WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 19, 2010

‘โต๊ะแนแบ’ ของเรา ชีวิตคนข้างหลัง ‘ศักดิ์เสนา เจะปอ’

ที่มา ประชาไท


สัมภาษณ์อีกหนึ่งเหยื่อของความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นางเจ๊ะฮาบีบะห์ เจะปอ กับลูกอีก 2 คน จะอยู่อย่างไร เมื่อไร้หัวหน้าครอบครัวจากเหตุการณ์ไม่สงบ ‘ศักดิ์เสนา เจะปอ’ ผู้ใหญ่บ้านของมวลชน กลไกรัฐในชายแดนใต้

นางเจ๊ะฮาบีบะห์ เจะปอ กับลูกชายคนเล็ก

จากอดีตลูกจ้างกรีดยางพารา มีรายได้รวมกันทั้งสองสามีภรรยา แค่วันละ 200 บาท แต่ด้วยความมีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้อื่น จึงทำให้ “ศักดิ์เสนา เจะปอ” ได้รับแรงสนับสนุนจากคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านกล้วย ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี และได้รับเลือกมาด้วยคะแนนท่วมท้น

ด้วยความเสียสละ ทุ่มเททำงานเพื่อหมู่บ้าน ทำให้นายศักดิ์เสนา เจะปอ ผู้ใหญ่บ้าน หรือ ที่คนมลายูมุสลิมในชายแดนใต้เรียกว่า “โต๊ะแนแบ” หนุ่มวัย 38 ปี มีผลงานโดดเด่น มาตลอดในสายตาชาวบ้าน นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนี้มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2552

โดยเฉพาะการดึงโครงการต่างๆ ของรัฐบาลเข้ามาดำเนินการในหมู่บ้าน เช่น โครงการไทยเข้มแข็ง จนทำให้หมู่บ้านมีชื่อเสียงสามารถส่งประกวดการในระดับตำบลได้ อีกทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบด้านการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนตัวของศักดิ์เสนาเอง ก็ได้รับรางวัลเป็นผู้ประสานงานดีเด่นด้วย

แต่ไม่ทันทีศักดิ์เสนาจะดำรงตำแหน่งได้ครบปี เช้าวันที่ 27 มิถุนายน 2553 เหตุร้ายก็เกิดขึ้นกับตัวเขา เมื่อคมกระสุนที่เชื่อว่ามาจากปากกระบอกปืนของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ได้ปลิดชีวิตของเขาลง ณ พื้นที่สวนยางพาราของนายจ้างที่บ้านเชิงเขา ห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโลเมตรจากบ้านพัก

“วันเกิดเหตุ ดิฉันกับสามีออกไปกรีดยางตามปกติตั้งแต่ช่วงหัวรุ่ง เสร็จแล้วก็กลับมาอาบน้ำ กินข้าวแล้วก็นอนพัก จนเกือบๆ เที่ยง สามีก็ออกไปเก็บน้ำยางไปขาย แต่วันนั้นไปนานผิดปกติ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร จนกระทั่งมีชาวบ้านมาบอกว่า ผู้ใหญ่ถูกยิงเสียชีวิตที่สวนยางพารา” นางเจ๊ะฮาบีบะห์ ภรรยาของศักดิ์เสนา เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นทั้งน้ำตา

หลังจากทราบข่าว เธอรีบเดินทางไปที่เกิดเหตุทันที เมื่อพบร่างของสามีนอนเสียชีวิตจมกองเลือด ตามตัวมีรอยแผลถูกยิงหลายแห่ง เธอทรุดลงกับพื้น พร้อมส่งเสียงร้องไห้ออกมาทันทีด้วยความเสียใจ

ความรู้สึกนั้น คงไม่ต่างจากเหยื่อหรือผู้ได้รับผลกระทบอีกจำนวนมากมากมายในชายแดนใต้แห่งนี้

ร่างของสามีถูกนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านบางปลาหมอ พร้อมกับๆ การย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิดของภรรยา พร้อมกับการหอบลูกน้อยอีก 2 คนไปด้วย ในขณะที่มีเงินติดตัวแค่พันกว่าบาท

แม้ว่าเธอจะได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นจากราชการสำหรับค่าจัดการศพ โดยปลัดอำเภอเมืองปัตตานี นำมามอบให้ 10,000 บาท บวกกับเงินที่เธอต้องหยิบยืมมาจากแม่อีก 10,000 บาท แต่ก็เชื่อว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของราชการอีกอย่างน้อย 500,000 บาท

ทั้งนี้ หากได้รับการรับรอง 3 ฝ่าย คือ ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ซึ่งก็คงไม่มีปัญหามากนักในการพิจารณาเพื่อรับรองในกรณีนี้ เนื่องจากหลังเกิดเหตุไม่กี่วันเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ 2 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีหมายจับในคดีความมั่นคงหลายคดี

นางเจ๊ะฮาบีบะห์ เจะปอ ในวัย 33 ปี เล่าถึงสามีว่า ไม่เพียงแต่ทางราชการที่ชมเชยการทำงานของสามี ลูกบ้านต่างพึงพอใจและรักใคร่เขา เพราะรับภาระมากกว่าหน้าที่เสียอีก จนบางครั้งถึงกับต้องใช้เงินส่วนตัวเข้าไปแก้ปัญหาของลูกบ้าน ในขณะที่ตัวเองก็ทำงานรับจ้างกรีดยางหารายได้เท่านั้น

ส่วนลูกชายของเธอทั้ง 2 คนนั้น มีแต่คนโตกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ส่วนคนเล็กอายุ 4 ขวบ

นางเจ๊ะฮาบีบะห์ บอกว่า ลูกคนโตรู้เรื่องดีแล้วก็ร้องไห้ตลอดที่พ่อเสีย ส่วนคนเล็กบอกแค่ว่า พ่อนอนหลับอยู่ แต่ก็ถามหาพ่ออยู่หลายครั้ง เธออยากให้ลูกโตกว่านี้แล้วค่อยๆ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง

แม้เหตุการณ์ผ่านมาแล้วหลายวัน ซึ่งดูเหมือนว่าเธอจะเข้มแข็งขึ้นมากแล้ว แต่เธอก็มักจะร้องไห้ทุกครั้งที่พูดถึงสามี จนญาติๆ ตลอดจนเพื่อนบ้านต้องคอยปลอดโยนอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เธอมีความเข็มแข็งขึ้น ให้สามารถมาสลัดความโศกเศร้าเสียใจให้ได้ แล้วดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าให้ได้อย่างมีความหวัง

แต่ปัญหาไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เนื่องจากเธอยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบตามมาด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเธอยังมีหนี้สินที่สร้างขึ้นมาร่วมกับสามี นั่นคือเงินกู้ทั้งในและนอกระบบ เพื่อนำมาสร้างบ้านและซื้อที่ดินทำสวนยางพาราเป็นเงินหลายแสนบาท

แต่เธอจะทำอย่างไร ในเมื่อตอนนี้เธอเองก็ไม่กล้ากลับไปที่บ้านสามีและทำงานที่นั่นได้อีกแล้ว แม้ว่าจะมีลูกบ้านของสามี มาร้องขอให้กลับไปเป็นผู้ใหญ่บ้านแทนสามี

ตอนนี้เธอยังผวา และยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสามีของตัวเอง

ที่สำคัญ เธอบอกว่า ยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงที่สามีถูกยิง หากเป็นเรื่องส่วนตัวก็ตาม สถานการณ์ก็ยังไม่น่าไว้วางใจ

“บางครั้งก็อยากกลับไปสานต่อโครงการต่างๆ ที่สามีได้ก่อร่างสร้างแบบไว้ เพราะเป็นโครงการที่ชาวบ้านได้รวมตัวกันคิดและปรึกษาหารือกัน”

ส่วนภาระอื่นๆ ที่เธอยังหนักใจอยู่ด้วย ก็คือ เรื่องค่าเล่าเรียนของลูก รวมทั้งตัวเองก็ยังไม่มีรายได้ที่จะนำมาเลี้ยงตัวเองและลูกอีก 2 คน ซึ่งหากจะมีผู้ช่วยเหลือ สิ่งที่เธออยากได้ก่อนก็คือมีเงินส่งลูกไปโรงเรียนก่อน

“ตอนนี้ยังหาทางออกไม่ได้เลยค่ะ”

Sunday, July 18, 2010

"ขอโทษประเทศไทย"สปอต โฆษณาที่ถูกแบน แต่แรงในโลกออนไลน์

ที่มา มติชน



มีคลิปโฆษณา

"มติชนออนไลน์" ได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์น่าสนใจ เป็นสปอทโฆษณาชุดหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าคณะกรรมการเซ็นเซอร์แบนหนังโฆษณาชุด "ขอโทษประเทศไทย" ชุดนี้ โดยห้ามนำแพร่ภาพทางฟรีทีวี เนื่องจากว่าเป็นประเด็นที่เข้มข้นเกินไปและ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง


อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าในสังคมออนไลน์ กลับต้านกระแสแบนด์ แต่กลับช่วยกันส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ต่อๆ กันไป เพื่อช่วยเตือนใจกับทุกๆ คนในสังคมไทยให้หันมา "รู้รักสามัคคี"อีกครั้ง ตามคอนเซ็ปต์ที่ว่า "ขอโทษประเทศไทย"


"มาร์ควี 11"หลั่งน้ำตา นัดสั่งลา เปิดใจถอนตัว"เอเอฟ"

ที่มา ข่าวสด


บก.ลายจุดนำทีม ทำบุญวัดปทุมฯ ไปแน่-นอนตาย ที่ "ราชประสงค์"




สั่งลา - "มาร์ค วี 11"วิทวัส ท้าวคำลือ (คนกลาง) ขึ้นสั่งลาเวทีเอเอฟ ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี เมื่อคืนวันที่ 17 ก.ค. หลังประกาศถอนตัวเพื่อแสดงสปิริต แม้จะมีคะแนนโหวตนำโด่ง โดยมีแฟนคลับไปให้กำลังใจจำนวนมาก

"มาร์ค วี11" ขึ้นเวที อคาเดมี แฟนเทเชีย รอบสั่งลา ด้วยเพลง"ขออุ้มหน่อย"ของ"เบิร์ด-ธงไชย" ท่ามกลางแฟน คลับที่แห่มาเชียร์ถึงที่ รวมทั้งที่โหวตและส่งข้อความให้กำลังใจ เผยก่อนร้องบรรดาผู้เข้าแข่งขันรายอื่นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาร์ค วี 11 ถอนตัวแล้ว จากปัญหาเขียนด่า"มาร์ค ราบ11" ในเฟซบุ๊ก เจ้าตัวเปิดใจอำลาน้ำตาคลอ "บ.ก.ลายจุด"นำคณะไปทำบุญที่วัดปทุมฯ ยันวันอาทิตย์ไปผูกผ้าแดงที่สี่แยกราชประสงค์แน่ แม้นักธุรกิจราชประสงค์จะชิงผูกผ้าไปก่อนแล้ว ชี้กรณีของ"มาร์ค วี11" ก็เหมือนคนอื่นอีกเป็นล้านที่ด่านายกฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ก.ค. ที่วัดปทุมวนาราม ราชประสงค์ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา และแกนนํากลุ่มวันอาทิตย์สีแดง นําสมาชิกกลุ่ม "วันอาทิตย์สีแดง" และกลุ่ม "ที่นี่มีคนตาย" ประมาณ 100 คน สวมเสื้อหลากหลายสี มาร่วมทําบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับคนเสื้อแดงที่เสียชีวิต ช่วงที่มีการสลายการชุมนุม จํานวน 90 ศพ และทําบุญให้กับกลุ่มแพทย์อาสาพยาบาลและกู้ภัยที่เสียชีวิตภายในเต็นท์หน้าวัดปทุมฯ จำนวน 6 ศพ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งทําบุญเนื่องในวันครบรอบ 2 เดือนของการสลายการชุมนุม โดยมีพระสงฆ์ร่วมพิธี 10 รูป นอกจากนี้ ภายในงานมีนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ แกนนํานปช. ที่รอดพ้นจากการถูกออกหมายเรียกของศอฉ.เพียงคนเดียว เดินทางมาร่วมทำบุญครั้งนี้ด้วย

ภายหลังจากเสร็จพิธีสงฆ์แล้ว นายสมบัติและนายวรวุฒิ นําสมาชิกทั้งหมดเดินดูร่องรอยรูกระสุนปืนภายในวัด เพื่อเป็นการรำลึกถึงคืนโหดร้ายในวันที่ 19 พ.ค. ที่มีการใช้อาวุธปืนสงครามยิงลงมาจากบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส เข้าใส่คนเสื้อแดงที่หลบอยู่ภายในวัด ทั้งที่มีการประกาศเป็นเขตอภัยทาน จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจํานวนมาก

หลังจากนั้นนําสมาชิกมาร่วมยืนไว้อาลัย และวางดอกกุหลาบสีแดงบริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าพระอุโบสถ ยืนสงบนิ่ง 1 นาที ก่อนแยกย้ายกันกลับ และนัดรวมตัวกันอีกครั้งวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค. ซึ่งเป็นวันครบรอบ 2 เดือนการสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ ทั้งนี้ ระหว่างทําพิธีมีเจ้าหน้าที่ตํารวจสน.ปทุมวัน เข้ามาสังเกตการณ์ โดยไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณป้ายสี่แยกราชประสงค์ ตรงข้ามศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กลุ่มผู้ประกอบการราชประสงค์ร่วมกับกรุงเทพมหานคร นําป้ายพร้อมข้อความมาขึงบริเวณใต้ป้ายดังกล่าว ข้อความว่า "ที่ผ่านมา ราชประสงค์บอบช้ำ โปรดอย่างซ้ำเติม เราอีกเลย"

นายสมบัติกล่าวว่า การมาทําบุญครบรอบ 2 เดือนครั้งนี้ เป็นจิตวิญญาณภายใน และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ตนมาร่วมงานภายในวัดปทุมฯ ตนรู้สึกได้เลยว่าทําให้ความเร่าร้อนที่อยู่ภายในสงบลง และคิดว่านี้คือกระบวนการจิตบำบัดอย่างหนึ่ง เป็นกระบวนการที่เป็นคุณกับคนเสื้อแดง และเป็นคุณหากเสื้อแดงลดความรุนแรงลงได้ ก็เป็นคุณกับรัฐ เพราะรัฐกลัวคนเสื้อแดงจะคลุ้มคลั่ง กลัวลงใต้ดิน คนเสื้อแดงที่มาวัดแบบนี้ไม่ใช่กองกำลังอะไร ควรจะส่งเสริม แต่มันขึ้นอยู่กับการตีความ ถ้าตีความผิดพลาดมองว่าการมาชุมนุม การมาทําบุญกันที่วัดเป็นรูปแบบก่อการสุมหัว ถ้าถูกตีความแบบนี้ ก็เป็นเรื่องของรัฐที่จะต้องใช้กฎหมาย และอธิบายต่อสังคมว่า ทำไมคนเหล่านี้ถึงผิด

แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงกล่าวต่อว่า ทั้งนี้กิจกรรมวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค. จะเริ่มเวลา 17.00 น.เป็นต้นไป โดยไปผูกผ้าแดงรอบราชประสงค์ นอนตายบนถนน และจุดเทียนไว้อาลัย ทั้งนี้รูปแบบการนอนตายเป็นการแสดงสัญลักษณ์ที่ชัดมาก เพื่อตอกย้ำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา และประเด็นที่ยังกังขาสังคมตอนนี้ คืออีกฝ่ายพูดไม่จบ พูดไม่หมด ทําให้สังคมไม่สามารถที่จะนําไปสู่ทางออกการปรองดองได้

นายสมบัติกล่าวถึงกรณีมีป้ายข้อความมาขึงบริเวณเสาป้ายแยกราชประสงค์ว่า ป้ายดังกล่าวตนมีความรู้สึกว่า ที่เราเคยขึ้นคําสโลแกนว่า "ทูเก็ตเตอร์ วีแคน" มันเป็นรูปแบบการสร้างวาทะกรรม ซึ่งคําว่า วีไม่มีแดง ไม่มีคนตาย ไม่มีคนบาดเจ็บ คําว่าวีตรงนี้มันเป็นวีที่ตลกมาก ในขณะที่อีกฝ่ายพยายามที่จะสร้างพื้นที่ที่พูดถึงสิ่งที่พวก ทูเก็ตเตอร์ วีแคน ไม่ได้พูดถึง คือ คนตาย คนบาดเจ็บ เรากำลังรําลึกถึงสิ่งเหล่านี้ แต่คุณเอาป้าย "ทูเก็ตเตอร์ วีแคน" มาแปะเพื่อบอกให้เราหยุด ตกลงเราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคุณใช่ไหม ของคําว่าเรา คําว่าวีของเรามันไม่ใช่เหรอ คุณทำอย่างนี้คุณผลักเราออกจากสังคมไทย เหมือนที่"พงษ์พัฒน์"ทําอย่างนั้นใช่ไหม ผลักเราออกมา ไล่เราออกมาจากสังคม ไม่ให้มีที่ยืน ไม่ยอมรับว่าเราเป็นเรา คนอื่นที่แตกต่างเป็นเรา และเราก็เสียใจเรื่องการเผาที่เกิดขึ้น พวกเราเองหลายคนก็เสียใจ ไม่ได้สนับสนุนสิ่งเหล่านี้ แต่ว่ามันเป็นจลาจล มันเป็นภาวะจลาจล ต้องทําความเข้าใจเรื่องนี้

แฟนคลับ - นายวทัญญู นางเร็จวรรณา ท้าวคำลือ พ่อและแม่ พร้อมด้วยแฟนคลับจำนวนมากเข้าไปให้กำลังใจ "มาร์ค วี 11" ในการแสดงสั่งลาเวทีเอเอฟ ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี วันที่ 17 ก.ค.



นายสมบัติกล่าวว่า ในวาระครบรอบ 2 เดือนที่ได้กลับมาแล้วเห็นป้ายนี้ที่ราชประสงค์ เพียงแค่เรามาผูกผ้า พวกคุณทนไม่ได้เลยหรือ ผมคิดว่ามันเป็นความรักที่อํามหิต มันเป็นความสงบที่เหมือนเอา "เท้าไปอุดปาก" แล้วก็อ้างเรื่องความสงบ จริงๆ แล้วไม่ใช่สงบ มันเป็นการคุกคามคนที่แตกต่าง และเพียงคนที่แตกต่างแสดงออกในรูปแบบของสัญลักษณ์ ซึ่งไม่ก่อความรุนแรงอะไรเลย ไม่ได้นําไปสู่ ไม่ใช่การชุมนุม คิดว่าคนที่มาต่อต้านเรา มาตำหนิเราต้องเข้าใจ ต้องเปิดใจเรียนรู้ ไม่อย่างนั้นเราจะนําไปสู่สังคมที่ปรองดอง หรือข้ามพ้นเรื่องราวแบบนี้ไปไม่ได้ นี่คือโจทย์ที่เขาต้องเรียนรู้บนความแตกต่าง ต้องเปิดกว้างให้เรามีพื้นที่

"สิ่งที่สูญเสียนั้นมันไม่ใช่แค่ตึก หรือห้างสรรพสินค้า มันมีเรื่องชีวิตจริงๆ อันนี้เป็นความจริง ที่ต้องทําให้สมบูรณ์ และการที่เรามาจัดงานรำลึก 2 เดือนนี้ เป็นการเปิดเผยความจริงในช่วง 2 เดือนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การสูญเสียอาชีพหรือทรัพย์สินอื่นๆ เป็นความจริงเช่นกัน แต่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องเอาความจริงของเขากับความจริงของเรามารวมกัน คือความจริงของสังคม" แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงกล่าว

นายสมบัติกล่าวอีกว่า กิจกรรมที่เคยจัดที่ผ่านมา พบว่าไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เป็นกิจกรรมระยะสั้นๆ ก็สลายตัวกันไป แค่เป็นการมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เท่านั้น และเป็นรูปแบบที่ไม่สร้างผลกระทบให้กับผู้ประกอบการย่านนั้นแน่นอน จะเห็นว่าผู้มาร่วมงานต่างก็เข้าไปจับจ่ายใช้สอยซื้อดอกไม้ตามห้างต่างๆ มาร่วมในพิธี ยิ่งทําให้เศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งนี้การจัดกิจกรรมวันที่ 18 ก.ค.นี้ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะทราบมาว่าเจ้าหน้าที่มีความพยายามที่จะจับกุมเป็นครั้งที่ 2 ตนขอบอกไว้เลยว่าแม้จะควบคุมตัวแล้ว กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ รูปแบบการแสดงออกที่เป็นแบบนี้มันจะยังคงจะดําเนินการต่อไป ตนไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดแล้ว เพราะไม่ใช่แกนนํา และได้นำเสนอแล้ว รูปแบบนี้ก็ได้รับการขานรับดี ไม่มีความรุนแรง

นายสมบัติ กล่าวต่อว่า คิดว่าหากพวกเราไม่สามารถทํากิจกรรมอะไรได้อีก ตรงนี้เสียอีกที่เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ พยายามจัดการกับคนที่มีความคิดต่าง ทั้งนี้ การที่มีหลายกลุ่มออกมาต่อต้านไม่ให้เราจัดกิจกรรมที่ราชประสงค์ ก็เพื่อต้องการให้คนลืมเรื่องเหตุการณ์ร้ายๆ ที่ผ่านมา สิ่งที่เราต้องเดินทางต่อ คือ การถอดบทเรียน เราต้องถอดบทเรียนข้อเท็จจริง ความเจ็บปวดนั้น ใครก็ตามที่เสนอว่าให้ลืม ตนมีโวหาร 2 ประการ คือ 1.โกหก มันเป็นเทคนิคการบิดเบือน 2.วิธีคิดนี้เป็นวิธีคิดที่ไร้เดียงสา

นายสมบัติยังให้ความคิดเห็นถึงกรณีมาร์ค วี 11 ถูกกดดันจากกลุ่มสนับสนุนนายกฯอภิสิทธิ์จนต้องตัดสินใจขอถอนตัวจากเอเอฟ ว่า คนที่มีความคิดเห็นแบบมาร์ค วี 11 บนอินเตอร์เน็ตนั้น ไม่ใช่มีเพียงคนเดียว หรือสิบคน หรือร้อยคน แต่มีเป็นหมื่นๆ คน และเรื่องของมาร์ค วี 11 นี้ไม่ใช่เรื่องประหลาด เป็นความคิดที่เป็นสากล มีคนจํานวนมากที่คิดแบบนี้ จะบอกให้ว่าถ้ารวมผู้ใช้อินเตอร์เน็ตแบบนี้ด้านนอก มีเป็นล้านคนที่ด่าที่บ่นอภิสิทธิ์ นายกฯอภิสิทธิ์ลองไปเดินตลาดดูบ้างโดยไม่ต้องมีบอดี้การ์ด ลงไปถามกับชาวบ้าน ตามสภากาแฟ มีสภากาแฟที่ไหนไม่ด่ามาร์ค การด่ารัฐบาลมันเป็นเรื่องปกติ ความไม่ปกติอยู่ตรงที่การเอาเด็กคนหนึ่ง ซึ่งมีพฤติกรรม ปกติในสังคมมาเสียบประจานที่เรียกว่า "ล่าแม่มด" และทําสําเร็จด้วย แต่ตนไม่รู้ว่ามันน่าภาคภูมิใจอะไรที่คนมีอํานาจทําอย่างนั้นกับเด็ก คนที่มีพื้นที่ทางการเมือง คุณไม่สามารถหุบปากเขาได้ แต่พอเด็กคุณไปหุบปากได้แล้วภาคภูมิใจ เอาพ่อเอาแม่มา กราบขอโทษ ขอขมา

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในบ้านอะคาเดมี แฟนเทเชียว่า ในคลาสสุดท้ายของคืนวันเสาร์ที่ 10 ก.ค. ซึ่งเป็นคืนสุดท้ายที่จะได้อยู่ในบ้านกับเพื่อนๆ ในฐานะนักล่าฝัน วี 11 ประจำซีซั่น 7 ของมาร์ค วิทวัส ท้าวคำลือ ที่ตอนนี้ภายนอกรับรู้กันแล้วว่าเสาร์นี้จะเป็นคอนเสิร์ตสุดท้ายของเขาก่อนจะถอนตัวออกจากรายการ ในขณะที่เพื่อนๆ ในคลาสยังไม่รับรู้เรื่องราวที่จะเกิดขึ้น ครูปุ้ม ครูใหญ่ประจำบ้านฝ่ายหญิงได้เปิดโอกาสให้ทุกคนพูดฝากถึงเพื่อนๆ ทุกคน โดยทำเหมือนว่าถ้าตัวเองเป็นคนแรกที่ต้องออกจากบ้านไปในวันพรุ่งนี้ มาร์คผู้ซึ่งรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว จึงถือโอกาสนี้บอกลาเพื่อนๆ ทีละคน ก่อนจะพูดทิ้งท้ายไปร้องไห้ไปในตอนท้ายว่า

"ถ้ามาร์คได้ออกก็เสียใจ เพราะอยากใช้ชีวิตร่วมกับทุกคนให้มากกว่านี้ อยากให้เราสนิทกัน อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกันต่อไปในบ้าน หวังว่าเราคงจะเจอกันสักวัน หวังว่าเราจะไปเที่ยวป่าด้วยกัน อย่าลืมถ้าเกิดไปได้ พรุ่งนี้แม้จะเป็นวันสุดท้ายของใครในบ้านหลังนี้ อยากขอให้ทุกคนจดจำทุกอย่างที่เคยร่วมทำด้วยกันมา แม้จะมีช่วงที่ดีและร้าย บางคนอาจไม่เคยเห็นมาร์คร้องไห้ก็เห็นซะ แม้พรุ่งนี้ไม่มีใครอยู่ก็อยากให้รักกัน สู้เผื่อคนที่จะออกไปด้วย ให้คิดว่าเขาก็อยากนั่งอยู่ตรงนี้ ให้คิดว่าเขาก็อยากทำเต็มที่เหมือนที่ทุกคนอยากทำ แม้ว่าคนๆ นั้นอยากออกหรือไม่อยากออกก็ตาม อยากให้ทุกคนสู้เพื่อเขาคนนั้น การได้อยู่ก็ดี" มาร์คกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และหยุดเป็นบางช่วง

รำลึก - นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด แกนนำ กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ร่วมทำบุญอุทิศให้ผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง และดูร่องรอยลูกปืนภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 17 ก.ค.



มาร์คกล่าวต่อพร้อมน้ำตารื้นว่า "ขอบคุณพ่อแม่ ขอบคุณที่ทุกคนเป็นกำลังใจให้ทุกเรื่อง ขอบคุณที่เข้าใจกัน ขอบคุณที่รับรู้ อยากขอบคุณทุกคนที่ช่วยโหวตแม้เราจะไม่รู้จักกัน ขอบคุณมากที่ช่วยโหวตให้มาร์คได้โจทย์เพลงปริศนา น่ารักมาก รักทุกคนมาก ไม่อยากให้ใครออกเลย ถึงแม้จะเป็นตัวมาร์คหรือน้องคนไหนก็ตาม ขอให้ทุกคนทำให้ดีที่สุดบนเวที ให้เต็มที่ให้เต็มพาว อาจเป็นครั้งสุดท้ายของเราก็ได้ อย่ากลัวว่าคนอื่นจะมองไม่ดี ใส่มันให้หนักๆ อยากขอบคุณมาก ขอบคุณทุกคนที่คอยเป็นกำลังใจ รู้ว่าทุกคนรัก"

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังแฟนคลับหญิงรายหนึ่งอายุประมาณ 50 ปี ไม่ยอมเปิดเผยรายชื่อ ที่เดินทางจากย่านปากเกร็ด มาเชียร์มาร์ค วี 11 กล่าวว่า วันนี้มาเชียร์น้องมาร์ค ถ้าเกิดพูดถึงเรื่องเสียงเพลง ความสามารถ วันนี้น้องเขาชนะเลิศแน่นอน ส่วนกับคำ วิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าน้องพูดหยาบคาย ตนคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กผู้ชาย เพราะว่าตนเองก็มีลูกชายวัยเท่านี้เช่นเดียวกัน และคำว่า เหี้ย.. เขาก็พูดกันเป็นปกติ

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า วันนี้รู้สึกอย่างไรที่น้องมาร์คจะขึ้นเวทีเป็นครั้งสุดท้าย แฟนคลับรุ่นใหญ่ตอบว่า วันนี้ตนได้เตรียมผ้าเช็ดหน้ามาด้วย และรอปาฏิหาริย์อย่างเดียว วันที่น้องเขาแถลงข่าวลาออก ตนรู้สึกว่าเด็กมีสปิริตมากกว่าผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งจะเข้ามา ตนเป็นแฟนของเอเอฟและดูมาทุกซีซั่น ตอนแรกที่ทางทรูฯ บอกว่า ที่น้องแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กมันเป็นเรื่องส่วนตัว ทำมาก่อนที่จะเข้ามาประกวด ซึ่งดูตามกฎระเบียบแล้วไม่ได้มีข้อไหนผิด และให้น้องอยู่ต่อทำให้คนชื่นชม แต่พอเกิดเหตุการณ์นี้ก็รู้สึกผิดหวังมากๆ ที่ให้น้องออก จริงๆ เรื่องนี้ควรจะให้ผู้ใหญ่ทางทรูฯ พูดบ้าง แต่นี่กลายเป็นเด็กพูดฝ่ายเดียว

ด้านน้องแอ้ม วัย 26 ปี ซึ่งไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริงเช่นเดียวกัน แฟนคลับอีกคนที่ได้เดินทางมาเพื่อให้กำลังใจมาร์ค กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่น้องมาร์คขอขึ้นเวทีในครั้งนี้ และก็ดีใจที่ทางทรูฯ ยอมให้น้องขึ้น จริงๆ แล้วน่าจะให้น้องขึ้นตั้งแต่ครั้งที่แล้วด้วยซ้ำไป เพราะครั้งที่แล้วแฟนคลับที่มาเชียร์ก็ไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อนว่าน้องไม่ได้ขึ้น ทุกคนตั้งใจมาเชียร์เต็มที่ อย่างมีแฟนคลับกลุ่มหนึ่งที่อยู่เชียงใหม่ถึงขนาดนั่งเครื่องบินเพื่อมาเชียร์กันถึงที่นี่ แต่พอทราบว่าน้องมาร์คไม่ได้ขึ้นเวที พวกเราก็รู้สึกแปลกใจและก็เสียใจ ครั้งนี้น้องกลุ่มนั้นที่มาจากเชียงใหม่ไม่สามารถจะมาได้เพราะติดเรียน จึงไม่มีโอกาสที่จะมาให้กำลังใจน้องมาร์คเหมือนกับพวกตนที่อยู่ที่กรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า รู้สึกอย่างไรที่น้องมาร์คออกมาแถลงข่าวลาออก น้องแอ้มกล่าวว่า น้องได้ออกมาแถลงข่าวแล้ว เขาก็รับผิดในสิ่งที่เขาพูด ตนเองเข้าใจว่าสิ่งที่เขาพูดไปในตอนนั้นเพราะได้รับข่าวสารต่างๆ จากทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเขาก็คงจะคิดเหมือนเรา เพราะตอนนั้นบ้านเมืองวิกฤต แม้แต่ตนเองก็ยังคิดว่าตอนนั้นรัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไร อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอมหยุด รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ก็น่าจะลาออกไป เราโมโหก็เลยคิดไปแบบนั้น น้องเขาก็คงรู้สึกเหมือนกับเรา แต่ส่วนตัวแล้วตนไม่ได้อยู่ฝ่ายไหน แต่พอเกิดเหตุการณ์ที่ไม่จบสิ้นก็ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปอีกว่า ถ้าเกิดมีการให้โหวตน้องกลับมาเข้าบ้านอีกจะโหวตหรือไม่ น้องแอ้มก็บอกว่า แน่นอน ต้องช่วยเหลือน้องอยู่แล้ว และก็เชื่อว่าแฟนคลับทุกคนก็จะโหวตเหมือนกัน

ทางด้านนายวทัญญู ท้าวคำลือ บิดาของน้องมาร์ค วี 11 เปิดใจก่อนที่จะเข้าไปเชียร์ลูกชายว่า ดีใจที่ลูกชายมีโอกาสที่จะได้ขึ้นเวทีในครั้งนี้ มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาจะสามารถทำได้ขนาดไหน ถ้าเขาทำได้ไม่ดีเขาก็ต้องกลับไปอยู่บ้าน แต่ถ้าเขาทำได้ดีก็ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า จะยังให้น้องมาร์คอยู่ในวงการบันเทิงอยู่อีกหรือเปล่าถ้าหากว่าไม่สามารถผ่านคืนนี้ไปได้ นายวทัญญูกล่าวว่า เราเคารพในการตัดสินใจของลูกว่าเขาจะอยู่ในวงการต่อหรือเขาจะไปอยู่ที่ค่ายเจวายพี ที่เกาหลี ซึ่งก็จะต้องคอยดูว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เราต้องการในตอนนี้ก็คือการเป็นครอบครัว ที่ได้อยู่กันพร้อมพี่ๆ น้องๆ ถ้าเกิดว่าไม่ได้ร้องเพลงที่เวทีนี้อีก เราก็ยังได้ไปร้องเพลงที่โบสถ์

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางค่ายเจวายพีมีการติดต่อกลับมาแล้วหรือยัง นายวทัญญูก็ตอบว่า ใช่ เขาตอบกลับมาแล้ว โดยก่อนหน้านี้ลูกชายเป็นคนส่งเดโมเทปไปที่ค่ายนี้เอง ส่วนว่าเราจะไปหรือไม่ไปก็ขอให้ลูกชายเป็นคนตัดสินใจเอง เราให้เกียรติในการตัดสินใจของลูก ต่อข้อถามว่าหลังจากที่ออกมาแถลงข่าว กระแสออกมาเป็นอย่างไรบ้าง นายวทัญญูกล่าวว่า มีทั้งคนที่เสียใจ เห็นใจ บางคนก็ว่าเราสร้างภาพ ซึ่งเราเองไม่ได้สร้างภาพ ครอบครัวทุกครอบครัวเลี้ยงลูกมาไม่เหมือนกัน ครอบครัวเราไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้ดีเลิศ ก็ต้องมีขาดตกบกพร่องกันบ้าง ส่วนคนรอบข้างที่ให้กำลังใจก็มีเยอะ ทุกคนเข้าใจ

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า หลังจากที่น้องออกจากบ้านเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยของลูกชายหรือไม่ นายวทัญญูตอบว่า ห่วงมากที่สุด เพราะหลังจากที่เขาออกมาพูดให้สังคมได้รับรู้ ก็มีทั้งคนเข้าใจและคนไม่เข้าใจ ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า จะให้ลูกชายเรียนเกี่ยวกับการเมืองหรือเปล่า นายวทัญญูตอบว่า อันนี้ก็ต้องให้เขาเป็นคนตัดสินใจเอง ที่บ้านเลี้ยงลูกแบบประชาธิปไตย ให้เขาเลือกอนาคตของตัวเองทั้งหมดว่าเขาอยากจะเลือกเรียนด้านไหน และถ้าเกิดว่าลูกชายออกมาก็วางแผนว่าจะให้ลูกชายไปเรียนต่อต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า รู้สึกอย่างไรที่ตอนนี้ทางแฟนคลับของมาร์คกล่าวโจมตีทางผู้ใหญ่ของทรูฯ นายวทัญญูกล่าวว่า อยากจะให้มันจบ เขาทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว ตนไม่อยากจะพูดอะไร แต่ก็ต้องขอขอบคุณทางทรูฯ ที่ให้โอกาสลูกชายได้ขึ้นแสดงความสามารถในครั้งนี้ และขอบคุณครูทุกคนที่ได้สอนลูกชายในครั้งนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศด้านนอกธันเดอร์โดม เมืองทองธานี สถานที่จัดการแข่งขันร้องเพลง อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 7 ว่า เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อบรรดาแฟนคลับนักล่าฝันทั้ง 12 คน ทยอยกันเดินทางเข้ารอการเข้าชมของอนาคตศิลปินที่ชื่นชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาแฟนคลับของมาร์ค วี 11 ประมาณ 50-60 คน ต่างพากันสวมเสื้อยืดคอกลมสีชมพู ด้านหน้ามีข้อความภาษาอังกฤษว่า MARK โดยอักษรเอ็ม ออกแบบให้เป็นรูปหัวใจสีแดง ส่วนด้านหลังมีอักษร V 11 ขนาดใหญ่อยู่กลางหลัง นอกจากนั้นยังมีผู้นำเสื้อดังกล่าววางขายให้บรรดาแฟนคลับในราคาตัวละ 120 บาท โดยทั้งหมดรวมตัวกันอยู่บริเวณด้านข้างธันเดอร์โดม ร้องตะโกนเชียร์ให้กำลังใจนายวิทวัสตลอดเวลา นอกจากนั้น นายวทัญญู และนางเร็จวรรณา บิดาและมารดาของนายวิทวัส ยังเข้าพูดคุยกับบรรดาแฟนคลับของลูกชายอย่างเป็นกันเอง ทั้งนี้ แฟนคลับมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการถอนตัวออกจากการแข่งขันครั้งนี้ โดยส่วนใหญ่มองว่าไม่ควรนำเรื่องเกี่ยวกับการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแข่งขันของเด็ก แต่ทุกคนยอมรับการตัดสินใจของนายวิทวัสครั้งนี้

สำหรับนักล่าฝันขึ้นเวทีรวม 12 คน ประกอบด้วย วี 4 นิว ในเพลง "อย่ายอมแพ้" อ้อม สุนิสา, วี 8 กรีน "ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ" อินคา, วี 9 ผ้าแพร "ไม่ยากหรอก" คริสติน่า, วี 10 บอส "ประมาณนี้ (รึเปล่า)" เจ เจตริน, วี 1 มีน "ฉันเลยโอเค" ต่าย เพ็ญพักตร์, วี 12 ปอ "ไม่รักก็บ้า" มอส ปฏิภาณ, วี 3 เบน "เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม" บิลลี่, วี 6 น้ำแข็ง "ให้เธอ" วสันต์ โชติกุล, วี 7 ปั๋ม "ขอเพียงที่พักใจ" มาลีวัลย์, วี 5 นัตตี้ "กดดัน" แอม เสาวลักษณ์, วี 2 เกรป "อาจจะเป็นคนนี้" แหวน ฐิติมา และ วี 11 มาร์ค "ขออุ้มหน่อย" เบิร์ด ธงไชย

ก่อนที่จะถึงช่วงการแสดงคอนเสิร์ตเปิดตัวการแข่งขัน "ทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย" หรือเอเอฟ ได้มีการโหวตให้คะแนนกับผู้เข้าประกวดในแต่ละคนที่แฟนๆ ชื่นชอบผ่านยูบีซีและอินเตอร์เน็ต พบว่าข้อความที่ประชาชนโหวตส่วนใหญ่เป็นการให้กำลังใจมาร์ค วี 11 เช่น รักมาร์ค วี 11 ตลอดไป, เป็นกำลังใจให้มาร์ค ขอให้มีอนาคตที่ดี, เป็นกำลังใจให้มาร์ค สู้ต่อไป อย่าได้แคร์คำติฉินนินทา เก็บมันมาเป็นพลัง, ขอปาฏิหาริย์สักครั้งได้มั้ยคะทรู ให้มาร์คได้อยู่ต่อ ให้มาร์คได้ล่าฝันอีกครั้ง ขอเถอะสงสารมาร์คมาก ถ้าพูดถึง AF 7 มาร์คเป็นชื่อแรกที่เรานึกถึง, สู้ๆ นะมาร์ค เรื่องบางเรื่องไม่ได้ร้ายแรง แต่คนหลายคนทำให้มันร้ายแรงได้, คนทำร้ายเด็กอายุ 17 นี่ใจดำจริงๆ คนที่ชีวิตจะบรรลัยก็ไอ้คนนั้นแหละ

องคมนตรีอำพล ชี้คนไทยยังรู้จักประชาธิปไตยไม่ลึกซึ้ง

ที่มา ไทยรัฐ

องคมนตรี อำพล เสนาณรงค์ ชี้ คนไทยยังรู้จักประชาธิปไตยไม่ลึกซึ้ง จึงก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยกทางความคิด...

ที่อาคารที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง กรุงเทพฯ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลชุมชนหรือหมู่บ้านประชาธิปไตยตัวอย่างประจำปี 2553 ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยของเราได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นับตั้งแต่ปี 2475 ตลอดระยะเวลากว่า 75 ปี การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ ยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควร

สาเหตุเนื่องมาจากคนไทยส่วนใหญ่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยในเชิงรูปแบบ เช่น การไปลงคะแนนเลือกตั้ง การรวมตัวเรียกร้องในสิทธิและประโยชน์ของกลุ่มหรือของตนเอง แต่ในเชิงเนื้อหา ซึ่งเป็นแก่นแท้ของประชาธิปไตย เช่น วิถีชีวิต ความรู้สึก การกระทำ ความเสมอภาคอันชอบธรรมตามตัวบทกฎหมาย วัฒนธรรม ประเพณี คนไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จึงก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยกทางความคิด และเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสังคมและประเทศชาติ เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

ดังนั้นการที่คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ได้ร่วมกันปฏิบัติภารกิจ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยให้มีความเจริญ เข้มแข็ง และมั่นคง นับเป็นสิ่งที่ดีและควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง การจะทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยบรรลุผลสำเร็จ จำเป็นที่จะต้องปลูกฝัง ฝึกฝน ให้คนไทยทุกคนได้คุ้นเคยกับพื้นฐานแนวคิดประชาธิปไตย ตามหลักการที่ว่า “ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมรับผลประโยชน์”

หากทุกคนได้ยึดหลักการดังกล่าวในการดำรงชีวิตหรือปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้ว เชื่อว่าสังคมไทยจะเกิดความเจริญ ความสงบสุข ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ จึงเห็นว่าภารกิจต่างๆ ที่ได้ดำเนินการมานั้นเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งยังก่อประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองของเรา ซึ่งตนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และขอให้ผู้นำชุมชนหรือหมู่บ้านที่ได้รับรางวัล ได้รักษามาตรฐานของชุมชนหรือหมู่บ้านประชาธิปไตยตัวอย่างให้คงอยู่และพัฒนาให้ดียิ่งๆขึ้นไป

วิกฤติรอบด้าน รัฐบาลถดถอย

ที่มา ไทยรัฐ

ภายใต้การดำเนินการตามแผนปรองดองแห่งชาติ

มุ่งแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกในสังคม สร้างความสมานฉันท์ เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่สังคมไทย

คณะกรรมการอิสระชุดต่างๆที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา ไม่ ว่าจะเป็นคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธาน

คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ภายใต้การนำของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่มี นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นประธาน

คณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน

ต่างก็เริ่มเดินหน้าประชุมกำหนดกรอบและแนวทางในการทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา

ทั้งในทางบวก และทางลบ แล้วแต่มุมมองของแต่ละฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางบรรยากาศที่รัฐบาลพยายามเดินหน้าดำเนินการตามกรอบแผนปรองดองแห่งชาติ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้บ้านเมืองยังไม่สงบและจะมีปัญหาต่อเนื่องต่อไป

เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังยังไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

ถือเป็นการสะท้อนภาพให้เห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่สงบที่เกิดขึ้นในห้วงวิกฤติม็อบเสื้อแดง

จนนำมาสู่เหตุการณ์ปะทะระหว่างฝ่ายทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในม็อบ เกิดความสูญเสีย ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย เกิดจลาจลเผาบ้านเผาเมือง

ปรากฏการณ์เหล่านี้ แม้ยุติลงไปแล้ว แต่สงครามแห่งความขัดแย้งยังไม่จบ

ความสงบที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ จึงเป็นแค่ความสงบชั่วคราว

ที่สำคัญ ถึงแม้รัฐบาลสามารถประคองตัวรอดพ้นจากเหตุการณ์วิกฤติม็อบเสื้อแดงมาได้ แต่ก็โดนกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลมือเปื้อนเลือด

เป็นประเด็นให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนของแกนนำม็อบเสื้อแดง

หยิบยกปัญหาความรุนแรงจากเหตุการณ์ไปขยายผลโจมตีรัฐบาลไทยในเวทีโลก

ในขณะที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย และแกนนำม็อบเสื้อแดง ก็พยายามเดินเกมแบบคู่ขนานขยายแผลความขัดแย้ง

เดินสายปลุกระดมมวลชน โจมตีรัฐบาลใช้ความรุนแรงสั่งฆ่าประชาชน

เตรียมการที่จะขย่มเขย่าโค่นรัฐบาลกันอีกระลอก

โดยจะเริ่มชิมลางด้วยการจัดงานวันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณในวันที่ 26 กรกฎาคม ในหลายพื้นที่ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน

ตามด้วยการจัดปราศรัยใหญ่ทางการเมือง ในจังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ที่อยู่นอกพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ปลุกเร้ากระแสม็อบเสื้อแดง ต่อต้านรัฐบาลแบบต่อเนื่อง

ที่สำคัญ นอกจากต้องเจอกับแรงต้านจากมวลชนเสื้อแดงและฝ่ายค้านแล้ว ยังมีอีกหลายเงื่อนไขที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์ ต้องเผชิญกับภาวะขัดขวางการทำงานการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ

เหมือนโดนพายุร้ายถล่มเข้าใส่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนโงหัวไม่ขึ้น

จากปัญหาสถานการณ์แวดล้อมต่างๆที่ถาโถมเข้าใส่ ทำให้คอการเมืองและบรรดาสภากาแฟ วิเคราะห์ วิจารณ์กันในท่วงทำนอง

ไม่มั่นใจ รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ได้อีกกี่น้ำ

"ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" จึงถือโอกาสนี้หันมาสำรวจตรวจสอบเสถียรภาพของรัฐบาลว่ามีความมั่นคงแข็งแรงแค่ไหน

เพราะการที่รัฐบาลจะนำประเทศฝ่าวิกฤติปัญหาต่างๆไปได้ ปัจจัยสำคัญก็คือ อำนาจ รัฐต้องเข้มแข็ง

ทั้งนี้ เมื่อมองไปที่ปัจจัยที่เป็นผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาล

เริ่มจากองคาพยพภายในรัฐบาลเอง โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแกนนำรัฐบาล

แน่นอน ถ้าพูดถึงนายกฯอภิสิทธิ์ที่เป็นผู้นำรัฐบาล สังคมส่วนใหญ่ให้การยอมรับว่า

เป็นคนซื่อมือสะอาด ไม่มีปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชัน

แต่การยอมรับจากสังคมตรงนี้ ก็ดูเป็นจุดแข็ง จุดเล็กๆ จุดเดียว

ในขณะเดียวกัน เมื่อกวาดตามองไปที่แกนนำตัวหลักคนอื่นๆในรัฐบาล ทั้งคนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ

ต้องยอมรับความจริงว่า สังคมมีความรู้สึกกล้ำกลืน

เพราะคนเหล่านี้ยังมีพฤติกรรมที่อยู่ในวังวนของวงจร อุบาทว์ทางการเมือง สังคมมีความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชันสารพัดโครงการ

กลายเป็นตุ้มถ่วง ทำให้ภาพของรัฐบาลมัวหมอง

เมื่อหันมาทางฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่รู้ๆกันอยู่ว่า เป็นเครือข่ายในระบบเลือกตั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ชัดเจนว่า ฝ่ายค้านไม่ให้การยอมรับรัฐบาลชุดนี้มาตั้งแต่ต้น

เพราะมองว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม ได้อำนาจมาโดยผลพวงของการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน

พร้อมหยิบยกมาเป็นประเด็นโจมตีมาโดยตลอดว่า ประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลจากการปล้นอำนาจ ชี้หน้าว่าเป็นเผด็จการซ่อนรูป

มองรัฐบาลชุดนี้เป็นศัตรูคู่อาฆาต

ฉะนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะคิดอะไร ทำอะไร ฝ่ายค้านเป็นต้อง ขวางทุกเรื่องทั้งในสภาฯและนอกสภาฯ ชนิดที่เรียกว่าค้านกันทุกเม็ด ขวางกันทุกดอก

นึกอะไรขึ้นมาได้เป็นต้องค้านไว้ก่อน ขวางกันเป็นรายวัน

ไม่มีการประสานงาน มีแต่จ้องประสานงา

ส่งผลให้การทำงานในสภาฯของฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลชุดนี้ ไม่มีการให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

มีแต่เล่นเกมบู๊เข้าห้ำหั่น ฟาดฟันกันท่าเดียว

นอกจากนี้ ยังมีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และบรรดาแนวร่วมคนเสื้อแดงเดินเกมเคลื่อนไหวนอกสภาฯ คอยตีขนาบถล่มรัฐบาลทั้งบนดินและใต้ดิน อย่างต่อเนื่อง

แม้รัฐบาลยังไม่ไว้วางใจในสถานการณ์ อนุมัติให้ต่ออายุการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่ 19 จังหวัด

แต่แกนนำกลุ่มเสื้อแดง และฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ก็เลี่ยงขยับไปเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมในพื้นที่นอกเขตจังหวัดที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เดินหน้าปลุกระดม ตอกลิ่มขยายความขัดแย้งอยู่ ตลอดเวลา

รอจังหวะที่จะเปิดเกมรุกครั้งใหญ่เข้าใส่รัฐบาลอีกรอบ

นอกเหนือจากการเปิดเกมตีขนาบเข้าใส่รัฐบาลแล้ว ยังมีศึกใหญ่ที่ท้าทายความมั่นคงของรัฐบาลรออยู่ อีกด่าน นั่นก็คือ

การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 พื้นที่เขตบึงกุ่ม คลองสามวา คันนายาว หนองจอก ในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้

แม้เป็นการเลือกตั้งซ่อมเขตเล็กๆ เป็นเขตที่พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย มีฐานเสียงหนาแน่นด้วยกันทั้งคู่

แต่ผลการเลือกตั้งซ่อมในเขตเล็กๆนี้ จะเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล

พูดง่ายๆก็คือ เป็นตัวชี้วัดศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

ถ้าผลการเลือกตั้งออกมา พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งแบบสูสี หรือสถานการณ์พลิกเป็นพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งซ่อม

โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื้อเวลาเป็นรัฐบาลต่อไป ก็คงเป็นไปได้ยาก

นอกจากประชาธิปัตย์จะชนะแบบถล่มทลาย ก็พอจะเป็นตัวช่วยได้บ้าง

เหนืออื่นใด นอกจากการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 แล้ว ยังมีด่านหินที่พรรคประชาธิปัตย์ยังต้องเผชิญ

ซึ่งถือเป็นวิกฤติคอขาดบาดตาย นั่นก็คือ คดียุบพรรค

ทั้งกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองของ กกต. 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์

และกรณีที่คณะทำงานร่วมของ กกต. และอัยการสูงสุด ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท จากบริษัททีพีไอฯ

พ่วงด้วยการตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคในห้วงเกิดเหตุเป็นเวลา 5 ปี

ขณะนี้ ทั้ง 2 คดีอยู่ระหว่างกระบวนการต่อสู้พิสูจน์ ความจริงในศาลรัฐธรรมนูญ

สุดท้ายแล้วผลจะออกมาอย่างไร ยังไม่มีใครรู้

แต่ที่แน่ๆ แม้ผลการตัดสินยังไม่ออกมา แต่วันนี้ ความเชื่อมั่นในพรรคแกนนำรัฐบาล

วูบไปแล้ว

ผู้คนในสังคมเกิดความรู้สึกไม่แน่ใจว่าจะรอดพ้นการยุบพรรคไปได้หรือไม่

ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลหดหายไปโดยปริยาย

จากสถานการณ์หลายเรื่องราวที่รัฐบาลเผชิญ สะท้อนว่าความมั่นคงของรัฐบาลในการแก้ปัญหาของประเทศ กับปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ อยู่ในสภาพแบกน้ำหนักเกินตัว

ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นรถโดยสารเก่าๆที่มีผู้ โดยสาร 63 ล้านคน มีนายกฯเป็นคนขับ วิ่งปุเลงๆ อยู่บนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อริมขอบเหว

ขณะที่ผู้โดยสารในรถแบ่งพวกทะเลาะตบตีกันวุ่นวาย พวกที่ซุ่มอยู่ข้างทางก็ขว้างก้อนหินเข้าใส่ ในขณะที่คนขับก็โดนเขกหัวเป็นระยะ จนไม่มีสมาธิ

แน่นอน สภาพการณ์อย่างนี้ รถคันนี้มีสิทธิตกเหว ก่อนที่จะถึงจุดหมาย.

"ทีมการเมือง"

สัมภาษณ์สมบัติ บุญงามอนงค์: “ถ้าจะกรุณา ก็ควรจะจับผมในวันอาทิตย์ ผมจะดีใจมาก”

ที่มา ประชาไท


ประชาไทสัมภาษณ์ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุดผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องความทรงจำให้กับคนตายในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมอย่างขะมักขะเม้นอยู่เฟซบุ๊ก โดยให้เขาวิเคราะห์จุดอ่อนที่ผ่านมาของคนเสื้อแดง และมองภาพตัวเองในอนาคตอันใกล้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อ หลังจากอัยการยื่นฟ้องต่อศาลในความผิดฐานละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ประชาไท: อยากให้ช่วยขยายความเรื่องความพลาดของเสื้อแดงในเรื่องการต่อสู้เชิงวัฒนธรรม
สมบัติ: เพิ่งเขียนโน้ตเรื่องนี้ไปวานนี้ (12 ก.ค.) ในเฟซบุ๊ค เรื่องทำไมคนชั้นกลางหรือสลิ่มถึงต่อต้านเสื้อแดง แต่เรามองมิติทางเศรษฐกิจนะ คือมันไม่ใช่สงครามของเขา และโลกทรรศน์ของคนกรุงเทพฯ ก็อยู่แค่อาณาบริเวณ แต่ถ้าเราทำ symbolic กันแล้ว สีลม ราชประสงค์นี่คือแปลงนาดีๆ นี่เอง ไปยึดแปลงนาเขาเขาก็สู้ตาย มันเป็นการคุกคามที่แตะต้องได้ จริงๆ แล้วสลิ่มไม่ได้มีปัญหากับเสื้อแดงด้วยตัวเขาเอง เขาเป็นพวกที่ไม่ถึงขนาดจะต้อง take side เลือกข้าง คือมันมีส่วนหนึ่งที่ take side ไปแล้วเป็นพวกเหลือง เขาเป็นแล้ว แต่ส่วนใหญ่เหลืองอยู่ไม่มาก

ประชาไท: แปลว่า ประเมินว่า การไปบุกสีลม ราชประสงค์เป็นความพลาด?
สมบัติ: ถูก การคาราคาซังอยู่นานเป็นความพลาดอย่างถึงที่สุด วาทกรรมที่ว่า "เรามีเพียงเรา" มันถูกตีความเกินกว่าที่ตอนณัฐวุฒิ (ไสยเกื้อ) พูดตอนแรก ณัฐวุฒิพูดถึงชนชั้นสูง แต่พอมวลชนเสื้อแดงเอาไปพูดหลายๆ ครั้ง ทำให้กลายเป็นไม่มีใครเลย แม้แต่คนชั้นกลางก็ไม่ใช่ มันเป็นการผลักไสไล่ส่งให้คนชั้นกลางหรือคนเมืองเป็นอื่น แล้วเราไม่มีความพยายามในการทำแนวร่วม ความอดทนความพยายามจะสื่อสารก็ไม่มี ไม่มียุทธศาสตร์กับชนชั้นกลางเลย

ประชาไท: จริงๆ อาจไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบก็ได้ คือชนชั้นกลางไม่ใช่เพียงเพิกเฉย ไม่ใส่ใจ แต่โน้มเอียงไปทางไม่ค่อยชอบสิ่งที่เสื้อแดงสื่อสารอยู่แล้วด้วยหรือเปล่า
สมบัติ: ใช่ แต่ว่าเขาไม่รู้สึกแอคทีฟถึงขนาดปฎิเสธนะ เขาอาจจะดูไม่บวกไม่อะไร แต่ไม่ได้รู้สึกต้องกระทำต่อคนเสื้อแดง แต่รอบนี้คนพวกนี้กระทำเลย เช่น การออกบัตรเชิญ แสดงให้เห็นว่าการทำแนวร่วมของพันธมิตรฯ กับชนชั้นกลางประสบความสำเร็จ เป็นการช่วงชิงภาพของคนเมืองมาใช้ได้ ที่มาชุมนุมจริงๆ พันธมิตรฯ ทั้งนั้นแหละ แต่ว่าสามารถช่วงชิงภาพได้
คอนโทรลภาพได้ และมันพูดได้ มีมิติที่ง่ายกว่า คือพันธมิตรฯ สามารถโน้มน้าวให้คนชั้นกลางเข้าใจพันธมิตรฯ ได้มากกว่าที่คนเสื้อแดงทำให้คนชั้นกลางเข้าใจคนเสื้อแดง

ประชาไท: อะไรตรงไหนที่บอกว่าคนชั้นกลางจะเข้าใจพันธมิตรฯ ได้มากกว่า
สมบัติ: เรื่องความสงบสุข มันเป็นแกนแท้ของชนชั้นนี้เลย เพราะเขาอยู่ในโครงสร้างทางสังคมที่เขาพอใจ นี่ไม่ใช่สงครามของเขา คนชั้นกลางได้เข้าร่วมต่อสู้แล้ว และได้ชัยชนะมาแล้วเมื่อปี 16 และ 35 และเขาได้ส่วนแบ่งทางอำนาจมาแล้ว มันก็เหลืออยู่กลุ่มสุดท้ายที่ยังไม่ได้ส่วนแบ่งอำนาจและกำลังขอแชร์อำนาจในเกมอำนาจนี้

ทีนี้จิตสำนึกหรือรูปการสำนึกของคนชั้นกลางคือเขาไม่ได้เดือดร้อนอะไร เขาสามารถมีเสรีภาพ ดำรงอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน ยังไม่ถึงยุคข้าวยากหมากแพง จริงๆ ก็ถึงบ้างแล้ว ได้รับผลกระทบบ้างแล้ว แต่การที่คนเสื้อแดงมาอยู่ที่ราชประสงค์ กลายเป็นคนเสื้อแดงที่ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ การทำมาค้าขาย โดดมารับดาบพอดี มันก็ลงตัวมากเลย ก็เลยไปเป็นแบบนี้

ประชาไท: ถ้าเช่นนั้น จุดอ่อนของเสื้อแดงที่ผ่านมา คืออะไร
สมบัติ: ในเชิงขบวน ผมเห็นโครงสร้างส่วนล่างมีปัญหา พิสูจน์ได้จากเมื่อแกนนำโดนจับไป 40-50 คน โครงสร้างส่วนล่าง มวลชนส่วนล่าง ซึ่งอยู่ครบก็ระส่ำเลย ไปไม่เป็น ไม่สามารถปฎิบัติการอะไรได้ ภาวะนี้สะท้อนว่า การจัดตั้งหรือแนวคิดเรื่องขบวนการประชาธิปไตยมันยังลงไม่ถึงที่สุด มวลชนแค่มานั่งชุมนุมทางการเมือง ทั้งๆ ที่พวกเขามีศักยภาพมาก 3-4 ปีนี้ไม่ได้ทำเรื่องพวกนี้เลย เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ละกลุ่มแค่เอาคนมาร่วมชุมนุม ไม่ได้คิดอ่านหรือสร้างกิจกรรมของกลุ่มตัวเองขึ้นมา ทำให้พอเขาเด็ดหัวเสร็จ ขบวนนี้ก็ไม่สามารถขยับได้

นี่เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลง ต้องสร้างวาทกรรมแกนนอนขึ้น ทำให้เกิดกลุ่มที่ในแวดวงเอ็นจีโอเรียกว่ากลุ่มสหาย ขนาด 5-20 คนเป็นกลุ่มคนเล็กๆ ที่สามารถรวมตัวกันได้ โดยไม่ต้องใหญ่ ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้อย่างสะดวก เคลื่อนไหวเร็วและไม่เล็กเกินไปจนทำอะไรไม่ได้เลย ไซส์ขนาดนี้มันอยู่ได้ทุกจังหวัดและในกรุงเทพฯ ทุกซอย คือทุกซอยในกรุงเทพฯ ต้องมีเสื้อแดงไม่ต่ำกว่า 5-20 คน ถ้าโมเดลนี้ทำสำเร็จ มันพลิกเลย เพราะมันจะเป็นไปตามทฤษฎีมวลชนเป็นฐานราก ถ้าทำเรื่องนี้สำเร็จ มันจะแข็งแรงมากเลย จะปูพื้นฐานไปสู่การต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานและทำเรื่องที่ยากๆ ได้

ประชาไท: ข้อจำกัดของการเป็นแกนนอน เป็นเรื่องศักยภาพของตัวประชากรด้วยไหม คือที่ผ่านมาของกลุ่มคุณที่เคลื่อนไหว ส่วนมากเป็นนักศึกษา ชนชั้นกลาง?

สมบัติ: ไม่ใช่ มันเป็นปัญหาเรื่องวัฒนธรรมแกนนอน เรามีวัฒนธรรมแกนตั้ง พอเรารู้ว่าข้างบนขยับอะไร เราก็เดินตาม พอเราไม่ได้ปลูกฝังวัฒนธรรมแกนนอน มันทำให้ไม่คุ้น ทั้งที่แต่ละคนมีศักยภาพ ตื่นตัวแอคทีฟ เราจะไปจัดตั้งอะไรได้ง่ายขนาดนี้ ปกติไปทำงานมวลชน เขายังหลับอยู่เลย แต่นี่ทั้งตื่นทั้งแอคทีฟ แต่จับกลุ่มกันไม่ถูก ปฎิบัติการกันไม่เป็น มันขาดวัฒนธรรมและตัวอย่างความรู้

แต่วัฒนธรรมแบบแกนนอนไม่ใช่วัฒนธรรมแบบเหมือนกัน แบบในวัฒนธรรมแนวดิ่ง ที่สั่งมาแล้วก็กระจายและเลียนแบบกัน แต่วัฒนธรรมแนวนอนเป็นวัฒนธรรมนวัตกรรมต่อยอด มีการออกแบบความเป็นเฉพาะของแต่ละกลุ่ม ซึ่งมีลักษณะเป็นธรรมชาติกว่า ดังนั้น แนวนอนจึงเป็นระบบที่ยืดหยุ่นและสามารถปลดปล่อยศักยภาพของปัจเจกได้ แนวตั้งนี่มีปัญหา พอสั่งลงมาต้องมีการชุมนุมนะ แต่พอไปถึง แต่เรามีศักยภาพนะ แต่ไปนั่งแค่เป็นหนึ่งในผู้ชุมนุม มันไม่ได้ปลดปล่อยศักยภาพเลย แต่ทำให้คนๆ หนึ่งเป็นแค่จำนวนนับทางสถิติเท่านั้น มีค่าน้อยมาก

ประชาไท: ที่ทำอยู่นี่เป็นการทำเป็นตัวอย่าง
สมบัติ: ถูก ทำตัวอย่าง (เช่นกินกาแฟ?-ประชาไท) ถูกแล้วก็ขยาย เวลากินกาแฟเสร็จให้แต่ละคนที่มาร่วม ขยายและร่วมสร้างกิจกรรมของเขาเอง อย่างไทยแลนด์มิลเลอร์ มีแรลลี่ คาราโอเกะ ใครไปทางไหนไปเลย ไม่ต้องมาปรึกษากัน ยกเว้นเรื่องจำเป็นที่จะต้องปรึกษา แต่ว่าแต่ละกลุ่มย่อย ควรจะดำเนินการได้เอง ไม่อย่างนั้นมันจะเข้าไปสู่ทางตัน ระบบการนำในอดีตมีปัญหาเรื่องคอขวด มี information จำนวนมากขึ้นไปรอประมวลที่ข้างบนแล้วรอสั่งการลงมา ซึ่งผิด

ประชาไท: มองว่าที่ผ่านมาเสื้อแดงเป็นแบบนั้น?
สมบัติ: ในฐานะผู้บริหารองค์กร ผมสนใจเรื่องระบบโครงสร้างการบริหารจัดการ ผมคิดว่านี่มันไม่ใช่องค์กร แต่เป็นขบวน คือผมคิดว่าสามเกลอเขาเต็มประสิทธิภาพเขาแล้ว

ประชาไท: แปลว่าไม่ใช่ความผิดพลาดของเขาหรือ
สมบัติ: ไม่ อาจจะมีบ้าง แต่มันเป็นการมองที่ผิด มันเป็นรูปแบบที่โบราณ มันไม่มันส์ มันยังเป็นแค่การต่อสู้ในการช่วงชิงอำนาจ มันไม่ใช่ขบวนการประชาธิปไตย จะมีบ้างก็ตอนเสนอโรงเรียน นปช. นั่นมาถูกทางแล้ว แต่การลงทุนเรื่องพวกนี้ต่ำมาก แล้วก็ไปให้ความสำคัญกับการต่อสู้ที่สร้างแรงปะทะกดดัน

ถ้าไปดูประวัติศาสตร์ตอนเหมารบกับญี่ปุ่น ตอนพรรคคอมมิวนิสต์รบกับญี่ปุ่น เจียงไคเช็คก็แบ่งประเทศกัน เป็นเหนือ-ใต้ เหมาขณะที่ทำพันธมิตรฯ กับเจียงไคเช็ค ไปรบกับญี่ปุ่น แต่จริงๆ แล้ววันๆ เอาแต่คุยกับชาวบ้าน จัดตั้งทางความคิดกับชาวนา พอหลังสงครามโลก เหมามีฐานกำลังมหาศาล ทฤษฎีแข็งแรง ไม่ใช่ผมชื่นชมคอมมิวนิสต์นะ ผมชื่นชมวิธีการในการจัดการศึกษา ผมคิดว่าเราต้องทำ แต่ไม่ใช่แค่การศึกษาเท่านั้น แต่การทำกลุ่มเล็กจะบูรณาการทุกเรื่อง นี่เป็นระบบที่ควรจะเป็นในการต่อสู้ของภาคประชาชนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย นี่เป็นข้อเสนอของเสื้อแดงที่เป็นเอ็นจีโอ

ประชาไท: ที่ผ่านมาได้เสนอกับแกนนำบ้างไหม
สมบัติ: เสนอ แต่ไม่ทัน มาไม่ทัน และผมไม่คิดว่าข้อเสนอของผมเป็นที่ยอมรับ ข้อเสนอผมมันดูหน่อมแน้ม คำถามคือจะชนะยังไง เช่น ผมเคยเสนอว่า การรีบยุบสภาไม่ใช่ข้อดี ผมกลับเห็นว่าเราควรจะเปิดโอกาสให้อภิสิทธิ์อยู่ให้นานที่สุดเท่าที่เขาพอจะมีความสามารถในการอยู่ มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะถ้าเราเชื่อว่าอภิสิทธิ์ไม่มีศักยภาพและอยู่ในระบบที่ล้าหลัง มันจะเปิดเผยตัวเอง และเรามีโอกาสในการศึกษา พัฒนา ทำข้อเสนอ ปรากฎว่าเกมกลายเป็นว่าเราไม่สามารถปล่อยให้อภิสิทธิ์อยู่เย็นเป็นสุขได้ ต่อไปนี้อย่าอยู่เย็นเป็นสุขเลย นี่คือสิ่งที่ณัฐวุฒิประกาศตอนที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล เนื่องจากเขาเจ็บแค้นมากจากการถูกกระทำ แกนนำมีความรู้สึกว่า เมื่อเขาเคยถูกกระทำเช่นนี้จากฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายตรงข้ามต้องลิ้มรสการหนีหัวซุกหัวซุน การม็อบจนอยู่ทำเนียบไม่ได้ หรือการคุกคามจากทุกส่วน นี่เป็นวิธีคิดของศัตรูที่ตรงข้ามกัน

ประชาไท: แรงขับเคลื่อนของแกนนำหลักเป็นเรื่องความคับแค้นมากกว่าเรื่องของการเมือง?
สมบัติ: มีความคับแค้นอยู่มาก ทำให้ท่วงทำนองมันแรง พอคิดว่ามีกำลังเพียงพอปุ๊บก็รู้สึกว่าจะเอา

ประชาไท: ซึ่งมันไปสอดคล้องกับอารมณ์ของคนเสื้อแดงด้วย?
สมบัติ: อารมณ์คนเสื้อแดงเป็นอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากเขาเป็นคนชั้นล่าง กลางล่างลงมา ดังนั้น การต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเขา การต่อสู้ยาวๆ ไม่ใช่เรื่อง ดังนั้นเราจะเห็นว่า ท่วงทำนองการปะทะกันของมวลชนกับทหารในยุค 35 กับ 53 ต่างกันมาก ถ้าเป็นยุค 35 พอยิงปุ๊บ ชนชั้นกลางถอยหมอบ แต่พอปี 53 ไม่ใช่ วิ่งเข้าใส่ เพราะถ้าไม่ชนะครั้งนี้ก็จะไม่มีโอกาสกลับมาชนะอีก คนก็จะเลือกอย่างนี้เพราะหมดตัวแล้ว มันเป็นปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจ เขาไม่คิดหลังอะไรแล้ว เรียกว่าสละได้

ไม่ใช่ว่าเขาคิดน้อยนะ ผมไม่เชื่อว่าใครคิดน้อยกว่าใครในเรื่องของชีวิต เช่น มาบอกว่าคนชั้นกลางคิดมากกว่าผมว่าไม่ใช่ แต่เป็นการดีดลูกคิดกันคนละแบบ มันมีการประเมินความคุ้มค่า ผมคิดว่าคนที่เขาวิ่งเข้าไปเสี่ยงความตาย เขาก็ได้ประเมินความคุ้มค่าแล้ว เขาคิดว่ามันคุ้ม ขณะที่คนชั้นกลางคิดแล้วมันไม่คุ้ม เพราะเขามีต้นทุนสูงกว่า มีหน้าตักสูงกว่า เขามีชีวิตที่ดีกว่าได้แม้ว่าจะพ่ายแพ้ แต่ว่าคนชั้นล่างเขาคิดว่าเขาไม่สามารถมีชีวิตที่ดีกว่าได้ถ้าเขาพ่ายแพ้ และเขาไม่มีทุนพอที่จะกลับมาสู้อีกครั้งหนึ่ง ผมว่านี่เป็นวิธีคิดที่ทำให้แลกกันแรง

ประชาไท: นี่กำลังให้ความชอบธรรมกับการเพิกเฉยต่อชีวิตของมวลชนที่หลายฝ่ายประณามแกนนำหรือเปล่า คือหลายฝ่ายก็ประณามว่าแกนนำก็รู้อยู่แล้วว่าชาวบ้านสู้ตายแต่ก็ยังพามาถึงจุดนี้
สมบัติ: ผมคิดว่าแกนนำต้องรับผิดชอบ แต่มันไม่ได้เกิดจากการที่แกนนำดำเนินการโดยคนเดียว แต่มันเกิดจากภาวะของขบวนของมวลชนที่เมื่อประมวลภาพทั้งหมดแล้วเราจะเห็นว่า แกนนำทำเกินทักษิณ และมวลชนก็ทำเกินแกนนำ ล้ำหน้าแกนนำไปแล้ว ดังนั้น เมื่อต่างคนต่างทำเกินกัน ตัวละครสุดท้ายคือมวลชนจึงเป็นตัวกำหนด ทำให้ดาวน์ม็อบไม่ลง เพราะทุกครั้งที่บอกว่าไม่ปรองดองก็จะมีขวดน้ำกระเด็น หรือหลังเวที ดูไม่ได้เลย มีการเดินมาด่าแบบโกรธแค้น หรือแม้แต่วันสุดท้ายที่ไปกันแล้ว ก็ยังมีคนยืนแบบโกรธแค้น อยากจะสู้ตายอยู่ คนพร้อมจะแลก มันมีภาวะแบบนั้นจริงๆ มันมาถึงจุดนั้นจริงๆ

มันมีประโยคพูดหนึ่งตอนที่พูดถึงปรองดองแล้วถูกด่า ที่แกนนำประกาศบนเวทีว่า จำเป็นต้องปรองดองเพื่อป้องกันการสูญเสีย ที่หลังเวทีมีคนตะโกนบอกว่า เราสูญเสียไปแล้ว มันไม่ใช่ป้องกันการสูญเสียนะ มองมุมหนึ่งเป็นสปิริตของแกนนำ ที่ตัดสินใจไปโดยเคารพต่อการตัดสินใจของมวลชน อีกมุมหนึ่ง เพราะว่าคุณแพ้ ความพ่ายแพ้ก็ต้องแสดงสปิริต ทบทวน ผมไม่รู้หรอกว่าเขาจะทบทวนอย่างไร แต่ผมคิดว่าเขาต้องทบทวนและตอบคำถามนี้ เพราะคุณพาคนมาเป็นล้านแล้วตายกันแบบนี้และแพ้ คุณต้องตอบคำถามในฐานะแกนนำ หลบไม่พ้น พูดอย่างนี้ผมไม่มีความรับผิดชอบพอจะทำสิ่งนี้ได้นะ แต่ทุกคนที่อยู่บนเวทีต้องตอบให้ได้ว่าทำไม และจะแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร แน่นอนแม้เขาจะไม่ได้เป็นคนยิง แต่ในฐานะเป็นแกนนำต้องตอบ

ประชาไท: ก่อนหน้านี้คุณเคลื่อนไหวอิสระ พอแกนนำเข้าคุกไปหมดแล้ว คุณค่อนข้างโดดเด่นขึ้นมาในโลกออนไลน์ และถูกจับไป การถูกจับครั้งนี้เป็นโทษหรือเป็นประโยชน์อย่างไรต่อการเคลื่อนไหวของตัวเอง
สมบัติ: อันดับแรก ผมไม่ได้มีเจตนาอยากจะถูกจับและไม่ได้ประเมินสถานการณ์ว่าจะเป็นแบบไหน ผมหลบๆ ซ่อนๆ อยู่พอประมาณ (หัวเราะ) เป็นที่รู้กันในวงการว่าผมไม่ปรากฎในที่ไหนนอกจากออนไลน์ผ่านพร็อกซี่ เบอร์โทรศัพท์ไม่รับ โยกเอาโทรศัพท์ไปไว้ที่อื่น ทำทุกอย่างเพื่อไม่อยากจะถูกจับ และผมไม่ได้ประเมินอะไร ทุกอย่างเป็นไปตามสถานการณ์

เมื่อผมถูกจับ มันกลายเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดการเคลื่อนไหวบางอย่างขึ้น ทำไปทำมา กลายเป็นประเด็นขึ้นมา เพราะมันชี้ชัดว่า แม้แต่การต่อสู้ที่มันดู...ดูจะไม่มีอะไรที่สุด แม้แต่พวกแกนนำ ยังบอกว่า พี่เป็นพวกหน่อมแน้ม หมอเหวงบอกว่าหนูหริ่งคุณเป็นคนดีนะ มองโลกในแง่ดี คือจะด่าเรานั่นแหละ (หัวเราะ) แต่ว่า นึกภาพออกไหม คนที่ใช้ไม่ได้ที่สุดในการนำเสนอยุทธศาสตร์น่ะ (หัวเราะ) เออ รัฐบาลแม่งเอา (หัวเราะ) เล่นเว้ย เป็นเรื่องตลก คือขำด้วย สมเพชตัวเองด้วย แล้วมันก็ปะปนกันไป คือผมพูดไม่ถูกอะ

คือถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวจากภายนอก แล้วพี่โดนเข้าไปแบบนี้ แบบเสียผู้เสียคน มันหมดสภาพเลยนะ มันจะพิสูจน์ได้เลยว่าสิ่งที่เราเชื่ออยู่ วิธีการที่เราทำอยู่ ไม่มีใครเอาเลย มันหน่อมแน้มจริงๆ จนไม่มีใครเอา แต่ว่าเราเชื่อฉิบหายเลยนะ

ประชาไท: คุณเชื่ออะไร
สมบัติ: เราเชื่อวิธีการต่อสู้ทางการเมืองที่หลากหลายและทรงพลังได้โดยมีวิธีการหลายรูปแบบ และเราต้องการนวัตกรรม ที่มูลนิธิกระจกเงา เราก็พูดเรื่องนี้เยอะ ผมเป็นเจ้าสำนัก ที่เวลาจะขึ้นโครงการอะไรมันเรื่องใหญ่มาก ต้องคุยว่างานที่จะทำมีนวัตกรรมอย่างไร และผมเป็นเจ้าสำนักเรื่องนวัตกรรม แต่พอมาทำงานทางการเมือง นวัตกรรมของผมเป็นเรื่องหน่อมแน้ม นี่เป็นเรื่องที่ผมก็สับสน มันไม่มีใครซื้อเลย ก็เดินขายหลายทีแล้วนะ เดินขายไอเดียแกนนำไม่มีใครซื้อ สุดท้ายผมเลยต้องมาทำเอง

ประชาไท: ก็เลยโดนจับ?
สมบัติ: ผมคิดว่าเขาไม่ได้จับผม เพราะเห็นว่าผมมีศักยภาพอะไร

ประชาไท: แล้วเขาจับทำไม
สมบัติ: ใครแหลมก็จับทั้งนั้น ไอ้นี่ดันแหลม มันยังไม่เลิก

ประชาไท: ไม่คิดว่าเขาจับเพราะเขาเพ่งเล็งว่าคุณกำลังรวบรวมมวลชนอยู่ในโลกออนไลน์หรือ
สมบัติ: หลังจากนั้น ผมคิดว่าเขาคิด เขามอนิเตอร์พอสมควร เพราะมันยังเหลืออยู่ไม่กี่คนที่เคลื่อนไหวอยู่ แต่ช่วงที่เขาออกหมายจับ ผมคิดว่าเขายังไม่มีความคิดจะไล่จับอะไรกันชัดเจน จนเราไม่เลิก และผมคิดว่าการติดตามอย่างเข้มข้น เริ่มขึ้นหลังจากที่ผมยังอยู่ในโลกออนไลน์แล้วเริ่มขายวันอาทิตย์สีแดง ผมคิดว่าเขามอนิเตอร์แบบถี่เลย

ประชาไท: แปลว่าเขาเห็นจากผลที่เกิดตามมา
สมบัติ: ผมคิดว่าเขามอนิเตอร์ผมชัดขึ้น หลังจากเห็นว่าการเคลื่อนไหวของผมในโลกออนไลน์มันมีความชัดเจนขึ้น เนื่องจากในภาคสนามมันไม่มีพื้นที่แล้ว มันก็เหลือแต่โลกออนไลน์ แล้วมีสีสันมากเลย แบบมันเอาใหญ่เลย ทวิตเตอร์วันอาทิตย์เปลี่ยนโลโก้กันกระจาย
(สมบัติรณรงค์เปลี่ยนภาพ avatar ในเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์เป็นภาพพระอาทิตย์สีแดงในทุกวันอาทิตย์ - ประชาไท)

ประชาไท: เกิดคำว่า "วันอาทิตย์สีแดง" ขึ้น
สมบัติ: ถูกๆ ผมคิดว่ามันถูกตาม ถูกมอนิเตอร์ แทนที่ผมจะมีสถานะเท่ากับคนที่ถูกหมายจับคนอื่นทั่วๆ ไป เขาก็เริ่มติดตามควานหาและจับให้ได้ เพราะมีหมายแล้ว มีความชอบธรรม โชคร้ายของเขาคือไปจับผมตอนที่ผมไปผูกผ้า

ประชาไท: ก็เลยยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์
สมบัติ: ถูก มันถูกจับในหลายองค์ประกอบนะ ผมคิดว่ากระแสที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกิดจากว่าผมไปผูกผ้าอย่างเดียว หรือความเป็นตัวผมเพียงลำพัง การไม่มีแกนนำ หรือแม้แต่แนวทางที่ผมดำรงอยู่มาตลอด สิ่งเหล่านี้มันถูกควบรวมกันไว้ หรือถ้าไม่มีเฟซบุ๊ค มันก็อาจจะไม่เกิดสิ่งนี้นะ พอเกิดเครือข่ายทางสังคมปุ๊บ ทันทีที่มันถูกกระทำ เกิดเรื่องปุ๊บ มันยกกำลังได้เร็วมากเลย แล้วมันคากระแสไว้อย่างไม่ยอมหยุด และมันก็เชื่อมโยงไปสู่มิติอื่นๆ คือถ้าผมไม่มีเฟซบุ๊คนี่ยุ่งเลย

ในเฟซบุ๊คมันมีแฟนคลับ มีเพื่อนที่อ่านผมทุกวัน ช่วงที่ยังไม่โดนจับ ผมทำหน้าที่เป็น counseling ทำการบำบัดทางจิต ความเจ็บป่วยของคน หลายคนแนะนำว่า ถ้าทุกข์มาก ลองแอด บ.ก. ดูสิ แล้วเขาจะรู้สึกว่าไอ้มันยังเฟรชได้ ยังรู้สึก ยังกวนประสาทได้ ไม่ต้องใช้ชื่อปลอม ยังเล่นในที่เปิดได้ ไม่อยู่ในภาวะความกลัว ยังคิดอะไรใหม่ๆ บ้าๆ บอๆ ยังตลกได้อยู่ ในเฟซบุ๊ค ผมก็มีสองบุคลิก นิ่งๆ ไปเลยกับแบบตลกเลย คนก็รู้สึกว่าแอดมาแล้ว สุขภาพจิตดี

ประชาไท: ทำไมแม้แต่โดนจับก็ยังสุขภาพจิตดี
สมบัติ: ส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าผมเป็นคนบุคลิกแบบนี้อยู่แล้ว ผมไม่รู้จะทำตัวเองให้รันทดไปทำไม ยกเว้นมันรันทดจริงๆ แต่ครั้งนี้ไม่รันทดเท่าไหร่ คือมันเล่นได้มากกว่าหลายครั้ง รู้วิธีการเล่นอาจจะเพราะโดนหลายครั้งก็ได้ นี่ครั้งที่สามแล้ว มีความกังวลน้อยมาก อารมณ์ผม ผมตัวเองว่ามาออกค่าย ไม่มีอะไรเลย ก็ใช้ชีวิต แล้วผมจะไม่ยอมให้อะไรมาคุกคามชีวิต ผมจะไม่ยอมเสียสติ ผมรู้ว่าผมกำลังสู้กับอะไร เขาควบคุมตัวผม เพื่อให้ผมรู้สึกกลัว ด้อยค่า ต้องมาทบทวนตัวเองเพื่อจะถดถอย เรารู้ว่าคำสั่งเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร พอเรารู้ความหมายนี้ปุ๊บ เราต้องตอบโต้ด้วยการไม่ถดถอย และยังสวนกลับได้ ยังสามารถขีดเขียน แต่ตอนแรกนึกไม่ออกนะ มันก็ไปของมันเอง ตอนแรกมีเจ้ามาเอากระดาษเอาสมุดโน้ตมา เอาปากกาสีแดงมาเรียบร้อยเลยนะ แล้วก็แนะนำให้ผมเขียน ผมก็เขียนแบบเฟซบุ๊ค ตอนแรกเขียนจดหมายถึงกรรมการสิทธิฯ ก่อน พอจดหมายฉบับนั้นออกมามีคนบอกว่ามัน public นะ น่าจะเขียนต่อ กูจะเขียนจดหมายหาใครวะเนี่ย ไลฟ์สไตล์เราคืออะไร วัฒนธรรมเราคือเขียนความคิดใส่เฟซบุ๊ค แต่เราไม่สามารถเขียนใส่เฟซบุ๊คได้ ผมก็เขียนใส่กระดาษแบบที่เขียนในเฟซบุ๊ค via (หัวเราะ) มันสนุกมากเลย แล้วผมรู้สึกว่ามันได้อารมณ์มากเลยนะ เขียนแล้วมันดี

ประชาไท: ที่ออกมานี่คือการออกมาชั่วคราวนะ อัยการสั่งฟ้องไปแล้ว แล้วระหว่างนี้จะใช้ชีวิตอย่างไร จะรณรงค์ต่อไป?
สมบัติ: ฟังดูเหมือนจะดูบ้าๆ หน่อยนะ คือผมคิดว่า ชีวิตผมจะเหมือนให้เขาจับเราอีกทีหนึ่ง มันต้องเดินอย่างนี้ เดินไปเลย เดินตรงๆ ออกมาก็ทำซ้ำ ไม่ซับซ้อน ไปเรื่อยๆ อาทิตย์นี้ไม่จับ ไม่จับใช่ไหม ทำได้ ทำได้ทำอีก

ประชาไท: จะท้าทายเขาหรือ
สมบัติ: ก็ตีความได้ว่าเป็นการท้าทาย แต่ว่าก็เป็นการใช้ชีวิตน่ะ ชีวิตเราก็เป็นเรื่องการท้าทายอยู่แล้ว แต่ผมไม่มีเจตนาที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายนะ แต่ว่าเราต้องรักษาพื้นที่ทางการเมืองที่เราเชื่อว่ามีความชอบธรรม ไม่อย่างนั้นเขาจะกดจนไม่มีพื้นที่เลย และผมเชื่อว่า การกดโดยไม่มีพื้นที่เลยจะเป็นโทษกับทุกฝ่าย เสื้อแดงก็จะพาตัวเองมุดลงดินและมันก็จะผิดพลาด จะเดินทางผิด ด้วยความรับผิดชอบต่อพี่น้องเสื้อแดงด้วยกัน ผมคิดว่าผมควรจะสร้างทางเลือกให้กับพวกเขา และก็ยังพอเห็นเส้นทางในการต่อสู้ อย่างน้อยก็ใส่เสื้อสีแดงวันอาทิตย์ ซึ่งผมเชื่อสุดใจเลยว่าจะชนะรัฐบาลชุดนี้ด้วยการใส่เสื้อแดงทุกวันอาทิตย์ แค่นั้นเอง เชื่อสุดใจขาดดิ้น ไม่ต้องไปม็อบ ขนกำลังคนมา ไม่จำเป็น

ประชาไท: วันอาทิตย์นี้จะทำอะไร
สมบัติ: วันอาทิตย์นี้ครบรอบ 2 เดือนเหตุการณ์ราชประสงค์ก็จะไปผูกเหมือนเดิม หนึ่งก็ผูกผ้า สองก็ซื้อคอนเซ็ปท์พี่สมยศ (พฤกษาเกษมสุข) จุดเทียนแดง แล้วก็อาจจะมีเพอร์ฟอร์มานซ์ ตรงหน้าเกษรพลาซ่า แต่ไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองนะ เป็นการไว้อาลัยแต่ว่าอาจจะมากันเยอะหน่อย

ประชาไท: มีการประเมินว่า ทำได้อีกไม่กี่ครั้ง เดี๋ยวก็ต้องโดนจับอีก เตรียมตัวอย่างไร
สมบัติ: การจับผมไม่ต้องเตรียม นี่ไม่ใช่ภาระผม การจับตอนนี้คนที่เป็นภาระคือคนจับ นี่เป็นภาระเขาไม่ใช่ภาระผม ผมใช้ชีวิตปกติ คือผมไม่มีปัญหา ผมไม่ต้องหลบแล้ว ผมใช้ชีวิตแบบนี้แหละ เส้นทางตรงๆ แบบนี้ คุณจะเจอผมทุกวันอาทิตย์ ถ้าอยากจะจับผม ถ้าจะกรุณา ก็ควรจะจับผมในวันอาทิตย์ ผมจะดีใจมาก และเมื่อถูกจับแล้วจะทำอะไรต่อก็ไม่ใช่หน้าที่ผมอีก คือผมว่าผมก็ได้ทำหน้าที่แล้ว

ผมก็แค่ วันธรรมดาผมก็ใช้เฟซบุ๊ค เขียนสัก 10 สเตตัส ข้อความสั้นๆ ลงทุนน้อย แล้ววันอาทิตย์ก็ไปผูกผ้า เทียนนี่ผมก็จะไม่ซื้อนะ ผมก็เชื่อว่าจะมีคนซื้อเทียนมาให้ ทำกันเองทุกอย่าง ผมไม่ต้องทำอะไรแล้ว ผมก็คิดว่าผมก็ทำแค่นี้แหละ ไม่เห็นชีวิตจะต้องลำบากอะไรเลย ถูกจับ ที่นั่นก็เคยไปแล้ว เราก็รู้แล้วมันเป็นยังไง เปลี่ยนที่ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก คุณข่มผม คุณจะข่มผมยังไง คุณจะซ้อมผมเหรอ คุณจะพาผมไปสระบุรี อยู่ค่ายทหาร คุณคิดดีกว่าอยู่ ตชด. ใช่ไหม คิดว่าทำอย่างนั้นแล้วดีกว่าใช่ไหม คิดว่าจะจบใช่ไหม

ประชาไท: ไม่กลัวว่าเขาจะพาไปทำอะไรหรือ
สมบัติ: จะทำอะไรผม ผมทำอะไร ผมไปผูกผ้า (หัวเราะ) ผมไม่ได้ไปซ่องสุมกำลัง ผมแค่ผูกผ้านะ ผมทำอะไร บ้ารึเปล่า ผมไม่เข้าใจ จะทำอะไรผมอะ โทษฐานที่ผมไปผูกผ้า? ก็ผมไปผูกผ้า (พูดกลั้วหัวเราะ) ถ้าผมแบบไปหลบหนี ไปเตรียมถังอ้อแอ้ ประเภทไปซื้อถังแก๊สมาแล้วกำลังดาวน์โหลดสูตรสำเร็จซีโฟร์นี่ไปอย่าง ผมไม่มีเลย ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป เพียงแต่ว่าแทนที่จะไปเสี่ยงเซียมซี จุดธูปไหว้พระ ก็แค่นั้นน่ะ ผมว่าถ้ารัฐบาลเต้นกับผมนะ เล่นเกมนี้กับผมนะ ผมสนุกเลย เกมนี้ผมเขียนเอง มันเป็นเกมฝั่งของเรา ผมไม่เดินเข้าเกมเขานะ

ประชาไท: เกมนี้ชัยชนะอยู่ตรงไหน คือทำอย่างนี้รัฐบาลก็คงไม่ยุบสภา?
สมบัติ: เราไม่ต้องการให้เขายุบสภา ก็จนคุณหมดเวลา ไขลานมันต้องหมดใช่ไหม พอหมดเวลาเราก็ไปคูหา เพียงแค่ว่าระหว่างจะหมดเวลาเราก็นวดไปเรื่อยๆ เราก็ใส่เสื้อสีแดงแบบยกกำลังในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งผมว่ามันขยายตัว ผมว่ามันแดงขึ้นทุกสัปดาห์แล้วนะ แต่ไม่ใช่แคมเปญใหญ่ แบบใส่กันทั่วประเทศ ไม่ใช่ แต่เนื่องจากว่าผมไม่เร่งไง คุณอยู่ได้ปีเจ็ดเดือน ผมก็อาทิตย์สีแดงได้ปีเจ็ดเดือน ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งเสร็จผม เพราะผมมีโอกาสขยายความคิดยกกำลัง แล้ววันเลือกตั้งต้องเป็นวันอาทิตย์ใช่ไหม ผมเห็นภาพเลย โอ้โห มันจะแดงงงง (ลากเสียง) ภาพสุดท้ายของวันสิ้นสุดวันอาทิตย์สีแดงก็คือวันที่ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มันก็จะแดงมาก

ระหว่างนี้ก็ใส่เสื้อแดงแก้ขัด คือคนใส่เสื้อแดงวันอาทิตย์ไม่ธรรมดานะ ใส่เสื้อแดงไปเดินห้าง เดินตลาด เดินอย่างกับไปประท้วงกล่าวปราศรัย คือใส่เสื้อแดงในความรู้สึกว่าเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง สำนึกนี้สำคัญมาก แล้วยิ่งประเภทนัดกัน 2-4 คนไปนั่งกินสเวนเซ่น กินก๋วยเตี๋ยว กินกาแฟ มันคูลอะ มันเหมือนเป็นการประท้วง แต่ไม่ได้ทำอะไร แค่ซดกาแฟ กินก๋วยเตี๋ยว หรือกินพิซซ่า แต่ว่ามันเป็นภาพทางการเมืองของคน 3-4 คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ ผมเคยไปนั่งกิน คนนี่หันขวับ

มันเป็นการใช้ต้นทุนที่ต่ำมาก ใช้คนน้อยๆ แต่มันมีอิทธิพลต่อคนจำนวนมากที่เห็น อาจจะ 1 ต่อ 10 หรือ 20 เท่าตัว เป็นปฎิบัติการที่ต้นทุนต่ำ สอดรับกับวัฒนธรรมวิถีชีวิตของคน คุณไม่ได้แก้ผ้านี่ คุณใส่เสื้อ เพียงแต่ว่าคุณใส่เสื้อสีแดง ถ้าแก้ผ้านี่ขัดวัฒนธรรม แต่การใส่เสื้อเป็นสีต่างๆ ไม่ขัดกับวัฒนธรรม แล้ววันอาทิตย์สีแดงอยู่แล้ว ตามราศี มันไม่ได้ขัดอะไรเลย มันเป็นข้อเสนอที่เป็นไปได้ อย่างเรียบง่าย แล้วเมื่อไหร่ที่คนเข้าใจรหัสนี้เมื่อไหร่ มันมีนัยยะทางการเมืองทันที