WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 16, 2010

การ์ตูน เซีย 16/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 16/07/53

สิ่งที่เลือกได้

ที่มา บางกอกทูเดย์


มันก็ยังงง-งง..
เมื่อ รัฐบาล ตีฆ้องร้องป่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจหรือ “จีดีพี” จะมีอัตราขยายถึง 7 เปอร์เซ็นต์

นั่นหมายความว่า ประเทศของเราจะต้องอู้ฟู่ ฟู่ฟ่า ฮือฮา กาละแม แน่นอน!!

ไอ้ตัวผมมันอยู่ฝ่าย “เล่นหวย” ไม่ใช่อยู่ฝ่าย “เล่นหุ้น” จึงไม่สู้จะสันทัดคำว่า “จีดีพี”ซักเท่าไหร่

รู้แต่เพียงว่า ขณะนี้ “ของแพง” บรรลัยโลก!..ก๋วยเตี๋ยว-ข้าวแกง ถีบตัวขึ้นสูงยังกะถูกกระโดดถีบ แบบในหนัง “คาราเต้ คิด” ยังไงยังงั้น

ดูเอาง่ายๆ “ไข่มาร์ค” ราคากระฉูดขึ้นตุงตรงเป้าจนเห็นได้ชัดว่าโหนกนูน

จนถึงขนาดต้องใช้ “ธงฟ้า” มาโบกสะบัดกันสนั่น..เพื่อช่วยประชาชนให้กินข้าวแกง“จานละ 25 บาท” แทบจะทุกที่..

เพราะราคาทั่วไปในท้องตลาด ฟาดไปจานละ 40-50 บาทแล้ว.. โอ! อุแม่เจ้า

เอาเป็นว่าตอนนี้ รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วยคนไทยได้แค่กินข้าวเป็น “มื้อ-มื้อ” ไปเท่านั้นเอง..

ไม่น่าเชื่อ..ฝ่ายหนึ่งกระดี๊กระด้า กับ “ตัวเลขเศรษฐกิจ” ที่ดีดตัวขึ้นสูง..ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะ“แย่งหมาแดก”อยู่รอมร่อ..เฮ้อ!

ระเนระนาดกันทั่วหน้า..ไม่ว่าจะเป็น ป้าศรีขนมครก/คุณกนก นักข่าว/ไอ้ยาว วินมอเตอร์ไซค์/น้าใจ นวดแผนโบราณ/สำราญ ช่างตัดผม/นิยม อู่ซ่อมรถ/สมยศ บอ.กอ./คุณอ้อ มือระเบิด/ไอ้เสริฐ ส่งแก๊ส/อีแป๊ด เดินโพย/ไอ้โส่ย โต๊ะบอล และ พอล ปลาหมึกยักษ์ (อันหลังนี้ไม่น่าจะเกี่ยวเขียนเพลินมือไปหน่อย)

จะ “อดตาย” กันรอมร่ออยู่แล้ว..หนอยดันกลับถูกชี้หน้าว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า”??

ทำไงได้เมื่อ “ความเป็นอยู่” มันตีบตัน..ก็ต้องเรียกหา “รัฐบาลใหม่” เพื่อที่จะมาบริหาร
ราชการแผ่นดินเยียวยาให้ทุกคน “ลืมตา อ้าปาก”ได้ทั่วหน้าทั้งจนและรวย

แค่เรียกร้องขอ “ประชาธิปไตย”เท่านั้น..ดันถูก “สอยร่วง” ไปเกือบร้อยศพ ดังนั้นจะทำอะไรต้องพินิจให้ดี..เพราะชีวิตนี้เขาให้เลือกแค่ “สองอย่าง”เท่านั้น

คือ.. “ไข่แพง” กับ “สไนเปอร์” คิดเอาจะเลือกอันไหน?..หรือจะโยนให้ “หมึกพอล”ช่วยเสี่ยงทาย!!

เหมือน ‘ควายถูกเชือด’ ดิ้นพลั่กๆ!!

ที่มา บางกอกทูเดย์



ปัญหาบ้านเมือง กองพะเนินเทินทึก ใหญ่เป็นภูเขาเลากา...ทว่า “มาร์ค” นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วิ่งขาขวิดพัลวัล ยุ่งแต่กรณี “ประชาธิปัตย์ถูกยุบพรรค”??

ปัญหา “เขาพระวิหาร” ที่ประชาธิปัตย์สะแหลน ทำตัวเป็นพระเอก เพื่อไม่ให้ “สมเด็จฯ ฮุน เซ็น” เอาไปขึ้นเป็นมรดกโลกนั้น...บัดนี้เสร็จโก๋ชาวขแมร์ พี่น้องชาวเขมร ไปแล้วเสร็จสรรพ

เอา “เขาพระวิหาร” มาชูโรง...โก่งคอ แบบแหกเนตรแหกตา เท่านั้นแหละครับ
การเสีย “เขาพระวิหาร” นั้น..สำเร็จครบถ้วนบริบูรณ์ปาล์ม เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๔๔๗ ที่ “ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นทนายว่าความ แพ้ศาลโลก จนเราเสียสมบัติ อันล้ำค่า!!!

เขาพระวิหารเสียไปแล้วแน่ๆ ...แต่ที่งงแท้?...รัฐบาลไม่น่าแห่ เอาเรื่องนี้ มาแหกตา??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

มัวอยู่กับเรื่องพรรค แบบ ‘เห็นแก่ตัว’!!
แน่เสียยิ่งกว่าแช่แป้ง “พนมพระวิหาร” ที่ชาวกัมพูชา เรียกขานกัน..ส่วนคนไทยนั้นเรียกว่า “ปราสาทเขาพระวิหาร” ตกเป็นมรดกโลกโดยชาติเขมรแล้วล่ะทูนหัว???

อันตัว “ปราสาทเขาพระวิหาร” นั้น...เราไม่มีสิทธิ์คัดค้าน ดึงดันกลับมาเป็นของไทย...เมื่อ “สมเด็จฯ ฮุน เซ็น” ยึดคำสั่งศาลโลก ที่ตัดสินไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ที่ให้เขมรถือกรรมสิทธิ์

“รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน” ที่ทำตัวขี้อ้อน....ใยไม่สน“ที่ดินทับซ้อน” ล้อมเขาพระวิหารสักนิด
สมัยยุครัฐบาลของ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร”...เห็น “อดีตหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านดักดาน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และพรรคประชาธิปัตย์..บางคนขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ทวงคืนเขาพระวิหาร และกล่าวลั่นไม่ให้เสียพื้นที่แม้แต่ตารางนิ้วเดียว?...แต่กับวันนี้ “พื้นที่ทับซ้อน” จะตกเป็นของกัมพูชาทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องลือ!!!

ห่วงแต่กรณีพรรคถูกยุบ..ปชป. วิ่งหูชันหูตูบ?..แต่เขมรไล่ทุบชิงแผ่นดิน เห็นนั่งงอมือ??

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

วัย ‘๙๓ ฤดูฝน’ แต่สังขารแข็งปั๋ง!!
หล่อ ..หล้อ...หล่อ ..ล่ำปึ๊ก ไม่ผิดกับ “มนุษย์เหล็ก” สำหรับ “บิ๊กป๋า” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้โด่งด่ง??

ด้วยวัยปูนนี้ ที่ใช้สังขารมาอย่างโชกโชน “ซูเปอร์ป๋า” ต้องเสื่อมเป็นตามวัฏจักร..
เช้าวันจันทร์ที่ ๑๒ กรกฏาฯ ที่ผ่านมา.... “ป๋า” จึงเข้าโรงหมอ โรงซ่อมสุขภาพ กันจ๊ะที่รัก
โดย “ป๋าเปรม” ไปตรวจและรักษาสุขภาพ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า..อันเนื่องมาจากเป็น “ไข้หวัด” ส่งผลทางตรงและทางอ้อม ทำให้เกิดอาการ “หูดับ”!!!

นอกจาก “หูดับ”แล้ว..สุขภาพอื่น “ป๋า” ยังคับแก้ว?.. “๙๓ ปี ยังแจ๋ว” เหมือนเดิมครับ?

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘ข้าวหม้อเดียวกัน’ ทำท่าไม่มียาง!!
เตรียมทหารรุ่น ๑๐...รุ่นบิ๊กเนม ของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. แตกแยกกันเสียจัง??

เท่าที่ฟัง สดับรับทราบกันว่า “ตท.รุ่น๑๐” ไม่ได้ร่วมสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้กันมาพักใหญ่แล้ว?....เลื่อนการเลี้ยงรุ่นมา ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ที่จะไม่ยอม พบหน้ากัน

“ตท.รุ่น ๑๐” เป็นพี่เบิ้มของกองทัพ....แต่แตกกันยับ อย่างแหลกราญ
หัวต่อหัว ต่างเดินทางกันคนละทิศ “บูรพาพยัคฆ์” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ตั้งก๊วนอยู่อีกกลุ่ม.. “ทหารวงศ์เทวัญ” พล.อ.พฤณฑ์ สุวรรณทัต” ก็จับอีกขั้ว แท็กทีมอีกกลุ่มอย่างมั่นคง!!!

“ตท.” รุ่นอื่นเค้ารักกัน...อยู่อย่างสมัครสมาน!...มี “ตท.รุ่น ๑๐”เท่านั้น ที่รักกันไม่ลง???

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ทำตัวเว่อร์ ได้ทุก ‘เวอร์ชั่น’!!
หุ้นส่วนผู้ถือด้าม การคุมอำนาจประเทศไทย..ทั้ง “อภสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี และ “นายใหญ่เนวิน ชิดชอบ” แห่งพรรคภูมิไทยใจ นั่นปะไร ล่ะท่านผู้อ่าน??

รวยอำนาจ บารมีผงาด ไปทุกพื้นที่ใครก็เกรงขาม

ใหญ่แสนใหญ่ คับประเทศ....แต่ยังเป็นเหตุ กลัวโดนส่องคว่ำ
“นายกฯ อภิสิทธิ์” ว่ากันว่า เดี๋ยวนี้ ต้องใส่ “เสื้อเกราะ” ตลอดเวลา เพื่อป้องกันความปลอดภัย ๑๐๐%.....เช่นเดียวกัน “เนวิน ชิดชอบ” ผู้พิศมัยบอลเข้ากระแสเลือด ในฐานะเจ้าของทีมบอล “ปราสาทสายฟ้า บุรีรัมย์” ไม่พลาดสักนัด สักเที่ยวที่จะไปดู...แต่ทุกครั้ง “เนวิน” จะสวมเสื้อทับกันหลายชั้น จนดูตัวโปร่ง เหมือนข้างในเป็น “เสื้อเกราะกันกระสุน”...และทุกครั้งจะไม่ไปเชียร์กลางสนาม หรืออยู่ในที่โล่ง..ไม่ให้เป็นเป้าหมาย สายตาของใครทั้งนั้น!!

ป้องกันเอาไว้ก่อนหละดีแท้.....เพราะอะไรก็ไม่แน่?...เกิดขึ้นแล้วมันจะแย่ แก้ไม่ทัน???

ใบกำกับภาษีปลอม!

ที่มา บางกอกทูเดย์


บทความวันนี้ มิได้เจาะจงผู้ใด...ใครที่ไม่เกี่ยวข้อง “อย่าร้อนตัว”

อย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล เป็นคำฮิตอยู่ช่วงหนึ่ง...คำดังกล่าวทำให้ประชาชนที่ชอบความเป็นธรรมความสุจริตนิยมชมชอบ

“คนชั่ว” อาจหมายถึง คนที่อ้างว่าเป็นคนดี แต่เคยทำความชั่วไว้ เพียงแต่ความชั่วที่ทำนั้นยังไม่ถูกจับได้

การถูกจับได้...บางครั้งก็มาจากการพบหลักฐานในภายหลัง

แต่เมื่อถูกจับได้ คนชั่วส่วนใหญ่มักจะปากแข็ง ไม่ยอมรับ จะโต้เถียงหรือพยายามอ้างว่า ถูกใส่ร้าย...ไม่มีสามัญสำนึกที่จะยอมรับความผิดแต่อย่างใด

ในสังคมคนบริโภคกามแบบทั่วๆ ไป การเอาคนชั่วมาลงโทษ มีกระบวนการพิจารณาที่เรียกว่า กระบวนการตามหลักนิติธรรม

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีการกล่าวหาพรรคพวกและคนกลุ่มหนึ่งไปกระทำการอันไม่ชอบ ไม่สุจริต มีการโกงเงินประชาชน ใช้เงินหลวงไปในทางทุจริต

กรณีของพรรคพวกและกลุ่มคนที่ถูกกล่าวหา ถ้าในข้อเท็จจริงมีเรื่องของภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ในกำกับภาษีปลอม ก็น่าจะเป็นหลักฐานที่อาจนำไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่ทำชั่วได้

การใช้ใบกำกับภาษีปลอม ส่วนใหญ่จะบ่งบอกได้ว่า...กรณีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ใบกำกับภาษีปลอมนั้น แสดงได้ว่า การใช้จ่ายเงินอาจจะไม่ชอบ เพราะใช้เงินแบบยักยอกฉ้อฉล แล้วหาหลักฐานอื่น เช่นใบกำกับภาษีปลอมมาแสดงตบตา

การหาหลักฐาน สำหรับบริษัททั่วไป ก็หมายถึงการไปหาซื้อบิลปลอม มาหักบัญชีสำหรับเงินที่ยักยอกออกไป หรือเงินที่รับมาผ่านบัญชีแล้วโอนออกไปให้คนอื่นที่แอบแฝงอยู่ด้านหลัง

การยักยอกเงิน ถ้ามีมูลค่าเกินกว่า 1 ล้าน 8 แสนบาทก็ต้องมีใบเสร็จ ทั้งนี้เพราะกฎหมายบังคับไว้ให้เป็นเช่นนั้น...จึงต้องทำใบกำกับภาษีปลอม

ถ้าบริษัทที่รับเงินมาผ่านบัญชีแล้วจึงจ่ายเงินแบบผ่องถ่ายออกไปเป็นเงินสดหรือเช็คเงินสด เพื่อให้คนที่แอบอยู่ข้างหลังเอาเงินไปอีกทอดหนึ่ง

คนที่แอบอยู่ย่อมนับเป็นคนไม่ดี เป็นคนชั่ว เพราะมีเจตนาที่ทุจริต

ถ้าคนเหล่านี้เป็นนักการเมืองที่คิดฉ้อราษฎร์บังหลวง ขโมยอำนาจ...ย่อมแสวงหาวิธีการต่าง ๆ มาฟอกเงินที่มิชอบ เพื่อนำเงินเหล่านั้นไปใช้ในทางมิชอบอีกทอดหนึ่ง

ดังนั้น การตรวจสอบทางภาษี ถ้าไปพบกรณีใดที่มีการใช้ใบกำกับภาษีปลอม คนที่รับเงินตามใบกำกับภาษีปลอมเพื่อนำไปใช้ในกิจการของพรรคพวกและกลุ่มคนเหล่านี้ ย่อมมิใช่คนดี ยิ่งต้องนับว่าเป็นคนที่คิดชั่วและทำชั่วไปแล้ว

ถ้าพรรคพวกและกลุ่มคนที่รับเงินไป แล้วต้องทำบัญชีเท็จโดยใช้เอกสารปลอม ซึ่งถ้าไม่มีการตรวจจับได้ว่า...บริษัทที่รับฟอกเงินใช้ใบกำกับภาษีปลอม ก็คงจะไม่มีใครรู้ว่า พรรคพวกหรือกลุ่มคนเหล่านี้เคยทำความชั่วเอาไว้อย่างไร

มีตัวอย่างในคำพิพากษาฎีกาหลายครั้งที่ระบุว่า...การใช้ในกำกับภาษีปลอม แปลว่า ไม่มีการทำธุรกรรมการซื้อขายสินค้าหรือบริการเช่นว่านั้นจริง เป็นการปลอมธุรกรรม เงินที่ใช้ไปเพื่อเป็นรายจ่ายตามใบกำกับภาษีปลอม จึงส่อว่าทุจริต

จึงเห็นได้ต่อว่า...กรณีใดที่มีการใช้ใบกำกับภาษีปลอม ย่อมตั้งประเด็นต่อมาได้ว่า...คนที่เกี่ยวข้อง คงทำการที่มิชอบ เป็นการกระทำไม่สุจริต อาจจะเป็นคนทุจริต ที่สังคมจะกล่าวขานได้ว่า “เป็นคนชั่ว”

คงต้องเฝ้าติดตามต่อไปว่า คนชั่วจะถูกปล่อยให้ลอยนวลต่อไปหรือไม่?!

สงครามไข่

ที่มา บางกอกทูเดย์


ยกมือเชียร์...สำหรับมติคณะรัฐมนตรีให้...เปิดเสรีการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไม่จำกัดจำนวน...สำหรับไก่...ที่โดนควบคุมอยู่ภายใต้อุ้งเท้าของ คนไม่กี่คน...บริษัทไม่กี่แห่ง

มงคล พิพัฒน์สัตยานุวงศ์...นายกสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่...ออกมาคัดค้านเต็มที่ว่าในอนาคต...ไข่ไก่จะล้นตลาดอย่างแน่นอน

ก็ต้องถามไว้ตรงนี้ว่า...
ไข่ไก่ไข่เป็ดราคาแพงและขาดแคลน กับไข่ไก่ไข่เป็ดราคาถูกและท่วมตลาดนั้น อย่างไหนจะกว่ากัน...สำหรับประชาชน อย่างไหนจะเหมาะสมกว่า...สำหรับแผ่นดินที่คนจน ต้องทนกินแต่บะหมี่มาม่า...คลุกข้าว...เพราะหมดปัญญาซื้อไข่มาบริโภค

ถามมันไว้ตรงนี้ด้วยว่า...หากสมาคมสมาพันธุ์...ของมันทั้งหลาย...ไม่ค้ากำไรกันจนไข่ปาขึ้นไปถึงใบละ 3 บาท 4 บาท แล้ว...ใครจะไปยุ่งกับอภิสิทธิ์ของพวกมัน...ในการเป็นจ้าวพ่อจ้าวแม่แห่งไก่พันธุ์...ที่สร้างราคากันตามอำเภอใจ...

ใครสมัยพ่อขุนรามคำแหง...800 กว่าปีที่แล้ว...คนไทยยุคนั้นยังอยู่ในเสรีภาพ...ชนิดที่กล่าวว่า...ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า...ใครจะคิดว่า 700 ถึง 800 ปีต่อมา...มันถึงมีแต่อาญาและการผูกขาด...แค่เลี้ยงไก่ไว้กินไข่...

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ยังมีเรื่องราวที่ผูกขาดอีกมากมายที่จำขังประเทศนี้ไว้กับความยากจนไม่พัฒนา...ทั้งเรื่องอาหารการกินและที่อยู่อาศัย...หรือกล่าวกันให้ลุล่วงไปก็คือ...การกินขี้ปี้นอนของคนไทยในปัจจุบันนี้...มีอภิสิทธิ์ชนควบคุมไว้แล้วทั้งสิ้น...

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...หากว่ายัง
คืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนไม่ได้...ก็วานคืนเสรีภาพแห่งการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพให้กับพวกเขาเสียก่อน...

ไม่มีแผ่นดินที่จะทำอะไรก็ต้องขออนุญาต...สามารถเติบใหญ่เป็นชาติเจริญมั่งคั่ง...อย่าทำให้แผ่นดินไทยเป็นที่ตั้งของคุก...แบบมีรั้วขังกับคุกแบบไม่มีรั้วขัง...

ถ้าไข่ไก่มันจะล่วงราคาลงมาเหลือใบละ 1 บาท...ประเทศชาติจะล่มจมลงไปเลยหรือ..กับอีก 2 บาทที่เพิ่มขึ้นในมือประชาชน...

เดินหน้า...ปลดปล่อย...ประชาชนสู่อาชีพใหม่ๆ ให้มากขึ้น...แล้วแผ่นดินมันจะฟื้นขึ้นมาเอง...

ปชป.งานเข้า ออกลูกไหนก็เจ็บ

ที่มา บางกอกทูเดย์


อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

จับตา 3 ดอก... เสียบอกมาร์ค
งานเข้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หนักมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วในขณะนี้

เพราะแม้ว่าหลังการสลายการชุมนุมพฤษภาอำมหิต จนกระทั่งมีคนตายกว่า 80 ศพ มีผู้บาดเจ็บร่วม 2,000 คน แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังอยู่ได้ โดยไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบใดๆ

แต่ข้อสงสัย เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ก็ยังไม่เคยจบสิ้นเสียที

ล่าสุดนายเสนาะ เทียนทอง ก็มีการพูดชัดเจนท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่จังหวัดสระแก้วว่าเกิดมาอายุตั้ง 78 ปี เป็นรัฐมนตรีมาหลายสมัย ไม่เคยเจอรัฐบาลไหนที่เป็นแบบนี้ ทำผิดแล้วยังกล้าอยู่บริหารประเทศต่อ ซ้ำไปไหนก็มีแต่ประชาชนสาปแช่ง ก็ยังทนเป็นรัฐบาลอยู่ได้ โดยไม่สนใจเสียงเรียกร้องของประชาชนอย่างจริงใจ

เจอแบบนี้จะไม่สะดุ้งสะเทือนได้อย่างไร ดังนั้นเมื่อถูกสื่อมวลชนจี้ถามเรื่องนี้หนักๆ เข้า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ ผู้อำนวยการ ศอฉ. ก็เลยของขึ้นเบรกแตก ย้อนถามสื่อมวลชนว่า

“เป็นไทยหรือเปล่า?”

ทำให้ตอนนี้บรรดาสื่อมวลชนก็อยากจะย้อนถามกลับเช่นกัน ว่าแล้วคนประเภทที่รับรู้ว่ามีคนตายคนเจ็บขนาดนี้ โดยไม่รู้สึกรู้สมเลยนั้น เป็นคนไทยหรือเปล่าล่ะ???

งานเข้าดอกนี้เชื่อว่าสาหัสไม่น้อยแน่ๆ จากนี้เป็นต้นไป

อีกดอกหนึ่งที่ต้องถือว่างานเข้าและหมิ่นเหม่เหลือเกิน ก็คือ กรณีของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทั้งสังคมไทยต่างพากันจับตามองเขม็ง จะจบอย่างไร??? จะมี 2 มาตรฐานหรือไม่???

หรือจะยื้อเกมลากถูลู่ถูกังกันไป 2-3 ปี กว่าคดีจะจบ!!!

แต่ไม่ว่าจะออกในรูปไหน ถ้าใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังอำนาจยุคนี้ ทำแบบนั้นจริงๆ พรรคประชาธิปัตย์เองก็คงมีแต่เสียกับเสีย

ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อนักกฎหมายมีการดูหลักฐานแล้ว จะเห็นว่าการที่มีการไปจดจัดตั้งพรรคการเมืองเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคไทยเข้มแข็ง พรรคประชาธิปัตย์ก้าวหน้า หรือแม้แต่การทาบทามพรรคธรรมาธิปัตย์ ของญาติๆ นายจุติ ไกรฤกษ์ ก็ไม่น่าที่จะเป็นเรื่องเสียหายอะไร

เตรียมการไว้ก่อนล่วงหน้าจะแปลกตรงไหน

ดอกที่ 2 นี้ แน่นอนอีกเช่นกันว่า จบอย่างไรก็ไม่สวยสำหรับพรรคประชาธิปัตย์

ถ้าถูกยุบ ก็ต้องโดนโทษแบนกรรมการบริหารพรรคร่วม 40 คนเป็นเวลา 5 ปี แน่นอนว่าในนั้นมีนายอภิสิทธิ์ด้วย

แต่ถ้าไม่ยุบ มีหวังโดนครหาไปอีกเป็นสิบๆ ปี ว่าเกาะขั้วอำนาจได้ดี

ล่าสุดยังเจองานเข้าดอกที่ 3 อีกเต็มๆ กับเรื่องโบนัสข้าราชการ... ซึ่งอุตส่าห์จะสร้างกระแสประชานิยมกับข้าราชการ กลับมาสะดุดตกม้าตาย เพราะความเป็นจริงของฐานะการเงินการคลังของประเทศ

ซึ่งการที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติให้โบนัสเงินเดือนข้าราชการ จะมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้

แต่ถ้าดูต้นเรื่องจะพบว่า การให้โบนัสข้าราชการนั้นเป็นไปตามมติเดิม เนื่องจากปี 2553 นั้นไม่ได้มีการจัดงบประมาณไว้ จึงจะใช้การรวบรวมเงินเหลือจ่าย รวมกับเงินเหลือจ่ายจากโครงการในปีก่อนๆ อีก 1,400 ล้านบาท เข้ามารวมกันในรูปของเงินตอบแทนพิเศษ

เพื่อให้กับส่วนราชการทุกหน่วยเพื่อไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำ

แต่มาวันนี้ เนื่องจากตัวเงินที่ลดลงจากเดิม นายอภิสิทธิ์จึงต้องให้ ครม.มีมติไม่ให้ผู้บริหาร

แต่จะให้เฉพาะระดับปฏิบัติเท่านั้น

ที่สำคัญที่สุดก็คือ แนวคิดเรื่องการให้เงินรางวัลแก่ข้าราชการนั้น ได้ผิดเพี้ยนไปจากวัตถุประสงค์เดิมที่เคยกำหนดไว้ ว่าจะให้แก่หน่วยงานที่มีผลงานดี ดูแลจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดงบประมาณได้และมีเงินเหลือจ่าย จึงจะใช้เป็นเงินที่จะนำมาจ่ายเป็นโบนัสให้แก่ข้าราชการ ซึ่งจะไม่ได้เอามาหารถัวเฉลี่ยเท่ากันทุกคน แต่ให้ตามผลงาน

แต่ปัจจุบันบิดเบี้ยวไปจากวัตถุประสงค์เดิมที่มาขอตั้งงบประมาณไปจ่ายเป็น เงินโบนัส เพราะกลายเป็นว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่มักจะไปตกอยู่กับผู้บริหารทั้งสิ้น แต่ข้าราชการผู้น้อยหรือฝ่ายปฏิบัติกลับไม่ได้รับ

ซึ่งเมื่อในวันนี้นายอภิสิทธิ์ จะสรุปว่า ในครั้งนี้จะให้เงินรางวัลประจำปีงบฯ 52 แก่เฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อยเท่านั้น ส่วนผู้บริหารไม่ให้

ปัญหาที่ถูกจับตามองก็คือ จะทำได้จริงแค่ไหน ระดับบริหารไม่ได้ ได้แต่ลูกน้องจริงๆ หรือจะมีการอมเงินลูกน้องเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะเรื่องทำนองนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิด

แน่นอนว่า งานนี้รัฐบาลจะเสียคะแนนนิยมในสายตาของข้าราชการระดับบริหารแน่ๆ แถมยังถูกมองด้วยว่า ที่เคยคุยขโมงโฉงเฉงเอาไว้ว่า ฐานะการเงินการคลังของรัฐบาลชุดนี้ดีมากๆนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้วดีจริงหรือไม่???

