WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 21, 2010

เปิดวิจัยร้อน ชำแหละ ใครคือเสื้อแดงและความคับข้องใจ ?เฮ็ดหยังก็ผิด...เรามันคนไร้เส้น

ที่มา มติชน

ดร.อภิชาติ สถิตนิรามัย หัวหน้าทีมวิจัย"จุดเปลี่ยนชนบทไทย"

ผศ.ดร. อภิชาติ สถิตนิรามัย

จุดเปลี่ยนชนบทไทย เป็นงานวิจัยชิ้นล่าสุดของ ผศ.ดร. อภิชาติ สถิตนิรามัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์และ อาจารย์ยุติ มุกดาวิจิตร และทีมงานวิจัยชุดใหญ่ที่มาจากจุฬาฯและธรรมศาสตร์ งานวิจัยเฟสแรกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อไม่นานมานี้ "มติชนออนไลน์" ขอนำมาเสนอ ดังนี้

จากการประมวลผลการตอบแบบสอบถาม 99 ชุดที่ได้สุ่มจากหมู่บ้านคลองโยง (73 ชุด) และพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทย (26 ชุด) พบว่า ในแง่ของเศรษฐกิจสังคมเราพบว่าคนเสื้อแดงที่ตอบแบบสอบถามนั้นมีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพทางการเกษตร และรับจ้างนอกระบบมากกว่าคนเสื้อเหลือง

จากการวิจัย จะเห็นได้ว่า 53% ของคนเสื้อแดงเป็นเกษตรกรในขณะที่เพียง 35% ของคนเสื้อเหลืองเป็นเกษตรกร และจะเห็นได้ว่า 9% ของคนเสื้อแดงประกอบอาชีพรับจ้างนอกระบบ ในขณะที่เพียง 4% และ 2% ของคนเสื้อเหลือง และคนที่เป็นกลางนั้นประกอบอาชีพรับจ้างนอกระบบ ในทางกลับกันเราพบว่า 35% ของคนเสื้อเหลืองนั้นมีอาชีพเป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ ซึ่งสัดส่วนนี้สูงกว่าในกรณีของคนเสื้อแดง (22%) และคนที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใด (15%)

นอกจากนี้แล้วเรายังพบว่าคนเสื้อเหลืองมีอาชีพค้าขายเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ โดย 27% ของคนเสื้อเหลืองประกอบอาชีพค้าขาย ในขณะที่เพียง 6% และ 7% ของคนเสื้อแดงและคนที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใดนั้นประกอบอาชีพค้าขายตามลำดับ

ในแง่ระดับการศึกษา เป็นที่ชัดเจนว่าคนเสื้อเหลืองจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือสูงกว่า (38.46%) มากกว่าคนเสื้อแดง (18.73%) นอกจากจะมีการศึกษาสูงกว่าแล้ว คนเสื้อเหลืองยังมีระดับรายได้สูงกว่าทั้งคนเสื้อแดง และผู้ไม่สนับสนุนฝ่ายใดค่อนข้างมาก โดยเสื้อเหลืองมีรายได้ 31,427 บาทต่อเดือน

ในขณะที่เสื้อแดงและผู้เป็นกลางมีรายได้ 17,034 และ 11,955 บาทต่อเดือน ตามลำดับ ทั้งที่คนสองกลุ่มหลังนี้ก็มิใช่กลุ่มชนที่จนที่สุดของสังคมไทย
ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และนโยบายประชานิยมกับสาเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง

@ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ


จากผลสำรวจพบว่าคนเสื้อแดงมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนน้อยกว่าคนเสื้อเหลือง แต่มากกว่าคนที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใด คือประมาณคนละ 17,034 บาท ในขณะที่คนเสื้อเหลืองนั้นมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 31,427 บาท และคนที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใดมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 11,955 บาท

ดังนั้นคนเสื้อแดงที่ตอบแบบสอบถามของเรา ถึงแม้ว่าจะจนกว่าเสื้อเหลืองแต่ก็ไม่ได้เป็นกลุ่มที่จนที่สุด เอาเข้าจริงแล้วด้วยระดับรายได้ 17,034 บาทต่อเดือนนั้น เราอาจจัดได้ว่าคนเสื้อแดงคือ "ชนชั้นกลางระดับล่าง" ไม่ใช่คนจน ดังนั้น ความยากจนในเชิงภาวะวิสัยของคนเสื้อแดงจึงไม่น่าจะใช่สาเหตุหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน

แต่ถึงแม้กระนั้น เมื่อเราถามผู้ตอบแบบสอบถามให้ประเมินฐานะของตัวเอง เราพบว่าทั้งคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงมีแนวโน้มที่จะคิดว่าตนเองมีฐานะแย่กว่าคนส่วนใหญ่ มากกว่าคนที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใดเลย โดย 18.75% และ 23.08% ของคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองนั้นคิดว่าตนเองมีรายได้น้อยกว่าคนส่วนใหญ่ ในขณะที่เพียง 14.63% ของคนที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใดนั้นคิดว่าตนเองมีรายได้น้อยกว่าคนส่วนใหญ่ ในทางกลับกันคนที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใดได้ประเมินว่าตนเองมีฐานะปานกลางเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดคือ 78.05% ส่วนคนเสื้อแดงจำนวน 50% และคนเสื้อเหลืองจำนวน 61.54% คิดว่าตนเองมีฐานะปานกลาง

เมื่อประเมินที่ทัศนะคติเกี่ยวกันความเหลื่อมล้ำทางรายได้แล้ว เรากลับพบว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองนั้นรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนนั้นนั้นห่างกันจนรับไม่ได้มากกว่ากลุ่มอื่นๆ จากการวิจัย เราพบว่า 42.31% ของคนเสื้อเหลืองคิดว่าช่องว่าระหว่างคนรวยกับคนจนห่างมากจนรับไม่ได้ ในขณะที่เพียง 25% ของคนเสื้อแดง และ 12.2% ของคนที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใดมีความคิดเช่นนี้ เราอาจจะกล่าวได้อีกนัยหนึ่งคือคนเสื้อแดงจำนวน 75% และคนที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใดจำนวน 87.8% คิดว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นไม่ห่างมากถึงยังพอรับได้ แต่คนเสื้อเหลืองจำนวน 57.7% เท่านั้นที่คิดเช่นนี้

ดังนั้นเราสามารถสรุปได้ว่าความคับข้องใจของคนเสื้อแดง (อย่างน้อยที่ได้ตอบแบบสอบถามนี้) ไม่ได้อยู่ที่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เนื่องจาก 75% ของพวกเขายังคิดว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนนั้นยังพอรับได้ ในทางกลับกันเราพบว่าความคับข้องใจเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้นี้เกิดกับคนเสื้อเหลืองมากกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ เสียอีก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สรุปได้ว่า ในแง่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้เชิงอัตวิสัย (perceived inequality) คนเสื้อเหลืองประเมินว่าตนเป็นคนจน และเห็นว่าช่องว่างทางรายได้ที่เป็นอยู่สูงจนรับไม่ได้มากกว่าคนเสื้อแดง

@ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของคนเสื้อแดง

การสนทนากลุ่มย่อยที่อุบลราชธานีแสดงความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ด้วยการอ้างถึงนักวิชาการบางท่านว่า เคยพูดว่า "คนอีสานเป็นได้แค่คนรับใช้กับเด็กปั๊ม" พร้อมกับระบายความอัดอั้นตันใจของตนออกมาว่า

- รู้สึกว่าตนถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม เพราะตนมีฐานะยากจน ความรู้น้อย
- รู้สึกว่าสังคมมีการแบ่งชนชั้น
- รู้สึกว่าไม่มีความยุติธรรมในสังคม เพราะ "เสื้อแดงทำอะไรก็ผิด" โดยยกตัวอย่างเรื่องการเดินทางเข้าไปร่วมประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์กับกลุ่ม นปช ที่กรุงเทพฯ ว่า "ไปม็อบ นั่งพื้นก็ผิด" คนเสื้อแดง "เฮ็ดหยังก็ผิด" จนทำให้ตนรู้สึกคับแค้นใจ ยิ่งรู้สึกว่าตนต้องต่อสู้ ต้องเข้ามาร่วมในการประท้วงของคนเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย เพื่อ "ขอสิทธิเราคืน" (ด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่)
- สังคมมีปัญหาความไม่เท่าเทียม มีเรื่องเงินใต้โต๊ะ เรื่องเส้นสาย ลูกสาวสอบครูติดสำรองอันดับ 6 แต่ถูกอันดับ 10 แย่งไป "เรามันคนไร้เส้น ม็อบก็ม็อบไม่มีเส้น" (เสื้อแดงอุบลราชธานี)

ตรงกันข้ามคนเสื้อแดงนครปฐมไม่ได้แสดงความน้อยเนื้อต่ำใจ ส่วนใหญ่คิดว่าฐานะทางเศรษฐกิจของตนดีขึ้น สภาพทั่วไปและการดำเนินชีวิตในปัจจุบันก็ดีกว่าสมัยก่อนที่ไม่มีความเจริญทางเทคโนโลยีเช่นสมัยนี้

กล่าวคือ เมื่อก่อนนี้ไม่มีถนนเข้าออกหมู่บ้าน การเดินทางส่วนใหญ่จึงต้องเดินด้วยเท้า ทำให้มีความยากลำบากและเสียเวลามาก ไฟฟ้าและน้ำประปาก็ไม่มี เป็นต้น ลูก ๆ ของตนมีการศึกษาสูงกว่าตน สถานภาพทางสังคมจึงดีกว่า ทำให้มีโอกาสในชีวิตมากขึ้น นอกจากนี้คนกลุ่มนี้เห็นว่าการประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถ ความขยัน และความกระตือรือล้นของปัจเจกชนแต่ละคน

เช่นเดียวกับคนเสื้อแดงเชียงใหม่ ที่มิได้มีความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง ถูกดูถูกดูแคลนหรือถูกเหยียดหยาม และยอมรับว่ามีความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นกว่าอดีตทั้งในแง่รายได้ ความเจริญ และความสะดวกสบาย แต่ก็มิได้แสดงความมั่นใจกับภาวะอนาคตมากเท่าแดงนครปฐม

