WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 21, 2010

จดหมายสาปแช่งจาก"คนดี" ถึงย่าทวดวัย 82 ปีไล่ไปลงนรกเขียนด่า"คนอีสานใจง่าย-โง่"

ที่มา มติชน





โดย ชฎา ไอยคุปต์

ขบวนการไล่ล่าแม่มดไม่ได้มีแค่ในโลกออนไลน์ทางเฟซบุคเท่านั้น ล่าสุดคุณยายวัย 80 ปีได้รับจดหมายเขียนด้วยลายมือสวยงามแต่เนื้อหาตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง หยดน้ำใสๆที่ไหลลงมาตามร่องแก้มที่เหี่ยวย่นของหญิงชราหลังอ่านข้อความในจดหมายที่เขียนประณามและสาปแช่งครอบครัวด้วยถ้อยคำ ดูถูก เหยียดหยาม ด่าทอ เพียงเพราะเข้าใจว่าเป็นครอบครัวคนเสื้อแดง


นางหอม ศิลปะ อายุ 82 ปี อยู่กับเหลน 3 คน ในบ้านที่ผุพังปลวกกินทั้งหลังอดมื้อกินมื้ออาศัยเงินจากเบื้อยังชีพคนชราเดือนละ 500 ประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ เก็บผักบุ้งตามท้องร่องและขอข้าววัดกิน หลังจากแม่เด็ก นางศิณีนาถ ชมพูษาเพศ อายุ 29 ปี ประกอบอาชีพชาวนาและเก็บของเก่าขายถูกเจ้าหน้าที่ยิงหัวเข่าทะลุเจ็บสาหัส ทั้งยังโดนจับยัดคุกด้วยข้อหาละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะไปอยู่ในเหตุการณ์เผาศาลากลาง จากนั้นมีผู้ใจบุญเปิดบัญชีรับบริจาคช่วยเหลือหญิงชรากับเด็กๆด้วยการเปิดบัญชีเป็นชื่อของ นางไรอัน คงสี ลูกสะไภ้ ซึ่งเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ ไม่คิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้ยังมีคนพร้อมที่จะเหยียบย่ำซ้ำเติมครอบครัวที่ไม่มีแม้"ข้าวสาร"จะกรอกหม้อ


จดหมายส่งมาถึงบ้านโดยจ่าหน้าซองถึงนางไรอัน โดยมีหญิงชราเป็นผู้เปิดอ่านด้วยมือสั่นเทาค่อยๆไล่สายตาอ่านข้อความในจดหมายระบุว่า

ศิณีนาถโดนยิงบาดเจ็บ แม่ไรอันคงดีใจซินะได้ค่าชดเชยจากภาครัฐบาลไปร่วมชุมนุมเผาศาลากลาง ถึงจะไม่ได้เผา ไปร่วมชุมนุมก็เท่ากับเผา มันบาปนะ ตอนเจ็บ-ตายขึ้นมาก็จะขอค่าชดเชย มันหน้าจะตายไปให้พ้นจากรประเทศไทย พวกหนักแผ่นดินขายชาติเห็นแก่เงิน คนเหนือคือพี่น้อง (คำพูดทักษิณ) คนอิสานคือขี้ข้า(คำพูดทักษิณ" สงสารคนอิสารจัง โง่เห็นแก่เงิน (คำพูดของคนส่วนมาก) แม่ไรอันทำไมไม่ให้ศิณีนาถและพวกเผาบ้านยายหอม บ้านไรอันไปเผาของคนอื่นทำไม เลว โง่ ชาติหมาทั้งตระกูล ขอให้คนชั่วตระกูลนางศิณีนาถจงตายโหง ขี้ข้าทักษิณทำไมไม่ไปขอมัน มันหนีไปเสวยสุขเมืองนอก มันไม่ผิดมันจะหนีทำไม หลักฐานความชั่วมันเยาะแยาะ พวกโง่อิสานลืมหูตาบ้างไปช่วยเหลือสนับสนุนคนชั่วมันบาป ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน เมื่อสมัยก่อนคนเหนือใจง่าย ปัจจุบันคนอิสานทั้งใจง่าย+โง่+ขายตัว ให้เขาหลอกรั้มไป เห็นแก่เงินขายชาติช่วยเหลือคนผิด สมองไม่มี พวกมึงถึงจะส่งลูก-หลานเรียนสูงก็แค่สมองหมา มันติดมาจากบรรพบุรุษไม่สั่งสอนแยกผิด-ถูก เลวทั้งตระกูล ขี้ข้าทักษิณ ขอให้พวกมึงจงทยอยลงนรกกันไวไว พวกหนักแผ่นดิน เลียตูดไอ้ทักษิณ

เหยียบแผ่นดินอยู่ได้งัย เสียดายเกิดมาครบ 32 ยกเว้นสมองไม่มี

ลงชื่อที่อยู่ผู้นำฝาก นายบุญธรรม คนดี 157 หมู่ 10 ต.คลองดี อ.เมือง จ.ลำปาง (ประทับตราไปรษณีย์เขตอ้อมใหญ่)



ด้านนายทวี ปวงสุข นายกอบต.แก่งโดม อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี เล่าถึงชีวิตของหญิงชรากับเด็กทั้ง 3 คนที่อาศัยอยู่กับคุณย่าคนดังกล่าว ว่านางศิณีนาถ ถูกเจ้าหน้าที่ยิงทะลุหัวเข่า บาดเจ็บสาหัส และเมื่อ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังออกจากโรงพยาบาลเพียงวันเดียว ตำรวจตามมาจับกุมตัวถึงบ้านพักฐานกระทำผิดฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางอุบลราชธานี


"นางศิณีนาถต้องติดคุก ลูกทั้ง 3 คน อายุ 6 ขวบ 8 ขวบ และ 10 ขวบ จึงต้องอยู่กับนางหอม ศิลปะ ผู้เป็นย่าวัย 82 ปี ซึ่งอาศัยเบี้ยยังชีพคนชราในการเลี้ยงดูเพียงเดือนละ 500 บาท ลูกสาวคนโตของนางศิณีนาถ ชื่อน้องแก้ม เรียนอยู่ชั้น ป.4 เรียนดี แต่ตัวเล็กและผอมมาก ส่วนสูง 120 ซ.ม. หนักเพียง 21 ก.ก. ย่ามีเงินจ่ายให้ไปโรงเรียนแค่วันละ 7 บาท ในอดีตนางหอมเคยเป็นหมอตำแยประจำตำบล เคยทำคลอดคนเกือบทั้งตำบล แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านยังบอกว่าผมเกิดได้เพราะฝีมือคุณย่าคนนี้"