ดอกนี้โดนทั้ง 2 คู่ซี้ นายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช เต็มๆ

รัฐบาลประชาธิปัตย์ เจอเป็นชุด รวดเดียว 3 ดอกพร้อมๆ กันเช่นนี้ จะลอยหน้าอยู่อย่างเดิม ไม่ง่ายแน่นอน

ภัควดี แปล 'ชีวิตภายใต้เงาอำมหิตของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ'

ที่มา ประชาไท


สัญญาณที่จับต้องได้ส่วนใหญ่ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อาจไม่มีเหลือให้เห็นมากนักในภาคอีสานของประเทศไทย รั้วลวดหนามที่ล้อมรอบศาลากลางจังหวัดถูกรื้อออกไปแล้ว ทหารจากกองทัพที่เข้ามาคุมเชิงตามหมู่บ้านต่าง ๆ หลังจากการสลายการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤษภาคม ก็ถอนตัวออกไปหมดแล้วเช่นกัน สภาพการณ์ทั่วไปดูเหมือนกลับมาเป็นปรกติ

กระนั้นก็ตาม หลังจากทยอยกลับมาบ้านจากกรุงเทพฯ ผู้สนับสนุนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า “คนเสื้อแดง” ยังคงรู้สึกถูกคุกคาม ในบรรดาผู้คนจำนวน 417 คนที่ถูกจับตัวไว้ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ด้วยข้อหาต่าง ๆ นับตั้งแต่การเข้าร่วมชุมนุมโดยผิดกฎหมาย มีอาวุธอยู่ในครอบครอง ไปจนถึงวางเพลิง มีถึง 134 คนที่มาจากภาคอีสาน หมายจับอีกกว่า 800 คนที่รัฐบาลออกคำสั่งหลังสลายการชุมนุม ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ตามหมายจับนี้ก็เป็นคนในต่างจังหวัด ข่าวการสังหารผู้นำเสื้อแดงสองคน คนหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งและทำให้เกิดข่าวลือต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับผู้นำคนอื่น ๆ ที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย

เป็นเรื่องยากที่จะหาข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ด้วยความกลัวว่าจะถูกจับหรือประสบชะตากรรมเลวร้ายกว่านั้น ผู้นำจำนวนมากจึงหนีไปที่อื่น หลบไปกบดานหรือปิดปากเงียบ พวกเขาวิตกว่าตัวเองถูกจับตามองและถูกดักฟังโทรศัพท์ หลายคนไม่เต็มใจที่จะพบปะกับผู้สื่อข่าวหรือคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน มีความรับรู้อย่างหนึ่งในหมู่คนเสื้อแดงว่า รัฐบาลสามารถทำได้ทุกอย่างตามอำเภอใจภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉิน ในส่วนรัฐบาลเองนั้น รัฐบาลก็ไม่เคยแสดงจุดยืนชัดเจนว่ามีแผนการจะจัดการกับคนเสื้อแดงอย่างไร หลังจากปล่อยผู้ต้องขังจำนวนหนึ่งออกมาเมื่อเดือนที่แล้ว นอกจากพูดว่า คนเสื้อแดงที่มีโทษสถานเบาอาจได้รับนิรโทษกรรม

ดูเหมือนรัฐบาลยังใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อรื้อทำลายความสามารถในการจัดตั้งของคนเสื้อแดงตามท้องถิ่นต่าง ๆ จากปากคำของแหล่งข่าวเสื้อแดงคนหนึ่งในภาคอีสานที่ขอร้องไม่ให้ระบุชื่อเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย สถานีวิทยุชุมชนของคนเสื้อแดงเกือบทั้งหมดได้ส่งมอบเครื่องส่งสัญญาณวิทยุให้ทางราชการเมื่อเดือนที่ผ่านมา ตามคำบอกเล่าของแหล่งข่าวผู้นี้ สำนักผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นได้อ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินและภายใต้แรงกดดันของ ศอฉ. จากกรุงเทพฯ กำลังพิจารณาที่จะรื้อทิ้งเสาอากาศของสถานีวิทยุชุมชนของคนเสื้อแดงในขอนแก่น แต่เพราะคำยืนกรานของเจ้าของสถานีว่าจะฟ้องรัฐบาลหากทำเช่นนั้นจริง ๆ ทำให้เงื้อมมือของรัฐบาลชะงักไปก่อน อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ในระยะสั้น ดูเหมือนการตัดสินใจของรัฐบาลไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกในหลายจังหวัดของภาคอีสาน จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ผล มีความเงียบงันอย่างเด่นชัดครอบคลุมไปทั่วทั้งดินแดนแถบนี้ แม้กระทั่งตามบ้านเรือนของผู้คนจำนวนมากก็เงียบกริบ เมื่อไม่มีวิทยุหรือโทรทัศน์เสื้อแดงเหลือให้รับฟังรับชม หลาย ๆ ครอบครัวก็เลือกไม่ฟังอะไรเลย พวกเขาบอกว่า ถ้าต้องดูข่าวที่รัฐคุมเข้มหรือแม้แต่อ่านหนังสือพิมพ์ก็พาลให้โมโหเปล่า ๆ

เมื่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจัดโครงการเปิดรับสายโทรศัพท์จากประชาชน เพื่อรับฟังทัศนะเกี่ยวกับ “การปรองดองแห่งชาติ” คำแนะนำจากคนเสื้อแดงที่โกรธแค้นจำนวนมากที่โทรเข้าไป เช่น บอกให้นายกฯ ยุบสภาและสอบสวนรองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในข้อหาการใช้กำลังปราบปรามเกินขอบเขต ฯลฯ แน่นอน รัฐบาลย่อมมองว่าคำพูดเหล่านี้เป็นคำแนะนำที่ไม่สร้างสรรค์ แต่อันที่จริง ก่อนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะประกาศ “โรดแม็ป” แผนปรองดองเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ฝ่ายเสื้อแดงบอกว่าพวกเขาเสนอโรดแม็ปอันหนึ่งมาตั้งนานแล้ว นั่นคือ ยุบสภา ยกเลิกการสั่งปิดสื่อของเสื้อแดงและยุติปัญหาสองมาตรฐานในระบบยุติธรรม เพราะเหตุนี้เอง คนเสื้อแดงจำนวนมากจึงไม่อยากเสียเวลาโทรศัพท์เข้าไปในรายการ “6 วัน 63 ล้านความคิด” พวกเขาเลือกความเงียบดีกว่า

แต่ความเงียบและสภาพที่ดูผิวเผินเหมือนปรกติในภาคอีสานเป็นแค่ภาพลวงตา มันคือหน้าฉากที่อำพรางความรู้สึกหวาดกลัว คับข้อง รังเกียจและเคียดแค้น

ถ้ามองในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว อารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ไม่เหมือนสภาพหลังการรัฐประหาร 2549 หรือแม้กระทั่งสภาพหลังการปราบปรามประชาชนของกองทัพเมื่อ พ.ศ. 2535 ทั้ง ๆ ที่ครั้งนั้นก็มีผู้ประท้วงถูกสังหารจำนวนมาก สภาพในตอนนี้มีบรรยากาศคล้ายประเทศไทยสมัยหลังการกวาดล้างนองเลือดนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2519 มากกว่า เช่นเดียวกับผู้นำเสื้อแดงในตอนนี้ ผู้นำนักศึกษาในตอนนั้นก็ถูกกล่าวหาว่าก่อการร้าย ล้มเจ้าและปลุกปั่นก่อความไม่สงบเช่นกัน เหตุการณ์ตุลาคม 2519 เป็นจุดเริ่มต้นที่สังคมไทยเสื่อมถอยไปสู่ระบอบเผด็จการทหาร ความแตกแยกอย่างลึกซึ้งและการกดขี่ปราบปรามประชาชนเป็นระยะเวลายาวนาน

คนไทยจำนวนมาก และไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดงเท่านั้น เริ่มตั้งข้อสงสัยว่า วิธีการของรัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังนำพาประเทศไทยถอยหลังกลับไปสู่ระบอบเผด็จการด้วยการขยายภาวะฉุกเฉินไปอย่างไม่มีกำหนดหรือไม่ ตัวอย่างก่อนหน้านี้ก็มีให้เห็นใน พ.ศ. 2501 มีการประกาศงดใช้ระบบกฎหมายตามปรกติ และสั่งให้ยึดถือเอาประกาศของคณะปฏิวัติมีความสำคัญเหนือกว่ากฎหมายอาญาและกฎหมายรัฐธรรมนูญ มองจากในแง่ของกฎหมายแล้ว ประเทศไทยอยู่ภายใต้สภาวะนี้ต่อมาอีกถึง 4 ทศวรรษ มีแต่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 เท่านั้นที่มีความก้าวหน้าในแง่ของการรื้อทิ้งเศษซากตกค้างของระบอบเผด็จการ แต่การรัฐประหารของกองทัพเมื่อ พ.ศ. 2549 เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับการเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตย ได้ผลักไสประเทศไทยจมลงสู่ความไร้เสถียรภาพอีกครั้ง

รัฐบาลอภิสิทธิ์บอกว่า การปราบปรามคนเสื้อแดงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาหลักนิติรัฐ แต่การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกลับเป็นสิ่งที่สวนทางตรงกันข้าม มันจะกัดเซาะความเข้มแข็งและความมั่นคงระยะยาวของระบอบนิติรัฐ ถึงแม้มีการยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินในห้าจังหวัด แต่การขยาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินไปอีก 3 เดือนใน 18 จังหวัดและในกรุงเทพฯ เป็นแค่สัญญาณบ่งบอกครั้งล่าสุดถึงภาวะความไม่มั่นคงทางกฎหมายที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาว

เป็นเรื่องยากที่จะคิดว่า รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจะสามารถทลายกำแพงความเงียบหรือบรรเทาความโกรธแค้นของคนจำนวนมากในภาคอีสาน แน่นอน การยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินหรือการอนุญาตให้วิทยุโทรทัศน์เสื้อแดงกลับมาออกอากาศ อาจไม่ทำให้รัฐบาลชนะใจคนในภาคอีสานได้ง่าย ๆ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่สามารถ “คืน” สิทธิที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นของเขาในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งผู้วางนโยบายในกรุงเทพฯ ก็ไม่ควรประหลาดใจด้วย หากการคืนสิทธินี้จะทำลายความเงียบในภาคอีสานและเปิดช่องให้การส่งเสียงที่โกรธแค้นยิ่งกว่าเดิม

*David Streckfuss เป็นนักเขียนที่อาศัยอยู่ใน จ.ขอนแก่น

กวีประชาไท: ที่นี่..มีคนตาย

ที่มา ประชาไท


เธอ...เค้าว่าที่นี่มีคนตาย
ศพนอนเรียงราย..บนท้องถนน
เค้าบอกว่าตายกันมากกว่าเก้าสิบคน
เลือดนองเกลื่อนกล่น..น่าเศร้าใจ

เธอ..เค้าบอกว่าที่นี่มีคนตาย
ยังมีอีกที่สูญหาย..ไม่รู้ไปอยู่ไหน
น่ากลัวเหลือเกิน..สังคมไทย
ทำไมถึงโหดร้ายกันนัก

เธอ..ตรงนี้..ที่นี่มีคนตาย
ตอนที่ทหารเข้าบุกสลาย..เห็นประจักษ์
ลูกกระสุนปืนมันพุ่งเข้าปัก
แตกหัก..จากการกระชับวงล้อมวันนั้น

เธอ..ตรงนี้ล่ะ..ที่มีคนตาย
ในเมืองใจร้าย..บนแผ่นดินของฉัน
จำได้ไหม..ผู้คนเขาออกมาช่วยกัน
กวาดซากเลือดเนื้อ..ตรงนั้น..ที่ราชประสงค์

เธอ..เธอ..ที่นี่มีคนตาย
เขาลืมกันง่าย ง่าย ปฏิรูปกันไปส่ง ส่ง
เขาจับมือร้องเพลงกัน..แล้วปลดปลง
ตอนนี้คง..ลืมกันไปหมดแล้ว..

เธอ..ที่นี่..มี..คนตาย
ที่นี่..มี..คนตาย
มี..คนตาย
คนตาย
.....

Thursday, July 15, 2010

เปิดคำร้องอัยการสูงสุด ยื่นศาลรธน.สั่งยุบปชป. กรณีเงินบริจาค 258 ล้านของทีพีไอ

ที่มา มติชน

ที่มา - สรุปจากคำร้องจำนวน 62 หน้าที่อัยการสูงสุดยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ขอให้พิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค


ข้อกล่าวหามีประเด็นที่ต้องพิจารณา 5 ประเด็น


1.มีการจ่ายเงินจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ให้บริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด จริงหรือไม่

-ในประเด็นนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิเคราะห์แล้วเห็นว่ามีการจ่ายเงินจากบริษัท ทีพีไอฯ ให้บริษัท เมซไซอะฯจริง ปรากฏตามพยานหลักฐานการสั่งจ่ายเช็คตามรายการธุรกรรมทางการเงินจำนวน 27 ครั้ง ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2547 ถึงกุมภาพันธ์ 2548 เป็นเช็คเคลียริ่ง 27 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 263,151,000 บาท

2.การทำสัญญาจ้างระหว่างบริษัท ทีพีไอฯ กับบริษัท เมซไซอะฯ ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

-ในประเด็นนี้ กกต.พิเคราะห์แล้วเห็นว่า มีการทำสัญญาจ้างผลิตสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ระหว่างกันจริง จำนวน 8 สัญญา 8 โครงการ มีนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ลงนามในนามบริษัท ทีพีไอฯเพียงผู้เดียว โดยไม่มีพยานลงนามในสัญญา ส่วนนายประจวบ สังขาว ในฐานะคู่สัญญาได้ยอมรับว่าเป็นนิติกรรมอำพรางระหว่างกัน มีผลให้การกระทำของนายประชัยไม่ผูกพันบริษัท เนื่องจากผู้มีอำนาจลงนามแทนบริษัทในห้วงเวลานั้นจะต้องเป็นกรรมการบริหารของบริษัท 2 ใน 9 คน การกระทำของนายประชัยจึงเป็นการมิชอบ สัญญาที่ทำจึงเป็นสัญญาที่ไม่ชอบตามกฎหมาย

3.บริษัท เมซไซอะฯดำเนินกิจกรรมตามสัญญาจ้างทั้ง 8 โครงการจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการทำนิติกรรมอำพรางตามข้อกล่าวหา

-จากข้อมูลเอกสารของธนาคารกสิกรไทย สาขารังสิต พบว่ามีการโอนเงินให้กับกลุ่มบุคคลต่างๆ เป็นเงินทั้งสิ้น 278,166,125 บาท ประกอบด้วย

ก.กลุ่มนายประจวบ สังขาว และเครือญาติ หรือกลุ่มบุคคลใกล้ชิดกับนายประจวบ รวม 155,617,800 บาท การถอนเงินสดและโอนเงินไปให้ยังกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเบิกเงินสดแล้วนำเงินสดที่เบิกมามอบให้นายประจวบ เพื่อรวบรวมเงินทั้งหมดไปมอบให้กับกลุ่มผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ณ ที่ทำการพรรค

ข.กลุ่มนายธงชัย คลศรีชัย บุคคลใกล้ชิดนายธงชัย หรือนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รวม 33,728,000 บาท

ค.กลุ่มบุคคลใกล้ชิดนายนิพนธ์ บุญญามณี รวม 46,404,620 บาท

ง.กลุ่มประกอบการ ได้แก่ บริษัท ห้าง ร้าน และบุคคลที่น่าเชื่อว่าเป็นการทำธุรกรรมทางการค้าจริงกับบริษัท เมซไซอะฯ ซึ่งส่วนนี้มียอดเงินทั้งสิ้น 42,425,705 บาท โดยนายประจวบ สังขาว ให้การยืนยันว่านำเงินจากบริษัท ทีพีไอฯมาจ้างบริษัทห้างร้านเหล่านี้ทำป้ายหาเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์

จากการตรวจสอบข้อมูลทางภาษีและระบบบัญชี การทำสัญญาจ้างทำของระหว่างบริษัท ทีพีไอฯ กับบริษัท เมซไซอะฯ มีข้อน่าสังเกต ดังนี้

-ยอดขายของบริษัท เมซไซอะฯไม่สอดคล้องกับข้อมูลตามแบบ ภ.ง.ด.53 ของบริษัท ทีพีไอฯ และข้อมูลซื้อไม่สัมพันธ์กับการจ้างทำของ จึงมีพิรุธในทางภาษี

-จำนวนพนักงานและเครื่องมืออุปกรณ์ในระบบบัญชีของบริษัท เมซไซอะฯ ไม่สามารถจัดทำงานในวงเงินตามสัญญาจ้างได้

-กรมสรรพากรยืนยันไม่มีการซื้อสินค้าหรือบริการระหว่างกันจริงระหว่างบริษัท เมซไซอะฯ กับบริษัท ชัยชวโรจน์ จำกัด บริษัท พีจีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ หจก.สินวัฒนา เอเชีย เอนเตอร์ไพรส์

-จากหลักฐานทางระบบบัญชี และแบบ ภ.ง.ด.53 บริษัท เมซไซอะฯรับเงินจากบริษัท ทีพีไอฯ และนำไปจ่ายให้บริษัททั้ง 3 ราย จำนวน 90 ล้านบาทนั้น เมื่อตรวจแล้วไม่ปรากฏในรายงานฐานะทางการเงินและระบบบัญชีของบริษัท เมซไซอะฯ ว่ามีการจ่ายเงินให้กับ 3 บริษัทแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่สรรพากรรายงานต่อกรมสรรพากรว่าบริษัททั้ง 3 ไม่มีการประกอบการจริง ปรากฏผู้มีรายชื่อผู้ออกใบกำกับภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นความผิดชัดเจน

กกต.พิเคราะห์แล้วเห็นว่า บริษัท เมซไซอะฯ มีการดำเนินกิจกรรมตามสัญญาจ้างเพียงบางรายการเป็นส่วนน้อย โดยส่วนใหญ่เป็นนิติกรรมอำพราง มีการประกอบการจริงประมาณ 42 ล้านบาท นายประจวบ สังขาว ให้การว่า ทำโฆษณาให้บริษัท ทีพีไอฯจริงๆ ในราวเดือนกรกฎาคม 2547 ประมาณ 10 กว่าล้านบาท เป็นป้ายบิลบอร์ดในภาคใต้ 5 ล้านบาท กทม.และปริมณฑลอีก 5 ล้านบาท

4.พรรคประชาธิปัตย์ได้รับประโยชน์จากกรณีที่บริษัท ทีพีไอฯโอนเงินผ่านบริษัท เมซไซอะฯ หรือไม่ อย่างไร

-จากข้อเท็จจริง กกต.พิเคราะห์แล้วเห็นว่า บริษัท เมซไซอะฯได้ใช้เงินจากบริษัท ทีพีไอฯ ไปจัดทำป้ายหาเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นมา และพรรคได้รับประโยชน์จากการทำป้ายหาเสียง โดยใช้เงินจากบริษัท ทีพีไอฯ ผ่านบริษัท เมซไซอะฯ และนายธงชัย คลศรีชัย มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด และกระทำการในลักษณะตัวแทนเชิดของนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

5.พรรคประชาธิปัตย์ได้กระทำผิดหรือไม่ หากพรรคกระทำผิดต้องรับโทษใด

-จากข้อเท็จจริงตามประเด็นที่ 1-4 กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนรู้เห็นและได้รับประโยชน์จากเงินที่บริษัท ทีพีไอฯได้โอนผ่านบริษัท เมซไซอะฯ โดยทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวร่วมกันทำนิติกรรมอำพรางผ่านสัญญาว่าจ้างทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้บริษัท ทีพีโอฯ ทั้งประโยชน์จากการทำป้ายโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง ส.ส. และประโยชน์อื่นใดที่เชื่อได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับผ่านบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรค และจากข้อเท็จจริงในการสอบสวนพบว่ากรรมการบริหารพรรคหลายคนมีส่วนรับรู้ถึงการกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัท ทีพีไอฯ เป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เงินของบริษัทที่จ่ายผ่านบริษัท เมซไซอะฯ จึงเป็นเงินที่ได้จากการระดมทุนของประชาชนผู้ถือหุ้น และจากการประกอบกิจการของบริษัท ดังนั้น หากมีการดำเนินการที่มิชอบ โดยการลงนามมิได้กระทำโดยผู้มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการนำเงินจำนวนมากของบริษัทออกมาใช้จ่ายโดยมิได้เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการตามปกติวิสัยทางการค้าของบริษัท อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงภายในประเทศ

รวมทั้งการที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่จัดตั้งมาเป็นเวลานานควรต้องทราบถึงข้อกฎหมาย และระเบียบปฏิบัติต่างๆ โดยควรที่จะดำเนินการด้วยความโปร่งใส สุจริต ตามระบอบประชาธิปไตย กลับมีพฤติการณ์หรือรู้เห็นและหาประโยชน์โดยตรงจากการปกปิดซ่อนเร้น ในการรับบริจาคดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินหรือประโยชน์อื่นใดที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับได้นำไปใช้ในการเลือกตั้ง และการที่ไม่เปิดเผยการรับบริจาคดังกล่าว ส่อเจตนาว่าจะมีการนำเงินนั้นไปใช้ในทางที่มิชอบ ประกอบกับในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงของการเลือกตั้งซึ่งพรรคการเมืองทุกพรรคต้องใช้จ่ายภายในวงเงินที่ กกต.กำหนด ซึ่งการได้รับเงินหรือประโยชน์อื่นโดยไม่เปิดเผย อาจทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคและผู้สมัครรับเลือกตั้ง และทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม จึงอาจถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นอกจากนั้น การรับบริจาคโดยไม่เปิดเผยชื่อผู้บริจาครวมทั้งไม่ได้ดำเนินการจัดทำบัญชีการรับบริจาคให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมทั้งอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐเนื่องจากพรรคการเมืองเป็นองค์กรทางการเมืองที่สำคัญ และมีส่วนใช้อำนาจรัฐ ทั้งอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ดังนั้น หากพรรคการเมืองได้รับบริจาคโดยมิชอบและไม่เปิดเผยขาดความโปร่งใส อาจทำให้เกิดการก้าวก่ายแทรกแซงหรือใช้อิทธิพลใดๆ จากผู้บริโภค ซึ่งมีผลต่อการกำหนดนโยบาย และการดำเนินการใดๆ เพื่อใช้อำนาจรัฐในทางที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริจาคโดยมิชอบ ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงภายในของรัฐ และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้

ดังนั้น กรณีนี้จึงถือได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 66 (2), (3) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และมาตรา 94 (3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ซึ่งถือเป็นเหตุแห่งการยุบพรรค และนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของ กกต.ต้องดำเนินการตามมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และมาตรา 95 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 เพื่อแจ้งต่ออัยการสูงสุด ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีวินิจฉัย ที่ 18/2550 เรื่องพิจารณาที่ 29/2549 ลงวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2550 กรณียุบพรรคธัมมาธิปไตย โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วางแนวทางการวินิจฉัยไว้ว่าแม้การกระทำผิดจะอยู่ระหว่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับ แต่หาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ที่เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังมิได้บัญญัติให้มีผลแตกต่างกัน จนทำให้ไม่เป็นเหตุยุบพรรคการเมืองในเหตุเดียวกันได้ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถที่จะใช้บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 พิจารณาวินิจฉัยคดีได้


กกต.ได้ประชุมพิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้

ข้อกล่าวหาที่ 1 กรณีกล่าวหาว่า พรรคประชาธิปัตย์รับบริจาคเงินจากบริษัท ทีพีไอฯผ่านบริษัท เมซไซอะฯ จำนวน 258 ล้านบาท โดยทำสัญญาว่าจ้างทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามโครงการต่างๆ เป็นนิติกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงการรายงานการรับบริจาคเงินตามที่กฎหมายกำหนด อันอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 66 (2) และ (3) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และ มาตรา 94 (3) (4) และ (5) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550

ที่ประชุมมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งต่ออัยการสูงสุดพร้อมด้วยหลักฐาน เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป ตามมาตรา 95 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงส่งพยานหลักฐานพร้อมสำนวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวข้างต้นมาให้อัยการสูงสุดพิจารณาดำเนินการยื่นคำร้อง อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ จึงตั้งคณะทำงานร่วมดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมจนแล้วเสร็จ และมีมติว่าได้ข้อยุติให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 มาตรา 63 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 68, 236 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 20, 65, 66(2) (3), 67 และ 69 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 17, 44, 94(3), (4), (5), 95, 97 และ 98 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 10 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 ข้อ 3 ดังนี้

1.มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคผู้ถูกร้อง เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์รับบริจาคเงินจากบริษัทพีทีไอฯ ผ่านบริษัท เมซไซอะฯ เป็นเงิน 263,151,000 บาท โดยทำสัญญาว่าจ้างทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามโครงการต่างๆ เป็นนิติกรรมอำพราง เพื่อหลีกเลี่ยงการรายงานการรับบริจาคเงินตามที่กฎหมายกำหนดและได้กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

2.มีคำสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกยุบไป เนื่องจากกระทำการตามมาตรา 66 ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

3.มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ตามบัญชีรายชื่อท้ายคำร้องมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ยุบพรรค เนื่องจากขณะเกิดเหตุที่เป็นผู้มีส่วนร่วม รู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำดังกล่าวแล้วมิได้ยับยั้ง หรือแก้ไขการกระทำดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 98

ฤดูแต่งตั้ง

ที่มา ข่าวส


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



ประมาณต้นเดือนส.ค.น่าจะได้ฤกษ์แต่งตั้งผบ.ทบ.คนใหม่ สืบแทนพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ครบเกษียณอายุ โดยมีชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเต็งจ๋า แทบไม่มีโอกาสพลิก

แต่ทั้งคนที่จะอำลาตำแหน่งและคนที่จะเข้ามาใหม่ ระยะนี้พากันเก็บตัวเงียบเชียบ

ความรุนแรงในเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมานั้น มันฝากฝังบาดแผลเอาไว้ในหัวใจประชาชน

กองทัพซึ่งตั้งเป้าหมายว่า จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการนองเลือด ต้องการให้แก้ปัญหาการเมืองด้วยการเมือง

สุดท้ายเมื่อรัฐบาลตัดสินใจ ใช้การทหารเข้ามาแก้ ลงเอยก็แย่อย่างที่เห็น

ใครที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ไม่มีความสุขหรอก!

โดยเฉพาะนายกฯมาร์คและรองนายกฯเทพเทือก

เสร็จจากแต่งตั้งผบ.ทบ.แล้ว ต้องเป็นคิวแต่งตั้งผบ.ตร. เพราะพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผบ.ตร.ที่รักษาการมายาวนานตลอด 1 ปี ครบเกษียณเช่นกัน

คราวนี้จะมีปัญหาเอกภาพในหมู่กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติหรือก.ต.ช.อีกหรือไม่

ความจริงไม่ใช่เรื่องเอกภาพอะไรที่ไหนหรอก!?

เสียงส่วนใหญ่ในก.ต.ช.ก็บอกชัดเจนแล้วว่า สนับสนุนพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย

แต่นายกฯ จะเอาพล.ต.อ.ปทีป แล้วมีเสียงข้างน้อยคอยสนับสนุน

พอตั้งตามใจไม่ได้ ก็เลยไม่ต้องตั้งกันเสียเลย

นายกฯอภิสิทธิ์เขาทำได้นะเรื่องแบบนี้ ทำให้เห็นมาแล้ว เมื่อตำรวจไม่มีผบ.ตร.บริหารงานมาแล้ว 1 ปี

ว่าไปแล้วก็น่าเศร้าใจแทนพล.ต.อ.ปทีป และพล.ต.อ.จุมพล ที่เสียงส่วนใหญ่สนับสนุน

คนใดคนหนึ่งควรจะได้เป็นผบ.ตร. ถ้าผู้มีอำนาจหน้าที่มีจิตใจเปิดกว้าง มีศิลปะในการบริหารงานอย่างแท้จริง!

สำคัญที่สุดคือ ถ้ามีจิตวิญญาณนักประชาธิปไตย เคารพเสียงส่วนใหญ่ เรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

การแต่งตั้งผบ.ตร.ในปีนี้ ปัจจัยปัญหาได้แปรเปลี่ยนไป

น่าจะง่ายดายขึ้นกว่าเดิม

ตอนนี้ตัวเต็งผบ.ตร.ก็เห็นๆ ได้ทั้งอาวุโส เหมาะสม และไม่มีประเด็นหวาดระแวงทางการเมืองด้วย

ง่ายที่สุดคือ ผู้มีอำนาจหน้าที่ ยึดกฎกติกาและธรรมเนียมของตำรวจ

เลิกคิดปั่นลูกไซด์โค้งข้ามหัวข้ามอาวุโสไปได้เลย!