กล่าวคือ เมื่อเราถามว่าให้ประเมินไปข้างหน้า 10-20 ต่อสภาพความเป็นอยู่ของตนและลูกหลานว่าจะเป็นอย่างไร แดงนครปฐมทุกคนกล่าวอย่างมั่นใจว่า อนาคตจะต้องดีขึ้นแน่ ตรงข้ามกับแดงเชียงใหม่ ซึ่งตอบคำถามนี้ด้วยความไม่แน่ใจ และไม่มีความเชื่อมั่นในอนาคตของตนเอง ในแง่นี้เราอาจเข้าใจความแตกต่างระหว่างเสื้อแดงทั้งสามจังหวัดได้ว่าเป็นไปตามความแตกต่างของสภาพพื้นฐานเศรษฐกิจของแต่ละภาค จากการสังเกตของเรา เห็นได้ชัดเจนว่าฐานะทางเศรษฐกิจของแดงนครปฐมสูงกว่าแดงอุบลฯ โดยมีแดงเชียงใหม่อยู่ตรงกลาง

@นโยบายประชานิยม

เราพบว่าคนเสื้อแดงได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการต่าง ๆ ของทักษิณมากกว่าคนเสื้อเหลืองและกลุ่มที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใด โดยเฉพาะโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่ 81% าของคนเสื้อแดงกล่าวว่าได้รับประโยชน์ ในขณะที่เพียง 54% ของคนเสื้อเหลืองเท่านั้นได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งข้อมูลนี้มีนัยยะว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานในระบบที่อำนวยสวัสดิการทางการประกันสุขภาพและอนามัย หรือไม่มีรายได้พอที่จะจ่ายค่าประกันสุขภาพได้ ซึ่งสอดคล้องกับอาชีพที่เราพบว่าพวกเขาส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตรและภาคแรงงานนอกระบบ

นอกจากนี้ เรายังพบว่าคนเสื้อแดงยังได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการ OTOP (One Tambol One Product : หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์), กองทุนหมู่บ้าน, ธนาคารประชาชน, การพักชำระหนี้และลดภาระหนี้เกษตรกร และโครงการเอื้ออาทรต่าง ๆ มากกว่าคนเสื้อเหลืองและกลุ่มที่ไม่สนับสนุนฝ่ายใด

ข้อมูลจากการสนทนากลุ่มสอดคล้องกับภาพที่ได้จากการสำรวจข้างต้น นโยบายประชานิยมหลายโครงการเป็นประโยชน์โดยตรงกับคนเสื้อแดง ตัวอย่างเช่น กองทุนหมู่บ้าน ทำให้เขามีแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำที่ทุกคนมีสิทธิกู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งในด้านการเพาะปลูกหรือการผลิตด้านอื่น ๆ

เช่น คนเสื้อแดงอุบลราชธานีผู้หนึ่งกู้เงินกองทุนฯ มา 10,000 บาท เพื่อซื้อลูกเป็ด 100 ตัวมาเลี้ยงไว้ 3 เดือนแล้วขาย ได้กำไรประมาณ 3,000-3,500 บาท อีกคนหนึ่งกู้เงินมาขุดบ่อน้ำบาดาลเพื่อสูบน้ำมารดต้นไม้ที่ปลูกไว้ขาย โดยพูดจากความรู้สึกว่า "พอได้เงินมารู้สึกว่าได้ผุดได้เกิด เมื่อก่อนกู้มาเฟีย ดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน ถ้าเป็นกู้แบบรายวันคิด (ดอกเบี้ย) ร้อยละ 2 บาทต่อวัน (ตัวเองต้องกลาย) เป็นหนี้รายวัน คนที่ให้กู้ก็เป็นคนกันเองในตลาด มีหลายเจ้า... พอกู้จากกองทุนหมู่บ้าน ดอกเบี้ย (เพียงร้อยละ) 6 บาทต่อปี"

ในขณะที่ชาวนาคนเสื้อแดงนครปฐมได้ประโยชน์จากโครงการจำนำข้าว ซึ่งในช่วงที่ราคาข้าวสูง ชาวบ้านอาจจำนำได้สูงถึงเกวียนละ 12,000 บาท ในขณะที่การประกันราคาข้าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ราคาข้าวตกลงเหลือราว 7,000-8,000 บาทต่อเกวียน ส่วนโครงการสุขภาพถ้วนหน้า "สามสิบบาทรักษาทุกโรค" ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวบ้านผู้มีรายได้ต่ำ นั้นทำให้เขารู้สึกมีความมั่นคงในชีวิตสูงขึ้นมาก เสื้อแดงเชียงใหม่ผู้หนึ่ง ซึ่งมีอาชีพเป็นลูกจ้างร้านขายข้าวมันไก่ชื่อดังแห่งหนึ่งกล่าวว่า "พี่ชายเป็นโรคไต ต้องฟอกอาทิตย์ละครั้ง หากไม่มี 30 บาท เรามันเป็นคนจน คงไม่มีปัญญารักษา ตอนนี้ก็คงจะตายไปแล้ว"

นอกจากนี้แดงเชียงใหม่ยังยกตัวอย่างโครงการเงินทุนการศึกษาที่ให้แก่คนจน (หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หรือโครงการโรงเรียนในฝัน) โดยนำมาจากรายได้ที่ได้จากหวยบนดิน รวมทั้งข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อยก็กล่าวว่า ตนได้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้นและเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้จนถึงระดับปริญญาตรี

ดังนั้น โครงการ "ประชานิยม" ในความหมายกว้างทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์โดยตรงกับคนเสื้อแดงที่ผู้วิจัยพูดคุยด้วย เสื้อแดงคนหนึ่ง (นครปฐม) จึงสรุปประเด็นนี้ว่า "นโยบายของทักษิณนั้นกินได้) ส่วนอีกคนพูดว่า นี่คือ "ประชาธิปไตยแบบเป็นรูปธรรม จับต้องได้"

นอกจากโครงการประชานิยมแล้ว คนเสื้อแดงยังนิยมชมชอบอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ด้วยเหตุผลที่ว่าในสมัยที่เป็นรัฐบาล เขาทำให้เศรษบกิจของประเทศดี เกิดสภาพคล่อง ประชาชนโดยทั่วไปทำมาหากินได้ มีตลาดเกิดขึ้นตามที่ต่างๆ ตนสามารถนำผลผลิตของตนมาขายได้ ทำให้ฐานะทางเศรษฐกิจของตนดีขึ้น ซึ่งส่งผลไปถึงลูก ๆ ของตน ดังคำพูดของคนเสื้อแดงนครปฐมผู้หนึ่งว่า "ทักษิณช่วยให้มีเงินส่งลูกเรียน" หรือมีการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น จังหวัดอุบลราชธานีซึ่งเดิม "เป็นเมืองปิด" ไม่ค่อยมีคนเดินทางเข้าไป แล้วทักษิณ "ดึงการท่องเที่ยว" เข้าสู่จังหวัดนี้ ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาเที่ยวและจับจ่ายซื้อสินค้า ทำให้ชาวบ้านทั่วไปมีรายได้และ "บ้านเมืองเจริญขึ้น" ทำให้ท้องถิ่น "มีหน้ามีตา"


นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจแล้ว คนเสื้อแดงยังชื่นชมอดีตนายกฯ ทักษิณอีกด้วยว่า ปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า ซึ่งช่วยลดปัญหายาเสพติด ทำให้ตนรู้สึกปลอดภัยขึ้น โดยเฉพาะต่อลูกหลานของตนที่เสี่ยงต่อการติดยา แต่หลังจากรัฐประหารปี 2549 ปัญหายาเสพติดก็กลับมาอีก ทำให้เกิดความวิตกกังวล (เชียงใหม่) รวมทั้งการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นหรือ "เจ้าพ่อ" ซึ่งส่งผลที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านหลายประการ

เช่น ชาวบ้านเสื้อแดงนครปฐมผู้หนึ่งกล่าวว่า ก่อนหน้าสมัยทักษิณ เมื่อตนนำดอกบัวที่ปลูกไปขายที่ปากคลองตลาด จะมี "มาเฟีย" มาคอยเก็บค่าตะกร้า ๆ ละ 10 บาท ตนต้องจ่ายเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับมาเฟีย แต่พอทักษิณขึ้นมาเป็นนายกฯ ก็สั่งปราบ จึงไม่มีมาเฟียมาเก็บค่าตะกร้าอีก ในปัจจุบันมีเทศกิจมาเรียกเก็บเงินเดือนละ 300 บาท ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่าเป็นค่าอะไร แต่ก็จ่ายให้แก่เทศกิจเพราะเห็นว่าจำนวนไม่สูงและไม่อยากมีปัญหากับเจ้าหน้าที่

ยิ่งไปกว่านั้น คนเสื้อแดงก็ชื่นชมอดีตนายกฯ ว่าเป็นผู้นี้มีความเห็นอกเห็นใจคนจน หลายคนกล่าวว่าทักษิณ "ยื่นความเป็นคนให้กับคนไทย" (เชียงใหม่) หรือ "มืองเห็นคนเป็นคน" (อุบลราชธานี) เพราะสามารถ "จัดการ" กับระบบราชการได้ ทำให้ข้าราชการ (เช่นที่อำเภอ) พูดจาไพเราะขึ้น "ให้เกียรติ" ชาวบ้าน และปฏิบัติงานรวดเร็วขึ้น (อุบลราชธานี) ให้บริการดีขึ้น เช่น โรงพยาบาลจัดให้มีระบบบัตรคิว ทำให้การแซงคิวและความสับสนลดน้อยลง (เชียงใหม่)

แล้วอะไรคือความคับข้องใจของคนเสื้อแดง ? จากผลการสำรวจเราพบว่าเหตุผลหลักในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของของคนเสื้อแดง 1) เพื่อต่อต้านการรัฐประหาร การแทรกแซงทางการเมืองของทหาร (28.13%) 2) ปัญหาสองมาตรฐาน และความอยุติธรรม (28.13%) และ 3) การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (18.75%) ส่วนเหตุผลเรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน จากนั้นไม่มีคนเสื้อแดงคนใดเลือกให้เป็นเหตุผลหลักของการต่อสู้ของพวกเขาเลย จากข้อมูลข้างต้นเราอาจสรุปได้ว่าสาเหตุของความคับข้องใจของคนเสื้อแดงคือ ความไม่เป็นธรรมทางการเมือง มากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

