WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 19, 2010

ประมวลภาพ: กิจกรรม "วันอาทิตย์สีแดง" 18 ก.ค.53

ที่มา ประชาไท

วันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค.53 ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ได้มีการนัดหมาย รวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มนักกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 2 เดือน เหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 กิจกรรม “วันอาทิตย์สีแดง” และปฏิบัติการทางสังคม ในการแสดงศิลปะสด “แถวนี้มีคนตาย” จึงถูกจัดขึ้น เพื่อเตือนสังคมไม่ให้ลืมการตายของคนกว่า 90 ชีวิตไป เพราะที่นี่มีคนตาย และพวกเขาตายทั้งๆ ที่มาชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยตามความคิด ความเชื่อของพวกเขา และพวกเขาตายด้วยคมอาวุธจากการสั่งการของผู้มีอำนาจในสังคม

16.00 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากประจำการบริเวณ “ป้ายราชประสงค์” เพื่อ “ปกป้อง” ไม่ให้มีการนำผ้าแดงไปผูกที่ป้ายราชประสงค์ นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบประจำการอยู่โดยรอบ ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงก็กระจายตัวกันอยู่ตามจุดต่างๆ โดยมีคนเสื้อแดงกลุ่มใหญ่ยืนรวมตัวกันอยู่ตรงหัวมุมถนนฝั่งห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และได้มีการนำผ้าแดงไปผูกตามป้ายอื่นในบริเวณนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ได้รับคำสั่งให้มาประจำการอยู่บริเวณป้ายราชประสงค์ ตั้งแต่เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น.โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมดมาจากทั้ง 9 สน.จำนวน 150 นาย

ส่วนที่บริเวณหน้าวัดปทุมวนาราม เวลาประมาณ 16.30 น.เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย ศูนย์อำนวยการเยียวยาสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอย.) BAN the Hollywood CLUB และกลุ่มเพื่อนสุรียะ ร่วมกันจัดกิจกรรม “ศิลปะการแสดงสด แถวนี้มีคนตาย” เพื่อรณรงค์ให้มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อันจะนำไปสู่การเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ สามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างสงบได้โดยเสรี และยุติบทบาทของคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการปองดองประเทศไทยทุกชุดชั่วคราว เพื่อให้การตรวจสอบและค้นหาความจริงจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

จากนั้น กลุ่มอาสาสมัครนักแสดงซึ่งแต่งตัวเลียนแบบคนตายในกิจกรรม “ศิลปะการแสดงสด แถวนี้มีคนตาย” ครั้งแรกนี้ ได้เดินเท้าจากบริเวณ sky walk หน้าวัดปทุมวนาราม ไปเข้าร่วมกิจกรรมที่บริเวณแยกราชประสงค์ สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้คนที่มารวมตัวกันได้เป็นอย่างดี

เวลาประมาณ 17.20 น.นายสมบัติ บุญงามอนงค์หรือ บก.ลายจุดได้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมที่บริเวณแยกราชประสงค์ โดยเข้าไปเจรจาขอผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาการอยู่บริเวณนั้นก่อนจะมีการอนุญาตให้ผูกผ้าสีแดงที่รั้วกันบาทวิถี หน้าป้ายราชประสงค์ ทั้งนี้การมาของนายสมบัติได้รับความสนใจจากนักข่าวจำนวนมาก เนื่องจากนายสมบัติได้เคยถูกควบคุมตัวในขณะที่ได้มาทำการผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์เพื่อเตรียมการจัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.53 และได้ถูกนำตัวไปควบคุมที่กองบังคับการ ตชด.ภาค 1 ที่คลอง 5 ปทุมธานี จากความผิดฐานผ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นานถึง 2 สัปดาห์ ก่อนได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา

“การจับผมไม่ต้องเตรียม นี่ไม่ใช่ภาระผม การจับตอนนี้คนที่เป็นภาระคือคนจับ นี่เป็นภาระเขาไม่ใช่ภาระผม ผมใช้ชีวิตปกติ คือผมไม่มีปัญหา ผมไม่ต้องหลบแล้ว ผมใช้ชีวิตแบบนี้แหละ เส้นทางตรงๆ แบบนี้ คุณจะเจอผมทุกวันอาทิตย์ ถ้าอยากจะจับผม ถ้าจะกรุณา ก็ควรจะจับผมในวันอาทิตย์ ผมจะดีใจมาก และเมื่อถูกจับแล้วจะทำอะไรต่อก็ไม่ใช่หน้าที่ผมอีก คือผมว่าผมก็ได้ทำหน้าที่แล้ว” คำให้สัมภาษณ์ของนายสมบัติกับประชาไทภายหลังการถูกปล่อยตัว

ทั้งนี้ขณะที่นายสมบัติทำการผูกผ้าแดงกลุ่มประชาชนที่มารวมตัวกันอยู่โดยรอบได้พากันส่งเสียงตะโกน “ที่นี่มีคนตาย” หลังจากนั้นได้ร่วมกันผูกผ้าสีแดงบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เขียนข้อความไว้อาลัยลงบนสังกะสีซึ่งใช้กันพื้นที่ก่อสร้างเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นที่ตั้งของบอร์ดเขียนข้อความรำลึกถึงอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ที่ถูกเผาทำลายในช่วงเวลาที่มีการสลายการชุมนุม ต่อด้วยการร่วมกันจุดเทียนสีแดงเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต ก่อนที่จะแยกย้ายกันเดินทางกลับอย่างสงบ

หญิงอายุราว 60 ปี ซึ่งมาร่วมกิจกรรมในวันนี้เล่าว่า ในวันนี้มาร่วมกิจกรรมเพียงคนเดียวเนื่องจากทราบข่าวทางเฟซบุ๊คโดยลูกชายเป็นผู้บอกข้อมูล เพราะต้องการมาร่วมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้เธอเล่าด้วยว่าเธอและครอบครัวอยู่ที่ราชประสงค์ในวันที่มีการสลายการชุมนุม แม้เธอจะโชคดีทีครอบครัวไม่มีใครได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เธอรู้สึกเสียใจและจะไม่มีวันลืม

“ป้ามารำลึกถึงคนที่ตายที่นี่ ให้รู้ว่าเราไม่เคยลืมเขา ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นญาติกัน แต่เราก็ร่วมต่อสู้ด้วยกันมา คนเสื้อแดงเราไม่เคยทิ้งกัน” หญิงเสื้อแดงบอกเล่าความรู้สึก

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมถูกควบคุมตัวหนึ่งราย ทราบชื่อว่านายนที สรวารี นักกิจกรรมจากสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน (องค์กรสาธารณประโยชน์) โดยเมื่อเวลาประมาณ 16.30 น.นายนทีซึ่งได้เข้าร่วมกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวน 4-5 นายเข้าควบคุมตัวที่บริเวณแยกราชประสงค์ หน้าห้างเกสรพลาซ่า หลังจากที่ได้พยายามตะโกนตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจอธิบายเรื่องการชุมนุมที่ขัดต่อการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้ผู้ที่จะมาทำกิจกรรมที่แยกราชประสงค์อยู่ในความสงบ โดยอธิบายว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการชุมนุมเนื่องจากพบว่ามีการนัดแนะรวมตัวกันผ่านทางเฟซบุ๊คและการชุมนุมในระหว่างที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย มีโทษถึงจำคุก

“อย่าปิดปากเรา ขอเราพูดบ้าง ขอเราแสดงออกด้วย” นายนทีตะโกนขึ้นมา ขณะที่เจ้าหน้าที่พูดอธิบายถึงกฎหมายความมั่นคง

“ผมได้เห็นที่นี่ถูกเผา และคนถูกยิงด้วย อยากจะปรองดองอยากจะฟังเสียงเรา ก็ให้เราพูด ให้เราแสดงออกด้วย อย่าปิดปากเรา”

ทั้งนี้ระหว่างการเข้าควบคุมตัวนายนที กลุ่มคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างตะโกนช่วยด้วยมีคนถูกจับกุม ส่วนนายนทีได้ร้องตะโกนบอกว่า “ผมมาคนเดียว ไม่ได้ทำผิดตามมาตราไหน ไม่ได้มา 5 คน ไม่ได้มา 6 คน ผมมาคนเดียว กระทำเกินกว่าเหตุ นี่คือการกระทำเกินกว่าเหตุ”

“ผมนายนที สรวารี ผมทำงานที่สนามหลวง ช่วยคนเร่ร่อนอยู่ ผมคนจริง ทำอย่างนี้กับผม เกินกว่าเหตุ เกินกว่าเหตุ ผมไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ ตำรวจเริ่มต้นยั่วยุก่อนโดยใช้เครื่องขยายเสียง”

“วันอาทิตย์สีแดง วันอาทิตย์สีแดง” นายนทีตะโกน

เมื่อสอบถามกรณีมีการจับตัวนายนที พ.ต.ท.ภิรมย์ จันทราภิรมย์ รอง ผกก.สส.สน.ลุมพินี ให้ข้อมูลว่ามีการจับตัวผู้มาร่วมชุมนุมหนึ่งคนจริง แต่เป็นไปเพื่อให้สงบสติอารมณ์ เพราะเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้น และได้มีการนำตัวไปบันทึกปากคำที่ สน.ลุมพินี โดยจะมีการปล่อยตัวอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ระบุถึงวันเวลาที่จะทำการปล่อยตัว

หลังจากนั้น เมื่อเวลาประมาณ 18.40 น.นายนที ถูกปล่อยตัวจาก สน.ลุมพินี หลังได้มีการสอบปากคำและลงบันทึกประจำวันโดยแจ้งข้อหาส่งเสียงดังก่อให้เกิดความรำคาญ เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 100 บาท เนื่องจากได้ทำการการตะโกนตอบโต้กับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
























































ปล่อยตัวแล้ว นักกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง โดนปรับ 100 บาท อ้างส่งเสียงดังในที่สาธารณะ

ที่มา ประชาไท


นายนที สรวารี นักกิจกรรมผู้เข้าร่วมการรำลึกถึงคนตายจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ซึ่งถูกจับกุมเมื่อบ่ายนี้ ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังจากถูกขังอยู่ในรถขนนักโทษนานหลายชั่วโมง ตร. ระบุความผิดฐานส่งเสียงดังในที่สาธารณะ ปรับ 100 บาท

เวลา 22.40 น. นายนที สรวารี เปิดเผยกับประชาไทว่า ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังจากที่ถูกจับกุมเมื่อบ่าย เนื่องจากส่งเสียงตะโกนว่า "ที่นี่มีคนตาย" ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนให้ทราบมูลความผิดหากมีการชุมนุมเกินกว่า 5 คนที่สี่แยกราชประสงค์บ่ายนี้

โดยเวลาประมาณ 16.30 น. นายนทีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเกือบ 10 นายอุ้มขึ้นรถขนนักโทษของ ส.น.บางโพงพาง ขณะตะโกนส่งเสียง ว่าที่นี่มีคนตาย และได้รับการปล่อยตัวในที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่ามีความผิดฐานส่งเสียงดังในที่สาธารณะ ปรับ 100 บาท

เสวนาประกายไฟ-iLaw: ปรองดองไม่ได้ถ้ายังใช้ กม.กดขี่

ที่มา ประชาไท


งานเสวนา “กฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ความมั่นคง มีไว้เพื่อใคร” หนูหริ่งและนักศึกษาภาคใต้ สะท้อนประสบการณ์ตรงจากกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง ด้านนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนยืนยันต้องยกเลิกกฎหมายให้อำนาจพิเศษ

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 53 กลุ่มประกายไฟ และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ร่วมกันจัดงานเสวนาเรื่อง “กฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ความมั่นคง มีไว้เพื่อใคร” ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา วิทยากรได้แก่ ศราวุฒิ ประทุมราช นักวิชาการด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน สมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ไลลา เจ๊ะซู เครือข่ายบัณฑิตอาสาพัฒนาสังคมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (InSouth)

ศราวุฒิ ประทุมราช กล่าวว่า กฎหมายหลักๆ ทั้งสามฉบับ ถ้าวัดระดับความรุนแรง รัฐบาลบอกว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ อ่อนสุด แรงรองมาคือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถัดมาคือกฎอัยการศึก

แต่สถานการณ์ปัจจุบัน กฎหมายตัวที่ใช้มากที่สุด คือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และถือว่าเป็นยาแรง เขาเปรียบเทียบการใช้กฎหมายเหล่านี้ว่า เหมือนสมัยนักเรียนที่ครูมักพูดว่า ใครทำผิดให้บอกมาไม่งั้นจะลงโทษทั้งห้อง เหมือนกับการเมืองไทยที่เวลามีการชุมนุม แล้วมีคนพูดเรื่องความรุนแรงก็ไปหาว่าการชุมนุมทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เวลาพบว่าพรรคการเมืองซื้อเสียง ผลคือประกาศยุบพรรค

ศราวุฒิกล่าวว่า กฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่ประกาศใช้ได้ตลอด โดยทหารภาคต่างๆ เป็นผู้ประกาศ เหตุผลของการประกาศมีเรื่องเดียว คือ มีข้าศึกรุกรานจากต่างประเทศ แต่ปรากฏว่า กฎอัยการศึกถูกเบี่ยงเบนเจตนาในการใช้มาใช้ควบคุมคนในประเทศ โดยรัฐมักอ้างว่า ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ นั้น กฎหมายอื่นที่มีอยู่ใช้ได้ไม่ทันการ นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้กฎอัยการศึกจะถูกใช้ทุกครั้งที่จะมีรัฐประหาร

กรณีชายแดน นอกจากมีการรุกรานจากต่างชาติแล้ว ยังมีปัญหายาเสพติด ดังนั้นฝ่ายทหารก็ดูเหมือนจะมีอำนาจป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญาด้วย ตรงนี้จึงเหมือนกับว่าทหารมีอำนาจเต็มที่เลยโดยไม่มีการกำกับดูแล เพราะตอนท้ายกฎหมายมีการนิรโทษกรรม ที่บอกว่าฟ้องร้องไม่ได้ ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของกฎหมายความมั่นคง

"ในภาวะปรกติ เราควรจะมีกฎหมายนี้อยู่หรือเปล่า กฎอัยการศึกให้อำนาจละเมิดสิทธิมนุษยชน ทหารจับได้เลยโดยไม่ต้องมีหมาย อำนาจอธิปไตยอยู่ในมือทหารฝ่ายเดียว"

สำหรับพ.ร.บ.ความมั่นคง ศราวุฒิเห็นว่าเป็นกฎหมายที่เขียนมาเพื่อกอ.รมน. ซึ่งเดิมเป็นองค์กรที่ไม่มีสถานะตามกฎหมาย ตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลถนอม เมื่อรัฐบาลเปลี่ยน ก็ใช้งบประมาณลำบาก จนมาในสมัยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เขียนกฎหมายฉบับนี้ขึ้นเพื่อให้อำนาจและให้งบประมาณ มีโครงสร้างคือ นายกรัฐมนตรีบวกกับกอ.รมน.

ศราวุฒิกล่าวต่อ เกี่ยวกับพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ว่า ต้องยกเลิกทั้งฉบับ ไม่ใช่แค่ยกเลิกประกาศ เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่เนื้อหาอาจจะดูอ่อนๆ กว่า คล้ายว่าสถานการณ์ที่ไม่ร้ายแรงถึงขั้นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ให้ประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคง

"ในภาวะที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง เราไม่ควรมีกฎหมายเหล่านี้อยู่ เพียงแค่กฎหมายอาญาก็น่าจะเพียงพอ ขอให้ปฏิบัติตามนิติรัฐ ซึ่งหมายถึงปฏิบัติภายใต้กฎหมาย และถ้ากฎหมายนั้นไม่มีความเป็นธรรม แล้วรัฐบาลยังใช้กฎหมายนั้น ก็ถือว่ารัฐบาลไม่เป็นธรรม"

"ถ้าเราจะอยู่อย่างปรองดอง ท่านจะปรองดองกับใคร ในขณะที่กฎหมายเหล่านี้ยังมีอยู่ เพราะต้นตอของปัญหามาจากการไม่ยอมรับฟังความเห็นที่ต่าง ผมเชื่อว่าบ้านเมืองจะยุติความขัดแย้งลงได้ ถ้ายกเลิกกฎหมายเหล่านี้" ศราวุฒิกล่าว