นายทวี บอกว่า นางหอมเดินไม่ค่อยสะดวก ต้มมาม่าใส่ผักบุ้งเยอะๆ ให้กินแก้หิว บางมื้อซื้อกระดูกไก่ย่างไม้ละ 5 บาท 2 ไม้ แบ่งกันกินสามพี่น้อง ตัวนางหอมเองมักยอมอดเพื่อให้หลานอิ่ม ข้าวสวยบางวันต้องไปขอที่วัดเพราะไม่มีเงินซื้อ สภาพที่อยู่อาศัยของย่าหลานทั้ง 4 คนชำรุดทรุดโทรมมาก เป็นบ้านไม้ 2 ชั้นแบบยกสูงเก่าๆ ชั้นบนผุพังจนอยู่ไม่ได้ หลังคารั่ว กันฝนกันแดดไม่ได้ และฝาบ้านมีแค่ข้างเดียวทำจากป้ายหาเสียง ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง มีเตียงไม้ไผ่กับมุ้ง 1 หลัง นอนกัน 4 คน ส่วนห้องน้ำ เป็นสังกะสีผุๆ มีเตาถ่านแตกๆ อยู่หลังบ้าน ตู้กับข้าวไม่มี และมีข้าวสาร 1 กระสอบที่ทางเจ้าอาวาสวัดให้มา ชาวบ้านผู้ที่ผ่านมาพบเห็นต่างรู้สึกเวทนาสงสารอย่างยิ่งและพยายามช่วยเหลือ ซึ่งตนได้เสนอเรื่องของบประมาณซ่อมแซมบ้านให้กับนางหอมผ่านอบจ. แต่พบว่างบหลวงดังกล่าวถูกใช้หมดแล้ว ล่าสุดมีชาวบ้านพี่น้องคนเสื้อแดงเสนอตัวเป็นแรงงานช่วยซ่อม สร้างบ้านและมีคนให้ความช่วยเหลือบริจาคเงินมาช่วยซ่อมบ้าน

นายกอบต.แก่งโดม ยังตั้งคำถามถึงเหตุการณ์นางศิณีนาถถูกยิง ว่า เหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ ทำให้ตนเกิดข้อสงสัยอยากถามว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ยิงคนที่กำลังเผาศาลากลางในวันนั้น แต่กลับมายิงนางศิณีนาถที่อยู่ตรงสนามหญ้าห่างจุดเผาเกือบ 150 เมตร และทำไมเมื่อไฟไหม้ศาลากลางไม่เห็นรถดับเพลิงมาดับไฟ ทั้งๆ ที่รถอยู่ห่างเพียง 500 เมตร


ชีวิตปั้นปลายของหญิงชราและการเริ่มต้นชีวิตของเด็กน้อย 3 คน ต้องมาเผชิญชะตากรรมที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อ นางหอมอดีตหมอตำแยประจำตำบลเคยทำประโยชน์ช่วยแม่ทำคลอดจนให้กำเนิดบุตรได้อย่างปลอดภัยมาหลายชีวิต การแพทย์ที่เจริญก้าวหน้าทำให้อาชีพหมอตำแยกลายเป็นอาชีพที่ไม่มีรายได้อีกต่อไป ต้องมีชีวิตที่ลำเค็ญเผชิญความยากจนอย่างน่าเวทนา หลานสาวที่หวังจะเป็นที่พึ่งก็ต้องมาติดคุกแล้วอนาคตของ 4 ชีวิตนี้จะเดินไปในทิศทางใดไม่มีใครบอกได้

จากกรณีของยายหอมถูกคุกคามด้วยจดหมายมรณะคงพอจะสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยคงไม่เหลือความเห็นอกเห็นใจกันอีกต่อไปแล้ว มีแต่จะคอยเหยียบย่ำซ้ำเติมกันโดยที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลอย่างท่องแท้ด้วยซ้ำไปว่าคนที่ถูกกล่าวหาเขาเป็นคนอย่างไร แค่คนที่คิดเห็นต่างไปก็กลายเป็นจำเลย นี่คือสิ่งที่สังคมต้องมาตั้งคำถามกันว่า

"เรามีสิทธิภาคทัณฑ์คนที่คิดต่างได้หรือ"

มองการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ


สมมติว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องมีอันเป็นไป คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี การเมืองจะ เปลี่ยนขั้วหรือไม่ก็ตามแต่ นายกรัฐมนตรีจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แน่นอน จึงมีการโฟกัสไปที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไป เอาตามรัฐธรรมนูญ ในพรรคประชาธิปัตย์ก็เหลืออยู่ไม่กี่คน คุณชวน หลีกภัย ถูกพูดถึงมากที่สุด

แต่ใช่ว่าในพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่มีข้อเสนอที่จะขึ้นสู่ เก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะกฎกติกาที่ว่า พรรคการเมืองเสียงข้างมากหัวหน้าพรรคจะได้เป็นนายกฯ คงเป็นแค่ในอดีต ปัจจุบันอยู่ที่ตัวช่วยหรือเงื่อนไขการต่อรองกันมากกว่า

พรรคภูมิใจไทยก็น่าจะมีสิทธิที่จะเสนอชื่อนายกฯ คุณชัย ชิดชอบ คุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล มีคุณสมบัติเข้าเงื่อนไขมาจากการเลือกตั้งก็จบแล้ว ส่วนพรรคกิจสังคมหรือพรรคชาติไทยพัฒนาคงไม่แข็งแรงพอที่จะเสนอชื่อบุคคลขึ้นมาเป็นนายกฯ

สมมติว่าขั้วการเมืองเปลี่ยน พรรคฝ่ายค้านก็น่าจะเตรียมคนไว้แล้ว กรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยังไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง จำเป็นต้องใช้คนที่มีอยู่ในพรรค ที่แหล่งข่าวอ้างว่า ชื่อของ คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นำโด่ง แต่จะมีอุปสรรคตามมาอย่างไร หรือมีใครสกัดจุดก็เป็นอีกเรื่อง

แต่ถ้าการเมืองวุ่นวายจริงๆ ก็มองเลยไปถึง รัฐบาลแห่งชาติซึ่งไม่รุนแรงจนถึงขนาดจะต้องยึดอำนาจกันอีกกระทอก แค่แก้ รัฐธรรมนูญ ยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราที่เกี่ยวกับที่มาของนายกฯว่าจะต้องเป็น ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง

มีรายชื่อออกมาเยอะ ซึ่งดูเหมือนว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมืองไทยจะกลายเป็น เก้าอี้ดนตรี ไปแล้ว ทั้งนี้ ก็ต้องดูการตาม ล้างตามเช็ดระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดงด้วย

ถ้ามีการประลองกำลังกันอีกรอบ อุบัติเหตุทางการเมืองย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองบางคนแสดงความเห็นว่า เมืองไทยอาจจะไม่มีการเลือกตั้ง ไปอีก พักใหญ่ เพราะถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งตอนนี้คนเสื้อแดงก็จะกลับมามีพลัง แนวทางลับ ลวง พราง ก็ต้องกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ในขณะที่วิกฤติประเทศถลำลึกลงไปเรื่อยๆ

ตราบใดที่ คุณธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังออกมาแถลงเรื่องผู้ก่อการร้ายเป็นรายวัน แต่อีกด้านมีคนตายในระหว่างการสลายการชุมนุม 6 ศพที่วัดปทุมฯ คุณธาริตรูดซิปปากสนิท เอาประเด็นนี้ประเด็นเดียว ก็ชี้ให้เห็น แล้วว่ารัฐบาลคิดอะไร ขบวนการลับ ลวง พราง คิดอย่างไร การสู้รบระหว่างสองขั้วความคิดอุดมการณ์ทางการเมืองจะตกผลึกเป็นวิกฤติการเมืองถาวร

เมืองไทยติดหล่มจมปลักอยู่ในวิกฤติการเมืองชนิดลากยาว.