สรุป จากที่ได้อภิปรายมาทั้งหมดข้างต้น คณะวิจัยมีความเห็นดังนี้คือ หนึ่ง ความยากจนและความเหลื่อมล้ำเชิงภาวะวิสัย ไม่น่าจะเป็นสาเหตุความคับข้องใจของคนเสื้อแดง เนื่องจากคนเสื้อแดงไม่ใช่คนจนในแง่รายได้หรือสินทรัพย์ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับผู้เป็นกลาง แม้ว่าโดยเฉลี่ยแล้ว คนเสื้อแดงจะมีฐานะทางเศรษฐกิจและการศึกษาต่ำกว่าคนเสื้อเหลือง ตรงข้าม คนเสื้อเหลืองจำนวนมากกลับจัดตัวเองว่าเป็นคนจน เมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ และเห็นว่าช่องว่างระหว่างคนจน-คนรวยที่เป็นอยู่สูงมากจนรับไม่ได้ ซึ่งความรู้สึกนี้กลับมีน้อยกว่าในหมู่คนเสื้อแดง

สอง แม้ว่าความเหลื่อมล้ำและความยากจนเชิงภาวะวิสัยจะไม่ได้เป็นที่มาของความคับข้องใจของคนเสื้อแดง แต่ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกลับมีอยู่มากในหมู่คนเสื้อแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่แดงอีสาน เขารู้สึกเจ็บปวดจากการดูถูกดูแคลน จนฝังใจกับคำกล่าวของนักวิชาการมหาวิทยาลัยบางท่านที่ว่า "คนอีสานเป็นได้แค่คนรับใช้กับเด็กปั๊ม" นอกจากนี้ คนเสื้อแดงยังรู้สึกว่าสังคมไม่มีความยุติธรรม มีการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม มีปัญหาการใช้เส้น-ใช้สายในหน้าที่การงาน และการรับบริการจากระบบราชการ รวมทั้งความไม่เท่าเทียมทางการเมือง (ปัญหาสองมาตรฐาน)

สาม เนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจของเสื้อแดงต่ำกว่าเสื้อเหลือง คนเสื้อแดงจึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการประชานิยมมากกว่าคนเสื้อเหลือง ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร หรือแรงงานนอกภาคเกษตร จะเป็นผู้อยู่นอกระบบประกันสังคมอย่างเป็นทางการทุกประเภท ในขณะที่เขามีวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจสัมพันธ์กับความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจมหภาคอย่างแนบแน่น

ดังนั้นโครงการประชานิยม ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจเพื่อเป็นหลักประกันทางสังคมให้แก่แรงงานนอกระบบเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรักษาพยาบาล 30 บาท และกองทุนหมู่บ้านจึงตอบสนองความต้องการของคนเหล่านี้ได้ดี ยิ่งเมื่อรัฐบาลทักษิณใช้มาตรการรุนแรง-เด็ดขาดใน "สงครามฆ่าตัดตอน ปราบปรามยาเสพติด 2,500 ศพ" รวมทั้งการจัดการกับ "มาเฟีย" ทั้งหลาย ซึ่งก็เป็นผลงานที่ "ชาวบ้าน" พอใจมาก ในแง่โครงการประชานิยมและการปราบปราม "นักเลง" และ "เจ้าพ่อ" ทั้งหลายจึงอาจตีความได้ว่า รัฐไทยในยุคทักษิณกระทำตัวเป็น "เจ้าพ่อใหญ่" โดยปราบปราม "เจ้าพ่อ" อื่นๆ พร้อมกับการสร้างพระคุณผ่านโครงการประชานิยมกับชาวบ้าน

กล่าวอีกแบบหนึ่งรัฐในยุคนี้ทำตัวเป็นผู้ "อุปถัมภ์" แทนผู้อุปถัมภ์รายเล็กรายใหญ่ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในเมืองและชนบท เอาเข้าจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่รูปแบบใหม่ถอดถ้ามทางการเมืองเสียทีเดียว รูปแบบนี้มีมานานแล้วที่ "บรรหารบุรี" ความใหม่ของรัฐบาลทักษิณคือ การขยายความเป็๋นบรรหารบุรีให้กลายเป็นขอบข่ายทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานและภาคเหนือ และทั้งหมดนี้คือที่มาของความนิยมทางการเมืองของชาวเสื้อแดงต่อทักษิณ พรรคไทยรักไทยและพรรคอนุพันธุ์ของไทยรักไทย

สี่ คณะวิจัยจึงเสนอว่า ความคับข้องใจของคนเสื้อแดงจึงเป็นความคับข้องใจในหลากหลายประเด็นทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ


โปรไบโอติก มหัศจรรย์จุลินทรีย์ : อีกหนึ่งทางเลือกของการมีสุขภาพดี

ที่มา มติชน



“ยา” เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยของร่างกาย แน่นอนว่าผลดีย่อมคู่มากับผลเสีย อาการเจ็บป่วยทุเลาลง


แต่ในรายที่แพ้ยาปฏิชีวนะหรือมีอาการข้างเคียง ผลร้ายของมันมีตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนกระทั่ง “ถึงชีวิต”
“อาหาร” เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่นอกจากเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย อาหารบางชนิดยังทำหน้าที่เป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย และนี่คืออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการมีสุขพลานามัยดี


ทุกวันนี้ประเทศตะวันตกหันกลับมาใช้ธรรมชาติบำบัดกันอย่างมาก อาทิ การนำตัวทากมาดูดเลือดที่คั่งในแผล หรือการใช้หนอนตัวอ่อนแมลงวันมากินเนื้อเน่าที่ปากแผล แต่ที่แพร่หลายอย่างสำคัญที่สุดคือการหันมาใช้โปรไบโอติกเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของระบบภูมิคุ้มกัน


ทศวรรษ 1980 นักวิทยาศาสตร์เริ่มค้นพบว่าจุลินทรีย์บางชนิดสามารถช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเพื่อควบคุมอาการป่วยและโรคเรื้อรังที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคได้ โดยเฉพาะภูมิแพ้ แนวคิดดังกล่าวได้รับการทดลองและพัฒนา จนปัจจุบันมีการศึกษาอย่างจริงจังและเรียกจุลินทรีย์ชนิดดีนี้ว่า “โปรไบโอติก” หรือ “สิ่งมีชีวิตที่ส่งเสริมการมีชีวิต”


แกรี่ บี. ฮัฟฟ์นาเกิล ด๊อกเตอร์ทางด้านอายุรกรรมจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา ร่วมกับ ซาร่าห์ เวอร์นิก นักเขียนเพื่อสุขภาพ ได้จับมือกันเขียนหนังสือเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโปรไบโอติกแบบอ่านง่าย ปฏิบัติได้จริง ชื่อว่า “The Probiotic Revolution” ทางสำนักพิมพ์มติชนได้นำมาจัดทำเป็นภาคภาษาไทยชื่อว่า “โปรไบโอติก มหัศจรรย์จุลินทรีย์ ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพดี” แปลโดย บุญส่ง รักวิริยะ เพื่อเป็นตำราดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน
“โปรไบโอติก” คือจุลินทรีย์ทุกชนิดที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ พบอยู่ในร่างกายขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ มักจะอยู่ในระบบย่อยและระบบทางเดินอาหาร


ผู้ใช้ส่วนมากยังรู้กันแค่ว่า “โปรไบโอติก” ก็คือโยเกิร์ตที่กินแล้วช่วยระบายเท่านั้น แต่คุณสามารถหาจุลินทรีย์โปรไบโอติกได้ในผลิตภัณฑ์จากโยเกิร์ต เนยแข็ง อาหารหมักบ่ม เช่น มิโสะ กิมจิ ผักดอง(อ่านฉลากสินค้าให้ดี มองหาผักดองในน้ำเกลือและต้องไม่มีส่วนผสมของน้ำส้ม เพราะน้ำส้มจะรักษาผักไม่ให้เน่า แต่ไม่ได้เพิ่มโปรไบโอติก)
หน้าที่ของโปรไบโอติกคือ ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่โปรไบโอติกจะทำหน้าที่ได้ก็ต่อเมื่อพวกมันสามารถเข้าไปเจริญและแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนประชากรในร่างกายของเรา


ดังนั้น การกินโปรไบโอติกที่เข้าไปในร่างกายเราแล้วตายหรืออ่อนแอเกินกว่าจะสืบพันธุ์เพิ่มจำนวนได้ จึงเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์


“โปรไบโอติก มหัศจรรย์จุลินทรีย์ ทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพดี” เปิดโลกทัศน์การแพทย์ยุคศตวรรษที่ 21 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และธรรมชาติบำบัด หนังสือเล่มนี้นำเสนอบทบาทของโปรไบโอติกในฐานะเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการมีสุขพลานามัยดีของมนุษย์ นำเสนอเรื่องราวทุกด้านของจุลินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสุขภาพชนิดนี้ เน้นย้ำถึงความสำคัญของโปรไบโอติกที่มีต่ออวัยวะหลัก เช่น หัวใจ ตับ ไต ปอด และระบบย่อยอาหาร ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากร่างกายมีจุลินทรีย์ชนิดดีน้อยเกินไป นั่นคือ มันจะเปิดโอกาสให้จุลินทรีย์ที่ไม่เป็นมิตรขยายจำนวนมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย นอกจากนั้นยังแนะนำอาหารที่อุดมไปด้วยโปรไบโอติก รวมถึงสูตรอาหารโปรไบโอติก ทำตามได้ กินได้จริง ไม่ยุ่งยาก


ทุกอย่างในโลกมีสองด้านเสมอ รู้จักใช้ให้เพียงพอในปริมาณที่พอดี ใช้ให้สมดุลเพื่อร่างกายสมดุล

ครบ 2 เดือน 19 พ.ค.ปิดฉาก 90 ศพ เปิดตัว"เครือข่าย-นักสู้"ร่วมรื้อ"ซาก"ความหลัง

ที่มา มติชน

โดย ชฎา ไอยคุปต์







คลิปวิดีโอนาทีชีวิต"ปลั๊ก"หรือ"อ๊อฟ"นายอัครเดช ขันแก้ว ถูกยิงเสียชีวิต


ครบรอบ 2 เดือนเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 วันปิดฉากความรุนแรงนับได้ 90 ศพ ยอดการเสียชีวิตชีวิตของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงและประชาชนที่ถูกลูกหลงรวมทั้งเจ้าหน้าที่ต้องมาสังเวยชีวิตในสนามการต่อสู้เรียกร้องทางการเมือง ยึดแยกราชประสงค์แหล่งธุรกิจใจกลางกรุงเป็นสถานที่ชุมนุม


