WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 7, 2010

"มาร์ค" ระบุ "เอเชีย อัพเดต" เปิดไม่ได้ หวั่นเสื้อแดงชุมนุมปลายปี

ที่มา ประชาไท


7 ก.ค. 53 - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อถึงความพยายาม ในการติดตั้งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่องใหม่ "เอเชีย อัพเดต" ของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ถ้าตั้งขึ้นมาผิดกฎหมายก็ทำไม่ได้ ส่วนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดปัญหาอีกรอบหรือไม่นั้น เชื่อว่าเขามีความพยายามที่เคลื่อนไหวอยู่ แต่ในส่วนของรัฐบาลสามารถทำได้เท่าที่มีอำนาจตามกฎหมาย เราคงไม่สามารถที่จะไปใช้วิธีการอื่นได้ แต่บางเรื่องก็ยังมีช่องโหว่ในทางกฎหมายอยู่

เมื่อถามว่าจะมีการปิดช่องโหว่ในทางกฎหมายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เพราะบางเรื่องมันเป็นอำนาจ ซึ่งโดยหลักการไม่ได้อยู่กับรัฐบาลแล้วแต่ไปอยู่กับองค์กรอิสระ อย่างไรก็ดี

"มาร์ค" ชี้เสื้อแดงรวมพลปลายปีแน่ เร่งบังคับใช้กฎหมายงัดข้อ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เป็นห่วงปัญหาการเมืองที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะกลับมาอีกในปลายปีนี้อีกครั้งว่า กลุ่มที่มีความต้องการที่จะเคลื่อนไหวในระยะเวลาอันใกล้มีแน่นอนและคงขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเงื่อนไขที่จะใช้ในการเคลื่อนไหว เราพยายามจะดูแลให้ดีที่สุด โดยขณะนี้ทางฝ่ายรัฐบาล ได้พยายาม 2 ทางควบคู่กันในการป้องกันเรื่องดังกล่าว คือ

1.การบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มคนที่โน้มเอียงไปในเรื่องความรุนแรง

2.การพยายามทำความเข้าใจกับประชาชน ไม่ให้ถูกชักนำมาเป็นเครื่องมือของคนที่จะใช้ความรุนแรง

อย่างไรก็ดียอมรับว่า เป็นเรื่องที่ยังไม่ง่ายนัก ที่จะเข้าถึงกลุ่มคนดังกล่าว เพราะหน่วยงานที่เข้าไปทำ ก็รายงานกลับมาว่ายังไม่ง่ายนัก ซึ่งเหตุผลที่ต้องดึงเอาภาคส่วนต่างๆ เข้ามาช่วยกันทำมากขึ้น

ชี้ กม.นิรโทษฯอาวุธสงคราม ต้องการดึงคืนราชการ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ ครม.เห็นชอบร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ผู้ครอบครองอาวุธสงคราม ว่า ขณะนี้มีการใช้อาวุธสงครามเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุมมากขึ้น ก็ต้องหาทางที่จะมีกลไกหรือแรงจูงใจให้อาวุธซึ่งอยู่ในเมืองของบุคคลต่างๆ คืนกลับมาอยู่ที่การครอบครองของภาครัฐ จึงมีแนวคิดดังกล่าวออกมา แต่จะทำในช่วงเวลาที่จำกัดความตั้งใจของรัฐบาล คือ ภายใน 60 วัน หลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ถ้านำมาคืนก็จะไม่มีความผิดในเรื่องการครอบ ครองอาวุธเหล่านี้

ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวต้องรอการพิจารณาของสภา คิดว่าจะทันต่อการนำมาแก้ไขสถานการณ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราพยายามที่จะเร่ง ตั้งใจว่าจะให้มีการพิจารณาในสภาให้สั้นที่สุด โดยจะพยายามให้ดำเนินการใน 3 วาระรวด โดยเมื่อสภาเปิดสมัยประชุมสามัญรัฐบาลก็จะเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวทันที เพราะขณะนี้ไม่มีทางเลือกอื่น เรื่องนี้เป็นความพยายามในการที่จะทำให้เราบังคับใช้กฎหมายได้ง่ายขึ้น เมื่อถามว่าถ้าคิดว่ามีความจำเป็นทำไมไม่ประกาศใช้เป็นพรก. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อาจจะมีปัญหาได้ถ้าเกิดถูกตีความ เพราะถ้า ถูกตีความแล้วกฎหมายก็จะใช้ไม่ได้เลย

ส่วนกฎหมายฉบับดังกล่าวจะครอบคลุมไปถึงกรณีทรัพย์สินของสภาความมั่นคงแห่ง ชาติ (สมช.) ที่ถูกขโมยไปสมัยที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ยึดทำเนียบฯด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ไม่ตอบคำถามดังกล่าวก่อนจะแหวกวงล้อมผู้สื่อข่าวไปทันที

"บุญจง" เผยเล็งเสนอ กม.นิรโทษกรรม "ขโมยปืน" เข้าสภาสมัยหน้า ไม่ขวางเปิดทีวีแดงถ้าไม่ผิดกฎหมาย

ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่ามีการเตรียมการก่อความเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงในลักษณะการชุมนุม ว่า จะมีการประมวลข้อมูลจากหลายฝ่าย ทั้งในส่วนของกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานทหาร และตำรวจ ในการคง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ใน 19 จังหวัด และยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯใน 5 จังหวัด ซึ่งในแต่ละหน่วยงานได้มีการเสนอข้อมูลร่วมกัน

เมื่อถามว่าการเปิดสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดต ของกลุ่มคนเสื้อแดง เกรงว่าจะเป็นการปลุกระดมมวลชนหรือไม่ นายบุญจง กล่าวว่า การเปิดสถานีโทรทัศน์ ถือว่าเป็นสื่อ หากสิ่งที่ดำเนินการไม่ขัดต่อกฎหมายก็สามารถทำได้ หากไม่มีการปลุกระดม ไม่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ก็ถือว่าทำได้โดยชอบ แต่หากมีการที่ฝ่าฝืน เจ้าหน้าที่ของรัฐก็สามารถดำเนินการได้

นายบุญจง ยังกล่าวถึงการรับคืนอาวุธของทหาร ที่ถูกขโมย ในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า ขณะนี้กำลังมีการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้นำที่อาวุธ ทั้งปืนและระเบิดของเจ้าหน้าที่ไป ให้นำกลับมาคืนและไม่ต้องรับโทษทางกฎหมาย ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวจะมีการนำเข้าสู่สภา ในการประชุมสมัยหน้า

เมื่อถามว่า หากประชาชนที่ประสงค์จะนำอาวุธมาคืนในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายนิรโทษกรรม ก็จะต้องถูกจับดำเนินคดีหรือไม่ นายบุญจง กล่าวว่า ถูกต้อง ดังนั้นจึงเชื่อว่าในระหว่างนี้จะยังคงไม่มีประชาชนนำอาวุธมาคือ เพราะกลัวจะถูกจับกุม แต่หากเปิดประชุมสภาแล้ว สามารถนำกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภาได้ โดยจะใช้ขั้นตอนประมาณ 60 วัน เมื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย ประชาชนจะสามารถนำอาวุธมาคือได้ที่นายทะเบียนท้องที่ ในแต่ละอำเภอทั่วประเทศได้ ดังนั้นการออกกฎหมายนี้ถือว่าประชาชนได้ประโยชน์ เพราะการครอบครองอาวุธปืนของรัฐมีความผิดทั้งแพ่งและอาญา มีโทษจำคุก

ปชป.ต้านตั้งทีวีแดงภาค 2

น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุว่าจะมีการเปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องใหม่โดยใช้ชื่อว่า “เอเชีย อัพเดท” ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยและสมาชิกพรรคเป็นผู้ดำเนินการว่า เชื่อว่าเป็นการดำเนินการภายใต้การรับรู้ของพรรคการเมือง ทั้งนี้พรรคอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาดำเนินการตรวจสอบ เพราะจำเป็นต้องมีการตรวจสอบว่าเข้าข่ายขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในมาตรา 48 ที่ระบุว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคมได้หรือไม่ ดังนั้น ขอให้ กกต.ตรวจสอบว่าพรรคเพื่อไทยสามารถดำเนินการดังกล่าวได้หรือไม่

ด้านนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่นายจิรายุออกมาแถลงข่าวในทำนองว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่องใหม่ โดยเบื้องต้นจะมีนายจิรายุ, นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. และ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เป็นผู้ดำเนินรายการหลัก และอาจมีรายการความจริงวันนี้ โดยจะหารือกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่ม นปช.ก่อนว่าพร้อมหรือไม่นั้น ตนคิดว่าไม่ว่าจะถือครองในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้คงไม่ได้ เพราะถือว่าผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 48

นายบุญยอด กล่าวอีกว่า ทั้งนี้นายจิรายุและนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาแถลงข่าวหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่ขัดแย้งต่อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้น คณะกรรมการบริหารพรรคควรพิจารณาอย่างเข้มงวดก่อนปล่อยออกมา เพราะทำให้ประชาชนสับสนว่าอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ สิ่งใดที่นักการเมืองควรทำหรือไม่ควรทำ อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้สมาคมวิชาชีพวิทยุ โทรทัศน์และสื่อสารมวลชนต่างๆ ที่มีอยู่ รวมทั้งนักวิชาการสื่อสารมวลชนว่าไม่ควรนิ่งดูดาย ควรออกมาจับตามองรวมทั้งเคลื่อนไหวปฏิเสธ ไม่ให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองมาทำตัวเป็นเจ้าของสื่อเสียเอง เพราะจะทำให้การปฏิรูปสื่อไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญด้วย

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก:

"มาร์ค"ลั่น! TVเสื้อแดงเปิดไม่ได้ หวั่นรวมพลใหญ่ปลายปีงัดกม.จัดการ ชี้นิรโทษฯอาวุธสงครามหวังดึงคืน (มติชนออนไลน์, 7-7-2553)
บุญจงไม่ขัดแดงเปิดเอเชียอัพเดตถ้ายังไม่ป่วน (คม-ชัด-ลึก, 7-7-2553)
ปชป.ต้านตั้งทีวีแดงภาค 2 (บ้านเมือง, 7-7-2553)

ประเทศไทยกับทางเลือกที่จำกัดบทเส้นทางทาสของไอ้แก้วกับอีเย็น?

ที่มา โลกวันนี้


โต๊ะกลมระดมความคิด
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2834 ประจำวัน อังคาร ที่ 6 กรกฏาคม 2010
โดย คุมฟ้า มานมาลี

มนุษย์เราบ่อยไปที่ต้องอาศัยอยู่แล้วมีชีวิตไปด้วยความจำยอม คือหมายถึงว่าชะตากรรมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือก หรือคล้ายกับเลือกอะไรไม่ได้อีกแล้ว อาจกลายเป็นเส้นทางในแบบเอาไงก็เอากัน...เมื่อขยายภาพกว้างให้เป็นปัญหาในระดับชาติ มีหลายสถานการณ์และเป็นไปในหลายประเทศ แนวคิดเช่นนี้ปรากฏให้เห็นอยู่ไม่น้อย เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองใช้วิธีการที่ผูกขาดอำนาจ สร้างสภาวะต่างๆในการบริหารและจัดการบ้านเมืองไปตามอุดมการณ์หรือกระทำสิ่งต่างๆให้เป็นไปเพียงความต้องการทางอัตวิสัยของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคงเข้าใจได้ว่าเป็นแนวคิดด้านหลักที่จะรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์ แม้ประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองจะไม่พึงพอใจสักขนาดไหนก็คงจะยากสำหรับการคัดง้างและต่อต้าน

โดยเฉพาะเมื่อบ้านเมืองนั้นๆตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอำนาจเบ็ดเสร็จที่หยั่งรากลึก พร้อมใช้กลไกทุกอย่างที่จะรักษาสิ่งต่างๆให้ดำเนินไปตามความประสงค์ของผู้ปกครอง?

เมื่อสภาวะของอำนาจกดทับลงมาเช่นนั้น ผู้อยู่ภายใต้การปกครองเห็นจะไม่มีทางเลือกอะไรที่มากไปกว่าการน้อมรับและต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการ เขาจะขายไข่ไก่ฟองละเท่าไร? มันก็เป็นสิทธิของเขา...ตราบใดที่ผู้ปกครองยังสามารถควบคุมกลไกในการใช้อำนาจเอาไว้ได้อย่างหนาแน่น ประชาชนก็ไม่มีทางเลือกอะไรดีกว่า “ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม” หรือถ้าจะพูดให้ดีกว่านี้สักหน่อย ถึงไม่ยอมรับชะตากรรมแต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดให้เหลืออยู่ จะรักไม่รักอย่างไรเมื่ออยู่ภายใต้ “ระบอบการปกครองชนิดคลุมถุงชน” เห็นจะต้องทนกลายเป็นลูกสะใภ้ทาสในเรือนเบี้ยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...เปรียบไปคล้าย “อีเย็น” ในละครโทรทัศน์เรื่อง “นางทาส” ซึ่งนำเสนออยู่เป็นประจำทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี...

การยอมรับชะตากรรมนั้นมีหลายอย่าง หากพูดถึงอีเย็น รายนี้คงต้องอธิบายว่า “ไม่ใช่เพียงอีเย็นจะถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยความเป็นทาสในเรือนเบี้ย แต่อีเย็นยังถูกผูกแน่นด้วยความรักที่มีต่อเจ้านาย ผูกเอาไว้ด้วยความภักดีและซื่อสัตย์ที่คิดไปเป็นอื่นไม่ได้เลย” ภาพชีวิตของอีเย็นในละคร “นางทาส” มันจึงลึกล้ำมากเสียยิ่งกว่านางทาสคนใดๆ เพราะความเป็นทาสแท้จริงของอีเย็นยังเป็นสภาวะทาสทางความคิด เมื่อเป็นเช่นนี้รับรองว่าแม้จะมีการปลดปล่อยทาสให้เป็นไท คนอย่างอีเย็นย่อมผูกสมัครรักที่จะเป็นทาสอยู่ตลอดไป โดยเฉพาะในละครนั้นอีเย็นยังตกเป็นเมียลับๆของท่านเจ้าคุณผู้เป็นนาย...

เปรียบละครนางทาสโดยแสดงผ่านตัวละครอย่างอีเย็น สภาพเช่นนี้ถือเป็นชีวิตที่ไม่มีทางเลือกอย่างโหดร้ายทารุณมากที่สุด ทารุณในแง่ที่ว่าตัวละครอย่างอีเย็นก็พร้อมใจที่จะเจ็บช้ำแม้กล้ำกลืนเพียงใดก็ยอม เนื่องจากทั้งรัก ทั้งหลง สัตย์ซื่อและบูชาเทิดทูนท่านเจ้าคุณผู้เป็นสามีที่ไม่อาจเปิดเผยได้...ชีวิตคนไทยอีกส่วนหนึ่งคงไม่แตกต่างอะไรกับอีเย็น มีสภาพคล้ายเป็นรักซึ่งไม่มีทางเลือกหรือรักที่เลือกไม่ได้

แต่มีละครเก่าในอดีตโดยบทประพันธ์ของ “รพีพร” ชื่อ “ลูกทาส” ในเรื่องนั้นเป็นชีวิตของ “ไอ้แก้ว” ลูกทาสที่ปรารถนาความเป็นไท ทั้งยังโชคดีที่อยู่อาศัยกับนายทาสอย่าง “คุณพระ” ซึ่งคุณพระนั้นก็เมตตาอยากส่งเสริมพวกลูกทาสที่มีแววและนิสัยรักดี ต้องการให้ทาสเหล่านี้ได้มีความก้าวหน้า...กระทั่งต่อมาด้วยการเมตตาปรานีจากคุณพระ พร้อมทั้งเป็นพระมหากรุณาธิคุณซึ่งล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 5 ประกาศยกเลิกความเป็นทาส ส่งผลให้ “ไอ้แก้ว” มีความเจริญก้าวหน้า เข้ารับราชการจนกระทั่งเติบใหญ่ในฐานันดรกลายเป็นขุนน้ำขุนนางขึ้นมา?

ผู้คนในสังคมไทยส่วนหนึ่งจึงสะท้อนได้จากความเป็นทาสของไอ้แก้วกับความเป็นนางทาสของอีเย็น...คนอย่างอีเย็นแม้จะมีการเลิกทาส สถานภาพเปลี่ยนไป ก็ยังถูกพันธนาการด้วยความคิดที่ถูกครอบเอาไว้ แม้กระทั่งกลายเป็นจิตสำนึกของตัวเองที่ไม่ยอมปลดปล่อยอะไรออกไป? ส่วนทาสอย่างไอ้แก้วเมื่อถูกปลดปล่อยก็ยินดีปรีดา ลงท้ายไอ้แก้วกลายเป็นขุนนางใหญ่ที่เข้าจิตเข้าใจหัวอกของพวกลูกทาสด้วยกันในบางครั้งของอารมณ์

เส้นทางของทาสอย่างอีเย็นกับไอ้แก้วจึงมีคำตอบในเบื้องปลายที่ไม่เหมือนกัน หากถือชีวิตของทาสทั้งสองเป็นอุปลักษณ์ในการเขียนถึง ให้เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยในปัจจุบัน เราบอกได้ว่าสังคมไทยนั้นย่อมไม่ปรารถนาทาสอย่างอีเย็นซึ่งไม่ยอมปลดปล่อยตัวเอง มีความเป็นทาสของสภาพอำนาจนิยมและโครงสร้างของจิตสำนึกในตัวทาสเอง

ทาสอย่างไอ้แก้วที่ขวนขวายความเป็นไทก็ไม่น่าจะดีกว่า เพราะภายหลังได้เติบโตเป็นขุนนางก็ใช้ประสบการณ์เดิมเสริมสร้างอำนาจให้ตน ทำการควบคุมและข่มเหงให้ผู้คนอื่นๆได้ตกเป็นเครื่องมือรับใช้เสมือนความเป็นทาสในอดีตของตน ลงท้ายแล้วทาสอย่างไอ้แก้วก็อาจน่ากลัวกว่าอีเย็น...หรือสังคมอย่างไทยๆมันจะมีทางเลือกที่
จำกัดเหลือเกิน?

อย่าคิดว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะทำให้ประเทศสงบได้

ที่มา โลกวันนี้


สำนัก(ข่าว)พระพยอม
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2834 ประจำวัน อังคาร ที่ 6 กรกฏาคม 2010
โดย พระพยอม กัลยาโณ

พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่รัฐบาลประกาศใช้อยู่อาจจะสามารถคุมสถานการณ์ได้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น เพราะต่างยังคงหวาดระแวงกัน เมื่อหวาดระแวงก็จะยิ่งทำให้อาฆาตกันมากขึ้น

การที่รัฐบาลยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยอ้างว่าเพื่อควบคุมสถานการณ์ความไม่ปรกติของบ้านเมือง เมื่อยังคงไว้อยู่เราในฐานะประชาชนก็คงต้องคิดให้หนักว่าเขาจะใช้ไปอีกนานแค่ไหน ใช้อย่างไร สมมุติใช้อีกนานจะมีอุปสรรคอะไรกับการดำเนินชีวิตหรือไม่ จะเข้ามากระทบเศรษฐกิจหรือไม่ เพื่อเราจะได้เตรียมปรับตัวให้อยู่กับมันได้

ผลกระทบทางอ้อมที่วันนี้ชาวต่างชาติเขายังไม่แน่ใจในสถานการณ์ความปลอดภัย หากจะเข้ามาเที่ยวหรือมาลงทุนในประเทศไทย ก็จะเป็นปัญหาที่คาราคาซังไปเรื่อยๆ

เห็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนออกมาระบุว่า น่าจะถึงเวลาที่ควรยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้แล้ว แม้ว่ารัฐบาลจะมองว่ายังไม่ถึงเวลาเพราะยังมีผู้ที่จ้องจะก่อการร้ายอยู่

หากต่างฝ่ายต่างยังคงหวาดระแวงกันอยู่อย่างนี้เรื่อยๆก็จะทำให้การพัฒนาประเทศไปได้ช้าหรือไปไม่ได้ แถมประเทศเพื่อนบ้านเขาก็จะใช้โอกาสนี้เป็นช่องทางกอบโกยเปิดประตูรับ ไม่ว่าจะเรื่องการท่องเที่ยว การลงทุน การค้าขาย ในขณะที่บ้านเราก็คงเงียบเหงาต่อไป

ฝรั่งเขาเคยพูดไว้ว่าในภาคพื้นเอเชีย ไทยเป็นประเทศที่เสียโอกาสในการพัฒนาความเจริญมากที่สุดในระยะนี้ เป็นเพราะระบบการเมืองที่ทำให้ไม่เอื้อให้เกิดโอกาส เพราะการเมืองไทยมีแต่เล่นเกมเข้าใส่กัน

เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่เราควรจะหันมาช่วยกันคิดว่าจะเอาอย่างไรดี เรื่องไหนถ้าหากว่าพอจะอะลุ้มอล่วยให้กันได้ หรือพอที่จะผ่อนผันให้กันได้ก็อยากให้ทำ มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้วใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่รัฐบาลนำงบประมาณลงไปเป็นแสนล้าน นำคน (ทหาร-ตำรวจ) ลงไปดูแลสถานการณ์แต่ก็ยังมีทั้งยิง ทั้งระเบิดกันอยู่ทุกวัน

นึกถึงญาติโยมที่มาจากปัตตานี ยะลา ตอนนั้นเล่าให้อาตมาฟังว่า “มาเยี่ยมลูกหลานที่กรุงเทพฯนึกว่ากรุงเทพฯจะปลอดภัยกว่าที่บ้าน แต่ที่ไหนได้ มาในช่วงที่รัฐบาลกำลังกระชับพื้นที่ และบ้านลูกก็อยู่ใกล้ๆพื้นที่ที่รัฐบาลกำลังกระชับพอดี เหตุการณ์มันหนักกว่าที่ 3 จังหวัดชายแดนเสียอีก” แกบอกว่าเหมือนหนีเสือปะจระเข้ ราวกับว่าอาจมีโอกาสตายได้มากว่าที่โน่นเสียอีก

หากในช่วงนี้ประเทศเราจำเป็นต้องเสี่ยงอะไรบ้างคงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน เจ้าหน้าที่บางคนก็เสี่ยงอยู่แล้ว เสี่ยงจนกระทั่งอยากจะใส่เกียร์ว่าง ไม่กล้าทำอะไรให้กับรัฐบาลเต็มที่ เพราะกลัวว่าหากรัฐบาลเปลี่ยนขั้วอำนาจเมื่อไรตัวเองจะแย่ ฉะนั้นการเข้มงวดเรื่องกฎหมายมากๆ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่าคิดว่าจะป้องกันอะไรได้มาก แม้แต่อาจารย์วิริยะท่านเก่งด้านกฎหมายยังเคยออกมาวิเคราะห์กรณี “โฉนดถุงกล้วยแขก” ที่วัดสวนแก้วแพ้คดี ต้องคืนที่ดินให้เขาไป ใน “รายการคุยกับแพะ” ว่าเป็นเพราะกฎหมายบ้านเรามีช่องโหว่ มีช่องว่าง ดังนั้น อย่าคิดว่ามีกฎหมายชนิดนี้แล้วจะป้องกันความเจ็บ ความตายได้ทั้งหมด อาจทำได้แค่ให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้สะดวกขึ้น ส่วนประชาชนนั้นไม่สะดวกในการประกอบสัมมาอาชีพ จะคิดแต่สะดวกเจ้าหน้าที่แล้วปล่อยประชาชนที่ทำมาหากินต้องลำบาก สุดท้ายเขาจะหากินไม่ได้จะยิ่งแย่

ในต่างจังหวัดหลายแห่งที่อาตมามีโอกาสเดินทางไปได้รับรู้จากชาวบ้านว่าเริ่มแย่ลงๆ แม้แต่ตามปั๊มน้ำมันที่แวะพักรถให้คนขับได้ยืดเส้นยืดสาย ได้ผ่อนคลาย ไปปั๊มไหนก็มีชาวบ้านมาบอก มาคุยว่าแย่ลงๆ ค้าขายไม่สะดวก ที่ดีก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะบ่นว่าไม่ค่อยดี บอกอึดอัด ติดขัด ไม่คล่อง นี่ขนาดชาวบ้านยังบ่น แล้วพวกที่โดนสั่งห้ามทำธุรกรรมทางการเงินคงจะแย่กว่า

อย่างไรขอให้ผู้ที่มีหน้าที่บริหารประเทศชั่งน้ำหนักให้ดี ระหว่างการคงไว้ซึ่งกฎหมายที่หลายคนบอกว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ กับการยกเลิก อย่างไหนน่าจะทำให้ประชาชนได้ดีกว่ากัน อย่างไหนจะส่งผลเสีย ลองวิเคราะห์ดูว่าอย่างไหนดีกว่ากัน หรืออาจจะขยับเขยื้อนอีกหน่อย เพราะตอนนี้ใช้มานานแล้ว ที่สำคัญเราไม่สามารถบอกได้ว่าประเทศจะกลับมาปรองดองกันได้เพราะมีกฎหมายตัวนี้ หรือประเทศจะสงบเพราะมีกฎหมายตัวนี้ หรือถ้าไม่มีกฎหมายตัวนี้แล้วประเทศเดินหน้าได้คล่องขึ้น น่าจะพิจารณา แต่ถ้าเลิกไปแล้วเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น แย่ลงยังสามารถประกาศใช้ใหม่ได้

สำหรับฝ่ายที่จ้องจะก่อเรื่องขอให้หยุดกันเสียที เพราะคนเขาเบื่อสถานการณ์อย่างนี้เต็มทีแล้ว ทำให้เป็นสถานการณ์ที่สงบเหมือนเดิมจะดีกว่า

เจริญพร

สื่อหลงทาง

ที่มา โลกวันนี้


บทบรรณาธิการ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2834 ประจำวัน อังคาร ที่ 6 กรกฏาคม 2010
โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

พระราชวิจิตรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร แสดงปาฐกถาเรื่อง “จริยธรรมสื่อมวลชนตามแนวพุทธ” ในโอกาสที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติครบรอบ 13 ปี ซึ่งต้องยอมรับว่าสื่อมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งกับสถานการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมา จนบางคนประณามสื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตแทนที่จะเป็นผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ เพราะสื่อไม่ใช่ทำหน้าที่แค่ตัวกลางเพียงอย่างเดียว แต่สื่อต้องนำเสนอข้อเท็จจริงโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐหรือถูกครอบงำ

โดยเฉพาะการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่เพียงสั่งปิดสื่อที่เสนอความเห็นตรงข้ามกับรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังแทรกแซงสื่อกระแสหลักให้นำเสนอข้อมูลข่าวสารด้านเดียว ขณะที่สื่อจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะกลายพันธุ์เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

อย่างที่พระราชวิจิตรปฏิภาณแบ่งสื่อพิมพ์ 2 ลักษณะ โดยเปรียบเสมือนหุบเขาคนโฉดกับด่าน 18 อรหันต์ ซึ่งอาจจำแนกได้ 3 ประเภทคือ 1.สื่อสารธรรม คือสื่อที่เป็นประโยชน์ 2.สื่อสาระแน คือสื่อประเภทยุเรื่องของชาวบ้าน และ 3.สื่อสารเลว คือสื่อประเภทเป็นฝักเป็นฝ่าย มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้ที่ตกเป็นข่าว ซึ่งสื่อจะต้องตรวจสอบและควบคุมกันเอง เพื่อให้เป็นสื่อที่ดีที่ให้ความรู้และความจริง

ที่สำคัญคือต้องให้ทัศนวิจารณ์เพื่อที่จะเป็นสติปัญญาให้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่การเต้าข่าว

พระราชวิจิตรปฏิภาณยังเห็นย่างก้าวของสื่อปัจจุบันว่ามีอยู่ 7 ก้าวคือ 1.ยุ-ทำให้เสียคนมาก็เยอะ 2.ยอ-ยอพวกเดียวกันเอง 3.ลวง-ให้ข่าวลวงๆ 4.ล่อ-เอาผลประโยชน์มาล่อ 5.ขอ-เอาคนรัก คนที่มีอำนาจทางการเมืองมาขอ 6.ขู่-ถ้าไม่ทำตามกูเดี๋ยวเถอะมึง และ 7.ข่ม-ข่มเหงรังแก

ทั้ง 7 ย่างก้าวล้วนแต่เป็นย่างก้าวที่สาหัสมากสำหรับสื่อสารธรรม แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับสื่อสาระแนและสื่อสารเลว ซึ่งปาฐกถาธรรมของพระราชวิจิตรปฏิภาณถือเป็นมุมมองที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา ไม่เหมือนคนสื่อหรือองค์กรสื่อเองที่วันนี้กลับพยายามโกหกตัวเอง

โดยเฉพาะจริยธรรมแห่งวิชาชีพที่ต้องให้ความเป็นธรรมและความจริงกับทุกฝ่าย ไม่ใช่เป็นกระบอกเสียงของอำนาจรัฐ อย่างการประกาศเข้าร่วมแผนปฏิรูปสื่อของรัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปตัวเองและสื่อของรัฐ หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะปฏิรูปประเทศก็ต้องทำให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ไม่ 2 มาตรฐานจากการใช้อำนาจรัฐ

องค์กรสื่อเองก็ต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง แต่ไม่ใช่หลงทางและหลงผิด กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลอย่างทุกวันนี้

DSI เลื่อนฝากขัง “อ้อ-อ้าย” ไปพรุ่งนี้

ที่มา โลกวันนี้


ข่าวออนไลน์
จากหนังสือพิมพ์ ข่าวหน้าหนึ่ง
ปีที่ 0 ฉบับที่ 0 ประจำวัน อังคาร ที่ 6 กรกฏาคม 2010
โดย -

ดีเอสไอเลื่อนฝากขัง อ้อ-อ้าย 2 ผู้ต้องหาคดีจ้างวานวางระเบิดพรรคภูมิใจไทยไปวันพรุ่งนี้ พร้อมค้านประกันตัว เล็งเรียกนายพายัพ ปั้นเกตุ และดีเจอ้อม สอบปากคำ หลังถูกพาดพิง

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยว่าจะเลื่อนฝากขัง นางวริศรียา บุญสม และนายกอบชัย บุญปลอด หรือ อ้อ กับ อ้าย 2 ผู้ต้องหาคดีจ้างวานวางระเบิดพรรคภูมิใจไทยไปเป็นวันพรุ่งนี้ พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ จึงยังไม่สามารถนำไปทำแผนได้และการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ และยังไม่ครบ 48 ชั่วโมง รวมทั้งผู้ต้องหาคดีเดียวกัน 3 คนก่อนหน้านี้ จะครบกำหนดฝากขังในวันพรุ่งนี้

นอกจากนี้ยังเตรียมเรียกนายพายัพ ปั้นเกตุ และดีเจอ้อม แกนนำ นปช. มาสอบปากคำ หลังถูกพาดพิง

“เพื่อไทย” ยันไม่ได้จัดตั้งช่อง “เอเชีย อัพเดท”

ที่มา โลกวันนี้


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุ พรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “เอเชีย อัพเดท” ตามที่หลาย ๆ สื่อเสนอข่าว เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นองค์กรทางการเมือง การจะไปเปิดทีวีใดๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดต่อกฎหมาย แต่หากจะมีสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคไปมีส่วนร่วม เช่น ออกรายการ หรือเป็นพิธีกร ก็ถือว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล

เสื้อแดงประจานรัฐจับขังเกิน30วัน-กินข้าวมื้อเดียว-ยึดทรัพย์สิน

ที่มา โลกวันนี้


เรื่องจากปก
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2834 ประจำวัน อังคาร ที่ 6 กรกฏาคม 2010
โดย -

แนวร่วมเสื้อแดงที่ถูกทหารนำมาปล่อยตัวกลางเมืองกาญจนบุรีแฉถูกกวาดต้อนขึ้นรถขณะยืนรอรถกลับบ้านตามประกาศ ศอฉ. ว่าหากออกจากพื้นที่ชุมนุมจะไม่มีความผิด เผยถูกนำเข้าค่ายทหารที่เมืองกาญน์ เวลากลางคืนคนควบคุมไม่แต่งเครื่องแบบยึดทรัพย์สินมีค่าไปหมด ให้กินข้าววันละแค่มื้อเดียว ตอนปล่อยใช้ผ้าดำผูกตาก่อนนำตัวออกมาจึงไม่รู้สถานที่คุมขัง คาดมีเสื้อแดงอีกกว่า 50 คนยังถูกควบคุมอยู่ ที่ปรึกษาองค์การฮิวแมนไรท์วอทช์จี้คณะกรรมการสิทธิฯตรวจสอบเพื่อช่วยเหลือคนที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ ชี้ขังเกิน 30 วันผิดกฎหมาย วิธีการควบคุมผิดหลักสิทธิมนุษยชนร้ายแรง สหรัฐทนเห็นสภาพประเทศไทยไม่ได้ ให้งบ 930 ล้านบาทใช้พัฒนาประชาธิปไตย

ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค พร้อมด้วย พล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย นำประชาชนที่ถูกทหารจับตัวไปคุมขังไว้ที่จังหวัดกาญจนบุรีเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา ประกอบด้วย นายนาม วันดี อายุ 75 ปี อดีตกรรมการห้ามมวย ชาวจังหวัดนนทบุรี นายประยงค์ อยู่เอี่ยม อายุ 61 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัย ชาวกรุงเทพฯ นายอุบล สุขโข อายุ 52 ปี ชาวสมุทรปราการ นายประสาท อาจผักปรัง อายุ 49 ปี นายรุ่งโรจน์ เพ็งเส็ง อายุ 35 ปี ชาวพระนครศรีอยุธยา นายอัฒพงษ์ สรรพศรี นายนวล โชคเจริญ และนายพันธ์ศักดิ์ ฉิมพลี ชาวนาจากจังหวัดขอนแก่น ร่วมกันแถลงข่าว

เผยถูกกวาดต้อนไปจากศาลาแดง

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวที่จังหวัดกาญจนบุรีมาร้องเรียนกับพรรคเพื่อไทยผ่านทางญาติและเพื่อนว่าพวกเขาถูกจับตัวไปตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. จากบริเวณสามแยกศาลาแดงและลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 โดยมีการกวาดต้อนผู้ชุมนุมขึ้นรถไปร้อยกว่าคน และถูกนำไปขังไว้ที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีทั้งเด็ก คนแก่ และวัยรุ่น

“มี 8 คนหนีออกมาได้และมาร้องเรียนกับพรรคก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย นายสมชาย วิเชียรศรี ชาวเพชรบูรณ์ นายมนัส สุวรรณโณ ชาวสงขลา นายสุชาติ หลังพุด ชาวพระนครศรีอยุธยา นายชำนาญ พรมมา ชาวหนองบัวลำพู นายเฉลิม ใจงาม ชาวขอนแก่น นายวิเชียร บุญตาหลงชาว ชาวขอนแก่น และอีก 2 คนไม่ขอเปิดเผยชื่อ เกรงว่าจะได้รับอันตราย เขาหนีออกมาได้เพราะมีพระรูปหนึ่งที่ถูกจับไปด้วยให้ความช่วยเหลือ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยได้ให้ ส.ส.กาญจนบุรีของพรรคทั้ง 2 คนคือ พล.ท.มะกับ พล.ต.ศรชัย มนตริวัตร ประสานช่วยเหลือ”

30 คนถูกนำมาปล่อยให้กลับบ้านเอง

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ชุดที่ 2 ที่ออกมาได้เพราะถูกนำมาปล่อยทิ้งไว้ที่หน้าวัดโพธิสัตย์บรรณพต อำเภอเมืองกาญจนบุรี จำนวน 30 คน ทั้งหมดไม่รู้สถานที่คุมขังเนื่องจากถูกปิดตาตลอดการเดินทาง เมื่อทราบข่าวจึงประสานพาตัวมาที่พรรคเพื่อนำไปยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

แฉขังเกิน 30 วันให้กินข้าววันละมื้อ

“ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้อำนาจควบคุมตัวได้เพียง 30 วัน แต่นี้จับไปตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. ปล่อยออกมาวันที่ 4 ก.ค. เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ทรัพย์สินที่ติดตัวไป เช่น โทรศัพท์มือถือก็ถูกยึด ให้กินอาหารวันละมื้อ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินเกินความจำเป็น ละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรง เป็นการกระทำอันไม่สุจริต น่าจะผิดกฎหมาย ไร้มนุษยธรรม สมควรถูกประณาม พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวประชาชนที่ยังถูกควบคุมอยู่ไม่ว่าที่ไหน เพราะเลยกำหนดควบคุมตัวตามกฎหมายแล้ว หากไม่ปล่อยตัวเกรงว่าคนเหล่านี้อาจถูกทำให้สาบสูญ” นายพร้อมพงศ์กล่าวพร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการนำประชาชนที่ถูกควบคุมตัวที่จังหวัดกาญจนบุรีมาปล่อยน่าจะเกิดจากความแตกแยกของคนในกองทัพที่ต้องการประจานรัฐบาล

ถูกจับขณะยืนรอรถกลับบ้าน

ทั้งนี้ หนึ่งในกลุ่มผู้ชุมนุมที่ถูกปล่อยตัวเปิดเผยว่า ถูกจับกุมระหว่างกำลังรอรถกลับบ้าน ตามที่รัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ประกาศให้ออกจากที่ชุมนุมแล้วจะจัดรถให้กลับบ้าน แต่กลับโดนทหารไล่ขึ้นรถและนำไปที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นค่ายทหารใด เพราะช่วงที่ถูกควบคุมไปเป็นเวลากลางคืน และตอนถูกปล่อยตัวก็มีผ้าสีดำปิดตาเอาไว้ แต่คาดว่าระหว่างทางจากค่ายถึงวัดในอำเภอเมืองใช้เวลาเดินทางไม่น่าจะเกิน 1 ชั่วโมง

คนคุมไม่แต่งเครื่องแบบยึดทรัพย์สิน

“คนที่ควบคุมตัวไม่ได้ใส่เครื่องแบบทหารนำทรัพย์สินมีค่าไปทั้งหมด และให้อาหารรับประทานเพียงแค่วันละมื้อเท่านั้น แต่พวกเขาไม่ได้ทำร้ายร่างกายหรือใช้อาวุธข่มขู่ ซึ่งระหว่างที่พวกตนออกมานั้นในค่ายดังกล่าวยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมอีกกว่า 50 คนที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว” หนึ่งในผู้ชุมนุมระบุ

พล.ท.มะกล่าวว่า ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีการปล่อยตัวกลุ่มคนเสื้อแดงจึงส่งรถไปรับ คิดว่าการปล่อยตัวครั้งนี้มีเงื่อนงำ เพราะเป็นการปล่อยตัวในที่ชุมชน เสมือนว่าต้องการให้เป็นข่าวว่ายังมีกลุ่มคนเสื้อแดงถูกคุมขังอยู่ที่นั่นอีก การปล่อยตัวแบบนี้อาจแสดงให้เห็นว่ากองทัพกำลังเกิดความแตกแยก

จี้กรรมการสิทธิฯตรวจสอบ

นายสุนัย ผาสุก นักวิชาการอิสระและที่ปรึกษาองค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า การควบคุมผู้ต้องหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นที่สนใจขององค์การฮิวแมนไรท์วอทซ์ เพราะเป็นการควบคุมตัวที่ไม่ได้แจ้งและมีหลักประกันว่าคนเหล่านั้นจะได้พบญาติหรือไม่ การควบคุมตัวก็ไม่ได้ทำโดยเจ้าหน้าที่เฉพาะ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดหลักมนุษยชน เรื่องนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน

ต้องปล่อยคนที่ไม่มีข้อหาทั้งหมด

“ผมคิดว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรไปตรวจสอบ เพราะขณะนี้ไม่มีใครรู้เลยว่ามีประชาชนถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายทหารในจังหวัดกาญจนบุรี ดังนั้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรไปตรวจสอบยอดบุคคลว่ามีผู้ถูกควบคุมตัวอยู่เท่าไร และถูกควบคุมตัวกี่วันแล้ว เพราะการควบคุมตัวหากเกิน 30 วันต้องมีการตั้งข้อหา ไม่เช่นนั้นจะต้องมีการปล่อยตัวออกมา” นายสุนัยกล่าว

สหรัฐยื่นมือช่วยพัฒนาประชาธิปไตย

ด้านสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา (ยูเสด) ที่จะให้งบประมาณสนับสนุนการเสริมสร้างประชาธิปไตยในประเทศไทย ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีที่ไม่ได้ให้งบช่วยเหลือด้านนี้ เนื่องจากมองว่าเหตุการณ์ในประเทศไทยหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกจนเป็นอันตรายต่อการพัฒนาประชาธิปไตย

ให้ 930 ล้านทำโครงการ 3 ปี

ทั้งนี้ ยูเสดให้ว่าจ้างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งของสหรัฐรับงานนี้ และบริษัทดังกล่าวกำลังมองหาบริษัทในประเทศไทยรับงานต่ออีกทอดหนึ่ง โดยจะใช้เวลาดำเนินโครงการ 3 ปี ภายใต้วงเงินงบประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 930 ล้านบาท การดำเนินโครงการจะมุ่งไปที่การศึกษาวิจัยองค์กรอิสระที่สำคัญของประเทศไทย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรอิสระอื่นๆที่สำคัญ โดยวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหา สิ่งแวดล้อมทางสังคมและการเมือง ตลอดจนเครื่องมือในการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ และการเชื่อมโยงการทำงานกับองค์กรภายนอก

หลายประเทศจะให้งบช่วยเพิ่ม

ส่วนรูปแบบการทำงานจะเป็นการสำรวจความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนและองค์กรประชาสังคมต่างๆทั่วประเทศ ก่อนสรุปออกมาเป็นแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยไทย อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่านอกจากสหรัฐแล้วยังมีประเทศใหญ่ๆอีกหลายประเทศจะให้ทุนสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย

เสร็จสมอารมณ์หมาย!!

ที่มา บางกอกทูเดย์



เสร็จสมอารมณ์หมาย!!

ไม่เสียที ที่ร่วมกันเตี๊ยม เพื่อคงอำนาจ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” กันเอาไว้???

โดย “รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน” ของ “นายกฯมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง “มัดตราสัง” ฝังประเทศไทย ไม่ให้เหลือซาก ความเป็น “ประชาธิปไตย” กันอีกแล้ว

ครม.สามัคคีหมู่...ชูมือหนุน “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” เป็นแถว

ไว้ซึ่งอำนาจเขตปกครอง ด้วยทหารเป็นใหญ่กว่า “รัฐธรรมนูญ”..โดยยกเมฆขึ้นมากล่าวอ้าง “๒๔ จังหวัด” เป็นเขตอันตราย เป็น “พื้นที่โซนแดง” คนเสื้อแดงเตรียมสรรพกำลัง ที่จะออกมาเคลื่อนไหว กันอย่างเสร็จสรรพ!!!

รัฐบาลได้ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน”อยู่ในมือ...แต่ประเทศไทยนะหรือ?....เจ๊งอื้อไปสิครับ??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ประโยชน์ของ ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’!!

“นายกฯ มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ, “ห้อย บุรีรัมย์” เนวิน ชิดชอบ รับทั้งเนื้อทั้งน้ำ กันอย่างเพลิดเพลิน???

มีอำนาจเหนือ “รัฐธรรมนูญหน้าแหลมฟันดำ” ที่คิดจะทำอะไรก็ได้...ภายใต้กระบอกปืนที่คุมอำนาจประเทศไทย เอาไว้

“เสื้อแดง” ถูกคุมกำเนิด...ไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด ไม่ให้มีที่หายใจ

ความเป็น “ประชาธิปไตย” ถูกรอนสิทธิ์ ตัดเจี๋ยนหั่นซอย ไม่เหลือสภาพ...รัฐบาลโดย “พรรคประชาธิปัตย์” กับ “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งเป็น สาขา ๒ ของ “พรรคแม่ธรณีบีบมวยผม” ร่วมกัน “รวบอำนาจ” บริหารบ้านเมือง กันอย่างสะดวก!!!!

ใครออกมาเต้นขัดขวาง....ก็ยก “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ขึ้นมาอ้าง?...ฟันไม่ยั้ง เล่นงานจนอ้วก??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ!!

ตั้งป้อมค่าย เปิดหน้าเป็นศัตรูกันอย่างเปิดเผย...จุดอ่อนเปิดตรงไหน เป็นเอาออกมาซัดเสียเรียบ???

นับวัน สายสัมพันธ์ทางรูสะดือ ระหว่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” หัวโจกแห่งบ้านพระอาทิตย์ กับ ๒ พี่น้องสองเสือ แห่งบูรพาพยัคฆ์ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กับ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. แตกกันหนักมือ ยิ่งขึ้นทุกวัน

“ม็อบเหลือง” กับ “สีเขียว”....ออกลูกเบี้ยวเข้าใส่กัน

ยิ่งในกรณี “รถถังหุ้มเกราะล้อยาง” ดูจะเป็น “แผลใหญ่” ที่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ตามขุดตามเจาะ ตามเล่นงาน “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กป๊อก” หมายเอาไว้อยู่!!!

“สนธิ” มีแค้นฝังใจ....เพราะเคยถูกเล่นงานเอาไว้?...จึงตามเช็คบิล เพื่อให้ตายทั้งคู่??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

อย่ามัว ‘กบดานเป็นจระเข้’!!

อำนาจ “นายกรัฐมนตรี” ที่ท่านได้มา “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะมาลอยชายไม่แก้ปัญหาอะไรเลย มันก็ไม่เท่????

ยิ่งในกรณีที่ “บริษัทรับประกัน” ไม่ยอมเคลมความเสียหาย ให้กับ บริษัทร้านค้า ห้างสรรพสินค้านั้น “เอกชน” เสียหายจมกระเบื้อง

โดยยกคำว่า “ผู้ก่อการร้าย”....ไม่ต้องชดใช้ ไม่ต้องจ่ายเงิน ให้สิ้นเปลือง

ขณะนี้, มีการวิ่งล๊อบบี้ใต้ดิน ที่จะให้ ข้อหาการก่อการร้าย มีผลโดยเร็ว..เพื่อที่ “บริษัทประกันภัย” จะนำไปต่อสู้คดี..โดย “เบี้ยประกัน” ที่ต้องจ่ายสูงถึง สองแสนล้านบาทนั้น ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่าย!!!

“นายกฯ มาร์ค” เงี่ยหูมา...เรื่องนี้ “เตะหมูเข้าปากหมา”?..เค้าว่า มีคนรับเงินอ้าซ่าไปก้อนใหญ่???

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘คนดวงดี’ ขายขี้ ก็รวย!!!

มีสมอง มีปัญญา อยู่กับตัวจะกลัวอะไร...ถึงวันนี้ “อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” รวยเพิ่มพูน โดยไม่ต้องมีใครช่วย???

จากการทุ่มเงินก้อนใหญ่ ไปทำเหมืองทอง เหมืองเพชรสีเลือด ที่อาฟริกา..บัดนี้ผลิดอกออกผล ประสบความสำเร็จเป็นอันมากส์

ผิดกับ “รัฐบาลฟ้าประทาน”.....วิ่งกู้เงินกัน ด้วยความยากลำบาก

นี่, “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”, “กรณ์ จาติกวณิช” ขุนคลังมือนักกู้..เตรียมกู้เงินให้คนทั้งประเทศเป็นหนี้กันอีกบานตะไท เพื่อมาละเลงเป็น “ประชานิยม” แจกฟรี แถมฟรี..แต่ไม่มีปัญญาหาเงิน มาทำนโยบาย!!!

กู้เงินกันตะบันยอ...ประเทศนี้เป็นหนี้ท่วมถึงคอ?...ยังไม่พออีกหรือเจ้านาย????

บทวิเคราะห์! เลือกตั้งซ่อมเขต 6 (ตอนจบ)

ที่มา บางกอกทูเดย์



(ต่อจากตอนที่แล้ว)

\เราจะมาพูดกันต่อถึงความเข้มข้นในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 6 ซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่างสองพรรคใหญ่คือ “พรรคประชาธิปัตย์” กับ “พรรคเพื่อไทย”

โดยมีทิศทางและอนาคตทางการเมืองของประเทศชาติเป็นเดิมพัน
วันนี้มาถึง “เขตหนองจอก” ซึ่งเขตเลือกตั้งที่ 25 เขตนี้เป็นฐานเสียงที่หนาแน่นมากของ “พรรคไทยรักไทย”

เพราะผู้สมัครอย่าง “กำนันมงคล กิมสูนจันทร์” กำนันหนุ่มนักพัฒนาเป็นที่รักของคนหนองจอกมาก
เขาจึงเอาชนะ “นายวสันต์ กระโจมทอง” ของประชาธิปัตย์ได้อย่างไม่ยากเย็น 39,656 ต่อ 24,352 คะแนน

หรือแม้แต่การเลือกตั้งปี 48 กำนันมงคลก็เอาชนะ “นายอนันต์ ฤกษ์ดี” ของประชาธิปัตย์อย่างท่วมท้นถึง 78,296 ต่อ 35,906 คะแนน

สุดท้าย “เขตคลองสามวา” สมัยปี 44 อยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 26 ร่วมกับเขตมีนบุรี เป็นการต่อสู้ระหว่างเลือดแม่พระธรณีบีมวยผมด้วยกัน

ระหว่างนักธุรกิจก่อสร้างหนุ่มที่เริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่นกับประชาธิปัตย์แต่มาเล่นการเมืองระดับชาติกับไทยรักไทย “วิชาญ มีนชัยนันท์” สู้กับครูจอมเก๋าอดีต ส.ส. หลายสมัยผู้มีฐานเสียงหนาแน่นกับชาวมุสลิม “สมัย เจริญช่าง”

แต่วิชาญก็เอาชนะได้ไม่ยาก 43,274 ต่อ 33,083 ปี 48 วิชาญ ก็เอาชนะ นายประพันธ์ บุษยไพบูลย์ 73,744 ต่อ 43,034 คะแนน

การเลือกตั้งซ่อมเขต 6 คราวนี้ทั้ง สมัย เจริญช่าง และ วิชาญ มีนชัยนันท์ จึงได้รับความไว้วางใจจากพรรคการเมืองต้นสังกัดให้เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง

ทั้งหมดนั้นคือภาพรวมของการเลือกตั้งเขตเล็ก 2 ครั้ง ในปี 44 และ 48 ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าพรรคไทยรักไทยเอาชนะประชาธิปัตย์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งสองครั้ง

แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยน...เกิดการรัฐประหารในปี 49 รัฐธรรมนูญถูกยกเลิก กติกาบางประการมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเขตเลือกตั้งในกรุงเทพฯ มีการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมทั้งหมด

เขตเลือกตั้งเล็กๆ เหล่านั้นถูกรวมเป็นเขต 6 มีการเฉือนบางส่วนของบางเขตออกไป เช่นตัดมีนบุรีออกจากคลองสามวา ตัดลาดกระบังออกจากหนองจอก ตัดสะพานสูงออกจากคันนายาว

แน่นอนว่า...ฐานเสียงพื้นฐานของพรรคการเมืองย่อมมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แม้กระแสคนกรุงเทพฯ จะเหมือนกันก็ตาม

การเลือกตั้งในปี 50 ผลการเลือกตั้งจึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาประสบชัยชนะอย่างท่วมท้นในภาพรวมของกรุงเทพฯ

แต่ในเขตที่พรรคไทยรักไทยมีฐานเสียงที่หนาแน่นพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ทั้งหมด

เขต 6 ก็เช่นกัน... ประชาธิปัตย์เอาชนะได้แค่ 2 ใน 3 คน เท่านั้น คือ สมัย เจริญช่าง กับ ทิวา เงินยวง ทั้งที่สอบตกซ้ำซากมา 2 สมัย

อีกหนึ่งที่นั่งยังคงตกเป็นของพลังประชาชนหรือเพื่อไทยคือ ส.ส.ไพโรจน์ อิสรเสรีพงศ์ โดยทั้ง 3 คนได้คะแนนเกิน 1 แสน ที่ 4, 5 และ 6 ได้คะแนน 9 หมื่นกว่าทั้งหมด

จากภาพรวมของการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา 3 ครั้ง...ถ้าเว้นที่จะกล่าวถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. ก็จะไม่สมบูรณ์

เพราะ ส.ก. คือ ผู้กุมคะแนนพื้นฐานที่สำคัญในชุมชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ที่แม้กระแสจะดีเพียงใดแต่ถ้าฐานประชาชนในชุมชนมีหนาแน่น โอกาสที่จะชนะเลือกตั้งจึงมีสูง

นักการเมืองในกรุงเทพมหานครที่มีฐานเสียงชุมชนหนาแน่นมีหลายคน เช่น ปวีณา หงสกุล การุณ โหสกุล วิชาญ มีนชัยนันท์ หรือของประชาธิปัตย์ เช่น องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมเกียรติ ฉันทวาณิช เป็นต้น

ในเขตเลือกตั้งที่ 6 ที่มีเขตปกครอง 4 เขต มี ส.ก.ได้เขตละ 1 คน พรรคเพื่อไทยมีส.ก.ถึง 3 คน ส.ก.หนองจอก ไพฑูรย์ อิสรเสรีพงศ์ ส.ก. คันนายาว พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ และ ส.ก.บึงกุ่ม กศิน พุกรักษา ส่วนพรรคประชาธิปัตย์มี ส.ก. เพียงคนเดียวในเขตคลองสามวา คือ นายวิรัช อินช่วย

ฐานชุมชนส่วนใหญ่จึงยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทยมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ แม้การเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต หรือ ส.ข. เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา

ขณะการชุมนุมคนเสื้อแดงดำรงอยู่และมีการเลือกตั้ง 3 ใน 4 เขตปกครองของเขตเลือกตั้งที่ 6 พรรคประชาธิปัตย์จะเอาชนะได้ในเขตบึงกุ่ม และ เขตคลองสามวา แบบยกทีม แต่พรรคเพื่อไทยก็สามารถเอาชนะแบบยกทีมได้เช่นกันที่คันนายาว

การเลือกตั้ง ส.ข.ที่ผ่านมาแม้จะเป็นเครื่องชี้กระแสได้บ้างแต่ก็ไม่ทั้งหมด...เพราะมีผู้มาลงคะแนนเพียง 30% เท่านั้น

คะแนนทั้ง 2 พรรค ได้รับก็ใกล้เคียงกันมาก จึงอาจประเมินได้ว่า... คะแนนพื้นฐานทั้งสองพรรคใกล้เคียงกันมาก เหลือเพียงกระแสคนกรุงเท่านั้น ที่จะตัดสินชัยชนะ

ถึงวันนี้กระแสคนกรุงเทพฯ ที่อาจชี้ไปที่คนชั้นกลาง ถามว่า...มีความพอใจต่อรัฐบาลเพียงใด คำตอบก็คือ “สอบตก”

เพราะจากโพลล์หลายสำนักก่อนหน้านี้ที่ให้คะแนน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เพียง 4 กว่า จากเต็ม 10

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ พอใจบทบาทของ “พรรคเพื่อไทย” ในฐานะฝ่ายค้าน และบทบาทของ นปช. คนเสื้อแดง ที่เป็นแกนนำการชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่า จนเกิดเหตุการณ์สยดสยองในที่สุด

แต่เชื่อว่า...คนกรุงเทพฯ ในเขต 6 ก็จะให้คำตอบแก่สังคมไทยเองว่า พวกเขาต้องการอะไร?
การขุดคุ้ย การด่าทอ การโจมตีซึ่งกันและกัน จึงไม่น่าจะใช่ยุทธวิธีในการเอาชนะคนกรุงเทพฯ ในเขตนี้

และข้อสังเกตที่น่าจะเป็น “ตัวแปรสำคัญ” อีกอย่างหนึ่งก็คือ...ในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง...ตามปฏิทินตรงกับ “วันหยุดยาว” ในช่วงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือ วันอาสาฬบูชา และ วันเข้าพรรษา พอดิบพอดี

ซึ่งก็ต้องดูว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจะมีมากน้อยเพียงใด...และผลคะแนนจะออกมาตาม “สถิติเดิม” หรือไม่?

ดังนั้น การเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ จึงน่าจะไม่ใช่เป็นการต่อสู้ระหว่าง “พนิช วิกิตเศรษฐ์” กับ “ก่อแก้ว พิกุลทอง” แต่เพียง 2 คน ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง ประชาธิปัตย์ กับ เพื่อไทย เพียง 2 พรรค

ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างเสื้อแดง กับ เสื้อเหลือง เพียงลำพัง และไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างไพร่กับอำมาตย์ แต่จะเป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะใจประชาชนอย่างแท้จริง

ชัยชนะจะเป็นของใคร ยากจะคาดเดา!

คนเมือง

6 วัน 63 ล้านความคิด ได้แต่ผลาญงบฯ

ที่มา บางกอกทูเดย์



รายการ 6 วัน 63 ล้านความคิดของรัฐบาลนายมาร์ค...ความคิดของ “นายเตี้ย” รัฐมนตรีที่คุมสื่อมาก่อน “นายยาว” ข้าราชการทำเนียบฯ แอบด่าว่าเสียเวลา เสียเงิน โดยไม่ได้อะไร

หรืออาจได้บ้างก็คือ หน้าสายโทรศัพท์แทบไหม้ ก็คือเสียงด่าทอ อย่างสาดเสียเทเสียจากประชาชน จะมีบ้างก็นัดพวกเดียวกันให้โทรมาชม แสร้งหัวเราะให้ฟันเต็มปากเพื่อเอารูปไปลงหนังสือพิมพ์บางฉบับหน้าหนึ่ง

หลายคนบ่นว่า...ได้โอกาสด่ารัฐบาลแล้ว จะโทรไปด่าให้สะใจ ปรากฏว่าส่วนใหญ่โทรไม่ติด บางคนโทรติด พอขยับปากทำเสียงจะด่า ถูกตัดสายทันที เสียงสะท้อนเชิงตำหนิที่ดูเหมือนรัฐบาลจะได้ยินมากที่สุด คือข้าวของแพง โดยเฉพาะ “ไข่” ไข่นายมาร์ค และนายมาร์คก็ดูจะยอมรับว่าแพงจริง ต้องเร่งแก้ไข

ขนาดไข่นายมาร์คลูกโตๆ เบอร์ 0 ไปสำรวจดูในตลาดสดได้ เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเจอ ลูกละเกือบ 4 บาท...ที่จริงถ้ารัฐบาลจะฟังเสียงประชาชนไม่เห็นจะต้องทำอย่างนี้ ที่ทำก็เพราะต้องการสร้างภาพออกโทรทัศน์ และเพื่อแย่งกันใช้งบประมาณ

รัฐบาลอาจให้หน่วยงานที่มีหน้าที่สำรวจความคิดเห็นประชาชน ก็จะได้ความจริง หรือเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน โดยเฉพาะโทรทัศน์เขาทำหน้าที่ของเขาได้เต็มที่ รัฐบาลไม่ไปแทรกแซง บังคับ ขู่เข็ญผู้บริหารโทรทัศน์ให้ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ตามที่ตัวเองต้องการ รัฐบาลก็จะรู้ความจริงว่าประชาชนคิดยังไง

เล่นกับใครไม่เล่น เล่นกับประชาธิปัตย์จอมสร้างภาพ ขนาดเทพไท หนุ่มหน้าตี๋ รวมถึงคุณหมอ ออกมาด่าคนเล่น 3 เวลาหลังอาหาร นายมาร์คยังเฉย...แล้วรายการนี้นอกจากสร้างภาพเหมือนเกาะโพเดียมแล้ว ยังใช้งบประมาณฟรีๆ แล้วทำไมมาร์คไม่ทำ ฮา..

คนเมือง