หมัดเหล็ก

ผมเข้าใจแล้วว่า ปริญญา เทวาฯ ทำไมเชียร์อำมาตย์ ตอนนี้ได้เป็น รองอธิการบดี มธ.

ที่มา thaifreenews


โดย ลูกชาวนาไทย


ก่อนหน้านี้นานมาแล้วสมัยหนุ่มๆ ผมเห็น นายปริญญา เทวานิรมิตรกุล นี่ยังพอมีอุดมการณ์แสดงความเห็นทางการเมืองแบบมีหลักมีการ

ตอนต่อต้านทักษิณ พยายามที่่จะแกล้งทำตัวเป็นพวกเสื้อขาว

ตอนนี้เพิ่งเห็นข่าวว่าเป็น รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เพื่อยศเพื่อตำแหน่งนี่เอง คนจึงเปลี่ยนไป
เข้าใจว่าเป็นเด็กสร้างของอำมาตย์ไปแล้ว คงเป็น "ว่าที่ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" ต่อไป

มิน่า ความเห็นต่างๆ มันจึงสวนหลักประชาธิปไตยจนสงสัย
เขาเอื้อประโยชน์กันไว้นี่เอง

แต่ตอนนี้ ผมว่า "การครองประเทศ" โดยเอานักวิชาการขายตัวมาเป็นพวก มันเริ่มคุมประเทศไม่ได้แล้ว เพราะคนฉลาดขึ้นกว่าเดิม และยิ่งนักวิชการจากธรรมศาสตร์ ประเภทที่มีตำแหน่งทางการบริหารนี่ จริงๆ แล้วคือ "โสเภณีทางวิชาการชัดๆ " หาใช่คนที่ใช้ความรู้แบบมีคุณธรรมไม่

สรุปคือ พวกประเวศ สุเมธ สุรพล ปริญญา ฯลฯ พวกนี้คือ "องครักษ์พิทักษ์อำมาตย์นั่นเอง

แต่ก่อนสังคมไทย ก็ดูดี มีคนพวกนี้มาออกความเห็นชักจูงให้คน "บูชาระบอบอำมาตย์" จนสามารถทำให้สังคมผิดเพี้ยน ขนาด เอาทหารมาฆ่าคนกลางเมืองยังไม่เป็นไร

เมื่อห้าปีที่แล้ว เขาชนะเลือกตั้งเกินครึ่ง ประสานเสียงกันว่าเป็น "เผด็จการทางรัฐสภา" สร้างกระแส "แทรกแซงสื่อ"
ตอนนี้ ทั้งปิดเว็บ ควบคุมสื่อ ประกาศ พรก. กดหัวฝ่ายตรงข้าม

แค่เด็กตะโกน ก็โดนจับแล้ว

นักวิชาการโสเภณี พวกนี้ก็ "เงียบ" ไม่แสดงความเห็นว่า "มีคุณธรรมสูงส่งไม่เลือกปฎิบัติอะไรทั้งสิ้น"

สังคม "ตอแหล" ผิดเพี้ยน บิดเบือน แบบนี้มันคงไปไม่รอดอย่างแน่นอน

'ราชประสงค์' ป้ายสะกดวิญญาณ

ที่มา ไทยรัฐ

อึ้ง ป้ายแยกราชประสงค์อันใหม่ผิดหลักฮวงจุ้ย ซินแสชื่อดัง ชี้การผูกผ้าแดง จุดเทียนไขที่ป้ายเป็นการเชิญวิญญาณร้ายมาสถิตย์ ชี้จะเกิดเหตุร้าย แนะ เพิ่มกระจก และสิ่งมันวาวเข้าไปจะทำให้ประชาชนบริเวณนั้นและรัฐบาลอยู่เย็นเป็นสุข...

เรื่องนี้ ซินแส ธนากร ตันอาวัชนการ ประธานชมรมฮวงจุ้ยกับชีวิต วิจารณ์ผ่านไทยรัฐ ออนไลน์ ถึงลักษณะของป้ายสี่แยกราชประสงค์อันใหม่ ภายหลังที่สำนักงานเขตปทุมวันได้สั่งถอดออกไป โดยให้เหตุผลว่ามีคนพ่นสีทับป้ายทำให้เสียหายว่า จะด้วยรู้หรือไม่รู้ การย้ายป้ายนี้ออกไปจากส่ี่แยกราชประสงค์ตามหลักฮวงจุ้ย นอกจาก จะไม่ส่งผลดีกับเสื้อแดงและรัฐบาลแล้ว การทำป้ายใหม่ขึ้นมาก็ยังถือว่าไม่ถูกหลักฮวงจุ้ย

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะการชุมนุม กระทั่งที่ผ่านมาป้ายนี้มักจะมีคนมาผูกผ้าสีแดงหรือพ่นสีทับอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นเหมือนการที่คนสมัยก่อนเห็นเสาตกน้ำมันหรือต้นไม้แปลกหรือต้นใหญ่มักจะผูกผ้าหลายสีเอาไว้ การทำแบบนี้เหมือนเป็นการกระตุ้นให้สิ่งเหล่านั้นมีพลังไสยศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง และจะด้วยตั้งใจหรือไม่การที่บางคนนำผ้าแดงมาผูกที่ป้าย ซึ่งมีความหมายแห่งนี้เหมือนกับเป็นการจุดเทียนนำวิญญาณมาให้กินของเซ่นไหว้ที่นี่ เหมือนกับพิธีที่ตามต่างจังหวัดพอเขาจะเอาศพไปเผา เจ้าภาพก็จะแจกเทียนก่อนวันเผาให้คนในที่ชุมนุมจุดเทียนหน้าบ้านเพื่อที่วิญญาณจะได้เดินตามทางไปถูก ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยถือเป็น“พลังอิม” หรือให้แสงสว่างแกคนที่ตายแล้ว ส่วน “พลังเอี้ยง” คือ พลังแสงสว่างของคนที่มีชีวิตการย้ายป้ายแม้จะเอากลับมาติดตั้งเร็วก็เหมือนกับการย้ายจุดรวมวิญญาณตรงนี้แม้ว่าจะทำมาใหม่ก็ยังถือว่าไม่ถูกหลักฮวงจุ้ยนัก ซึ่งเกรงว่าจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น”

ประธานชมรมฮวงจุ้ยกับชีวิต แนะนำวิธีแก้ไขว่า จากที่ดูตำแหน่งฮวงจุ้ยการหันหน้าของป้ายนี้ที่หันหน้าไปยังพระพรหม ซึ่งเป็นตำแหน่งเหล็กและโลหะ มันวาว ซึ่งป้ายใหม่น่าจะนำสิ่งเหล่านี้มาเสริมฮวงจุ้ยให้กับคนและสถานที่บริเวณแห่งนี้ด้วย

“เหมือนคุณปลุกผีมาจะด้วยรู้หรือไม่ตั้งใจไม่รู้ทั้งการจุดเทียนปักเป็นแถวในวันรำลึก 2 เดือนที่ราชประสงค์ในวันครบเมื่อเร็วๆ นี้ แม้กระทั่งการผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งเก็บรวบรวมและสร้างสมดุลย์ของวิญญาณแห่งนี้เอาไว้ ซึ่งเมื่อคุณเอาป้ายออกไปทำทั้งที ก็น่าจะทำเสริมลักษณะป้ายให้ถูกหลักฮวงจุ้ยโดยการนำวัสดุมันวาวเติมลงไปในป้ายซึ่งจะทำให้รัฐบาลและคนบริเวณนั้นจะได้อยู่เย็นเป็นสุข”


ด้าน ซินแสชื่อดัง รัชตะพงศ์ ปุกหุต ผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการดูฮวงจุ้ยมากว่า 30 ปีเห็นตรงกันว่า การย้ายป้ายราชแยกประสงค์ตรงนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควรมากๆ

“เนื่องจากแยกราชประสงค์นั้นเป็นบริเวณที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เวียนว่ายอยู่มากมาย ซึ่งเดิมมันหมุนเวียนดีอยู่แล้ว การย้ายป้ายออกไปจะทำให้บริเวณนั้นไม่สมดุลย์ แต่การนำป้ายมาติดตั้งไว้ ซึ่งหากจะให้ดีไหนๆ รื้อทั้งที ก็น่าจะเติมกระจกเงาเข้าไปที่ป้ายเพราะกระจกเงาคือธาตุทอง มันจะสามารถลดกำลังความร้อนแรงของแยกนั้นลงมาได้บ้าง เพราะป้ายนี้เป็นลักษณะของตัวรับคลื่นแม่เหล็ก ส่วนขาตั้งป้ายกทม.ก็น่าจะเปลี่ยนลักษณะ เนื่องจากปัจจุบันป้ายมีขา 2 ขาตรงๆ ลงมายึด แนะนำว่าให้ทำเราก็ทำเหมือนกับขาสามเหลี่ยมลงมายึดแทน เพียงแต่ว่าไม่ให้มันเสียสมดุลย์ เพราะว่าสามเหลี่ยมฐานไฟมันยังอยู่”

ส่วนคำว่าราชประสงค์ที่เขียนลงบนป้ายนั้นเป็นสีน้ำเงินเข้ม ดีกว่าพื้นสีน้ำเงินสว่าง เพราะน้ำเงินเข้มมันเป็นธาตุไฟใหญ่ ส่วนอักษรใช้สีขาวบริสุทธิ์ถือว่าถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยที่ดีแล้ว.

ด้วยความเคารพ แม้วมันเคยเลวในสายตาของผม

ที่มา thaifreenews


โดย ชายเหวง

"ไอ้ห่า กรูว่าแมร่งเป็นโรคไฮเปอร์" ผมสบถ...กับน้อง+เพื่อน ร่วมงาน ในแผนก

บนโต๊ะอาหารกลางวัน ณ สโมสรแห่งหนึ่ง กลางใจเมืองหลวง

ตกกะใจปนระคนทุกข์ เมื่อ แม้วสั่งซ้ายหันขวาหัน ให้เหล่าข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนด้วยระบบ เอกชน

"แมร่งสั่งนับหน่วยผลิตด้วยเว้ย...แบบว่าถ้าคนเยอะแต่เนื้องานน้อยกว่าหละเมิง โดนตัดงบแถมโดนลดคนด้วยนะเมิง..." เพื่อนซี้พูดพลางพร้อมกระดก..ไฮเนเกนท์

"แถมวัดผลงานข้ามกรมฯ ด้วยหละ" มันย้ำ ๆ

"กรูจะฟ้องศาลปกครอง" ผมคำรามในใจ ในฐานะที่ร้อนวิชากฏหมายมหาชน ที่เพิ่งจะได้รับอบรมเสร็จหมาด ๆ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

"แมร่งจะวัดกันยังงัยว๊ะในแต่ละหน่วย ลองเอาผลงานของกรมป่าไม้ ไปเทียบกับกรมประชาสงเคราะห์สิ วัตถุประสงค์มันคนละอย่าง"

"นี่มันเล่นอัดกันแบบลูกจ้างโรงงานมือถือ ...มันไม่แฟร์ มันต้องดูจอบดิสคริปชั่นของแต่ละหน่วยเว้ย "(กระแดะใช้ภาษาปะกิตเพราะเริ่มเมานิด ๆ)

------------------------------------------------------------------------

นั่นเป็นครั้งแรก ที่ผมรู้สึกกับอัศวินควายดำ ของใครหว่า ผมจำไม่ได้ที่ให้ฉายาไว้ ว่าเขาคนนี้นี่แหละที่จะกอบกู้...เศรษฐกิจประเทศไทย

ในขณะนั้นทักษิณเนื้อหอม ในสังคม แต่ด้วยศรศิลปอาจไม่กินกันแน่ ๆ ผมจึงไม่ค่อยชอบเศรษฐี ขี้ใจร้อน เอาแต่ใจ...แ5มติดดูถูกนิด ๆ ด้วยว่า

คอยดูเหอะ "สัญญาประชาคม" ไอ้โน่น ไอ้นี่ไอ้นั่น ไม่มีทางทำได้ นักการเมืองมีแต่โม้...

-----------------------------------------------------------------------------

แต่ วันหนึ่งผมต้องไปประชุมร่วม...เผอิญแม้วมันเป็นประธาน...

เอาคำพูดที่จำได้มั่งไม่ได้มั่งมาประติดประต่อให้ฟัง

"ในตอนนี้..ประเทศเราไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ เรากำลังจนเพราะเป็นหนี้ IMF และการเป็นหนี้ทำให้เราต้องทำตามเงื่อนไขที่เจ้าหนี้กำหนดให้เราทำอะไรหลายอย่างที่ขมขื่น"

"ผมต้องการให้ทุกคน (ในที่ประชุม) คิดนอกกรอบ หาทางเอารายได้เข้าประเทศให้ได้มากที่สุด ผมอยากบอกว่า พวกเราทุกคนต้องทำงานหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าราชการ ต้องทำงานหนักมากกว่าเดิมหลายเท่า หน่วยไหน ยังอืด ล่าช้า ผมจะลงไปรีดไขมันด้วยตัวเอง (ขู่) แต่ผมสัญญาว่าหากเราทำงานหนักแล้วรายได้เข้าประเทศ...ผมจะหาเงินมาเพิ่มให้พวกเรา แม้จะได้ครั้งละไม่มาก แต่พยายามหามาเติมให้ได้มากที่สุด"

"จงจำไว้ว่าขณะนี้ประเทศของเรา อยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติ"
------------------------------------------------------------------

1 อาทิตย์ให้หลัง ผมเห็นหนังสือตั้งคณะำงาน ให้หาเงินจากนักท่องเที่ยว ที่ผ่านสนามบินดอนเืมือง (Transit) ไอ้ 3 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง 9 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง..ไปหาทางให้เขาแวะมาใช้เงินให้ได้ (ซึ่งไม่เึคยมีรัฐบาลไหนคิด เพราะส่วนมากจะสิ้นคิด ในวิธีหาเงินเข้าประเทศ)

เอากะมันดิ สั่งมาด้วยว่าให้ใครทำหน้าที่อะไร ผมงานเข้า ทั้งตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ศุลกากร การท่าอากาศยาน การท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม สมาคมไกด์ ฯลฯ

ประชุมกันหัวแทบแตก

ในที่สุดก็ฝ่าด่านทำตามที่แม้วสั่งได้

แม้บริษัทท่องเที่ยว แมร่งจะพาผู้โดยสารไปซื้อเพชรที่ร้านมัน แต่ก็ถือว่าส่วนน้อย ส่วนมากได้จับจ่ายใช้สอยระยะสั้น ๆ เพื่อหาเงินเข้าประเทศ

----------------------------------------------------------------------

จากนั้นแม้วได้กระชับพื้นที่ ระบบที่เช้าชามเย็นชาม เป็นนิวลุค...ทุกหน่วยงาน จากสามโมงเย็นนั่งเด็ดผักบุ้ง เตรียมตัวกลับบ้าน สี่โมงจะครึ่งแล้วยังหัวฟูกันอยู่เลย (ฮา)

------------------------------------------------------------------

มุมมองผมเริ่มเปลี่ยน เริ่มอืมม เริ่มเออ เริ่มดีหวะ เออใช้ได้ กับการปฏิบัติการไฮเปอร์ของแม้ว....แถมสัญญาประชาคม ที่บอกตอนเลือกตั้งมันทำทุกโครงการ

'เออ...นี่แหละ นายกที่คนไทยต้องการ"

นโยบายเราเริ่มปรับเปลี่ยนจากตามก้นสิงคโปร์ เป็นหายใจรดต้นคอ ตามมาติด ๆ

พวกคุณคงไม่อยากเชื่อว่า...รัฐมนตรี ป้ายแดงเคยเรียกพวกผมไปพบในห้องแล้วบอกว่า

"พวกคุณไปเอาผลงานเด่น ๆ ของคุณมา 1 ชิ้น เพราะเมื่อครบสามเดือน รัฐมนตรีทุกคนต้องแสดงผลงาน ไม่เช่นนั้นอาจโดนปลด ท่านเคยบอกกับรัฐมนตรีทุกคนไว้ว่า อย่าอยากเป็นเพราะเป็นเกียรติประวัติ ถ้าอยากเป็นต้องทำงานเป็นคิดเป็น ถ้าทำงานไม่เป็นก็ไม่ควรที่จะเสนอตัวเอง"

"ผมเพิ่งรับตำแหน่งใหม่ ๆ ยังไม่ทราบว่างานมีอะไรบ้างขอเวลาผมหน่อย แล้วผมจะคิดโครงการเอง" (ฮา)
----------------------------------------------------------------------------

นี่แหละไอ้แม้ว ที่พวกเราเกลียดนักเกลียดหนาที่เขาว่าเลว

ผมโชคดีที่มีประสบการณ์ได้ทำงานในยุคที่คนคนนี้เป็นนายกรัฐมนตรี

เปล่า...ผมไม่ได้ว่าเขาดีเลิศประเสริฐศรี เหนือมนุษย์ ถ้าจำไม่ผิดแม้วเคยขอโทษประชาชนออกทีวี ฐานะพูดเร็วกว่าคิดไปสองครั้ง

แต่โดยรวม เขาทำงานได้ดีี่ที่สุดที่เราเคยมีมา

------------------------------------------------------------

เหลียวมองพรรคที่เคยชอบ ชวน หลีกภัย คนนี้ผมเคยเชียร์ (ฮา)

ไอ้ห่า นั่งเซ็นต์งานเรื่องเพื่อทราบถึงสองทุ่ม ไม่รู้จะเซ็นต์ทำห่าอะไร มันไม่ใช่หน้าที่นายกฯ นั่งเป็นปลัดประเทศ จนสื่อเรียกว่า

บริหารแบบนี้ ไม่ต้องมีนายกก็ได้ หรือที่ดังในขณะนั้น เขาเรียกว่า บริหารแบบไม่บริหาร

พอมาเจอมาร์ค ม. 7 ยิ่งหนักกว่าชวน

เล่นการเมืองโดยอาศัยระบบรัฐประหารยังไม่พอ

นโยบายแรกของเราคือกู้ มากินมาใช้กันก่อนืเดี๋ยวพอประเทศอื่นเขาดีขึ้นเราก็จะดีเอง (ฮา)

นักข่าวถามว่า กู้แบบนี้มันจะได้ผลหรือ

นายกตอบว่า ไม่ต้องห่วงประเทศอื่นเขาก็กู้ ถ้าผิดก็ผิดเหมือนกันหมด

โอ้โห..แมร่งตอบได้สุดยอด....................

---------------------------------------------------------------

ประเทศเรามีกรรม มีเวร มีอะไรก็ไม่รู้คอยฉุดรั้งไว้...

อยู่กันไปแบบนี้แหละ สามโมงเย็นแต่งหน้ารอผัวมารับกันแล้ว....

อยู่กันแบบเจ้าคนนายคน อยู่กันไปแบบนี้แหละ

ประเทศไทยโชคดี ที่มีพรรคประชาธิปัตย์ และมีนายกชื่ออภิสิทธิ...

เราโชคดีจริง ๆ ครับพี่น้อง

รู้จักเครือข่ายพลังบวกก่อนถูกแบนโฆษณา

ที่มา บางกอกทูเดย์



แม้จะเพิ่งเป็นที่รู้จักของคนในสังคมสำหรับเครือข่ายพลังบวก เมื่อเกิดกรณีถูกแบนโฆษณา “ขอโทษประเทศไทย” ซึ่งกำลังเป็นประเด็นข่าวในชั่วโมงนี้

โฆษณาชุดดังกล่าวแม้จะไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อสาธารณะ แต่ในสังคมออนไลน์ทั้งในเครือข่ายเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ต่างได้ชมโฆษณาชุดนี้มาแล้ว โฆษณาชิ้นดังกล่าวนี้ใช้ชื่อว่าขอโทษประเทศไทย กระแทกกันนิดๆ ปลุกจิตสำนึกให้เกิดสติ ปลุกพลังบวก เปลี่ยนประเทศไทย ซึ่งกำกับโดย นายธนญชัย ศรศรีวิชัย และ โปรดิวซ์ โดย จุรีพร ไทยดำรงค์

เนื้อหารวมๆ เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของคนไทยทั้งประเทศ โดยนำภาพของหลายๆ เหตุการณ์มารวมกัน อาทิ การชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ การปะทะกัน ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มคนเสื้อแดง ที่หมู่บ้านภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ การชุมนุมของคนเสื้อแดง เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม เหตุการณ์การชุลมุน ระหว่างฝ่ายค้าน และรัฐบาลในสภา เป็นต้น ซึ่งมีคำบรรยายกล่าวเชื่อมโยงประกอบภาพ เพื่อชี้ให้เห็นว่า คนไทยทุกคน คือ ผู้ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจสงสัยว่า “เครือข่ายพลังบวก”เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีใครที่อยู่ในกลุ่มนี้บ้าง สำหรับเครือข่ายพลังบวก เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา ณ อาคารลุมพินี กรุงเทพฯ

วัตถุประสงค์ของกลุ่มนี้เกิดขึ้นเพื่อตอกย้ำจุดยืนช่วยเยียวยาสังคมผ่านพ้นวิกฤตความแตกแยก โดยหวังกระตุ้นคนไทยเข้าใจปัญหา และเปลี่ยนอคติเป็นพลังบวก เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาสังคมไทยให้เดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

นายภาณุ อิงคะวัต นักสร้างสรรค์งานโฆษณาชื่อดัง ในฐานะประธานเครือข่ายพลังบวก กล่าวถึงเครือข่ายพลังบวกว่า เป็นการรวมตัวของกลุ่มบุคคลหลากหลายอาชีพ อาทิ วงการโฆษณา โซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก ประชาสัมพันธ์ นักจัดอีเวนท์ ตลอดจนเครือข่ายภาคประชาชน ตัวแทน สมาคม องค์กร บริษัท ข้าราชการ และนักวิชาการ ทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ทางกลุ่มมีแนวคิดร่วมกันต้องการยุติความแตกแยกของคนในสังคม ต้องการเห็นประเทศไทยเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน หลังจากต้องเผชิญเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สินของคนไทย สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือของประเทศ

ส่วนกรณีถูกแบน โฆษณาชุด "ขอโทษประเทศไทย" นายภาณุ กล่าวว่า คณะกรรมการเซ็นเซอร์ ที่มาจากการตั้งกันเองจากทุกสถานีโทรทัศน์ไม่อนุญาตให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกอากาศ โดยได้เข้าไปคุยกับคณะกรรมการมาก่อนหน้านี้ และได้รับคำชี้แจงว่า ภาพยนตร์ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกอากาศ เนื่องจากเกรงว่าวิธีเล่าเรื่อง หรือการลำดับภาพที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้น เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

แต่เมื่อนำเรื่องนี้ไปสอบถามนายกรัฐมนตรี กลับได้คำตอบที่ตรงข้ามกับคณะกรรมการเซ็นเซอร์ โดยนายกฯ บอกว่า

“ได้รับชมภาพยนตร์โฆษณาชุด “ขอโทษประเทศไทย” ที่จัดทำโดยกลุ่มพลังบวก และถูกห้ามเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีแล้ว เข้าใจเจตนาของผู้จัดทำว่า ต้องการกระตุ้นเตือนสังคมให้ตระหนักถึงปัญหา และเนื้อหาไม่มีความเข้มข้นในเรื่องของการเมืองตามเหตุผลของการสั่งห้าม ซึ่งคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แต่ละช่อง คงชี้แจงถึงเหตุผลและรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคม ทั้งนี้ รัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซง”

ด้าน “องอาจ คล้ามไพบูลย์” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสื่อ ออกตัวทันทีว่า เรื่องนี้รัฐบาลไม่รู้เรื่อง

ขืนบอกว่ารู้เรื่องคงค้านสายตาประชาชนเป็นแน่ เพราะวันก่อนนายองอาจพร้อมนายกฯ ยังเดินสายตระเวนพบสื่อ พร้อมรับปากจะ “ปฏิรูปสื่อ”

หากบรรยากาศทางการเมืองยังเป็นเช่นนี้ ไม่แน่ว่าแผนปฏิรูปสื่อ นั้นคงอีกยาวไกลกว่าที่คิด แม้จะคิดบวก ก็อาจเกิดขึ้นได้ยากส์

อนาคต‘ธาริต’ รุ่ง? หรือ ร่วง!

ที่มา บางกอกทูเดย์



ภูมิใจไทยผงาดยอดบริจาคนำโด่ง
การเมืองวันนี้มีความโปร่งใสกันมากน้อยเพียงใด เป็นสิ่งสังคมไทยควรจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และตามให้ทันเกมการเมือง

อย่างการที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักกิจการพรรคการเมือง สรุปยอดเงินบริจาคพรรคการเมือง ประจำเดือนพ.ค. 53 โดยพบว่า มียอดรวมทุกพรรค 10,312,182 บาท

แค่ 10 กว่าล้านบาทต่อเดือน

ปีหนึ่งก็แค่ 120 ล้านบาทต่อเดือน แถวๆนั้น... เป็นเม็ดเงินการเมือง หรือเศษเงินการเมือง น่าจะเป็นคำถามที่ควรรู้ให้เท่าทัน

รวมทั้งควรดูในรายละเอียดด้วย ว่าในสถานะการเมืองเช่นปัจจุบัน ทิศทางของเงินไหลไปในทิศทางใด

เพราะหากดูพรรคการเมืองที่ได้รับเงินบริจาคมากที่สุด กลับไม่ใช่พรรคใหญ่ที่ฟาดฟันกันสุดฤทธิ์อย่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทย

แต่กลับกลายเป็นพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีเงินบริจาคเข้ามามากที่สุด 3,659,000 บาท โดยในรายละเอียดก็คือ มี บจก.อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ หรือกลุ่มทุนบางกอกแลนด์ บริจาค 3,059,000 บาท นายเฉลิม ตันติวงศ์ และ น.พ.มารุต มัสยวาณิช กรรมการบริหารพรรค บริจาครายละ 3 แสนบาท

สำหรับอันดับ 2 ซึ่งจริงๆ น่าจะเป็นอันดับหนึ่งในความรู้สึกของสังคม เพราะแม้จะไม่ใช่พรรคใหญ่ แต่เป็นพรรคที่ฮอตเหลือเกิน แถมนายใหญ่ของพรรค นายเนวิน ชิดชอบ ก็เปี่ยมบารมีมากมายในแวดวงการเมืองยุคปัจจุบัน

การถูกตัดสินให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีของนายใหญ่เนวิน ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เป็นที่รับรู้กันทั้งประเทศว่า ถูกสั่งเว้นวรรคก็จริง แต่ก็ยังสามารถจะทำอะไรได้มากมายในทางปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้เอง ยอดบริจาคที่ไหลเข้ามายังพรรคภูมิใจไทย จึงมีเท่ากับ 2,490,000 บาท

โดยที่มีผู้บริจาครวมทั้งสิ้น 26 ราย ซึ่งตามรายชื่อที่ปรากฏโดยเปิดเผย จะมีชื่อ นายชาญชัย สุรัชตชัยพงศ์ เป็นผู้ที่บริจาคมากที่สุดคือ 2 ล้านบาท

ในขณะที่ส่วนใหญ่จะเป็นกรรมการบริหารและสมาชิกพรรค รายละ 2 หมื่นบาท โดยที่นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรฯ บริจาคน้อยที่สุดแค่ 1 หมื่นบาท

และสำหรับพรรคที่ครองอำนาจการเมืองอยู่ในมือ ปัจจุบันมีฐานะเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล เป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุด แต่กลับปรากฏว่า มียอดเงินบริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ 1,642,168 บาทเท่านั้น

ซึ่งส่วนใหญ่ผู้บริจาคก็เป็นกรรมการบริหารกับสมาชิกพรรค

นักธุรกิจ กลุ่มธุรกิจทำไมไม่แทงม้าเต็งหามอย่างพรรคประชาธิปัตย์ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างมากที่สุด

ส่วนพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่าการถูกมองว่าเป็นช่วง “ขาลง” แถมยังถูกกระหน่ำรอบทิศ โดยเฉพาะจาก ศอฉ. และรัฐบาล จึงไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ ที่จะเหลือเงินบริจาคแค่ยอดประมาณ 1,058,530 บาทเท่านั้น

ที่สำคัญ เหลือเป็นเนื้อเป็นหนังก็มาจาก นายพชร นริพทะพันธุ์ บุตรชายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมช.คลัง บริจาคมากที่สุด 1 ล้านบาท

และกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักน่าเอ็นดูที่สุดก็เห็นจะเป็นพรรคกิจสังคม มียอดบริจาคเข้าพรรคเพียง 1 หมื่นบาท ซึ่งมาจากนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ในฐานะที่ปรึกษาพรรค ได้บริจาคให้พรรคเกือบทุกเดือนเพียงรายเดียว

แต่หากมองภาพรวมช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ คือ ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนพฤษภาคม 2553 ก็จะเห็นว่า มีทิศทางการแทงม้าเข้าวินในอนาคตมองไปที่นายเนวิน นั่นเอง

เพราะยอดเงินบริจาคพรรคการเมือง ม.ค.-พ.ค. พรรคที่มียอดเงินบริจาคสูงสุด คือ พรรคภูมิ ใจไทย ได้มา 11,520,000 บาท

อันดับ 2 รองลงมาคือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค มีเงินไหลเข้าพรรค 8,949,038 บาท

อันดับที่ 3 ก็คือ พรรคเพื่อไทย 5,770,477.82 บาท ตามมาด้วย พรรคเพื่อแผ่นดิน 4,259,000 บาท

และไม่เลวทีเดียวสำหรับพรรคการเมืองใหม่ ได้เงินบริจาคเข้ามา 4,080,140.60 บาท

อันดับถัดๆ มาจากนั้นก็คือ มาตุภูมิ 1,599,425 บาท รวมชาติพัฒนา 1,211,000 บาท ชาติไทยพัฒนา 2,000,000 บาท ประชาธรรม 200,000 บาท อาสามาตุภูมิ 150,000 บาท เพื่อฟ้าดิน 81,340 บาท กิจสังคม 50,000 บาท เสรีนิยม 8,888.88 บาท และ พรรคอนาคตไทย 7,200 บาท

ส่วนพรรคที่ได้รับเงินบริจาคน้อยที่สุดคือ พรรคเงินเดือนประชาชน 1,500 บาท

ตัวเลขเงินบริจาคที่เปิดเผย มีเม็ดเงินน้อยเช่นนี้แหละ ที่ทำให้เมื่อมีประเด็นในเรื่องการบริจาคเงินแบบแอบแฝงในรูปแบบต่างๆ จึงมักจะเป็นเรื่องที่ควรจะต้องมีการตรวจสอบ

เพราะมักจะเป็นเม็ดเงินระดับเป็นร้อยๆ ล้านบาท อย่างเช่นกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น

น่าเสียดายที่กรณีดังกล่าว กำลังจะกลายเป็นเรื่องที่ “เบาหวิว” ขึ้นมาดื้อๆ เมื่อเจอกับฝีมือการดำเนินการของ “ดีเอสไอ” ในยุคของนายธาริต เพ็งดิษฐ์

ในห้วงจังหวะเวลาของการช่วงชิงอำนาจการเมือง โดยที่มี ศอฉ. และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นไม้ค้ำยันสถานะภาพของรัฐบาล

ก่อนหน้านี้ไม่ว่าใครต่อใครจะบอกหรือจะเชื่อว่าหลักฐานชัดเจน พรรคประชาธิปัตย์ไม่รอดจากการถูกยุบแน่... แต่มาวันนี้ทฤษฎีต้องเปลี่ยนใหม่หมดแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น ตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยยุบพรรคออกมา

เพราะล่าสุด นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ในฐานะอธิบดี ดีเอสไอ ประกาศเปรี้ยงออกมาแล้ว หลังจากที่ได้มีการไปตั้งพนักงานสอบสวนชุดใหม่ขึ้นมาสอบสวนคดี บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ในความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในลักษณะของการไซฟ่อนเงิน 263 ล้านบาท อันเป็นเงินที่เข้าไปเกี่ยวโยงกับเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาท โดยที่มีบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เป็นตัวกลางที่เข้าไปเกี่ยวข้องเชื่อมโยง

แต่ดีเอสไอ ยุคนายธาริต ได้มีคำสั่งไม่ฟ้องบริษัททีพีไอฯ แล้ว อ้างว่า ไม่พบการไซฟ่อนเงิน

แถมนายธาริต ยังยืนยันด้วยว่า การทำคดีนี้ไม่มีใบสั่งหรือช่วยฝ่ายใด หรือพรรคประชาธิปัตย์

เช่นเดียวกับ นายอภิสิทธิ์ ที่ออกมาตอบประเด็นสงสัยของสังคมที่ว่า การสั่งไม่ฟ้องของดีเอสไอช่วงนี้ อาจถูกครหาทำเพื่อช่วยพรรคประชาธิปัตย์ในคดียุบพรรคที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการกล่าวหาดีเอสไอรับใช้การเมืองเกือบทุกเรื่องนั้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวปกป้องว่า “ไม่มี ดีเอสไอ ทำงานตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ไม่มีลักษณะที่จะมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง”

ได้ประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์ ไม่มีใครบอกได้ เพราะเรื่องนี้สุดท้ายเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ

แต่ในมุมมองของนักกฎหมาย ล้วนมองตรงกันหมดว่า เมื่อคดีต้นเรื่องไม่สั่งฟ้อง อ้างว่าไม่พบการทำผิด คดีต่อเนื่องกับเรื่องนี้คือ คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ของทีพีไอเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายแล้ว ที่จะเอาผิด

ก็ นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ยังยอมรับเองเลยว่า การที่ดีเอสไอสั่งไม่ฟ้องทีพีไอฯ ถือเป็นผลดีกับพรรคประชาธิปัตย์

แน่นอนว่า บอลมาเข้าเท้าแบบนี้ มีหรือประชาธิปัตย์จะไม่ฉวยโอกาส... ทีมกฎหมายแบไต๋ออกมาแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไร ก็จะเอาประเด็นที่ดีเอสไอ สั่งไม่ฟ้อง ทีพีไอโพลีน ไปใช้ต่อสู้ในชั้นศาลแน่นอน

ดีเอสไอ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือไม่ สังคมคงต้องใช้วิจารณญาณกันเอาเอง!!!

แต่ที่แน่ๆ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประ ธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ยังถึงกับออกปากเลยว่า ดีเอสไอแน่มากที่สั่งไม่ฟ้อง

อย่างไรก็ตาม ก็จะเสนอต่อพรรคให้ร่างเป็นนโยบายและนำเสนอต่อประชาชนว่าถ้าเพื่อไทยเป็นรัฐบาล อธิบดีคนนี้ต้องถูกย้าย 24 ชั่วโมง แล้วรื้อเรื่องมาพิจารณาใหม่

“ทำไมช่างพูดขนาดนี้ แถลงรายวันทั้งที่เป็นแค่ความเห็นเบื้องต้น ความลับในสำนวนเอามาแถลงหมด เป็นพนักงานสอบสวนประเภทไหน หรือหวังแค่ผลคะแนนทางการเมือง... ไม่รู้ว่าเขาคิดยังไง แต่รู้ว่ากูคิดจะย้ายมึง แล้วอย่าคิดว่าจะช่วยกันได้” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

งานนี้คงต้องจับตาดูว่า จากนี้ไปเส้นทางของนายธาริตจะรุ่งเรืองหรือรุ่งริ่งเพียงใด???

วิดีโอคลิป: "ธรรมะจากคุก" สัมภาษณ์พิเศษ พระเขมจิตฺโต (สุวิชา ท่าค้อ)

ที่มา ประชาไท

ประชาไท สัมภาษณ์พิเศษ พระเขมจิตฺโต (สุวิชา ท่าค้อ)


สัมภาษณ์พิเศษ พระเขมจิตฺโต (สุวิชา ท่าค้อ) from prachatai on Vimeo.

Tuesday, July 20, 2010

คุณนที สรวารี โดนอุ้ม

ที่มา You tube



นายนที สรวารี นักกิจกรรมผู้เข้าร่วมการเคลื่อนไหว "วันอาทิตย์สีแดง" ที่ราชประสงค์ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว เนื่องจากตะโกนแข่งกับเสียงประกาศของตำรวจว่า "ที่นี่มีคนตาย

ภาพตำรวจ 200-300 คน อารักขาป้ายราชประสงค์อย่างเหนียวแน่น โดย.แมวอ้วนอ้วน

ที่มา thaifreenews


โดย ลูกชาวนาไทย


วันนี้คุณแมวอ้วนอ้วน ไปดูเหตุการณ์ "วันอาทิตย์สีแดง" ที่ราชประสงค์ ซึ่ง ผก.ลายจุดมีกิจกรรมที่นั้น

รายงานมาว่าตอนนี้ เ้้จ้าหน้าที่ตำรวจ 200-300 นาย ได้อาีรักขาพื้นที่บริเวณป้ายราชประสงค์อย่างเหนียวแน่นครับ

ได้มีัการเอา แผงเหล็กไปล้อมที่ป้ายราชประสงค์ไว้ป้องกันอย่างดี เพื่อไม่ให้มีการไปผูกผ้าแดงบริเวณนั้นได้ รวมทั้งได้มีการเอา "คำสั่ง ศอฉ." ว่าห้ามมีการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ไปติดไว้รอๆ ด้วย

คุณแมวอ้วนอ้วนรายงานว่า ตอนนี้ประชาชนได้ไปทำิกิจกรรมบริเวณฝั่งเวิร์ดเทรด แต่มีประมาณ ร้อยกว่าคน แต่ก็มีคนที่ไปสังเ้กตุการณ์เดินดูท่าทีรอบๆ ด้วยพอสมควร

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว ประชาชนคนหนึ่งไ้ว้ โดยอ้างว่าควบคุมเพื่อให้สงบสติอารมณ์

นั่นเป็นข่าวครับ

สำหรับความเห็นของผม วันนี้ผมคิดว่าจะไปดูสักหน่อย แต่บ่ายๆ เผลอหลับไปและเกิดความขี้เกียจเฉียบพลัน เลยดูดีวีดีที่บ้าน

ผมคิดว่าตอนนี้กิจกรรม บก.ลายจุด ค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักของคนเสื้อแดงแล้วครับ และกำลังเป็นข้อมูลข่าวสารผ่านไปตามเครือข่ายของคนเืสื้อแดง ที่จริงคนเสื้อแดง ไม่ได้หายไปไหน เครือข่ายยังอยู่ครบ แต่ "ผ่อนคลายกิจกรรม" ภาคสาธารณะไปก่อนเท่านั้น แต่ภายในกลุ่มต่างๆ ยังคงมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอย่างเข็มข้น

การรุกของ "ฝ่านอำมาตย์" ต่างๆ หลังการชุมนุม ผมยังไม่เห็นว่ามีการรุกเ้ข้าไปที่ "หัวใจของปัญหา" ที่ทำให้เสื้อแดง "อ่อนกำลังลงด้านอุดมการณ์" แต่อย่างใด

เพียงแต่มีกิจกรรม โปรประกันดา เรื่องปรองดอง ซึ่งไม่โดนใจหรือสามารถดึงเสื้อแดงเข้ามาร่วมได้เลย จึงเป็นแต่การ "รำลิเก" ดูเองเฉพาะข้างคนเสื้อเหลือง"

ตอนนี้คนเสื้อแดงเริ่มค่อยๆ กลับมาแล้ว