คนใส่เสื้อสีแดงที่กระจายอยู่เต็มท้องถนน มิตรภาพ ความเอื้ออาทร ที่มีต่อกันของผู้ชุมนุมก่อเกิดเป็นความรักความผูกพัน ทว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นย่อมสร้างความเจ็บปวดให้กับคนที่เหลืออยู่และไม่อาจะหยุดนิ่งมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดนไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ พวกเขาจึงออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับมิตรสหายที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดแต่เลือกเดินเส้นทางเดียวกัน ผ่านกิจกรรมเล็กๆน้อยๆในกรอบที่พอจะทำได้


ป้ายแยกราชประสงค์จึงเป็นเพียงสัญลักษณ์เดียวที่กลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงใช้เป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์และการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมเพื่อย้ำว่า "ณ จุดนี้มีคนตาย" และในคืนวันที่ 19 ก.ค.ป้ายสัญลักษณ์นี้ถูกปลดหายไปจากแยกนี้


อีกด้านหนึ่งยังมีกลุ่มนักวิชาการที่ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความร่วมมือระหว่างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆร่วมก่อตั้ง "เครือข่ายสันติประชาธรรม"เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวตั้งขึ้นมาเพื่อเปิดศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกรณีสลายการชุมนุมเมษายนถึง พฤษภาคม 2553 (ศปช.) มีน.ส.กฤตยา อาชวนิจกุล อาจารย์ประจำสถาบันประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เป็นสมาชิก ประกอบด้วยนักวิชาการ จาก จุฬาลงกรณ์ฯ ม.ธรรมศาสตร์ ม.มหิดล และ ม.บูรพา เป็นที่ปรึกษา


วัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงจาก เหตุการณ์การสลายการชุมนุม เม.ย.ถึง พ.ค.53 นำไปสู่การศึกษาปัญหาและนำเสนอเรื่องราวเป็นจริงมากที่สุด เปิดให้ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและผู้เสียหาย เข้ามาให้ข้อมูล โดยเฉพาะเปิดให้ผู้ไม่กล้าให้ข้อมูลกับรัฐบาล เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ให้เกิดขึ้น


ทั้งนี้ ศปช.พร้อมจะทำงานคู่ขนานไปกับคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และหน่วยงานอื่นๆ ในลักษณะเช่นเดียวกัน เป็นลักษณะการเสาะหาข้อมูลและเทียบเคียงข้อมูลกันและกันเพื่อให้ข้อมูลที่ เป็นจริงในเหตุการณ์ประจักษ์ขึ้น


น.ส.กฤตยา กล่าวอีกว่าประชาชนที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนมาได้ที่ 086-060-5433 และ www.peaceandjusticenetwork.org


ด้าน นายเกษม เพ็ญภินันท์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงตัวเลขผู้ชุมนุมถูกจับกุมใน 5 จังหวัดภาคอีสาน จำนวน 144 คน เป็นชาย 125 คน หญิง 19 คน


จากการสอบถามข้อมูลในเบื้องต้นมีการออก หมายจับอย่างเหวี่ยงแห ไม่สามารถระบุข้อหาได้ชัดเจน เช่น เหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัดมีคลิปวีดีโอ ซึ่งตำรวจได้จับกุมบุคคลปรากฎในคลิปวีดีโอ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นเป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งทาง ศปช.จะต้องทำการค้นหาความจริง รวมทั้งให้ความช่วยเหลือ และดูแลผู้ต้องหาจากเหตุการณ์ดังกล่าว ภายหลังการจับกุม รวมทั้งสิทธิการปล่อยตัวชั่วคราว


"ผมเห็นว่าสิทธิเสรีภาพของคนจำนวนมาก ถูกกระทบจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม ศปช.ได้ทำงานกับองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่น เครือข่ายทนาย สิทธิมนุษยชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นองค์กรด้านกฎหมาย ทำหน้าที่ดูแลด้านคดีความให้กับผู้ต้องหาในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งจากข้อมูลได้ทราบว่า ผู้ที่ได้รับความเสียหายและผู้ที่ถูกจับกับไม่เกล้ามาให้ข้อมูลกับทาง ศปช. และไม่กล้าที่จะขอความช่วยเหลือกับหน่วยงานด้านกฎหมาย เนื่องจากไม่ไว้ใจเกรงว่าถ้าให้ข้อมูลแล้วจะส่งผลต่อสวัสดิภาพ" อาจารย์อักษรศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว


นอกจากนี้เครือข่ายสันติประชาธรรมได้ทำจดหมายเปิดผนึก ถึง คอป. มีเนื้อหาสรุปว่า แม้ว่าการแต่งตั้ง คอป. จะถูกตั้งคำถาม เรื่องความชอบธรรมจากฝ่ายต่างๆ ในสังคม เพราะถูกแต่งตั้งโดย รัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคู่กรณี ในความขัดแย้ง และความรุนแรง ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. แต่เมื่อ คอป.ยืนยันปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า เป็นหน่วยงานอิสระและเที่ยงธรรม


เครือข่ายสันติประชาธรรม ขอยื่นข้อเสนอ ดังนี้


1. คอป.จะต้องปฏิบัติงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ คอป.ต้องชี้แจงให้สาธารณชนให้ประชาชนได้รู้ถึงขอบเขตและจุดมุ่งหมายในการทำ งาน ของ คอป. ทั้งนี้ เครือข่ายสันติประชาธรรมเชื่อว่า มีแต่การแสวงหาข้อเท็จจริงและผู้รับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นเท่านั้น ที่จะช่วยฟื้นฟูความบริสุทธิ์ยุติธรรม และสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ให้กับผู้คนจำนวนมากในสังคมได้


2.การตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องมุ่งไปที่ การกระทำของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ศอฉ. กองทัพ ผู้ชุมนุม และบุคคลนิรนาม


3.คอป.ควรมีข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้าและควรเรียกร้อง ให้รัฐบาลและ ศอฉ.ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทันที


อย่างไรก็ตามการต่อสู้ในเชิงปัจเจกยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นรายบุคคลโดยไม่เกรงกลัว หนึ่งในผู้ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเหยื่อความรุนแรงครั้งนี้ คือ นายวสันต์ สายรัศมี หรือ เก่ง อาสาสมัครกู้ภัยผู้อยู่ในเหตุการณ์ยิง 6 ศพวัดปทุมวนารามวรวิหารเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 กล่าวถึงการสูญเสียเพื่อนกู้ภัย โดยเฉพาะ"ปลั๊ก"หรือ"อ๊อฟ"นายอัครเดช ขันแก้ว ชาวกาฬสินธุ์ ว่า เป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่ใช้อะไรง่ายมาร่วมชุมนุมกับพ่อแม่และสนใจงานกู้ชีพ


"เขาตายคามือผม อ๊อฟเขาเห็นเกด (น.ส.กมนเกด อัคฮาด) พยาบาลอาสาโดนยิงเขาก็มุดเข้าไปในเต็นท์ไปช่วยเกด แต่เขาโดนยิงที่แขน 1 นัด กระพุงแก้ม 1 นัดและโดนซ้ำที่หลังอีก 2 นัด หลังจากถูกยิงเขาล้มลง ผมพาเขามาปฐมพยาบาลให้น้ำเกลือทำเท่าที่กำลังเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ที่เราจะทำได้ในขณะนั้นเพราะไม่สามารถนำตัวออกไปส่งโรงพยาบาลได้พยายามทำทุกอย่างแต่เขาก็เสียเลือดมากได้เพียงแต่นั่งมองดูจนเขาหมดลมหายใจสุดท้าย เพราะไม่สามารถนำตัวออกไปได้ทุกคนพยายามจะออกไปแต่กลับโดนยิง ผมได้แต่นั่งดูเขาดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดโดยที่เขาไปช่วยอะไรไม่ได้"


นี่เป็นเพียงภาพของผู้เสียชีวิตจาก 90 ศพในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อมขอพื้นที่คืนและกระชับวงล้อม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านไปกว่า 2 เดือนแล้วภาพเหล่านี้ยังไม่อาจจะลบไปจากความทรงจำของคนเสื้อแดงได้ ไม่อาจลืมภาพความโหดร้าย ทารุณที่เกิดกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์และคนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาล้มตายโดยปราศจาก "ผู้กระทำ" มีแแต่"ผู้ถูกกระทำ"ที่ออกมาร้องโอดโอยเรียกร้องขอความเป็นธรรมอยู่ใน"กล่อง"เท่านั้นเอง


เสียงที่ถูกปิดกั้นคงไม่ดังพอที่จะไปปลุกกระบวนการยุติธรรมไทยที่กลายเป็นอัมพาตไปชั่วขณะหลังเหตุการณ์อาจเพราะยังตลึงและงงกับเหตุการณ์ตายหมู่ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศไทยแบบจับต้นชนปลายไม่ถูกหรืออาจจะยืนนิ่งไว้อาลัยให้คนตายนานไปสักหน่อย กระบวนเรียกความ"ยุติธรรม"จึงเคลื่อนไปแค่คำว่า "ยุติ" ส่วนคำว่า "ธรรม" ยังขับเคลื่อนไปไม่ได้ภายใต้แรงกดดันที่"ไม่เป็นธรรม"ในสังคมขณะนี้

สี่แยกราชประสงค์

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ คอลัมน์ที่13



"สี่แยกราชประสงค์" กลับมาขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับอีกครั้ง

หลังจากกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ทำกิจกรรมจัดงานรำลึกราชประสงค์ขึ้นในวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา

เพื่อแสดงสัญลักษณ์ไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต 90 ศพ

โดยจุดสำคัญของงานอยู่ตรงช่วงที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด ต้องการนำผ้าสีแดงไปผูกที่ป้ายแยกราชประสงค์ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจห้ามเอาไว้

จึงทำได้เพียงผูกโบสีแดงบนรั้วริมทางเท้าในบริเวณดังกล่าวแทน

และในงานดังกล่าวนี้เองที่ นายนที สรวารี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหา

แล้วแจ้งภายหลังว่าส่งเสียงดังรบกวน เป็นที่เดือดร้อนรำคาญ

ถูกปรับเป็นจำนวนเงิน 100 บาท

ถัดมาอีกเพียงวันเดียว กรุงเทพมหานครก็ปลดป้ายสัญลักษณ์สี่แยกราชประสงค์ออก

โดยให้เหตุผลว่าถูกมือดีพ่นสีขาวทับ และส่งให้สำนักการจราจรและขนส่งกทม. ดำเนินการแก้ไข ทำความสะอาด

และจะนำมาติดตั้งในที่เดิมได้ไม่เกิน 2-3 วัน

ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยวิจารณ์ว่า เกรงป้ายดังกล่าวจะเป็นจุดนัดพบของกลุ่มคนเสื้อแดง

ที่จะนำสัญลักษณ์อื่นๆ มาพ่วงไว้!!

