WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 20, 2010

ภาพตำรวจ 200-300 คน อารักขาป้ายราชประสงค์อย่างเหนียวแน่น โดย.แมวอ้วนอ้วน

ที่มา thaifreenews


โดย ลูกชาวนาไทย


วันนี้คุณแมวอ้วนอ้วน ไปดูเหตุการณ์ "วันอาทิตย์สีแดง" ที่ราชประสงค์ ซึ่ง ผก.ลายจุดมีกิจกรรมที่นั้น

รายงานมาว่าตอนนี้ เ้้จ้าหน้าที่ตำรวจ 200-300 นาย ได้อาีรักขาพื้นที่บริเวณป้ายราชประสงค์อย่างเหนียวแน่นครับ

ได้มีัการเอา แผงเหล็กไปล้อมที่ป้ายราชประสงค์ไว้ป้องกันอย่างดี เพื่อไม่ให้มีการไปผูกผ้าแดงบริเวณนั้นได้ รวมทั้งได้มีการเอา "คำสั่ง ศอฉ." ว่าห้ามมีการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ไปติดไว้รอๆ ด้วย

คุณแมวอ้วนอ้วนรายงานว่า ตอนนี้ประชาชนได้ไปทำิกิจกรรมบริเวณฝั่งเวิร์ดเทรด แต่มีประมาณ ร้อยกว่าคน แต่ก็มีคนที่ไปสังเ้กตุการณ์เดินดูท่าทีรอบๆ ด้วยพอสมควร

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว ประชาชนคนหนึ่งไ้ว้ โดยอ้างว่าควบคุมเพื่อให้สงบสติอารมณ์

นั่นเป็นข่าวครับ

สำหรับความเห็นของผม วันนี้ผมคิดว่าจะไปดูสักหน่อย แต่บ่ายๆ เผลอหลับไปและเกิดความขี้เกียจเฉียบพลัน เลยดูดีวีดีที่บ้าน

ผมคิดว่าตอนนี้กิจกรรม บก.ลายจุด ค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักของคนเสื้อแดงแล้วครับ และกำลังเป็นข้อมูลข่าวสารผ่านไปตามเครือข่ายของคนเืสื้อแดง ที่จริงคนเสื้อแดง ไม่ได้หายไปไหน เครือข่ายยังอยู่ครบ แต่ "ผ่อนคลายกิจกรรม" ภาคสาธารณะไปก่อนเท่านั้น แต่ภายในกลุ่มต่างๆ ยังคงมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอย่างเข็มข้น

การรุกของ "ฝ่านอำมาตย์" ต่างๆ หลังการชุมนุม ผมยังไม่เห็นว่ามีการรุกเ้ข้าไปที่ "หัวใจของปัญหา" ที่ทำให้เสื้อแดง "อ่อนกำลังลงด้านอุดมการณ์" แต่อย่างใด

เพียงแต่มีกิจกรรม โปรประกันดา เรื่องปรองดอง ซึ่งไม่โดนใจหรือสามารถดึงเสื้อแดงเข้ามาร่วมได้เลย จึงเป็นแต่การ "รำลิเก" ดูเองเฉพาะข้างคนเสื้อเหลือง"

ตอนนี้คนเสื้อแดงเริ่มค่อยๆ กลับมาแล้ว

แอบมาซุ่ม วิเคราะห์ปรองดองเค็ม

ที่มา thaifreenews


ตกลงคุณอภิสิทธ์จะให้ใครปรองดองกับใคร แล้วใครจะทำให้ปรองดองกันแน่?

เริ่มแรกแกชูประเด็นการปรองดองขึ้นมาว่าเป็นวาระแห่งชาติ ทำนองว่าคนไทยต้องกลับมารักกัน
รัฐบาล จะเร่งดำเนินการปรองดองกันให้เต็มที่ เราได้ยินกรอกหูแต่คำปรองดองๆ นี่ขนาดสหรัฐก็ยังเห็นด้วยกับแผนปรองดองของรัฐบาล ว่ากันขนาดนั้น

จนเกิดคำถามขึ้นมาจากคุณจาตุรนต์ว่า "ท่านจะไปปรองดองกับใคร?"

ในเมื่อท่านบอกว่าจะไม่คุยกับผู้ก่อการร้าย
และการกระทำของท่านก็มองชาวเสื้อแดงและการเคลื่อนไหวประดามีว่าเป็น"ผู้ก่อการร้าย"
ท่านแค่อยากคุยกันเองกับผู้สนับสนุน

กุ๊กกิ๊กกับแม่ยกเฟซบุ๊คหรือกับคนกรุงเทพชั้นกลางชั้นสูงที่เทิดทูนท่านอยู่แล้ว
แต่ท่านดันไม่คุยกับคู่กรณีโดยตรง แล้วท่านจะไปปรองดองกับแมวน้ำที่ไหน?

ท่านนายกฯมีคำตอบนะครับเรื่องนี้ ท่านบอกว่า ไม่ได้เจาะจงว่าใครปรองดองกับใคร แค่หมายถึงสังคมโดยรวมต้องมีความปรองดอง!?!
ตกลงคำถามเรื่องใครปรองดองกับใครก็ตัดทิ้งไป ตัดคนเสื้อแดงออกไปด้วย เพราะเป็น"ผู้ก่อการร้าย"
ฝูงชนที่เหลืออยู่ จะพร้อมใจกันสร้างความรักความปรองดองขึ้นมาในสังคมโดยรวมเอง

การปรองดองในบริบทของนายกฯสามารถเกิดได้โดยไม่ต้องมีคนเสื้อแดง!!!

และเครื่องมือที่คุณอภิสิทธ์ประกาศจะนำมาใช้ในการปรองดองของสังคมที่ว่าก็คือ "การปฏิรูปประเทศ"
คุณอภิสิทธ์และรัฐบาลตีฆ้องร้องป่าวไปทั่วถึงการใหญ่ในครั้งนี้

แต่...

กรรมการชุดที่ 1 นายคณิต ณ นคร ประกาศออกมาว่า

ตนเป็นกรรมการตรวจค้นหาความจริงจากเหตุการณ์ความวุ่นวาย
ยังไม่มีใครทราบแนวทางการทำงานของคุณคณิต และพอได้ความจริงมาแล้ว จะอะไรยังไงต่อก็ยังไม่มีใครทราบความชัดเจนเช่นกัน

กรรมการชุดที่ 2-3 ออกมาประกาศเป็นแฝด อิน-จัน

ท่านแฝดอิน "ผู้ดีรัตนโกสินท์" ประกาศชัดๆว่าไม่ได้มาทำปรองดอง แต่มาเพื่อปฏิรูปประเทศเท่านั้น!!
ส่วนท่านแฝดจัน "ราษฎรอาวุโส"จะทำสมัชชาประชาชน
โดยจะเก็บข้อมูลจากสมัชชาประชาชนนี้ แล้วส่งให้แฝดอินแปรเป็นแผนการระดับชาติขึ้นมาจริงๆ
ทั้ง คู่มีกรอบแนวคิดตั้งต้นถึงร่วมๆสิบข้อที่ใครอ่านแล้วต้องยิ้ม(ด้วยความดีใจ) เงินทุนมีไม่อั้น รัฐบาลนี้จัดให้ในกรอบเวลาของคณะ 3 ปี

3 ปี!!! รอภายใน 3 ปีนะครับ กว่าจะได้เห็นแผนการณ์ (ถ้ารัฐบาลใหม่ไม่ยกเลิกไปซะก่อน)
ถ้า"การปฏิรูป"คือ "การปรองดอง" ภายใน 3 ปี สังคมไทยจะปรองดองกัน
แต่ที่แน่ๆ ถึงตอนนั้นรัฐบาลในตอนนี้ ไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้


ผมเห็นด้วยกับการปฎิรูปประเทศนะครับ เพราะในฐานะประชาชน ผมมีแต่ได้ไม่มีเสีย ผมต้องสนับสนุนกิจกรรมนี้แน่นอน
แต่ที่ท่านนายกฯและพรรคพวกบอกว่าจะปรองดองกันล่ะครับ มันตรงไหน ใครจะมาทำกันแน่?
ท่านคณิตก็ไม่ใช่ ท่านผู้ดีรัตนโกสินทร์ก็ปฏิเสธชัดๆแล้ว ว่าไม่ได้มาเพื่อสร้างความปรองดอง แต่มาเพื่อปฏิรูป
ซึ่งแสดงว่าในความคิดของท่านผู้ดีเอง "การปรองดอง" กับ "การปฏิรูปประเทศ" เป็นคนละเรื่องกัน
ดังนั้นจึงไม่อาจกล่าวได้ว่า "การปฎิรูป"คือเครื่องมือที่ใช้สร้างความปรองดอง

สรุปว่าที่ท่านนายกฯประกาศโครมๆนี่ท่านหมายถึงใครกันแน่ ที่จะมาเป็นเจ้าภาพการปรองดอง แล้วจะปรองดองด้วยวิธีใด?
มีกรอบความคิดเป็นแนวทางในการสมานฉันท์เบื้องต้นไหม?
มีแผนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงหรือไม่?
รัฐบาลมีท่าทีที่จะเป็นตัวอย่างในการสร้างความปรองดองขึ้นมาไหม? อย่างไร?
ทั้งหมดที่ว่ามา ผมยังไม่ได้เห็นแม้แต่น้อย แต่ความพยายามในการถ่างรอยร้าวของประชาชนให้ห่างจากกันเรื่อยๆกลับมีให้เห็นตลอด

ดังนั้น ถ้าทำไม่ได้ หรือไม่มีปัญญาทำ ก็ออกไปเถอะครับ อย่าถ่วงรั้งประเทศไทยไว้อีกเลย อย่าเอาแต่พูดๆๆ และก็พูด โดยไม่เคยรับผิดชอบคำพูด

จากคุณ: แอบมาซุ่ม ราชดำเนินพันทิป

โหรดังชี้'พนิช'ดวงดี-เบิร์ธเดย์'ทักษิณ' แนะบวช 1 ปีจะดีขึ้น

ที่มา ไทยรัฐ

ฟันธง2 บิ๊กอีเว้นต์กรกฎาคมวันที่ 25 ก.ค.เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 6 – วันที่ 26 ก.ค.วันเกิดทักษิณโหราจารย์และซินแสชื่อดังคำนวณดวงดาวเชื่อ พนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 จาก ปชป.ดวงดี ขณะเดียวกันเตือน 26 ก.ค. แฮปปี้เบิร์ธเดย์ 61 ปี อดีตนายกฯทักษิณ ต้องบวชสถานเดียว ไม่เช่นนั้นอาจหนักกว่า 19 ก.ย.2549....

ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ประธานสถาบันศาสตร์แห่งชีวิตแห่งประเทศไทยเปรียบเทียบโหงวเฮ้งของ 2 ตัวเต็งในการลงเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 6 ที่กำลังเข้มข้นผ่านไทยรัฐ ออนไลน์ว่า โหงวเฮ้งของ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคประชาธิปัตย์ เกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2506 ปีเถาะธาตุน้ำ เดือนเกิดเดือนวอก ธาตุทอง วันเกิดวันจอธาตุทอง ซึ่งตามวันเกิดปีนี้ถือว่าวันเกิดและเดือนเกิดสมพงษ์กันดี จะมีคนดวงดีๆ เข้ามาส่งเสริม เกื้อหนุน ช่วยเหลือ

“ถ้านับตามดวงจีนปีนี้คุณพนิชอายุ 47 ปี ย่าง 48 ปี ถือว่าอายุดีเยี่ยมไม่ได้มีเคราะห์ใดๆ ที่สำคัญวันเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้พอดีมาตรงกับวันที่ 25 ก.ค. ซึ่งเดือนนี้ถือว่าสมพงษ์กับปีเถาะ แม้วันชวดจะไม่เกื้อหนุนกับคุณพนิช แต่เนื่องจากดวงคุณพนิชสมพงษ์กับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเกิดปีมะโรง และยังได้ท่านนายกฯ แถมยังได้คนเกิดปีฉลูอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธินมาช่วยเสริมดวงในการช่วยหาเสียง อีกทั้งยังได้เบอร์สมัครเบอร์ 1 อีกด้วยส่งผลให้พื้นฐานดวงของนายพนิชอยู่ในเกณฑ์ดีมาก”

สำหรับดวงของนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครหมายเลข 4 จากพรรคเพื่อไทย ซินแสภาณุวัฒน์กล่าวว่า วันนี้ตามดวงชะตา นอกจากคุณก่อแก้วจะอายุจะเข้าเคราะห์แล้ว คนที่เข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลแทบจะทุกๆ คนต่างก็ตกอยู่ในเคราะห์แทบทั้งนั้น

“คุณก่อแก้ว พิกุลทองเกิดวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2508 ตามหลักโหราศาสตร์ถือว่าเกิดปีมะเส็งธาตุไม้ ปัจจุบันถ้านับอายุตามแบบจีนอายุ 45 ย่าง 46 ปี อายุเข้าเคราะห์ ที่สำคัญจุดเดินของเจ้าของดวงตอนนี้อยู่ที่แก้ม แต่แก้มเขากลับตอบ อีกทั้งปีนี้ไม่เกื้อหนุนมะเส็งของเจ้าของดวง แล้วที่หนักกว่านั้นปีนี้ธาตุทองฟันธาตุไม้ อีกทั้งคนที่มาช่วยหาเสียงให้ เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แม้กระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรดวงก็อยู่เคราะห์”

ซินแสชื่อดังผู้นี้ ยังได้ทำนายดวงอดีตนายกฯ พลัดถิ่น เนื่องในวันที่ 26 ก.ค.53 นั้นจะเป็นครบรอบ 61 ย่าง 62 ปีของโหราศาสตร์จีนว่าตอนนี้จุดเดินอายุของคุณทักษิณ อยู่ที่ริมฝีปากบน ย้ายมาที่ริมฝีปากล่าง ซึ่งคุณทักษิณมีลักษณะริมฝีปากบางทำให้จุดเดินอายุไม่โดนเด่น อีกทั้งปีนี้เป็นปีเสือไม่เกื้อหนุนกับปีฉลูส่งผลให้ดวงไม่ดี ทั้งนี้อายุจะพ้นเคราะห์ไปได้ก็ต้องให้พ้นวันเกิดอีก100 วัน ถึงโอเค

“ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่อีก 100 วันหลังจากวันเกิดแล้วเขาจะพ้นเคราะห์นะ เพราะมีหลายองค์ประกอบอีกถึง 4 จุดที่เขายังจะมีชีวิตที่น่าห่วงอยู่เนื่องจาก 1.จุดเดินอายุไม่ดี 2.ปีไม่เกื้อหนุน 3.อายุอยู่ในเคราะห์ และ 4.ดวงคุณทักษิณกำลังโดนธาตุข่ม ดังนั้นเรื่องที่จะกลับมาในประเทศไทยไม่ต้องฝันเลย ไม่แม้แต่ลูกกับเมีย ถ้ายังยุ่งกับการเมือง”

เมื่อถามถึงดวงชะตาเมือง ซินแสชื่อดังกล่าวว่า ให้ระวังเดือนสิงหาคมและกันยายน สถานการณ์บ้านเมืองจะหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยสิ่งที่จะแนะนำรัฐบาลนี้ได้ก็คือให้คง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้อย่าเพิ่งเลิก เพราะจะทำให้เกิดความรุนแรง

“สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากๆ ก็คือ ตามดวงชะตาถ้ารัฐบาลผ่านดวงชะตานองเลือดในเดือนตุลาคม-สิงหาคมนี้ไปได้ ประเทศไทยจะได้เจอกับเหตุการณ์ปฏิวัติอีกครั้งหนึ่งปลายปี ดังนั้นทางออกที่ดีผู้นำต้องนิ่ง ใครจะว่าอะไร ด่าอะไร อย่าไปสนใจ ต้องหามือประสานสิบทิศออกมาช่วยคลี่คลายปัญหา อีกทั้งยังอยากให้นายกฯ ระวังเรื่องการปองร้ายนับจากนี้ถึงเดือนพฤศจิกายนให้ดี เพราะเป็นช่วงที่นายกฯ ดวงอ่อนมากที่สุด”

ด้าน อ.เก่งกาจ จงใจพระ โหรการเมืองชื่อดัง วิเคราะห์ดวงพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปต์ หมายเลข 1 ว่า คุณพนิชเกิดวันที่ 4 กันยายน 2506 ตรงกับวันพุธ ปีเถาะ ถือว่าเป็นปีที่เฮงมาก แต่ก็เหนื่อยมากเช่นกัน เพราะว่าราหูกำลังจะเข้า นอกจากนี้เบอร์ 1 หรือดาวอาทิตย์ที่ได้ถือว่าโดนเด่นมากๆ อีกทั้งยังมีดาวพุทธ ดาวเสาร์ ถือว่าเป็นคนดวงแข็ง เพราะดาวมีกำลังมาก

“เมื่อเทียบกับดวงนายก่อแก้ว พิกุลทอง ซึ่งเกิด 27 มีนาคม 2508 ตรงกับวันเสาร์แรม 10 ค่ำเดือน 4 ปีมะโรงแล้ว แม้เจ้าของดวงนี้จะมีอาทิตย์-ราหูเด่น แต่ดาวพุธ ดาวจันทร์ และดาวมฤตยูเสีย อีกทั้งยังได้เบอร์ 4 ซึ่งถือว่าเป็นกาลกิณีกับวันเสาร์ อีกทั้งวันเลือกตั้งยังเป็นวันที่ 25 ก.ค. 2553 นายพนิชยังได้เปรียบนายก่อแก้วอีก และแม้ว่าชื่อจริงทั้ง 2 บวกแล้วได้ 19 (นายพนิช - พ.พาน เลข 8, น.หนู เลข 5, ช.ช้างเลข 2, สระอิ เลข 4 รวมกันได้ 19 ส่วนนายก่อแก้ว – ก.ไก่ เลข 1, ไม้เอก เลข 1, อ.อ่าง เลข 6, สระแอ เลข 2, ก.ไก่ เลข 1, ว.แหวน เลข 6, ไม้โท 2 รวมกันได้ 19) ซึ่งถือว่ามีกำลังเท่ากันก็ตาม เมื่อเทียบดวงของ 2 คนขณะนี้ดวงนายพนิชแข็งมาก"

โหรการเมืองชื่อดังคนนี้ กล่าวถึงดวงในวันเกิดครบรอบ 61 ปีในวันที่ 26 ก.ค.ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรด้วยว่า ดวงคุณทักษิณหลังจากวันเกิดจะโดนอังคารทับลัคน์ อีกทั้งยังโดนดาวมฤตยูเล็งอยู่ ทายว่าอีกนานแสนนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่คุณทักษิณจะได้กลับประเทศไทย

“ผมบอกได้เลยว่า ไม่จริงๆ ที่คุณทักษิณบอกเอาไว้ว่าปลายปีนี้จะกลับประเทศไทย ตามดวงนี้แล้วเชื่อว่าไม่มีโอกาสได้กลับ ส่วนเรื่องบ้านเมืองปลายปีนี้รัฐบาลจะเจอเรื่องวุ่นวายมีการนองเลือด และมีเหตุการณ์เคลื่อนไหวเข้ามามากมาย ผมแนะนำวิธีแก้ว่าให้รัฐบาลยุบสภาในเดือนพฤศจิกายนจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา” เก่งกาจกล่าว

ด้าน นายภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ กล่าวทำนายหลังเช็คดวงชะตาของผู้สมัครทั้ง 2 คนว่า ดวงนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ดีกว่านายก่อแก้ว พิกุลทอง

“สิ่งที่เราจะเห็นได้ชัดก็คือหมายเลขที่ทั้ง 2 ได้ นายพนิชได้หมายเลข 1 เป็นดาวอาทิตย์หมายถึงผู้นำ ส่วนหมายเลข 4 ที่นายก่อแก้วได้หมายถึงเทพแห่งการสื่อสาร สิ่งที่แนะนำได้ก็คือให้คุณก่อแก้วขยันสื่อสาร จึงจะได้ผล”

นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ทำนายดวงเนื่องในวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่าปีนี้ดาวเสาร์ทับลัคนากำเนิดท่านอยู่ ดวงนี้ไม่ค่อยดี ลีลาดวงดาวร้ายคล้ายๆ กับชะตาเมื่อปี 2549 ที่โดนปฏิวัติ และต้องไปอยู่นอกประเทศ

“อันตรายมาก เพราะว่าตอนนี้ราหูอยู่ในภพที่ 4 ทำมุมฉาก 90 องศา กับลัคนาราศีกำเนิด ส่งผลให้พออายุ 61 ปีเต็ม ย่างเข้าสู่อายุ 62 ปี หลังวันเกิดคุณทักษิณนั้น เสาร์จะกลายเป็นกาลกิณี ในทางโหราศาตร์ถือว่าเป็น “ฆาตราศี” ในอายุ 62 ปีนี้ระวังให้มากๆ เพราะหลายปีที่แล้วก็เคยโดนคราสมาครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2549 ถูกยึดอำนาจ ไปต่างถิ่นต่างแดน แต่ครั้งนี้จะโดนคราสครึ่งตัว ซึ่งคราสครั้งนี้จะแรงเนื่องจากมีดาวอังคาร ส่งอิทธิพลให้มีเรื่องอุบัติเหตุ เรื่องการผ่าตัด การถูกลอบทำร้าย แต่ถ้าผ่านปีนี้ไปได้ดวงคุณทักษิณจะดีขึ้น ในวันที่ 26 ก.ค. ปี 2554 จะดีเลย ดังนั้นหลังวันเกิดผมแนะนำให้คุณทักษิณ “บวชพระ 1 ปี” หรือเก็บตัวเงียบซุ่มเหมือนมังกรจำศีล แล้วจะรักษาอะไรต่างๆได้ ” อ.ภิญโญ กล่าวในที่สุด


นพดลจวกบุรณัชย์ สักแต่พูด ยันปัดเอี่ยวคดี'หรั่ง'

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_97743

นายนพดล ปัทมะ

"นพดล" จวก โฆษก ปชป.มีปากอย่าสักแต่พูด ยันไม่เคยไปแนะนำให้ "หรั่ง" ไปทำอะไร หรือบอกให้สารภาพคดีเดียวแล้วปฏิเสธคดีอื่นๆ บอกเพียงให้ดีเอสไอดำเนินการไปตามเนื้อผ้า...

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่าตัวเขาเกี่ยวข้องกับนายสุรชัย หรือหรั่ง เทวารัตน์ คนสนิท พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ว่า นพ.บุรณัชย์ ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด เป็นโฆษกอย่าสักแต่เพียงมีปากแล้วพูดไปเรื่อย ยืนยันว่าตนไม่เคยปกป้องผู้ก่อการร้าย ไม่เคยไปแนะนำให้นายหรั่ง ไปทำอะไร หรือบอกให้สารภาพคดีเดียวแล้วปฏิเสธคดีอื่นๆ เพราะตนไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมายของนายหรั่ง ตนเพียงบอกให้ดีเอสไอดำเนินการไปตามเนื้อผ้า แต่อย่าเพิ่งโยงไปยังเรื่องอื่นๆ เพราะนายหรั่งสารภาพเพียงคดีเดียว

"หากนายหรั่งทำผิดก็ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ผมไม่มีสิทธิไปปกป้องใดๆ ส่วนตัวก็ไม่รู้จักกัน ฉะนั้น นพ.บุรณัชย์อย่าพยายามให้ตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับนายหรั่ง หรือบอกว่าผมไปขัดขวางกระบวนการยุติธรรม เป็นโฆษกพรรคควรพูดความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ หรือเอาแต่หวังผลทางการเมือง ความจริงไม่อยากตอบโต้ แต่เรื่องนี้สำคัญพยายามโยงผมให้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ซึ่งไม่ใช่เลย".

อัยการยันคดีทีพีไอฯไซฟ่อนเงิน หากมีมูลต้องฟ้อง

ที่มา ไทยรัฐ

ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์

อัยการ ยันคดีไซฟ่อนเงิน หากมีมูลต้องฟ้อง ยอมรับไม่รู้สึกหนักใจ เพราะต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน ลั่นพร้อมรับพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของคู่ความ...

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอ นำสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นสั่งไม่ฟ้องบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) ไซฟ่อนเงินจำนวน 263 ล้านบาท ให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ ผ่านบริษัทเมซไซอะฯ ไปให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 พิจารณาแล้ว ว่าสำนวนมีความสมบูรณ์พอที่อัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ หากปรากฏหลักฐานว่ามีการกระทำผิดในคดีนี้ ถือว่าอัยการมีความเห็นแย้ง สามารถยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยต่อศาลได้ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งความเห็นแย้งของอัยการดังกล่าวให้ดีเอสไอทราบ แต่หากเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ อัยการต้องมีคำสั่งให้ดีเอสไอไปสวนสวนเพิ่มเติม สุดท้ายหากอัยการเห็นว่า ไม่มีการทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา อัยการอาจมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นอัยการต้องส่งความเห็นไปให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาอีกครั้ง

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะทำงานคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้น นายธนพิชญ์ ยืนยันว่าไม่รู้สึกหนักใจ หรือมีความยุ่งยากในการพิจารณาแต่อย่างใด เพราะคดียุบพรรคก็เป็นคดียุบพรรค อัยการจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีใด ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน และอัยการพร้อมจะรับพิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของคู่ความเช่นกัน.

กรณีไข่แพง กับ ความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย

ที่มา มติชน


เดือนเด่น นิคมบริรักษ์

โดย เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

เป็นที่น่ายินดีว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ยกเลิกระบบโควต้าการนำเข้าพ่อแม่พันธ์ไก่เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่คำถามก็คือ เรื่องเช่นนี้ทำไมต้องให้ ครม. ตัดสินใจ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ทำไมไม่ดำเนินการใดๆ

แม้ปัญหาการผูกขาดพ่อแม่พันธ์ไก่ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมการบังคับขายพ่วงไก่กับอาหารไก่ซึ่งทำให้เกษตรกรเลี้ยงไก่จำนวนมากต้องได้รับความเดือดร้อนนั้น มีการร้องเรียนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และคำถามอีกคำถามคือ หากนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นตัวแทนหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่ถูกร้องเรียน ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขหรือไม่ หรือเกษตรกรยังคงต้องก้มหน้าก้มตารับสภาพความไม่เป็นธรรมดังที่เป็นมาในอดีต


ปัญหาที่เรื้อรังของอุตสาหกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจไทย ที่ทุนขนาดใหญ่สามารถครอบงำกลไกของภาครัฐได้ การที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตกอยู่กับกลุ่มธุรกิจที่มีเส้นสายทางการเมืองยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยยิ่งนับวันยิ่งถ่างมากขึ้น ปัญหาในลักษณะดังกล่าวมีอยู่ทั่วทุกมุมของเศรษฐกิจไทย กรณี “ไข่ไก่” เป็นประเด็นขึ้นมาเพียงเพราะประเทศไทยมีลักษณะพิเศษที่มีการวัดขีดความสามารถของรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจด้วย “ราคาไข่ไก่” ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของเกษตรไก่ไข่ ทั้งนี้ ยังมีเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยอีกจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนจากพฤติกรรมทางการค้าที่ส่อความไม่เป็นธรรมในหลายสาขาธุรกิจที่รัฐไม่เคยให้การเหลียวแล


แม้การยกเลิกโควต้าการนำเข้าพ่อแม่พันธ์ไก่ไข่ครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาการผูกขาดพ่อแม่พันธ์ไก่ในตลาดได้ แต่ก็จะสร้างปัญหาไข่ล้นตลาดและการทุ่มตลาดไข่ไก่ของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ซึ่งเป็นปัญหาเดิมก่อนที่จะมีการนำระบบโควต้ามาใช้เพื่อจำกัดปริมาณพ่อแม่พันธ์ไก่ในปี พ.ศ. 2545 ทั้งนี้ ได้มีการร้องเรียนปัญหาดังกล่าวต่อสำนักแข่งขันทางการค้าตั้งแต่ในปี พ.ศ 2544 หากแต่ในขณะนั้นมิได้มีตรวจสอบว่ามีการทุ่มตลาดจริงหรือไม่อย่างจริงจัง แต่กลับมีข้อเสนอแนะให้จำกัดปริมาณพ่อแม่พันธ์ไก่ที่นำเข้าโดยการสร้างระบบโควต้า เพื่อจำกัดจำนวนไก่สาวและปริมาณไข่ไก่ในตลาด โดยคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ฯ ได้กำหนดให้มีผู้ได้รับอนุญาตให้นำเข้าเพียง 9 ราย ในปี พ.ศ. 2548 บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในตลาด ได้รับการจัดสรรโควต้าถึงร้อยละ 41 ของจำนวนพ่อแม่พันธ์ไก่ที่สามารถนำเข้าได้ในแต่ละปี สัดส่วนดังกล่าวยังคงเหมือนเดิมในปี 2553 การจำกัดการนำเข้าดังกล่าวยิ่งเป็นการเอื้อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ยิ่งมีอำนาจผูกขาดมากขึ้นไปอีก


การผูกขาดตลาดพ่อแม่พันธุ์ไก่ส่งผลให้ราคาไก่สาวในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่เกษตรกรรายย่อยต้องพึ่งพาทั้งพ่อแม่พันธุ์ไก่ อาหารไก่ จากผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดซึ่งเป็นคู่แข่งในตลาดไข่ไก่ด้วย จึงมีความเสี่ยงอย่างยิ่งในการถูก “บีบ” ออกจากตลาด โดยผู้ประกอบการรายใหญ่อาจขึ้นราคาไก่สาว หรือ ราคาอาหารไก่ที่ขายพ่วง (ผู้ประกอบการรายใหญ่บางรายสามารถควบคุมราคาวัตถุดิบบางประเภทที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์) ซึ่งจะมีผลทำให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นและในขณะเดียวกันก็ทุ่มราคาไข่ไก่ที่ตนผลิตได้ ทำให้รายได้จากการขายไข่ไก่ของเกษตรกรหดหายไปในขณะที่ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เกษตรกรต้องประสบภาวะการขาดทุน

ทั้งนี้ คุณ ธนเดช แสงวัฒนกุล ผู้จัดการ หจก. อุดมชัยฟาร์ม ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจว่า เกษตรกรจำนวนมากต้องเลิกธุรกิจเพราะขาดทุนจากพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว ข้อมูลดังกล่าวตรงกับข้อมูลที่ผู้เขียนเคยรวบรวมจากกรมปศุสัตว์ว่า จำนวนผู้ประกอบการไก่ไข่เชิงพาณิชย์ลดลงโดยตลาด จาก 7,459 รายในปี พ.ศ. 2543 เหลือ 3,279 รายในปี พ.ศ. 2547


วิบากกรรมของเกษตรกรเลี้ยงไก่คงไม่มีทางจะหมดสิ้นไป ตราบใดที่กลไกของรัฐยังคงเข้าข้างผู้ประกอบการรายใหญ่มากกว่าพวกเขา แม้วันนี้ปัญหาการผูกขาดพ่อแม่พันธุ์ไก่จะสิ้นสุดลง แต่ปัญหาการผูกขาดวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ เช่น ปลาป่น หรือ กากถั่วเหลือง ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบโควต้าเช่นกัน หรือ ปัญหาการทุ่มตลาดราคาไข่ไก่ ก็ยังคงอยู่ และอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น


การที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไข่ไก่จำนวน 113 ฟาร์ม ในนาม บริษัท เอเอฟอี จำกัด ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่ ฯ ต่อศาลปกครองนับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะแสดงถึงการลุกขึ้นมาต่อสู้ของกลุ่มผู้ที่ถูกเอาเปรียบเพื่อให้เขาได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้แล้ว กรณีนี้น่าจะเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับปัญหาการมีส่วนได้เสียของกรรมการในคณะกรรมการของภาครัฐหลายแห่งที่มีส่วนได้เสียกับธุรกิจที่ตนเองกำกับ แม้ มาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฎิบัตราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้ห้ามกรรมการที่มีส่วนได้เสียพิจารณาทางปกครองดังนี้


มาตรา 16 ในกรณีมีเหตุอื่นใดนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณา ทางปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่ หรือกรรมการผู้นั้นจะทำการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ได้

ผู้เขียนมีความเห็นว่าคณะกรรมการของรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ได้จงใจละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรแม้จะได้รับเรื่องร้องเรียนมาเป็นเวลานานนับปีก็ควรที่จะต้องถูกตรวจสอบในลักษณะเดียวกันเช่นกัน ภายใต้กลไกของรัฐที่ถูกครอบงำโดยทุนขนาดใหญ่ ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยคงจะต้องยอมรับว่าตนเท่านั้นที่สามารถเป็นที่พึ่งแห่งตน

อำนาจและความกลัว

ที่มา มติชน

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

หลังจากถูกขบวนการล่าแม่มดไล่ล่า คุณมาร์คซึ่งกำลังจะมีอนาคตเป็นดาราก็ตัดสินใจว่า จะไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ เพราะดีกว่าอยู่ในประเทศที่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง


คุณมาร์คอายุเพิ่ง 17 ปี ถือว่ายังน้อยอยู่ ดังนั้นคงยากที่จะทำให้คุณมาร์คเชื่อว่า อย่าหนี เพราะการหนีเป็นยุทธวิธี ไม่ใช่การดำเนินชีวิต ยิ่งไปกว่านี้ การหนียังไม่ทำให้สังคมไทยเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความเห็นทางการเมืองแต่อย่างไร รังแต่จะทำให้การข่มขู่คุกคามสิทธิเสรีภาพดำเนินไปอย่างหนักข้อมากขึ้น ถ้าสักวันหนึ่ง คุณมาร์คกลับมาใช้ชีวิตในเมืองไทยอีกครั้ง ลูกหลานของคุณมาร์คจะมีชีวิตในสังคมนี้ต่อไปได้อย่างไร


แต่ก็นั่นแหละ คุณมาร์คเพิ่งอายุ 17 ยังอยู่ในยามเช้าของชีวิต คงยากที่ผู้ใหญ่ซึ่งคุณมาร์คเคารพนับถือ เช่นคุณพ่อคุณแม่ จะสามารถทำให้คุณมาร์คเห็นชอบด้วยว่า อย่าหนี เพราะการหนีมาจากความกลัว และความกลัวเป็นความรู้สึก ไม่ใช่เหตุผล ความรู้สึกเป็นสิ่งที่อยู่ลึกกว่ากระบวนการคิดด้วยเหตุด้วยผล ดังนั้นจึงถ่ายถอนได้ยาก


ผมจำได้ว่า ในสมัยหนึ่ง คุณมาร์คอีกคนหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ด้วยเหตุผลกับหนังสือพิมพ์ว่า นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้น แม้เป็นผู้ใหญ่ที่คุณมาร์คอีกคนหนึ่งนับถือ แต่ก็ไม่มีคุณลักษณะที่จะเป็น "รัฐบุรุษ" ได้ นายกรัฐมนตรีท่านนั้นเคืองคำพูดของคุณมาร์คอีกคนหนึ่งมากถึงขนาดลำเลิกถึงมารดาคุณมาร์คอีกคนหนึ่งว่า ให้คุณมาร์คอีกคนหนึ่งไปถามมารดาเองว่า ได้ฝากฝังคุณมาร์คอีกคนหนึ่งไว้กับท่านนายกรัฐมนตรีอย่างไร


เท่านั้นแหละ ตามข่าวที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ คุณมาร์คอีกคนหนึ่งก็เข้าไปกราบเท้าท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อขออภัย แต่ก็ไม่ชัดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นรัฐบุรุษในความเห็นของคุณมาร์คอีกคนหนึ่งหรือยัง เพราะไม่มีใครทราบว่า คุณมาร์คอีกคนหนึ่งขออภัยท่านนายกรัฐมนตรีที่คำพูดของตนไปกระทบกระเทือนจิตใจ หรือขออภัยที่ได้พูดอะไรตามเหตุตามผลที่ตนมองเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ


ผมเล่าเรื่องนี้เพื่อจะแสดงว่า ความกลัวมักอยู่เหนือเหตุผลในคนหมู่มากเสมอ


ขบวนการล่าแม่มดใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือเถลิงอำนาจ


ความกลัวเป็นเครื่องมือที่ดี ไม่ใช่เพราะมันมักอยู่เหนือเหตุผลในคนหมู่มากเสมอเท่านั้น แต่ฤทธิ์ของมันทำให้สยบยอมต่อความไร้เหตุผล, ความป่าเถื่อนโหดร้าย และการฉ้อฉลอำนาจอย่างโจ่งแจ้งไร้ยางอาย

ดังนั้น ความกลัวจึงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ของระบอบเผด็จการทุกระบอบ การประหารชีวิตในโลกสมัยโบราณ กระทำกันในหลายรูปแบบ ตามแต่ความผิด มีตั้งแต่จับใส่ตะกร้อยักษ์ให้ช้างเตะจนกว่าจะตาย ทวนด้วยลวดหนังแล้วตระเวนบกตระเวนน้ำเจ็ดวัน ก่อนเอาไปตัดหัวเสียบประจานในเมืองไทย ไปจนถึงตัดร่างกายทีละส่วนเป็นเจ็ดท่อนในประเทศจีน ใส่ขื่อคาไว้กลางแดดกลางฝนกลางสี่แยกกว่าจะสิ้นใจ หรือเผาทั้งเป็นในยุโรป


แม้ในโลกสมัยใหม่ การทรมานร่างกายก่อนฆ่าไม่อาจทำในที่สาธารณะเพื่อ "ประจาน" ได้อย่างสมัยโบราณ แต่การกระทำเพื่อให้เกิดความกลัวก็ยังเป็นเครื่องมือสำคัญอยู่นั่นเอง จู่ๆ ก็ถูกอุ้มหายไปไร้ร่องรอยใดๆ ทิ้งความห่วงใยและหวาดหวั่นไว้กับญาติมิตรข้างหลังอย่างสุดพรรณนา (ซึ่งใช้กันมากในละตินอเมริกา แต่ก็ใช่จะไม่มีเลยในเมืองไทยหรือพม่า), การลอบสังหารโดยไม่มีทางจับตัวคนร้ายได้, การ "ตีและสร้างความตระหนกสุดขีด" (strike and awe) ในการสลายการชุมนุม, การจับกุมคุมขัง "ลืม", แม้แต่การปล่อยจากที่คุมขังก็ใช้สร้างความกลัวได้ หากทำโดยไม่มีมาตรฐานสำหรับทุกคน เพราะเป็นอำนาจทำตามใจชอบอันเป็นอำนาจสูงสุดที่ทุกคนต้องกลัว, การอายัดทรัพย์บนฐานของความระแวง, การปิดสื่อทุกชนิดที่อาจบ่อนทำลายความกลัวของผู้คน, ตลอดจนทำให้ความไม่กลัวเสี่ยงต่อการถูกตั้งข้อหาร้ายแรง คือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันเป็นข้อหาที่ ไม่ว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร บุคคลที่ถูกตั้งข้อหาก็ถูกลงโทษไปแล้ว โดยกระบวนการยุติธรรมและโดยสังคม ฯลฯ


ความกลัวยังกินลึกกว่านั้นเสียอีก ไม่แต่เพียงความกลัวต่อความปลอดภัยในร่างกาย และอิสรภาพเท่านั้น หากยังรวมถึงความกลัวต่อการสูญเสียเกียรติยศชื่อเสียง และความนับหน้าถือตา, กลัวหลุดจากตำแหน่ง, กลัวต่อการสูญเสียโอกาสที่จะประสบความเจริญงอกงามในชีวิต, ต่อการสูญเสียเพื่อน, ผู้สนับสนุนในวงการ, อันล้วนเป็นสิ่งที่จินตนากรรมของเราจะสร้างสรรค์ให้เป็นไป ภายใต้อำนาจของความกลัว


ฉะนั้น ขบวนการล่าแม่มด, การก่นประณามบุคคลเพื่อให้เสียชื่อเสียง, การเหยียดมนุษย์คนอื่นให้ต่ำกว่าคน, การป้ายสี, การป้ายความผิดทางกฎหมาย, การกีดกันโอกาส ฯลฯ จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยจรรโลงความกลัวอันเป็นเครื่องมือของระบอบเผด็จการ และมีใช้กันในทุกสังคมเผด็จการ


เผด็จการทหารพม่า นับตั้งแต่สมัยเนวินจนถึงทุกวันนี้ ก็ใช้ความกลัวนี่แหละ เป็นเครื่องมือสำคัญในการบังคับควบคุมประชาชนในประเทศ ทั้งที่เป็นเชื้อสายพม่าและเชื้อสายชนส่วนน้อยอื่นๆ


ยิ่งต้องพึ่งพิงความกลัวมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องโหดร้ายทารุณมากขึ้นเท่านั้น เพราะความกลัวก็เหมือนความรู้สึกอื่นๆ กล่าวคือ ผู้คนชาชินกับมันได้ในระยะยาว ดังนั้นจึงต้องฆ่า, ทำทารุณกรรม, จับกุมคุมขัง, ใช้ความรุนแรงสุดขีดเพื่อสั่งสอน ในระดับร้ายแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้หยุดหย่อน, แทรกความกลัวเข้าไปในชีวิตปกติให้มากที่สุด เห็นสีเขียวที่ไหนก็ต้องหลบ หากหลบไม่ได้ ก็ต้องพินอบพิเทา, ในมหรสพทุกอย่างต้องเชิดชูกองทัพไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม แม้แต่จะพูดถึงในเชิงตลก ก็ต้องแอบทำ หรือกระซิบกระซาบ มิฉะนั้นก็อาจถูกจับกุมคุมขังในข้อหา "ก่อการร้าย" ซึ่งในภาษาพม่าใช้ว่าเป็นปฏิปักษ์กับรัฐ ฯลฯ


ความกลัวจึงเป็นอันตรายไม่เฉพาะแต่ต่อสังคมประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ต่อสังคมอารยะทั้งมวล เพราะรัฐใดใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือในการเถลิงอำนาจมากเท่าไหร่ ก็จะประสบความสำเร็จในด้านอื่นๆ น้อยลงเท่านั้น ยิ่งประสบความสำเร็จน้อย ก็ยิ่งต้องใช้ความกลัวมากขึ้น เป็นวัฏจักรแห่งความชั่วร้ายที่เมื่อเริ่มหมุนแล้ว ก็ยากจะยุติลงได้


นี่คือเหตุผลที่ต้องจับกุมคุมขังคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ เพราะคุณสมบัติกระทำสิ่งที่ร้ายแรงแก่อำนาจเผด็จการเสียยิ่งกว่าเอาอาร์พีจีไปถล่มค่ายทหารเสียอีก นั่นคือคุณสมบัติเอาผ้าแดงไปผูกเสาป้ายสี่แยกราชประสงค์ ไม่ใช่เพื่อเตือนให้ผู้คนรำลึกถึงการสลายการชุมนุมที่มีการเข่นฆ่าประชาชนยิ่งกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทย แต่เพราะคุณสมบัติกำลังบอกแก่สังคมไทยว่า "อย่ากลัว"


อย่างเดียวกับที่ออง ซาน ซูจีบอกชาวพม่าว่า เราต้องต่อสู้เพื่อมีอิสรภาพจากความกลัวลงให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถแก้ปัญหาทั้งหมดของประเทศให้ลุล่วงได้


เช่นเดียวกับกรณีของพม่า แค่เราสูญสิ้นความกลัวเพียงอย่างเดียว อำนาจเผด็จการทั้งหมดก็พังครืนลง เพราะอำนาจใดก็ตาม จะถูกเผด็จได้ ไม่ใช่เพราะมีกองทัพซึ่งพร้อมเพรียงด้วยอาวุธร้ายแรงในมือ ไม่ใช่เพราะสามารถฉ้อฉลกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้ตามใจชอบ ไม่ใช่เพราะได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นสูงเพียงหยิบมือเดียว และแน่นอนไม่ใช่เพราะร้อยลิ้นกะลาวน แต่อำนาจใดๆ ย่อมถูกเผด็จไว้ได้ เพราะประสบความสำเร็จในการสถาปนาความกลัวขึ้นครอบงำคนทั้งสังคม หรือเกือบทั้งสังคมต่างหาก


"สาร" ของคุณสมบัตินั้นชัดเจน เมื่อได้รับการปลดปล่อยจากที่คุมขัง สิ่งแรกที่คุณสมบัติทำคือกลับไปผูกผ้าแดงอย่างที่ได้ผูกไปแล้วใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อย้ำแก่สังคมไทยให้ได้ยินถนัดขึ้นว่า "อย่ากลัว"... อย่ากลัว, อย่ากลัว และอย่ากลัว


เราทุกคนที่รู้สึกตัวว่าถูกกดขี่อยู่ด้วยอำนาจเผด็จการจึงควรคารวะคุณสมบัติอย่างสูง


ความกลัวนั้นแปลกประหลาด คนที่ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือเผด็จอำนาจเอง ก็ใช่จะมีอิสรภาพจากความกลัวไม่ เพราะอำนาจที่ตั้งอยู่บนความกลัวนั้นย่อมเปราะบางอย่างที่กล่าวแล้ว ผู้นำระบอบทหารของพม่านั้น เชื่อโชคลางขนาดที่อาจเรียกได้ว่าบ้าคลั่ง นายพลเนวินเคยสั่งยกเลิกธนบัตร 50 และ 100 จ๊าดทั้งหมด เพื่อออกธนบัตรใหม่ที่มีค่า 49 และ 99 จ๊าด เนื่องจากเลข 9 เป็นเลขมงคล ส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองหลวงใหม่ซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลในครั้งนี้ ก็มาจากความเชื่อทางไสยศาสตร์ พร้อมกับการวางผังเมืองเพื่อข่มกลุ่มที่คิดว่าเป็นปฏิปักษ์ไว้ใน "ฮวงจุ้ย" ของเมืองครบครัน


ไม่ต่างจากผู้นำระบอบเผด็จการในประเทศอื่น ที่ต้องทำพิธีกรรม ทั้งที่ตรงและไม่ตรงกับพุทธศาสนา เพื่อข่มปฏิปักษ์ของตนเอง หรือเพื่อความมั่นใจว่าอำนาจของตนจะมั่นคงถาวรตลอดไป


ไม่นานมานี้ ผมได้ยินคำให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงว่า ตัวนายกรัฐมนตรีเป็นเป้าถูกปองร้าย จะจริงหรือเท็จก็ตาม ก็ว่ากันว่านี่เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีไม่ออกไปช่วยลูกพรรคหาเสียงในฐานะหัวหน้าพรรค และว่ากันว่าในทุกที่สาธารณะซึ่งท่านปรากฏตัว มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือลงชั่วคราว


หากบุคคลสำนึกได้ถึงความกลัวที่ตนมีอยู่ได้ ก็มีทางเลือกสองทาง หนึ่งคือทำอย่างเดียวกับพระอริยสงฆ์ ได้แก่ ทำให้ตนเองไม่มีภัยแก่ใคร ท่านจึงไม่กลัวใคร และไม่มีใครกลัวท่าน หรือสองทำให้ตนเองเป็นภัยแก่ทุกคน จนเป็นที่หวาดกลัวเสียวสยองแก่ทุกคนที่ได้พบเห็น เรากลัวทุกคน และทุกคนกลัวเรา

จากลูกเสืออินเตอร์เน็ต สู่ลูกเสือประชาธิปไตย

ที่มา มคิชน

โดย สายพิน แก้วงามประเสริฐ

วันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็นวันลูกเสือแห่งชาติ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปิดโครงการลูกเสืออินเตอร์เน็ต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการเทิดทูน จงรักภักดีปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นทูตสันติภาพในการเชื่อมความปรองดองของคนไทยทั้งประเทศ


นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ลูกเสือเป็นผู้ที่มีจิตสำนึกด้านคุณธรรมจริยธรรม โครงการนี้เป็นโครงการที่ฝึกลูกเสือให้ชำนาญการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อนำมาสนับสนุนความรักความสามัคคีในชาติ และเป็นตัวแทนในการเฝ้าระวัง หรือสอดส่องพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ โดยผ่านระบบเทคโนโลยี


มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการนี้ 10 โรงเรียน


หากย้อนไปดูประวัติ กิจการลูกเสือของไทยกำเนิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกระเบียบวินัย ฝึกนิสัยความเสียสละ และจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตามคำปฏิญาณตนของลูกเสือ 3 ข้อ และกฎของลูกเสือ 10 ข้อ


โดยสาระสำคัญมีเนื้อหาเกี่ยวกับความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผู้มีพระคุณ ทำตนให้เป็นประโยชน์ มีความเมตตา มีความเป็นมิตรกับผู้อื่น มีเกียรติเชื่อถือได้ เชื่อฟังบิดามารดา ประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจ เป็นต้น สรุปแล้วกิจกรรมลูกเสือ หรือการเป็นลูกเสือคือ การฝึกให้เด็กเป็นทั้งคนดีและพลเมืองดี แต่ต้องอยู่ภายในขอบเขตที่เด็กและเยาวชนสามารถจะทำได้ เหมาะสมกับวัยและสถานภาพ


กิจการลูกเสือในโรงเรียนมุ่งเน้นให้เด็กมีระเบียบวินัย ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในอนาคต


ซึ่งในคำปฏิญาณตน และกฎของลูกเสือไม่มีข้อใดที่มีจุดมุ่งหมายให้ลูกเสือต้องไปทำหน้าที่สอดส่องหรือเฝ้าระวังพฤติกรรมของคนในชาติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการใช้อินเตอร์เน็ตแต่อย่างใด


การที่รัฐบาลพยายามดึงกิจการลูกเสือ แม้ว่าจะให้เด็กอาสาสมัครก็ตาม เพื่อให้เด็กเข้าร่วมโครงการลูกเสืออินเตอร์เน็ต แล้วมอบหมายให้ลูกเสือทำหน้าที่เฝ้าระวังหรือสอดส่องพฤติกรรมที่เป็นภัย และความมั่นคงของประเทศ


โดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ตตามเว็บไซต์ต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่รัฐพึงกระทำหรือไม่ ในเมื่อมีกระทรวงไอซีที ทำหน้าที่คอยตรวจสอบเว็บไซต์ และเที่ยวปิดเว็บไซต์ต่างๆ มากมาย จนเว็บไซต์ที่เสนอความคิดแตกต่างจากรัฐบาลทั้งถูกปิด ถูกเฝ้าระวังจนแทบไม่อาจเคลื่อนไหวอะไรได้มากนัก


สภาพการเมืองไทยขณะนี้ความขัดแย้งแตกแยก เผชิญหน้ามีทุกหย่อมหญ้า รัฐบาลพยายามเสนอนโยบายปรองดองสมานฉันท์ ด้วยการตั้งคณะกรรมการชุดนั้นชุดนี้ การปรองดองคงไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากปราศจากการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายยังมุ่งตรงไปที่นายทุนเจ้าของกิจการขนาดใหญ่


ขณะที่ผู้ชุมนุมประท้วงมีทั้งผู้ที่ตาย ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก กลับไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควรจะเป็น การอ้างเหตุผลว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ก่อการร้าย แล้วใช้มาตรการด้านกฎหมายมาดำเนินการ หากเป็นเช่นนี้อีกกี่ชาติการปรองดองก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้


การปิดเว็บไซต์ การควบคุมสื่อ การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมาตรการอื่นๆ ที่ ศอฉ.ดำเนินการสะท้อนถึงความขัดแย้ง การเผชิญหน้าของกลุ่มบุคคลตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไป ซึ่งล้วนเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิต มีความสามารถที่จะตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ด้วยตนเอง และพร้อมที่จะยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นตามชะตากรรมของตนเอง


การดึงเด็กและเยาวชนมาร่วมสังฆกรรมกับความขัดแย้งของผู้ใหญ่ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม ชอบธรรม และเป็นนโยบายที่เลอเลิศสมควรเป็นแบบอย่างแล้ว?


เพราะเด็กและเยาวชนยังอ่อนต่อโลก และยังเข้าไม่ถึงรากเหง้าของความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ การให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้ต้องมาเกี่ยวข้องอยู่ในวงวนของความขัดแย้ง การใส่ร้ายป้ายสี การปิดหูปิดตา รวมทั้งการไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากตน เป็นการปลูกฝังพฤติกรรมที่ดี หล่อหลอมกล่อมเกลาสิ่งที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนแล้ว?


การนำลูกเสือมาทำหน้าที่สอดส่อง เฝ้าระวังพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาลกันแน่!!


หากเป็นดังนั้น การนำลูกเสือมาเป็นเครื่องมือของรัฐบาล จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการฝึกให้เด็กและเยาวชนเลือกข้าง ซึ่งไม่สอดคล้องกับกฎของลูกเสือข้อที่ 4 ที่บอกว่า "ลูกเสือเป็นมิตรกับคนทุกคน..."


ดังนั้น การริเริ่มโครงการลูกเสืออินเตอร์เน็ต โดยมีจุดมุ่งหมายแอบแฝงตามที่รัฐต้องการ จึงเป็นการปฏิบัติผิดกฎของลูกเสือ เพราะทำให้ลูกเสือต้องเลือกเป็นมิตรกับคนบางกลุ่มบางพวก รวมทั้งการจ้องจับผิดคนที่คิดต่าง เป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งนิสัยอันนี้หากติดตัวไปจนโต จะนำความเสื่อมมาสู่ตนเอง และสังคมได้


นอกจากนี้ ในสังคมไทยเคยมีบทเรียนที่นำกิจการดีๆ เช่น ลูกเสือชาวบ้าน ที่น่าจะได้ฝึกให้ชาวบ้านมีความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและส่วนรวม


แต่กิจการลูกเสือชาวบ้านครั้งหนึ่งเคยถูกนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของคนบางกลุ่มบางพวก จนกระทั่งกลายเป็นตราบาปที่ลูกเสือชาวบ้านส่วนหนึ่ง ถูกปลุกระดม ล้างสมองให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการล้อมปราบในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงเพราะเชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้ถึงขั้นเชื่อว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป"


เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี หลากหลายผู้คนได้หันกลับไปทบทวนเหตุการณ์ ที่หลายคนอาจเคยเป็นลูกเสือชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ล้อมปราบในครั้งนั้น สายตาที่มองการใช้ความรุนแรงกับนิสิตนักศึกษาในครั้งนั้น กับความรู้สึกในครั้งนี้เมื่อมองย้อนไปในอดีต เชื่อว่าความรู้สึกของหลายๆ คนเปลี่ยนแปลงไป และเชื่อว่าคงมีลูกเสือชาวบ้านหลายคน อยากกลับไปแก้ไขอดีต โดยไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมของการใช้ความรุนแรงในครั้งนั้น และอาจมองนิสิตนักศึกษาเยาวชนคนหนุ่มสาวด้วยจิตเมตตามากขึ้น ที่เป็นดังนี้เพราะเวลาผ่านไปเกิดการเรียนรู้มากขึ้น


และนี่คือตราบาปอย่างหนึ่งของคนกลุ่มหนึ่งและสังคมไทยที่ปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงกับคนที่คิดต่าง


นอกจากรัฐบาลชุดนี้จะมีโครงการลูกเสืออินเตอร์เน็ตแล้ว ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายจะจัดตั้งหน่วยลูกเสือประชาธิปไตยในโรงเรียนทั้งหมด 44 โรงเรียน ทั้งผู้บังคับบัญชาและลูกเสือโรงเรียนละ 36 คน รวมเป็น 1,584 คน ภายในระยะเวลา 2 เดือน โดยยึดหลักสูตรประชาธิปไตย 6 ข้อ คือ


1. การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในระบอบประชาธิปไตย


2. ลูกเสือกับสถาบันหลักของชาติ


3. ลูกเสือกับการปกครองประชาธิปไตย


4. ลูกเสือกับอำนาจอธิปไตย


5. ลูกเสือกับหลักการความเป็นประชาธิปไตย


และ 6. ลูกเสือกับการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง


หากพิจารณาหลักสูตรของลูกเสือประชาธิปไตยแล้วจะพบว่า เรื่องประชาธิปไตยเหล่านี้เป็นเรื่องที่เด็กๆ ทุกคนต้องเรียนอยู่แล้วในวิชาสังคมศึกษา ในสาระหน้าที่พลเมืองในทุกระดับชั้น ทั้งเรื่องการเป็นพลเมืองดี การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ความเป็นมาของการปกครองระบอบประชาธิปไตยทั้งในโลก และในประเทศไทย หลักการประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย การมีส่วนร่วมทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย และอื่นๆ อีกมากมายที่ล้วนแล้วแต่เป็นทฤษฎีหลักการประชาธิปไตย


นอกจากนี้ ในโรงเรียนยังมีกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย ทั้งการอบรม การจัดกิจกรรมเลือกตั้งประธานนักเรียน โดยการจำลองการหาเสียง การเลือกตั้งแบบที่ผู้ใหญ่ทำ จะต่างกันที่เวลาเด็กๆ เขาหาเสียงจะบอกว่าเขาจะทำอะไรหากได้เป็นประธานนักเรียน แต่จะไม่พาดพิงใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น


เด็กและเยาวชน ในโรงเรียนซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นลูกเสือ และเนตรนารีมีความรู้เกี่ยวกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยดีพอสมควรแล้ว อีกทั้งกิจกรรมลูกเสือที่มีอยู่ในโรงเรียนต่างมุ่งปลูกฝังให้เด็กมีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตย และฝึกให้มีคุณธรรมจริยธรรมอยู่แล้ว


ดังนั้น การที่จะจัดตั้งหน่วยลูกเสือประชาธิปไตยในโรงเรียน ซึ่งต้องนำลูกเสือไปอบรมเป็นพันๆ คน ต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมาก อีกทั้งเมื่อผ่านการอบรมแล้ว ลูกเสือหน่วยนี้จะทำหน้าที่อะไร?


หากเพียงต้องการบูรณาการเพื่อใช้การศึกษาสร้างพลเมือง วิชาสังคมศึกษามุ่งสอนให้เด็กมีความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย เป็นพลเมืองดี มีคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งกิจกรรมลูกเสือในโรงเรียนที่สอนกันทุกโรงเรียนต่างมุ่งส่งเสริมให้เกิดความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่แล้ว


ไม่เห็นความจำเป็นต้องไปตั้งหน่วยลูกเสือประชาธิปไตยในโรงเรียนให้ซ้ำซ้อน และให้ทั้งครูและนักเรียนต้องมีภาระมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่


ถ้าต้องการให้ลูกเสือเหล่านี้มีจิตสำนึกแบบประชาธิปไตย แต่ผู้ใหญ่ทำบ้านเมืองให้มีบรรยากาศแห่งความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ด้วยการยอมรับในสิทธิเสรีภาพของประชาชน และความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยไม่ต้องใช้การฝึกอบรมให้เห็นความสำคัญของการปกครองประชาธิปไตยให้เมื่อย เด็กและเยาวชนเหล่านี้จะซึมซับประชาธิปไตยจากชีวิตจริงได้ดีกว่าการพยายามกล่อมเกลาเป็นไหนๆ


การให้ความสำคัญกับกิจกรรมลูกเสือในสองโครงการของรัฐบาล ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นความพยายามที่จะนำกิจกรรมลูกเสือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือเปล่า นอกเหนือจากการเรียนในโรงเรียน หากเป็นเช่นนั้นคงต้องคิดทบทวนให้ดี เพราะการเมืองมีทั้งขาว ทั้งดำ และเทาๆ สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด แต่วันหนึ่งประวัติศาสตร์จะเผยโฉมของเหตุการณ์ต่างๆ ในที่สุด


เมื่อการเมืองมีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นมากมาย แล้วจะไปดึงเด็กและเยาวชนผู้บริสุทธิ์มาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งครั้งนี้ให้เกิดประโยชน์อะไร?

พท.จับผิดแผนรวบมือขวาเสธ.แดง เมีย-แม่ "หรั่ง" ร้องขอความเป็นธรรม ปัดตอบ ฟ้องกลับ"ดีเอสไอ"

ที่มา มติชน


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ได้ออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับการขยายผลการสอบสวนคดีก่อการร้ายในกรณีการจับนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือ หรั่ง ที่อ้างว่าเป็นมือขวาของ พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ. แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก นั้น ตนขอตั้งข้อสังเกตุการดำเนินการของดีเอสไอ ดังนี้ 1 ขัดต่อหลักการมีส่วนได้เสียหรือหลักความเป็นกลางหรือไม่ เพราะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นกรรมการ ในคณะกรรมการ ของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมในการออกคำสั่งให้มีการสลายการชุมนุม จึงเท่ากับว่าเหมือนกับเป็นการ ชงเองกินเอง


นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า 2.กรณีที่ที่อธิบดีดีเอสไอ แถลงว่า มีการล่อซื้ออาวุธสงครามจากนายหรั่งมาก่อนหน้านี้และจะนำอาวุธดังกล่าวมาโชว์นั้นยิ่งเห็นภาพชัดเจนว่า กระบวนการสอบสวนและจัดทำพยานหลักฐานมีความไม่ปกติอย่างยิ่ง เพราะหากมีการล่อซื้ออาวุธจากนายหรั่งจริง ทำไมเจ้าหน้าที่จึงไม่เข้าจับกุมในคณะที่ทำการส่งมอบ แต่กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาหลายวัน และเพิ่งมาแถลงว่ามีการล่อซื้อดังกล่าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีข่าวเรื่องนี้มาก่อน โดยอธิบดีดีเอสไอกล่าวว่าทางเจ้าหน้าที่เตรียมที่จะล่อซื้ออาวุธล๊อตใหญ่อีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งวางแผนจับกุมผู้ต้องหาที่เหลือจำนวน 2 ราย แต่ต้องล้มเลิกแผนการนี้ไป เพราะข่าวจับกุมนายหรั่งออกไปก่อน เลยจะนำอาวุธมาแถลงข่าววันนี้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในการดำเนินคดีสำคัญ ที่มีความร้ายแรง และเป็นคดีพิเศษ


"หากมีการซื้อขายอาวุธโดยผู้ต้องสงสัยในคดีที่สำคัญเช่นนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะขยายผลไปจับกุมผู้ร่วมดำเนินการ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมในการก่อคดีร้ายแรงตามคำกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ย่อมต้องวางแผนเพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เหลือไปด้วย การล่อซื้อรอบที่สองเพื่อจับกุมผู้ต้องหาที่เหลือจำเป็นต้องดำเนินการเป็นอย่างยิ่ง แต่เหตุใด จึงไม่ดำเนินการ และรีบออกมาแถลงข่าวการจับกุมนายหรั่ง นอกจากนี้การจับกุมนายหรั่ง ก็มีความไม่ปกติ เพราะตามวิสัยของผู้ที่ก่อเหตุร้ายแรงที่มีระวางโทษถึงขึ้นประหารชีวิต ถึง 8 คดีสำคัญ แต่ก็สามารถหลบหนีการจับกุมได้ทุกครั้ง ย่อมต้องมีอาวุธร้ายแรง หรือมีวิธีการที่จะไม่ให้ถูกจับกุมได้โดยง่าย แต่ข้อเท็จจริงที่ตำรวจเข้าจับกุมนายหรั่ง กลับอยู่ในสภาพเหมือนแบบคนที่เข้าพักในโรงแรมปกติไม่มีอาวุธใดๆติดตัว ไม่มีการต่อสู้ขัดขืนเลย" นายพร้อมพงศ์กล่าว


นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่ออีกว่า ตนจึงขอเรียกร้องให้ รัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ในทุกขั้นตอน ให้ทำการสืบสวน สอบสวน พยานและหลักฐาน ด้วยเทคนิควิธีการที่ทันสมัยอย่างที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ศอฉ. เคยใช้กับคดีอื่นๆ ที่มีทั้งวิทยาการคอมพิวเตอร์ การสืบสวนทางนิติวิทยาศาสตร์ และกระบวนการทางอาชญาวิทยา เสียก่อนอย่าด่วนแถลงข่าวให้สาธารณชน รับทราบเกินกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เพราะจะทำให้เกิดความสับสนในสังคม และหาความสมานฉันท์ได้ยากยิ่งขึ้น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการแถลงข่างดังกล่าวนายพร้อมพงศ์ ได้นำ น.ส.เดือน กาไธสง อายุ 28 ปี ภรรยานายสุรชัย และนางเลี้ยง แสนกล้า อายุ 51 ปี มารดาของนายสุรชัย โดยบุคคลทั้ง 2 มาร้องเรียนกับพรรคเพื่อไทย กรณีที่ดีเอสไอแถลงข่าวซึ่งมีลักษณะไม่ธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา จึงขอให้พรรคเพื่อไทนตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้น.ส.เดือน กล่าวทั้งน้ำตา ว่า การแถลงข่าวของดีเอสไอทั้งที่ไม่มีหลักฐานชัดเจนนั้นจะทำให้สังคมมองนายสุรชัยผิดไป ซึ่งวันนี้คดีก็ยังไม่จบตนจึงอยากไม่อยากพูดอะไรมากเพราะอาจจะกระทบกับคดีได้ สำหรับจะดำเนินการฟ้องกลับดีเอสไอหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่นายสุรชัยว่าจะตัดสินใจอย่างไร

ปัญหาทุจริต

ที่มา ข่าวสด


ชกไม่มีมุม



นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แถลงเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปัญหาการทุจริตเป็นรากเหง้าของความแตกแยกในสังคม

โดยในอดีตมีการทุจริตเป็นมูลค่าเพียงร้อยละ 3 แต่ตอนนี้ผ่านมาไม่กี่สิบปีการทุจริตเพิ่มไปถึงระดับร้อยละ 30-40

ฉะนั้นหากไม่มีการแก้ไขปัญหาทุจริตอย่างจริงจังประเทศชาติคงอยู่ไม่ได้ เพราะงบประมาณแผ่นดิน 3-4 แสนล้านบาท หายเข้ากระเป๋าผู้ทุจริตถึง 1 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ สภาหอการค้าฯ มอบหมายให้นายนันเดอร์ วอน เดอลูว์ ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย รับผิดชอบในเรื่องการแก้ปัญหาการทุจริตในไทย

โดยหวังว่าชาวต่างประเทศจะสามารถพูดกับภาครัฐได้อย่างตรงไปตรงมามากกว่า

ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทยระบุด้วยว่า ควรมีการนำรูปแบบของฮ่องกงมาปรับใช้ในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากในอดีตฮ่องกงเป็นเมืองแห่งการทุจริต โดยเฉพาะตำรวจที่รับเงินทั้งระบบ

แต่ขณะนี้ฮ่องกงแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง มีการตั้งองค์กรร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาดูแล

ซึ่งสภาหอการค้าไทยจะให้คณะทำงานเรื่องนี้ไปศึกษาดูงานที่ฮ่องกง และจะเชิญองค์กรที่ดูแลด้านการปราบปรามทุจริตของฮ่องกงมาบรรยายในไทย

รวมทั้งมีแนวคิดจะแจกรางวัลยกย่องผู้ทำดี ขณะที่จะประณามผู้กระทำผิด

โดยคาดว่าจะเริ่มในช่วงปลายปีนี้หรือช่วงปีหน้าเป็นอย่างช้า

การลุกขึ้นมาแสดงท่าทีว่าต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตของภาคเอกชน ในอีกด้านหนึ่งก็เหมือนการตบหน้าฝ่ายการเมืองและข้าราชการฉาดใหญ่

แต่ถ้ามองในแง่ดี นี่คือความพยายามที่สมควรได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้เป็นจริงด้วยการปฏิบัติ มิใช่ถูกตอบโต้ด้วยการตีฝีปาก ว่าภาคเอกชนจะต้องกลับไปตรวจสอบตนเองเสียก่อน

เพราะถ้าเริ่มต้นด้วยการเอาชนะคะคาน แทนที่จะเป็นการพิจารณาถึงความตั้งใจจริงและเนื้อหาในการแก้ไขปัญหา

ปัญหาการทุจริตก็มีแนวโน้มที่กัดกร่อนสังคมไทยให้ล่มสลายในอนาคตอันไม่ช้านี้ได้