WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 15, 2010

ความจริง 90 ศพ ณ เดือนพฤษภาคม 2553 ประวัติศาสตร์ไทย

ที่มา ข่าวสด


ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมประท้วงที่หน้าบ้านพิษณุโลกทุกครั้งมีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยของเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคม (คปก.)

ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมเพื่อผูกผ้าแดงบนเสาป้ายสี่แยกราชประสงค์ทุกวันอาทิตย์

จุดเด่นของการเคลื่อนไหวเพื่อตอกย้ำให้จดจำรำลึกถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม

นั่นเห็นได้จากป้าย "เสียดายคนตายไม่ได้ปฏิรูป" ซึ่งชูเด่น

นั่นเห็นได้จากการจัดทำรายชื่อผู้เสียชีวิต 90 ราย ไปติดเพื่อให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยได้เห็น

นั่นเห็นได้จากการตระเตรียมผ้าแดง เทียนแดง พร้อมกับการแสดงละครสดๆ จากผู้ร่วมแสดงจำนวน 90 คน เพื่อเน้นย้ำให้เห็นและสำนึกตระหนักว่า ที่นี่มีคนตาย และเหมือนกับกู่ตะโกนเสียงดังให้รับรู้ว่า

"ที่นี่มีคนตาย"

ถามว่าเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคม (คปก.) ต้องการเรียกหาสำนึกจากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.) เท่านั้นหรือ

ถามว่ากลุ่ม "วันอาทิตย์สีแดง" ต้องการรำลึกความทรงจำของการตายเมื่อ 2 เดือนก่อนหรือ

คำตอบอาจใช่ แต่ที่เป็นเป้าประสงค์มากยิ่งกว่านั้นก็คือ การเสนอประเด็นให้รัฐบาลให้ศอฉ.ได้ขบคิดพิจารณา

ขบคิดพิจารณาและแสดงความรับผิดชอบ

เป็นความรับผิดชอบนอกจากการประกาศและบังคับใช้พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยืดยาวออกไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น

เสมือนกับต้องการรักษาสถานการณ์ฉุกเฉินเอาไว้ให้เป็นอาการอย่างหนึ่งของสังคม

ขณะเดียวกัน กล่าวสำหรับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.) ก็เพื่อเพรียกหาความรับรู้ที่ว่าการปฏิรูปประเทศไทยจะเป็นจริงมิได้หากไม่มีการสะสางความจริง 90 ศพให้กระจ่าง

คำถามทั้งหมดนี้มิใช่เรื่องตามฤดูกาล หากแต่จะดำรงอยู่อย่างยาวนาน

เหมือนกับเป็นคำถามถึงบทบาทและความหมายของ จอมพลถนอม กิตติขจร ในสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516

ทุกปีที่เวียนมาย่อมมีคนรำลึกถึงและยากจะลืมเลือน

เหมือนกับเป็นคำถามถึงบทบาทและความหมายของผู้อยู่เบื้องหลังการเข่นฆ่ากลางเมืองในสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2519

ทุกปีที่เวียนมาย่อมมีคนรำลึกถึงและยากจะลืมเลือน

เหมือนกับคำถามถึงบทบาทและความหมายของรัฐบาลอันนำไปสู่การเข่นฆ่านองเลือดในสถานการณ์เดือนพฤษภาคม 2535

ทุกปีที่เวียนมาย่อมมีคนรำลึกและยากจะลืมเลือน

ยากจะลืมเลือน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยากจะลืมเลือน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยากจะลืมเลือน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในสถานการณ์เดือนพฤษภาคม 2553

เพราะว่านำไปสู่ความตาย 90 ศพ บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน

ไม่ว่าจะเป็นเดือนพฤษภาคม 2554 หรือเดือนพฤษภาคม 2564 ก็ยากจะลืมเลือนได้

เพราะว่า 90 ศพย่อมมีพ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อนมิตร เพราะว่าผู้บาดเจ็บเกือบ 2,000 คนยังมีลมหายใจ ยังมีบาดแผล และรู้ว่าบาดแผลลั่นมาจากคำสั่งของผู้ใดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความทรงจำอันดำรงอยู่อย่างเป็น "ประวัติศาสตร์"

"พร้อมพงศ์"โว "ป๊ะป๋า"พลิกขั้ว?

ที่มา ข่าวสด


ลับพอสมควร

ธงศึก คำพะอุ รายงาน




เดินหน้าบู๊สไตล์ล้างผลาญอยู่แล้ว สำหรับโฆษกเพื่อไทย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

เรื่องจะให้นั่งแถลงข่าวโต้ตอบประเด็นการเมืองที่พรรคเฉยๆ เป็นไม่มี

ต้องออกเดินสายตรวจสอบทุกกรณี

ล่าสุดจับเรื่องเขาแพง ลุยถึงเกาะ สมุย จนโดนผลักอกไล่กลับบ้านมาแล้ว

แต่เด็จพี่ ไม่ย่อท้อ จากที่ดินเขาแพงของลูกชาย เทพเทือก

ลามไปถึงที่ดินของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าปชป.

ท้าพิสูจน์ส.ค.1 ว่ามีจริงหรือไม่ พร้อมจี้ให้เร่งคืนที่ดินโดยด่วน

ไม่พูดปากเปล่า ยังบุกไปยื่นหนังสือให้เสี่ยนิพนธ์ ถึงพรรคประชาธิปัตย์

ปะเหมาะเคราะห์ดีดันไปเจอท่านชวน หลีกภัย พอดี

แถมยังโดนกรีดลับหลังว่า

"ไม่ใช่โฆษกรายวันแต่เป็นโกหกรายวัน"

ข่าวรู้ถึงหู เด็จพี่ ประกาศฟ้องหมิ่นประ มาททันที

"ที่ต้องฟ้องเพราะนายชวน เหมือนเป็นเทพเจ้าของคนใต้ ถ้าเราไม่ฟ้องกลับบ้านที่พังงาไม่ได้เลย เพราะคนเขาคิดว่านายชวนพูดจริง"

"นี่พ่อผมบอกเลยนะว่า ลูกต้องฟ้อง ไม่งั้นอยู่ไม่ได้"

แถมยังเล่าด้วยความภูมิใจ

"ก่อนนี้พ่อผมเป็นประชาธิปัตย์ แต่ตอนนี้เริ่มเห็นตามแล้ว เชียร์เพื่อไทยอย่างเดียว"

พูดหยั่งงี้ เดี๋ยวป๊ะป๋าได้ย้ายมาอยู่กทม.ด้วยอีกคน..555

จอมพลมาร์ค

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




กระแส "มาร์ค วี 11" แสดงความเห็นต่อต้าน "มาร์ค ราบ 11" ที่ยังกระหึ่มเมืองอยู่ในตอนนี้

เป็นเพราะแก๊งล่าแม่มดหรือองครักษ์พิทักษ์มาร์ค ราบ 11 ที่มีแนวคิดย้อนยุค ขวาตกขอบ จุดประเด็นขึ้นมาเอง

ไปหยิบเฟซบุ๊กของเด็กขึ้นมาสร้างกระแสหวังให้สังคมบอยคอตเด็กนักล่าฝัน

พยายามยัดเยียดว่าเป็นเสื้อแดง ไม่มีสัมมาคารวะ และที่ชั่วร้ายที่สุดก็คือการตัดต่อเฟซบุ๊กป้ายสีว่าหมิ่นสถาบัน

หากลองไปอ่านเฟซบุ๊กของมาร์ค วี 11 กันแบบจริงจัง

เด็กคนนี้ไม่ได้แสดงความเห็นเรื่องการเมืองต่อสาธารณชนเลย เป็นการโต้ตอบกับเพื่อนในเฟซบุ๊ก

เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเด็กอายุ 17 ปี ที่ไม่พอใจนายกฯ ไม่อยากให้บริหารประเทศ

อาจใช้คำพูดไม่เหมาะไม่ควรบ้าง แต่ก็เป็นเฟซบุ๊กส่วนตัว

ขอย้ำคำว่าส่วนตัว!!

และความเห็นนี้ก็เกิดขึ้นก่อนเข้าบ้านเอเอฟ

ที่สำคัญเด็กคนนี้ไม่ใช่นักฉวยโอกาสแบบดาราใหญ่บางคน ใช้เวทีประกาศรางวัลพูดยกตัวเอง ป้ายสีคนอื่น!!

งานนี้แก๊งล่าแม่มดพลาดท่าเสียเอง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่ไปรังแกเด็ก

คนเสื้อแดงก็เลยผสมโรง แห่ไปเชียร์กันถล่มทลาย

กดดันไม่ได้แถมยังเข้าเนื้อ กลายเป็นว่ามาร์ค ราบ 11 โดนด่าฟรีๆ

วันก่อน นายอิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คนของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เองแท้ๆ ยังอดรนทนไม่ได้ ต้องออกมาให้ความเห็นกรณีมาร์ค วี 11

นายอิสสระระบุว่าการแสดงความเห็นทางการเมืองของเยาวชนเป็นเรื่องปกติ เด็กมีสิทธิ์ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล

และนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ใช่นายกฯ คนแรกที่โดนเด็กด่า

ในยุค 14 ตุลา จอมพลถนอม กิตติขจร ก็เคยถูกนิสิตนักศึกษาในสมัยนั้นด่ามาแล้ว

ย้อนไปดูประวัติจอมพลถนอมมีอันต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ เพราะรัฐบาลใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก

แล้วผิดด้วยหรือที่เด็กไทยในยุค 2553 จะออกมาขับไล่นายกฯ มาร์ค

เพราะเห็นว่ามีพฤติกรรมไม่แตกต่างจากเผด็จการในอดีต

ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชนและคนเสื้อแดงจนล้มตาย 90 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 2 พันคน

ทุกวันนี้นายกฯ มาร์คก็ปฏิเสธความรับผิดชอบ โยนความผิดให้เสื้อแดง ปิดหูปิดตาประชาชน ไล่ล่าฝ่ายตรงข้าม เล่นงานคนที่มีความคิดต่าง

พฤติกรรมทั้งหมดไม่แตกต่างจากรัฐบาลเผด็จการที่ผ่านมา

ฉะนั้น ควรไตร่ตรองให้ดี

คำว่า "ทรราช" ที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแน่ๆ

จุดอ่อน-จุดแข็ง"ก่อแก้ว"สู้ศึกเลือกซ่อม

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




17-18 ก.ค. นี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้าของการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 6 กทม.

พรรคเพื่อไทย โจมตีการเลือกตั้งล่วงหน้าจะเป็นช่องทางให้มีการทุจริตเกิดขึ้น

หวั่นว่าจำนวนคนใช้สิทธิ์ล่วงหน้าจะซ้ำรอยกับที่เขต 3 สกลนคร ในการเลือกตั้งซ่อมกลางปีที่แล้ว

ที่มีการขนคนไปลงคะแนนจนยอดผู้ใช้สิทธิ์ล่วงหน้าคึกคักผิดปกติ เพราะสูงถึง 21,060 คน

ครั้งนั้น แม้ที่สุดแล้วผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยจะได้รับชัยชนะไปในที่สุด

แต่สภาพที่สกลนคร ถือเป็นฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทย ต่างกับเขต 6 กทม.

ที่เป็นการต่อสู้ระหว่าง นายพนิช วิกิต เศรษฐ์ จากพรรคประชา ธิปัตย์ กับ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช. ที่ลงสมัครในนามพรรค เพื่อไทย

เขต 6 กทม. ประกอบไปด้วย เขตคันนายาว คลองสามวา หนองจอก บึงกุ่ม

สภาพพื้นที่เป็นเมืองกึ่งชนบท ฐานเสียงจึงแบ่งเป็น 2 ส่วน ชนชั้นกลางนั้นส่วนใหญ่สนับ สนุนพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ระดับล่าง หรือรากหญ้า จำนวนมากยังเทใจให้กับพรรคเพื่อไทย

เมื่อเสียงสนับสนุนก้ำกึ่ง เสียง "ตรงกลาง" ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้นิยมชมชอบพรรคใดพรรคหนึ่ง จึงเป็นตัวแปรที่สำคัญ

ที่สำคัญกว่านั้น เสียงของกลุ่มนี้จะเปลี่ยนผันตามสถานการณ์

ประเมินจากการเลือกตั้งส.ข. ที่ผ่านมา การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงแบบถล่มทลาย รวมทั้งส.ข.ในเขตบึงกุ่ม และคลองสามวา จากที่ไม่เคยได้

เป็นตัววัดได้ว่ากระแสพรรคประชาธิปัตย์ดีดขึ้น

การหาเสียงในช่วงเกือบ 20 วัน ผ่านมาเกินครึ่งทาง ทั้ง 2 พรรคประเมินว่า เสียงของนายพนิช กับ นายก่อแก้ว สูสีกันมาก

นั่นหมายความว่าสถานการณ์แพ้-ชนะ พร้อมจะพลิกได้ตลอดเวลา

และเมื่อเสียงตรงกลาง เป็นตัวแปร ขณะที่กระแสประชาธิปัตย์กระเตื้อง

ก็หมายถึง หากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์มาก โอกาสชนะของพรรคประชาธิปัตย์ย่อมเป็นบวกตามไปด้วย

ดังนั้น จึงไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์ที่หวั่นไหว กลัวคนจะออกมาใช้สิทธิ์น้อยเพราะวันเลือกตั้งจริง 25 ก.ค. เป็นวันหยุดยาวต่อเนื่อง 24-27 ก.ค.

พรรคเพื่อไทยเองก็ลุ้นเสียว ว่า เสียงตรงกลางจะออกฤทธิ์ จึงออกมาไล่ถล่มการเลือกตั้งล่วงหน้า

นอกจากนี้ การขยายตัวของเมืองที่เริ่มแผ่ขยายเข้ามาในเขตชานเมือง อย่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่เขต 6 ย่อมทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เปรียบ เพราะการเลือกตั้งของคนชั้นในกับชั้นนอกที่เคยแตกต่างกัน จะค่อยๆ ผสานกลมกลืนกันไป

ประเด็นเรื่องพื้นที่นี้ ข้อมูลจากพรรคเพื่อไทย ที่ได้จากการเลือกตั้งยังยืนยันว่าเขตหนองจอก คันนายาว คลองสามวา ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยยังเกาะกลุ่ม เพราะสภาพความเป็นอยู่ยังคงรูปแบบชนบทเป็นส่วนใหญ่

ขณะเดียวกัน เพื่อไทยยังมีเสียงหนุนจากผู้อยู่อาศัย หรือเจ้าของบ้านจัดสรรระดับกลางถึงล่าง ที่มีราคา 2-3 ล้านบาทลงมา

จะยอมเป็นรองพรรคประชาธิปัตย์ก็แค่เขตบึงกุ่ม ที่สัดส่วนผู้อยู่ใหม่/บ้านจัดสรร กับคนพื้นที่เป็น 55%-45%

ส่วนกระแสประชาธิปัตย์ในพื้นที่ พรรคเพื่อไทยก็แย้งว่าที่ต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งส.ข. เพราะมีการเล่นตุกติก

มีการย้ายสถานที่เลือกตั้ง ส่งผลให้คะแนนเสียงของพรรคหายและไม่ได้เตรียมตั้งรับเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะคิดไม่ถึง

ดังนั้น ความได้เปรียบเรื่องพื้นที่และเสียงจัดตั้ง จึงยังพูดไม่ได้ว่าใครแข็ง ใครอ่อนกว่าใคร

แต่ปัจจัยที่กลายเป็นจุดด้อยของนายก่อแก้ว ที่รับรู้กันทั่วไปคือ เสียเปรียบในฐานะฝ่ายค้าน

ไม่ว่ายุคสมัยไหนเมื่อมีการเลือกตั้ง ผู้สมัครซีกรัฐบาลย่อมได้เปรียบเพราะมีกลไกรัฐ และอำนาจในมือ

พรรคประชาธิปัตย์นอกจากมีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว ยังมีศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

นอกจากนี้ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งกุมอำนาจรัฐ หาเสียงและสร้างกระแสข่าวด้านกว้าง

นายพนิช ลงพื้นที่หาเสียง เน้นเคาะประตูบ้าน ต่อเนื่อง

แต่นายก่อแก้ว ต้องนอนคุก

จากที่หวังจะขอคะแนนสงสาร ลงสมัครแล้วจะลงพื้นที่หาเสียงอ้อนชาวบ้าน ร้านตลาด แต่ถึงวันจริงลงสมัครเสร็จก็ถูกนำตัวกลับเข้าเรือนจำ ทำได้แค่เขียนจดหมายขอความเห็นใจ

นอกจากนี้ จะเขียนจดหมาย หรืออัดเป็นเทปเสียง ให้พรรคเพื่อไทยไปเปิดหาเสียงก็ยังต้องรอขออนุญาตตามขั้นตอน

จนถึงวันนี้ก็ยังทำไม่ได้ ในขณะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 วัน ก็จะถึงวันเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม จุดนี้ นายก่อแก้ว อาจตีตื้นได้ด้วยคะแนนสงสาร ความเห็นอกเห็นใจว่าถูกรังแก

และใช่ว่าเพื่อไทยไม่สามารถส่งสารได้ ตรงกันข้ามพรรคเพื่อไทยรู้จักใช้สื่อ และเทคโนโลยีทันสมัยในการสื่อสารถึงประชาชนในพื้นที่ ทั้งวิทยุชุมชน อินเตอร์เน็ต อีเมล์ เอสเอ็มเอส

และที่ประมาทไม่ได้ ว่ากันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่เขต 6 มีจำนวนมาก อาจถึง 50% จะเป็นตัวช่วยนายก่อแก้ว หาเสียงได้ทางหนึ่ง

ภาพของนายพนิช ที่เคยเป็นผู้ช่วยของนาย กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งตีตราเสื้อเหลืองชัดเจน

และยังมีผลงานในการไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

จะเป็นตัวกระตุ้นให้เสื้อแดงเดินหน้า

เป็นจุดอ่อน จุดแข็ง ที่ยากจะคาดเดาว่าฝ่ายไหนจะชนะศึกครั้งนี้

แต่หากไม่หวังผลแพ้ชนะ การส่งผู้สมัครครั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีแต่ได้ ไม่มีเสีย

ได้มีเวทีปลุกเร้าเสื้อแดง และดิสเครดิตรัฐบาลจากเหตุการณ์กลียุค ช่วงเม.ย.-พ.ค.

หากแพ้ก็บอกว่าแพ้อำนาจรัฐ

แต่หากชนะ นี่คือข้ออ้างอย่างดีในการสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตัวเอง

และบอกว่าประชาชนไม่เอาด้วยกับรัฐบาลมือเปื้อนเลือด

เพราะค่าตอบแทนมากกว่าจำนวนส.ส. ที่เพิ่มขึ้น

เมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้าย ศึกครั้งนี้น่าจะดุเดือด!!

ไปไม่รอด

ที่มา ไทยรัฐ


กฤติการเมืองที่รัฐบาล คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจใช้กองทัพเข้ามาแก้ปัญหาชักจะบานปลายไปใหญ่ ระบอบการเมืองการปกครองถูกตรวจสอบว่าถูกต้องชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ระบอบเผด็จการซ่อนรูป แอบแฝงหมกเม็ดไว้ลึกซึ้งแค่ไหน

นอกจากนี้ รัฐบาลกำลัง ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกองทัพ หรือไม่ และการใช้อำนาจทางทหารจะกระทบกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่จะใช้วิถีชีวิตตามระบอบประชาธิปไตยอย่างไรบ้าง

ยิ่งนับวันรัฐบาลก็ยิ่งจะเห็นพ้องต้องกันกับ การใช้อำนาจทางทหาร มากขึ้น ถือว่าเป็นการบริหารประเทศที่ถอยหลังลงคลอง หลังจากที่รัฐบาลเห็นชอบกับการปรับปรุงติดดาบกฎหมายสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่อ้างว่าเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง

โดยเฉพาะการปรับภารกิจและโครงสร้างเพื่อรับนโยบายเร่ง ด่วนของรัฐบาล รวมทั้ง รับมือกับสถานการณ์วิกฤติการเมือง ที่เกิดขึ้น ระบุว่าจำเป็นจะต้องมีการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติและการก่อการร้าย ซึ่งเป็นภัยความมั่นคงในประเทศและการใช้ความ รุนแรงจากผลประโยชน์ทางการเมือง การแตกแยกทางความคิดทางสังคม ในปัจจุบัน ชี้เป็นสังคมแห่งความเสี่ยง

ส่วนจะสอดคล้องกับการที่จะต้องรับทำหน้าที่ต่อเนื่องจาก ศอฉ. อย่างไร และสานต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างไรนั้นห้ามกะพริบตา รัฐบาล พยายามหมกเม็ดซุกซ่อนอำนาจเผด็จการไว้ในทุกวิธีการ ลับ ลวง พรางโดยตลอด การตัดสินใจใช้อำนาจความรุนแรงเข้าบริหารประเทศนั้น ไม่เฉพาะเป็นสังคมแห่งความเสี่ยงเท่านั้น แต่จะนำประเทศเข้าสู่ภาวะความเสี่ยงในการเกิดสงครามกลางเมืองโดยอัตโนมัติ

วันนี้ผู้นำประเทศมีอะไรที่จะไปถ่วงดุลต่อรองกับกองทัพ แต่กลับ เป็นลูกไก่ในกำมือ ของกองทัพจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด จะเอา เครื่องบินขับไล่ กริฟเพน ในราคาแพงแค่ไหน รัฐบาลก็ยอมศิโรราบ

ไหนๆก็ไหนๆ รัฐบาลสวีเดนขายเครื่องบินกริฟเพนให้รัฐบาลโรมาเนีย 24 ลำ พร้อมจัดฝึกอบรมนักบิน 30 นาย จัดอุปกรณ์ สนับสนุน และกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ดอกเบี้ยต่ำ 15 ปี ปลอดหนี้อีก 2 ปี สร้างงานให้คนโรมาเนียอีก 1 หมื่นตำแหน่งในราคา 1,000 ล้านยูโร หรือ 40,000 ล้านบาท เฉลี่ยลำละ 1,666 ล้านบาท

ส่วนประเทศไทย ซื้อกริฟเพน 12 ลำ ใช้งบประมาณถึง 34,400 ล้านบาท เฉลี่ยลำละ 2,866 ล้านบาท สรุปแล้วรัฐบาลไทยซื้อแพงกว่ารัฐบาลโรมาเนีย 14,000 ล้านบาท 6 ลำแรก ซื้อในสมัย พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ อีก 6 ลำซื้อในสมัยที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ

ไม่ว่ากองทัพหรือรัฐบาลจะแก้ตัวไปข้างๆคูๆอย่างไร ก็ถือว่างานนี้มีความไม่ชอบมาพากลเห็นๆ นี่แค่รายการเดียวยังโอเว่อร์ขนาดนี้ อีกร้อยแปดโครงการที่กองทัพหลับหูหลับตาจะลุยซื้อ ไม่อยากจะพูดถึงค่าคอมมิชชั่นจะอู้ฟู่ขนาดไหน ถ้ารัฐบาลและกองทัพจะควักกระเป๋าจ่ายเองคงไม่เดือดร้อนแต่นี่ควักเอาจากกระเป๋าชาวบ้านที่อดอยากปากแห้ง มากไปมั้ง.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 15/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 15/07/53

คนดวงตก

ที่มา บางกอกทูเดย์


เหลือเชื่อ..

ในอดีตเคยประทับใจ พอล แมคคาร์ทนีย์ ผู้สร้างตำนานไว้กับวง “เดอะ บีเทิลส์” ที่ทำให้แฟนเพลงคลั่งไคล้ทั่วโลก!!

แต่..ตอนนี้มาเจอ “พอล ปลาหมึกยักษ์”เข้าก็เลยทำให้ “พอล เต่าทอง” ถูกดับรัศมีไปโดยอัตโนมัติ!

หมอดูยังไม่ทายแม่นขนาดนี้
อะไรของมันนี่..ทำนายผลฟุตบอลโลกได้ยังไงถูกก๋าปั้ง ทั้ง ร้อยเปอร์เซ็นเต็ม!!
ที่นั่งเขียนอยู่ในขณะนี้ “ขนยังลุกซู่ซู่” ไม่หาย..ไม่ใช่ไม่เชื่อว่า “สเปน” จะได้แชมป์..เชื่ออย่างสุดลิ่มทิ่มประตูเทียวละ..

แต่ “สเปน”ดันมาชนะในช่วงต่อเวลา ไม่ใช่ใน“90 นาที”..ที่โต๊ะกับผู้เล่นวางกติกาของการ “พนันบอล”เอาไว้..แน่ะ!แล้วดันต่อไปอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยมด้วยซี

บอลจบเกือบรุ่งสาง ยังก่ายหน้าผากอยู่เลย
ต้องขออภัย ท่านผู้อ่านไว้อย่างสูง“ฟุตบอลโลก” สี่ปีมีเพียงครั้งเดียว ขออนุญาตเขียนไว้อาลัยให้กับความสุขเล็กๆ น้อยๆ..ซึ่งแท้จริงมันคือ ความ “อาลัยด้วยน้ำตา”

และต่อไปนี้..เมื่อ“บอลโลก”ผ่านไป “การเมือง”ต้องกลับมาร้อนฉ่าอีกครั้ง
อันนี้ “ไอ้พอล” ไม่ต้องมาทำนาย เพราะคนไทยต่างก็รู้กันเต็มหัวอกดีอยู่แล้วว่าอะไรที่มันยัง “ค้างคาใจ”กันอยู่

ที่แน่ๆ เทพไท เสนพงศ์ ที่เคยคึกดั่งม้าศึก ตอนนี้เป็น“ม้าแกลบ”ไปแล้ว
เพราะหลายสถานที่..ที่ตัวเอง “ปูดเรื่อง”การฝึกอาวุธของ คนเสื้อแดง ขึ้นมา โดนตอกหน้าแงไปทุกที่

คนที่เสียเครดิตมากที่สุดคือ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะรู้กันทั่วประเทศว่านี่คือ โฆษกส่วนตัว!!

ทั้ง ทีมงานโฆษกรัฐบาล ทั้ง ท่านนายกฯ ปัดให้พ้นตัวกันพัลวัน..จะวิ่งไปทางไหนก็โดนไล่ขว้าง เหมือนหมาหัวเน่า

ขนาด สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังออกมาส่งเสียงสำทับลีลาสำนวนจีนที่ว่า“ถ้าขายังไม่ขยับ.. กระพรวนไม่ต้องดัง”

เห็นมั้ย!.. คนเวลาดวงดี นายกรัฐมนตรีแทบจะอุ้มแบกขึ้นบ่า..ช่วงดวงตกจะโดนถีบทิ้งยิ่งกว่าขี้ข้า..ว่างๆ ไปให้ “ไอ้พอล” เช็คดวงหน่อยโว้ย!!

ความพยายามที่ล้มเหลว

ที่มา บางกอกทูเดย์


จะมีประโยชน์อะไร...ถ้าหากความพยายามที่จะสร้างความสมานฉันท์...คือการทำสงครามแย่งมวลชนกันต่อไป

ในเมื่อ...การแย่งมวลชนกันต่างหากที่ทำให้คนในชาติเกิดความแตกแยกกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...การโหมกระหน่ำ ด้วยงบประมาณและใช้เครื่องมือสื่อสารของทางราชการ...ก็ไม่น่าจะต่างอะไรกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

เพราะในแง่ของข่าวแล้ว ประชาชนผู้เสพย์...จะเป็นฝ่ายกำหนดเองว่าเขาจะเชื่อใครฝ่ายใด...การประชาสัมพันธ์ฝ่ายเดียว ก็จะได้ผลเฉพาะในกลุ่มและฝ่ายตน...ในขณะที่ฝ่ายตรงกันข้ามก็จะเชื่ออย่างที่เขาอยากเชื่ออยู่ต่อไป

วันวานที่ผ่านมา...ตั้งแต่เสื้อเหลืองเริ่มต้น...รัฐบาลก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะปิดกั้น...แต่ก็ไร้ผล...ประชาชนเสพย์อรรถรสอย่างเต็มที่จากการโจมตีของ เอเอสทีวีและผู้จัดการ...

เช่นกันกับเมื่อเสื้อแดงเริ่มต้น...เขาก็เติบโตอย่างเต็มขนาด...

กล่าวได้ว่า..ทั้งจานเหลืองและจานแดง...เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว...ในช่วงเวลาดังกล่าว...เพราะการเข้ามาเสพย์สมของประดาประชาชน...และประชาชนต่างก็ปะปนกันไปมาทั้งเหลืองและแดง

อธิบายได้ว่า...ยิ่งให้ประชาชนฟังความข้างเดียวมากเท่าไหร่...ประชาชนก็จะไปเสพย์ข่าวอีกฝ่าย อย่างให้ความเชื่อถือมากขึ้น

ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า...ประชาชนคนอิหร่าน...ซุกซ่อนเทปและคำปราศรัยของอิหม่านโคมันนี่...ทั้งๆ ที่มีความผิดรุนแรง...ก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าพลิกดินจะปรากฏขึ้น

การสมานฉันท์...คือการหยิบเอาคน 2 ฝ่ายที่ขัดแย้งกัน...มานั่งคุยกัน...ไม่ใช่การล้างผลาญกันอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างที่ปรากฏอยู่

การสมานฉันท์...คือการคืนความเป็นกลางให้กับคู่ขัดแย้ง...แล้วกลับมาตบแต่งขึ้นรูปกันใหม่...

การสนามฉันท์...ก็คือการทำให้การได้เปรียบเสียเปรียบ...นั้นหมดไป...และการต่อสู้ทั้งหลายนั้น...เกิดจากความเหลื่อมล้ำระหว่างคน 2 ฝ่าย...

หยุดขยันในสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น...กรรมการฝ่ายเดียวนั้น...หยุดสงครามไม่ได้

ระแวงถึงขั้น คอนเสิร์ตเลือด!!

ที่มา บางกอกทูเดย์


สุเทพ เทือกสุบรรณ

'เทพเทือก'ผวาคอนเสิร์ตสีแดง'อ้อมน้อย'
1 สิงหา'จะกลายพันธุ์'

แม้ว่าความปรองดองสมานฉันท์ จะเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศอยากเห็น อยากได้ และอยากให้มีเกิดขึ้นโดยเร็ววันในประเทศไทย

แต่ดูเหมือนว่าบรรดากลุ่มคนที่ยึดกุมอำนาจใหม่ในขณะนี้ กลับมีทีท่าเสพติดอำนาจ จนไม่ต้องการที่จะให้เกิดการปรองดอง เพราะจะทำให้ไม่สามารถใช้กฎหมายพิเศษ ใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้อีกต่อไป หลายๆกรณีจึงเห็นชัดเจนว่า มีความพยายามสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่า ยังคงมีความรุนแรง ยังคงมีความพยายามป่วนสถานการณ์การเมืองอยู่

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เป็นเพียงแค่ความพยายามเรียกร้องขอความเป็นยุติธรรมที่แท้จริงให้กลับคืนสู่ผืนแผ่นดินไทย และหยุดพฤติกรรม 2 มาตรฐานให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว

สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่คนไทยเท่านั้นที่รู้สึก แม้แต่ต่างประเทศเองก็รู้สึก และพยายามที่จะสะกิดเตือนรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี มาโดยตลอด แต่ดูเหมือนไม่เคยจะได้ผล โดยเฉพาะท่าทีและการแสดงออกของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศอฉ. และบรรดาคนรอบข้างนายอภิสิทธิ์ อีกหลายคน ที่ชัดเจนว่า พอใจอย่างมากกับการมีเกราะกำบังจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ช่วยให้พูด ให้กระทำ หรือสั่งการอะไรก็ได้

แม้แต่ในสิ่งที่ถูกกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างประเทศจำนวนมาก มองว่าเข้าข่ายละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนก็ตาม

ด้วยเหตุนี้เอง แม้แต่ประเทศมหาอำนาจประชาธิปไตย อย่างสหรัฐอเมริกา ยังต้องใช้การเตือนอ้อมๆ อยู่ตลอดเวลา และเลือกที่จะเตือนผ่านไปยังบรรดาผู้อาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์

อย่างล่าสุด นายอีริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เดินทางเข้าพบนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ที่ห้องทำงาน ณ อาคารควง อภัยวงศ์ เป็นเวลาราว 1 ชั่วโมง

โดย นายอีริค เปิดเผยว่า มาพบ นายชวน เพื่อที่จะสอบถามถึงสถานการณ์ทางการเมืองของไทยและแนวโน้มทางการเมืองของประเทศไทย ส่วนที่ว่ามีความเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยหรือไม่ เพราะยังมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการใช้กำลังอยู่นั้น

นายเอริค กล่าวว่า ตามปกติเรื่องความรุนแรงก็คงทำให้ทุกคน ทุกฝ่ายเป็นห่วงเท่ากันหมด แต่เรื่องที่สำคัญที่ควรจะเน้นย้ำ คือ จะเห็นได้อย่างไรว่า นักการเมืองทุกคน ทุกฝ่ายมารวมตัวกันและร่วมกันแก้ไขปัญหาภายในด้วยกัน

คำตอบง่ายๆ คือ ไม่ควรมีใคร ฝ่ายใดที่จะสนับสนุนให้เกิดการใช้ความรุนแรงขึ้นอีก

ปัญหาก็คือ การฝากแง่คิดไว้กับนายชวน ในยามนี้ จะได้ผลมากน้อยเพียงใด เพราะผู้ที่ยึดกุมอำนาจไว้ในมือโดยตรง ผ่านกลไก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังคงไม่มีทีท่าลดราวาศอกลงเลยแม้แต่น้อย

อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แค่กลุ่มคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย เตรียมจัดคอนเสิร์ต ที่ตลาดสดอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร ในวันที่ 1ส.ค. เพื่อนำรายได้ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ก็มีการตั้งข้อสังเกตหวาดระแวงไว้ก่อนล่วงหน้าเลย โดยระบุว่าการแสดงคอนเสิร์ตหรือไปปราศรัยเผยแพร่อุดมการณ์และแนวทางของพรรคนั้นทำได้ ตามปกติ แต่ถ้าไปยุยงให้คนเกลียดชังจนเกิดความแตกแยกกันถือว่าผิดกฎหมาย

พร้อมกับย้ำว่า ก็ต้องจับตาดู เพราะพรรคเพื่อไทยกับกลุ่มคนเสื้อแดงและผู้ที่ออกมาก่อเหตุรุนแรงนั้น มีความเชื่อมโยงกันอยู่ในบางระดับ ส่วนได้ประเมินว่าจะมีการปลุกระดมคนเสื้อแดงขึ้นมาอีกหรือไม่นั้น คิดว่าไม่ควรไปคาดการณ์ก่อน ต้องรอดูว่าเขาทำแล้วเป็นอย่างไร หากไปคาดการณ์ก่อน ก็จะกลายเป็นว่า ไปว่าเขาเปล่าๆ

ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเอง ก็คงไม่ยอมให้ทางฝ่ายประชาธิปัตย์เล่นเกมทางการเมืองเข้าใส่เพียงฝ่ายเดียว จึงได้มีการตอบโต้สวนกลับเช่นกัน อย่างกรณีที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท. และแกนนำกลุ่มนปช. แถลงว่า ในสัปดาห์น้าจะยื่นฟ้องฐานหมิ่นประมาทต่อนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ในฐานะโฆษกประจำหัวหน้าปชป. กรณีใส่ร้ายว่าคนเสื้อแดงจัดฝึกกองกำลังติดอาวุธที่ซอย คู้บอน 53 เขตคันนายาว รวมถึงอ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และอ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

ซึ่งวันนี้พิสูจน์ชัดแล้วว่าเป็นความเท็จ

โดยขณะนี้ทนายความอยู่ระหว่างร่างคำฟ้องและรวบรวมหลักฐาน หากไม่ดำเนินการใดๆ เลย นายเทพไท จะไม่สำนึก

สำหรับเรื่องวันที่ 1 สิงหาคม กลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดคอนเสิร์ต ที่ตลาดสดอ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร ซึ่งไม่ได้ประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉิน โดยจะมีศิลปินเสื้อแดงที่ไม่ถูกคุมขังเข้าร่วมพร้อมเพรียง ทุกคนจะแต่งเพลงสดุดีวีรชนคนละหนึ่งเพลง ส่วนกิจกรรมเป็นการร้องเพลงเท่านั้น

นายจตุพรกล่าวว่า ถ้ารัฐบาลจะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพิ่มในกรณีนี้ก็เชิญหาความสำราญตามสบาย จากนั้นจะเดินสายจัดในทุกจังหวัดที่ไม่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมกันนี้จะจัดนิทรรศการเคลื่อนที่แสดงภาพบันทึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมทั้งที่แยกราชประสงค์ ผ่านฟ้า บ่อนไก่ สามเหลี่ยมดินแดง และทุกที่ๆ มีพี่น้องประชาชนบาดเจ็บล้มตาย โดยจะนำรายได้ไปดูแลญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บต่อไป

แฉรัฐฯ ใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไล่บี้ปิด-ขึ้นบัญชีดำ “วิทยุชุมชน” กว่าร้อยสถานี

ที่มา ประชาไท

คปส.เผยนักจัดรายการถูกดำเนินคดีถึง 35 ราย วิทยุชุมชนเจอส่งทหารหลายร้อยเข้ายึดสถานีเหตุวิจารณ์การเมือง ด้านวิทยุชุมชนยังย้ำ “การชุมนุมทางการเมือง” เป็น “สิทธิ” ของประชาชน “หมอนิรันดร์” ชี้ธุรกิจการเมือง-เกมส์ชิงอำนาจ-เผด็จการภายใต้กฎหมายและนโยบาย อุปสรรค์ของวิทยุชุมชน