"สี่แยกราชประสงค์" เป็นสี่แยกที่ตัดกันระหว่างถนนราชดำริ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี 2445 กับถนนพระรามที่ 1 ที่สร้างขึ้นในปี 2463 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อผ่านสี่แยกราชประสงค์ไปทางตะวันออก เป็นจุดเริ่มต้นของถนนเพลินจิต

จุดเริ่มของสี่แยกราชประสงค์จึงเกิดขึ้นในปี 2463

สี่แยกราชประสงค์ได้รับการขนานนามว่าเป็นสี่แยกใจกลางกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นที่ย่านธุรกิจสำคัญ

โดยรอบและบริเวณใกล้เคียงเป็นที่ตั้งของ ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมระดับ 5 ดาว หลายแห่ง เช่น

สยามพารากอน, เซ็นทรัลเวิลด์ พลาซา, ศูนย์การค้า เกษร, อัมรินทร์ พลาซ่า, เพนนินซูล่า พลาซ่า, เอราวัณ แบงค็อก, บิ๊กซี สาขาราชดำริ, รร.แกรนด์ไฮแอท เอรา วัณ, รร.เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์, รร.อิน เตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ฯลฯ

รวมถึงสถานที่ราชการ เช่น ร.พ.ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตลอดจนวัดและโรงเรียนต่างๆ อีกหลายแห่งด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังได้ชื่อว่าสี่แยกเทพเจ้า เนื่องจากมี ศาลเทพเจ้ามากถึง 7 องค์ คือ

ศาลท่านท้าวมหาพรหม รร.เอราวัณ, ศาลพระตรีมูรติ เซ็นทรัลเวิลด์, ศาลพระพิฆเนศวร เซ็นทรัลเวิลด์, ศาลพระนารายณ์ทรงสุบรรณ รร.อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ, ศาลพระลักษมี ศูนย์การค้าเกษร, ศาลท้าวอมรินทราธิราชเจ้า อัมรินทร์พลาซ่า

และศาลพระนารายณ์ประทับยืนบนพญาอนันตนาคราช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

อันเป็นที่เคารพ สักการบูชาทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติ

เมื่อต้นเดือนเมษายน 2553 กลุ่มแนวร่วมประชาธิป ไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้เข้ายึดบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เพื่อเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย และความเหลื่อมล้ำของสังคม

ก่อนรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะใช้มาตรการกระชับพื้นที่ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 90 ศพ

เป็นที่มาของ งานรำลึกราชประสงค์

และการถอนป้ายสัญลักษณ์

ห้ามพูดเสียงดัง

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



ภาพข่าวและคลิปที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ทั่วโลก ได้เห็นนาทีตำรวจนอกเครื่องแบบกรูกันเข้าหิ้วตัวนายนที สรวารี ที่บริเวณแยกราชประสงค์

ทระนงองอาจ สมศักดิ์ศรีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จริงๆ

แล้วตำรวจชุดที่เข้าไปล็อกตัวชายที่"มาคนเดียว" ล้วนแต่สายสืบนอกเครื่องแบบ นักสืบนักอุ้มทั้งนั้น

ถ้าลงมือกับโจรผู้ร้ายประวัติฉกาจก็ว่าไปอย่าง

แต่นี่กระทำกับประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมผูกผ้า แดง โดย"มาเพียงคนเดียว" ไม่ได้มา 5-6 คน ไม่ได้กระทำผิดพ.ร.ก.

อาวุธที่มีคือ ปากที่เปล่งเสียงตะโกนสู้กับเครื่องขยายเสียงของตำรวจ

หรือถ้าจะมีอีกอย่าง คือ นิ้วกลาง ที่ชูให้กับอำนาจรัฐ!

นับจาก 19 พ.ค. ผ่านมาแล้ว 2 เดือน เสียงร้องหาความจริงในเหตุการณ์นองเลือด ไม่ได้จางหาย ไปเลย

ใครที่คิดว่ามีพ.ร.ก.ฉุกเฉินสามารถจับใครไปขังเพื่อปิดปากก็ได้นั้น คงรู้แล้วว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย

ไม่มีใครปิดฟ้าด้วยฝ่ามือได้!!

แล้วยิ่งรัฐบาลกำลังสร้างศัตรูกับคนที่มีต้นทุนทางสังคม อย่างเช่น อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือแม้แต่นายนที สรวารี

จะกลายเป็นแนวรบที่จะสร้างความลำบากให้กับรัฐบาลมากขึ้นๆ

ส่งผลสะเทือนแผ่กว้างไปเรื่อยๆ

พวกนี้ไม่ใช่แกนนำม็อบ แต่โดดเข้ามาร่วม เมื่อรัฐใช้ทหารปราบม็อบและมีคนตายมากมายเกือบร้อย

คนเหล่านี้อาจไม่โด่งดังเท่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ทำงานเพื่อสังคมมายาวนาน ทำประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์มามากกว่านายอภิสิทธิ์ด้วยซ้ำ

ขอยืนยัน!!

อาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากเท่านายกฯ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้จักและนับถืออย่างหนักแน่น เช่น คนยากไร้บนภูเขา ในชนบท คนเร่ร่อนในเมืองหลวง

แล้วคนเหล่านี้กล้ายืนหยัดในความจริง โดยไม่ต้องมีม็อบห้อมล้อม

ต่อสู้ด้วยสันติวิธี ต่อต้านอำนาจด้วยการอดข้าว ด้วยการท้าทายให้มาจับ เขียนกลอน กวี จดหมาย บอกเล่ากับสังคม

หรืออย่างรายนายนที ที่ใช้เสียงตะโกนก้องไปทั่วแยกราชประสงค์

แล้ววันนี้คนทั่วโลกก็ได้รับรู้กันอีกครั้งว่า รัฐบาลที่ยังคาราคาซังกับเหตุ 90 ศพ

จับกุมประชาชนด้วยข้อหา ส่งเสียงดังกลางพื้นที่ที่มีคนตาย!

พยายาม ที่ไร้ผล รัฐบาล ศอฉ.และตำรวจ กรณี ราชประสงค์

ที่มา ข่าวสด


ถามว่าเหตุผลอะไรที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องจับกุมตัว นายนที สรวารี ไปยังสน.ลุมพินีเพียงเพื่อจะปรับ 100 บาทในข้อหาส่งเสียงดังเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ

คำตอบก็คือ ต้องการทำให้ "กลัว"

ในความคิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบรวบตัว นายนที สรวารี ตั้งแต่เวลา 16 น.เศษ

นั่นคือการตัดไม้ข่มนาม นั่นคือการเขียนเสือให้วัวกลัว

วัตถุประสงค์ก็เช่นเดียวกับการรวบตัว นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เช่นเดียวกับการรวบตัว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และเช่นเดียวกับการรวบตัว นายสมบัติ บุญงามอนงค์

นั่นคือ ต้องการทำให้ "กลัว"

เพราะว่าบุคคลเหล่านี้อยู่ในฐานะเป็น "แกนนำ" การเคลื่อน ไหว เมื่อสามารถสยบแกนนำให้อยู่ในกำมือเช่นนี้ มวลชนทั้งหลายก็ย่อมแตกฉานซ่านเซ็นและยอมอย่างหมอบราบคาบแก้ว

แทนที่จะก่อให้เกิดความกลัว กลับกลายเป็นกลัวจนกระทั่งกล้า

จะเข้าใจสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างรอบด้าน สมบูรณ์ จำ เป็นต้องย้อนกลับไปยังรายละเอียดอันเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นอดีตอันเกิดขึ้นกับ นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

ไม่ว่าจะเป็นอดีตอันเกิดขึ้นกับ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข รวมถึงอดีตอันเกิดขึ้นกับ นายสมบัติ บุญงามอนงค์

3 คนนี้มิได้เป็นคนแปลกหน้าสำหรับนักเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมทางการเมือง

จุดที่รัฐบาลและศอฉ.จำเป็นต้องสยบ นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ กับ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เพราะว่า 2 คนนี้แสดงตนว่าจะเคลื่อนไหวทางการเมืองในวันที่ 24 มิถุนายน อันเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ขณะที่กล่าวสำหรับ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ เขาพยายามจะทำให้ "วันอาทิตย์สีแดง" โยงไปยังสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม

จึงจำเป็นต้องจับ เพราะหากปล่อยให้เคลื่อนไหวก็เท่ากับเป็นการต่อชนวนครั้งใหม่ขึ้นมา

ประเด็นที่ไม่ว่ารัฐบาล ไม่ว่าศอฉ.และไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ จักต้องนำไปขบคิดและพิจารณาก็คือ เมื่อจับแล้วทุกอย่างยุติหรือไม่

คำตอบที่เห็นและเป็นอยู่ คือ ไม่ยุติ

แม้จะพยายามทำให้การผูกผ้าแดงที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์ ดำเนินไปด้วยความยากลำบาก แต่ใช่ว่าสถานการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน และสถานการณ์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม จะเกิดขึ้นและสัมพันธ์กับแยกราชประสงค์แห่งเดียว

ตรงกันข้าม วันที่ 10 เมษายน สัมพันธ์กับแยกคอกวัวและสัมพันธ์กับถนนราชดำเนินเดินไปหมองใจทั่ว

