เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนรักษาการณ์บริเวณแยกราชประสงค์ซึ่งทางเขตปทุมวันได้ทำการปลดป้ายแยกราชประสงค์ ฝั่งห้างสรรพสินค้าเกษรพลาซ่าออก เนื่องจากตรวจสอบพบว่าป้ายดังกล่าวถูกพ่นสีสเปรย์ทั้งสีขาว และสีดำทับคำว่าแยกราชประสงค์ มีสภาพเลอะเทอะ ไม่มีความสวยงาม ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จึงจำเป็นต้องเอาออกเพื่อ ดำเนินการแก้ไข และทำความสะอาด เมื่อวันที่ 19 ก.ค.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, July 19, 2010
ปลดป้าย "ราชประสงค์" หลั่นเปรอะเปื้อนด้วยสีสเปรย์
เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนรักษาการณ์บริเวณแยกราชประสงค์ซึ่งทางเขตปทุมวันได้ทำการปลดป้ายแยกราชประสงค์ ฝั่งห้างสรรพสินค้าเกษรพลาซ่าออก เนื่องจากตรวจสอบพบว่าป้ายดังกล่าวถูกพ่นสีสเปรย์ทั้งสีขาว และสีดำทับคำว่าแยกราชประสงค์ มีสภาพเลอะเทอะ ไม่มีความสวยงาม ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จึงจำเป็นต้องเอาออกเพื่อ ดำเนินการแก้ไข และทำความสะอาด เมื่อวันที่ 19 ก.ค.
ก่อแก้ว พิกุลทอง ฝากข่าวถึงประชาชน
ที่มา thaifreenews
ก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร ส.ส. เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย
พ่อ-ลูก ครอบครัวพิกุลทอง
เปิดบ้านไทยแลนด์ ก่อแก้ว พิกุลทอง
คำเตือน" ศ.ดร.นันทวัฒน์ " ....“หนีให้พ้น….ประชานิยม”
"ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์" เมธีวิจัยอาวุโส สกว. บรรณาธิการเว็บไซต์ www.pub-law.netแสดงทัศนะความคิดต่อนโยบายของรัฐบาล พร้อมตั้งคำถามสำคัญถึงรัฐบาล จาก ประชานิยม ถึง รัฐสวัสดิการ รัฐบาลจะต้องทำและไม่ทำอะไร ?ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะทำให้ปัญหาการเมือง “สงบ” ด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งสารพัดคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อทำอะไรบ้างก็ไม่ทราบ รวมไปถึงการ “ซื้อใจ” คนไทยด้วยการ “ลดแลกแจกแถม” สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อย่างมากมาย โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ มาเพื่อลดภาระของประชาชนซึ่งใช้เงินเป็นจำนวนมาก ในประเด็นนี้เองที่ทำให้ผมต้องกลับไปค้นหาข้อมูลเก่า ๆ มาดูว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยพร้อมกับความสงสัยว่า เราร่ำรวยมาจากไหนถึงทำได้ขนาดนี้ครับ !!!
เราร่ำรวยมาจากไหนถึงทำได้ขนาดนี้ !!!
นับตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ สภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงของการมีปัญหา ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกทำให้หลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคเดียวกับเราออกมา “รัดเข็มขัด” กันมากขึ้นด้วยเกรงว่าวันหนึ่งอาจถึง “คิว” ของตนบ้าง ในขณะที่ทุกประเทศวางแผนการใช้เงินอย่างประหยัด ประเทศไทยเรากลับเดินสวนทางด้วยการ “แจก” ที่ในตอนเริ่มต้นก็ไม่เท่าไหร่ แต่ในวันนี้ เราคงเรียกได้ว่าเป็นการ “แจกแบบไม่อั้น” ก็ได้ครับ
เรายังคงจำ “โครงการเช็คช่วยชาติ” กันได้นะครับ แจกเงินให้ฟรี ๆ เอาไปซื้อของ ต่อมาก็มีโครงการต้นกล้าอาชีพ แล้วก็โครงการชุมชนพอเพียง ทั้ง 3 โครงการที่กล่าวไปนั้นใช้เงินประมาณ 70,000 ล้านบาท ต่อจากนั้น มหกรรมการแจกก็เดินหน้าต่อไปอย่างหยุดไม่อยู่ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุใช้เงิน 21,000 ล้านบาทต่อปี เบี้ยยังชีพคนพิการใช้ 500 ล้านบาทต่อปี เบี้ยยังชีพอาสาสมัคร สาธารณสุขหมู่บ้าน 3,500 ล้านบาท สนับสนุนโครงการเรียนฟรีไปอีก 19,000 ล้านบาท สนับสนุนโครงการรักษาฟรี 89,000 ล้านบาท กองทุนหมู่บ้าน สวัสดิการชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง 27,000 บาท นโยบายช่วยเหลือเกษตรกร 27,000 ล้านบาท มาตรการลดค่าครองชีพด้วยการให้รถเมล์ฟรี ใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาฟรีต้องใช้เงิน 37,000 ล้านบาท และล่าสุด ขึ้นเงินเดือนข้าราชการอีกร้อยละ 5 เป็นจำนวนเงิน 30,000 ล้านบาทและโบนัสข้าราชการอีก 1,073 ล้านบาท
ผมไม่ทราบว่าข้อมูลที่ผมได้มาข้างต้นครบถ้วนและถูกต้องสมบูรณ์ไหม แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ โครงการต่าง ๆ เหล่านี้มีอยู่จริง และรัฐบาลต้องใช้เงินจำนวนมากมาดำเนินการจัดทำ
คำถามที่สำคัญก็คือ รัฐบาลเอาเงินมาจากไหนกันครับ
รัฐบาลเอาเงินมาจากไหน
เท่าที่ผมจำได้ เราไปกู้เงินจากต่างประเทศมาเป็นจำนวนมากเพื่อนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการไทยเข้มแข็งเป็นโครงการที่ใช้เงินมากมายมหาศาลเพราะถูกตั้งขึ้นมาเพื่อ “ให้” ประชาชน นอกจากกู้เงินมาให้ประชาชนแล้ว เท่าที่จำได้เช่นกัน เรามีการออกพันธบัตรรัฐบาลไปแล้วหลายรอบ จนวันนี้ ผมไม่ทราบตัวเลขที่แน่นอนแล้วว่า จากการกู้เงินและการออกพันธบัตรที่ผ่าน ๆ มา ทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้อยู่เท่าไร และเราจะมีความสามารถในการใช้เงินนี้คืนได้ไหม ภายในระยะเวลาเท่าไร นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า คนไทยจำนวนหนึ่งคงต้องการคำตอบที่ชัดเจนเช่นกัน เพราะการนำเงินในอนาคตมาใช้จะต้องมีทั้งแผนการ “ใช้เงิน” ที่ชัดเจน รัดกุม และมีแผนที่จะ “คืนเงิน” อย่างเป็นระบบด้วยเช่นกันครับ เพราะหาไม่แล้ว ในวันข้างหน้าหากไม่สามารถคืนเงินได้ ประเทศชาติก็อาจต้องตกอยู่ในสถานะลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เราใช้เงินกันไปมาก ๆ กับสิ่งที่เรียกกันว่า “ประชานิยม”
ในเรื่องแผนการใช้เงินนั้น ก็อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า รัฐบาลนำเงินส่วนหนึ่งมา “แจก” ให้กับประชาชนโดยไม่ให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า เงินที่กู้มาแจกนั้นจะทำให้ประเทศชาติต้องเป็นหนี้สินไปอีกนานแค่ไหน และทำอย่างไรรัฐบาลจึงจะมีเงินใช้คืนเจ้าหนี้ได้ นอกจากการแจกแล้ว เท่าที่ติดตามข่าวดูก็จะพบว่ามีการใช้จ่ายเงินกันอย่างสนุกมือในหลาย ๆ หน่วยงาน ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ หลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 ทหารได้งบประมาณไปซื้ออาวุธมาก แล้วก็มีหลายโครงการที่มีปัญหาและส่อแววว่าจะไม่โปร่งใส เช่น เรือเหาะ เครื่องบินรบ เครื่องตรวจวัตถุระเบิด เป็นต้น ส่วนในเรื่องแผนการคืนเงินนั้น เท่าที่ติดตามข่าวก็เห็นว่าจะมีการจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก เป็นต้น แต่เรื่องดังกล่าวก็ยังไม่มีความชัดเจนเท่าไรนัก
สรุปง่าย ๆ ก็คือวันนี้เราใช้เงินกันไปมาก ๆ กับสิ่งที่เรียกกันว่า “ประชานิยม” ครับ
ยกระดับประเทศให้เป็นรัฐสวัสดิการ
จริง ๆ แล้ว ประชานิยมสำหรับประเทศไทยไม่ใช่ของใหม่ ทุกคนรู้จักกันดี เคยใช้มาแล้วในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านก็เคยออกมาโจมตีนโยบายประชานิยมของคุณทักษิณฯ รัฐบาลหลังรัฐประหารปี 2549 ก็ออกมาโจมตีนโยบายประชานิยมของคุณทักษิณฯ เช่นกัน
แล้วทำไมวันนี้ เราจึงยังหนีไม่พ้นประชานิยมกันอีกครับ !!! นอกจากจะหนีไม่พ้นแล้ว ดูไปดูมาน่าจะหนักขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำไปนะครับ !!!
เมื่อรัฐบาลไม่สามารถหนีพ้นจากนโยบายประชานิยมได้ ก็ต้องตอบคำถามสำคัญที่ได้ถามไปแล้วข้างต้นก็คือรัฐบาลจะเอาเงินจากไหนมาใช้จัดทำโครงการประชานิยม เพราะหากรัฐบาลยังตั้งหน้าตั้งตาที่จะ “แจก” แบบนี้ต่อไป ก็คงต้องมี “เงิน” จำนวนมากเตรียมไว้สำหรับ “แจก”
จริง ๆ แล้ว การให้สวัสดิการกับประชาชนเป็นเรื่องดี แล้วก็เป็นเรื่องที่รัฐควรทำเป็นอย่างยิ่ง แต่ก่อนที่รัฐจะให้สวัสดิการกับประชาชนได้ คงต้องคำนึงถึงเรื่องสำคัญ 2 เรื่องด้วยกันคือ ต้องยกระดับประเทศให้เป็นรัฐสวัสดิการก่อน แล้วก็ต้องทำให้จำนวนคนจ่ายภาษีมากขึ้น
การที่จะยกระดับประเทศให้เป็นรัฐสวัสดิการได้นั้น รัฐต้องทำการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับรายจ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อไม่กี่วันมานี้เองผมได้อ่านข่าวพบว่ากระทรวงการคลังพยายามที่จะทำเรื่องดังกล่าวอยู่ แต่ผมก็แอบคิดในใจว่าคงลำบากมากที่จะหาเงินด้วยการเก็บภาษี เพราะนอกจากวันนี้รัฐจะให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีกับผู้เสียภาษีในหลาย ๆ เรื่องจนทำให้การเก็บภาษีไม่เป็นไปตามเป้าแล้ว รัฐก็ยังเก็บภาษีไม่ได้มากอีกด้วย นึก ๆ แล้วเสียดายที่ในอดีตเมื่อครั้งที่เรานำเอาระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ ในตอนเริ่มต้นภาษีมูลค่าเพิ่มคือ ร้อยละ 10 แต่ต่อมาไม่นานก็ลดลงมาเหลือร้อยละ 7
ข้อมูลที่อ่านพบทำให้ทราบว่าในวันนี้ สัดส่วนรายได้ของประเทศไทยมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มถึงร้อยละ 30 มากกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เก็บได้ร้อยละ 27 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เก็บได้ร้อยละ 14 หากรัฐบาลจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มกลับมาเป็นร้อยละ 10 ใหม่ รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก แต่ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าคงยากที่จะเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคนเป็นอย่างมาก
ส่วนภาษีประเภทอื่น ๆ เช่น ภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน หรือภาษีที่ดิน ก็คงจะยากไม่แพ้กันหากรัฐจะเก็บภาษีเหล่านั้น เพราะฉะนั้น การยกระดับประเทศเป็นรัฐสวัสดิการคงเป็นไปไม่ได้ง่ายหากเราไม่สามารถปรับโครงสร้างของภาษีให้สอดคล้องกับรายจ่ายของรัฐได้
ถ้ามีคนที่เสียภาษีประมาณ 25 – 30 ล้านคน รัฐสวัสดิการเกิดได้
ส่วนการทำให้จำนวนคนจ่ายภาษีมากขึ้นนั้น จากข้อมูลที่ปรากฏ คนไทย 63 ล้านคนจ่ายภาษีแค่ 10 ล้านคนเองครับ หากข้อมูลดังกล่าวถูกต้องก็เท่ากับว่าคน 10 ล้านคนต้องจ่ายภาษีเพื่อ “เลี้ยง” คนอีก 53 ล้านคน คำถามก็คือ คนกลุ่มน้อยจะยอมได้หรือไม่ที่จะต้องตกอยู่ในสภาพที่ต้องจ่ายภาษีเพื่อไปเลี้ยงคนที่ไม่ได้จ่ายภาษีซึ่งคนที่ไม่ได้จ่ายภาษีเหล่านั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือผู้ที่ “เลี่ยง” ไม่จ่ายภาษีครับ ! เพราะฉะนั้นรัฐจึงต้องหาทางทำให้ผู้มีรายได้ทุกคนเสียภาษี ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำให้การเลี่ยงภาษีหมดไป หากเรามีคนที่เสียภาษีประมาณ 25 – 30 ล้านคนได้ ความเป็นรัฐสวัสดิการก็เกิดขึ้นได้ไม่ยากนักเช่นกันครับ
เพราะฉะนั้นในวันนี้ รัฐบาลคงต้องคิดอย่างจริงจังที่จะทำทั้ง 2 เรื่องข้างต้นแล้วครับ เพราะการใช้จ่ายเงินไปกับการแจกนั้น ใช้แล้วก็หายไปเลย ไม่เชื่อลองไปถามผู้คนที่ได้รับ “เช็คช่วยชาติ” ดูก็ได้ว่า ในวันนี้ “รู้สึก” อย่างไรกับเงินเหล่านั้นบ้าง ช่วยอะไรได้มากมายหรือไม่ และรับรู้หรือไม่ว่าเงินที่รัฐนำไปแจกนั้น เป็น “หนี้” ที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบ ในวันนี้ หนี้ภาครัฐเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และเราก็ไม่เคยได้รับรู้เลยว่ารัฐใช้เงินไปกับบรรดาโครงการประชานิยมเท่าไร กู้มาเท่าไร ออกพันธบัตรไปเท่าไร และจะทำอย่างไรจึงจะใช้คืนเงินเหล่านั้นหมด เพราะตราบใดก็ตามที่รัฐ “ไม่มีรายได้” รัฐก็ไม่มีทางใช้หนี้ เมื่อรัฐบาลนี้จากไป หนี้สินต่าง ๆ ก็ยังอยู่ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบได้นอกจากประชาชนอย่างพวกเราครับ !!!
นี่คือโจทย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
คงต้องหาทางกันอย่างจริงจังเสียทีที่จะเปลี่ยน “รัฐประชานิยม” เป็น “รัฐสวัสดิการ” ได้อย่างไรครับ เพราะนี่คือโจทย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในวันนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องการแก้ไขปะผุรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพียงเรื่องการปรองดองที่กำลังทำกันอยู่ครับ
ในระหว่างรอการเปลี่ยนแปลง ผมอยากจะให้รัฐมองไปที่ความสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย รัฐบาลควรหาทางสนับสนุนและช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้จัดสวัสดิการท้องถิ่นด้วยเพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นชุมชนเบื้องต้นที่ผู้คนมีความใกล้ชิด มีความสัมพันธ์ มีความผูกพันและต่างก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่แล้ว
นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ยังมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย การใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงเป็นสิ่งที่รัฐควรหาทางสนับสนุนเพื่อที่จะส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการจัดสวัสดิการประเภทต่าง ๆ ให้กับคนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การศึกษา สถานสงเคราะห์เด็ก คนชรา ศูนย์เรียนรู้ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ควรสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้พึ่งตนเองด้วยการทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ การกระจายอำนาจอย่างเต็มรูปแบบก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เกิดสวัสดิการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นได้ เราพูดกันมานานเหลือเกินแล้วเกี่ยวกับการจัดสรรสัดส่วนภาษีอากรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้น
ใครจะเอาลูกกระพรวนไปผูกคอแมว
แต่ในปัจจุบัน ยังไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าวจากรัฐบาลนี้เลยว่าจะทำอย่างไรกับการจัดสรรรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดสวัสดิการท้องถิ่นให้กับพลเมืองในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งก็จะส่งผลทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจลดลงไปด้วย หากกลัวว่าจะเกิดการ “รั่วไหล” ก็ต้องสร้างระบบการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดสวัสดิการท้องถิ่นซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของตนได้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมก็จะค่อย ๆ ลดลงไปเอง
ก็ต้องลองพิจารณาดูทั้ง 2 รูปแบบคือ รัฐสวัสดิการและสวัสดิการท้องถิ่น อย่างไหนทำได้ก่อนก็เริ่มทำไปได้เลย วันหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่สมควร ประเทศไทยก็จะกลายเป็นรัฐที่น่าอยู่เพราะมีระบบสวัสดิการที่ดี มีรัฐที่สามารถดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้เป็นอย่างดีครับ
แต่ความสำคัญของเรื่องดังกล่าวคงอยู่ตรงที่ว่า “ใครจะเอาลูกกระพรวนไปผูกคอแมว”ครับ เพราะการขึ้นภาษีย่อมจะทำให้รัฐบาลเสียความนิยมไปในที่สุดครับ !!!
เปิดผลวิจัย "ใครคือคนเสื้อเหลือง/เสื้อแดง"

ทีมวิจัยเรื่องจุดเปลี่ยนชนบทไทย ซึ่งนำโดยอาจารย์ อภิชาติ สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยคณะ ได้จัดทำผลวิจัย เรื่อง “จุดเปลี่ยนชนบท จุดเปลี่ยนฐานการเมือง ?” ผ่านรายการ ราชดำเนินเสวนา โครงการร่วมปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ ๑o / ๒๕๕๓ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่าน โดยคณะวิจัยเห็นว่า ผลจากการสนทนากลุ่มในทุกพื้นที่ การวิจัยเชิงมานุษยวิทยา และข้อมูลจากแบบสอบถามสอดคล้องกับสมมุติฐานที่ได้คาดการณ์ไว้ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
บางคลองโยง จังหวัดนครปฐม
ชาวบ้านคลองโยงเป็นผู้อพยพมาจากพื้นที่ “เจริญ” ซึ่งมีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน มีผู้คนจับจองที่ดินทำกินอันอุดมสมบูรณ์มาเก่าแก่บริเวณลุ่มน้ำนครชัยศรี เพื่อมาหักร้างถางพง หรือบุกเบิกที่ดินแห่งใหม่เพื่อทำนาที่ห่างไกลจากชายแม่น้ำและมีผู้คนจับจองอยู่น้อย ดังครอบครัวของ ลุงต๊าบ (นามสมมติ) วัย 83 ปี ที่อพยพมาจาก ต.ท่ากระชับ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ตั้งแต่สมัยรุ่นปู่และย่า
“แต่ก่อนมันเป็นเฟือย ต้นเฟือย ต้นพง ก็ไม่มีที่ทำกิน ก็ตรงนี้มันเป็นที่น้ำคลึง น้ำไม่แห้ง แต่ก่อนปู่ย่าตายายก็มาถางกันจับจองที่ริมคลอง ใครมีแรงมากก็ถางได้มากหน่อย ใครมีแรงน้อยก็ถางได้น้อยหน่อย แล้วก็ขุดโคก ขุดถมโคกแล้วก็ปลูกบ้านกระต๊อบอยู่กัน” ลุงต๊าบ กล่าว
การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของชาวบ้านคลองโยงส่วนใหญ่จึงอยู่บริเวณริมคลอง ส่วนที่ทำกินซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่นาจะอยู่ถัดขึ้นไปจากหลังบ้านเรือน การครอบครองที่ดินทำกินจะแตกต่างไปตามความสามารถในการบุกเบิกจับจอง ดังเช่น ครอบครัวประธานสหกรณ์คลองโยงคนปัจจุบัน(พ.ศ. 2553) เคยมีการบุกเบิกจับจองเอาไว้ถึง 80 ไร่ ความเปลี่ยนแปลงในด้านการถือครองที่ดินเกิดขึ้นหลังการพัฒนาคูคลองในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางช่วงรัชกาลที่ 4 และ 5 คลองใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกหลายคลอง เช่น คลองชัยขันธ์หรือคลองเจ๊ก คลองกำนันขาว ฯลฯ ความเปลี่ยนแปลงด้านการถือครองที่ดินสำคัญในช่วงที่มีการขุดคลองมหาสวัสดิ์ในปี 2400 ซึ่งขุดขึ้นในรัชกาลที่ 4 และมีการจับจองที่ดินโดยพระบรมวงศานุวงศ์ ทำให้ชาวบ้านคลองโยงต้องกลายเป็นผู้เช่านาทั้งหมด
“ ที่นี้นายอำเภอนครชัยศรี เค้ามาเยี่ยมราษฎร ถามว่าทำไมตรงนี้มีบ้านคนเยอะแยะหมด อยู่ตรงโน้นหลังนี่หลัง อยู่ไม่เป็นหมู่ ใครอยากอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น เค้าก็ว่านี่ที่มันเป็นที่รกร้างว่างเปล่า แต่จริงๆไม่ใช่ ที่มันเตียนหมดแล้ว คนทำหมดแล้ว ไม่ได้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าอย่างที่เค้าว่า ก็เลยไปจ้างเจ๊กมาขุดคลอง ขุดเสร็จแล้วเค้ายิงข้างละกิโลเลย ข้างละ 25 เส้น ข้างนี้ 25 เส้น ที่หักร้างถางพงไว้ เราต้องมาเช่าเขาทำ เขาเอา แต่ก่อนคนเราไม่รู้กฎหมาย เจ้าขุนมูลนายว่าอย่างไร ก็ต้องว่าตามกัน เค้าจะให้เช่าก็เช่า เราหักร้างถางพงกันแทบตาย เรามาถางเอง แต่ก่อนเป็นป่าทั้งนั้นครั้งแรกที่หลวงเก็บหลังจากขุดคลองใหม่ๆ เค้าเอา ไร่ละ 50 สตางค์ก็เยอะแล้วนะ น้ำแข็งถ้วยนึงแล้ว ก๋วยเตี๋ยวชามนึง เค้าเก็บค่าเช่าเป็นเงินไร่ละ 50 ตังค์ ต่อปี” ลุงต๊าบ กล่าว
คลองชัยขันธ์หรือคลองเจ๊กเป็นคลองที่อยู่ในพื้นที่การพัฒนาคูคลอง ที่เรียกว่าคลองเจ๊กเพราะใช้แรงงานจีนขุด ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “เจ๊ก” เมื่อขุดคลองแล้วแรงงานจีนเหล่านี้ก็จับจองที่ดินบริเวณปากคลอง ปักหลักทำมาอาชีพค้าขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือเป็นพ่อค้ารับซื้อข้าวเปลือก และขายปัจจัยการผลิตให้แก่ชาวนาในพื้นที่คลองโยง ต่อมา กลายเป็นผู้มีฐานะดีที่สุดในหมู่บ้าน กลายเป็นเถ้าแก่ให้กู้เงินหรือตกเขียวแก่ชาวนาแถบนี้ซึ่งมักจะต้องขายข้าวให้กับพ่อค้าเหล่านี้ เนื่องจากต้องเอาปัจจัยการผลิตและเงินไปลงทุนก่อน และมี 2 ครอบครัวที่พัฒนาจนกลายเป็นเจ้าของโรงสีขนาดใหญ่
บ้านคลองโยงจึงเกิดและมีพัฒนาการอยู่ภายใต้การพัฒนาระบบเศรษฐกิจการปลูกข้าวเพื่อส่งออกของที่ราบลุ่มภาคกลาง ในพื้นที่การพัฒนาระบบชลประทาน ระบบคูคลอง และการจับจองที่ดินโดยพระบรมวงศานุวงศ์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการพัฒนาคลองรังสิตในที่ราบลุ่มด้านตะวันออกของเมืองหลวง ปัจจุบันยังมีสภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ชาวบ้านยังมีอาชีพหลักคือ การทำนาและพืชการเกษตรที่เป็นต้องการของตลาดในเมือง
แม้สภาพบ้านคลองโยงในสายตาคนนอกอาจไม่แตกต่างไปจากสภาพหมู่บ้านในชนบทภาคกลางอื่นๆ กล่าวคือ การตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนกระจัดกระจาย และล้อมรอบด้วยนาข้าว นาบัว แปลงผัก และสวนผลไม้ยืนต้น มีแนวมะพร้าวและกล้วยแบ่งผืนนาออกเป็นแปลงขนาดใหญ่ภายใต้ระบบชลประทานสมัยใหม่ ซึ่งสามารถปลูกข้าวได้ถึง 5 รุ่นใน 2 ปี ดูเผินๆ แล้ว พื้นที่นี้คือ ภาพแทนตนของสังคมชาวนาชนบท ซึ่งเกือบจะไม่เปลี่ยนแปลงจากอดีต ยกเว้นถนนหนทางที่เข้าถึงเกือบทุกตัวบ้าน แต่เอาเข้าจริงแล้ว กายภาพของหมู่บ้านกลับหุ้มห่อ-บดบังเศรษฐกิจสังคมสมัยใหม่ไว้ ดังจะพิจารณาในส่วนต่อไป
ภาพชีวิตและวิถีการทำมาหากิน
ข้อมูลจากการเก็บแบบสอบถามจำนวนทั้งสิ้น 73 ชุดในวันที่ 2 และ 4 พฤษภาคม 2553 ณ หมู่ 1 และหมู่ 8 ในบ้านคลองโยง ซึ่งมีครัวเรือนทั้งสิ้นประมาณ 190 หลังคาเรือน(หมู่ 1 จำนวนครัวเรือน 80 ครัวเรือน คน หมู่ 8 จำนวน 111 ครัวเรือน) สะท้อนให้เห็นว่า สภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่เป็นหมู่บ้านเกษตรกรรม เนื่องจากตัวอย่างถึง 53 รายมีอาชีพหลักเป็นเกษตรกร และมีรายได้จากนอกภาคการเกษตรไม่มากนัก มีครัวเรือนเพียง 19 หลังคาเท่านั้นที่มีรายได้นอกภาคการเกษตรมากกว่า 60% ของรายได้ทั้งหมด หรือมีเพียง 10 ครอบครัวเท่านั้นที่ไม่มีรายได้จากภาคเกษตรเลย ส่วนใหญ่ของเกษตรกรเหล่านี้เป็นวัยกลางคนมีอายุระหว่าง 31-60 ปี (49 คน) โดยมีผู้สูงวัยอายุมากกว่า 60 ปี 21 คน ในขณะผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปีมีเพียง 3 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วจึงเป็นคนวัยกลางคน และส่วนข้างมากมีการศึกษาไม่เกินระดับประถม ภาพนี้จึงไม่แตกต่างไปจากความรับรู้ทั่วไปว่า เกษตรกรเป็นคนมีอายุและมีระดับการศึกษาต่ำ
ไม่ได้มีนัยยะว่า “ชาวนา” เหล่านี้ต้องเป็นคนจน ในทางตรงข้าม ส่วนใหญ่ของคนคลองโยงคือ “ชาวนาชั้นกลาง” ไม่ใช่รากหญ้า แต่มีลักษณะ “ยอดหญ้า” เมื่อพิจารณาจาก “งบดุล” ของครัวเรือนต่อไปนี้คือ หนึ่ง มีระดับรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อเดือนถึง 6,278 บาท ซึ่งสูงกว่าเส้นความยากจนของไทยมาก สอง มีสินทรัพย์มาก กล่าวคือ ชาวนายอดหญ้าเหล่านี้เป็นเจ้าของที่ดินโดยเฉลี่ย 14.35 ไร่ และทุกครอบครัวจะมีรถปิกอัพ 1.5 คัน และมีรถยนต์ 1.1 คัน การมีรถยนต์และรถปิกอัพถือเป็นเครื่องมือการผลิตที่สำคัญ เพราะชีวิตการทำมาหากินของคนคลองโยงไม่ได้มีลักษณะเป็นชาวนาอิสระรายย่อยที่ผลิตข้าวแต่เพียงอย่างเดียว มีลักษณะอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำนาบัว และการผลิตพืชผัก ที่ต้องใช้รถในการขนส่งเข้าสู่ตลาด สภาพชีวิตเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ชาวบ้านคลองโยงได้สัมพันธ์กับชีวิตในเมืองตลอดเวลา
ส่วนในด้านหนี้สิน พบว่า ชาวบ้านคลองโยงมีหนี้สินสูง กล่าวคือมีหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละ 94,375 บาท และจำนวน 50 ครอบครัวที่มีหนี้สินมากกว่าเงินออม และโดยเฉลี่ยแล้วแต่ละครอบครัวจะมีหนี้สินสุทธิ 49,771 บาท เมื่อพิจารณาจากงบดุลข้างต้น จึงอาจจัดได้ว่า ชาวนาคลองโยง ซึ่งมีวิถีการผลิตแบบสมัยใหม่-มุ่งตลาด (modern and market oriented) และเป็นผู้ประกอบการเกษตรขนาดเล็ก-กลาง (small-medium size entrepreneur) สภาพเช่นนี้เป็นผลของการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การจัดตั้งสหกรณ์คลองโยงเป็นต้นมา
ช่วงหลังการจัดตั้งสหกรณ์คลองโยง ปี 2524
หลังจากการจัดสรรแปลงที่ดินทำกิน การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ระบบชลประทาน และสร้างถนนในคลองโยง ประกอบกับเทคโนโลยีในการผลิตที่มีความซับซ้อนสูงขึ้นกว่าในยุคแรก ทำให้วิถีการผลิตและวิถีชีวิตของคนคลองโยงเปลี่ยนแปลงไปมาก การทำนาในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตที่แตกต่างจากการทำนาในยุคดั้งเดิม
การจัดตั้งเป็นนิคมสหกรณ์เช่าที่ดินคลองโยงเกิดขึ้นสมบูรณ์ในปี 2524 การจัดตั้งสหกรณ์ทำให้เกิดการจัดสรรที่ดินเป็นแปลงชัดเจน สมาชิกสหกรณ์จะได้รับที่ดินที่ถูกจัดสรรให้ครัวเรือนละ 20 ไร่ ในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตไปจากเดิมมาก นาเส้นได้ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นผืนนาแบบทั่วไปแบบภาคกลางคือมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื่องจากสหกรณ์ ฯ ได้เข้ามาจัดสรรที่ดินในพื้นที่คลองโยงเสียใหม่ เพื่อการแบ่งที่นาให้ชาวบ้านเป็นผู้เช่ารายละประมาณ 20 ไร่ ทำให้ลักษณะของที่นาอำนวยความสะดวกในการขนย้ายปัจจัยการผลิต เอื้ออำนวยการทดน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรมากขึ้น อีกทั้งประมาณ 2 ปีหลังจากการจัดสรรที่ดินที่เสียใหม่ของสหกรณ์ ได้มีการตัดถนนเข้ามายังชุมชน ทำให้เส้นทางถนนช่วยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้กับชาวนาเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการจัดระบบชลประทาน ทำให้วิธีการทำนาแบบนาดำถูกเปลี่ยนเป็นนาหว่าน ด้วยสาเหตุข้างต้นทำให้ระบบการผลิตมีความเข้มข้นขึ้น จากการทำนาปีละหนึ่งครั้ง เป็นปีละ 2-3 ครั้ง
การเปลี่ยนแปลงการผลิตจากแบบดั้งเดิมเป็นแบบเกษตรกรรมในแบบที่เข้มข้นขึ้น ในยุคนี้ถือได้ว่าเป็นช่วงการก้าวเข้าสู่การผลิตสมัยใหม่ที่ชัดเจน เนื่องจากมีการใช้พื้นที่ในการทำเกษตรกรรมในการผลิตอย่างเต็มที่ และมีการนำใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลงศัตรูพืช และเทคโนโลยีการผลิตเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงผลผลิตให้มีประสิทธิภาพมากกว่าในยุคแรก มีการเปลี่ยนแปลงพันธุ์ข้าวเพื่อให้ทันกับการปลูกในแต่ละครั้ง จากเดิมใช้พันธุ์ข้าวที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ครั้งเดียวต่อปี เมื่อระยะการทำนาเพิ่มมากขึ้นเป็นปีละสามครั้งชาวนาก็ต้องเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่มีการระยะเวลาการเก็บเกี่ยวที่เร็วขึ้นตามไปด้วย
หลังจากมีการพัฒนาระบบคลองส่งน้ำในคลองโยง ทำให้เกษตรกรทำนาได้มากขึ้น จึงต้องมีเทคโนโลยีในการตอบสนองการทำนาที่มีความเข้มข้น เทคโนโลยีที่เข้ามาในท้องถิ่นในช่วงนี้ ได้แก่ เครื่องสูบน้ำเพื่อใช้สูบน้ำเข้านา เป็นต้น และที่สำคัญการเข้ามาของเครื่องจักรที่ใช้ในการทำการเกษตร ทำให้แรงงานในการทำนาในยุคนี้มีเริ่มบทบาทลดลงบ้าง เนื่องจากการใช้รถไถแทนแรงงานควาย และหันมาใช้ลูกทุบหรือ “ลูกขลุก” ส่วนแรงงานในการดำนายังคงใช้แรงงานผ่านระบบการเอาแรง (ลงแขก)
การมีเทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้นสะดวกขึ้นและใช้เวลาน้อยลงมาก พัฒนาการของเครื่องจักรที่เข้ามายังคลองโยงทำให้การใช้แรงงานจากควายหมดไป และในช่วงปี พ.ศ. 2522 การเข้ามาของเครื่องนวดข้าวยุคแรกที่เรียกว่า “รถนวดยัด” ทำให้ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและการนวดข้าวสามารถลดจำนวนแรงงานลงจากการใช้รถนวด แต่ยังต้องใช้คนเกี่ยวและคนหอบข้าวเข้ามาใส่ในรถนวดข้าว กระบวนการดังกล่าวสามารถลดทั้งระยะเวลาและแรงงานในการผลิตมากกว่าการระบบการทำนาแบบดั้งเดิม ชาวบ้านได้เล่าให้ฟังถึงการเปลี่ยนแปลงของวิถีการทำนาของพวกเขาว่า
“ ไฟมาประมาณ ปี 26 เปลี่ยนจากนาดำ นาหว่านประมาณปี 30 เริ่มทำบัวถึงจะเริ่มทำนาหว่าน เหลือนาบ้านลุงต๊าบ (นามสมมติ) ควายบ้านเราหมดก่อน ปี 25 ลงล็อคปี 19 เริ่มเปลี่ยนแปลง เรา(ช่างยิ้ม--นามสมมติ) อายุ 15 ไม่มีควายแล้ว พ.ศ. 10 ต้นๆ ก็ไม่มีควายแล้ว จากช่วงควายหมดก็เป็นช่วงนาดำ หว่านจะไวกว่า ใช้ลูกทุบใช้รถไถ รถไถเดินตาม ถ้าหว่านบางบ้านหว่านกันสองสามคนวันเดียวก็เสร็จแล้ว รถตีดินเกิดมาประมาณ 5 ปี เครื่องนวด มีก่อนเครื่องเกี่ยว คือ ประมาณ ปี 2522 เครื่องนวดยัด ( ช่างนวยอายุ 27 ปีมีเครื่องนวด ตอนนี้อายุ 55 ) เครื่องเกี่ยว เข้ามาประมาณปี 2530 กว่า เปลี่ยนจากนาดำเป็นนาหว่านประมาณปี 30 ก่อนนาดำ ลงแขกดำ ใช้มือดำ เครื่องนวดและรถนวดตัวเดียวกัน รถเกี่ยวสมัยบรรหาร เริ่มใช้ปุ๋ยตอนอายุประมาณ พ.ศ. 2520- 22 แต่ก่อนทำนาครั้งเดียว เริ่มทำสองครั้งประมาณ พ.ศ.2519 ตอนลงแปลงสหกรณ์ ปี 2524 เป็นนาดำก็ทำสองครั้ง ถ้าทีแรกเป็นเส้นๆทำสองครั้งไม่ได้ ใช้เครื่องจักรหลังปี 2526 ใช้ปุ๋ยปีแรกประมาณ ปี 30” ช่างยิ้ม (นามสมมติ)กล่าว
(ข้อมูลจากการเสวนากลุ่ม, วันที่ 3 พฤษภาคม 2553)
รถนวดข้าวแบบนวดยัดได้ช่วยย่นระยะเวลาในการทำนาได้มากกว่าการใช้แรงงานควายในการนวดข้าวหลายเท่าตัว กล่าวคือ จากใช้ระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนราวครึ่งเดือน การใช้เวลานวดข้าวจะเหลือเพียง 2- 3 วันต่อที่นา 20 ไร่ อย่างไรก็ดี รถนวดข้าวยุคแรกยังต้องใช้แรงจำนวนมากในขั้นตอนการเกี่ยวข้าว และขนหรือหอบข้าวที่แห้งบนซังข้าวมาใส่รถเกี่ยว รวมทั้ง ต้องใช้แรงงานแบกกระสอบข้าวจากนามายังรถขนข้าว (หรือเรือในช่วงแรกๆ ที่ถนนยังไม่ได้ตัดเข้ามาในหมู่บ้าน) เนื้อที่นาข้าว 20 ไร่จำเป็นต้องมีแรงงานในการนวดข้าว(ด้วยรถนวด) 15-20 คน เพราะการใช้รถเกี่ยวแบบนี้ยังต้องใช้แรงงานในการขนฟางเข้ามาใส่ในรถเกี่ยว คนยัดฟาง คนถือกระสอบ และคนมัดฟาง ต่างจากการเกี่ยวข้าวในปัจจุบันที่ไม่ใช้แรงงาน เพราะเป็นภาระของเจ้าของรถทั้งหมดและสามารถเกี่ยวข้าวจำนวน 20 ไร่ ให้เสร็จและขนไปยังโรงสีได้ภายในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง
การใช้รถนวดข้าวแบบเดิมได้เลิกไปในช่วงเวลาประมาณปี พ.ศ. 2530 หลังจากนั้นได้มีการนำรถเกี่ยวข้าวเข้ามาใช้แทน ซึ่งหากเปรียบเทียบการเก็บเกี่ยวโดยใช้รถนวดแบบเดิมกับรถเกี่ยวแล้ว จะเห็นได้ว่าปริมาณแรงงานที่ต้องใช้กับรถนวดข้าวมีมากกว่า นอกจากนี้ การใช้รถเกี่ยวแบบใหม่ยังสามารถลดขั้นตอนในการเก็บเกี่ยวมาเหลือเพียงขั้นตอนเดียว เพราะรถเกี่ยวสามารถลงไปเกี่ยวข้าวในนาได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นข้าวเปลือกได้ในขั้นตอนเดียว โดยใช้คนขับคนเดียวในการเก็บเกี่ยว ดังนั้น จึงสามารถลดจำนวนแรงงาน ระยะเวลาและความยุ่งยากในการเก็บเกี่ยวได้มาก
ชาวบ้านที่มีฐานะในพื้นที่คลองโยงจะซื้อรถเกี่ยวมาจากภายนอกพื้นที่ ในระยะแรกจะซื้อมาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วมารับจ้างเกี่ยว แล้วพอซื้อรถเกี่ยวมาแล้วไม่สะดวก ก็จะนำมาให้ช่างปรับแต่งให้ หลังจากมีรถเกี่ยวเข้ามาในพื้นที่ ช่างซ่อมในพื้นที่ก็ปรับตัวหันมาทำอุปกรณ์เกี่ยวกับรถเกี่ยว ซึ่งในสมัยก่อนการขนรถเกี่ยวมาให้ช่างซ่อมจะขนส่งมาทางเรือผ่านมาทางคลองเจ๊ก ขึ้นมาซ่อมกันที่โป๊ะท่าน้ำของโรงซ่อม โดยที่ช่างซ่อมอุปกรณ์/ เครื่องจักรทางการเกษตรได้บรรยายถึงการเจริญเติบโตของธุรกิจของเขาซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างมากกับอาชีพการทำนาว่า
“ผมซ่อมเครื่องจักรทางการเกษตร รถไถ เครื่องเกี่ยวข้าวนวดข้าว ถ้าเศรษฐกิจดีพวกนี้จะเยอะ คนก็คุ้มจะซ่อม ซ่อมด้วยซื้อด้วย พอมาตอนหลังมันเกิดกับรถเกี่ยวข้าว วิถีชีวิตมันสัมพันธ์กับวิถีการผลิตด้วย ถ้ายังใช้ควายอยู่ชีวิตพี่ไม่เจริญ เจริญไม่ได้ อย่างตาใจเค้าทำนา ผมเป็นช่าง ถ้าไม่ใช้ควายก็ใช้รถไถ ผมก็ซ่อมอุปกรณ์รถไถ ผมไม่ได้ขาย ซ่อมอย่างเดียว เราอยู่กับรากหญ้า เราเลยรู้ พอรากหญ้ามันเกิดได้ อะไรมันก็เกิด” ช่างยิ้ม (นามสมมติ ) กล่าว
ยุคชาวนาแบบ part-time ตั้งปี 2540 – ปัจจุบัน
ในช่วงต่อมา การพัฒนาการของระบบการผลิตในพื้นที่คลองโยงที่เปลี่ยนแปลงไป สู่การผลิตโดยเครื่องจักรและการเข้ามาของเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้ชาวนาทำการเกษตรได้อย่างเข้มข้นขึ้น ความเปลี่ยนแปลงในด้านวิถีการผลิตได้ทำให้การทำนาสมัยใหม่มีลักษณะเป็นแบบ “ผู้จัดการนา” และเป็นการทำนาแบบ “งานไม่ประจำ” (part-time) กล่าวคือ เจ้าของนาใช้เวลาอยู่ในนาเพียงฤดูการทำนาเพียงราว 10-15 วันเท่านั้น แต่ค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิตสูงมาก ในขณะที่ราคาผลผลิตหรือการขายข้าวเปลือกมีความผันแปรเป็นอย่างมาก
โดยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 มีการเข้ามาของเครื่องจักรขนาดใหญ่ เช่น เครื่องเกี่ยวข้าวระบบไฮโดรลิค รถไถแทรคเตอร์ขนาดกลาง เป็นต้น โดยเฉพาะเครื่องเกี่ยวข้าวระบบไฮโดรลิค สามารถเกี่ยวข้าวและนวดข้าวได้ในครั้งเดียวกัน ทำให้ลดแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ชาวนาได้ปรับแปลงนาเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี โดยการล้มหัวคันนาซึ่งเป็นแปลงเล็กๆ แบบเดิมมาสู่แปลงขนาดใหญ่ที่มี “คันล้อม” ที่สูงพอที่จะกั้นน้ำเข้าออก และกว้างพอที่จะใช้เครื่องจักรเข้าไปสู่ผืนนาได้ และพื้นนาจะถูกปรับโดยรถแทรกเตอร์ให้หน้าดินเรียบเสมอเท่ากันเพื่อสะดวกแก่การใช้เครื่องจักรเดินในผืนนา
“ พอมีรถเกี่ยวข้าวเข้ามา คิดว่ามันทำให้เกิดการทำนาหลายหนมากขึ้นเหมือนกันนะ เพราะว่ามันมี รถเกี่ยว มันทำให้ย่นระยะเวลาในการทำนา เพราะรถเกี่ยวมันเกี่ยวแล้วนวดออกมาเลย อย่าง ใน 7 วันรถเกี่ยวมันสามารถเกี่ยวได้ 50 ไร่ มันเกี่ยวหมด พอเกี่ยวแล้วก็ไม่ต้องเอาคนไปนวดอีก 7 วันเสร็จเรียบร้อย เข้าวันที่ 8 เราก็รับเงินได้เลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนมันไม่มีรถเกี่ยวแต่มันมีรถนวด ใช้คนเกี่ยว เกี่ยวเสร็จก็หอบเอามากองไว้ แล้วให้เครื่องนวดมันลากไป จากนั้นก็เอาคนมารอยัดข้าวเข้าไป ยัดเข้าไป มันก็เร็วกว่าใช้ควายนิดหนึ่งเร็วกว่าหลายเท่าตัว 2-3 วันก็นวดหมด 30 ไร่ แต่ก็ใช้คนเยอะเพราะต้องมีคนขนฟางเจ้ามา จากนั้นก็คนยัดฟาง อีกคนถือกระสอบ อีกคนรองกระสอบ คนยัดฟางเข้ามา คนมัดอีก แต่ถ้าเป็นรถเกี่ยวมันจะเร็วกว่านั้นเพราะว่า มีคนเกี่ยวคนเดียวแล้วคนรองกระสอบอีก 4 คน แต่ตอนนี้ก็มีพัฒนาไปอีกมันเกี่ยวคนเดียวเลยเพราะมันเกี่ยวใส่ในฉางของมัน บรรทุกได้สองเกวียน แล้วมันก็ค่อยวิ่งไปชายถนนแล้วก็เอาข้าวเทใส่ไซโลแล้วใส่รถ 10 ล้อมันเลย แล้วมันก็วิ่งไปเกี่ยวใหม่ทำให้เร็ว ” ช่างยิ้ม กล่าว
ช่างยิ้ม กล่าวว่าตนเองนั้นเป็นคนแรก ๆ ที่บุกเบิกให้มีการนำเครื่องยนต์ไฮโดรลิคเข้ามาใช้ในการทำการเกษตร เนื่องจากช่างอำนวยเป็นช่างคนแรกในคลองโยงซึ่งมีความสามารถที่จะซ่อมเครื่องยนต์ในระบบไฮโดรลิคได้ ทำให้การใช้เครื่องเกี่ยวข้าว นวดข้าวแบบไฮโดรลิคได้พัฒนาและนำมาใช้มากขึ้นในการทำการเกษตร
“ทำไปทำมามันเกิดเครื่องเกี่ยวข้าวขึ้นมา แต่มันยังมีระบบธรรมดาอยู่ พอเรามีความรู้เรื่องระบบไฮโตรลิก เราก็เอาระบบไฮโดรลิกเข้ามาใส่เอาไว้ให้มันเดินได้ เพราะเรามีความรู้เรื่องนี้จากเรือขุดแร่ที่เราเคยซ่อม เราเอาระบบเรือขุดแร่มาทำใส่รถเกี่ยวข้าวเราเป็นผู้ออกแบบตัวนี้ให้กับประเทศไทย เราเราเป็นผู้คิดระบบเดินของเครื่องเกี่ยวข้าวนี้เอง พอเราใส่เข้าไปคนรู้จักก็จริงแต่ก็ซ่อมไม่เป็น เสียก็ต้องมาซ่อมที่เรา คนอื่นรู้จักไหมก็รู้จักแต่เขาไม่เคยซ่อม ทำให้เวลามีรถที่ซื้อมาแล้ว เขาก็ให้เราเอาระบบนี้ใส่เข้าไป ทำให้คนรู้จักเราไปเรื่อย ๆ...”
เครื่องจักรช่วยให้ทำการเกษตรได้สะดวกรวดเร็ว อีกทั้งเครื่องดำนายังช่วยให้ชาวนาดำนาได้เสร็จเร็วขึ้น และไม่ต้องใช้วิธีลงแขกในการขอแรงเพื่อนบ้านเพื่อมาช่วยดำนา ส่วนการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงถึงแม้จะฉีดพ่นยาฆ่าแมลงหลายครั้งในการทำนาครั้งหนึ่งๆ แต่เมื่อมีเครื่องฉีดพ่นยาฆ่าแมลงทำให้ฉีดพ่นยาได้เร็วโดยอาศัยแรงงานคนที่น้อยลง การที่รถเกี่ยวข้าวแบบเครื่องนวด รวมถึงเครื่องจักรที่ทันสมัยต่างๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา จึงมีบทบาทมากในการทำนาของชาวนาในพื้นที่คลองโยง นอกจากจะช่วยให้มีความสะดวกและรวดเร็วในการทำการเกษตรแล้ว ยังทำให้ชาวนาผลิตข้าวมากขึ้น ชาวนาบางรายทำนาปีละ 3 ครั้ง การทำนาจึงไม่ต้องพึ่งพาธรรมชาติอีกต่อไป ชาวนาสามารถกำหนดช่วงเวลาในการไถว่านเพื่อทำนาได้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่การแบ่งที่นาเป็นส่วนๆ เพื่อทำการเกษตรอย่างอื่นไปพร้อมๆ กันก็ยังสามารถทำได้ เมื่อชาวนาในปัจจุบันมีช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำนานานขึ้น ทำให้ชาวนาหันไปประกอบอาชีพอื่นๆได้ด้วยเพื่อเป็นการเสริมรายได้จากการทำนาอย่างเดียว เช่น นาบัว สวนผัก (ผักชีฝรั่ง แตงกวา ถั่วฝักยาว ตระไคร้ ฯลฯ) เลี้ยงปลา สวนผลไม้ (ส้มโอ กล้วยหอม ฝรั่ง ฯลฯ) และการเข้าไปเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม
โดยสรุปแล้ว ข้อมูลจากบ้านคลองโยงชี้ให้เห็นว่า เกษตรกรที่นี้มีวิถีการผลิตแบบสมัยใหม่-มุ่งตลาด (modern and market oriented) เป็นผู้ประกอบการเกษตรขนาดเล็ก-กลาง (small-medium size entrepreneur) เขาไม่ใช่เป็นชาวนา (peasant) แบบในอดีต ที่เน้นการผลิตเพื่อบริโภคเองเป็นหลัก และ/หรือใช้เทคนิกแบบเก่าที่ใช้แรงงานเข้มข้น แต่เป็นการผลิตเพื่อตลาด และใช้ทุนเข้มข้น การตัดสินทั้งด้านการผลิตและการตลาดเป็นการตัดสินใจเชิงธุรกิจ ซึ่งต้องพิจารณาปัจจัยและสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านราคาขาย ด้านต้นทุนการผลิต แบบเดียวกับผู้ประกอบการในภาคธุรกิจอื่นๆ นอกภาคเกษตร ดังนั้น ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจมหภาคย่อมส่งผลโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่เช่นกัน ในแง่นี้แล้ว “ชาวนา-ชาวสวน” คลองโยงก็มีวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจไม่ต่างจากผู้ประกอบการภาคอื่นในเขตเมือง นอกจากนี้แล้ว แม้ว่าภาคเกษตรจะยังคงมีความสำคัญอยู่มาก แต่ความสำคัญของเศรษฐกิจนอกภาคเกษตรก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ผู้คนในพื้นที่นี้มีอาชีพที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ ย่อมทำให้การวิเคราะห์แบบแบ่งขั้ว-แยกข้างระหว่างเมืองกับชนบทำไม่สามารถเข้าใจสภาพความเป็นจริงที่เปลี่ยนไปนี้ได้
แน่นอนว่า คลองโยงมิใช่ตัวแทนของหมู่บ้านชนบททั้งหมด แต่ก็มิใช่กรณียกเว้น แม้ว่าหมู่บ้านคลองโยงมีสภาพแตกต่างกับกับงานวิจัยเศรษฐกิจสังคมหมู่บ้านในรอบสิบปีที่ผ่านมาอยู่บ้าง เช่น Rigg and Sakunee (2001) ซึ่งศึกษาตำบล “ทุ่งสโดค” (Thung Sadok) ในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และ Rigg (et.al., 2008) ซึ่งวิจัยสองหมู่บ้านในตำบล Khan Haam อำเภออุทัย จังหวัดอยุธยา แต่สิ่งที่คลองโยงเหมือนกับงานทั้งสองชิ้นนี้คือ วิถีชีวิตทางเศรษฐกิจของคลองโยง ซึ่งเป็นการผลิตแบบสมัยใหม่-มุ่งตลาด (modern and market oriented) และมีวิถีชีวิตแบบ “ยืนสองขา” ทั้งในและนอกภาคเกษตรมากขึ้น อันมีรายละเอียดต่อไปนี้
งานของ Rigg and Sakunee (2001) สรุปว่า ในทุ่งสโดค ซึ่งภายนอกเป็นผืนนาชลประทานและที่สวนนั้น วิถีชีวิต (livelihood) แบบยืนสองขาระหว่างเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตร ซึ่งเชื่อมโยงกับตลาดโลก กลายเป็นแบบวิถีหลัก เอาเข้าจริงแล้ว เศรษฐกิจของพื้นที่นี้ขึ้นกับกิจกรรมนอกภาคเกษตร นับตั้งแต่งานโรงงานในนิคมลำพูน การทำดอกไม้ประดิษฐ์ ทอเสื่อ มากกว่าการเกษตร และแม้แต่ในครอบครัวที่ทำการเกษตรอย่างเดียว ซึ่งมีอยู่น้อยรายมาก เช่นในกรณีของนายอุทิศ เขาเช่าที่นาแปดไร่เพื่อการปลูกข้าวสองรอบ และปลูกหัวหอมอีกหนึ่งรอบในหนึ่งปี การตัดสินใจผลิตก็เป็นการตัตสินใจเชิงธุรกิจล้วนๆ แม้แต่ข้าวนาปีที่ปลูกก็มิได้เก็บไว้กินเองเลย การเอาแรงซึ่งกันและกันแม้ว่ายังคงอยู่ แต่ก็เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ตกค้างจากอดีตเท่านั้น (p.949) ยิ่งไปกว่านั้น 10% ของพื้นที่ปลูกข้าวในตำบลก็เป็นการผลิตแบบพันธะสัญญา ปลูกข้าวพันธุ์ญี่ปุ่นเพื่อนำไปทำเหล้าสาเก (p.950) ในแง่นี้จึงยากมากที่จะจัดครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งว่า มีวิถีชีวิตแบบเมือง หรือชนบท เพราะว่าในครอบครัวหนึ่งนั้น พ่ออาจจะทำนาในหมู่บ้าน แม่นั่งทำดอกไม้ประดิษฐ์ที่บ้าน ในขณะที่ลูกๆ ทำงานในโรงงานที่ลำพูน ชีวิตในครอบครัวนี้จึงก้าวข้ามทั้งสาขาเศรษฐกิจ (sectoral) และพื้นที่กายภาพ (spatial) แต่ทั้งหมดใช้ชีวิตในหมู่บ้านชนบท
ส่วน Rigg, (et.al., 2008) พบว่า วิถีชีวิตของสองหมู่บ้านในจังหวัดอยุธยานั้น มิใช่สังคมเกษตรกรรมเลย ทั้งๆที่ในทศวรรษ 2503-2513 ทั้งสองแห่งเป็นภาพตัวแทนสังคมชาวนาแบบดั่งเดิม ดูได้จากตัวเลขที่ระบุว่า 98% และเกือบ 100% ของประชากรในสองหมู่บ้านนี้ ถ้าไม่เป็นนักเรียนก็มีอาชีพนอกภาคเกษตร ยิ่งไปกว่าวิถีการผลิต วิถีชีวิตแบบ “สมัยใหม่” ทั้งในแง่ ความอยากได้ใคร่มี ความหวัง-การคาดฝัน (aspiration) ปทัศสถาน (norm) ความคาดหวัง (expectations) และมุมมอง (outlook) ซึ่งเชื่อมโยงและไม่ต่างจากสังคมเมืองใหญ่ ได้เข้าแทนที่วิถีแบบเก่าโดยสิ้นเชิง ในแง่นี้แล้ว สังคมหมู่บ้าน ในฐานะชุมชนแบบในอดีต จึงระเหดเหยไปหมดแล้ว
จากสภาพของพื้นที่ทั้งสามแห่งข้างต้น สิ่งหนึ่งที่สรุปได้คือ การวิเคราะห์แบบแบ่งขั้ว-แยกข้างระหว่างเมือง-นอกภาคเกษตร กับชนบทเกษตรกรรม ซึ่งมีอิทธิพลมากต่อสังคมศาสตร์ไทยมาระยะหนึ่ง น่าจะหมดภาระกิจทางประวัติศาสตร์ไปแล้ว
ใครคือคนเสื้อเหลือง/แดงแห่งบางคลองโยง
หากมองในแง่เศรษฐกิจแล้ว จะเห็นได้ว่าคนเสื้อแดงและคนเสื้อเหลืองในคลองโยงไม่ได้มีฐานสินทรัพย์ที่แตกต่างกัน กล่าวคือทั้งสองกลุ่มเป็นเจ้าของที่ดินและยานพาหนะในจำนวนเท่าๆกัน ถึงแม้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนเสื้อเหลืองจะเป็นเจ้าของรถกระบะมากกว่าเล็กน้อยก็ตาม คนเสื้อแดงมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินโดยเฉลี่ย 14.93 ไร่ต่อครัวเรือน ส่วนคนเสื้อเหลืองนั้นมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินโดยเฉลี่ย 12.46 ไร่ต่อครัวเรือน อย่างไรก็ตามสิ่งที่สรุปได้จากการทำแบบสอบถามที่คลองช้างก็คือคนเสื้อแดงโดยเฉลี่ยแล้วจะทำธุรกรรมทางการเงินที่มีขนาดเล็กกว่าคนเสื้อเหลือง แต่มีภาระหนี้ที่หนักกว่า เมื่อกล่าวถึงรายได้ คนเสื้อแดงโดยเฉลี่ยแล้วจะมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าคนเสื้อเหลืองคือ ประมาณ 5,195 บาทค่อตนต่อเดือนและ 11,849 ต่อคนต่อเดือนตามลำดับ ส่วนในแง่ของเงินกู้ คนเสื้อแดงเป็นหนี้โดยเฉลี่ยน้อยกว่าคนเสื้อเหลืองเช่นกันคือประมาณ 85,200 บาทต่อครัวเรือนและ 135,231 บาทต่อครัวเรือนตามลำดับ แต่ถึงแม้ว่าทั้งรายได้และเงินกู้ของคนเสื้อแดงจะน้อยกว่าก็ตาม สัดส่วนของเงินกู้ต่อรายได้ครัวเรือนของคนเสื้อแดงก็ยังสูงกว่า (5.6 เท่า) ในขณะที่ สัดส่วนเงินกู้ต่อรายได้ของคนเสื้อเหลืองคือ 4.9 เท่า แสดงให้เห็นว่าคนเสื้อแดงรับภาระหนี้มากกว่าคนเสื้อเหลือง ในแง่นี้แล้ว สรุปได้ว่า ทั้งคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงบ้านนี้ไม่ใช่คนจน แต่คนเสื้อเหลืองจะมีฐานะดีกว่าคนเสื้อแดง ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ แหล่งรายได้ของคนเสื้อเหลืองจากนอกภาคการเกษตรจะมีมากกว่าเสื้อแดงเล็กน้อย พิจารณาได้จากการที่คนเสื้อเหลือง 28% มีสัดส่วนของรายได้เกษตรต่อรายได้รวมน้อยกว่า 40% ในขณะที่คนเสื้อแดงมีเพียง 24%
ผลการสนทนากลุ่มจังหวัดนครปฐม เชียงใหม่ และอุบลราชธานี
“คนเสื้อเหลือง” ที่เราพูดคุยด้วยในทั้งสามจังหวัด มักเป็นผู้ที่มีรายได้สม่ำเสมอ หรือเป็นเงินเดือน ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นข้าราชการครู-อาจารย์ (นครปฐม เชียงใหม่ และอุบล) พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานเอกชน-นักวิชาชีพ (อุบล) นักพัฒนา (NGO เชียงใหม่) แต่เป็นเกษตรกรก็มี (นครปฐม) ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือสูงกว่า มักมีฐานะดี เช่นรายหนึ่งเคยเป็นผู้จัดการธนาคาร ปัจจุบันเปิดบริษัทสอบบัญชี และเป็นประธานโรตารี่จังหวัด อีกสองราย แม้เป็นเกษตรก็มีฐานะพอส่งเสียลูกๆ จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำขอรัฐได้
“คนเสื้อแดง” ที่เข้าร่วมในการสนทนากลุ่มย่อยส่วนใหญ่ทำการผลิตเพื่อตลาด หรือการค้าทั้งในและนอกภาคการเกษตร แต่ขาดความมั่นคงทางรายได้ แม้ว่าหลายคนจะมีกิจการของตนเองก็ตาม เนื่องจากเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน บางครั้งก็ขาดทุน ส่วนน้อยเป็นข้าราชการ หรือมีเงินเดือนประจำ
เกือบทั้งหมดของเสื้อแดงนครปฐมที่พูดคุยด้วยทำนาข้าว และ/หรือนาบัว เสริมด้วยการปลูกผักชีฝรั่งด้วยวิถีการเกษตรแผนใหม่ นาข้าวทั้งหมดเป็นนาหว่านในเขตชลประทาน ใช้พันธุ์ข้าวสมัยใหม่ (เลิกปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง-นาปีตั้งแต่พ.ศ. 2517-18) ใช้เครื่องจักรในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่เตรียมดิน พ่นข้าว ฉีดปุ๋ย ตลอดจนใช้รถเกี่ยวข้าว ขายผลผลิตทุกเมล็ด และซื้อข้าวสารบริโภค ส่วนผู้ทำนาบัวและปลูกผักชีนั้น มีทั้งที่ปลูกขายส่งอย่างเดียว และนำมาขายเองที่ปากคลองตลาด เช่นกรณีของนายสมใจ ส่วนนายอำนวยนั้นเป็นช่างซ่อมเครื่องจักรการเกษตร เปิดอู่บริการของตนเอง
เมื่อถามว่า ให้จัดลำดับชั้นทางเศรษฐกิจของตนเอง หากให้แบ่งทั้งหมดออกเป็นห้าชั้น โดยชั้นที่หนึ่งจนที่สุด และชั้นห้ารวยที่สุด เกือบทั้งหมดตอบว่าตนอยู่ในชั้นที่สอง ยกเว้นอำนวยคนเดียวที่ยอมรับว่าตนอยู่ชั้นที่สาม ไม่มีใครเลยที่จัดว่าตนอยู่ในชั้นที่หนึ่ง
คนเสื้อแดงอุบลที่พูดคุยด้วยมีความหลากหลายในแง่อาชีพและฐานะทางเศรษฐกิจกว่านครปฐม แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ไม่มีผู้ใดเลยที่มีรายได้ประจำ หรือเป็นมนุษย์เงินเดือน นับตั้งแต่เกตุสุรีและนงคราน ซึ่งเป็นเกษตรกร คนแรกปลูกไม้ตัดดอก เลี้ยงวัว เลี้ยงเป็ด และขายก๋วยเตี๋ยวในหมู่บ้าน คนหลังปลูกยาง ดอกไม้ และขายเองในตลาด ส่วนเสาวคนเป็นแม่บ้านขายน้ำข้าวโพดเป็นอาชีพเสริม ในขณะที่นายผลเปิดร้านขายเครื่องไฟฟ้าและจานดาวเทียมในตัวเมืองอุบล ส่วนนายน้อยทำธุรกิจรับเหมา-ประมูลงานภาครัฐ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี
เสื้อแดงเชียงใหม่ มีความแตกต่างมากทั้งด้านอาชีพและฐานะทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่เกษตรกร (นา สวน) นักธุรกิจ (โรงแรมและร้านอาหาร รับเหมาก่อสร้าง เจ้าของบ้านเช่า) นักการเมืองท้องถิ่นในเวียง ช่างทอง (เจ้าของร้านห้องแถว) นักพัฒนาและนักกิจกรรม (NGO, DJ วิทยุชุมชน) ข้าราชการบำนาญ (เจ้าของร้านของชำ) ข้าราชการระดับล่าง (ตำรวจ ทหาร สรรพากร) ลูกจ้างร้านอาหาร หมอนวดแผนโบราณ รับจ้างทั่วไป (รายได้ไม่แน่นอน) คนงานโรงงาน (อดีตพ่อค้าตลาดนัด)
แม้ว่าคนเสื้อแดง-เสื้อเหลืองทั้งหมดที่เราได้พูดคุยด้วยนั้น จะมีความหลากหลาย-แตกต่างทั้งด้านอาชีพและฐานะทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่พอสรุปได้มีดังนี้
โดยรวมแล้ว ฐานะทางเศรษฐกิจและการศึกษาของคนเสื้อเหลืองจะสูงกว่า และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่า เช่นมีเงินเดือนประจำ เป็นนักวิชาชีพ หรือมีธุรกิจที่มั่นคงแล้ว และน่าสนใจว่า ไม่มีตัวอย่างเสื้อเหลืองคนใดเลยที่มีฐานะต่ำกว่าคนชั้นกลาง ในขณะที่ส่วนใหญ่ของคนเสื้อแดงจะมีกระแสรายได้ที่ผันผวน ขึ้นกับผลผลิต ภาวะการค้า และปริมาณงานที่รับจ้าง ตัวอย่างเช่นอดีตพ่อค้าขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด ซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำงานโรงงานก่อนที่จะลาออกมาค้าขาย เคยผ่อนรถกระบะมาทำการค้า แต่เมื่อเศรษฐกิจแย่ลงจึงขาดทุน รถถูกยึด และต้องกลับไปทำงานโรงงานเช่นเดิม มีเสื้อแดงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีเงินเดือนประจำ แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงข้าราชการระดับล่าง หรือเป็นนักพัฒนาซึ่งมีเงินเดือนระดับไม่สูง อย่างไรก็ตามจากการสังเกตุ ไม่มีผู้ใดเป็น “คนจน” ในระดับที่เป็นผู้ยากจนใต้เส้นความยากจนของทางการเลย ตัวอย่างเช่น สามสาวจากจังหวัดเชียงใหม่ผู้มีอาชีพรับจ้างทั่วไปในเขตชานเมือง ซึ่งเป็นคนจนที่สุดในหมู่คนที่เราพูดคุยด้วย และจัดตัวเองอยู่ในชนชั้นที่จนที่สุดของสังคมไทยนั้น ปัจจุบันก็มีรายได้หลายพันบาทต่อเดือน ส่วนในช่วงเศรษฐกิจดีมีรายได้เกือบสองหมื่นบาท หรือในกรณีของหมอนวด (ชาย) ก็เช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่า ไม่มีคนรวยเป็นคนเสื้อแดง จากตัวอย่างทั้งที่จังหวัดเชียงใหม่และอุบล เสื้อแดงหลายรายเป็นนักธุรกิจ ทั้งรับเหมาก่อสร้าง เจ้าของบ้านเช่า เจ้าของโรงแรม
ข้อมูลจากแบบสอบถาม
จากการประมวลผลการตอบแบบสอบถาม 99 ชุดที่ได้สุ่มจากหมู่บ้านคลองโยง (73 ชุด) และพื้นที่อื่นๆในประเทศไทย (26 ชุด) พบว่า ในแง่ของเศรษฐกิจสังคมเราพบว่า คนเสื้อแดงที่ตอบแบบสอบถามนั้นมีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพทางการเกษตร และรับจ้าง(นอกระบบมากกว่า) คนเสื้อเหลือง
จากที่ได้บรรยายข้างต้น ข้อมูลของเราสอดคล้องกับสมมติฐานของ ผาสุก พงษ์ไพจิตร ที่เสนอว่าฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยคือ “มวลชนไร้การจัดตั้งจากภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ” (unorganized informal mass) ซึ่งประกอบด้วยสองกลุ่มย่อยคือ แรงงานจากภาคการเกษตรและแรงงานนอกระบบซึ่งคิดรวมเป็น 67% ของประชากรไทยในปี 2547 แต่สิ่งที่เราพบอาจจะแตกต่างตรงที่ว่าไม่ใช่ทั้งหมดของมวลชนไร้การจัดตั้งกลุ่มนี้จะเป็นเสื้อแดง ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่ของพวกเขาจะเป็นก็ตาม
สถานการณ์ ติดหนวด สถานการณ์ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล "อภิสิทธิ์"
ที่มา ข่าวสด
ถึงแม้รัฐบาลและศอฉ.จะสามารถต่อเวลาการประกาศและบังคับใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปได้อีก 3 เดือน
จากเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนตุลาคม 2553
แต่เริ่มเด่นชัดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับว่า เวลา 3 เดือนนับจากนี้มิได้เป็นเวลาแห่งความสุขสบายในการสะบัดกวัดแกว่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ไม่เพียงแต่บทบรรณาธิการ น.ส.พ.วอชิงตันโพสต์จะเรียกร้องให้ยกเลิก
ไม่เพียงแต่ฮิวแมนไรต์ วอตช์ อันเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่มหานครนิวยอร์ก จะเรียกร้องให้ยกเลิก
แม้กระทั่งการมาเยือนของปลัดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ก็มาพร้อมกับข้อเสนอให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะหากไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะสามารถปรองดองสมานฉันท์ได้
เห็นหรือไม่ว่าการดำรงอยู่ของพ.ร.ก.ฉุกเฉินสามารถทำได้ แต่ทำได้อย่างไม่เป็นปกติสุข
ปัจจัยอันทำให้การดำรงอยู่ของพ.ร.ก.ฉุกเฉินขาดความชอบธรรมสามารถจำแนกแจกแจงได้เป็นส่วนๆ ดังนี้
ส่วนหนึ่ง เพราะว่าสถานการณ์การจลาจล วุ่นวายได้ผ่านมาแล้ว
การชุมนุมอย่างที่เห็น ณ สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว การชุมนุมอย่างที่เห็น ณ แยกราชประสงค์ ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว
ไม่มีความจำเป็นอะไรต้องใช้กฎหมายพิเศษ ใช้กฎหมายปกติก็ย่อมได้
ส่วนหนึ่งเพราะว่าแนวทางปรองดองสมานฉันท์ที่รัฐบาลเสนอขึ้นมาไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเด็ดขาดตราบใดที่ยังคงพ.ร.ก. ฉุกเฉินอยู่
ทั้งยังเป็นการคงอยู่ในลักษณะเป็น "เครื่องมือ" เป็น "อาวุธ" ทางการเมือง
ไม่ว่าจะเสนอคำขวัญ ทูเก็ตเตอร์ วี แคน ไม่ว่าจะเสนอคำขวัญ คนไทยรักกัน แต่หากยังเป็นการเสนอบนพื้นฐานของพ.ร.ก.ฉุก เฉินก็ยากจะแคนยากจะรักกันได้
เพราะว่าเท่ากับผลักไสคนไทยออกไป เพราะว่าเท่ากับแบ่งแยกคนไทยด้วยกัน
ยิงกว่านั้น ปัจจัยอีกส่วนหนึ่งซึ่งสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือแห่งระบอบเผด็จการ
เป้าหมายของพ.ร.ก.ฉุกเฉินต้องการเห็นความสงบราบคาบ
ขณะที่กล่าวสำหรับสังคมประชาธิปไตยเป้าหมายที่ต้องการคือ ความสงบเรียบร้อยบนพื้นฐานแห่งหลักกฎหมาย
ความสงบเรียบร้อยดำเนินไปบนพื้นฐานให้พื้นที่กับความแตกต่างทางความคิด
ขณะที่ความสงบราบคาบต้องการเห็นความราบคาบ ยอบลงติดพื้น สยบอีกฝ่ายด้วยกำปั้นแห่งอำนาจที่มีอยู่
ตรงนี้เองที่ทำให้ภาพของรัฐบาลมีหนวดอยู่เหนือริมฝีปากเหมือน ฮิตเลอร์
ยิ่งรัฐบาลยืดเวลาและต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปยาวนานเพียงใด ยิ่งทำให้ภาพของรัฐบาลมีภาพแห่งความเป็นเผด็จการมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น
ขณะที่กระแสคัดค้านต่อต้านก็ดังกระหึ่มทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ
การต่ออายุ 3 เดือนเป็นเรื่องแปลกอยู่แล้ว หากต่อไปอีก 3 เดือนก็ยิ่งเป็นเรื่องแปลก
แปลกตรงที่รัฐบาลกำลังแปรกรุงเทพมหานครและภาคส่วนอื่นของประเทศให้เป็นเหมือนกับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา
เท่ากับสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินอันน่ากลัวยิ่ง
สหรัฐกับการเมืองไทย
ที่มา ข่าวสด
มีข่าวว่าประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา เลือกเฟ้นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนใหม่ ได้เรียบร้อยแล้ว
เป็นทูตหญิงนาม "คริสตี เคนนีย์" อายุ 55 ปี
เพื่อมาแทนทูตเก่า "อีริก จี. จอห์น" ที่ประจำการในไทยมาครบวาระ 3 ปี
เป็น 3 ปี ที่การเมืองไทยสับสนอลหม่านอย่างที่สุด
และความตึงเครียดในแง่สถานที่เกิดเหตุ ก็อยู่เฉียดสถานทูตสหรัฐเป็นอย่างมาก
ข่าวว่าทูตหญิงคนใหม่ที่จะมาทำงานในไทย ได้รับการเลือกเฟ้นจากประวัติการทำงานโดดเด่น
ผลงานล่าสุดในฟิลิปปินส์ คือช่วงที่เกิดเหตุกล่าวหานาวิกโยธินสหรัฐข่มขืนสาวฟิลิปปินส์
ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เปราะบางต่อความสัมพันธ์ของสองชาติ แต่นางคริสตี เคนนีย์ ประคองผ่านพ้นมาได้
ใช้สื่อ "เฟซบุ๊ก" เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจกับเจ้าถิ่น
ก่อนจะเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ เชื่อว่าทูตหญิงคนใหม่ จะต้องทำการบ้าน ว่าด้วยการเมืองไทยอย่างหนักหน่วง
จะต้องเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ยากจะเคยพานพบ จากประเทศไหนๆ ในโลก
ขนาดความจริงที่เกิดขึ้นและผ่านไปหมาดๆ จากราชดำ เนินถึงราชประสงค์
มันก็ยังเป็น "ความจริง 2 ชุด"!
ถึงแม้เสียงปืนเสียงระเบิดจะสงบลง แต่งานของท่านทูตหญิงสหรัฐ ไม่ง่ายแน่
ขนาดแสดงจุดยืนสนับสนุนแผนปรองดองหรือโรดแม็ป ของรัฐบาลไทย
สหรัฐก็ยังโดน "หางเลข" เข้าให้
มีคนเสื้อแดงบุกไปแสดงละครล้อเลียนการเมือง และก็ยื่นหนังสือ
ที่จริงสหรัฐเคยแสดงท่าทีชัดมากกว่านั้น
หลังการสลายม็อบราชประสงค์ ซึ่งมีล้มตาย-บาดเจ็บสูงสุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น
สหรัฐก็ออกแถลงการณ์ แสดงท่าทียอมรับต่อปฏิบัติการดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ล่าสุดดูเหมือนสหรัฐ โดยวิลเลียม เบิร์นส์ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้เสนอสิ่งที่รัฐบาลไม่ค่อยปลื้มเท่าไร
เอ่ยปากตรงๆ กับนายกฯอภิสิทธิ์ ให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แล้ว!
แต่การที่นายกฯอภิสิทธิ์เอ่ยปากในวันรุ่งขึ้น ว่าหากเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ภาระหนักจะต้องกลับไปอยู่ที่ตำรวจ
เหมือนสื่อความระหว่างบรรทัดว่า ไม่ได้มั่นใจในตัวตำรวจเลย
เพราะแค่จะแผ่บารมีคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ยังทำไม่ได้จนบัดนี้
ดูแล้วคงจะเข็ดๆ ขยาดๆ "มะเขือเทศ" มากทีเดียว (ฮา)
ความจริงรัฐบาลก็เคยพูดเอง ก็น่าจะทำตามนั้นได้
คือหากจังหวัดไหนยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วดันเกิดความไม่สงบขึ้นมาจริงอย่างที่ระแวง
ก็ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินซ้ำอีก!
ต้องดูต่อไป รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร หลังจากมหาอำนาจ-มหามิตร แสดงท่าทีออกมาเช่นนี้
เพื่อไทย โวย ไฟห้องเก็บหีบเลือกตั้งดับ จี้ กกต.สอบด่วน
นายพร้อมพงษ์ นพฤทธ์เพื่อไทย โวย ไฟห้องเก็บหีบเลือกตั้งดับ จี้ กกต.สอบด่วน ชม จัดการเลือกตั้งดี คุย ผลโพลล์พรรค “ก่อแก้ว”อาจจะชนะ
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายพร้อมพงษ์ นพฤทธ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า จากการติดตามการเลือกซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 ล่วงหน้า 2 วัน ผลที่ออกมามีคนใช้สิทธิมากเป็นที่น่าพอใจ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถจัดการเลือกตั้งได้ดี เสียงที่พรรคเพื่อไทยทำโพลตามแหล่งชุมชนต่างๆ ออกมาน่าพอใจ คนตอบรับนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครของพรรคดี และมองว่าอาจจะชนะได้เลย นอกจากนี้ทำให้คนเข้าใจการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม พบว่าการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมามีปัญหาเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้ง เนื่องจากเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา เวลา 15.00 น. ตนและคณะพรรคเพื่อไทยได้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบการเก็บรักษาหีบบัตรที่เขตคันนายาว ปรากฏว่าไฟดับ เนื่องจากมีคนสับคัทเอาท์ไฟเป็นระยะเวลาหนึ่ง พอตรวจพบก็ได้สอบถามทางเขต ซึ่งก็ยอมรับว่ามีเจ้าหน้าที่ดับไฟจริง ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ทางเขตดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และ ภายใน 1-2 วันนี้ ตนจะทำหนังสือร้องเรียนไปให้ กกต. ตรวจสอบพร้อมดูแลอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการมีปัญหาจนกลายเป็นเรื่องราวบานปลาย
เข้าเนื้อเคลียร์ยาก!
ที่มา ไทยรัฐ อภิสิทธิ์ เอาเป็นว่า ในที่สุดพระเอกอย่างนายกฯอภิสิทธิ์ก็เข้าฉากเสี่ยง ได้คิวลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงเลือกตั้งซ่อม สวนกระแสข่าวลอบสังหารคนสำคัญ เป็นคำถามที่นายกฯอภิสิทธิ์ต้องตอบนักข่าว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปกลั่นแกล้งใคร เจ้าหน้าที่ก็ทำงานไปตามข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับ การสืบสวนและกระบวนการต่างๆก็ให้ความเป็นธรรมกับทุกคนอยู่แล้ว ทีมข่าวการเมือง รายงาน
พระเอกโผล่ลงสนามเองแล้ว
กับฉากเซอร์ไพรส์ ระหว่างนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ นำทีมนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 พรรคประชาธิปัตย์ เดินแจกแผ่นพับหาเสียงอยู่ในห้างดัง ย่านถนนรามอินทรา
จู่ๆก็มีขบวนรถสีดำวิ่งเข้ามาจอดเทียบหน้าห้าง แล้วก็ปรากฏร่างของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้า เดินเข้ามาชูมือนายพนิชโชว์สื่อมวลชน
กระชากเสียงกรี๊ดของบรรดาแฟนคลับ แห่จับไม้จับมือ แย่งขอถ่ายรูปกันคึกคัก
ตามเป้า พระเอกโผล่เซอร์ไพรส์ทั้งที
แต่ก็มีเหมือนกันกับช็อตนอกซีน ตามรายงานข่าวอีกมุมหนึ่งของนักข่าวสายตาไว ระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์นำทีมเดินเข้าไปในร้านเคเอฟซี ปรากฏแม่ลูกคู่หนึ่งกำลังรับประทานไก่ทอดอยู่ ซึ่งแม่พยายามจูงมือลูกสาวเดินออกจากร้าน แต่ลูกสาวพยายามยื้อเอาไว้ เพราะยังรับประทานไก่ทอดไม่หมด
และก็เป็นฝ่ายแม่ที่บอกลูกตรงๆว่า "แม่ไม่ชอบคนคนนี้ ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ"
มาแบบไม่นัดคิวล่วงหน้า มันก็ต้องเจอพวกผิดคิวมั่งเป็นธรรมดา
ฝืนฉากเสียวๆที่ฝ่ายถืออำนาจรัฐโหมประโคมกันไว้
ในจังหวะพอดี หลังเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือ "หรั่ง" ลูกน้องคนสนิทของ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ผู้ล่วงลับ มีการขยายผลโยงกับปฏิบัติการโหดๆของผู้ก่อการร้ายชุดดำในห้วงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง
เหมือนจะกระตุกระดับความมั่นใจ
แม้ข้อมูลส่วนใหญ่ยังเป็นเพียง "ปากคำ" ที่ผ่านทางนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาให้ข่าวกับสื่อมวลชน พูดแทนผู้ต้องหา ว่ากันถึงขนาดนายหรั่งขอเวลาให้ตัวเองอยู่ในเรือนจำอีก 1-2 วัน จากนั้นจะเล่าเหตุการณ์ความไม่สงบให้ฟังทั้งหมด
โดยกระแส รูปคดีคืบหน้าไปไกล แต่โดยข้อเท็จจริงก็ไม่วายมีเสียงทักดักคอ "จับแพะ" โยนผิดให้คนตาย
ตามอาการงงๆ เหมือนเพิ่งตั้งหลักกันได้
ล่าสุด นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ออกมากระตุกขาฝ่ายถืออำนาจ กรณีของนายสุรชัยต้องเป็นไปตาม เนื้อผ้า ขณะนี้นายสุรชัยสารภาพแค่ว่า ยิงปืนใส่โรงแรมดุสิตธานีเท่านั้น แต่กลับมีการให้ข่าวว่าเชื่อมโยงกับ 8 คดีอื่น
ดังนั้น ขอเรียกร้องให้พิจารณาไปตามข้อเท็จจริง ให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา อย่าทำเพื่อหวังดิสเครดิตคนเสื้อแดง และรวมไปถึงอย่าสร้างพยานเท็จด้วย
ตามด้วยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย รับลูกแถลงต่อกรณีที่มีการจับกุมตัวนายสุรชัยที่อ้างว่าเป็นมือขวาของ พล.ต.ขัตติยะ โดยดีเอสไอรีบแถลงว่า เกี่ยวกับคดีสำคัญถึง 8 คดี แต่พอวันฝากขัง ผู้ต้องหาบอกกับสื่อมวลชนว่าปฏิเสธข้อกล่าวหา และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2553 ปรากฏเป็นข่าวว่านายธาริตพลิกรับว่านายสุรชัย หรือนายหรั่ง ยังไม่เปิดปาก ยังไม่ยอมให้การ
แสดงว่าการที่ตำรวจและดีเอสไอแถลงข่าวว่า นายหรั่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับ 8 คดีนั้น จึงเป็นการแถลงข่าวฝ่ายเดียว
ในมุกคันๆที่นายพร้อมพงศ์เบิ้ลกลับอีกว่า คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกต นายหรั่งมีอายุแค่ 25 ปี ไม่เคยมีประวัติรับราชการทหาร ตำรวจ และหน่วยงานความมั่นคงใดๆ หรือเชี่ยวชาญการใช้อาวุธ แต่กลับสามารถก่อคดีสำคัญได้จำนวนมากถึง 8 คดี ตามที่ดีเอสไอแถลง
เป็นเรื่องที่น่าจะผิดปกติวิสัย เหมือนนายหรั่งเป็นยอดมนุษย์
ตามหมากที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ต้องรีบเบรกเกมไม่ให้ ไหลไปตามจังหวะของนายธาริต ที่ตอนนี้เล่นเป็นหัวหอก "ตัวเป้า" ของฝ่ายถืออำนาจรัฐ
เดินหน้าย้ำกระแส ชิงพื้นที่ข่าวอยู่ฝ่ายเดียว
กับฉากของนายสุรชัยเป็นจิ๊กซอว์ต่อภาพผู้ก่อการร้ายไอ้โม่ง ชุดดำ
ถ้าปล่อยให้ "เข้าเนื้อ" เสื้อแดงเคลียร์ลำบาก.
องค์ประกอบความน่าเชื่อถือ
ที่มา ไทยรัฐ สถาบัน องค์กรเอกชน ภาครัฐ จะยืนหยัดหรือล่มสลาย ก็อยู่ที่ความน่าเชื่อถือ บางครั้งธุรกิจที่ลงทุนกันเป็นร้อยล้านพันล้าน ต่อให้ทำเงื่อนไขกฎกติการัดกุมอย่างไร ก็มีจุดอ่อนหรือความผิดพลาดเกิดขึ้นจนได้ อยู่ที่ความเชื่อมั่นต่อกัน แม้ไม่มีอะไรผูกมัดเลย ก็สามารถที่จะทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและเกิดประสิทธิผล เถ้าแก่คุยกันตกลงกันไม่กี่คำ ลูกน้องเอาไปปฏิบัติก็เห็นอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข "หมัดเหล็ก"
เช่นกัน รัฐบาลใดก็ตามที่ ขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน ในฐานะผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง การบริหารประเทศก็ไม่ราบรื่นมีความชุลมุนวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา เชื่อว่าวิกฤติบ้านเมืองเวลานี้ต่อให้เอาพระสงฆ์ หรือนักบวชมาเป็นประธานปรองดองก็แก้ไม่ได้ นับเวลาถอยหลังได้เลย
วิธีเดียวคือล้างไพ่เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ นิรโทษกรรมทางการเมือง ยุบสภา เลือกตั้ง แค่นี้ไม่ต้องไปตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเป็นตาสับปะรด เสียดายงบประมาณภาษีอากรของประชาชนเพราะสุดท้ายแล้วถ้ายังยืนยันว่าประเทศนี้ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยก็ไม่พ้นการเลือกตั้งอยู่ดี จะกติกาเก่ากติกาใหม่สำหรับการเมืองแบบไทยๆแล้วไม่มีความหมายใดๆ
ย้อนนึกไปดู การเลือกตั้งสมัยก่อนก็เหมือนการสอบเอ็นทรานซ์ ไปวัดดวงกันในสนามเลย ถ้าจะว่าซื้อเสียงก็ซื้อเหมือนกันทุกยุคทุกสมัย ยิ่งออกกฎเข้มงวดเท่าไหร่วิธีการซื้อเสียงก็จะแยบยลมากขึ้น ยิ่งมีองค์กรตรวจสอบมากก็มากเรื่อง อีกหน่อยก็จะกลมกลืนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองไปฉิบ อาทิ นโยบายประชานิยม เป็นต้น
การมี กกต.จังหวัด เครือข่ายตรวจสอบทุจริตการเลือกตั้ง กกต.ภาค กกต.กลาง จากเรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ จากการเมืองที่ 4 ปีเลือกตั้งกันทีก็เลือกกันทุกเดือน นักการเมืองในสภาไม่เป็นอันทำหน้าที่ เข้าไปก็ต้องรีบกอบโกยไว้ก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะถูกถอดถอนวันไหน คนที่เป็น รมต.ไม่อยากถูกถอดถอนก็ใช้วิธีติดสินบน จะหาเงินมากๆมาติดสินบนก็ต้องโกง
บ้านเมืองระส่ำระสาย
การสอบคัดเลือกเข้าระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย สมัยก่อนม้วนเดียวจบ เดี๋ยวนี้จนหนวดหงอกก็ยังไม่จบ แล้วคุณภาพการศึกษาก็ไม่ได้ดีขึ้น แย่กว่าสมัยโบราณไม่รู้กี่เท่า มีช่องทางโกงเยอะกว่า
ถามว่าแล้วจะเน้นการเมืองใหม่ ปฏิรูปการศึกษาแนวใหม่ หรือปฏิรูปประเทศไปเพื่ออะไร ในเมื่อเรายังไม่พร้อม ขาดพื้นฐานของคุณธรรมและจริยธรรม สร้างบ้านไม่แข็งแรงมีโอกาสที่จะพังมาทับคนในบ้านตายตอนจบ วันนี้การเมืองเหมือนเล่นละครให้ชาวบ้านดู อ้าย-อ้อแล้วก็มาหรั่ง แทนที่ชาวบ้านจะเออออไปด้วยกลับมานักวิเคราะห์กันว่าตัวละครมีที่มาที่ไปอย่างไร เป็นนิยายน้ำเน่าไปแล้ว
ความหวาดระแวงและความไม่น่าเชื่อถือที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะกับรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นสังคมไทย ต่อให้อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ ไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ สภาพของประเทศไทยเวลานี้ เลอะเทอะเปรอะเปื้อน.
