ที่มา ข่าวสด
เป็นประเด็นเพราะยังไม่มีความแจ่มชัดในเรื่องหัวหน้าพรรค
เป็นประเด็นเพราะมี "กระแส" ปรากฏออกมาเป็นระยะถึงความไม่พอใจที่มีต่อ นายพายัพ ชินวัตร ประธานภาคอีสาน
คล้ายกับว่าเป็นคนละเรื่อง แต่ในที่สุดกลับกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
เพราะความต้องการที่ผลุบๆ โผล่ๆ เป็นระยะๆ ก็คือ ความต้องการที่จะขยายบทบาทของส.ส.ให้มีมากยิ่งขึ้น
นั่นก็คือ หัวหน้าพรรคก็มาจาก ส.ส. นั่นก็คือ ประธานภาคก็มาจากส.ส.
บนพื้นฐานของเหตุผลที่ว่า หากมิใช่ส.ส.หัวหน้าพรรคก็ไม่มีบทบาทในสภา ไม่สามารถเป็น "ผู้นำฝ่ายค้าน" ได้
ยิ่งกว่านั้น หากมิใช่ส.ส.ก็อาจไม่เข้าใจความรู้สึก ความต้องการของส.ส.
ตำแหน่งหัวหน้าพรรคที่มิใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย
ล้วนมีปัญหา
มีปัญหาเพราะว่าไม่ว่าส.ส.ไม่ว่าสมาชิกพรรคหรือมวลชนของพรรค ต่างรวมศูนย์ไปอยู่ภายใต้อำนาจและบารมีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ยากที่จะมีผู้ใดสามารถดำรงสถานะหัวหน้าพรรคได้อย่างแท้จริง
อย่าว่าแต่บุคคลระดับ นายสมัคร สุนทรเวช เลย แม้กระทั่ง นายพายัพ ชินวัตร นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย
ก็นั่งอย่างไม่เต็มก้นเท่าใดนัก
เหตุผลมิได้อยู่ที่ว่า นายพายัพ ชินวัตร ไม่ได้เป็นส.ส.ประการเดียว หากที่สำคัญยิ่งกว่านั้นยังอยู่ที่ นายพายัพ ชินวัตร มิใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากกว่า
นี่คือปัญหาของพรรคเพื่อไทย นี่คือปัญหาของส.ส.ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย
น่าสนใจก็ตรงที่บารมีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สามารถปลุกระดมมวลชนเรือนแสนให้หลั่งไหลเข้ามาชุมนุมในกทม.ได้อย่างยืดเยื้อและต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 2 เดือน
แต่บารมีนี้กลับไม่สามารถทำให้พรรคเพื่อไทยมีพรรคภาพอันแข็งแกร่งได้
พรรคภาพในที่นี้มีความหมายตรงไปตรงมาคือ ภาวะแห่งความเป็นพรรคที่แข็งแกร่งและเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคง
มั่นคงด้วยสมาชิกพรรคที่เห็นด้วยกับแนวทาง
มั่นคงด้วยแนวทางอันสอดรับกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม สามารถสนองความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดี
กลายเป็นว่าพรรคมีปัญหาเรื่องหัวหน้าพรรค เรื่องประธานภาคบางภาคที่สำคัญ
กลายเป็นว่าพรรคยังไม่สามารถกำหนดตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้แม้เวลาของการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่งวดเข้ามาเป็นลำดับ
ตรงนี้ต่างหากที่พรรคเพื่อไทยต้องถามตนเอง ถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
จากเดือนกรกฎาคม 2541 มาถึงเดือนกรกฎาคม 2553 เป็นเวลา 12 ปีแล้ว
เวลา 12 ปีของพัฒนาการจากพรรคไทยรักไทยเป็นพรรคพลังประชาชนเป็นพรรคเพื่อไทยสมควรมีการทบทวนบทบาทและความหมายอย่างจริงจัง
เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งในปี 2554 ได้อย่างองอาจ สง่างาม
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, July 17, 2010
อาวุโส การเมือง ไทยรักไทย ถึง เพื่อไทย 12 ปีที่ละล้าละลัง
แฉทุจริต
ที่มา ข่าวสด
ไม่ธรรมดาแน่นอนที่ภาคเอกชนอดรนทนไม่ไหว ต้องออกมาแฉปัญหาการทุจริต
เพราะตามปกติแล้วเอกชนได้แต่ก้มหน้าก้มตา จ่ายทั้งบนโต๊ะ-ใต้โต๊ะ เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
ยิ่งกับกลุ่มราชการ หรือนักการเมือง เอกชนต้องยอม"เป็นใบ้-ตาบอด" ไม่รู้ไม่เห็นใดๆ ทั้งสิ้น
จึงเมื่อนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ออกมาระบุว่าเมืองไทยยามนี้มีปัญหาคอร์รัปชั่นระดับ 30-40%
จากในอดีตที่โกงกินหรือหักค่าหัวคิว 3-5% เท่านั้น
และยิ่งน่ากลัวเมื่อคาดการณ์ว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ยอดเงินคอร์รัปชั่นน่าจะพุ่งไปถึง 50%
มีการยกตัวอย่างงบประมาณแผ่นดินปีละ 3-4 แสนล้านบาท ในห้วงเวลานี้เข้ากระเป๋าคนโกงไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท
การออกมาแบบนี้ต้องถือว่าขีดความอดทนถึงที่สุดแล้ว
เชื่อว่านี่มิใช่การกล่าวอ้างอย่างลอยๆ เพราะหากดูความเป็นไปของรัฐบาลที่ผ่านมาจักพบว่ามีเสียงครหาเรื่องคอร์รัปชั่นอย่างมากมาย
อย่างโครงการไทยเข้มแข็ง และโครงการโน้นโครงการนี้ นักการเมืองและข้าราชการประจำอิ่มหมีพีมันไปตามๆ กัน
ยังไม่นับอีกหลายโครงการที่ถูกจับไต๋ได้ก่อนจึงต้องยุติไป(ชั่วคราว) อาทิ โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ที่ถูกขนานนามว่าเป็นโครงการรถเมล์ฝังเพชร เพราะค่าเช่าแพงรากเลือด
ล่าสุดปลุกผีเขื่อนแก่งเสือเต้นขึ้นมาอีกรอบ
เขื่อนนี้ในทางความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับทรัพยากร และการทำลายระบบนิเวศก็ไม่คุ้มอยู่แล้ว บวกกับปัญหาเรื่องผลประโยชน์การประมูล หรือไม้ใหญ่ที่จะถูกตัด
ว่ากันว่าหากผลักดันได้จริง จะมีนักการเมืองร่ำรวยอีกมหาศาล
การออกโรงของภาคเอกชนที่กระทุ้งรัฐบาลให้หันมาใส่ใจปัญหาการคอร์รัปชั่น จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและสนับสนุนอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะแนวคิดให้นายนันเดอร์ วอน เดอลูว์ ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย รับผิดชอบในเรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น เพราะมองว่าฝรั่งน่าจะกล้าพูดมากกว่าคนไทย
และหากข้อมูลออกมาตอกหน้าแงรัฐบาล อย่างน้อยก็ได้รับผลกระทบไม่มากเท่าเอกชนไทย
เหมือนหลายๆ กรณีที่ใครก็ตามซึ่งอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล หรือแสดงออกไม่ถูกใจ มักจะโดนเล่นงานไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ขนาดเด็กๆ อย่าง "มาร์ค วี11" ผู้เข้าประกวดบ้านเอเอฟ ที่สุดท้ายถูกกดดันจนต้องถอนตัวและกล่าวขอโทษ หลังเขียนข้อความแสดงความไม่พอใจนายกฯ กรณีสลายม็อบ และต้องการให้ยุบสภา
โครงการแฉทุจริตคอร์รัปชั่นนี้ถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง หากรัฐบาลใจกว้างพอและนำข้อมูลที่ได้ไปปรับแก้จะเป็นประโยชน์กับตัวเองและประเทศชาติอย่างมหาศาล
ว่าแต่ว่ารัฐบาลจะใจกว้างพอหรือเปล่า!?
กาบัตรล่วงหน้าฉลุย ไร้คนร้องเรียน ให้พท.นอนเฝ้าหีบ
ผอ.กกต.เขต 6 เผยเลือกตั้งล่วงหน้าเขต 6 วันแรก ฉลุย ไร้เรื่องร้องเรียน คนแห่ใช้สิทธิเฉลี่ยเขตละ 1-2 พันคน ไฟเขียวให้คนเพื่อไทย นอนเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้ง-ติดกล้องซีซีทีวี ชี้แนวโน้มเลือกตั้งจริงจะมีคนมาใช้สิทธิ์ไม่ต่ำ 70%...เมื่อวันที่ 17 ก.ค. นายมนัส ปสาทรัตน์ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำเขตเลือกตั้งที่ 6 กทม. เปิดเผยกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ถึงการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 ล่วงหน้าวันแรก ว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง และผู้มาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง ไม่มีเหตุการณ์หรือข้อร้องเรียนใดๆ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วแต่ละเขตเลือกตั้งคนเดินทางมาใช้สิทธิ์ล่วงหน้าประมาณ 1,000-2,000 คน
"วันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ให้คนมาเลือกตั้ง คนมาใช้สิทธิค่อนข้างมาก มีแนวโน้มที่ดีในวันที่ 25 ก.ค. ดูแล้วการเลือกตั้งถือว่าเป็นปกติจะมีประชาชนเดินทางมาเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 70% ตามที่ตั้งเป้าไว้" ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ประจำเขตเลือกตั้งที่ 6 กล่าว
อย่างไรก็ตาม กกต.ได้มีการระมัดระวังดูแลความปลอดภัย การเก็บรักษาหีบบัตร ให้เจ้าหน้าที่อยู่เวรอย่างเข้มงวดไม่ละเว้น ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาร้รองเรียนได้ ส่วนเรื่องที่ทางฝ่ายผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยแจ้งมาว่าจะมีการนอนเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งและมีการถ่ายทอดซีซีทีวีนั้น ทาง กกต.ก็ไม่ขัดข้อง เนื่องจากทำไปตามหน้าที่ ยืนยันความโปร่งใส จะส่งใครมาอย่างไรก็ยินดี เพื่อแสดงความบริสุทธิ์เรื่องการดูแลการเลือกตั้ง.
ถ้าจะเกิดเหตุพลิกผัน

มิ่งขวัญ
ตามเดิมพันก็อย่างที่นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยดังๆบนเวทีที่ตลาดปัฐวิกรณ์ ถ้าหากนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครของพรรค แพ้เลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 จะเป็นการส่งสัญญาณไปทั่วประเทศ
เมืองหลวงแตกพ่าย ก็ไม่ต้องพูดถึงภาคอีสานกับภาคเหนือ
โดยเกมมันจึงต้องทุ่มกันสุดตัว อย่างกับคิวล่าสุดที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภาค กทม. คุมทีม "หางเครื่องชุดใหญ่" อันประกอบไปด้วยนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายอิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมฯ นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล นายชุมพล กาญจนะ ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ
เปิดวิกเรียกแต้มจากคนดูในเขตบึงกุ่ม
ตามคิวเฮี้ยบๆที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ สั่งให้ ส.ส.ที่มาร่วมปราศรัยลงชื่อก่อนขึ้นเวที เพื่อเป็นการเช็กชื่อตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคฯ ได้กำชับให้ ส.ส.เวียนกันมาช่วยหาเสียงให้นายพนิช
เกณฑ์ทัพ เรียกแถวระดมพล ประชาธิปัตย์โหมสุดกำลัง
ตามอาการแกว่งๆ โดยเฉพาะเมื่อโดนชนักปักหลัง คดียุบพรรคที่โดนดัก 2 เด้ง ทั้งกรณีเงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท และปมอำพรางเงินบริจาค 258 ล้าน จากบริษัททีพีไอฯ โอกาสเป็นน้อยกว่าตาย
กระแสวูบวาบ กำลังภายในหดหาย
โดยยุทธศาสตร์ก่อนอื่นเลย ประชาธิปัตย์จึงต้องอุดรอยรั่วในพื้นที่เมืองกรุงไว้ก่อน ไม่ให้เขื่อนแตกทลายไปทั่วประเทศ
เพราะนั่นหมายถึงหายนะใหญ่
สถานการณ์เลวร้ายจะประดังมาพร้อมกัน กระแสตก โดนยุบพรรค ลูกแถวระส่ำ ประชาธิปัตย์ยากที่จะรักษาตั๋ว ยื้อสิทธิเป็นแกนหลักในการถือครองอำนาจรัฐต่อไป
ฝ่ายคุมเกมดีดลูกคิดแล้ว รังแต่จะขาดทุน
ตามเกมต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นใหม่
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ลูกจะไหลไปเข้าทางพรรคเพื่อไทย
ตามจังหวะที่บังเอิญสอดรับกับวงสัมมนา ส.ส.อีสาน "เฮียมิ่ง" นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ สวมบทเซียนการเมือง ฟันธง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะยุบสภา ตัดหน้าคิวยุบพรรคประชาธิปัตย์ ในราวปลายเดือนสิงหาคม
แล้วก็ตั้งเป้า พรรคเพื่อไทยจะกวาด ส.ส.รอบหน้า 250-270 ที่นั่ง
เบิ้ลได้ถูกจังหวะเวลาซะด้วย
แน่นอนไม่ใช่เรื่องคุยโม้คำโตเกินไป กับตัวเลข 250-270 ของ "เฮียมิ่ง" แต่ในหมายเหตุว่า พรรคเพื่อไทยต้องอยู่ในสถานการณ์แน่นปึ้ก ไม่เสี่ยงแพ้ภัยตัวเองไปซะก่อน
กับประเด็นที่ขัดๆกันอยู่ในข่าวเดียวกัน
ทางหนึ่ง "เฮียมิ่ง" ก็แท็กทีมกับนายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยึดกุมสภาพพรรคเพื่อไทย เหยียบตาปลากับ "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรค ที่จ่อเสียบหัวแม่ทัพอยู่เหมือนกัน