วันนี้ (14 ก.ค.53) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ร่วมกับศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ และมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม จัดสัมมนา “การปิดสถานีวิทยุชุมชนภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ณ ศศนิเวศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คปส.เปิดข้อมูลรัฐใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไล่บี้ปิด-ขึ้นบัญชีดำ “วิทยุชุมชน” กว่าร้อยสถานี
นายสุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) แถลงผลการศึกษา กรณีการจับกุมดำเนินคดีและสั่งปิดสถานีวิทยุชุมชนภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จัดทำโดยโครงการเฝ้าระวังการแทรกแซงวิทยุชุมชน (Community Radio Watch) โดยการสนับสนุนของมูลนิธิไฮริค เบิร์ล ซึ่งทำการศึกษาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน - 7 กรกฎาคม 2553 ว่า จากจำนวนวิทยุชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และได้รับสิทธิทดลองออกอากาศกว่า 6,625 แห่งทั่วประเทศ และอีกกว่า 1,000 แห่งที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการออกใบอนุญาต ในช่วงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมามีสถานีวิทยุชุมชนที่ถูกปิด ภายใต้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) จำนวน 26 แห่ง ในพื้นที่ 9 จังหวัด ยุติการออกอากาศ 6 แห่ง
นอกจากนั้น ยังปรากฏรายชื่อในข่ายว่ากระทำความผิด (ขึ้นบัญชีดำ) 84 แห่ง ในพื้นที่ 12 จังหวัด และมีหัวหน้าสถานี กรรมการ และผู้จัดรายการถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดีทั้งหมด 35 ราย โดยรูปแบบการเข้าไปปิดสถานีวิทยุในส่วนกลางจะเริ่มจากการออกหนังสือเตือนจากอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ โดยแนบคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) 3 ครั้ง ขณะเดียวกัน รัฐบาล และ ศอฉ.จะเรียกแกนนำเครือข่ายวิทยุชุมชนและสถานีวิทยุชุมชนเข้าฟังสถานการณ์ โดยย้ำว่าการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองต่อต้านรัฐบาลจะมีผลกับการออกใบอนุญาต ทั้งยังให้เผยแพร่เนื้อหาของรัฐบาล 3 ครั้ง
ส่วนวิธีการเข้าไปควบคุมแทรกแซงสถานีวิทยุชุมชนในระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเรียกผู้จัดการรายการสถานีวิทยุไปเซ็นสัญญาที่ทางจังหวัดจัดร่างขึ้นฝ่ายเดียวว่าจะไม่มีการเชื่อมสัญญาณใดๆ เข้ากับระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่เพียงเรื่องของการเมืองเท่านั้น หากรวมไปถึงข่าวด้านอื่นๆ ด้วย และให้ถ่ายทอดสัญญาณจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย อีกทั้งให้เข้าร่วมเวทีชี้แจงการปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
นายสุเทพกล่าวว่า การเก็บข้อมูลครั้งนี้มุ่งไปที่มิติทางการเมืองเป็นสำคัญ ซึ่งในสถานการณ์ความขัดแย่งที่ผ่านมาวิทยุชุมชนตกอยู่ในฐานช่องทางโฆษณาชวนเชื่อเพื่อตอบสนองอุดมการณ์ทางการเมืองของทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะสีใดสีหนึ่ง และบรรยากาศดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวในการนำเสนอข่าวสารที่อาจถูกจัดวางในฝั่งใดฝั่งหนึ่งของคู่ความขัดแย้ง เพราะตอนนี้วิทยุชุมชนยังไม่มีใบอนุญาตแม้แต่สถานีเดียว ทั้งนี้ ต้องตั้งคำถามว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าประชาชนปฏิเสธเรื่องราวเหล่านี้
“จากการเข้าไปแทรกแซงสถานีวิทยุและคำสั่งห้ามวิจารณ์การเมือง ทำให้สถานีวิทยุหลายแห่งต้องยุติการออกอากาศ รวมไปถึงการแขวนป้ายหน้าสถานีไม่วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เพื่อจะได้ไม่มีปัญหา” นายสุเทพกล่าว
นายสุเทพระบุด้วยว่า การเข้าปิดสถานีมีการนำกำลังทหารจำนวนตั้งแต่ 50-500 นาย เข้าดำเนินการเข้าไปยึดเครื่องส่งสัญญาณ สายส่ง อุปกรณ์การจัดรายการ ไมโครโฟน เทป รื้อถอนเสาอากาศ บางรายมีการยึดเครื่องปรับอากาศ และมอเตอร์ไซค์ด้วย หลายสถานีมีการใช้กำลังเข้าไปข่มขู่ อีกทั้งพบว่ามีวิทยุชุมชนประมาณ 5-7 ที่สถานีมีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธครบมือ โดยอาวุธที่ใช้มีทั้งปืนเอ็มสิบหก ปืนกล กระบอง โล่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นละเมิดสิทธิเสรีภาพ
“สิ่งที่พบจากการสั่งปิดสถานีตามอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ ขาดหลักเกณฑ์การพิจารณาความผิดด้านเนื้อหาที่ชัดเจน มีเพียงกรอบกว้างๆ ที่กำหนดว่าเกินขีดความมั่นคง การเข้าปิดสถานีไม่มีขั้นตอน ไม่คำนึงถึงสิทธิการสื่อสารของประชาชน ปฏิบัติการรุนแรงต่อทรัพย์สินของวิทยุชุมชน และละเมิดสิทธิด้านอื่น ทั้งๆ ที่เนื้อหาที่ออกอากาศไม่พบความผิดชัดเจน” นายสุเทพกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามเอกสารที่เผยแพร่ประกอบการประชุม ในส่วนความคิดเห็นของผู้ฟังและผู้ดำเนินรายการวิทยุชุมชนมีการตั้งคำถามถึงการปิดทั้งสถานี ทำไมไม่ปิดเป็นรายการหากมีความผิดจริง เพราะยังมีรายการอื่นๆ ในแต่ละสถานีไม่ได้พูดแต่เรื่องการเมืองอย่างเดียว และแต่ละครั้งที่เข้าปิดสถานนีวิทยุไม่มีขั้นตอนที่เปิดเผยสู่สาธารณะ อีกทั้งระบุว่าดำเนินการของเจ้าหน้าที่ส่งผลกระทบต่อทรัพย์สิน และอาคารสถานที่ด้วย
วิทยุชุมชนยังย้ำ “การชุมนุมทางการเมือง” เป็น “สิทธิ” ของประชาชน
ด้านวิชาญ อุ่นอก เลขาธิการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ แสดงความเห็นในการสัมมนาโต๊ะกลม “ชะตากรรมวิทยุชุมชนภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กับกระแสการปฏิรูปสื่อ” ว่า การที่ในปัจจุบันวิทยุชุมชนมีจำนวนมากถึงกว่า กว่า 7,000 แห่งเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของการเข้าถึงประชาชน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประชาชนถูกปิดกั้นการสื่อสารมายาวนาน เมื่อลุกขึ้นมาทำสื่อชุมชนจึงมีการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ด้วยถ่อยคำภาษาในแบบชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องการเมือง แต่คนส่วนหนึ่งยังติดเรื่องท่าทีและตัดสินวิทยุชุมชนเร็วเกินไปว่าไม่ควรทำสื่อ อีกทั้งในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาพบว่าสถานีวิทยุชุมชนหลายสถานีโดนปิด ขณะที่อีกหลายแห่งเซ็นเซอร์ตัวเองเรื่องการเมือง
วิชาญ ยกตัวอย่างกรณีวิทยุชุมชนแปลงยาว อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาออกอากาศข้อมูลไม่เหมาะสม แต่เมื่อนำกำลังกว่า 200 นายไปลงพื้นที่ พบว่าไม่มีสิ่งที่ระบุถึงความผิด จึงเข้าจับกุมโดยยัดข้อหาครอบครองเครื่องส่งฯ ผิดกฎหมาย ให้ปิดสถานีและยึดเครื่องส่งฯ ซึ่งความจริงข้อหาดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับวิทยุชุมชนทั่วไปที่ออกอากาศอยู่ในปัจจุบันได้ เพราะต่างก็ยังไม่มีการรับรองตามกฎหมาย
ในกรณีวิทยุชุมชนกับการเมือง วิชาญแสดงความเห็นว่า การชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิของประชาชน แต่ปัจจุบันหากใช้วิทยุชุมชนเป็นเรื่องเชิญชวนให้คนไปชุมนุมก็ถูกบอกว่าวิทยุชุมชนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อไปวิจารณ์ทางการเมืองก็ถูกชะลอสิทธิ์ ทั้งนี้ จะทำอย่างไรให้สื่อชุมุชนสามารถพูดและวิจารณ์ทางการเมืองได้ โดยไม่ถูกจับ จนทำให้สื่อชุมชนต้องเซ็นเซอร์ตัวเองอย่างที่เป็นอยู่ ไม่เช่นนั้นสื่อชุมชนกว่า 7,000 แห่งจะมีไว้เพื่ออะไร
ส่วนเจริญ ถิ่นเกาะแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย ออกตัวว่าเป็นนักจัดรายการท้องถิ่น ซึ่งเดิมเป็นกลุ่มที่ซื้อเวลาจากวิทยุคลื่นหลักซึ่งได้รับสัมปทานจากหน่วยงานรัฐ จนเมื่อราวปี 2547 กรมประชาสัมพันธ์เปิดให้วิทยุชุมชนมีการโฆษณาได้ ทั้งที่วิทยุท้องถิ่นที่ทำอยู่ซื้อเวลาด้วยเงินหลักแสน อีกทั้งยอมรับว่ามีการเสนอขายเครื่องส่งฯ จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเอง จึงได้เข้ามาทำวิทยุชุมชน จนทำให้เกิดความสับสนระหว่างทางกลุ่มกับวิทยุชุมชนตามหลักการเดิม อย่างไรก็ตาม จากเป้าหมายของการปฏิรูปคืนคลื่นความถี่จากหน่วยงานต่างๆ เพื่อจัดสรรใหม่ ทางกลุ่มซึ่งอยู่ในส่วนวิทยุธุรกิจขนาดเล็กก็เฝ้ารอพื้นที่ตรงนี้เช่นเดียวกัน โดยพยายามเข้ามาเกาะเกี่ยวในขบวนของการปฏิรูปสื่อ เพื่อขอที่ยืนให้กับวิทยุท้องถิ่นด้วย
ต่อกรณี ศอฉ.ขึ้นบัญชีดำวิทยุชุมชน ในข้อหาถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เจริญยกตัวอย่างกรณีที่มีประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากหน่วยงานรัฐ แต่หากประกาศผ่านวิทยุกลับถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งในเรื่องนี้ควรประกาศแยกให้ชัดไม่เช่นนั้นจะทำให้วิทยุโดยทั่วไปถูกขึ้นบัญชีทั้งที่ไม่ได้มีการแสดงออกทางการเมืองในฝักฝ่ายใด
“อยากให้กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน และแบ่งเครื่องมือทางการเมืองกับการเรียกร้องจากผลกระทบทางนโยบายให้ชัดเจน” เจริญกล่าวถึงข้อเสนอ
ชี้ธุรกิจการเมือง-เกมส์ชิงอำนาจ-เผด็จการภายใต้กฎหมายและนโยบาย อุปสรรค์ของวิทยุชุมชน
นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่าจากประสบการณ์ของวิทยุชุมชนที่ผ่านการทุบและทำลายโดยระบบทุนและการเมือง ทำให้มองเห็นปัญหาของระบอบประชาธิปไตยเสรีที่ไร้ขอบเขตที่ทำให้เกิดการยึดและผูกขาดสื่อ ถึงวันนี้ที่เผชิญการละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อโดยอำนาจเผด็จการที่แฝงมากับกฎหมายและนโยบาย ถือเป็นช่วงเวลาที่จะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสที่จะสังคายนาปัญหาจากทุน ธุรกิจการเมืองและอำนาจเผด็จการที่มาทำร้ายเรา
นพ.นิรันดร์ แสดงความเห็นต่อมาว่า วิทยุชุมชนภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่ารัฐธรรมนูญ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เปิดให้รัฐบาลใช้อำนาจแบบเหมาโหล ครอบจักรวาล แต่ระบุไว้ว่าต้องใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน คับขันที่บ่งชี้ถึงภาวการณ์สงคราม โดยชี้จำกัดพื้นที่ เวลา และการกระทำด้วย เหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องความชอบธรรมของการที่จะอ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการที่จะมาละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อ โดยเฉพาะของวิทยุชุมชน ที่ตามมาตรา 45-46 ของรัฐธรรมนูญได้ระบุรับรองสิทธิเสรีภาพเอาไว้ ต้องยืนหลักให้ชัดเจน และเมื่อสถานการเข้าสภาวะสู่ปกติ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ควรยกเลิก
“เราต้องออกมาส่งเสียงและแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่ากฎหมายใดก็ตามไม่ควรอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ไม่เช่นนั้นแล้วก็เท่ากับว่ารัฐบาลก็ต้องยอมรับว่าขณะนี้ได้ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งแล้ว ก็จะสามารถยึดอำนาจในการที่จะใช้กฎหมายของอำนาจในการปฏิวัติรัฐประหารได้ แม้จะเป็นรัฐประหารเงียบก็ตาม” นพ.นิรันดร์กล่าว
ในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายแบบครอบจักรวาล นพ.นิรันดร์ กล่าวถึงการเดินทางไปลงพื้นที่คุมขังผู้ต้องหาในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน พบการใช้กฎหมายไปละเมิดและทำร้ายคนโดยไม่สมควร ยกตัวอย่างกรณีวิทยุชุมชนที่ถูกปิดโดยไม่มีข้อหา ซึ่งหากมองเรื่องเนื้อหา ควรระบุว่าเป็นรายการอะไร ใครเป็นคนทำ และมีข้อความอะไรที่ผ่าฝืนเรื่องการกระจายเสียง ไม่ควรเหมารวมแล้วปิดทั้งสถานีซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และใช้กฎหมายในการปราบปรามและทำลายสิทธิของสื่อสารมวลชน ทั้งนี้ ในส่วนพฤติกรรมที่ส่อความรุนแรงหรือละเมิดสิทธิ เป็นอนาธิปไตย หรือกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล สามารถใช้กฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่ไปดำเนินการได้
อย่างไรก็ตาม การละเมิดสิทธิฯ เกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะง่ายในการจัดการซึ่งส่งผลให้รัฐเสพติดในการใช้อำนาจ และรัฐเองมีแนวโน้มการใช้อำนาจที่เกินเลยอยู่แล้ว จึงต้องมีคนตรวจสอบ และสังคมไม่ควรนิ่งเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ร่วมถึงคนที่ทำงานในส่วนภาคประชาชนเองควรลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้อง
นพ.นิรันดร์ กล่าวด้วยว่า การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการปิดสถานีวิทยุชุมชนเป็นการทำลายนโยบายในการปรองดอง และกระแสในเรื่องการปฏิรูป รวมทั้งการปฏิรูปสื่อด้วย เพราะการปฏิรูปสื่อต้องเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่พิเศษ ภายใต้สถานการณ์ที่สังคมมีความขัดแย้ง แตกต่าง และมีความแตกแยกในความคิดทางการเมือง เพราะฉะนั้นการปิดสถานีวิทยุชุมชนภายใต้สิ่งที่ครอบจักรวาล และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จนี้มันทำลายจิตสำนึกร่วมในการมาปฏิรูปประเทศไทย เพราะทำให้เห็นลักษณะของความเป็นฝักฝ่ายและการแบ่งแยกมากขึ้น คนที่มีความคิดต่างทางการเมือง และพยายามแสดงออกทางความคิดแต่กลับถูกข้อหาและถูกปิดสถานี จุดนี้จะทำให้เกิดแนวร่วมมุมกลับที่ทำให้คนต่อต้านรัฐมากขึ้น
นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อมาถึงอุปสรรค์ 3 ด้านของวิทยุชุมชน ที่ต้องทำให้เกิดรูปธรรมในการจัดการ คือ 1.ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากกรอบและอำนาจที่เข้ามาผูกขาดของระบบธุรกิจการเมือง 2.ทำอย่างไรที่จะทำให้สื่อวิทยุชุมชนหลุดพ้นเกมส์แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ ของกลุ่มการเมือง และ 3.เรากำลังเผชิญกับอำนาจเผด็จการภายใต้กฎหมายและนโยบายที่สร้างความชอบธรรมว่าเป็นกฎหมายที่จะต่อต้านการก่อการร้าย ส่วนตัวยืนยันว่าไม่มีสิทธิและอำนาจที่จะละเมิดสื่อของภาคประชาชน
แนะ “ปฏิรูปสื่อ” ต้องแก้ 4 ฝ่าย ทั้งกฎหมาย รัฐ สื่อ และผู้รับสื่อ
สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการปฏิรูปสื่อว่า มี 2 มิติ คือในมิติโครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อที่จะกระจายสู่ชุมชน ซึ่งที่ผ่านมาในส่วนของรัฐได้ออกกฎหมายจำนวนมากเพื่อมารองรับในส่วนนี้ แต่อีกด้านที่ถูกละเลย คือมิติการประกันสิทธิเสรีภาพสื่อ ซึ่งในส่วนวิทยุชุมชน แม้เป็นสื่อที่มีมานานแต่ถือเป็นสื่อใหม่ในแง่การเปิดให้ประชาชนเข้ามาเป็นเจ้าของ
ต่อปัญหาการปิดกันสื่อ สาวตรี กล่าวถึงปัจจัยแรกในเรื่องกฎหมาย โดยกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องความมั่นคงซึ่งควบคุมสื่อมีมากทั้งในสภาวะสังคมปกติและไม่ปกติ กฎหมายสื่อของไทยเกือบทุกฉบับมีบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมเนื้อหาสื่อทั้งสิ้น แต่ตัวอย่างในเยอรมัน มีกฎหมายควบคุมสื่อแต่คุมในเรื่องแหล่งทุน การนำเสนอที่หลากหลาย และจริยธรรมสื่อ แต่ไม่คุมเรื่องเนื้อหา การควบคุมเนื้อหาจะระบุอยู่ในกฎหมายอาญาอื่นๆ อย่างชัดเจน ส่วนเนื้อหาที่ห้ามเผยแพร่ ยกตัวอย่างเช่น การอนาจารเด็ก การหมิ่นประมาทตามที่ข้อกฎหมายบัญญัติ และการพนันที่ผิดกฎหมาย ไม่มีกฎหมายประเทศไหนที่ระบุถึงเนื้อหาที่ขัดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งความมั่นคงเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามถึงความไม่มั่นคนในหมู่ประชาชน เพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้หรือไม่ได้
สาวตรี กล่าวด้วยว่ากฎหมายในสถานการณ์ไม่ปกติ ควรคงให้มีการให้ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิงเมื่อมีปัญหา สังคม การเมือง ทั้งนี้ ในมาตรา 9 (3) พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีเงื่อนไขในการปิดกั้นสื่ออยู่ โดยระบุว่า “ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักร” ซึ่งหากใครก็ตามที่จะปิดกันสื่อต้องอธิบายได้ว่าเนื้อหาตรงไหนผิดตามเงื่อนไขข้อกฎหมาย แต่สิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบันสื่อถูกปิดทั้งหมด จึงถือเป็นปัญหาของการบังคับใช้กฎหมาย
สาวตรี กล่าวต่อมาว่า ปัญหาผู้บังคับใช้กฎหมายคือฝ่ายรัฐ “ไม่ชัดเจน อธิบายไม่ได้” และ “ใช้อำนาจแล้วไม่มีใครตรวจสอบการใช้อำนาจของเขา” ทั้งนี้ที่ผ่านมามีตัวอย่างของสื่อเว็บไซต์ที่ฟ้อง ศอฉ.ใช้อำนาจปิดเว็บไซต์โดยขัดต่อกฎหมาย ซึ่งศาลตัดสินโดยระบุว่าไม่มีอำนาจเพราะกฎหมายได้ให้อำนาจรัฐในการใช้อำนาจตรงนี้แล้ว ทั้งนี้ แม้มีการให้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่กฎหมายมีการให้อำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจเสมอไม่ว่าสถานการณ์ปกติหรือผิดปกติ นอกจากนี้ สาวตรี ยังกล่าวถึงการใช้อำนาจที่ไม่เป็นไปตามสัดส่วน ซึ่งเป็นปัญหาอีกข้อหนึ่งของการใช้อำนาจของรัฐ
อย่างไรก็ตามสื่อเองก็มีปัญหา เช่น สื่อที่บอกว่าตัวเองเป็นกลางแต่แอบเลือกข้าง ในส่วนสื่อที่เลือกข้าง คนสามารถเลือกบริโภคได้ ปัญหาสื่อบิดเบือน และปัญหาการแทรกแซงสื่อ ซึ่งสื่อที่ถูกแทรกแซงไม่มีความเข้มแข็งในการรวมตัวเพื่อต่อสู่กับอำนาจที่แทรกแซงเพราะการสงวนท่าที ทำให้สื่อที่โดนเล่นงานต้องสู้เพียงลำพัง ทั้งนี้ในการรวมตัวหรือร่วมผลักดันกฎหมายต่างๆ ที่กำลังจะมีขึ้นต่อไป สาวตรี แนะว่าอย่าแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง และอย่าใช้ระบบต่างตอบแทน เพราะผลคือจะทำให้เกิดการสอดไส้ข้อกฎหมายบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์
สาวตรี กล่าวด้วยว่าคนรับสื่อก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญในการปิดกันสื่อ ทั้งนี้ คนรับสื่อเองควรรับสื่อทุกด้านเพื่อชั่งน้ำหนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคนรับสื่อทนทานต่อการรับฟังความเห็นต่างน้อยมาก ไม่พร้อมเปิดรับ เนื่องจากเติบโตมาในสังคมที่มีการปิดกันและการเซ็นต์เซอร์ของรัฐ อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปสื่อจำเป็นที่จะต้องแก้ทั้ง 4 ฝ่าย คือ กฎหมาย รัฐ สื่อ และผู้รับสื่อ การปฏิรูปจึงจะมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผลจริง
“ความมั่นคง” อยู่เหนือ “สิทธิเสรีภาพ” ปัญหาทางวัฒนธรรมคู่สังคมไทย แม้ไม่มีกฎหมายความมั่นคง
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม ม.มหิดล แสดงความเห็นต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ว่า จะยังคงอยู่กับสังคมไทยอีกนาน เนื่องจากเป็นการให้อำนาจคนหนุนรัฐบาลอย่างกว้างขวาง ตรวจสอบไม่ได้ และไม่สามารถเอาผิดย้อนหลังได้ ซึ่งการมีอำนาจเช่นนี้ในมือทำให้การยกเลิกเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือต้องทำความเข้าใจว่าสังคมจะอยู่ในสภาพอย่างนี้ไปอีกนาน จากตัวอย่างเช่นในฟิลิปปินส์ ที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินาน มากอส ปกครองประเทศภายใต้กฎหมายความมั่นคง ทำให้เขาสามารถมีอำนาจอยู่ในตำแหน่งยาวนานหลายสิบปี
ศิโรตม์ กล่าวด้วยว่า การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปิดวิทยุชุมชน ถือเป็นการการละเมิดและจำกัดสิทธิ โดยที่กฎหมายเปิดช่องให้จากการใช้อำนาจตามหน้าที่โดยไม่มีความผิด เปิดให้วินิจฉัยอย่างกว้างขวาง และไม่มีการตรวจสอบการใช้อำนาจ หรือให้ตรวจสอบโดยบุคคลกลุ่มเดียวกันเอง อีกทั้งไม่มีมาตรการลงโทษย้อนหลัง สุดท้ายกฎหมายจึงไม่ได้เป็นเรื่องที่ชอบธรรมในตัวมันเอง เพราะถูกจัดทำขึ้นโดยบุคคลเพียงบางกลุ่ม และเป็นเครื่องมือในการละเมิดสิทธิได้มาก
ศิโรตม์ กล่าวต่อมาถึงมุมมองของรัฐต่อประชาชนที่สะท้อนผ่านการดำเนินการของรัฐต่อวิทยุชุมชนว่า รัฐมีแนวโน้มมองชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของส่วนกลาง คือต้องอยูภายใต้การจำกัดของรัฐ ซึ่งครอบคลุมไปถึงเรื่องสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ โดยรัฐมองชุมชนว่าควรพัฒนาโดยเอารายได้เข้าสู่ส่วนกลาง ดังนั้นวิทยุชุมชนก็เช่นเดียวกัน จะต้องทำตามมาตรฐานที่รัฐกำหนด โดยที่รัฐไม่ได้มองว่าสิทธิเสรีภาพเป็นพื้นที่ที่รัฐจะมาจัดการไม่ได้ หากเกิดความขัดแย้ง ความมั่นคงของรัฐจึงสำคัญกว่าสิทธิเสรีภาพเสมอ และรัฐจะหาวิธีให้คนอยู่ในอำนาจการควบคุมตลอดเวลา แต่คนมักไม่รู้สึก เพราะอยู่ในสังคมที่เชื่อว่าส่วนกลางต้องควบคุมชุมชนเสมอมา โดยไม่ได้คิดว่าชุมชนต้องอิสระจากรัฐส่วนกลาง และสิทธิเสรีภาพต้องอยู่เหนือความมั่นคง ตรงนี้ถือเป็นปัญหาทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่ว่ากฎหมายความมั่นคงอยู่หรือไม่ แต่สิ่งเหล่านี้ก็จะยังคงมีอยู่
ส่วนการพูดว่าวิทยุชุมชนไม่ควรแสดงฝักฝ่ายทางการเมืองนั้น สื่อความหมายถึงการห้ามแสดงฝักใฝ่ในฝั่งที่รัฐไม่ต้องการ โดยจะถูกรัฐมองเป็นปัญหา แต่หากแสดงฝักฝ่ายทางการเมืองในฝั่งที่รัฐต้องการสามารถทำได้ นั่นคือฝักฝ่ายทางการเมืองมีได้แต่ต้องมีในกรอบที่รัฐต้องการ คนที่จะได้ประโยชน์ก็คือรัฐ และส่งผลให้ข้อจำกัดนี้กลายเป็นเครื่องมือที่รัฐจะใช้ปิดวิทยุชุมชนได้
“ถึงจุดหนึ่งคงต้องคิดแล้วว่าการที่วิทยุชุมชนจะมีฝักฝ่ายทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา ต้องเชื่อว่าคนในชุมชนหรือคนในสังคมมีเสรีภาพ มีความสามารถที่จะเลือกเองได้ว่าจะมีความฝักใฝ่ทางการเมืองแบบไหน เพราะถ้าเริ่มต้นพูดเมื่อไหร่ว่าวิทยุชุมชนควรปราศจากฝักฝ่ายทางการเมือง ในที่สุดคนที่จะมาใช้อำนาจนี้แทนพวกเราก็คือรัฐ ซึ่งรัฐก็จะบอกว่าคนนั้นคนนี้มีฝักฝ่าย และคนที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐก็จะถูกละเมิดตลอดเวลา” ศิโรตม์ กล่าว
ศิโรตม์ บอกต่อมาว่า คนในสังคมควรต้องมองวิทยุชุมชนในฐานะที่เป็นพื้นที่ซึ่งเป็นอิสระจากรัฐ เป็นอิสระจากส่วนกลางให้มากขึ้น ดังเช่นการกำเนิดของวิทยุชุมชนในประเทศอื่นๆ ซึ่งมีหลักการที่ว่าชุมชนเป็นพื้นที่ของประชาสังคม เป็นพื้นที่ของสิทธิเสรีภาพ การจำกัดสิทธิควรมีให้น้อยที่สุด และหากจะมีการจำกัดควรมีในเงื่อนไขน้อยที่สุด และต้องชัดเจน
“ปัญหาใหญ่นั่นก็คือ เราไม่ได้อยู่ในสังคมซึ่งรัฐพร้อมจะให้วิทยุชุมชน หรือสิทธิเสรีภาพ เป็นอิสระจากสิ่งต่างๆ ได้จริงๆ เราอยู่ในสังคมซึ่งรัฐพร้อมจะแทรกแซงได้ตลอดเวลา และคนในสังคมโดยส่วนใหญ่ก็ยอมรับว่าการแทรกแซงเหล่านี้เป็นเรื่องปกติด้วย” ศิโรตม์กล่าวในตอนท้าย
ขณะที่ รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อสารมวลชน และประธาน คปส.กล่าวว่า ปัจจุบันภูมิทัศน์สื่อได้เปลี่ยนแปลงไปและรัฐไม่มีแนวทางในการจัดการ ซึ่งในส่วนนี้เป็นภาระกิจของทุกคนในการจัดการภูมิทัศน์ใหม่นี้ร่วมกัน โดยการจับมือไปด้วยกันว่าจะเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างไร หากไม่ทำ ศอฉ.อาจเข้ามาเป็นคนจัดการแทน ซึ่งการจัดการในแบบ ศอฉ.โดยการปิดแบบเหวี่ยงแหไม่ใช่ทางออกของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อเลย
“ในสังคมอำนาจนิยมแบบไทยๆ ทางออกทางอื่น เพื่อไปสู่การจัดการสิทธิเสรีภาพเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกัน”