WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 20, 2010

จากจูเลียถึงอภิสิทธิ์

ที่มา บางกอกทูเดย์


มีการเปลี่ยนแปลงในพรรค ทำให้..เควิน รัตต์ นายกรัฐมนตรีประเทศออสเตรเลีย..ต้องเสียเก้าอี้ ให้กับ นาง จูเลีย จิลลาร์ด

การได้ตำแหน่งมาของนางจูเลีย..นั้นสมบูรณ์และถูกต้องทุกประการ..โปร่งใสและอธิบายได้ แต่บัดนี้..นายกรัฐมนตรีหญิง..ได้สั่งยุบสภาและจะให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่..ในวันที่ 21 สิงหาคม

เหตุผลของเธอมีประการเดียว..เธอไม่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคหรือของรัฐสภา..เธออยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชน

ในระบอบประชาธิปไตยแล้ว..ก็มีแต่ผู้ชนะใจประชาชนเท่านั้นสมควรและคู่ควรกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..วิธีการอื่นใดที่ผิดแผกแปลกเปลี่ยนไปจากนี้..

เป็นพฤติกรรมของโจราธิปไตย
แน่นอนและเขียนชื่อไว้ก่อนตั้งแต่วันนี้ว่า...เมื่อเธอ จูเลีย จิลลาร์ด ให้เกียรติกับประชาชนคนออสเตรเรีย..และปรารถนาที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชน ประชาชนก็จะเลือกเธอกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ประชาชนพลโลกในวันนี้..แตกต่างไปแล้วจากประชาชนเมื่อวันวาน..เขาจะยอมรับและไม่ยอมรับ..ใครก็ตามที่มองข้ามความรู้สึกของพวกเขา..หลายๆ แผ่นดินที่ประเมินประชาชนผิดไปจากความเป็นจริงหลายๆ แผ่นดินที่ยังจมปลักอยู่กับความเชื่อเก่าๆ จึงไม่อยู่ยั้งยืนยง

ความล่มจมของพวกเขาไม่ใช่ไสยศาสตร์..มันเป็นวิทยาศาสตร์..วิทยาศาสตร์ที่ว่า..ที่ใดมีแรงกดที่นั่นย่อมมีแรงต้าน..และผู้ชนะในที่สุดก็คือแรงดึงดูด..แรงดึงดูดที่สร้างโลกนี้ให้เป็นโลกแห่งชีวิตและสีสรร

แรงดึงดูดที่เป็นเจ้าแห่งกฏ...เกิด-ดับ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย..หาเวลาว่างและกลับไปสู่มหาวิทยาลัยที่ท่านเล่าเรียนมา..สอบถามครูบาอาจารย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือติดตามถามไถ่จากประดาครูบาอาจารย์ที่ยังมีลมหายใจอยู่..ถามท่านเหล่านั้นว่า..ปัญหาของประเทศไทย..ที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น..ควรจะแก้ไขอย่างไร..

ร้อยละร้อย..ของ..ครูบาอาจารย์จะแนะนำให้ท่านยุบสภา..แล้วให้ประชาชนเขาเลือกรัฐบาลกันขึ้นมาใหม่..หากประชาชนเลือกท่าน..แน่นอนคนทั้งแผ่นดินจะยอมรับในตัวท่าน..

อย่างนี้เขาถึงเรียกว่า ประชาธิปไตย

เด็กอุดหู! ให้ผู้ใหญ่หุบปาก

ที่มา บางกอกทูเดย์



โฆษกปากมาก-พล่ามลามด่าสื่อเทศ
วันนี้รัฐบาลแสดงออกชัดว่าชอบคำชมมากกว่าคำตำหนิ ขนาดสื่อต่างประเทศเตือนสติยังยอมรับไม่ได้ ก็แบบนี้แหละที่ทำให้ผลโพลล์ ระบุเด็กนักเรียน-เยาวชน ภูมิใจในนักการเมืองน้อยเต็มที

เพราะเล่นการเมืองแบบเรียนลัดขั้นตอน แถมมีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูอยู่เบื้องหลัง เลยทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะสามารถผ่านวิกฤติพฤษภาอำมหิต 53 มาได้แบบไม่สะดุ้งสะเทือน

แต่ในแง่ของภาพลักษณ์ ในแง่ของการเป็นพรรคแกนนำ ตลอดจนการเป็นพรรคการเมืองที่ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยนั้น กลับกลายเป็นคำถามที่ถล่มเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง

ยิ่งบริหารงานแบบแบ็คอัพดี จะทำอะไรก็ได้ เลยทำให้แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองยังอดเอือมระอาไม่ได้ หลายต่อหลายครั้งมีการแสดงออกถึงความอึดอัด จากจุดยืนของนายอภิสิทธิ์เป็นอย่างมาก

ล่าสุดพรรคชาติไทยพัฒนา เลยลุกขึ้นมา ออกมาทวงถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนยุบสภา

ทำให้นายอภิสิทธิ์ได้แต่อึกๆ อักๆ เพราะนึกว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะลืมไปแล้ว ที่ไหนได้นอกจากไม่ลืม ยังมาทวงให้รัฐบาลเสียหน้า ว่าจริงๆ แล้วมีความจริงใจแค่ไหนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนเลือกตั้ง

หรือเพราะคิดว่าตอนนี้ประชาธิปัตย์ลอยลำแล้ว ได้คนหนุนหลังชั้นดี ทหารให้การยอมรับช่วยอุ้มชู ถ้ายังจะแพ้เลือกตั้งอีกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว เลยทำให้ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ...

ก็เพราะทุกวันนี้เล่นการเมืองกันเช่นนี้แหละ ที่ทำให้ โพลล์ออกมาฉีกหน้ารัฐบาล เพราะทั้ง นักเรียน และนักศึกษา พากันไม่ปลื้มนักการเมืองด้วยกันทั้งสิ้น

นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์ และวิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ระบุว่าจากตัวอย่างนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงนักศึกษาปริญญาเอกทั่วประเทศ 23,088 ตัวอย่าง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2553

พบว่านักเรียนนักศึกษากว่า 80% มีความภูมิใจในแผ่นดินไทย
ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างเฉลี่ยต่ำกว่า 40% ที่มีความภูมิใจในนักการเมืองไทย
โดยประถมศึกษาภูมิใจนักการเมือง 41.5% แต่ระดับสูงกว่าปริญญาตรีพอใจเพียงแค่ 11.3% เท่านั้น
งามหน้ากันมั้ยล่ะ

นอกจากนี้ ยังมีการสัมภาษณ์เจาะลึก "เด็กอนุบาล" ถึงความชอบและสิ่งที่ไม่ชอบในสังคมไทย พบสิ่งที่น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติเตือนใจผู้ใหญ่ในสังคมได้บ้าง คือ "น้องมิว" นามสมมุติ วัย 5 ขวบ จบอนุบาล 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านพัฒนาการกำลังไปเรียนเกรด 1 ในต่างประเทศ บอกว่ารักประเทศไทย ไม่อยากไปอยู่ประเทศอื่น เพราะคนไทยรู้จักพอเพียงกัน และเรื่องความภักดี ทั้งร้องเพลงอยากให้คนไทยคืนความสงบดังเดิม และยังบอกว่าไม่ชอบผู้ใหญ่ที่ทะเลาะกัน ชุมนุมกัน ฆ่ากัน เพราะทำให้ไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่ได้ไปพารากอน

ขณะที่ "น้องบีมและน้องบิวตี้" นามสมมุติ วัย 6 ขวบ เรียนหนังสือต่างจังหวัด บอกตอนหนึ่งว่า คนไทยใจดี แต่ไม่ชอบผู้ใหญ่บางคนที่ใจร้าย ทะเลาะกัน อยากให้คนไทยทุกคนรักในหลวง

สมควรอย่างยิ่งที่นักการเมือง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังนักการเมือง น่าจะย้อนมาพิจารณาตัวเองกันให้มากขึ้น
แต่ปัญหาก็คือ เสียงสะท้อนเหล่านี้จะมีผลต่อนักการเมือง หรือไม่เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะขนาดเสียงสะท้อนที่ออกมาจากสื่อต่างประเทศ ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก อย่างหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ซึ่งเขียนบทบรรณาธิการไม่เชื่อถือแผนการปรองดองของรัฐบาลเรียกร้องให้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว

กลับถูกน.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ตอบโต้ว่าเขียนเพราะได้รับข้อมูลคลาดเคลื่อน... ทั้งๆ ที่ไม่ต้องสื่ออย่างวอชิงตันโพสต์ แต่เป็นทุกๆ สื่อในโลกนี้ ล้วนตระหนักดีว่าการเขียนบทบรรณาธิการนั้นสำคัญเพียงใด

เรื่องที่ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีข้อมูลจะไม่ถูกนำมาพิจารณาเขียนเป็นบทบรรณาธิการแน่นอน
รัฐบาล และพรรคประชาธิปัตย์ ปล่อยให้โฆษกไปดูหมิ่นการทำหน้าที่ของสื่อต่างประเทศแบบนี้ ดูไม่จืดเลยจริงๆ
ดังนั้นแม้นายอภิสิทธิ์ จะพยายามอ้างว่ารัฐบาลต้องการให้สื่อมีเสรีภาพ และใช้เสรีภาพอย่างสร้างสรรค์ สามารถกำกับดูแลตัวเองได้มากที่สุด พร้อมยืนยันรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการปฏิรูปสื่อนั้น

เจอภาพแบบนี้ของโฆษก ปชป. เข้าให้ สื่อก็อึ้งไปตามๆ กัน
ที่สำคัญ ไม่รู้ว่านายอภิสิทธิ์ จะรู้หรือไม่ว่า เว็บไซต์โกลบอล์ วอยซ์ ออนไลน์ (www.Globalvoicesonline.org) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ติดตามสถานการณ์การใช้สื่อทั่วโลก ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ทำการปิดเว็บไซต์ที่มีความเห็นต่างกับรัฐบาลกว่า 1 แสนเว็บไซต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์แสดงความคิดเห็นทางการเมือง

ถือเป็นการปิดเว็บไซต์ที่มากที่สุดในอาเซียนหรืออาจจะมากที่สุดในโลก
ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศ ซึ่งยังไม่รวมกับการปิดสถานีวิทยุชุมชนกว่า 100 สถานี และการคง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเอาไว้ไม่ยอมเลิก
โดนสื่อต่างชาติตีแสกหน้าตรงๆ กันเรื่อยๆ แบบนี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็คงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะสื่อต่างประเทศไม่สนใจอำนาจของ พ.ร.ก.นี้อยู่แล้ว

"หรั่ง" พลิกลิ้นยิงปืนไม่เป็น หลังแนวร่วม นปช.เข้าเยี่ยม

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

ญาติของนายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ ลูกน้องคนสนิทของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง
เดินทางมาขอเข้าเยี่ยมที่เรือนจํา ซึ่งนายสุรชัยถูกคุมขังอยู่ภายในแดน 1
มีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยนายสุรชัยได้พูดคุยหยอกล้อกับเจ้าหน้าที่
และเพื่อนผู้ต้องขังโดยอ้างว่า ขนาดปืนทั่วไปยังยิงไม่เป็นเลย

และปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
แหล่งข่าวจากเรือนจำเปิดเผยว่า
ในทันทีที่นายสุรชัยถูกส่งตัวเข้าไปถูกควบคุมในเรือนจำ กลุ่มแนวร่วมนปช.ได้เข้าเยี่ยม
และประสานให้ทนายความติดต่อให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย
พร้อมรับปากจะเข้าดูแลครอบครัวนายสุรชัยให้
ทำให้นายสุรชัยปฏิเสธไม่ให้การเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ทั้งที่
ก่อนหน้านี้นายสุรชัยเป็นฝ่ายนัดหมายที่จะให้การเพิ่มเติม
รายงานข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยถึงกรณีนายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช.
เข้ายื่นหนังสือขอถอนบัญชีพยานฝ่ายผู้ต้องหา
โดยอ้างว่าดีเอสไอไม่ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมนั้น
พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบไปยังพยานบุคคลหลายปากพบว่า
พยานบางรายไม่ยินยอมให้การเป็นพยานของฝ่ายผู้ต้องหา
ทำให้ทีมทนายความออกมาแก้เกี้ยวด้วยการถอนบัญชีรายชื่อพยานทั้งหมด ไม่ให้ดีเอสไอสอบปากคำ

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=458776

กวีประชาไท: ใครจะลืม ก็ลืมไป เราไม่ลืม!

ที่มา ประชาไท


แต่งเนื่องในวันครบรอบ 2 เดือนเหตุการณ์ที่ราชประสงค์ 19 พฤษภาคม 2553

ใครจะลืม ก็ลืมไป เราไม่ลืม!
เก้าสิบศพ ทบลง ตรงที่นี่
ปฐพี ราชประสงค์เดือด เลือดแดงฉาน
ทาแผ่นดิน กลิ่นคาวไพร่ ไหลเป็นธาร
เพื่อประจาน ว่าที่นี่ มีคนตาย
ตายจริงจริง ยิงมา ฆ่าเห็นเห็น
คนเป็นเป็น ล้มกลิ้ง วิ่งหลบหาย
หนีไม่ทัน พลันร่วงหล่น เป็นคนตาย
ช่างง่ายดาย ที่ตายเกลื่อน นั้นเพื่อนเรา
ยิงเข้าไป! ยิงให้กลิ้ง! ยิงให้เรียบ!
ยิงให้เพียบ! ยิงให้เพลิน! ยิงเกินเป้า!
ยิงแม่งเลย! ยิงไม่เลี้ยง! ให้เกลี้ยงเกลา
พวกโง่เง่า! พวกผู้ร้าย! พวกควายแดง!
เออใช่สิ! พวกเราแดง เลยยิงได้
เออใช่สิ! พวกเราร้าย เรากำแหง
เออใช่สิ! เราคิดต่าง ช่างร้ายแรง
เออใช่สิ! มึงเลยแย่ง เพื่อนกูไป!
สองเดือนแล้ว เจ้านาย ที่เคารพ
เก้าสิบศพ ที่ตาย จำได้ไหม
ช่วยจำด้วย! ชีวิตคน ถูกปล้นไป!
ช่วยจำด้วย! เพื่อนคนไทย ถูกฆาตกรรม
ช่วยเยียวยา ครอบครัว ของเราบ้าง
เอาแต่สร้าง ข้อหา มาเหยียบย่ำ
ช่วยฟังด้วย เราขอถาม ความเป็นธรรม
ช่วยจดจำ ว่าคนตาย ก็คนไทย!
กี่ร้อยวัน พันชาติ ไม่อาจลบ
ไม่อาจจบ เรื่องเก่า ด้วยวันใหม่
เพื่อนเราตาย! เราจำได้! จำขึ้นใจ!
ใครจะลืม! ก็ลืมไป! เราไม่ลืม!

เปิดตัวศูนย์ข้อมูลเหยื่อสลายการชุมนุม หวังคู่ขนานตรวจสอบ คปอ.

ที่มา ประชาไ่ท

เครือข่ายสันติประชาธรรม แถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ข้อมูลประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.- พ.ค.2553 โดยใช้ชื่อย่อว่า ศปช.

19 ก.ค. 53 ที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เครือข่ายสันติประชาธรรม แถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ข้อมูลประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.- พ.ค.2553 โดยใช้ชื่อย่อว่า ศปช. เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมเข้าร้องเรียนและให้ข้อมูล ทั้งในกรณีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญหาย ผู้ถูกจับกุม ผู้ถูกดำเนินคดี และผู้ถูกคุกคาม โดยศูนย์ดังกล่าวประกอบด้วยบุคลากรที่เป็นนักวิชาการสาขาต่างๆ อาทิ กฤตยา อาชวนิชกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล พวงทองภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เกษม เพ็ญภินันท์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาฯ ธรมศาสตร์ ร่วมกับนักสิทธิมนุษยชน นักกฎหมาย และองค์กรพัฒนาเอกชน โดยจะเป็นการทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)

ทั้งนี้ข้อมูลและข้อเท็จจริง จะนำเสนอรายงานต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ และจะจัดทำรายงานเสนอต่อสหประชาชาติ โดยผู้ได้รับกระทบที่ต้องการร้องเรียนหรือให้ข้อมูลเบาะแส หรือผู้สนใจ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์สันติประชาธรรมwww.peaceandjusticenetwork.org หรือ ติดต่อได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 086 060 5433 อีกทั้ง สามารถติดตามได้ใน Facebook ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.)


โลโก้ ศปช. ออกแบบโดย Bundit Uawattana

นอกจากนี้ เครือข่ายสันติประชาธรรมยังได้เผยแพร่ จดหมายเปิดคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดยเนื้อหาระบุว่า แม้ว่าการแต่งตั้ง คอป.จะถูกตั้งคำถาม เรื่องความชอบธรรมจากฝ่ายต่างๆ ในสังคม เพราะถูกแต่งตั้งโดย รัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคู่กรณี ในความขัดแย้ง และความรุนแรง ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. แต่เมื่อ คอป.ยืนยันปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิสูจน์ ให้ประชาชนเห็นว่า เป็นหน่วยงานอิสระและเที่ยงธรรม

เครือข่ายสันติประชาธรรม ขอยื่นข้อเสนอ ดังนี้ 1. คอป.จะต้องปฏิบัติงานอย่างโปร่ง ใสและตรวจสอบได้ คอป.ต้องชี้แจงให้สาธารณชนให้ประชาชนได้รู้ถึงขอบเขตและจุดมุ่งหมายในการทำ งาน ของ คอป. ทั้งนี้ เครือข่ายสันติประชาธรรมเชื่อว่า มีแต่การแสวงหาข้อเท็จจริงและ ผู้รับผิดชอบต่อการสูญเสียที่ เกิดขึ้นเท่านั้น ที่จะช่วยฟื้นฟูความบริสุทธิ์ยุติธรรม และสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ให้กับผู้คนจำนวนมากในสังคมได้

2.การตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องมุ่ง ไปที่ การกระทำของทุกฝ่ายอย่างเท่าเที ยม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ศอฉ. กองทัพ ผู้ชุมนุม และบุคคลนิรนาม 3.คอป.ควรมีข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อ ตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้าและ ควรเรียกร้อง ให้รัฐบาลและ ศอฉ.ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทันที

น.ส.ขวัญระวี วังอุดม นักสิทธิมนุษยชน ที่เข้าร่วมทำงานในศูนย์ข้อมูลประชาชนฯ กล่าวว่าที่ผ่านมาหน่วยงานที่ทำการเก็บข้อมูลเรื่องนี้อยู่เป็นของรัฐบาล และศูนย์ที่ดำเนินการโดยเอ็นจีโอด้านสิทธิฯ ที่มีอยู่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ได้รับผลกระทบบางส่วน ส่วนการเปิดตัวที่ดูล่าช่านั้น ความจริงศูนย์ได้เริ่มดำเนินการเก็บข้อมูลลงพื้นที่มาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว แต่การประสานความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย และการเซ็ทระบบให้เข้าที่ ซึ่งต้องใช้เวลา

จดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ
โดย เครือข่ายสันติประชาธรรม
แม้ว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) จะถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมจากฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม เพราะมีกำเนิดมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นคู่กรณีในความขัดแย้งและความรุนแรงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 แต่เมื่อ คอป. ยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อไปด้วยเงินภาษีของประชาชน คอป. จึงมีภาระหน้าที่พิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าตนคือหน่วยงาน“อิสระ” และ “เที่ยงธรรม” อย่างแท้จริง เครือข่ายสันติประชาธรรมจึงขอยื่นขอเสนอต่อ คอป.ดังนี้
1.คอป.จะต้องปฏิบัติงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ แม้ว่า คอป. ได้เคยแถลงว่าจะ “ตรวจสอบและค้นหาความจริง โดยเฉพาะความรุนแรงทางการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การสูญเสียชีวิต การบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ และความเสียหายทางทรัพย์สินที่เกิดในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.53”แต่นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป. ก็เคยกล่าวว่า คอป. ไม่ได้ต้องการหาว่าใครผิดใครถูก สิ่งนี้ได้สร้างความสับสนแก่ประชาชนว่าอะไรคือกรอบการทำงานของ คอป. กันแน่ ฉะนั้น จึงจำเป็นที่ คอป. จะต้องชี้แจงให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงขอบเขตและจุดมุ่งหมายที่เป็นรูปธรรมในการทำงานของ คอป. ทั้งนี้ เครือข่ายสันติประชาธรรมเชื่อว่า มีแต่การแสวงหาข้อเท็จจริงและผู้รับผิด (Accountability) ต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นเท่านั้น ที่จะช่วยฟื้นฟูความรู้สึก “ยุติธรรม” และ “สิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน” ให้กับผู้คนจำนวนมากในสังคมไทยได้
2.การตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต้องมุ่งไปที่การกระทำของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ศอฉ. กองทัพ ผู้ชุมนุม และบุคคลนิรนาม
3.นอกจากการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงให้บังเกิด ซึ่งต้องอาศัยเวลาและเป็นงานระยะยาว คอป. ควรมีข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น มีหลักประกันความปลอดภัยให้แก่พยานบุคคลที่ให้ข้อมูลแก่ คอป. และสาธารณชน, ศอฉ. ต้องยุติการจับกุมประชาชนตาม พรก. ฉุกเฉินโดยขาดหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งนี้ คอป.จะต้องเรียกร้องให้รัฐบาลและศอฉ. ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในทันที เพราะการคุกคามพยาน คืออุปสรรคสำคัญต่อการพยายามแสวงหาความจริง
4.ในฐานะที่ คอป.ใช้งบประมาณในการทำงานซึ่งมาจากภาษีประชาชน 8 คอป. ควรแบ่งสรรงบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสมให้กับองค์กรภาคเอกชนในการทำงานตรวจสอบหาข้อเท็จจริงคู่ขนานไปกับ คอป.
เครือข่ายสันติประชาธรรม
19 กรกฎาคม 2553

นักเรียน ม.5 ที่เชียงราย ถือป้าย "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" โดนเรียกรายงานตัว ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ที่มา ประชาไท

Facebook รายงานข่าวนักเรียน-นักศึกษา 5 คน รวมตัวรณรงค์ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดนหมายเรียกในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อหาชุมนุมห้าคนขึ้นไป กระทำการยุยง ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

รายงานข้อมูลจากใน Facebook uddthailand และAeaw วะ ฮะ ฮ่า ระบุว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.บัญญัติ ทำทอง รอง ผกก.สส.สภ.เมืองเชียงราย ได้ออกหมายเรียก เด็กนักเรียน ชั้น ม.5 อายุ 17 ปี และนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 2 คน นักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 2 คน รวมเป็น 5 คน ที่ออกไปรณรงค์ถือป้ายคัดค้านการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ทั้งหมดโดนหมายเรียกในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อหา “ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยง ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบ ประกาศกำหนด ร่วมกันเสนอข่าว ทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” และให้ไปรายงานตัวในวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 เวลา 10.00 น.
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 ก.ค.53 กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ทั้ง 5 คน ได้รวมตัวทำกิจกรรมให้มีการยกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ที่บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาล 1 เทศบาลนครเชียงราย อ.เมืองเชียงราย ด้วยการปิดปากด้วยหน้ากากอนามับที่เขียนว่า “พ.ร.ก.” และเดินถือป้ายรณรงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ ในเขตเทศบาลเช่น หอนาฬิกา ศาลลากลางจังหวัด โดยถือป้ายที่มีข้อความ อาทิ “ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์” “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คงไว้เพื่อไม่ให้ความจริงปรากฏ” “นายกครับ ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินนะ ไม่งั้นรัฐบาลจะพัง” ฯลฯ ก่อนที่จะสลายตัวกันไปอย่างสงบ
หนึ่งในกลุ่มนักศึกษา กล่าวในการทำกิจกรรมวันนั้นว่า การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เพื่อที่ต้องการแสดงออกว่ากลุ่มนักเรียน นักศึกษาได้มีความสนใจทางด้านการเมือง ซึ่งไม่อยากให้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้เข้ามามีบทบาทในการปกครองเนื่องจากจะถูกมองจากต่างประเทศว่าไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย จะกระทำหรือมีการเคลื่อนไหวอะไรก็ไม่ได้ ซึ่งการออกมาในครั้งนี้ก็ได้ทำตามมาตรการ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในการรวมกลุ่มไม่เกิน 10 คนและจะได้มีการรณรงค์อย่างสันติต่อไป
ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนั้น มีการแจ้งข่าวผ่านทางเว็บบอร์ดประชาไท ระบุว่า หลังจากเสร็จจากการทำกิจกรรม ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนชั้น ม.5 ได้ถูกทางโรงเรียนเชิญเข้าพบ โดยอาจารย์แจ้งว่าที่ให้มาพบเพียงอยากให้ยืนยันว่าได้มีการไปทำกิจกรรมจริงหรือไม่ ไม่ได้ถือเป็นการทำผิด แต่หาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ.) มีคำสั่งมาว่าอย่างไร ทางโรงเรียนก็ต้องดำเนินการตามนั้น อีกทั้งในตอนหัวค่ำยังถูกตำรวจเข้าพบที่บ้านและเข้าตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คด้วย