ต้องยอมรับว่า "วันอาทิตย์สีแดง" จุดติดแล้วในทางการเมือง

จุดติดเหมือนกับการฟื้นบทบาทและความหมายของวันที่ 24 มิถุนายน จุดติดเหมือนกับการฟื้นบทบาทและความหมายของวันที่ 14 ตุลาคม วันที่ 6 ตุลาคมมิให้เลือนจางหายไปจากสังคม

ที่จุดติดก็เนื่องจากความพยายามปิดกั้นจากรัฐบาลจากศอฉ.นั่นเอง

มีความพยายามทำให้ความหมายของวันที่ 19 พฤษภาคม เบี่ยงเบนไปจากสภาพความเป็นจริง

เป็นความพยายามทำให้ผู้คนลืมเลือน ไม่ให้ความสนใจต่อการหลั่งเลือดพลีชีพของประชาชน โดยยกเอาประเด็นความสงบขึ้นมาเป็นเหตุผล

เป็นความสงบราบคาบ มิใช่ ความสงบเรียบร้อย

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




หนังสือ "บันทึกพฤษภา"53 ความจริงจากข่าวสด ความตาย 90 ศพ" วางแผงทั่วประเทศแล้วหลายวัน

ยอดขาย ยอดสั่งซื้อยังหลั่งไหลไม่ขาดสาย

เป็นความจริง ที่หาซื้อได้ด้วยราคา 75 บาท ท่าม กลางสถานการณ์ไม่ปกติของบ้านเมือง

ความจริงเป็นสิ่งต้องห้าม!

โดยเฉพาะความจริงเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต ที่ถูกควบคุม ปิดกั้น ตัดตอน

การคิด พูด อ่าน เขียน แสดงออก ไม่ได้ขึ้นกับสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย หรือข้อมูลข้อเท็จจริง

แต่ขึ้นกับถูกใจหรือไม่ถูกใจผู้มีอำนาจ?

เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่ผู้นำประเทศประกาศปรองดอง พร้อมๆ กับตั้งสารพัดคณะกรรมการเพื่อปฏิรูปประเทศ

ปากปรองดอง สมองปฏิรูป แต่ใครเห็นต่างกลับถูกเล่นงานแบบเหวี่ยงแห ไม่แยกแยะ

ประชาชนผู้บริสุทธิ์ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ถูกกดดัน จับกุม คุมขังชนิดรายวัน

หลายๆ คนถูกจับไปขังแล้วปล่อยตัวออกมา โดยไม่มีการตั้งข้อหา ไม่มีการรับผิดชอบใดๆ

นึกอยากจับก็จับ นึกอยากปล่อยก็ปล่อย เหมือนหมูเหมือนหมา!

เด็กอายุแค่ 17 ด่าว่านายกรัฐมนตรีตามสามัญสำนึกส่วนตัว ก็ถูกไล่ล่าราวีเอาเป็นเอาตาย

ราวกับว่านายกฯ ประเทศไทย ไม่เคยถูกคนด่าคนว่ามาก่อน

อภิสิทธิ์กลายเป็นนายกฯ คนเดียวที่แตะต้องไม่ได้??

นักเคลื่อนไหวไปชุมนุมทำกิจกรรมกันอย่างสงบ สันติ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์

มีเพียงดอกกุหลาบกับริบบิ้นแดง

ผู้มีอำนาจกลับคับแคบ มืดบอด มองเป็นเรื่องเลวร้าย อันตราย

ยกกำลังมาราวกับระดมล้อมปราบชุมโจร!

สุดท้ายทำได้แค่ปรับร้อยเดียว ข้อหาก่อความรำ คาญ

ล่าสุดสั่งรื้อถอนป้าย "ราชประสงค์" ออกไปเรียบ ร้อย

ราวกับว่าถ้าไม่มีป้าย ไม่มีเสา ก็คงสิ้นเรื่องสิ้นราว

โดยลืมไปว่ามันยิ่งกว่าสิ้นคิด!!

ผู้ปกครอง ไม่เพียงต้องมีคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ

ผู้ปกครองยังต้องใจกว้าง และมีอารมณ์ขัน

ใจกว้าง ไม่ได้หมายถึงการตอบเฟซบุ๊ก หรือโทร. กลับไปชี้แจงแฟนคลับดึกๆ ดื่นๆ

อารมณ์ขัน ไม่ได้หมายถึงพูดไป ยิ้มไป หัวเราะไป

ชาติบ้านเมืองวิกฤต วิปริต วิปลาส ส่วนหนึ่งก็เพราะผู้ปกครอง

ใจไม่กว้าง ขาดอารมณ์ขัน!?

แทง'เต็ง'เหมือนกัน

ที่มา ไทยรัฐ

ยกให้เป็นบุคคลสำคัญจริงๆ

ถึงขนาดที่ "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ต้องเสนอให้ร่างเป็นนโยบายหาเสียงกับประชาชน ถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาล ปฏิบัติการแรกคือการย้ายด่วนนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภายใน 24 ชั่วโมง

กับผลงานอันหาญกล้าของอธิบดีดีเอสไอ สั่งไม่ฟ้องบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) กรณี ไซฟ่อนเงิน 263 ล้านบาท ทั้งๆที่คณะทำงานร่วมอัยการสูงสุดและนายทะเบียนพรรคการเมือง เพิ่งมีความเห็นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากปมอำพรางเงินบริจาค 258 ล้านบาท

หักลำ ทวนกระแสที่กำลังเชี่ยวกราก

แน่มากขนาดนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจ นาทีนี้ชื่อของ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" ถูกขึ้นป้าย ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยเอาปูนหมายหัว

เพราะเจ้าตัวก็ทุ่มแทงหวยเต็งเหมือนกัน

ตามปรากฏการณ์ที่คนระดับ พ.ต.ท.เสกสรร ศรีตุลาการ รองอธิบดีดีเอสไอ ก็ยอมรับ ตรงๆกลางวงประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา ว่าที่ผ่านมามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการสอบสวนของดีเอสไอ

หลัง ส.ว.หลายคนติดใจการปฏิบัติตัวของอธิบดีดีเอสไอ ที่มีฐานะเป็นกลไกทางกระบวนการยุติธรรม และเป็นลูกน้องของฝ่ายบริหาร ซึ่งจะส่งผลถึงการให้ความเป็นธรรมในคดีต่างๆกับแกนนำและผู้ชุมนุม นปช. ภายใต้การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเป็นห่วงว่า หากประชาชนเชื่อว่าดีเอสไอรับใช้ฝ่ายบริหาร จะทำให้กระบวนการยุติธรรมขาดความ น่าเชื่อถือ

และก็เป็นนายธาริตที่ออกอาการขึงขัง ตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้ ส.ว.อย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน ยืนกรานเสียงแข็ง ไม่มีใบสั่งการเมืองแทรกแซงดีเอสไอแต่อย่างใด

แต่โดยฉากต่อเนื่องกับคิวออกจอรายวัน

หลังปฏิบัติการล็อกตัวนายสุรชัย เทวรัตน์ หรือ"หรั่ง" ลูกน้องคนสนิทของ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่นายธาริตให้ข่าวกับสื่อมวลชนเองแบบวันต่อวัน พูดแทนผู้ต้องหา

ชิงกระแส ยึดพื้นที่ข่าว จน "เข้าเนื้อ" พรรคเพื่อไทยและฝ่ายเสื้อแดง

กว่าจะตั้งหลักได้ ออกมาเบรกเกมไม่ให้กระแสไหลไปตามจังหวะของอธิบดีดีเอสไอ ที่เล่นเป็น "หัวหอก" ตัวเป้าของฝ่ายถืออำนาจรัฐ ก็โดนตีกินไปเยอะแล้ว

สรุปคดี พิพากษากันตั้งแต่คดียังไม่ขึ้นศาล

"ธาริต" ปั่นผลงานได้เข้าตากองเชียร์ฝ่ายไล่ล่าเสื้อแดง

จากคิวล็อกนายสุรชัย ต่อจิ๊กซอว์โยงภาพผู้ก่อการร้ายไอ้โม่ง ชุดดำ จนถูกตั้งแง่ในจังหวะรวบรัดฟันธงเข้าทางรัฐบาล แล้วยังทุบโต๊ะสั่งไม่ฟ้องทีพีไอฯไซฟ่อนเงิน

กระตุ้นต่อมดี๊ด๊า ทีมทนายความคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ คึกคักในบัดดล

ตามจังหวะที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา รีบตีขลุม เมื่อคดีต้นน้ำ ไม่ผิด คดีปลายน้ำคือคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทของบริษัททีพีไอฯ ก็เดินยากอยู่ ซึ่งถือเป็นข้อต่อสู้หนึ่งที่สามารถใช้ต่อสู้ในศาลได้ว่า บริษัท ทีพีไอเอาเงินไปทำกิจกรรมโดยไม่ผิดกฎหมาย

ต่อให้ออกตัวปฏิเสธกันยังไง มันก็ฟังอ้อมๆแอ้มๆ น้ำเสียงอู้อี้

ในเมื่อทุกคิวของนายธาริต ล้วนเข้าทางยี่ห้อประชาธิปัตย์

ในอารมณ์ที่สะท้อนผ่านคำถามของนักข่าวที่จ่อปากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี "ขณะนี้มีการกล่าวหาดีเอสไอ รับใช้ฝ่ายการเมืองแทบทุกเรื่อง"

และก็ตอบกันตามแบบฟอร์ม นายกฯอภิสิทธิ์ ออกตัวให้เลยว่า ความจริงดีเอสไอก็ทำตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี ไม่มีลักษณะที่จะมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

เรื่องของเรื่อง โดยสถานะที่อยู่ภายใต้ฝ่ายบริหาร ดีเอสไอ ไม่ใช่องค์กรอิสระ

ก็ยากที่จะพูดถึงความเป็นกลาง

ที่แน่ๆด้วยเดิมพันของข้าราชการประจำ นายธาริตเลือกแทงหวยเต็งขนาดนี้ ก็ต้องอ่านเกมแล้วว่า อย่างไรเสีย พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีโอกาส กลับมาเป็นรัฐบาลในเร็ววัน

ยังไงก็ไม่โดนย้ายภายใน 24 ชั่วโมง

และตราบใดที่ยังเป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ครองเมืองอยู่ โดยเส้นทาง ของนายธาริตที่อายุเพิ่งจะแค่ 52 ปี เหลืออายุราชการอีก 8 ปี

ลุ้นได้ถึงเก้าอี้ปลัดกระทรวงยุติธรรม.


ทีมข่าวการเมือง

การ์ตูนเซีย 21/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

มาดูพวกเสื้อเหลืองด่า อภิสิทธิ์ (ฮั่นกัดเกีย)‏ กัน . . สะใจมาก

ที่มา thaifreenews


โดย tongtata

มาร์ค” นักฆ่าแห่งอีตั้น นักเล่านิทานเด็กเลี้ยงแกะ ฉายาที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 16 กรกฎาคม 2553 23:30 น.


ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-ใครจะไปเชื่อว่า ภายใต้ใบหน้าที่หล่อเหลาและการพูดจาที่ไพเราะเสนาะหู จะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงราวหน้ามือกับหลังมือของชายที่มีชื่อว่า “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทย ยิ่งในระยะหลังด้วยแล้ว เขายิ่งฉายแววของความอำมหิตมากขึ้นไปทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวัดผลจากประสิทธิภาพในการบริหารชาติบ้านเมือง

ไล่เรื่อยมาตั้งแต่การปล่อยให้ “เนวินกรุ๊ป” และ “อดีตกำนันตำบลท่าสะท้อน” กระทำย่ำยีและสูบผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองและพวกพ้องโดยไม่เคยคิดที่จะห้ามปราบ ความผิดพลาดในการจัดการกับขบวนการก่อการร้ายเสื้อแดงกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมเผาบ้านเผาเมือง และล่าสุดกับการเล่นเกม 2 หน้าในการทำลายศัตรูทางการเมืองให้ย่อยยับด้วยการสั่งการและเร่งรัดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ฟ้องกราวรูด 79 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแนวร่วมด้วยข้อหาที่ไม่เป็นธรรมคือซ่องโจรและก่อการร้าย ในคดีการชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ดังนั้น จึงไม่เกินเลยไปนักที่จะมอบสมญานาม “นักฆ่าแห่งอีตั้น” เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะสืบไป

”มาร์ค-เทือกและห้อย”
การผนึกกำลังของเทพมารสะท้านฟ้า


หากต้องการจะฉายภาพเจ้าของสมญานาม “นักฆ่าแห่งอีตั้น” ที่ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” คงต้องย้อนกลับไปไล่เรียงกันมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของชุดความคิดทางการเมืองที่ได้รับการขนานนามว่า “ลัทธิมาร์ค-เนวินและแนวคิดเทพเทือก” ที่จัดขั้วผสมพันธุ์กันเป็นรัฐบาลด้วยการทรยศหักหลังของนายเนวิน ชิดชอบที่มีต่อ นช.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งการโอบอุ้มของเหล่าขุนทหารทั้งในและนอกราชการ นำทีมโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ฯลฯ โดยมี “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็นผู้จัดการรัฐบาล จนรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ได้รับฉายาว่า “รัฐบาลเทพประทาน”

กลายเป็นรัฐบาลที่มีจุดกำเนิดที่พิกลพิการที่สุดรัฐบาลหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

“ผมรับไม่ได้กับการที่ประชาธิปัตย์ไปร่วมมือกับนายเนวิน”ผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่งให้ความเห็นถึงสถานการณ์เมื่อครั้งพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลเป็นผลสำเร็จ และนั่นเป็นที่มาที่ทำให้ผู้ใหญ่คนนี้ถอนตัวออกจากพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นรัฐบาลปาฏิหาริย์รักต่างสายพันธุ์เช่นนี้ ทำให้ต้องมีการค้นคิดสมการทางการเมืองขึ้นมาเพื่อแต่งหน้าทาปากให้เป็นสินค้าที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน โดยสร้างภาพให้นายอภิสิทธิ์เป็น “มิสเตอร์คลีน” เพื่อเป็นหลักประกันในการรักษาเสถียรภาพในการเป็นรัฐบาลเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อในการจัดการกับรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมทุจริต

ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ก็หรี่ตาเอาไว้ข้างหนึ่งด้วยการปล่อยให้นายสุเทพ ร่วมมือกับนายเนวินไปกระทำการต่างๆ ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่เคยที่จะจัดการอะไรกับบรรดารัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยของนายเนวินที่เข็นสารพัดโครงการที่คนไทยทั้งประเทศกังขา หรือถ้าคัดง้างก็ทำพอเป็นพิธี จากนั้นก็ทำเป็นนิ่งเฉยเลยผ่าน

กระทั่งในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป ประชาชนที่เคยสนับสนุนก็เริ่มหูตาสว่างและได้รับรู้ความจริงนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ที่โฆษณาชวนเชื่อว่า “ประชาชนมาก่อน” นั้นไม่เป็นความจริง เป็นเพียงแค่คำพูดของ “เด็กเลี้ยงแกะ” เพราะ “เนวินมาก่อน” ต่างหากเป็นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ยึดถือเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารอำนาจของตัวเองหลังจากเสพติดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีจนทนไม่ได้ที่จะมีอันต้องพรากจากไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่นายเนวินเท่านั้น หากแต่รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์เองก็มิได้เคยควบคุมให้อยู่ในร่องในรอยได้สำเร็จ ทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมาถูกโจมตีในเรื่องคอรัปชันไม่น้อย เริ่มตั้งแต่ปลากระป๋องเน่าที่กระทรวงพัฒนาสังคมฯ การถูกกล่าวหาว่าทุจริตในโครงการชุมชมพอเพียง ความไม่โปร่งใสในโครงการ SP2 ที่กระทรวงสาธารณสุข ความไร้สาระในการจัดโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิด ปัญหาไข่ไก่ราคาแพง การปล่อยข่าวซื้อไทยคมที่ทำให้หุ้นพุ่งสูงขึ้นโดยที่ยังไม่ได้มีแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม ฯลฯ

ซ้ำร้ายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังยอมเดินตามรอยรัฐบาลทักษิณที่ใช้นโยบาย “ประชานิยม” ครองใจชาวบ้านจนทุกวันนี้อย่างไม่ปราณีปราศรัย เพื่อหวังผลทางการเมือง กระชับความรู้สึกกับรากหญ้า ซื้อใจประชาชน หวังผลในเรื่องคะแนนเสียงคะแนนนิยมในการเลือกตั้งที่จะมาถึงโดยหว่านโปรย ลด แลก แจก แถมอย่างจุใจ จนสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาด้านงบประมาณในอนาคตได้

และเมื่อตระหนักรู้ว่า ชุดความคิดของลัทธิมาร์ค-เนวินและแนวคิดเทพเทือกได้ผล นายอภิสิทธิ์ก็เริ่มที่จะไม่สนใจความรู้สึกของประชาชนหรือกลุ่มชนที่เคยให้การสนับสนุนในการนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของเขา ไม่สนใจประชาชนที่เสียภาษีให้เขาได้จับจ่ายใช้สอยอย่างสบายมือหากแต่คิดถึงพวกพ้องของตัวเองเป็นสำคัญ มิหนำซ้ำนานวันเข้า ก็ยิ่งเห็นเป็นศัตรูทางการเมืองที่จะต้องกำจัดไปให้สิ้นซาก เพื่อมิให้เป็นหอกข้างแคร่ขัดขวางเส้นทางอำนาจของเขา

จนกระทั่งลืมไปว่า ในยามที่นายอภิสิทธิ์ตกอยู่ในภาวะลำบากถึงขีดสุดจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ใครคือผู้ที่ช่วยพยุงเก้าอี้ของเขาเอาไว้ มิใช่ประชาชนที่ลุกขึ้นมาให้กำลังใจหรอกหรือ

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตคมช.คนสำคัญถึงกับเปรยเสียงดังๆ ให้คนข้างตัวได้ยินว่า “พรรคประชาธิปัตย์ไม่ฉลาดเลยที่ทอดทิ้งประชาชน และทอดทิ้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามพร้อมวิพากษ์วิจารณ์ดังๆ ออกมาให้ได้ยินกันหนาหูว่า จริงๆ แล้วนายอภิสิทธิ์นั้นมี “ความเหี้ยม” กว่า “นช.ทักษิณ” เสียอีก เพราะเป็นความเหี้ยมที่ประชาชนคนธรรมดาที่มิได้ “รู้ทันอภิสิทธิ์” ตามความคิดของเขาทันได้

ขณะเดียวกัน เมื่อคนที่รู้เท่าทันเริ่มตรวจสอบนายอภิสิทธิ์ เกมการเมืองเพื่อ “เลี้ยงไข้” ปัญหาต่างๆ ก็ถูกงัดออกมาเพื่อทำให้สังคมช่วยกันโอบอุ้มเขาให้นั่งอยู่ในเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะถ้าหากเขาพ้นไปแล้ว ไม่มีคนที่เหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่นี้ได้

ฟ้อง 79 พันธมิตรฯ
หมากกลเพื่อรักษาอำนาจ


เมื่อรูปการณ์เป็นเช่นนี้ เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ จะพบเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ซึ่งไม่สามารถแยกออกจากกันได้ มิหนำซ้ำยังมีความพยายามที่จะนำมาเชื่อมโยงเข้าหากันเพื่อหวังผลทางการเมืองอีกต่างหาก
เหตุการณ์แรกคือ-การดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดงในข้อหาผู้ก่อการร้ายจากกรณีเผาบ้านเผาบ้านเผาเมือง
เหตุการณ์ที่สองคือ-การดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในคดีการชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

และเหตุการณ์ที่สามคือ-การที่คณะกรรมการร่วมระหว่างอัยการสูงสุด(อสส.) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติร่วมกันให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ในข้อกล่าวหาอาจได้รับเงินบริจาค 258 ล้านบาทจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน)

ยิ่งเมื่อพิจารณาคำพูดของนายอภิสิทธิ์ที่บอกว่า “เรื่องของคดีอย่างที่เคยเรียน มุมหนึ่งก็จะต่อว่าช้า อีกมุมหนึ่งก็บอกว่าเร็วทุกกรณี ซึ่งกรณีของพันธมิตรฯ เป็นคดีที่ให้มีการรายงานพร้อมๆ กับคดีที่เกี่ยวข้องการชุมนุมทางการเมืองทุกคดี นับตั้งแต่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.)ในขณะนั้น ก่อนที่จะมาคดีของพันธมิตรฯ และคดีของ นปช. และขอให้มีการดำเนินการไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ ที่ผ่านมาก็มีความคืบหน้าค่อนข้างช้า ซึ่งตนได้บอกไปว่า ต้องทำให้มีความเสมอภาค และให้ความเป็นธรรม” ยิ่งทำให้เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดขึ้นไปอีก

เนื่องจากคำพูดของนายอภิสิทธิ์มิอาจตีความเป็นอื่นได้ เพราะมีความชัดเจนว่าเขาคือผู้สั่งให้เร่งรัดคดีของพันธมิตรฯ แถมจำนวนผู้ต้องหาจาก 36 คนเป็น 79 คนอีกต่างหาก ภายใต้การสร้างภาพว่า...รัฐบาลไม่แทรกแซงการทำงานของตำรวจ...ไม่สองมาตรฐาน

ทั้งนี้ ชุดความคิดดังกล่าวมีความเป็นไปสูงที่มีเป้าประสงค์เพื่อต้องการกำจัดศัตรูทางการเมือง คือกวาดทั้งเหลืองทั้งแดงให้ไปกองอยู่รวมกัน โดยพยายามสร้างภาพให้ทั้งสองกลุ่มคือผู้ที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ขณะที่ตนเองและพรรคประชาธิปัตย์คือผู้ที่มาช่วยกอบกู้บ้านเมือง หรือสรุปง่ายๆ คือต้องการใช้คดีความเป็นเครื่องต่อรองทางการเมือง และเป็นเครื่องมือบีบให้ทั้งสองกลุ่มอยู่ภายใต้เกมที่ตนเองกำหนดขึ้น

แหล่งข่าวจาก “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ก่อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 2 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงได้เรียกตัว “พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ” รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าไปพบเพื่อขอหารือ โดยหัวข้อการหารือที่สำคัญคือ ความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะไม่ต้องให้กลุ่มคนเสื้อแดงใช้เป็นเงื่อนไขในการชุมนุมกดดัน

ขณะที่ พล.ต.อ.ปทีปได้ตอบกลับไปว่า เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายแล้ว การกระทำของพันธมิตรไม่เข้าข่ายความผิดฐานก่อการร้าย จึงทำให้ความพยายามของนายสุเทพในครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ

“เรื่องของเรื่องคือสุเทพต้องการกระทืบคุณสนธิ(ลิ้มทองกุล)”แหล่งข่าวในศอฉ.กล่าว

เมื่อไม่ประสบความสำเร็จในครั้งแรก ความพยายามครั้งที่ 2 จึงถูกส่งผ่านต่อไปยังคู่หูคู่คิดทางการเมืองคือ “นายเนวิน ชิดชอบ” จากนั้นคำสั่งปฏิบัติการก็ถูกส่งต่อมายัง “พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.ท.สมยศมีความพยายามที่จะไปขอศาลออกหมายจับแกนนำพันธมิตรฯ และผู้เข้าร่วมชุมนุม โดยเมื่อวันที่ 11 มี.ค.53 ก่อนที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงจะเริ่มต้นเพียงแค่ 1 วันคือวันที่ 12 มี.ค.53 นายตำรวจผู้นี้ได้ขนสำนวนเอกสารและหน่วยคอมมานโดไปรอขอออกหมายจับ

นี่คือเกมการเมืองที่อำมหิตไม่น้อย เพราะเจตนาในการสั่งให้ออกหมายเรียกก่อนการชุมนุมใหญ่ของม็อบเสื้อแดงเพียงแค่ 1 วัน ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องการให้เกิด “ปรากฏการณ์ม็อบชนม็อบ” เพราะทันทีที่หมายเรียกออกมา แน่นอนว่า กลุ่มคนเสื้อเหลืองอาจไม่พอใจกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งออกมาชุมนุม ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะทำให้เกิดการปะทะกับม็อบเสื้อแดง

แน่นอน ก่อนหน้านี้ หลายคนอาจเชื่อว่า เป็นการสั่งการของนายสุเทพเพียงคนเดียว แต่จากบทเรียนและบทพิสูจน์ที่ผ่านมา ทำให้สังคมรับรู้ได้ว่า คนสั่งการจริงๆ คือนายอภิสิทธิ์

ซ่องโจร-ก่อการร้าย
ข้อหาที่ไม่เป็นธรรม

ถึงตรงนี้....สิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.ปทีป ตันเสริฐ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะเจ้าของคดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีจะต้องตอบคำถามก็คือ การออกหมายเรียกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำนวน 79 คนนั้น มีความชอบธรรมเพียงใดกับการยัดข้อกล่าวหาที่หนักหน่วงรุนแรงทั้ง 12 ข้อ โดยเฉพาะข้อ 11 และ 12 ในข้อหาซ่องโจรและผู้ก่อการร้ายตามลำดับ

เพราะถ้าหากพิจารณาจากวัตถุประสงค์ในการจัดการชุมนุมของพันธมิตรฯ แล้ว จะเห็นถึงเจตนาที่ชัดเจนว่า เป็นการชุมนุมโดยสันติ สงบและอหิงสา และผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับบ้านเมืองแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองของขบวนการก่อการร้ายเสื้อแดง

ที่สำคัญคือการชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 ซึ่งวรรคท้ายได้บัญญัติเอาไว้ว่า “การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้งหรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นความผิดฐานก่อการร้าย”

นอกจากนี้ การเข้าไปชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองนั้น เป็นเพราะในวันที่ 25 พ.ย.51 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจะเดินทางกลับมาจากประเทศเปรู ประชาชนจึงไม่มั่นใจว่าจะมาลงที่สนามบินดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิ จึงเดินทางมาเพื่อกดดันที่สนามบินทั้งสอง มิได้มีเจตนาปิดกั้นและไม่ได้เข้ายึดหอการบิน หากแต่ “นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์” ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งเป็น “น้องภรรยา” ของ “นายวีระ มุสิกพงศ์” ได้ประกาศปิดสนามบินก่อนที่พันธมิตรฯจะเดินทางไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ดังนั้น นายเสรีรัตน์ต่างหากคือผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย

ขณะเดียวกันการชุมนุมของพันธมิตรฯ ก็กระทำที่บริเวณด้านหน้าอาคารผู้โดยสารสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการขึ้นลงของเครื่องบิน ทั้งในส่วนของลานบิน หลุมจอด หอบังคับการบิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขึ้นหรือลงของสนามบินทั้งสองแห่ง

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ให้ความเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น และการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธอย่างเต็มที่ ขณะที่การก่อการร้ายนั้น ตามกฎหมายแล้วจะต้องมีการใช้กำลังประทุษร้าย ทำลายทรัพย์สิน ปลุกระดมให้เผาบ้านเผาเมือง ถ้ากระทำตามนั้นก็เป็นผู้ก่อการร้ายได้ แต่สำหรับรายชื่อ 79 คนที่ออกมา ตนเห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้แบ่งเป็นกลุ่มราว 2-3 กลุ่ม ซึ่ง 30-40 คนนี้อยู่ในกลุ่มของผู้ก่อการร้าย ตนเห็นรายชื่อแล้วสงสัยว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ก่อการร้ายได้อย่างไร ในเมื่อกฎหมายได้ระบุคุณสมบัติต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการตั้งข้อหาเพื่อให้สำนวนอ่อนจนศาลอาจสั่งไม่ฟ้องนั้น ตนมองว่านายกฯ ได้ระบุว่าเพื่อความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ฉะนั้นในเมื่อเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย เสื้อเหลืองจะต้องเป็นผู้ก่อการร้ายด้วย เพื่อไม่ให้ 2 มาตรฐาน คนเป็นนายกฯ ไม่ควรพูด อุตส่าห์พูดเก่งแต่ควรคิดให้ลึกมากกว่านี้”

“ผมดูรายชื่อผู้ต้องหาก่อการร้าย คนที่ขึ้นไปแสดงความคิดเห็นบนเวทีให้ผู้ชุมนุมเขาเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ก็ดี คนที่ไปร้องเพลงเล่นดนตรีก็ดี คนที่ไปเยี่ยมหลังเวทีต่างๆ มันโดนหมดเลย ในขณะที่ทางฝ่ายเสื้อแดงคนที่ขึ้นเวที สนับสนุนเงินทอง นักการเมืองในพรรคเพื่อไทย พูดจาปราศรัยปลุกระดมกลับไม่เห็นมีรายชื่อเป็นก่อการร้ายในหมายเรียก หมายจับ แต่ขณะที่หมายเรียกของพวกเสื้อเหลือง ผมดูไปแล้วมันน่าหัวเราะ แล้วจะมาบอกว่ามันยุติธรรม ส่วนการชุมนุมของคนเสื้อเหลืองก็เป็นการชุมนุมตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ผมไม่เคยเห็นผู้ชุมนุมมีอาวุธหรือมีการซ่องสุ่มอาวุธ ผมไม่ได้พูดเข้าข้างแต่จะชี้ให้เห็นเลยว่าพฤติกรรมกับพวกเสื้อแดงนี่มันต่างกัน ควรไปอ่านกฎหมายให้ดีเสียก่อน ไม่ใช่มายกว่ามาตรฐานเดียวกัน” น.ต.ประสงค์กล่าว

แน่นอนว่า เป้าประสงค์ในครั้งนี้ก็คือ การยัดข้อหา “ก่อการร้าย” ให้กับทั้งเหลืองทั้งแดง จากนั้นก็ได้ฤกษ์ยามได้จังหวะที่จะนิรโทษกรรมให้ทั้งสองฝ่าย บ้านเมืองจะได้นับหนึ่งกันใหม่....รัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะได้ไม่ต้องวุ่นวายกับการแก้ปัญหา

แต่นี่คือตรรกะที่ไม่มีทางเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะการนับหนึ่งของรัฐบาลด้วยการยกชั้นและยัดเยียดให้พันธมิตรฯ เป็นผู้ก่อการร้ายเท่ากับพวกชุดดำ ชุดแดงที่เผาบ้านเผาเมืองเป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง