประกาศ “ขอพื้นที่คืน” ในบริเวณแยกราชประสงค์ และให้ผู้ชุมนุมกลับไปชุมนุมที่บริเวณถนนราชดำเนินดังเดิม แต่ปรากฏว่า รัฐบาลกลับสั่งการให้เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนินโดยไม่มีการเตือนให้ผู้ชุมนุมทราบล่วงหน้า ในขณะที่ไม่มีปฏิบัติการใด ๆ ในบริเวณแยกราชประสงค์
ความรุนแรงเกิดขึ้นในช่วงเช้า เมื่อฝ่ายทหารได้เคลื่อนกำลังออกจากบริเวณกองทัพภาคที่ 1 รอ. เพื่อตั้งแถวยันกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ในขณะเดียวกัน นายพายัพ ปั้นเกตุ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้นำมวลชนส่วนหนึ่งมายืนเผชิญหหน้ากับฝ่ายทหาร มีการปะทะกัน โดยทหารใช้โล่ กระบอง และแก๊สน้ำตา เหตุการณ์ดำเนินไปถึงช่วงบ่าย จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายได้ถอยร่นกลับสู่ฐานที่ตั้งของฝ่ายตนเอง และนำคนบาดเจ็บของทั้งสองฝ่ายไปรับการรักษาพยาบาล
แม้ว่า ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดำเนินการสลายการชุมนุมจะกลับสู่ฐานที่ตั้งแล้วก็ตาม แต่ตลอดช่วงบ่ายจนถึงเย็น ฝ่ายทหารยังคงใช้เฮลิคอปเตอร์เพื่อทิ้งแก๊สน้ำตาและโปรยใบปลิวลงมายังผู้ชุมนุม นอกจากนี้ ยังมีการเคลื่อนกองกำลังทหารและอาวุธสงครามจำนวนมากเข้ามาเสริมกำลัง แต่ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงสกัดและบุกเข้ายึดยานยนต์และอาวุธสงครามดังกล่าวได้บริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า
เหตุการณ์ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อรัฐบาลพยายามสลายการชุมนุมด้วยกำลังทหารและอาวุธสงครามอีกครั้งในช่วงเย็นของวันนั้น โดยเริ่มขึ้นบริเวณสี่แยกคอกวัวและถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา การปะทะกันเริ่มขึ้นในเวลาประมาณ 18.00 น. เมื่อฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเคลื่อนกำลัง พร้อมยานยนต์หุ้มเกาะมายังถนนประชาธิปไตยและตั้งฐานกำลังอยู่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา กับเคลื่อนพลมาตั้งแนวปะทะอยู่บริเวณถนนตะนาว เพื่อเคลื่อนกำลังยึดพื้นที่บริเวณสี่แยกคอกวัวอีกเส้นทางหนึ่ง
การดำเนินการสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติสากลในการสลายการชุมนุม เมื่อการปะทะเริ่มต้นขึ้น การใช้กำลังและอุปกรณ์ช่วยในการสลายการชุมนุม มิได้ปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก แต่ข้ามขั้นตอน เมื่อฝ่ายกองทหารที่ทำหน้าที่สลายการชุมนุมเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง นอกจากการดันระหว่างกันด้วยโล่และกระบองแล้ว การใช้ปืนพร้อมกระสุนยางก็เกิดขึ้นตามมาในบริเวณสี่แยกคอกวัว ส่วนบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาก็มีการเคลื่อนยานยนต์หุ้มเกาะเข้ามายึดพื้นที่
บริเวณสี่แยกคอกวัว หลังจากการใช้กระสุนยาง ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐได้มีการยิงกระสุนจริงสลับบ้างในระยะแรก จนทำให้ฝ่ายผู้ชุมนุมที่เข้าปะทะกับฝ่ายทหารได้รับบาดเจ็บ สถานการณ์ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เมื่อมีการใช้ปืนเอ็ม 79 จำนวน 2 ลูกโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่สวมชุดดำ ยิงเข้าใส่กลุ่มทหารที่ปฏิบัติการอยู่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา จนทำให้นายทหารระดับผู้บังคับบัญชาได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ฝ่ายทหารใช้อาวุธสงครามประเภท ปืนเอ็ม 16 ยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ในขณะเดียวกันกลุ่มคนชุดดำ ที่ต่อมาเข้าใจกันว่ามาช่วยผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ก็ปะทะและผลักดันให้ฝ่ายทหารต้องล่าถอยออกจากพื้นที่บริเวณสี่แยกคอกวัวและหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา
การสลายการชุมวันที่ 19 พฤษภาคม นับตั้งแต่มีการยิงปืนเอ็ม 79 ใส่กลุ่มผู้ชุมนาคนเสื้อหลากสีบริเวณแยกศาลาแดงเมื่อวันที่ 22 เมษายน จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 คนและได้รับบาดเจ็บกว่า 70 คน การตรึงกำลังและเฝ้าระวังสถานการณ์ รวมทั้งการสร้างสถานการณ์เพื่อก่อให้เกิดความรุนแรงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อ ศอฉ. ประกาศปฏิบัติการ “กระชับวงล้อม” ในวันที่ 14 พฤษภาคม โดยตัดน้ำ-ไฟฟ้าและสัญญาณมือถือในบริเวณที่ชุมนา ขณะเดียวกันก็เคลื่อนกำลังทหารเข้าตรึงพื้นที่รอบๆ แยกราชประสงค์ ซึ่ครอบคลุมพื้นที่ราชปรารภ ซอยรางน้ำ ศาลาแดง แยกสาธร และซอยบ่อนไก่ ตลอดระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการกระชับวงล้อมนี้ ได้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการโดนสุ่มยิงจากที่สูง ณ บริเวณราชปรารภและแยกสาธร มีการปะทะกันระหว่างกองทหารที่รักษาการในพื้นที่กับกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณรอบๆ สวนลุมพินี แยกสาธร บ่อนไก่ ซอยงามดูพลี และย่านราชปรารภอยู่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งนำไปสู่การล้อมปราบ ในวันที่ 19 พฤษภาคม โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม ผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักข่าว-ช่างภาพชาวไทยและต่างประเทศ และอาสาสมัครกู้ชีพ
การล้อมปราบผู้ชุมนุมเสื้อแดงเริ่มต้นในตอนเช้าตรู่ของวันที่ 19 พฤษภาคม โดยกองกำลังทหารเคลื่อนพลออกจากหน่วยทหารและฐานที่มั่นในพื้นที่รอบๆ สถานที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และเข้ายึดพื้นที่ ณ บริเวณศาลาแดงถึงแยกสารสินและพื้นที่โดยรอบของสวนลุมพินี มีการปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นระยะๆ ส่งผลให้ผู้ชุมนุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการ์ด ถูกยิงเสียชีวิตโดยหน่วยล่าสังหาร (sniper) เป็นหลัก
ในเวลาประมาณ 13.30 น. แกนนำ นปช. นำโดยณัฐวุฒิ ไสยเกื้อประกาศยุติการชุมนุมเพื่อยุติการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของผู้ชุมนุม แล้วเข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมแกนนำคนอื่นๆ ส่วนผู้ชุมนุมที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ชุมนุม บางส่วนก็ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ บางส่วนได้อพยพมาอยู่ในบริเวณวัดปทุมวนาราม ด้วยเชื่อว่าพวกตนจะปลอดภัยเมื่ออยู่ใน “เขตอภัยทาน” แต่ปรากฏว่ามีการยิงอาวุธหนักเข้าสู่พื้นที่บริเวณวัดปทุมอย่างรุนแรง จนผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพเสียชีวิตถึง 6 คน
ในขณะเดียวกัน เริ่มมีการเผาอาคารสถานที่ของรัฐและเอกชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง เมื่อเจ้าหน้าที่สามารถเข้ายึดและควบคุมพื้นที่ในบริเวณแยกราชประสงค์และพื้นที่ต่อเนื่องในช่วงเย็น พร้อมๆ กับการควบคุมเพลิงที่ไหม้อาคารสถานที่ต่างๆ ส่วนผู้ชุมนุมที่หลบภัยอยู่ในวัดปทุมวนารามก็ทยอยกลับภูมิลำเนาของตนเองในวันรุ่งขึ้น
แน่นอนว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการสลายและล้อมปราบการชุมนุมทั้ง 2 ครั้ง นำมาซึ่งความสูญเสียให้แก่ทุกฝ่าย
แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ การใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเพื่อสลายการชุมนุมทั้งสองครั้งนี้ มีความชอบธรรมและเหมาะสมเพียงใด
1) ยุทธวิธีในการสลายและล้อมปราบการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยหลักการแล้ว การใช้กำลังทหารเข้าสลายและล้อมปราบการชุมนุมทางการเมืองในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อแนวทางการเจรจาเพื่อยุติปัญหาโดยสันติยังเป็นไปได้ แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์กลับปิดประตูการเจรจาอย่างรีบเร่ง เมื่อ สว.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สามารถเป็นตัวกลางชักชวนให้แกนนำ นปช. หันกลับสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้งเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม (แก้ไขเพิ่มเติม) แต่สิ่งเหล่านี้กลับถูกละเลยและเพิกเฉยจากสังคมทุกภาคส่วน
การใช้อาวุธสงครามในการสลายการชุมนุมนั้นเป็นสิ่งที่ชอบธรรมหรือไม่ เพราะว่าโดยหลักสากลของการสลายการชุมนุม 7 ขั้นตอนนั้น ไม่ปรากฎว่ามีขั้นตอนใดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถใช้อาวุธสงคราม เช่น ปืนM 16 ยานยนต์หุ้มเกราะ เป็นต้น เพื่อสลายการชุมนุม ดังนั้น คำถามที่ทางรัฐบาลและ ศอฉ. ต้องตอบต่อสังคมก็คือ ทำไมสิ่งเหล่านี้ยังเกิดขึ้นในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยรัฐบาลที่อ้างว่าตนมาจากการเลือกตั้ง บทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ นับตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงกรณีกรือเซะและตากใบ ไม่ได้ทำให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถทบทวนความผิดพลาดในวิธีการสลายการชุมนุมเลยหรือ?
แท้ที่จริงยุทธวิธีในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงคือ ปฏิบัติการทางทหารในภาวะสงครามนั่นเอง เพียงแต่พื้นที่แห่งสงครามครั้งนี้เกิดขึ้นในเมืองหลวง นอกจากนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่สงครามกลางเมืองที่ทั้งสองฝ่ายประกาศสงครามระหว่างกัน แม้ว่าฝ่ายรัฐบาลและ ศอฉ. มักประกาศว่าผู้ชุมนุมมีกองกำลังติดอาวุธ แต่ก็ไม่สามารถแสดงหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ก่อการร้ายที่รัฐบาลชอบกล่าวถึงนี้คือใคร มีจำนวนเท่าไร หรือพวกเขามีเพียง 5-6 คนตามที่ปรากฏในคลิปเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสลายการชุมนุมวันที่ 19 พฤษภาคม หากพวกเขามีจำนวนมาก ทำไมรัฐบาลไม่สามารถแสดงหลักฐานการดำรงอยู่ของพวกเขาให้ปรากฏ จริงอยู่ว่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงบางคนมีอาวุธ แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อย คำถามในจุดนี้คือ หากพวกเขามีเพียงไม่กี่คน การใช้กำลังทหารกว่า 50,000 นายพร้อมอาวุธขนาดหนักจำนวนมากเพื่อจัดการกับการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม มีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร?
ยิ่งกว่านั้น ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการจัดกำลังพล การควบคุมพื้นที่ในเชิงกายภาพ การซุ่มยิงฝ่ายตรงข้ามในที่สูง บนรางรถไฟฟ้าและทางเดินลอยฟ้าล้วนเป็นวิถีคิดทางการทหารทั้งสิ้น โดยมีตัวแบบการล้อมปราบนักศึกษาของรัฐบาลจีนที่จตุรัสเทียน อัน เหมิน เป็นต้นแบบ ลักษณะการดำเนินการเช่นนี้ไม่ใช่วิถีทางในการสลายการชุมนุมตามหลักสากล อีกทั้ง การสลายการชุมนุมจะต้องคำนึงถึงหลักการรักษาชีวิต และสิทธิของความเป็นมนุษย์ที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างอารยะ ฉะนั้น การใช้อำนาจและกำลังที่เกินกว่าเหตุในปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน และ19 พฤษภาคม จึงนำไปสู่การละเมิดสิทธิชีวิตของพลเมืองจำนวนมากกว่าการปราบปรามประชาชนครั้งใด ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย
2) การกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ร้ายและจำเลยของสังคม กล่าวคือ ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงถูกกระทำให้เป็นจำเลยทางสังคมใน 3 ประเด็น คือ 1. ผู้ก่อการร้าย 2. กลุ่มคนที่ได้รับการสนับสนุนจากพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและถูกจัดตั้งมาจากเครือข่ายของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและอดีต สส. พรรคไทยรักไทยกับ สส. พรรคเพื่อไทย 3. กลุ่มคนที่พยายามล้มล้างสถาบันเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่รัฐไทยใหม่
2.1) การกล่าวหาว่า กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้ายหรือมีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวปะปนกับผู้ชุมนุม เริ่มต้นขึ้นหลังเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ที่มีกลุ่มคนชุดดำแฝงตัวเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มผู้ชุมนุมปะทะกับกองกำลังเจ้าที่ของรัฐ และใช้อาวุธสงครามยิงตอบโต้กับกองทหาร ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าการสลายการชุมนุม ไม่ปรากฎว่ามีการใช้คำดังกล่าวเรียกผู้ชุมนุม
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ยืนยันให้ใช้คำว่า ‘ผู้ก่อการร้าย’ เพื่อเรียกกลุ่มคนชุดดำและกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง หลังวันที่ 10 เมษายนเป็นต้นมา เขามักจะกล่าวอ้างว่า มีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวปะปนอยู่กับผู้ชุมนุมและเรียกร้องให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วยจิตใจบริสุทธิ์เดินทางออกจากพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ รวทั้งยังเรียก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและแกนนำ นปช. บางคน เช่น ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ เป็นต้น ว่าเป็นผู้นำของผู้ก่อการร้าย
ข้อกล่าวหาเรื่องผู้ก่อการร้ายยังได้รับการขานรับอย่างแข็งขันจากพ.อ. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. สื่อมวลชนทั้งของรัฐและสื่อเสรี กลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาล เช่น สส.พรรคประชาธิปัตย์ สว. และนักวิชาการ เป็นต้น
ในขณะที่รัฐบาลและ ศอฉ. ช่วยกันตอกย้ำว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเท่ากับ “การก่อการร้าย” ที่เต็มไปด้วยผู้ก่อการร้าย จนอาจทำให้สังคมเข้าใจว่าผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นผู้ก่อการร้าย แต่รัฐบาลต้องตอบสังคมให้ได้ว่า ประชาชนที่ถูกทหารยิงจนเสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมดเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ พวกเขามีอาวุธร้ายแรงต่อสู้กับทหารหรือไม่ เพราะจากหลักฐานการชันสูตรศพ ไม่พบคราบเขม่าปืนในมือของผู้เสียชีวิต
2.2) การกล่าวหาว่า กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการสนับสนุนจาก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและถูกจัดตั้งมาจากเครือข่ายของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและอดีต สส. พรรคไทยรักไทยกับ สส. พรรคเพื่อไทย
สาระสำคัญของข้อกล่าวหานี้ก็คือ การทำให้พวกเขาเป็นเพียงเบี้ยทางการเมืองที่มี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรและแกนนำ นปช. หลอกใช้ เพราะว่าพวกเขาโง่-จน-เจ็บ วาทกรรมทางการเมืองที่ถูกตอกย้ำโดยชนชั้นกลาง-คนในเมือง ทำให้คนเสื้อแดงกลายเป็นพลเมืองที่ด้อยค่า ที่รังแต่ฉุดรั้งความเจริญของประเทศ การตายของพวกเขาด้วยฝีมือของรัฐจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าเศร้าสลดแต่ประการใด สังคมไม่ควรต้องเสียเวลาขุดค้นหาความจริงที่เกิดขึ้น
ในขณะที่ข้อเท็จจริงจำนวนมากเกี่ยวกับคนเสื้อแดงกลับถูกปฏิเสธจากผู้คนที่ต่อต้านเขา จริงอยู่ผู้ชุมนมบางส่วนอาจจะชื่นชอบต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนั่นก็เป็นสิทธิของพวกเขา กระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเสื้อแดงจะเห็นชอบในทิศทางเดียวกัน ในทางตรงข้าม พวกเขามีความหลากหลายและมีเป้าประสงค์ในการเข้าร่วมที่แตกต่างกัน บางคนมาเพื่อเรียกร้องปัญหาปากท้องของพวกเขา ความไม่เป็นธรรมในสังคม นโยบายของรัฐที่มุ่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและละเลยชนบท บางคนมาเพราะไม่พอใจความอยุติธรรมทางการเมืองด้วยระบบสองมาตรฐานของรัฐบาล ตุลาการภิวัตน์ และบรรดากลุ่มการเมืองที่มีฐานอยู่ในเมือง
การที่ประชาชนคนเสื้อแดงไม่สามารถใช้ภาษาสวยหรูอธิบายความคับข้องใจและความปรารถนาของพวกเขาให้ชนชั้นกลาง-คนในเมืองรู้สึกประทับใจได้ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามองไม่เห็นปัญหาข้างต้น หรือขาดสำนึกในสิทธิทางการเมืองของตนเอง ตลอดจนความอยุติธรรมทางการเมืองที่ปรากฏในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา
การหยิบยกประเด็นเรื่องชนชั้นในนาม ‘ไพร่’ และ ‘อำมาตย์’ ของแกนนำ นปช.จึงเป็นถ้อยคำที่สามารถสื่อกับผู้คนในสังคมและบรรดากลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด เพราะอำมาตย์คือ ตัวแทนของความอยุติธรรมที่พวกเขาเผชิญหน้าอยู่ในชีวิตจริง คือสิ่งที่ทำให้สิทธิทางการเมืองของพวกเขาถูกเหยียบย่ำ ดังนั้น การเรียกร้องประชาธิปไตยของพวกเขาจึงเป็นการแสดงออกทางการเมืองเพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
ประการสำคัญ ไม่ว่าเหตุผลและการเข้าร่วมของบรรดากลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงจะเป็นเช่นใดก็ตาม ทุกคนควรเคารพในความคิดและจุดยืนทางการเมืองของพวกเขา เพราะหนึ่งเสียงของพวกเขาคือ หนึ่งสิทธิที่เท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ในสังคมนี้

Tuesday, July 6, 2010

'จตุพร'ร่ายยาว จวกปชป.จ้องใส่ร้าย

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_94219

"จตุพร"โวยผบ.ทบ.ปัดจับเสื้อแดงขังค่ายทหารเมืองกาญจน์ ยันมีหลักฐานชัดเจนแต่ยังปฏิเสธ เผยไม่รู้จัก"อ้อ-อ้าย"จวกปชป.ปูดแผนตากสินหวังใส่ร้ายนปช.......

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)แถลงว่า จากการเสียชีวิตของ พ.ท.ชัยยันต์ ปรีชา ผู้บัญชาการกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.ม.พัน 1 รอ.) พวกตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว พ.ท.ชัยยันต์ อย่างสุดซึ้ง เพราะทราบดีว่าจากการล้อมปราบประชาชนตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.บริเวณสี่แยกคอกวัวและวันที่ 19 พ.ค.ที่สี่แยกราชประสงค์นั้น พ.ท.ชัยยันต์ เป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง การที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยกดดันลูกน้องนั้นเป็นความเท็จ เพราะจากที่ตนพูดคุยสอบถามกับคนใกล้ชิดพ.ท.ชัยยันต์ ทุกคนทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับ พ.ท.ชัยยันต์ ความจริงคนที่ควรตายคือคนสั่งการให้ฆ่าประชาชน ไม่ใช่ พ.ท.ไชยัตน์

นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับกรณีที่พล.อ.อนุพงษ์ ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการกักขังคนเสื้อแดง ไว้ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในจ.กาญจนบุรี นั้น เป็นเรื่องน่าอับอายของชายชาติทหาร เพราะมีหลักฐานแต่ยังปฏิเสธ ความจริงเมื่อสวมชุดทหารแล้วควรมีความเป็นลูกผู้ชายมากกว่านี้ และต้องเร่งปล่อยตัวผู้ที่เหลือออกมาทั้งหมด เพราะตราบใดที่ยังไล่ล่าประชาชน ความสงบก็ไม่มีวันเกิดขึ้น ส่วนเรื่องที่นายกอบชัย บุญปลอด (อ้าย) และน.ส.วริศรียา บุญสม (อ้อ) สองผู้ต้องหาจ้างวานวางระเบิดพรรคภูมิใจไทย ถูกทางการกัมพูชาจับกุมและส่งตัวให้ไทย ต่อมา พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร. ผู้ดูแลคดีออกมาบอกว่าผู้ต้องหาทั้งสองสารภาพว่าถูกหักหลังจากคนเสื้อแดง ด้วยกันเองนั้น หากมีการหักหลังจริงก็ไม่เกี่ยวกับพวกตน แต่เป็นการหักหลังจากคนที่วางแผน จ้างวานกันเอง ซึ่งจะด้วยเรื่องอะไรก็ตนไม่ทราบ แต่เป็นที่สงสัยว่าทำไมบุคคลทั้งสองถึงเข้าออกประเทศไทยและกัมพูชาได้โดย ง่ายดายผิดปกติ

"ผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่ของกัมพูชา ซึ่งเป็นคนสอบสวนคนทั้งสองด้วยตัวเอง เขาบอกว่าสอบสวนแล้วเห็นข้อพิรุธว่าไม่ได้เข้ามาโดยมีสภาพปกติ หรือหลบหนีคดีแต่เป็นการเข้าไปเพื่อหาข่าว ซึ่งเขาไม่ดำเนินคดีเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของกัมพูชาก็บุญหัวเท่าไหร่ แล้ว ผมยืนยันว่าไม่เคยรู้จักคนทั้งสอง ถ้าจะมีการหักหลังกันจริงก็เป็นคนที่ได้ประโยชน์จากระเบิดเงาะที่พรรคภูมิใจ ไทย ไม่ใช่พวกผม"นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนที่บุคคลในรัฐบาลและนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าพบแผนตากสิน 2 ของพรรคเพื่อไทยและ นปช. เพื่อล้มรัฐบาลนั้น ความจริงแล้วแผนตากสิน 1 และ 2 มีที่มาที่ไปชัดเจนว่าคนทำคือกอ.รมน.เพื่อใช้ใส่ร้ายเสื้อแดงและตั้งงบ ประมาณใช้จ่าย แล้วนักการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็หยิบฉวยไปใช้

สำหรับการตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเชียอัพเดทนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ตนคงไม่เข้าไปร่วมจัดรายการในระหว่างนี้ เพราะอยากให้เอเชียอัพเดทออกอากาศได้นานๆ ถ้าตนไปจัดการายหรือแม้แต่เป็นแขกรับเชิญ อาจจะออกอากาศได้แค่ 3 วันก็ถูกปิดหรือเร็วกว่านั้น.

'เหลิม'เหน็บให้ต่อ พรก.ฉุกเฉินครบอายุรัฐบาล

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_94233

เฉลิม อยู่บำรุง

"เฉลิม" สับแหลก ครม.ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สะท้อน "มาร์ค" ไม่ฝักใฝ่ประชาธิปไตย เหน็บให้ออกไปเลยทีเดียวถึงวันที่ 23 ธ.ค. 2554 ซึ่งเป็นวันที่ครบวาระของรัฐบาล เลือกตั้งครั้งหน้าจะได้เหลือไม่ถึง 100 ที่นั่ง..

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ร. ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 3 เดือน ใน 19 จังหวัดจากเดิม 24 จังหวัด ว่า พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ฝักใฝ่ในประชาธิปไตย พ.ร.ก.ฉุกเฉินดังกล่าว ปกติจะใช้ในพื้นที่ภาคใต้หรือพื้นที่ที่ไม่สงบ แต่รัฐบาลชุดนี้กลับนำมาใช้กันอย่างสนุกสนาน และใช้อำนาจใน พ.ร.ก.นี้สร้างความปั่นป่วนในสังคมการเมืองไทย แม้กระทั่งในพื้นที่เลือกตั้งเล็กๆของ กทม.ก็ยังคง พ.ร.ก.เอาไว้

"ถ้านายอภิสิทธิ์ฝักใฝ่ในกฎหมายนี้มากก็แนะนำให้ออกไปเลยทีเดียวถึงวันที่ 23 ธ.ค. 2554 ซึ่งเป็นวันที่ครบวาระของรัฐบาล เลือกตั้งครั้งหน้าจะได้เหลือไม่ถึง 100 ที่นั่ง เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลทำเพื่อตัวเองให้อยู่ได้นานที่สุด" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว.