WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 12, 2010

สนทนากับ พระเขมจิตโต (สุวิชา ท่าค้อ): อำนาจคือตัวกิเลสที่หยาบที่สุด ใยผู้คนมุ่งแสวงหาอำนาจกันเล่า

ที่มา ประชาไท


บทสนทนาถึงการเปลี่ยนผ่านของชีวิตและสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำหลังจากออกจากคุกซึ่งจองจำเขาไว้เป็นเวลาเกือบปีครึ่ง ด้วยความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่า ด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

วันที่ 11 ก.ค. ทีมข่าวพิเศษ ประชาไทมีโอกาสสนทนากับพระเขมจิตโต (สุวิชา ท่าค้อ) ซึ่งผ่านการอุปสมบทในช่วงเช้าของวันเดียวกันวัดชลธารบุญญาวาส ต.ท่าค้อ อ.เมือง จ.นครพนม

เราสนทนาถึงการเปลี่ยนผ่านของชีวิตและสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำหลังจากออกจากคุกซึ่งจองจำเขาไว้เป็นเวลาเกือบปีครึ่ง ด้วยความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่า ด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

พระเขมจิตโตกล่าวตั้งแต่ช่วงแรกของการสนทนาว่า “ในทางโลก(เรื่องการเมือง) อาตมาก็จะไม่ขอพูดอะไรอีก เพราะอะไรก็ได้รู้ได้เห็นกันหมดแล้ว” พร้อมกล่าวถึงหน้าที่ของตนเองขณะนี้ว่า “ของชาวพุทธคือการเผยแพร่ธรรมะเป็นธรรมทาน เพราะถือว่าเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ธรรมะคือหนทางพ้นทุกข์ การช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นทุกข์คือกุศลบุญที่ยิ่งใหญ่”

ประชาไท: ที่หลวงพี่ว่าการช่วยคนจากความทุกข์เป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่นั้น สำหรับคนที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์เรื่องการเมืองจะช่วยได้ไหม ช่วยอย่างไร

พระเขมจิตโต: ความจริงแล้วพุทธศาสนาสอนไม่ให้เอาทุกข์เข้ามาใส่ตัวหรืออยู่กับทุกข์แต่ไม่ให้ทุกข์ พูดง่ายๆ คืออย่าเอาความทุกข์ของคนอื่นมาเป็นทุกข์ของตน แต่สิ่งที่อาตมายังคิดเป็นนิวรณ์อยู่บ้าง(กิเลสระดับกลางที่เป็นอุปสรรคของผู้ปฏิบัติ) คือ สงสารคนที่ยังอยู่ในความทุกข์จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพราะพวกเขาคือประชาชนผู้บริสุทธิ์แต่กลับต้องมารับเคราะห์อย่างน่าเศร้าใจยิ่งนัก การช่วยเหลือพวกเขาให้ลดหรือพ้นจากความทุกข์ คือ มหากุศลบุญ

สิ่งที่หลวงพี่จะช่วยได้คือ อยากให้พวกเขาเอาธรรมะเป็นที่พึ่ง ชีวิตเราเป็นของไม่เที่ยง เป็นของสมมุติ ยึดติดมากก็ทุกข์มาก เมื่อเราไม่ยึดติดเราก็จะไม่ทุกข์ สรุปคือต้องยอมรับกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้น จากการสูญเสียอิสรภาพ พิการ สูญเสียคนที่รัก ฯลฯ ให้พิจารณาถึงโลกธรรม 8 คือธรรมทีอยู่คู่โลกที่ทุกคนจะต้องประสบ ได้แก่ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา มีสุข มีทุกข์ เราไม่มีทางหลีกหนีจากสิ่งเหล่านี้ไปได้เพราะมันเป็นธรรมชาติของเรา เมื่อมันเกิดขึ้นก็ให้พิจารณามาเป็นสิ่งที่สมมุติให้เป็นเพราะเรากำลังอยู่ในโลกของการสมมุติ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเราคิดได้เช่นนี้เราก็ก็ปล่อยวางจากมัน อย่าไปทุกข์กับมัน ให้ถือว่าสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเป็นเวรกรรมของเราเอง เมื่อได้ใช้แล้วก็หมดเวรกันไป และขอให้อโหสิกรรมแก่ผู้ที่ได้กระทำต่อเรา เพื่อเราจะได้สบายใจและมุ่งหน้าปฏิบัติธรรมต่อไป

ประชาไท: หลวงพี่เคยกล่าวว่าหากออกจากคุกได้แล้วก็จะบวช เมื่อได้บวชแล้วท่านรู้สึกอย่างไร
พระเขมจิตโต: ความใฝ่ฝันสูงสุดในชีวิตอาตมาก็ได้มาถึง คือการได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์จะได้ปฏิบัติธรรมเต็มที่ คือการเดินมรรค 8 เต็มกำลังในสถานที่สัปปายะเหมาะแก่การปฎิบัติธรรม หลวงพี่จะต้องตัดจากทางโลกโดยสิ้นเชิงเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ (อริยทรัพย์) คือการเดินขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต แต่ก็ขึ้นอยู่กับบุญวาสนาประกอบกันด้วย ทางโลกและทางธรรมมันจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทางโลกผู้คนจะแข่งกันเพิ่มกิเลส (ความอยาก) และอาหารที่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกิเลสคือการก่อธรรมต่างๆ แต่ทางธรรมนักปฏิบัติธรรม (นักรบกิเลส) จะแข่งกันฆ่าทำลายล้างกิเลส ชัดเจนว่ามันจะเดินสวนทางกัน

ประชาไท: สิ่งที่ตั้งใจจะทำต่อไปคืออะไร
พระเขมจิตโต: ไม่อยากพูดถึงอนาคต เพราะพุทธศาสนาคือปัจจุบัน หน้าที่ขณะนี้ ชาวพุทธคือเผยแพร่พระพุทธศาสนาเป็นธรรมทาน การให้ธรรมทานเป็นการให้ที่สูงสุด เป็นการให้อริยทรัพย์ ถ้าได้กลับออกมาก็คงจะเผยแพร่พระพุทธศาสนาต่อไป ตอนนี้พยายามดึงญาติพี่น้องเดินเข้าสู่ทางธรรม ยอมรับว่าให้คนเห็นธรรมเป็นเรื่องที่ยากมาก หากเขาสร้างบุญบารมีมาก่อนจะไม่มีทางได้เห็นธรรมหรอก อาจจะมืดไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตก็ยังมีให้เห็นมากต่อมาก ส่วนมากเราก็ต้องปล่อยวางไป ทุกวันนี้อาตมาอยากจะหนีไปสู่ที่สงบอยางเดียว การปฏิธรรมในที่ไม่สัปปายะก็เหมือนขับเรืออยู่ในคลื่นลมแรง แต่พระที่เก่งแล้วก็คือจะอยู่อย่างไรก็ได้ ส่วนยังคงไร้เดียงสาอยู่มาก

ประชาไท: น้องชายบอกว่า หลวงพี่เปลี่ยนไปเยอะ
พระเขมจิตโต: เห็นธรรมแล้วก็อยู่เป็น ถึงจะอยู่ในทุกข์แต่จะไม่เอาทุกข์ ปกติทางธรรมจะเดินสวนทางกับทางโลก คือ ทางโลกเป็นการสะสมกิเลสซึ่งจะเข้ามาได้ทุกทิศทุกทาง หากเปรียบจิตเป็นเหมือนบ้านกิเลสก็คือขโมยที่จ้องจะเข้าบ้านอยู่ตลอดเวลาเมื่อใดที่เราเผลอ ในทางโลก ที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น คือเป็นการแข่งขันกันสร้างกิเลส ตัวหล่อเลี้ยงกิเลสก็คือสร้างเวรกรรม แต่ในทางพุทธศาสนาเดินในทางตรงกันข้าม คือนักปฏิบัติธรรมจะแข่งกันทำลายล้างกิเลส ด้วยเหตุนี้จิตใจของเราจะต้องเดินสวนทางกับเขา แต่จะทำอย่างไรถึงจะอยู่กลมกลืนด้วยกัน ทุกวันนี้ถึงเราจะไม่มีงานทำเราก็ไม่ทุกข์ใจเลยเพราะรู้จักพอ พูดง่ายๆ คืออยู่เป็น คนรวยก็คือคนที่รู้พอ คนจนก็คือคนที่ไม่รู้จักพอ

ประชาไท: สังคมไทยบอกว่าเป็นสังคมพุทธ แต่มีความเกลียดแค้นกันมาก
พระเขมจิตโต: ซึ่งก็ไม่ใช่พุทธจริง พุทธศาสนาสอนให้ทำลายกิเลส แต่อำนาจคือตัวกิเลสที่หยาบที่สุด ใยผู้คนมุ่งแสวงหาอำนาจกันเล่า อำนาจให้คนทำได้ทุกอย่าง ทำให้ฆ่าคนได้ ต้นเหตุปัญหาของมันคือ กิเลสอำนาจ ประชาชนที่รับเคราะห์เป็นปลายเหตุของปัญหาหรือพูดง่ายๆคือเหยื่อ เขาไม่รู้เรื่องอะไร แต่กลับต้องมารับความทุกข์เต็มๆ ก็เลยคิดว่าใครที่ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นทุกข์ก็จะเป็นกุศลผลบุญที่ยิ่งใหญ่

ประชาไท: ที่ว่าช่วยประชาชนนั้น ต้องช่วยอย่างไร
พระเขมจิตโต: ในขั้นต้นเขาต้องช่วยตัวเองให้หลุดจากความทุกข์คือเข้าถึงธรรม แค่นี้ความทุกข์ก็จะบางเบาลงไปมาก แต่คนที่มีอำนาจในการช่วยเขาให้เขาพ้นทุกข์ ก็คือช่วยเยียวยา ปลดปล่อยเขาสู่อิสรภาพ และเยียวยาผู้รับผลกระทบ ทั้งความตาย ความพิการ การสูญเสียคนที่รักไป ถ้าทำได้ก็เป็นกุศลผลบุญที่ยิ่งใหญ่ ยังไงเราก็เป็นเพื่อนมนุษย์ ร่วมเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน
ในทางกลับกัน คนที่ไปทำบาปกับพวกเขาก็จะได้อกุศลผลบุญตอบกลับมาเหมือนกันเพราะไม่มีใครหนีพ้นกฎแห่งกรรมไปได้
วิธีการแก้ไขปัญหาที่ง่ายและดีที่สุด คือการเอาคำสอนท่านพุธทาสมาปฏิบัติ คือ มองในส่งดี “เขาจะดีบ้าง เลวบ้าง ช่างหัวเขา จงเลือกเอาสิ่งที่ดี เขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู สิ่งที่ชั่วอย่าไปรู้เรื่องเขาเลย หากจะเที่ยวหาส่วนดี แต่ฝ่ายเดียว อย่าเที่ยวหาเหนื่อยเปล่าสหายเอย เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเอย ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง สรุปง่ายๆๆ คือ หากคนเราคุยแต่เรื่องดีๆของกันและกัน ก็จะไม่ทะเลาะและมีปัญหากัน สังคมก็จะสงบสุขไปเอง

หมายเหตุ ติดตามคลิปสัมภาษณ์พิเศษ พระเขมจิตโต “ธรรมจากคุก” ได้ที่ประชาไท เร็วๆ นี้

บ.ก.ลายจุด ผูกผ้าแดงแยกราชประสงค์

ที่มา ประชาไท


11 กรกฎาคม 2553 เวลา 17.00 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงาและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เดินทางมายังสี่แเยกราชประสงค์ กทม.โดยได้นำผ้าเเดงมาผูกตรงเสาของป้ายสี่เเยกราชประสงค์เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าทำการปราบปรามผู้ชุมนุมกลุ่มคน


เสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พ.ค. โดยมีกลุ่มประชาชนมาร่วมสนับสนุนกว่า 100 คน ต่างพากันส่งเสียงเเละชูป้ายข้อความ “ที่นี่มีคนตาย”รวมถึงมีกิจกรรมการรณรงค์นำสีแดงมาราดตามตัวและลงไปนอนบนพื้นฟุตบาท แสดงเป็นคนตาย โดยในการชุมนุมได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 20 นายเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด


สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่ติดต่อเป็นเครือข่ายกันผ่านเฟซบุ๊ก และสำหรับการนำผ้าเเดงมาผูกที่เสาสี่เเยกราชประสงค์ครั้งนี้เกิดภายหลังจากการที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด ได้ถูก เจ้าหน้าที่จับกุมตัวไปขังยังค่ายตำรวจตระเวณชายแดนที่ คลอง 5 ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. และศาลเพิ่งอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อวันที่ 9ก.ค.ที่ผ่านมา

นายสมบัติหรือผู้ใช้นามแฝงในโลกไซเบอร์ว่า บ.ก.ลายจุด กล่าวว่า วันนี้มาเพื่อเเสดงออกตามแนวทางสันติ ถือว่าเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญเเละสิทธิมนุษยชน ดังนั้น รูปเเบบการเเสดงออกเช่นนี้เป็นเรื่องที่คิดว่าสังคมจะต้องเปิดให้มีช่องทางในการเเสดงออก เเละยังมีข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่องของผู้เสียชีวิตเเละผู้บาดเจ็บจำนวนมากแต่ไม่ถูกนำขึ้นมาสู่กระบวนการยุติธรรม เเละเชื่อว่ายังมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บเเละเสียชีวิตยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการรับผิดชอบ อยากเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลเเสดงสปิริตต่อการกระทำของตัวเอง

“ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้บริสุทธิ์ เเละถ้าจะจับผมก็ไม่กลัว เราจะรับอาสาสมัครมาทำกิจกรรมเเบบนี้ขึ้นให้ทางรัฐบาลควบคุมตัวไปเรื่อยๆ จนสถานที่กักกันเต็ม จากนี้อยากจะเริ่มโครงการวันอาทิตย์สีเเดง ทุกวันอาทิตย์จะมีกิจกรรมเเบบนี้ จะเล็กหรือใหญ่ไม่รู้ ผมมาคนเดียวเเต่ว่าพอเพื่อนรู้ก็มากันเอง เราอยากเสนอว่าทุกวันอาทิตย์ควรมีกิจกรรมที่เป็นการเเสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ เเละผมก็ยังไม่รู้ว่าคราวหน้าจะทำอะไร ขอกลับไปคิดดูก่อน ที่นำผ้าเเดงมาผูกที่ป้ายนี้เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่าเคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่นี่ เเละจะขอให้ประชาชนมาถ่ายรูปเก็บไว้กับป้ายเเห่งนี้เพื่อช่วยกันเป็นสักขีพยานย้ำเตือนว่าเราจะต้องกลับมาเเละให้ความจริงปรากฏขึ้นในสังคมไทยสักที อยากให้คนเสื้อเเดงนำผ้าเเดงมา ผูกหรือจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเอาไปโชว์ในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือเว็บไซต์ส่วนตัว

DSCF0973





Thursday, July 8, 2010

"วสันต์ สายรัศมี"อาสากู้ภัยพยานปากสำคัญ 6 ศพวัดปทุมฯ "ขอมีชีวิตเพื่อคนตาย"

ที่มา มติชน


นายวสันต์ สายรัศมี


นายอัครเดช ขันแก้ว

โดย ชฎา ไอยคุปต์

นายวสันต์ สายรัศมี หรือ เก่ง อาสาสมัครกู้ภัย ผู้สูญเสียเพื่อนร่วมกลายเป็นศพ 3 ราย ถูกยิงเสียชีวิตนอนตายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ขณะที่กำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในเต็นท์พยาบาล


"วสันต์" หนุ่มกู้ภัยวัย 27 ปี ผู้มีใจรักงานอาสามาตั้งแต่อายุ 14 ปี ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ที่มีการสูญเสียโดยไม่แยกฝ่าย ควักเงินเก็บส่วนตัวจากงานรับ-ส่ง เลือด-ยาไปส่งตามโรงพยาบาล แบ่งบางส่วนไปซื้อยาและเครื่องมือแพทย์ไว้คอยปฐมพยาบาลฉุกเฉินทั้งในยามปกติและมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน แม้กระทั่งรถกระบะกู้ชีพเป็นรถยนต์ส่วนตัวเพลิงลุกไหม้วอดวายไปในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ก็ไม่เคยออกมาเรียกร้องหาคนรับผิดชอบเพียง แค่ได้ช่วยเหลือคนก็เพียงพอแล้วสำหรับหนุ่มคนนี้


เมื่ออาสากู้ชีพได้รับหมายเรียกจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ให้เข้าไปรายงานตัวเหมือนกับอีกหลาย ๆ คน อาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง

"กู้ภัยไม่เกี่ยวข้องทำไมถึงถูกเรียกเข้าไปพบ ศอฉ. "

คำถามที่ นายวสันต์ ถามตัวเองและเป็นเหตุผลที่ไม่ยอมเข้าไปพบศอฉ.แต่ยอมใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆ


"ลำบากมากจากชีวิตคนคนหนึ่งเคยทำงานตอนเช้าเย็นกลับบ้าน เสาร์-อาทิตย์ พาลูกไปเที่ยว ต้องอยู่อย่างโจรต้องคอยหลบตรงนั้นตรงนี้โดนตาม โดนไถ่ถาม เหมือนวันที่เอาหมายเรียกไปติดหน้าบ้านให้เข้ารายงานตัว ผมเป็นกู้ชีพคนหนึ่งที่ช่วยเหลือชาวบ้านแต่มองผมเป็นเหมือนผู้ก่อการร้าย อย่างตอนนี้ผมก็ไม่มีงานทำเพราะผมมีชื่อใน ศอฉ.ไม่มีที่ไหนรับเข้าทำงานที่เดิมก็ไม่ให้ทำ ต้องหลบๆซ่อนๆ ถ้าเขาจับตัวผมไปก็จบชีวิตแค่นั้น"นายวสันต์ ระบายความรู้สึก

"ผมพร้อมที่จะไปเป็นพยานพูดถึงสิ่งที่เห็นและผมมีหลักฐานที่จะแสดงให้ทุกคนเห็น ว่า สิ่งที่รัฐบาลทำกับประชาชนมากแค่ไหน กู้ชีพที่เสียชีวิต 5 คน รัฐบาลยังไม่ได้ออกมาพูดอะไรเลย ผมมีทั้งภาพถ่าย คลิปวิดีโอ ที่เกิดขึ้นรวบรวมจากชาวบ้านช่างภาพที่อยู่ในเหตุการณ์ว่าทหารยิงหรือไม่ หากวันหนึ่งผมเป็นอะไรไปข้อมูลที่ผมมีได้ฝากไว้กับเพื่อนที่ไว้ใจได้และพร้อมที่จะออกมาต่อสู้แทนผม เพื่อจะนำความจริงออกมาให้ทุกคนเห็นได้ "


"ผมต้องมีชีวิตเพื่อช่วยคนที่มีชีวิตอยู่และทวงความยุติธรรมกับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว จะสู้จนลมหายใจสุดท้ายต่อให้นานแค่ไหนก็ไม่ท้อขอแค่ยังมีชีวิตอยู่จะสู้ต่อไป ผมไม่ได้ทำอะไรผิดผมเป็นกู้ชีพมีบัตรเป็นกลางช่วยทุกฝ่ายทหารโดนยิงก็ช่วย ผมเสียรถกระบะไป 1 คันในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ที่สี่แยกคอกวัว หลังจากลงไปช่วยคนแก่หันไปอีกทีรถไม่เหลืออะไรแล้วไฟลุกท่วมทั้งคัน ผมไม่เคยออกมาเรียกร้องให้ใครชดใช้เอารถคืน"

สิ่งที่นายวสันต์ เสียใจที่สุดคือ การสูญเสียเพื่อนกู้ภัย โดยเฉพาะ "ปลั๊ก"หรือ"อ๊อฟ"นายอัครเดช ขันแก้ว ชาวกาฬสินธุ์เป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ใช้อะไรง่ายมาร่วมชุมนุมกกับพ่อแม่และสนใจงานกู้ชีพ "เขาตายคามือผม อ๊อฟเขาเห็นเกด น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาโดนยิงเขาก็มุดเข้าไปในเต็นท์ไปช่วยเกดแล้วโดนยิงที่แขน 1 นัด กระพุงแก้ม 1 นัดและโดนซ้ำที่หลังอีก 2 นัด หลังจากถูกยิงเขาล้มลง ผมพาเขามาปฐมพยาบาลให้น้ำเกลือทำเท่าที่กำลังเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ที่เราจะทำได้ในขณะนั้นเพราะไม่สามารถนำตัวออกไปส่งโรงพยาบาลได้พยายามทำทุกอย่างแต่เขาก็เสียเลือดมากได้เพียงแต่นั่งมองดูจนเขาหมดลมหายใจสุดท้าย เพราะไม่สามารถนำตัวออกไปได้ทุกคนพยายามจะออกไปแต่กลับโดนยิง"

"อ๊อฟไม่ใช่ศพแรกที่ผมเห็นก่อนเกิดเหตุวันที่ 19 พ.ค.แม้กระทั่งคนที่นั่งหมอบข้างๆผมยังถูกยิงเสียชีวิตข้างผมก็มีบางคนที่ยังมีลมหายใจก็ช่วยยื้อนำส่งโรงพยาบาลต่อไป"


นายวสันต์ เล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. ที่แยกศาลาแดง หลังเสธ.แดงโดนยิง จากนั้นมีประชาชนถูกยิงแถวสะพานไทย-เบลเยี่ยมหลังจากที่ถือกล้องไปถ่ายรูป เป็นศพที่ 2 จากเสธ.แดง ตอนนั้นตระเวนอยู่รอบนอก จากนั้นมีการยิงกันเกิดขึ้น


วันที่ 14 พ.ค. ภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นคือมีภาพชายคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาหลบกระสุนปืนบริเวณฐานอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 โดนยิงที่อกข้างซ้ายและคอเสียชีวิต แต่มันไม่หยุดแค่นั้นยังมีคนโดนยิงแขน ขาเราก็ช่วยพยาบาลเบื้องต้นห้ามเลือดทำแผลส่งโรงพยาบาลตำรวจ แต่ที่ยังจำได้ติดตา คือ คนที่อยู่ข้างๆอยู่ยิงที่ศีรษะเสียชีวิต จากนั้นก็เงียบลงกระทั่งตอนใกล้ค่ำมีคนดื่มกาแฟแล้วล้มลง ช็อค จำนวนมาก กระทั่งดึกมีการยิงกันดุเดือดมากที่ศาลาแดง เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดกลางเมืองไทย


"คืนนั้นประมาณตี 1 มีมาปลุกผมให้ไปดูที่เกิดเหตุว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย เป็นประชาชนขี่รถมอเตอร์ไซต์มาแล้วโดนทหารยิง เพราะวิถีกระสุนออกมาจากสวนลุมพินี ซึ่งในสวนนั้นมีแต่ทหารไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดง"


วันที่ 19 พ.ค. ที่แยกศาลาแดง เป็นวันที่ร้ายแรงที่สุด "ตอนเช้าผมอยู่บริเวณศาลาแดงทุกสิ่งทุกอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นมันได้เกิดขึ้น มีชายชุดดำผ้าพันคอสีเขียวนอนตายบนถนนที่ ศอฉ. บอกว่าโดนยิงตั้งแต่กลางคืนแต่เสื้อแดงมาจัดฉากไว้ นั่นเป็นศพแรกที่เสียชีวิตตรงศาลาแดงและมีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปช่วยประชาชนกลุ่มนั้นที่เข้าไปช่วยได้เสียชีวิตอีก 3 รายและเจ็บจนนับไม่ถ้วนเลยเมื่อตอนเช้า


เกือบเที่ยงวันประชาชนได้ถอยร่นมาถึงแยกราชดำริ ส่วนชาวบ้านที่หลงเหลืออยู่บริเวณแยกสารสินถูกจับกุมหมดแล้ว ส่วนคนที่ถอยกลับมาขนยางรถยนต์มากั้นเพื่อหลบวิถีกระสุนทหาร จากนั้นเสียงปืนได้เงียบลง


"บ่าย 3 โมงกว่า แกนนำได้ประกาศยุติการชุมนุมให้ประชาชนกลับบ้านแล้วก็มีเสียงระเบิดเกิดขึ้น มีการเผาตึกทำลายข้าวของแต่ไม่รู้ว่าเป็นคนเสื้อแดงหรือเปล่า แต่วสิ่งที่ผมเห็นคือมีคนแก่หน้าเวที ตกใจ ล้มลง ผมก็นำส่งเข้าโรงพยาบาลตำรวจ จากนั้นทุกคนกระจัดกระจายไปอยู่ตามวัดปทุมวนาราม โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจ และอาคารต่างๆ


บ่าย 5 โมงกว่า เริ่มมีเสียงปืนดังเกิดขึ้นตั้งแต่ตรงข้างสยามพารากอนเริ่มมีเสียงปืนดังเข้ามาบริเวณวัด การยิงของทหาร คือ กราดยิงเข้ามาเรื่อยๆไม่มีคำว่าหยุดยิงลงมาจากลานรถไฟฟ้า บีทีเอส ชั้น 2 ภาพที่ประชาชนส่วนมากมองขึ้นไป คือ "เห็นทหารยืนอยู่ข้างบนมีการกราดยิงมาใส่ประชาชนข้างล่างที่ไม่มีแม้แต่อาวุธมีเพียงเสื้อผ้า หมอน น้ำดื่ม ที่ใช้ประทังชีวิต"


หลายคนโดนยิงแต่สิ่งที่สะเทือนใจที่สุดคือ เห็นออฟโดนยิงแล้วล้มลงลงไปชักต่อหน้าต่อตา ตอนเช้าสิ่งที่ได้เผชิญมาคิดว่ามันร้ายแรงที่สุดแล้วในสังคมไทย แต่พอมาเกิดเรื่องในวัดมันกลับแย่มากกว่า มีคนถูกยิงบาดเจ็บ 5 คน เป็นชาวบ้านชาวต่างชาติมีนักข่าวชาวออสเตรเลียด้วย "


"จากนั้นผมได้ประสานงานกับศูนย์วิทยุเพื่อช่วยเหลือคนบาดเจ็บที่ยังไม่เสียชีวิต ทั้งที่วัดปทุมฯอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลตำรวจ ถ้าไปก็คือไปได้ แต่เราไม่สามารถไปได้เพราะไม่มีการหยุดยิง ทำได้แค่ทำใจภาวนาขอให้ทุกคนรอด จนสุดท้ายเราก็ไม่สามารถยื้อชีวิตเด็กคนหนึ่งไว้ได้ปลั๊กเสียชีวิต เหลือคนแก่ 3 คนโดนยิงที่ขา มือ หลัง สะโพก ผมติดต่อศูนย์วิทยุไปตั้งแต่ 6 โมงแต่ไม่มีใครสามารถเข้ามาช่วยได้ มีวิทยุสื่อสารแจ้งเข้ามาว่าทหารไม่ให้เข้าไป รอจนประมาณ 3 ทุ่มกว่ารถพยาบาลถึงเข้ามาได้ โดยรถพยาบาลประกาศขอให้ทหารหยุดยิงเพราะจะเข้าไปรับคนเจ็บส่งโรงพยาบาล"

"เพื่อนอาสากู้ภัยชวนออกจากวัดด้วยกันแต่ผมขออยู่ต่อเพราะยังมีคนเจ็บอยู่ผมจะรอจนกว่าจะได้เห็นทุกคนปลอดภัยและอยู่เฝ้าศพทั้ง 6 จนเช้า ตอนนั้นไม่มีความกลัวอยู่แล้ว ตั้งแต่เจอเหตุการณ์ตอนเช้า มีแต่ความโกรธ แค้น ว่า ทำไมต้องทำกับพยาบาลอาสาและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันขนาดนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงที่สุดในชีวิต"

"เช้าวันที่ 20 พ.ค.ไม่น่าจะเกิดเรื่องขึ้นอีกเมื่อมีทหารกราดยิงลงมาอีกในตอนเช้ามืด ชาวบ้านต้องวิ่งกลับเข้าไปอยู่ในวัดเหมือนเดิม กว่าจะยอมออกมาได้ต้องมีแกนนำคนเสื้อแดงและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปรับออกมา อยากให้สื่อเผยแพร่ภาพความจริงจากประชาชนคนหนึ่งที่เก็บและถ่ายมาได้ ผมเป็นพยานก็จริงแต่รัฐบาลก็กดดันผมออกหมายเรียก ศอฉ.ให้ไปรายงานตัว แต่ผมจะสู้ไม่ยอมเข้าไปตอนนี้กำลังหาทนายความต่อสู้ ผมอยากได้ความยุติธรรมกลับคืนมาให้กับเพื่อนมนุษย์ที่เสียชีวิตไปวันนั้น เพราะว่าเงินทองมันไม่สามารถช่วยให้ชีวิตคนกลับมาได้" นายวสันต์ กล่าว


นายวสันต์บอกว่า ตอนนี้ชีวิตที่เคยปกติตอนนี้ไม่ปกติอีกต่อไป และห่วงคนที่บ้านมากมีคุณยาย ลุง ป้า ส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอายุ และลูกชายอายุ 9 ขวบ แต่ไม่ได้หวังว่าใครจะช่วยคุ้มครองเพราะเราต้องช่วยตัวเองในสถานการณ์เช่นนี้


"ตัวผมเองเกิดมาไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเลยแต่ผมก็ดีใจที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยและมีความสุขที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่คอยให้ความสุขความหวังของประชาชนจนทุกวันนี้ แต่สิ่งที่แย่มากที่สุดคือการเมืองที่มีรัฐบาลที่ไม่เคยใยดีไม่เคยสนใจว่าประชาชนต้องการอะไร กระทั้ง อาสากู้ชีพที่รับใช้สังคมโดยที่ไม่มีผลตอบแทนอะไร เขายังต้องมาเสียชีวิต โดยที่รัฐบาลไม่เคยออกมาใยดีแม้แต่น้อย ผมขอให้ทุกคนที่ยังอยู่ช่วยกันต่อสู้เพื่อความสุขของทุกคน ผม วสันต์ สายรัศมี จะขอสู้ต่อไปเพื่อความยุติธรรม "


ศรัทธา ความเชื่อมั่น ภายใต้เงา พ.ร.ก. "ฉุกเฉิน" ต่อรัฐบาล "อภิสิทธิ์"

ที่มา ข่าวสด


หากใครติดตามการถาม-การตอบระหว่าง นักข่าว กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อประเด็นการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 3 เดือน

จะมองเห็น "แง่ง" จะมองเห็นปม "เงื่อน"

ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ว่า การต่ออายุพ.ร.ก.ออกไปจะสามารถทำให้ยุติการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลได้อย่างราบคาบหรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ไถลออกไปไกลถึงกรณีการยิงจรวดอาร์พีจีเข้าใส่ถังน้ำมันของกรมพลาธิการทหารบกในลักษณะและทิศทางที่ว่า "หลายฝ่ายรวมทั้งสื่อมวลชนเห็นว่าเป็นการสร้างสถานการณ์"

เป็นแง่งที่ไม่แน่ใจว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉินจะสามารถคืนความสงบเรียบร้อยให้ได้จริง เป็นเงื่อนปมที่คลางแคลงใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามิได้เป็นเรื่องจริง หากแต่เป็นการสร้างขึ้นโดยคนจากฝ่ายรัฐบาล

เป็นการสร้างเพื่อเป็นเงื่อนไขในการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก

หากมองบนพื้นฐานทฤษฎี "ภาพลวงตา" จากบทสรุปของ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ก็อาจเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา

กระนั้น หากมองจากสภาพความเป็นจริงที่รัฐบาลเป็นผู้กุมกลไกแห่งอำนาจรัฐ ทั้งยังเป็นการกุมกลไกอำนาจบนพื้นฐานแห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินอันถือได้ว่าเป็นกฎหมายพิเศษ

แม้จะเป็น "ภาพลวงตา" ก็เป็นเรื่องน่าวิตก

เพราะว่าการมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ในฐานะเป็นเครื่องมือ เหมือนกับว่ารัฐบาลอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายได้เปรียบ อยู่ในฐานะเหนือกว่าทุกองคาพยพที่ดำรงอยู่ในสังคม

แต่คำถามที่เสนอเข้ามาก็คือ แล้วเหตุใดคนไม่เชื่อถือกับแถลงจากรัฐ

อย่างเช่นคำแถลงจากรัฐที่ว่าการยิงจรวดอาร์พีจีเข้าใส่คลังน้ำมัน กรมพลาธิการทหารบกเป็นการกระทำของฝ่ายที่ไม่หวังดี การลอบวางระเบิดที่พรรคภูมิใจไทยเป็นเรื่องของเสื้อแดง

แต่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยรับฟังแล้วไม่ยอมเชื่อ หากมากด้วยความคลางแคลงใจ

ความคลางแคลงใจ ประการหนึ่ง มาจากการไม่สุกงอมและเห็นด้วยกับการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ในฐานะเครื่องมือ

ดังที่ศูนย์วิจัยกรุงเทพ พบว่ามีคนกทม.ถึงร้อยละ 62.5 ต้องการให้ยกเลิก

ดังที่คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่า การต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปจะเป็นผลเสียต่อรัฐบาลเอง

ขณะเดียวกัน ความคลางแคลงใจประการหนึ่งมาจากความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล

นั่นก็คือ ไม่เชื่อมั่นต่อคำแถลงจากนายกรัฐมนตรี ไม่เชื่อมั่นต่อคำแถลงจากรองนายกรัฐมนตรี ไม่เชื่อมั่นต่อเหตุผลที่ศอฉ.ให้มา

เห็นว่าเรื่องหลายเรื่องเป็นการกระทำในลักษณะสร้างสถานการณ์

เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อรักษาอำนาจอันเบ็ดเสร็จเอาไว้ทำลายล้างอีกฝ่ายอย่างไม่เป็นธรรม

ความรู้สึกอย่างนี้หากขยายกรอบและขอบเขตออกไปมากเท่าใดก็ยิ่งเป็นเรื่องน่ากลัว

การคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปอีก 3 เดือนสะท้อนการมองอย่างด้านเดียวของรัฐบาล

นั่นก็คือ มองแต่ในส่วนที่ตัวเองมีเครื่องมือในการจัดการอีกฝ่าย อันเป็นเรื่องได้ แต่มิได้มองว่าภายในเรื่องได้ก็ย่อมจะมีเรื่องเสียอันเป็นด้านลบดำรงอยู่อย่างมิอาจปฏิเสธได้

นั่นก็คือ ด้านที่เป็นเผด็จการ ด้านที่ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม

เปิดตัว8อรหันต์"ปรองดอง"

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่โรงแรมสยามซิตี นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เปิดตัวกรรมการ 8 คนอย่างเป็นทางการ

ประกอบด้วย 1.นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม 2.นางจุฑารัตน์ เอื้ออำนวย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 3.นายเดชา สังขวรรรณ คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ 4.น.พ.รณชัย คงสกนธ์ รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี

5.นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพประชาชน 6.นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานสถาบันพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย 7.นายสมชาย หอมลออ ประธานคณะกรรมการรณรงค์สิทธิมนุษยชน 8.นายสุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

จากนั้นกรรมการแสดงความเห็นถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ดังต่อไปนี้

คณิต ณ นคร

ประธาน คอป.

หลังจากนี้กรรมการจะหารือเป็นการภายในก่อนกำหนดแผนงาน การค้นหาความจริงไม่เน้นหาความผิด-ถูก เพราะเป็นกระบวนการยุติธรรม แต่จะค้นหาสาเหตุที่เกิดขึ้น โดยมองตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี"40 เพราะถือเป็นการปฏิรูปการเมืองครั้งแรก

ต้องหาเหตุให้ได้ ว่าทำไมมีรัฐประหาร ทั้งที่เป็นกฎหมายที่ดี ประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมไทยอ่อนแอ แยกส่วนกันทำงาน

เช่น ตำรวจ ดีเอสไอ ป.ป.ช. อัยการ ต่างคนต่างมีอำนาจทำงานต่างกัน ทั้งที่มีเป้าหมายเหมือนกัน มีลักษณะอำนาจนิยมสูง จึงไม่สามารถดูแลสิทธิของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น การค้นหาความจริงของคอป. จะนำไปสู่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง เปิดเวทีในต่างจังหวัดเพื่อฟังความคิดเห็นของผู้สูญเสีย เป็นการเยียวยาจิตใจภายในมากกว่าการเยียวยาภายนอก

1.คณิต ณ นคร

2.น.พ.รณชัย คงสกนธ์



คอป.จะยึดมั่นหลักการความเป็นอิสระในการดำเนินงานอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เป็นกลาง โปร่งใสและซื่อสัตย์ บนหลัก 3 ประการ คือ

1.ตรวจสอบและค้นหาความจริง โดยเฉพาะความรุนแรงทางการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การสูญเสียชีวิต การบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ และความเสียหายทางทรัพย์สินที่เกิดในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.53

รวมถึงประเด็นที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง และเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

2.ป้องกันความขัดแย้ง ทำให้เกิดความเข้าใจ และเยียวยาในระยะสั้นให้กับกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ และ 3.ฟื้นฟูและเยียวยาสังคมไทย รวมถึงองค์กร สถาบัน และบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง

เราขอเวลานายกฯ ไม่เกิน 2 ปี รายงานทุกๆ 6 เดือน


สำหรับการดำเนินคดีเป็นอีกส่วนหนึ่ง เราต้องหาข้อมูล ขอความร่วมมือจากหน่วยงานยุติธรรม กรอบการทำงานของเราไม่มุ่งลงโทษใคร แต่ต้องการดูว่ารากเหง้าเกิดจากอะไร

ยกตัวอย่าง การปฏิรูปการเมืองครั้งแรกปี"40 มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม น่าจะเป็นจุดเริ่มที่ดี แต่เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองล่าสุด เป็นรากเหง้าที่กรรมการต้องลงไปดู จะสามารถสาวไปสู่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้

ผมเคยเป็นกรรมการอิสระมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนวิกฤตการเมืองเดือนพ.ค.35 งานก็เสร็จเรียบร้อย แต่น่าเสียดายว่ารายงานเหตุการณ์ไม่ได้นำเสนอสู่สาธารณชน ต่อไปนี้หากมีการค้นพบข้อเท็จจริง สังคมต้องรับทราบ

ครั้งที่ 2 เป็นประธานกรรมการ คตน. เกี่ยวกับนโยบายปราบปรามยาเสพติดที่ตัดตอนชีวิตคนกว่า 2 พันชีวิต เป็นเรื่องที่ต่างประเทศสนใจ ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง

3.เดชา สังขวรรณ

4.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย

5.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์



ยอมรับว่าคณะกรรมการชุดนี้เร่งรีบทำงาน เนื่องจากกำลังเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ข้อเท็จจริงก็เผยแพร่ต่อสาธารณชน แต่หากดำเนินการต่อจะเกิดผลมากมาย

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 เป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิต ทั้งสองชุดที่เคยตรวจสอบ เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว แต่ครั้งนี้เหตุการณ์ยังไม่สงบ

เราจะวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความระมัดระวัง ไม่ทำอย่างหยาบ ชี้แจงด้วยความโปร่งใส สุจริต และเป็นกลาง คณะกรรมการจะสร้างความเชื่อถือศรัทธาให้ปรากฏ



น.พ.รณชัย คงสกนธ์

รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี

เหตุผลสำคัญที่เข้ามาทำ งานคือ ครอบครัวไทยถือเป็นครอบครัวใหญ่ ขณะนี้มีความรุนแรงเกิดขึ้น ส่งผลกระทบกับทุกฝ่าย แม้กระทั่งในสถาบันครอบครัวที่มีความเห็นต่าง จนนำไปสู่สาเหตุของความขัดแย้ง

จึงคิดว่าทำอย่างไรให้เกิดความปรองดอง เกิดขึ้นได้ต้องยอมรับได้ทุกฝ่าย ท้ายสุดแล้วไม่ว่าแต่ละมุมมองไหนก็มีความจริงอยู่ชุดเดียว ผมเชื่อมั่นในตัวประธานที่มีความตรงแบบไม้บรรทัด เมื่อไม้บรรทัดตรงแล้ว สามารถวัดความจริงได้แน่ๆ

ส่วนข้อสรุปที่จะเกิดเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การปฏิบัติได้หรือไม่นั้น อย่างน้อยต้องแจ้งความคืบหน้าให้สาธารณชนทราบ ถือว่านำไปสู่การปฏิบัติได้บางส่วนแล้ว



เดชา สังขวรรณ

คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

การมารับงานนี้เพราะสังคมไทยกำลังมีปัญหา หากนิ่งดูดาย ไม่ช่วยกันแก้ไขปัญหา อีกเหตุผลสำคัญคือ นายคณิตบอกชัดเจนว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนคดีความ แต่เพื่อหาข้อเท็จจริงในข้อขัดแย้งและปัญหา ทำให้ผมสบายใจที่จะร่วมงาน

การแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทยไม่จำเป็นต้องใช้วัฒนธรรมความรุนแรง สังคมไทยควรเรียนรู้จากบทเรียนแล้วนำมาแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การตั้งคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา

ที่สำคัญผมเคยทำงานกับนายคณิตในคณะกรรมการคตน. โดยเห็นแนวทางร่วมกัน



จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย

รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ศึกษากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มากพอสมควร รวมไปถึงเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เชื่อว่าสามารถนำมาประยุกต์ได้ สิ่งที่ถูกละเมิดระดับแรกคือสัมพันธภาพของคนในสังคม และการรับโทษตามกฎหมายจะตามมาภายหลัง

เราเน้นกระบวนการและเป้าหมาย ถ้าดำเนินการได้ดี มีแนวร่วม เครือข่าย จะทำให้ก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้นำไปสู่การปรองดองสมานฉันท์ได้ คาดว่าน่าจะเสร็จก่อน 2 ปี สามารถฟื้นฟูสัมพันธภาพของคนในสังคมได้



กิตติพงษ์ กิตยารักษ์

ปลัดกระทรวงยุติธรรม

กรอบการทำงานไม่เน้นการหาข้อเท็จจริงว่าใครถูกหรือผิด ทำเช่นนั้นไม่เกิดประโยชน์ เราจะเพิ่มเติมการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรงอีก โดยดูข้อเท็จจริงของเหตุ การณ์ จากนั้นค้นคว้าหาสาเหตุของปัญหา

ภาพรวมอยู่ในระยะเวลา 1 ปีเศษ และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการต่ออายุการทำงานก็จะอยู่ในระยะ 2 ปี

กรอบการค้นหาความจริงกว้างกว่ากระบวนการยุติธรรม เราไม่มองเฉพาะข้อกล่าวหา แต่จะทำความจริงให้ปรากฏโดยร้อยเรียงภาพให้เห็นว่าความขัดแย้งที่นำมาสู่ความรุนแรงเป็นอย่างไร เกิดจากสาเหตุใด

เมียนปช.ขึ้นเวที ช่วย"ก่อแก้ว"

ที่มา ข่าวสด



เปิดตัว - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เปิดตัวนางกุลรัตน์ ภรรยานายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย หาเสียงที่ตลาดหนองจอก มีคนเสื้อแดงแห่มาฟังปราศรัยกันล้นหลาม เมื่อวันที่ 7 ก.ค.

เมียก่อแก้วพาเมียณัฐวุฒิ เมียอริสมันต์ลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งซ่อม ขึ้นเวทีร่ำไห้ขอคะแนนเสียง"เหลิม"อ้อนเลือก"ก่อแก้ว" 25 ก.ค. เป็นของขวัญวันเกิดทักษิณ 26 ก.ค. "เทือก"ควงเมียและลูกทำบุญวันเกิด 61 ปี ท่ามกลางรปภ.เข้มทั่ววัดชลประทานฯ ทั้งหน่วยอรินทราช สุนัขดมกลิ่น และตัดสัญญาณโทรศัพท์ "มาร์ค"เดินสายปาฐกถาย้ำทุกฝ่ายทุกสีต้องร่วมปรองดอง สรุปโครงการ 63 ล้านความคิด มีชาวบ้านโทร.เข้ามาแค่ 6 หมื่นคน ศาลรธน.ออกนั่งบัลลังก์คดียุบพรรคปชป. เริ่มไต่สวนกรณีเงิน 29 ล้าน 9 ส.ค.นี้ กกต.ให้ใช้ใบเหลืองรุ่นใหม่ที่ติดรูปถ่ายเท่านั้น ในการเลือกตั้งซ่อมกทม.เขต 6 ป้องกันใช้ใบเหลืองเวียนลงคะแนน

พท.ประกันตัว"ก่อแก้ว"มาขึ้นเวที

ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นประกันตัวนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 6 กทม. ว่า ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนลงคะแนน ทางพรรคจะทำเรื่องขอประกันตัว เพื่อให้นายก่อแก้วขึ้นเวทีปราศรัยด้วยตัวเอง

นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร รมช.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะได้ส.ส.อีสานเพียง 60 คนว่า ขอท้าให้ยุบสภา จะได้รู้กันเสียทีว่าประชาชนคิดอย่างไร พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าให้ประชาชนพิสูจน์เพราะกลัวเสียงประชาชน ไม่กล้าเผชิญหน้าความจริง ตนไม่อยากทำนายกลับว่าครั้งหน้าพรรคภูมิใจไทยจะได้กี่เสียง

"คนอีสานรักใครรักจริง คนอีสานยังเป็นห่วงและคิดถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอย่างไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะวันนี้มีปรากฏการณ์ตื่นตัวทางการเมืองในการเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของคนอีสานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" นายไพจิตกล่าว

นายไพจิตกล่าวถึงกระแสข่าวเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของพรรคเพื่อไทยและภาคอีสานว่า การเปิดทางให้คนในฝ่ายการเมืองเข้ามาทำหน้าที่ถือว่าจำเป็น พรรคและภาคอีสานต้องปรับกระบวนทัพให้สอดรับกับเหตุการณ์ จึงควรเปิดโอกาสอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนเข้ามาทำงาน เพราะบุคคลเหล่านี้มีประสบการณ์และมีความคิดที่เป็นคุณูปการกับพรรค และไม่ต้องกังวลว่าอดีตกรรมการบริหารจะมาก้าวล่วงกิจกรรมภายใน

เมียก่อแก้ว-ณัฐวุฒิ-กี้ร์ช่วยหาเสียง

เมื่อเวลา 17.00 น.ที่ตลาดสดหนองจอก พรรคเพื่อไทย นำโดยร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายจตุพร พรหมพันธุ์ และส.ส.จำนวนหนึ่งตั้งเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยนายก่อแก้ว โดยร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า หากเลือกตั้งวันที่ 25 ก.ค.นี้ นายก่อแก้วได้รับชัยชนะ จะเป็นเหตุให้ได้รับความกรุณาจากศาลได้ประกันตัวออกมาทำหน้าที่ และถือเป็น การตบหน้านายอภิสิทธิ์อย่างแรง 1 ที หากชนะวันที่ 25 ก.ค.เท่ากับเรายึดกทม.ได้ รุ่งขึ้นวันที่ 26 ก.ค.ซึ่งเป็นวันเกิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ตนจะไปทำบุญให้พ.ต.ท.ทักษิณที่เชียงใหม่และไปปราศรัยที่จ.ลำพูน เราจะปลุกคนทั้งประเทศ หลังเลือก ตั้งนายก่อแก้วจะได้รับอิสรภาพหรือไม่ อยู่ที่ประชาชนทุกคน

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้มีคนไปร้องว่านายก่อแก้วขาดคุณสมบัติ ตนไม่ทราบว่าคนที่ไปร้องโง่จริงหรือแกล้งโง่ เพราะการขาดคุณสมบัติต้องถูกจำคุกโดยคำพิพากษาของศาล ตอนนี้นายก่อแก้วแค่ถูกควบคุมตัวเพราะยื่นขอประกันแล้วศาลไม่ให้เท่านั้น ตนคิดว่ารัฐบาลนี้อยู่ได้อย่างมากแค่เม.ย.2554 แต่ถ้าจะอยู่เลยนานไปอีกก็ไม่เกินวันที่ 23 ธ.ค.2554 ซึ่งครบวาระ พวกตนรอได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปราศรัยหาเสียงครั้งนี้ มีนางกุลรัตน์ พิกุลทอง ภรรยานายก่อแก้วมาช่วยหาเสียงด้วย นางกุลรัตน์ให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆ แล้วไม่อยากเปิดเผยตัวเพราะนายก่อแก้วเตือนไว้ เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ที่ผ่านมาพยายามช่วยเหลือเต็มที่แต่ต้องทำหน้าที่ของแม่ด้วย เวลาที่ไปเยี่ยมนายก่อแก้วก็ไม่ได้คุยเรื่องอื่น เพราะนายก่อแก้วจะถามถึงเรื่องลูกเท่านั้น น้องมุก ลูกสาวเวลาอยู่บ้านแม้จะยังพูดไม่ได้แต่พอเห็นรูปพ่อก็ชี้แล้วส่งเสียงอ้อแอ้ สิ่งที่อยากฝากไปบอกคือขอให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้ทุกคนได้ต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม โดยได้รับการประกันตัว เพราะการเข้ามอบตัวแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าไม่ได้คิดหลบหนี ตอนนี้เราถูกปิดกั้นทุกอย่าง อยากให้นายก่อแก้วได้มาอยู่กับลูกสาวไวๆ

ขึ้นเวทีร่ำไห้ขอคะแนน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ นางสิริสกุล ใสยเกื้อ ภรรยานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางระพีพรรณ พงศ์เรืองรอง ภรรยานายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำนปช. มาหาเสียงช่วยนายก่อแก้วด้วย โดยนางสิริสกุลขึ้นเวทีปราศรัยพร้อมกับร้องไห้น้ำตานองหน้า ว่า หากคิดถึงคนที่อยู่ในคุกขอให้เลือกนายก่อแก้ว ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังปราศรัยหลายพันคน

พท.ท้ารัฐฟาดแข้งสมานฉันท์เชิญทุกสี-เนวินกรรมการ

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_94709

ปลอดประสพ สุรัสวดี

"ปลอดประสพ" ท้ารัฐฟาดแข้งหลังจบศึกเวิลด์คัพ เพื่อความสมานฉันท์ จะที่ไหนเมื่อใดให้รัฐกำหนดมาเลย พร้อมตั้ง "เนวิน" เป็นกรรมการส่วนกองเชียร์ให้ทุกสีมาร่วม โวสีแดงอาจมามาก...

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 ก.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ภายหลังเสร็จสิ้นฟุตบอลโลก 2010 แล้ว เพื่อให้เกิดบรรยากาศสมานฉันท์สามัคคี อยากให้มีการเตะฟุตบอลนัดพิเศษร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน เนื่องจากส่วนตัวในอดีตเคยเป็นนักเตะเยาวชนทีมชาติมาก่อน อีกทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ชื่นชอบการเล่นฟุตบอล ดังนั้นจึงอยากให้มาร่วมเล่นด้วยกัน และคิดว่ากีฬาจะเป็นตัวเชื่อมความสามัคคีเหมือนกับแนวคิดที่มีกีฬาโอลิมปิค ส่วนจะเตะเมื่อไหร่ เวลาไหน เลือกสนามไหนให้รัฐบาลกำหนดมาได้ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านพร้อมเสมอ แต่ไม่ต้องจัดงานเลี้ยงหลังการเตะเสร็จสิ้น เพราะเดี๋ยวเมาแล้วจะมีปัญหาตามมา

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนทั้ง นายอานันท์ ปันยารชุน นพ.ประเวศ วะสี และนายคณิต ณ นคร ที่เป็นประธานคณะทำงานชุดต่างๆ ที่รัฐบาลตั้งเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ หรือไลน์แมนด้วย โดยขอให้นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยเป็นกรรมการด้วย แต่ห้ามลงเล่นเด็ดขาดเพราะอาจมีผู้เล่นฝ่ายค้านยอมโดนใบแดง อาจเล่นไม่ได้อีกหลายวัน ในส่วนกองเชียร์จะจัดแบ่งกันพื้นที่ให้ทุกสีมาร่วมกันได้ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีแดงหรือหลากสีเข้ามาได้ แต่เกรงว่าเสื้อแดงจะมาร่วมเป็นจำนวนมาก ก็ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะกล้าจัดหรือไม่.

ระวังจะเหลิงอำนาจ

ที่มา ไทยรัฐ


ต้องถือว่าผิดความคาดหมายเมื่อศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ต่ออายุ พ.ร.ก.การ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในทั้ง 24 จังหวัด ด้วยเหตุผลที่ว่าสถานการณ์ยังไม่น่าไว้ วางใจ มีการนำข้อมูลข่าวสารไปบิดเบือนจากความเป็นจริง มีการปลุกระดมมวลชนในท้องถิ่นต่างๆ และอาวุธของทางราชการที่ยึดไป ก็ยังไม่ได้ส่งคืนให้เจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนหน้านี้ มีการคาดหมายว่า

อาจจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางจังหวัด และคงไว้ในบางจังหวัดที่จำเป็น แต่กลายเป็นว่าให้คงไว้ทั้งหมด ด้วยเหตุผลที่ทะแม่งๆ ไม่หนัก แน่นน่าเชื่อถือ ตัวอย่างเช่น ยังไม่ได้อาวุธที่ถูกยึดไปคืนมา หมายความว่า ตราบใดที่ยังไม่ได้อาวุธคืน จะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินตลอดไปหรือ? ใครจะเป็นผู้ตามเอาอาวุธคืน? หรือจะนั่งอยู่เฉยๆ และให้คนร้ายเอามาคืน?

ส่วนการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารจะรับประกันได้อย่างไรว่า ถ้าคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ จะไม่มีการบิดเบือน เพราะมีสื่อมากมายที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ และคนของพรรคเพื่อไทย และ นปช. ก็ได้ประกาศชัดเจนว่า จะฟื้นฟูสื่อต่างๆขึ้นมาใหม่ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ดาวเทียม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีผู้กำกับดูแลสื่อคนใหม่ ก็ยอมรับว่าไม่มีกฎหมายที่จะให้ใครเปิดหรือปิดทีวี

เป็นการยอมรับว่า แม้แต่กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ไม่สามารถควบคุมการเปิดหรือปิดสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง อีกทั้งยังมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ห้ามสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนอื่นๆ และห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขัดขวาง หรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ ถือว่าจงใจใช้อำนาจโดยมิชอบ และอาจถูกถอดถอน

ขณะนี้ยังไม่มีองค์กรอิสระผู้ทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การที่ ศอฉ.ใช้อำนาจกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน สั่งปิดสื่อต่างๆ น่าเป็นห่วงว่าจะขัดต่อรัฐธรรม-นูญหรือไม่? เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าบทบัญญัติข้อใดของกฎ-หมายภาวะฉุกเฉินขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะใช้บังคับไม่ได้เมื่อรัฐบาลยังไม่มีกฎหมายให้

เปิดหรือปิดสถานีโทรทัศน์ ทางที่ถูกที่ควร รัฐบาลน่าจะใช้วิธีการกำกับดูแลและตรวจสอบจะดีกว่า เมื่อเห็นว่าสื่อทำผิดกฎหมายข้อใด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย นับตั้งแต่ข้อหาหมิ่นประมาท จนถึงปลุกระดมประชาชนเพื่อโค่นรัฐบาล แทน ที่จะใช้อำนาจกฎหมายฉุกเฉินสั่งปิดลูกเดียว เพราะว่าถึงจะปิดได้ก็เปิดใหม่ได้ และสามารถบิดเบือนข้อมูลข่าวสารได้ตลอดกาล

กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นดาบสองคม เพราะให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐแบบครอบจักรวาล และยกไว้ไม่ต้องรับผิดใดๆ จึง อาจกลั่นแกล้งชาวบ้านได้ อย่างกรณีที่มีการร้องเรียน "ขังลืม" ที่กาญจนบุรี และรัฐบาลก็อาจเสพติดกฎหมายฉุกเฉินจนเหลิงอำนาจ เหมือนกับรัฐบาลเผด็จการในอดีตที่ใช้กฎ อัยการศึกปกครองประเทศ จนถูกนักศึกษาประชาชนลุกฮือขับไล่ ถูกตราหน้าเป็นทรราชและถูกยึดทรัพย์สิน.

วิกฤติประชาธิปไตย

ที่มา ไทยรัฐ


ความขัดแย้งทางการเมืองที่บานปลายกลายเป็น วิกฤติประเทศไม่รู้จบ จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน เรื่องของสิทธิมนุษยชนถูกจับตามากที่สุด การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินอย่างที่ดักคอเอาไว้แล้วว่า รัฐบาลชุดนี้จำเป็นจะต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและอำนาจทางทหารในการปกครองประเทศไปจนกว่าจะครบวาระการบริหารประเทศ

บนกลิ่นอายของเผด็จการ

มีประชาชนจำนวนมากที่ถูกจับกุมตัวอันเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาร้องเรียนขอความเป็นธรรม ซึ่งเป็นการดำเนินการแบบเหวี่ยงแห โดยผู้บริสุทธิ์ถูกจับกุมตัวในข้อหาผู้ก่อการร้ายไปด้วย

ผู้บริสุทธิ์ในที่นี้มีสองประเภทก็คือผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยโดยบริสุทธิ์ใจกับผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการชุมนุมด้วย เพียงแต่อยู่ใกล้เคียงกับบริเวณการชุมนุม แม้ องค์กรสิทธิ มนุษยชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศจะช่วยเรียกร้องขอความเป็นธรรมแล้วก็ตาม

แต่รัฐก็ยังทำหูทวนลม

เพราะฉะนั้น การจะเรียกร้องความเป็นธรรมตามกติกาสากลของผู้ที่ สูญเสียจากวิกฤติการเมืองที่ผ่านมาก็คงจะเป็นอะไรที่ไกลเกินเอื้อม แม้แต่ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มี คุณคณิต ณ นคร เป็นประธานมีการแต่งตั้งกันเรียบร้อยแล้วจะทำงานได้แค่ไหนเพราะถ้ารัฐที่มีกองทัพเป็นไม้ค้ำยันไม่ให้ความร่วมมือซะเองก็คงหมดปัญญาจะไปหาความจริง

ก้าวแรกของการปฏิรูปประเทศไม่ใช่ โครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิด หรือสารพัดโครงการสร้างภาพที่รัฐบาลพยายามจะเข็นออกมาแหกตาประชาชน แต่อยู่ที่จะทำให้คนในประเทศส่วนใหญ่รู้สึกถึงความเป็นธรรมและความมีมาตรฐานในการปกครองต่างหาก

ยิ่งนานวันรัฐบาลชุดนี้ก็ยิ่งออกลายเผยธาตุแท้ การแต่งตั้งบุคคลตำแหน่งสำคัญ เพื่อสืบทอดอำนาจ ยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อที่จะสร้างฐานอำนาจใหม่ล้มฐานอำนาจเก่าให้สิ้นซาก

ดูอย่างการแต่งตั้งผู้ว่าการแบงก์ชาตินั่นปะไร กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ส่งชื่อ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผจก.แบงก์กสิกร เข้า ครม. อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ของอย่างนี้ที่ไปที่มาพิสูจน์กันได้ไม่ยาก ถ้าเป็นความสัมพันธ์ธรรมดาก็อีกเรื่อง แต่ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและความไม่เหมาะสมทางจริยธรรมทางด้านการเงินการคลัง ทั้งอินไซด์ข้อมูลสำคัญ คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการแทรกแซงจากการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์

รัฐบาลที่ถูกต่อต้านจากประชาชนจนต้องใช้กำลังทหารเข้ามาค้ำยัน รัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานซึ่งผลโพลให้สอบตกทุกไตรมาส รัฐบาลที่มีการทุจริตคอรัปชันมากที่สุดและชัดเจนที่สุด รัฐบาลที่ไม่ได้รับความเชื่อถือจากต่างประเทศแม้แต่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง รัฐบาลที่ทำร้ายประชาชน

ยังจะมีสภาพเป็นรัฐบาลอยู่ได้อย่างไร น่าคิด.


หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 08/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 08/07/53