อีกด้านก็เป็นข่าว การเปิดดีลระหว่างอดีตนายกฯทักษิณ กับ "หม่อมอุ๋ย" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.คลัง สมัยรัฐบาลขิงแก่ ดึงมาเป็นแม่ทัพพรรคเพื่อไทย
แต่งตัวรอเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่ล่าสุด "หม่อมอุ๋ย" ยอมรับพร้อมปฏิเสธว่า พรรคเพื่อไทยทาบทามจริง แต่เป็นอดีตก่อนเหตุการณ์ความรุนแรง และคนที่ทาบทามไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นคนในพรรค และได้ปฏิเสธไปก่อนแล้วว่า ไม่รับตำแหน่ง
เป็นอันว่า จบข่าว "หม่อมอุ๋ย" ในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย
แต่ที่ต้องติดตามตอนต่อไป กับคิวของ ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนาที่นำทีมโดยนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม และกลุ่มของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีต รมว.ยุติธรรม ที่ไม่ยอมเข้าร่วมงานสัมมนา ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทย เพราะเซ็งกับระบบบริหารภายใต้การนำของนายพายัพ
ตามข่าววงในแว่วๆว่า ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทยส่วนหนึ่งที่ทนสภาพแร้นแค้นไม่ไหว แต่ไม่กินเส้นกับยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" เลยหันไปผูกเสี่ยวอยู่กับกลุ่ม 3 พี "ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" แกนนำใหญ่พรรคเพื่อแผ่นดิน พร้อมร่วมหัวจมท้าย
นี่แหละตัวแปร ถ้าจะมีเหตุพลิกผัน.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
แทรกแซงซิกแซ็ก
ที่มา ไทยรัฐ นโยบายทางการเงินการคลังที่เข้าภาคบังคับ ถ้ารัฐบาลจะใช้นโยบาย ประชานิยม แบบซี้ซั้วก็ต้องระมัดระวังจะส่งผลกระทบถึงภาระการชำระหนี้ในระยะยาวด้วย คาดว่าสิ้นปีนี้คงถึงเวลาที่ต้องชำระหนี้ต่างประเทศก้อนใหญ่ รัฐบาลจะหารายได้ เป็นหรือไม่ ก็เห็นๆกันอยู่ แต่ที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจกับมาตรการถอนขนห่าน ขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25 ต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ 1 ต้องตั้งคำถามไว้ล่วงหน้าว่า ชาวบ้านตาดำๆจะอยู่กันอย่างไร เพราะสุดท้ายแล้วการดำเนินนโยบายผิดพลาด การชิงอำนาจทางการเมืองไม่ลืมหูลืมตา การทุจริตคอรัปชันกันมโหฬาร รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่ประชาชนไม่รู้จะหนีไปไหน ต้องรับกรรมไปตามระเบียบ การที่รัฐบาลจะเข้ามามีอำนาจโดยเบ็ดเสร็จทางการเมือง คิดว่าชาวบ้านกินแกลบกินรำ ระวังจะคิดผิด คิดว่ามีคนตายแล้วไม่ต้องรับผิดชอบก็อย่าเพิ่งด่วนสรุป คิดว่ามีตัวช่วยแล้วจะสามารถหลุดรอดความรับผิดชอบทั้งหมดไปได้ก็อย่าไปคิดไกลขนาดนั้น การใช้อำนาจกดขี่ประชาชนระวังกระแสตีกลับ การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 ครั้งนี้ ให้จับตาการสั่งสอนรัฐบาลเหลิงอำนาจและเป็นการพิสูจน์ว่าอำนาจเถื่อนจะเอาชนะอำนาจในมือประชาชนได้หรือไม่ วิธีการเข้าแทรกแซงเพื่อยึดอำนาจของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ชักจะล้ำเส้น ไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี ไม่เกรงใจประชาชนเจ้าของประเทศ จะเนียนขนาดไหน จะตบตาอย่างไร ความจริงก็หนีความจริงไปไม่พ้น ซื้อไทยคมคืนก็เงียบ ทวงเขาพระวิหารก็เงียบ โควตาข้าวก็เงียบ รถเมล์ 4 พันคันก็เงียบ ถนนปลอดฝุ่นก็เงียบ ถนนขึ้นเขาใหญ่ก็เงียบ ทางหนึ่งเอานโยบายประชานิยมบังหน้า แจกโบนัส ขึ้นเงินเดือน ชดเชยรายได้ทางหนึ่ง ขูดรีดภาษี ขึ้นดอกเบี้ยกันเป็นว่าเล่น สินค้าอุปโภคบริโภค แพงโคตรๆ ถ้าคิดจะแจกเงินมาลดราคาสินค้าไม่ดีกว่าหรือ จะได้ทั่วถึงกับประชาชนทุกชั้น หาเงินก็ไม่ได้ใช้เงินก็ไม่เป็น มีเรื่องเล่าจากที่ประชุม คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย นัดประชุมครั้งแรกหลังจากได้จุฬาราชมนตรีคนใหม่ ที่ประชุมมีวาระสำคัญ 2 วาระคือ การถอดถอนอิสลามกลาง จ.สุราษฎร์ธานีเนื่องจากขาดคุณสมบัติตามคำพิพากษาของศาลและการรับรองแผนงานของสถาบันฮาลาล ปรากฏว่ามีการ วอล์กเอาต์ องค์ประชุมไม่ครบ ไม่สามารถพิจารณาวาระสำคัญดังกล่าวได้ ซึ่งที่ประชุมประกอบด้วยตัวแทนอิสลามประจำจังหวัด 39 คน และมาจากการเลือกของจุฬาราชมนตรีจำนวน 12 คน เรื่องนี้จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับการคงไว้ซึ่งสถาบันสำคัญทางศาสนา ไม่ว่าจะเข็นการปฏิรูปอย่างไรก็เข็นไม่ขึ้นเพราะทุกอย่างมีเจตนาแอบแฝง ดูอย่างคณะกรรมการแก้รัฐธรรมนูญนั่นปะไร จะเสนอแก้มาตรา 190 ทันที อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ เพราะเป็นมาตราเดียวที่รัฐบาลอยากแก้มากที่สุด เพื่อที่จะทำสัญญากับต่างประเทศ ได้อย่างสะดวกโยธิน ถามว่าเกี่ยวกับการปฏิรูปตรงไหน ฮึ. หมัดเหล็ก
วิดีโอคลิป: สัมภาษณ์พิเศษ - สมบัติ บุญงามอนงค์
ที่มา ประชาไท
ประชาไท สัมภาษณ์พิเศษ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ บก.ลายจุด หลังจากถูกตำรวจจับไปคุมตัวที่ ตชด.ปทุมธานี นานกว่า 10 วัน ในข้อหา ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
สัมภาษณ์พิเศษ: สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) from prachatai on Vimeo.
ม.เที่ยงคืนเสนอ “ปฏิรูป” การ “ปฏิรูปประเทศ”
ม.เที่ยงคืนชี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีอำนาจกว้างขวาง ไม่มีหลักประกันเสรีภาพการแสดงความเห็นของฝ่ายที่คิดต่างจากรัฐบาล เสนอให้เลิก พ.ร.ก. เพื่อให้ความคิดเรื่องปฏิรูปไม่ออกมาแต่ข้างฝ่ายรัฐบาล ชี้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงกรณีสลายชุมนุมเมษา-พฤษภามีความสำคัญต่อการปฏิรูป พร้อมเรียกร้องสังคมกดดันให้เกิดการ “ปฏิรูป” การ “ปฏิรูปประเทศ”
เวลา 16.00 น. วันนี้ (16 ก.ค.) ที่ห้อง 102 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณาจารย์กลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ประกอบด้วย รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ อาจารย์ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และ อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ ร่วมกันออกแถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เรื่อง “ปฏิรูปการปฏิรูปประเทศไทย” โดยมี นายสมชาย เป็นผู้อ่านแถลงการณ์
ใจความตอนหนึ่งของแถลงการณ์ “ปฏิรูปการปฏิรูปประเทศไทย” ระบุว่า “ภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ในการกล่าวหาและควบคุมบุคคลที่เห็นว่ากระทำการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งแม้กระทั่งถึงปัจจุบันก็ยังมีการกล่าวหาและการควบคุมบุคคลจำนวนมากโดยไม่เคารพต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าได้กระทำความผิดในลักษณะใด
อำนาจที่ฉ้อฉลของกฎหมายฉบับนี้จึงย่อมเป็นผลให้บุคคลที่มีจุดยืนแตกต่างจากฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐไร้หลักประกันว่าจะสามารถแสดงความเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจได้อย่างปลอดภัย เมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการปฏิรูปประเทศไทยจึงยากที่จะเกิดขึ้นท่ามกลางการแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างกว้างขวางและการต่อรองอย่างเป็นธรรม จึงต้องมีการยกเลิก พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้ความคิดในการปฏิรูปประเทศไม่ปรากฏออกมาสู่สังคมเฉพาะที่มาจากฝ่ายของรัฐบาล ชนชั้นนำ และปัญญาชนที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปคณะต่างๆ เท่านั้น”
แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจ “ความจริง” และต้องมีผู้ “รับผิด” ต่อการตัดสินใจและการกระทำของตนเอง ตลอดจนการที่สังคมโดยรวมจะได้หาทางแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ ที่เป็นเหตุปัจจัยแห่งความรุนแรง เพื่อจะสามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงซ้ำอีก กระบวนการดังกล่าวนี้สำคัญอย่างมากต่อการที่จะดึงให้ทุกฝ่ายทุกสีให้หันหน้าเข้าหากันโดยต่างก็ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปประเทศ และเกิดความกระตือรือร้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศในวิถีทางที่ตนสามารถกระทำได้
“มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอเรียกร้องให้สังคมร่วมกันกดดันเพื่อให้เกิดการปฏิรูป “การปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อให้สังคมมีส่วนร่วมในการปฏิรูปอย่างแท้จริง ซึ่งการมีส่วนร่วมของสังคมนี้นับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะทำให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผล หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างกว้างขวางอันจะเป็นผลดีต่อสังคมไทยในระยะยาว” ตอนท้ายของแถลงการณ์ระบุ
หลังการแถลงข่าวนายอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ตอบคำถามและอธิบายข้อเสนอเรื่องการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมืองและเปิดเผยต่อสังคมว่า การมีส่วนร่วมไม่ใช่แค่การเปิดเวที ระดมคนร้อยคน หรือสองร้อยคนไปฟัง นอกจากนี้ต้องมีการพิมพ์เอกสารและสื่อทั้งหมดที่คณะกรรมการฯ กำลังดำเนินการสู่สาธารณะชนในวงกว้างและง่ายต่อการเข้าถึง อาจจะพิมพ์สิ่งที่คณะกรรมการฯ จะเสนอในหนังสือพิมพ์หรืออื่นๆ รวมทั้งในบางกรณีเช่นกรรมการที่เป็นชุดตรวจสอบข้อมูลฯ ก็มีความจำเป็นต้องเผยแพร่ข้อมูลหรือหลักฐานด้วยซ้ำ เพื่อที่สังคมทั้งหมดจะได้เห็นข้ออ่อนหรือจะทำอะไร การเปิดเวทีเพียงครั้งๆ เกรงว่าถ้าทำอย่างนั้นจะคล้ายการทำประชาพิจารณ์จอมปลอมซ้ำรอยรัฐธรรมนูญปี 2550 ท้ายสุดจะไม่ได้อะไรขึ้นมา
นายชำนาญ จันทร์เรือง กล่าวหลังการแถลงข่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 2 ชุดที่ตั้งขึ้น เป็นเรื่องซื้อเวลาของฝ่ายบริหาร เพราะจริงๆ แล้วฝ่ายบริหารมีหน้าที่ปฏิรูปอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งกรรมการอะไรอยู่แล้ว อำนาจเต็มอยู่ที่ฝ่ายบริหาร คณะรัฐบาลอยู่แล้ว คณะกรรมการทั้งสองชุดตั้งโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเอง ถ้ามีการเสนอขึ้นมาถ้ารัฐบาลไม่เอาด้วยก็จบ และระยะเวลาทำงานก็เนิ่นนาน 2-3 ปี และไม่แน่ว่ารัฐบาลชุดหน้าจะเอาหรือไม่เอาอย่างไร ก็เป็นการซื้อเวลา แต่การปฏิรูปไม่สามารถเคลื่อนได้ถ้ามี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ใช่ยกเลิกประกาศธรรมดา แต่ต้องเลิกกฎหมายนี้ไปเลย พ.ร.บ.ความมั่นคงก็ร้ายแรงเต็มที ยังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดปาก เซ็นเซอร์ ปิดกั้นอินเทอร์เน็ต ซึ่งขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญโดยชัดแจ้ง และประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มากี่เดือนแล้ว ไม่ใช่แค่ฉุกเฉิน แต่เป็นฉุกเฉินฉบับถาวรไปแล้ว โดยรายละเอียดของแถลงการณ์เป็นไปดังแนบท้าย
000
แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง “ปฏิรูปการปฏิรูปประเทศไทย”
ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับความขัดแย้งอย่างรุนแรง รัฐบาลได้นำเสนอกระบวนการ “ปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อเป็นหนทางในการจัดการกับความขัดแย้งและนำสังคมไทยกลับคืนสู่ภาวะสันติสุข โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่ได้เข้ามาร่วมในการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายประเด็นที่สังคมควรพิจารณาเพื่อให้การปฏิรูปประเทศไทยมีความชอบธรรมและบรรลุผลอันพึงปรารถนา
1. ปัญหาสำคัญอย่างยิ่งของสังคมการเมืองไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมาก็คือ การที่อำนาจในการอธิบายปัญหา การเสนอทางเลือกในการแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจหรือการวินิจฉัยต่างๆ ตกอยู่ในมือของชนชั้นนำเพียงหยิบมือเดียว แม้ว่าการปฏิรูปประเทศครั้งนี้จำเป็นจะต้องมีปัญญาชนและชนชั้นนำเข้ามาร่วมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ก็จำเป็นจะต้องมีภาคสังคมเข้ามามีบทบาทในกระบวนการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเปิดโอกาสให้ภาคสังคมสามารถควบคุมตรวจสอบความคิดและการตัดสินใจของคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละชุดได้อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานของคณะกรรมการแต่ละชุดต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส เปิดเผย เพื่อให้สาธารณชนได้มีโอกาสรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั้งหมด ทั้งเพื่อการวิพากษ์วิจารณ์และการเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป
2. ภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ในการกล่าวหาและควบคุมบุคคลที่เห็นว่ากระทำการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งแม้กระทั่งถึงปัจจุบันก็ยังมีการกล่าวหาและการควบคุมบุคคลจำนวนมากโดยไม่เคารพต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าได้กระทำความผิดในลักษณะใด
อำนาจที่ฉ้อฉลของกฎหมายฉบับนี้จึงย่อมเป็นผลให้บุคคลที่มีจุดยืนแตกต่างจากฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐไร้หลักประกันว่าจะสามารถแสดงความเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจได้อย่างปลอดภัย เมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการปฏิรูปประเทศไทยจึงยากที่จะเกิดขึ้นท่ามกลางการแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างกว้างขวางและการต่อรองอย่างเป็นธรรม จึงต้องมีการยกเลิก พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้ความคิดในการปฏิรูปประเทศไม่ปรากฏออกมาสู่สังคมเฉพาะที่มาจากฝ่ายของรัฐบาล ชนชั้นนำ และปัญญาชนที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปคณะต่างๆ เท่านั้น
อนึ่ง แม้ว่าบุคคลหลายคนที่เข้าร่วมในคณะกรรมการปฏิรูปฯ จะยืนยันถึงเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของตนว่ามิได้เป็นเครื่องมือของรัฐบาล แต่ความมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นของสังคมต่างหากที่มีความสำคัญมากกว่า หากสังคมขาดเสรีภาพอย่างแท้จริงในการแสดงความเห็น เสรีภาพของคณะกรรมการแต่ละคนก็จะไม่มีความหมายใดเลย
3. ความขัดแย้งที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียที่เกิดขึ้นในระหว่างเหตุการณ์เดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการกล่าวหาและการตอบโต้กันว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ที่สร้างความรุนแรง กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของความไม่ไว้วางใจรวมถึงความเกลียดชังระหว่างผู้คนต่างสีในสังคมไทย
กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจ “ความจริง” ทั้งในเรื่องของตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงและเงื่อนไขแวดล้อมของความรุนแรง เพื่อนำไปสู่การที่แต่ละฝ่ายจะได้มีความเข้าใจต่อกันมากขึ้น และการที่จะต้องมีผู้ “รับผิด” (accountability) ต่อการตัดสินใจและการกระทำของตนเอง ตลอดจนการที่สังคมโดยรวมจะได้หาทางแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ ที่เป็นเหตุปัจจัยแห่งความรุนแรง เพื่อจะสามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงซ้ำอีก กระบวนการดังกล่าวนี้สำคัญอย่างมากต่อการที่จะดึงให้ทุกฝ่ายทุกสีให้หันหน้าเข้าหากันโดยต่างก็ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปประเทศ และเกิดความกระตือรือร้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศในวิถีทางที่ตนสามารถกระทำได้
กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต้องดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พยานหลักฐานจะถูกจัดการหรือสูญหาย และเพื่อให้กระบวนการนี้ไม่ถูกมองว่าเป็นแต่เพียงเครื่องมือในการซื้อเวลาของรัฐบาล ซึ่งความระแวงสงสัยดังกล่าวนี้ย่อมไม่เอื้อต่อการดึงความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้เข้ามาสู่กระบวนการปฏิรูปประเทศ
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอเรียกร้องให้สังคมร่วมกันกดดันเพื่อให้เกิดการปฏิรูป “การปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อให้สังคมมีส่วนร่วมในการปฏิรูปอย่างแท้จริง ซึ่งการมีส่วนร่วมของสังคมนี้นับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะทำให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผล หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างกว้างขวางอันจะเป็นผลดีต่อสังคมไทยในระยะยาว
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
16 กรกฎาคม 2553
Friday, July 16, 2010
คนไทยรึเปล่า?
ที่มา โลกวันนี้ “สมัยพฤษภา 2535 การเสียชีวิตมีการบันทึก การชันสูตรอยู่ในเกณฑ์ที่คิดว่าพอรับได้ มีบันทึกแพทย์ ทำให้เห็นแผลแต่ละแผล มีมุม มีลักษณะที่ถูกยิง ปืนที่ใช้ยิงเป็นลักษณะแบบไหน อย่างไร เป็นการจ่อยิง เป็นบาดแผลอย่างไร สมัยนั้น ศ.นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ทำการวิเคราะห์เอกสารที่ชันสูตรศพ 39 ศพ จากทั้งหมด 44 ศพ แล้วมีบันทึกที่นำเอามาใช้ได้ ในขณะนั้นอาจารย์วิฑูรย์บอกว่ายังไม่สมบูรณ์ ควรปรับปรุง แต่เหตุการณ์นั้นผ่านมา 18 ปี สิ่งที่น่าตกใจในเชิงระบบการแพทย์เองก็ไม่มีบันทึกครบสมบูรณ์ อย่างน้อยถ้าเทียบกับปี 2535 ตอนนั้นยังมีมากกว่า” ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล นักวิชาการจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ข้องใจการชันสูตรพลิกศพ 90 ศพในเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิต เพราะที่ผ่านมาแทบไม่ปรากฏเป็นข่าวใดๆเลย และตั้งคำถามถึงหน่วยแพทย์ที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง 3 กรณีคือ 1.ศพส่งที่ไหนก็ชันสูตรที่นั่น ซึ่งการชันสูตรเป็นแบบไหนเขายังไม่เห็นเอกสาร เขาเพียงแต่เขียนว่าชันสูตร 2.ศพส่งไปที่ ไหนแล้วไปชันสูตรอีกที่หนึ่ง และ 3.ทำไมไม่มีข้อมูลชันสูตรศพทั้งหมด แต่มีเพียงประมาณ 1 ใน 3 2 ใน 3 ไม่มีการชันสูตร? “ที่น่าสนใจคือ ศพที่ถูกยิงในเหตุการณ์และเสียชีวิตในวันที่ 10 เมษายน มีทั้งหมด 26 ศพ บอกว่ามีการชันสูตรศพ พอหลังจากนั้นคือหลังวันที่ 28 เมษายนมีการปะทะกันบนถนนวิภาวดีรังสิต แล้วมีทหารเสียชีวิตนายหนึ่ง ซึ่งบอกว่ายิงกันเองก็ไม่มีการชันสูตรศพ พอวันที่ 13 พฤษภาคม วันที่ เสธ.แดงถูกยิง จนมาถึงวันที่ 19 และ 20 พฤษภาคม มีผู้เสียชีวิตอีก เอา 26 ลบ 90 ทั้ง หมดนี้แค่ 1 ใน 3 เท่านั้นที่มีการชันสูตรศพ อันนี้เป็นคำถามของวิธีการว่าเกิดอะไรขึ้นถึงไม่มีการชันสูตรศพที่เหมาะที่ควร และสามารถจะใช้เป็นหลักฐานได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน” ดร.กฤตยายังตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้ศพถูกฌาปนกิจไปแล้วส่วนใหญ่ จึงมีข้อมูลน้อยมากหรือไม่มีเลย ซึ่งเป็นการเจตนา เป็นการจงใจหรือไม่ไม่ทราบ แต่ในฐานะทำงานด้านมนุษยชนมีความรู้สึกว่าภาครัฐ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สถาบันการแพทย์ ไม่น่าจะปล่อยให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งไม่รู้ว่าจะไปเรียกร้องความยุติธรรมจากใคร 90 ศพที่พูดไม่ได้? ความเห็นของ ดร.กฤตยาไม่ได้แตกต่างจากคนเสื้อแดง นักวิชาการ และองค์กรภาคประชาชนต่างๆ หรือแม้แต่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและสื่อต่างประเทศ ที่เห็นว่ารัฐบาลไทยพยายามกลบเกลื่อนหรือเบี่ยงเบนความจริงในการใช้กำลังทหารปราบปราม คนเสื้อแดงจนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ศพ และบาดเจ็บเกือบ 2,000 ราย โดยใช้สารพัดนโยบายประชานิยมที่จะทำให้ประชาชนสนับสนุนรัฐบาล หรือประกาศแผนปรองดอง วาทกรรมสวยหรู และตั้งคณะกรรมการต่างๆขึ้นมาปฏิรูปประเทศไทย แต่ 3 เดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน หรือ 2 เดือนจากเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม แทบไม่มีความจริงใดๆเกี่ยวกับเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” มาแถลง ให้ประชาชนรับทราบเลย ที่สำคัญรัฐบาลยังต่ออายุ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปิดสื่อและเว็บไซต์ต่างๆเร่งไล่ล่าและกวาดล้างคนเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหา “ผู้ก่อการร้าย” และ “ล้มสถาบัน” อย่างต่อเนื่อง เสียงของญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บมากมายจึงเงียบสนิทและไม่รู้จะทวงถามความยุติธรรมกับใคร แม้ล่าสุดจะมีการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน แต่นายคณิตแถลงชัดเจนว่าไม่ได้เน้นค้นหาความจริงว่าใครผิดหรือถูกในการสังหารคนเสื้อแดง แต่เน้นแสวงหาความจริงถึงต้นเหตุของความรุนแรงทางการเมือง เพื่อป้องกันความขัดแย้งและฟื้นฟูเยียวยาสังคมให้เกิดความปรองดองในระยะยาว ยูเอ็นจี้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่คนเสื้อแดงและประ-ชาชนที่รักความเป็นธรรมไม่ได้สิ้นหวังที่จะทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยเฉพาะองค์กรระหว่างประเทศมีการเกาะติดและเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลไทยมากกว่าคนไทยและองค์กรต่างๆของไทย อย่างเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายอิเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการแผนกเอเชีย องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ ส่งจด หมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที โดยระบุว่าเป็นกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และขัดหลักการประชาธิปไตย แม้จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางพื้นที่ก็ตาม โดยเฉพาะการคุมขังคนเสื้อแดงโดยไม่มีการตั้งข้อหาชัดเจน การไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้ถูกจับกุม การใช้สถานที่คุมขังในที่ที่ไม่เหมาะสม และไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ถูกคุมขังถูกทารุณกรรมหรือไม่ ซึ่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าว แต่กลับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่ออ้างความชอบธรรมและสร้างเกราะคุ้มครองให้รัฐบาลและ ศอฉ. หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาฆ่าและทำร้ายประชาชน ทั้งยังปิดสื่อและเว็บไซต์จำนวนมาก ซึ่งเป็นการใช้อำนาจอย่างไม่จำกัดและขัดต่อหลักการด้านมนุษยชนตามสนธิสัญญานานาชาติว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) ซึ่งไทยเป็นสมาชิก เช่นเดียวกับเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม อินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ป (International Crisis Group-ICG) องค์กรพัฒนาเอกชนที่ศึกษาวิกฤตระดับนานาชาติเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรุนแรง ได้เผยแพร่รายงานชื่อ “ประสานรอยแยกในประเทศไทย” เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที เพื่อสร้างบรรยากาศการปรองดองในชาติ ซึ่งต้องเริ่มต้นด้วยการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อให้ได้รัฐบาลใหม่ที่มีความชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของประชาชน อนุญาตให้ฆ่า! ขณะที่องค์กรสื่อไร้พรม แดนแถลงข่าวเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พร้อมรายงานที่ได้จากการสืบสวน สัมภาษณ์ และวิเคราะห์จากสื่อมวลชนต่างๆที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งไทยและต่างชาติชื่อ “อนุญาตให้ฆ่า” เรียกร้องรัฐบาลไทยและเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) ให้องค์กรต่างๆของสหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการสอบสวนอย่างอิสระและโปร่งใสใน “อาชญากรรม” ที่เกิดขึ้นในไทยระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งมีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างชาติเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากแล้ว ยังกระทบต่อวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างยิ่งอีกด้วย แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิต 90 ศพนั้น มีนักข่าวต่างประเทศ 2 ราย และผู้สื่อข่าวที่ได้รับบาดเจ็บถึง 10 ราย บางรายอาจต้องพิการไปตลอดชีวิต ขณะที่รัฐบาลไทยยังเซ็นเซอร์และปิดสื่อที่มีความเห็นตรงข้ามกับรัฐบาลอีกมากมายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แถลงการณ์ยังระบุว่า แม้รัฐบาลจะสามารถสลายการชุมนุมครั้งใหญ่กลางกรุงเทพฯได้ แต่เป็นชัยชนะที่เต็มไปด้วยความรุนแรงของทหาร ซึ่งมีพยานมากมายเห็นการยิงประชาชนที่ไร้อาวุธ ขณะที่รัฐบาลอาศัยการประกาศภาวะฉุกเฉินกวาดล้างคนเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้าม โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายระหว่างประเทศหรือกฎหมายของประเทศไทยที่ให้การคุ้มครองสิทธิพลเมืองไว้อย่างชัดเจน ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนจึงเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นอิสระในอาชญากรรมที่เกิดขึ้น โดยขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ เพราะไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ต้องแสดงความจริงใจเพื่อนำไปสู่ความปรองดองของคนในชาติ รวมทั้งในฐานะที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนได้รับคำบอกเล่าจากนักข่าวยุโรปที่อยู่ในพื้นที่วันสุดท้ายของการชุมนุมว่าทหารใช้อาวุธสงครามกับประชาชน และไม่เคารพกติกาสากลในการสลายการชุมนุม แม้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจะอ้างว่ากองทัพมีคำสั่งชัดเจนห้ามยิงประชาชน แต่สามารถใช้กระสุนจริงได้เพื่อป้องกันตัวเองจากกลุ่มผู้ก่อการร้าย เช่นเดียวกับการยืนยันว่ารัฐบาลให้เสรีภาพสื่อ แต่วันนี้ยังใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินปิดสื่อและเว็บไซต์ต่างๆอยู่ ทวงถามความยุติธรรม สำหรับการเคลื่อนไหวเพื่อทวงถามความยุติธรรมให้กับ 90 ศพที่เสียชีวิตนั้น เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย (คกป.) ได้รวมตัวกันประท้วงการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (คสป.) ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ที่บ้านพิษณุโลก โดยแต่งกายใช้สัญลักษณ์กาชาดและพระสงฆ์ พร้อมสวมหน้ากากอาบเลือด และนำแผ่นกระดาษพิมพ์รายชื่อผู้เสียชีวิตปูบนพื้นถนน เพื่อแสดงการคัดค้านที่มาของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดว่าไม่ถูกต้อง แต่ไม่ได้แสดงความสนใจแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม คกป. ได้แจกจ่ายเอกสารมาจากบทความ “ปฏิรูปไม่ได้ ปรองดองไม่ได้ ถ้าไม่รู้สึกเจ็บปวด” โดยตั้งคำถามถึงจุดยืนของ นพ.ประเวศ ในการเป็นประธาน คสป. ว่า “ความคิดที่จะมุ่งปฏิรูปอนาคตโดยไม่สนใจไยดีต่ออดีต และอันที่จริงอดีตก็ไม่ใช่เรื่องของเฉพาะโจทก์และจำเลย แต่เป็นเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม แต่เป็นเรื่องของการสูญเสียที่ร้าวลึกของหลายฝ่าย เป็นเรื่องของบาดแผลในจิตใจมนุษย์ ที่คงใช้เวลาอีกนานกว่าจะเยียวยา ทั้งยังเป็นบาดแผลต่อจิตวิญญาณของชนชาติไทย แต่ทำไมประธานกรรมการท่านนี้จึงเริ่มจากการบอกให้มองข้ามอดีต” นอกจากนี้นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ หนึ่งใน คกป. ยังเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์แสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญเสียจากการสลายการชุมนุมก่อน ไม่ใช่เร่งการปฏิรูปที่เป็นเพียงการซื้อเวลา และการเบี่ยงเบนความรับผิดชอบต่อผู้สูญเสียในเหตุการณ์เท่านั้น มาร์ค V11 เหยื่ออำมหิต ความปรองดองหรือแผนปฏิรูปของนายอภิสิทธิ์จึงไม่มีใครเชื่อว่าจะสำเร็จตราบใดที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าใครฆ่าและทำร้ายประชาชน ไม่ใช่แค่การตั้งกลุ่มอรหันต์มาสร้างภาพและยื้อเวลาให้ตนอยู่ในอำนาจต่อไปให้นานที่สุด ขณะที่อีกด้านหนึ่งใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไล่ล่าและกวาด ล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขบวนการต่างๆกดดันและทำลายฝ่ายตรงข้าม อย่างกรณีนายวิทวัส ท้าวคำลือ หรือมาร์ค V11 ผู้เข้าแข่งขัน “ทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 7” (AF7) ที่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ควิจารณ์และขับไล่นายอภิสิทธิ์ออกจากตำแหน่งกรณีสั่งสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม จนเกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มที่สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ โดยเฉพาะขบวนการล่าแม่มดออนไลน์ที่กดดันให้ปลดมาร์ค V11 ออกจากรายการ ในที่สุดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม มาร์ค V11 ประกาศขอถอนตัวจากการแข่งขัน แม้จะอ้างเหตุผลเพื่อให้ทุกฝ่ายหันมาสมานฉันท์ พร้อมทั้งปฏิเสธข่าวหมิ่นเบื้องสูงก็ตาม แต่คงยากจะให้ผู้ที่ให้กำลังใจมาร์ค V11 มาตลอดเชื่อว่าเป็นการตัดสินใจอย่างบริสุทธิ์ใจด้วยตัวเอง เพราะนายวทัญญู ท้าวคำลือ บิดาของมาร์ค V11 พูดชัดเจนว่าจะพาลูกชายเข้าพบนายอภิสิทธิ์เพื่อขอโทษ ซึ่งก่อนหน้านี้พ่อแม่ของมาร์ค V11 ไม่ยอมให้ขึ้นเวทีแสดงคอนเสิร์ตเมื่อวันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยอ้างเรื่องความปลอดภัย และต้องการให้เห็นความสมานฉันท์ โดยมาร์ค V11 เองก็ไม่รู้เรื่องมาก่อน กรณีของมาร์ค V11 จึงถือเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สะท้อนให้เห็นความแตกแยก ความอคติ และจิตใจที่ใฝ่ต่ำของสังคมไทยขณะนี้ เพราะแม้แต่ความเห็นของเยาวชนคนหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นอย่างบริสุทธิ์ตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยยังถูกต่อต้านอย่างรุนแรง แม้แต่นายอภิสิทธิ์ยังแสดงความกังขาและทวงถามถึงความรับผิดชอบ แทนที่จะแสดงความป็นผู้นำที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เป็นผู้นำที่มีความเอื้ออาทรและเมตตาธรรม จึงไม่แปลกที่วันนี้คนจำนวนมากจะไม่เชื่อความจริงใจของนายอภิสิทธิ์ และไม่เชื่อว่าจะสร้างความปรองดองหรือกลุ่มอรหันต์จะปฏิรูปประเทศได้สำเร็จ โมฆบุรุษ-โมฆรัฐบาล คำพูดที่ว่า “เมื่อไม่มีก้าวแรกก็ไม่มีก้าวที่สอง” จึงสอด คล้องกับวิกฤตประเทศไทยขณะนี้อย่างดี เพราะหลายฝ่ายไม่เชื่อและยังกังขาแผนการปรองดองของนายอภิสิทธิ์ หากยังไม่มีคำตอบและคืนความยุติธรรมกับการสังหารโหดประชาชนทั้ง 90 ศพ แม้แต่นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และหนึ่งใน คปร. ของนายอานันท์ ยังให้ความเห็นต่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมว่าเป็น “พฤษภามหาโฉด” ที่ขณะนี้ไม่มีใครไว้วางใจใครได้เลย ตราบใดที่ยังมีการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงหรือนายอภิสิทธิ์ “ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มีความชอบธรรมในการปรองดอง นอกจากการลาออก” เช่นเดียวกับ ดร.กฤตยาที่เห็นว่า หลังเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน ถือว่านายอภิสิทธิ์เป็น “โมฆบุรุษ” เพราะวาทกรรม “ก่อการร้าย” ที่นำมาใช้กับคนเสื้อแดง หากเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ที่ใช้คำว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” นั้น เหมือนการสร้างความสกปรกให้สะอาด สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล แล้วสร้างความอัปลักษณ์ให้กับคนเสื้อแดง โดยรัฐบาลใช้อำนาจอำมหิตจัดการในสิ่งที่เห็นว่าสกปรก ทั้งนี้ แม้ประชาชนจะเกลียดรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่มีสิทธิเกลียดประชาชน และไม่มีอำนาจสั่งฆ่าประชาชน “นายอภิสิทธิ์เคยพูดกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ว่านายสมชายเป็นคนหรือไม่ แต่ดิฉันจะไม่ถามว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนหรือไม่ เพราะรู้ว่าเป็นคนอยู่แล้ว นอกจากนี้ในสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา นายอภิสิทธิ์อภิปรายโจมตีนายบรรหารตอนหนึ่ง นายอภิสิทธิ์กล่าวหานายบรรหารว่าเป็นโมฆบุรุษ และในเหตุการณ์นี้มีการสั่งสลายการชุมนุมจนทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก แต่นายอภิสิทธิ์ยังอยู่ในอำนาจ นายอภิสิทธิ์เป็นโมฆบุรุษ และรัฐบาลชุดนี้ก็เป็นโมฆรัฐบาล” ดร.กฤตยายังย้ำถึงการชันสูตรศพที่ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่จะพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตที่มีแต่ 1 ใน 3 เท่านั้น เห็นได้ชัดเจนจากกรณีของ “น้องเกด” น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาของร่วมด้วยช่วยกัน ที่ถูกยิงที่วัดปทุมวนาราม ซึ่ง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ บอกว่ามีกระสุนค้างที่ตัว แต่ภายหลังฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับบอกว่าไม่มี ซึ่งสรุปได้ว่าการชันสูตรศพของรัฐบาลไม่มีความชัดเจน และสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการอำพรางการฆาตกรรมอย่างอำมหิต คนไทยรึเปล่า? สังคมไทยวันนี้จึงไม่ใช่แค่ไม่มีคำตอบกับ 90 ศพ และอีกเกือบ 2,000 ชีวิตที่บาดเจ็บ พิการเท่านั้น แม้แต่จะเรียกร้องความยุติธรรมยังมืดมน เพราะอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ใหญ่คับบ้านคับเมือง ที่รัฐบาลอ้างเป็นการบังคับใช้นิติรัฐนั้นกลับนำมาใช้แบบเอาเป็นเอา ตายและบ้าเลือดกับคนเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้าม ไม่คำนึงถึงความเท่าเทียม สิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นพลเมืองและสิทธิความเป็นมนุษย์ มีการจับคนที่คิดเห็นตรงกันข้ามไปคุมขังโดยไม่ต้องแจ้งข้อหาใดๆก็ได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลและ ศอฉ. ยังใช้สื่อและวาทกรรมต่างๆเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจ ทั้งปิดกั้น ควบคุมและแทรกแซงสื่ออย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ปรากฏภาพทหารที่ประทับเล็งปืน หรือการใช้กำลังของทหารที่เกินสมควรแก่เหตุ โดยใช้วาทกรรม “ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับวงล้อม” ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพที่นายอภิสิทธิ์และ ศอฉ. ถือเป็นความชอบธรรม เหมือนพฤติกรรมของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการ ศอฉ. ที่กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ถามว่า มีคนเห็นว่าทหารยิงประชา- ชน ทาง ศอฉ. ตรวจสอบอย่าง ไร นายสุเทพกลับยกมือชี้ไปที่ผู้สื่อข่าว แล้วถามว่า “เป็นคนไทยรึเปล่า?” ทั้งที่เป็นคำถามที่ผู้สื่อข่าวอยากทราบความคืบหน้าการเสียชีวิตของ 90 ศพ ซึ่งรัฐบาลและ ศอฉ. ต้องอดทนและทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากที่สุด แต่นายสุเทพกลับแสดงบารมีซึ่งไม่ต่างอะไรกับการข่มขู่ เหมือนเตือนว่าอย่าถามและคิดเช่นนี้อีก ทั้งที่ 90 ศพก็เป็นคนไทยเช่นกัน และยังเป็นคนไทยที่ถูกฆ่าอย่างอำมหิตอีกด้วย คนที่น่าสงสารและต้องถามตัวเองว่า “เป็นคนไทยรึเปล่า?” จึงน่าจะเป็นคนที่สั่งการ และคนที่ลงมือฆ่าและทำ ร้ายประชาชน! เหมือนครั้ง 6 ตุลาคม 2519 ที่สังหารโหดนักศึกษากลางเมือง แต่คนฆ่ากลับกลายเป็นวีรบุรุษ เพราะคำว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” เช่นเดียวกับการฆ่าอย่างเลือดเย็นและอำมหิต 90 ศพที่ราชดำเนินถึงราชประสงค์ และ 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม ที่ไม่ ใช่แค่ถามว่า “เป็นคนไทยรึเปล่า?” เท่านั้น แต่ต้องถามว่า “เป็นคนรึเปล่า?” ด้วย! ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5 ฉบับ 268 วันที่ วันที่ 17-23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 หน้า 8 คอลัมน์ เรื่องจากปกโดย ทีมข่าวรายวันเรื่องจากปก จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข ปีที่ 5 ฉบับที่ 268 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 16 กรกฏาคม 2010 โดย ทีมข่าวการเมือง
ปปช.ไม่ชี้มูลคดีมาร์ค-กรณ์ ส่งSMSอ้างรอสอบเพิ่ม
ที่มา โลกวันนี้ ปปช.แถลงวันนี้ยังไม่ชี้มูลคดีการยื่นถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กรณีการส่ง SMS ถึงประชาชนจำนวน17.2 ล้านหมายเลข โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อ้างต้องสอบสวนเพิ่มเติม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงถึงการพิจารณาคดีถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กรณีขอให้บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 ราย ส่งข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอสให้กับประชาชน จำนวน 17.2 ล้านหมายเลข โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ อันอาจเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 .มาตรา 103 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด มูลค่าเกิน 3 พันบาท ว่า ป.ป.ช.จะต้องสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากยังมีข้อเกี่ยวข้องเรื่องข้อกล่าวหาว่า มีการเอื้อประโยชน์ให้โทรศัพท์มือถือในเรื่องของภาษีหรือไม่ ในการให้ประชาชนส่งข้อความตอบกลับมา ซึ่งบริษัทจะได้รับค่าบริการ 3 บาท รวมถึงยังมีเรื่องของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ ตามมาตรา 35 จึงต้องนำเรื่องทั้งหมดไปสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อมีข้อสรุปออกมาอีกครั้งหนึ่ง