สมบัติ บุญงามอนงค์ เล่าประสบการณ์ในฐานะที่เคยเผชิญหน้ากับกฎหมายสองฉบับ คือ กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า ประสบการณ์ครั้งแรกคือ กฎอัยการศึก สมัยหลังรัฐประหารใหม่ๆ เขาและเพื่อนๆ แต่งชุดดำออกมายืนที่หน้าสยามเซ็นเตอร์ มีตำรวจทหารมาเต็มแต่ไม่มีการจับ แต่ขณะที่เขาอยู่ที่ตึกของมูลนิธิกระจกเงา ก็มีทหารใส่ชุดเต็มรูปแบบพร้อมปืนเอ็ม 16ไปหาที่ตึก นำรูปภาพของเขาไปถามยามของตึกว่า รู้จักผมไหม คือทหารไม่ได้ตั้งใจจะไปคุยกับนายสมบัติ แต่ตั้งใจข่มขู่ สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่ากฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือในการคุกคามประชาชน

เหตุการณ์ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 50 เขาไปที่บขส.เชียงราย เวลานั้นรัฐบาลกำลังจะเริ่มกระบวนการประชามติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ ขณะที่สมบัติกำลังปราศรัยว่าไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550 มีทหารเข้ามาแจ้งว่าขอใช้อำนาจกฎอัยการศึกมาควบคุมตัวไปที่ค่ายทหารบกเชียงรายอยู่ 24 ชม.

“มีนายทหารขู่ผมทุกรูปแบบ ตอนจับ มีทหารจากหน่วยข่าวกรองบอกว่า ผมจะถูกสอบในฐานะศัตรูของชาติ ไม่ว่าคุณไปทำความผิดอะไรมาตั้งแต่เกิดมา ผมจะรื้อให้หมด รวมถึงโคตรเหง้าของคุณด้วย”

“เขาสอบผม เขาบอกว่า คุณรู้ไหมว่าคุณละเมิดกฎอัยการศึก คุณรู้ไหมว่ากฎอัยการศึกมันโทษรุนแรงแค่ไหน ผมก็บอกว่าผมรู้ครับ กฎหมายนี้พัฒนามาตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ และที่ผ่านมาเอาไว้ใช้เวลาที่มีปฏิวัติ” สมบัติเล่า

จนครั้งล่าสุด สมบัติถูกควบคุมตัวจากหมายจับที่ไปร่วมกิจกรรมที่ใต้ทางด่วนที่ลาดพร้าว 71 ในวันที่ 20 พ.ค. 53

“ผมได้ยินว่าตอนนั้นทุกด่านเขาเลิกหมดแล้ว แต่ยังมีคนเสื้อแดงอยู่แถวอิมพีเรียลลาดพร้าว ผมก็ไป ในวันที่ 20 มีคนอยู่ 20-30 คน เป็นพื้นที่สวนหย่อม มีม้านั่งหินอ่อน มีเสาตอม่อ และมีคนนั่งที่เก้าอี้ คนก็เอารูปถ่ายที่มาจากในเว็บ ปริ้นท์ออกมา มาดูมาคุยกัน เพื่อนเขาตาย แต่ทีวีไม่ให้ข่าวอะไร เขามากอดคอกันร้องไห้ มาปรับทุกข์กัน มาเล่าว่าเหตุการณ์มันเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นนั่งคุยกันอยู่ ยังคุยไม่จบ วงก็แตก ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาว่าผมเอายางรถยนต์มาเผา ตำรวจคนที่ทำสำนวน เขาก็อยู่ในเหตุการณ์ ผมก็ถามเขาว่า พี่ ผมพูดเหรอว่าให้คนเอายางรถยนต์มาเผา ตำรวจตอบกลับมาว่า พี่ ลูกผมยังเล็ก รัฐบาลเขาสั่งว่าให้เขียนข้อหานี้ มันตลกมาก วังทองหลางซึ่งเป็นพื้นที่ในเหตุการณ์ไม่ใช่คนกล่าวหาผม คนที่กล่าวหาผมมาจากพื้นที่อื่น ที่เดินไปบอกให้ตำรวจสน.วังทองหลางดำเนินคดีกับผม สุดท้ายคือมันมีใบสั่งมาให้ดำเนินคดีแบบนี้

นายสมบัติเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวสองสัปดาห์ จะมีทีมสอบสวนสองชุด ชุดหนึ่งเป็นชุดปกติที่สมบัติสามารถแจ้งสิทธิตัวเองได้ว่าจะขอไม่กล่าวอะไร ขอไปให้การในชั้นศาล และยังมีอีกทีมซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ศอฉ. ซึ่งมาทุกวัน ถามคำถามวกไปวนมา ลักษณะคำถาม มีบางส่วนที่ถามลึกไปถึงเรื่องสมัยเรียน ถามเบอร์โทรศัพท์บ้านคุณพ่อ

"มีคำถามหนึ่งคือ หลังจากที่ปล่อยแล้ว คุณจะไปทำกิจกรรมทางการเมืองต่อหรือไม่ ผมก็ตอบว่า แน่นอน" คือ มันมีทางสองทางเท่านั้น ระหว่าง ตอแหล กับตอบว่า โอยไม่หรอกครับ ผมกลัวแล้ว แบบนั้นผมก็พูดได้นะ แต่นั่นคือผมตอแหล คือยังไงผมก็ต้องทำกิจกรรมอีก มันเป็นพฤติกรรมของมนุษย์คนหนึ่งที่ยืนอยู่บนจุดยืนเรื่องสิทธิมนุษยชน เรามีความคิด เรามีจิตใจ เราเสียใจ เราแสดงออก ไม่รู้จะเรียกว่าท้าทายหรือไม่ แต่ผมจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ นั่นเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์คนหนึ่ง เช่น ใส่เสื้อสีแดง”

นายสมบัติกล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมจะรณรงค์ใส่เสื้อสีแดงทุกวันอาทิตย์ ทำไปเรื่อยๆ ทำจนกว่าจะมีกฎหมาย การกระทำผิดอันเป็นเสื้อแดง”

ไลลา เจ๊ะซู จากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาจากภาคใต้ กล่าวในฐานะคนที่มาจากพื้นที่รุ่นพี่ ที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงมาอย่างต่อเนื่อง ไลลาเห็นว่า กฎอัยการศึก มันก็เหมือนกฎของการรับน้อง กฎข้อแรกคือ ทหารทำอะไรก็ไม่ผิด กฎข้อที่สองคือให้ไปดูกฎข้อแรก

ไลลาเล่าถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ นับแต่ปี 2547 โดยตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงก่อนปี 2550 มีเหตุซ้อมทรมานเกิดขึ้นเยอะมาก ซึ่งเป็นเพราะประชาชนไม่รู้ถึงขอบเขตของกฎหมาย ไม่รู้ถึงสิทธิตามกฎหมาย

"คดีในสามจังหวัดภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นคดีความมั่นคง และส่วนใหญ่ถูกยกฟ้อง แต่ว่าก่อนที่จะมีการยกฟ้อง คนเหล่านั้นที่ถูกจับก็ถูกจองจำไม่ได้รับการประกันตัว" ไลลากล่าว

ตัวแทนจากสามจังหวัดภาคใต้เห็นว่า เราจำเป็นต้องมีการรวมตัวกัน จากเดิมที่เยาวชนไม่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน อาจไม่เคยรู้สึกร่วมกับน้ำตาของชาวบ้านที่มันไหลออกมา แม้เราอาจจะร้องไห้ด้วย แต่ไม่ได้รู้สึกร่วม ในเวลานี้เห็นได้ชัดว่า การรวมตัวกันเพื่อติดตามปัญหาและข้อมูลเป็นเรื่องจำเป็น มีตัวอย่างกรณีของจ่าเพียร ซึ่งมันไม่ถูกต้องที่เจ้าหน้าที่ต้องพบเหตุเช่นนี้ แต่ก็มีข้อสังเกตด้วยว่า ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐสูญเสีย เยาวชนในพื้นที่ก็ต้องตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน

"นโยบายสวยหรู เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มันไม่มีทางแก้ปัญหาได้ วิธีที่จะแก้ปัญหาได้คือต้องทำความเข้าใจก่อน" ไลลาปิดท้าย

มีการแสดงความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมในงาน นครินทร์ วิศิษฎ์สิน นักศึกษา แสดงความเห็นว่า กฎหมายด้านความมั่นคงทั้งสามฉบับอนุญาตให้รัฐบาลขณะนั้นใช้อำนาจใดๆ ได้นอกเหนือจากกฎหมายสามัญในภาวะปกติทั่วไป ซึ่งโดยมากรัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจโดยตรง แต่รัฐบาลมอบอำนาจอันไร้ขีดจำกัดให้หน่วยงานปราบปราม โดยเฉพาะหน่วยทหาร

“กระบวนการปราบปรามอย่างหน่วยทหารเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบไม่ได้ ทำให้การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินควบคู่กับกระบวนการทหาร มันเลยทำให้ปัญหามันหนักหน่วงยิ่งขึ้น”

เขากล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกืดจากตัวกฎหมายอย่างเดียว แต่กฎหมายฉบับอื่นๆ ที่กำหนดว่าเงื่อนไขใดให้ใช้กฎหมายพวกนี้ได้ มันก็มีความคลุมเครือในตัวของมันเอง โดยเฉพาะในหมวดก่อการร้าย ที่ทางสากลบอกว่าหมายถึงการกระทำที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวที่จะส่งผลให้เกิดการล้มล้างระเบียบเดิม และก่อให้เกิดระเบียบใหม่บนพื้นฐานของการสยบยอมต่อความหวาดกลัว ขณะที่การตีความในเมืองไทยช่วงที่ผ่านมา มองว่าการก่อการร้ายคือเรื่องการรวมกลุ่ม ก่อความวุ่นวาย ใช้กำลังประทุษร้ายต่อรัฐหรือพลเมือง

นครินทร์เสนอว่า นอกเหนือจากการยกเลิกพ.ร.กฉุกเฉินฯ จำเป็นต้องมีการปฏิรูปตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนิยามการการะทำทางสังคม ให้ชัดเจนว่าอะไรคือการก่อการร้าย และอะไรที่ไม่ใช่การก่อการร้าย โดยไม่ให้เกิดผลเสียต่อหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เพราะหาก การนิยามเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องตีความได้อย่างคลุมเครือ กฎหมายเรื่องนี้ก็จะหยิบใช้อย่างเลือกปฏิบัติ แม้จะมีการยกเลิกกฎหมายด้านความมั่นคงทั้งสามฉบับก็อาจหนีไม่พ้น ให้มีเหตุเพื่อการผลิตกฎหมายด้านความมั่นคงขึ้นใหม่ใช้แทนได้

ในงานเสวนาครั้งนี้ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ได้นำแบบฟอร์ม ขก.1 เพื่อระดมรายชื่อให้ครบหมื่นชื่อ เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายด้านความมั่นคงที่ขัดต่อสิทธิและเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย พ.ศ.... มาแจกในงานด้วย

สัมภาษณ์นิธิ เอียวศรีวงศ์: อย่าไว้ใจ และอย่าคาดหวังจนเกินไป

ที่มา ประชาไท


นิธิ เอียวศรีวงศ์ (แฟ้มภาพ/ประชาไท)

กลางเดือนมิถุนายน ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ คอลัมน์นิสต์ประจำหนังสือพิมพ์มติชน เสนอบทความเรื่อง“ไพ่ใบสุดท้าย ในอ้อมกอดอำมหิต” อธิบายสภาพที่ “อ้อมกอดอำมหิต” ค้ำจุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากนี้ในบทความนิธิยังเสนอว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ “คือไพ่ใบสุดท้ายของเกมที่ยังใช้กติการัฐธรรมนูญ หมดไพ่ใบนี้ก็หมดหน้าตัก”

ล่าสุด นิธิ ได้รับการแต่งตั้งเป็น 1 ใน 19 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.) ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธาน และเมื่อวันที่ 15 ก.ค. “ประชาไท” สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ นิธิ เกี่ยวกับแนวคิดและกรอบการทำงานของ คปร. ในทัศนะของนิธิ โดยนิธิเปิดเผยว่าจากหารือเบื้องต้นของ คปร. เห็นพ้องกันว่าหน้าที่หลักของ คปร. จะไม่ใช่ผู้ไปผลักให้เกิดการปฏิรูป แต่จะเป็นหน้าที่ของสังคม

“คุณอาจจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ ดึงความคิดของใครต่อใครมาก็แล้วแต่ แต่ว่าเมื่อคุณได้แนวทางการปฏิรูปแล้ว คุณต้องผลักให้เป็นภาระของสังคม คุณต้องมีวิธีในการที่จะไปทำให้สังคมรู้สึกตื่นตัวว่าจะต้องผลักดันแนวทางการปฏิรูปต่างๆ นั่นเป็นหน้าที่ของสังคม ไม่ใช่หน้าที่เรา”

นอกจากนี้นิธิกล่าวถึงผู้ที่ตั้งความหวังกับคณะกรรมการปฏิรูปฯ ว่า “อย่าคาดหวังจนเกินไป” ขณะที่ผู้ที่ไม่ไว้วางใจคณะกรรมการปฏิรูปฯ นิธิกล่าวว่าเห็นใจ และยังกล่าวด้วยว่า “ตัวผมเองก็ไม่ไว้วางใจ”

อะไรคือ “อย่าคาดหวังจนเกินไป” และความ “ไม่ไว้วางใจ” ของนิธิ คำขยายความอยู่ในบทสัมภาษณ์ “นิธิ เอียวศรีวงศ์” ต่อไปนี้

000

ประชาไท - ความคิดเรื่องการปฏิรูปประเทศ เป็นสิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศคิดกันมาก่อนอยู่แล้วหรือเป็นสิ่งที่คณะกรรมการฯ จะมาร่วมกันคิด

นิธิ - คนไทยคงไม่มีใครที่ไม่คิดเรื่องการเปลี่ยนแปลง คณะกรรมการฯ แต่ละท่านก็คงคิดเรื่องนี้มาก่อนแล้ว

คณะกรรมการฯ คงพยายามในการตะล่อมความคิดต่างๆ เหล่านี้ซึ่งอาจจะไม่ตรงกัน แต่ให้อยู่ในกรอบเดียวกัน แน่นอนคงจะมีบางเรื่องบางประเด็น ที่บางคนอาจจะไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้เลยก็ได้ ถึงตอนนั้นถ้าเผื่อว่ากรรมการฯ เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ก็คงมีกรอบ

ขอยกตัวอย่างซึ่งไม่จริง เช่นเป็นต้นว่า บางคนอาจไม่ได้คิดเรื่องการศึกษาเลย ถ้ามีกรอบการศึกษาคนที่ไม่ได้คิดเลยอาจไม่ได้พูดอะไรเลย เขาก็อาจนั่งฟังเฉยๆ ก็ได้

ก็แบ่งเป็นเรื่องๆ ใครมีอะไรก็คุยกันหรือครับ

ครับ แต่ว่าวิธีการทำงานในอนาคตเรายังตกลงกันไม่แน่ รู้แต่เพียงว่าประธานฯ (นายอานันท์ ปันยารชุน) เสนอว่าควรจะแบ่งเป็นกลุ่ม คือกลุ่มเพื่อภารกิจเฉพาะบางอย่าง ไม่ใช่กลุ่มเพื่อทำเรื่องปฏิรูป เพราะบางทีอาจต้องมีการหาข้อมูล บางทีอาจต้องออกไปคุยกับคนอื่นๆ เขา เป็นต้น

อาจารย์เคยพูดบ่อยว่า ประชาธิปไตยคือการต่อรองที่เท่าเทียม หรือเรื่องของการปฏิรูปก็ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมไม่ใช่คนมาทำแทน ก็คือรูปแบบในอนาคตของคณะกรรมการฯ เหมือนจะระดมความเห็นจากส่วนอื่นๆ?

ที่ทำอยู่เวลานี้มีคณะกรรมการปฏิรูปอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งคือ สมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ตามหลักการคือสมัชชาปฏิรูปฯ จะเอาความเห็นและการรับฟังความเห็นของคนให้มาก ก็เป็นข้อมูลหลักอันหนึ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปฯ ชุดคุณอานันท์จะเอามาใช้ แต่ไม่ใช่อยู่เพียงแค่นั้น คณะกรรมการปฏิรูปฯ ก็อาจจะไปหาเอง อาจมีกรอบของตนเองที่ไม่ตรงกับชุดของอาจารย์ประเวศก็ได้

ในส่วนของสมัชชาที่เหมือนเป็นคณะทำงานที่คู่ขนานก็อาจมีการระดมความเห็น ในส่วนของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศจะระดมความเห็นเองด้วย แต่เราคงทำให้กว้างเท่าเขาไม่ได้ ก็คงระดมความเห็นเองในบางเรื่องที่เราเห็นว่ามีความสำคัญ นี่ผมเดาอีกเหมือนกันนะครับ เช่น เรื่องเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ผมเชื่อว่าทุกคนคิดถึงเรื่องนี้เหมือนๆ กัน

ทีนี้รูปแบบของมันก็ตาม มีการกระจายไปถึงไหนตาม อะไรบ้างที่จะต้องมีการกระจายนั้น อันนี้อาจไม่จำเป็นต้องตรงกัน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าคนในระดับท้องถิ่น คิดถึงเรื่องนี้แยะ และอาจคิดดีกว่าคณะกรรมการเองด้วยซ้ำไป ก็อาจจะมีการไปรับฟังสิ่งเหล่านี้ แต่ไม่ใช่ไปรับฟังแบบชนิดที่ว่าจังหวัดเชียงใหม่เชิญทั้งหมด คงไม่ใช่อย่างนั้น แต่คงเจาะคน ขอให้เขาช่วยพูดความคิดเขาให้ฟังเป็นต้น หรือชุมชนบางชุมชนที่จะไปฟังเขา ก็อาจเป็นเพียงบางชุมชนเพื่อเป็นตัวอย่างให้ชุมชนอื่น ไม่ใช่ว่าเปิดแบบชนิดที่ว่ามาเลยทุกจังหวัด แบบนี้ไม่ใช่ ไม่มีเวลาทำแบบนั้นแน่ๆ

ตามความเข้าใจของผม กรอบการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย คงไม่ใช่ สสร. แน่นอน แต่จะใกล้เคียงกับคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) หรือเหมือนสภาพัฒน์ฯ ไหม หรือจะไม่เหมือนกับอะไรเลย

สภาพัฒน์ฯ ไม่เหมือนแน่ๆ สภาพัฒน์มีกรอบของเขา 5 ปี 6 ปี ครั้งหนึ่ง จะเน้นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ คงไม่ใช่

ผมคิดว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะทำอะไรเชิงเทคนิค เอาเศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์อย่างโน้นอย่างนี้และออกมาเป็นเทคนิคอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งผมคิดว่าก็ไม่น่าจะมีคณะกรรมการฯ ชุดนี้ สภาพัฒน์ฯ ก็ทำอยู่แล้ว และมีหน่วยงานอื่นๆ ทำอีกตั้งหลายแห่ง

จะไม่ใช่ช่างเทคนิค

ไม่ใช่ลักษณะเป็นเชิงเทคนิคแบบนั้น

แต่คณะกรรมการฯ ก็มีวาระการทำงานประมาณ 3 ปี และเหมือนเฉพาะกิจด้วย

ครับ ทีนี้หัวใจสำคัญ ของคณะกรรมการฯ ซึ่งค่อนข้างเห็นพ้องกันหลังคุยกันมาแล้ว 2 ครั้งคือ หน้าที่หลักของคณะกรรมการฯ ไม่ใช่ผู้ไปผลักให้เกิดการปฏิรูป

คุณอาจจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ ดึงความคิดของใครต่อใครมาก็แล้วแต่ แต่ว่าเมื่อคุณได้แนวทางการปฏิรูปแล้ว คุณต้องผลักให้เป็นภาระของสังคม คุณต้องมีวิธีในการที่จะไปทำให้สังคมรู้สึกตื่นตัวว่าจะต้องผลักดันแนวทางการปฏิรูปต่างๆ นั่นเป็นหน้าที่ของสังคม ไม่ใช่หน้าที่เรา

คุณไม่มีกำลังอำนาจ หนึ่ง ไม่มีอำนาจเชิงบริหารที่จะทำอะไรทั้งสิ้น อันที่สองต่อมา ไม่ว่าคุณจะคิดอะไรก็แล้วแต่ คนที่จะทำจริงคือพวกนักการเมือง หรือพวกนักรัฐประหารอะไรผมก็ไม่รู้กับเขาหละ ซึ่งมันจะไม่ทำแน่ๆ จนกว่าจะมีพลังทางสังคมบีบบังคับ

พอจะขยายความคำว่าพลังทางสังคมบีบบังคับได้หรือไม่

เช่นเป็นต้นว่า ถ้าเผื่อว่าสังคมมีความต้องการอย่างนั้นจริง พรรคการเมืองย่อมใช้เป็นแนวทางการหาเสียงของตัวเองแน่นอน แต่ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์นะ ทุกพรรคการเมืองย่อมใช้แนวทางในการหาเสียง ตัวคณะกรรมการฯ สมมติว่าถ้าเกิดรัฐประหารขึ้นหลังจาก 3 ปีไปแล้ว คณะรัฐประหารก็ต้องเอาใจสังคม อย่างน้อยที่สุดต้องอ้างว่าตัวจะมาทำโน่นทำนี่อะไรก็แล้วแต่ ก็อาจโดนสังคมโห่อีก

สรุปก็คือว่า พลังจากสังคมเป็นตัวขับเคลื่อนจริง อย่าไปหวังกับราชการ นักการเมือง หรือนักรัฐประหาร อย่าไปหวังกับคนเหล่านี้

ในเรื่องกระแสวิพากษ์วิจารณ์มองอย่างไรบ้างครับ ซึ่งมีกระแสทั้งสองฝ่ายสองขั้ว

ขั้วที่ชื่นชมยินดี ก็ไม่มีอะไรนอกจากจะบอกแต่เพียงว่า อย่าไม่หวังอะไรมาก อย่าไปคาดหวังจนเกินไป คน 19-20 คนก็ทำเต็มที่แค่ระดับหนึ่ง เอาคิดง่ายๆ แต่เพียงว่า ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดว่าความพยายามผลักดันกับสังคมนั้นพูดด้วยปากง่าย ทำจริงง่ายหรือ ไม่ใช่ง่ายนะ อย่างนี้เป็นต้น ถูกไหมครับ ผลักดันกับสังคมเขาอาจไม่รับก็ได้ ถูกนักการเมืองเอาไปฉ้อฉลก็ได้

เพราะฉะนั้นข้อที่หนึ่ง สำหรับทางฝ่ายที่เห็นบวก ก็ฟังหูไว้หู อย่าไปหวังอะไรมากนัก อย่าคาดหวังจนเกินไป คาดหวังก็มีกันทุกคน แต่อย่าคาดหวังจนเกินไป มันไม่มีคณะกรรมการเทวดาหรอกในโลกนี้

ทีนี้ในทางฝ่ายลบ ต้องเข้าใจก่อนว่า ลบนี้มีตั้งแต่เรื่องความไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไม่ไว้วางใจว่ารัฐบาลจะใช้คณะกรรมการทุกชุดเหล่านี้เพื่อจะกลบเกลื่อนสิ่งที่ตัวเองทำเป็นเฉยเมย คือการสลายการชุมนุมอย่างนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทย เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเฉยเมยไม่ได้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบกับมัน แม้แต่มีผู้ก่อการร้ายจริง ก็คุณต้องรับผิดชอบอยู่ดี เพราะคุณเสือกสั่งวิธีการที่ทำให้ผู้ก่อการร้ายใช้เงื่อนไขนี้เป็นประโยชน์ในการทำร้ายบ้านเมืองได้อย่างไร แต่รัฐบาลเฉยเลย

เพราะฉะนั้นในการที่คนจำนวนมากไม่ไว้วางใจ ไม่ไว้วางใจตั้งแต่บุคคล ไม่ไว้วางใจตัวรัฐบาล ไม่ไว้วางใจว่าพวกนี้ลืมคนตายไปแล้ว อะไรก็แล้วแต่เถิด ทั้งหมดนี้คือความไม่น่าไว้วางใจ ซึ่งผมเห็นว่า น่าเห็นใจเขานะ เป็นผม ผมก็เห็นใจเขา และตัวผมเองก็ไม่ไว้วางใจ ว่าการทำงานของเราโดยบริสุทธิ์ใจจะถูกฉ้อฉลหรือเปล่า

มีกรรมการบางคนคุยกับผม เขาก็ระวังเรื่องนี้อย่างยิ่งที่จะไม่ให้ถูกนักการเมืองเอาไปฉ้อฉล แต่เราก็ไม่ได้เก่งมาจากไหน นึกว่าเก่งๆ ปรากฏว่าอาจจะโดนหลอกก็ได้ เราระวังอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ต้องระวังทุกฝีก้าว เพราะว่าคุณมาจัดทำทั้งหมด ไม่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญ สอบสวนข้อเท็จจริง โดยที่คุณเฉยทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร คนตายไปตั้งเกือบร้อยคนหรือกว่าร้อยคนเราก็ไม่รู้

คือคาดหวังก็ไม่ได้ ไว้ใจก็ไม่ได้

ใช่สิ อย่าไปคาดหวังเกินไป ไม่ใช่คาดหวังไม่ได้ คาดหวังเกินไปไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ความไม่ไว้วางใจเหล่านี้ ผมก็เห็นใจที่เกิดความไม่ไว้วางใจขึ้น ไม่ใช่ไม่ได้ ต้องไม่ไว้วางใจนั่นแหละ

ที่เขาไม่ไว้วางใจ ผมเข้าใจได้ แต่จะไว้วางใจได้มากขึ้นหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวคณะกรรมการฯ ว่าจะทำงานอย่างไรให้เกิดความไว้วางใจแก่ประชาชนขึ้น คือประชาชนไว้วางใจคณะกรรมการฯ ไม่ใช่ไว้วางใจรัฐบาลนะ ผมคิดว่ากรรมการฯ ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความน่าไว้วางใจของรัฐบาล

เพราะว่าถ้าเผื่อ (คณะกรรมการปฏิรูปฯ) ปราศการไว้วางใจจากประชาชน ผมเชื่อว่าทำงานไปก็ไม่ได้ผลอะไรหรอก เพราะฉะนั้นในระยะหนึ่งคุณต้องค่อยๆ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อคณะกรรมการฯ เองจากประชาชนกลับคืนมาให้ได้ ไม่ใช่ทำไป 3 ปี ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจ

คาดหวังว่าจะมีบทสนทนาระหว่างคนที่มีความไม่ไว้วางใจกับรัฐ หรือไม่ไว้วางใจกับกรรมการฯ ไหมครับ เพราะดูเหมือนว่าถ้าจะปฏิรูปประเทศแบบที่มีส่วนร่วมกันจริงๆ บทสนทนาหรือการแสดงความคิดเห็นกันรู้สึกจะเป็นเรื่องสำคัญ

แสดงความคิดเห็นไม่เป็นปัญหาทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงว่า กรรมการฯ ได้ตัดสินใจที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของความปรองดองเฉพาะหน้า อันนี้ไม่เกี่ยว ทีนี้ถ้านำความไม่ไว้วางใจนี้ สนทนากับกรรมการฯ เรื่องความไม่น่าไว้วางใจของตัวกรรมการฯ เอง ในเรื่องที่ว่ารัฐบาลไม่ได้ขยับทำอะไร ไม่แสดงความรับผิดชอบอะไรต่อชีวิตของคนจำนวนมากที่ต้องสูญเสียไปกับการสลายการชุมนุมครั้งนี้ ถามว่า คุยกับกรรมการได้ไหม อันนี้ผมไม่ตอบแทนกรรมการนะ ตอบแทนใจตัวเอง ผมว่าได้ แต่ไม่มีประโยชน์ เพราะตัวผมเองก็เห็นด้วยกับเขานั่นแหละว่า ใช่ รัฐบาลนี้ไม่น่าไว้วางใจ.