ที่มา ประชาไท วิญญู “จอห์น” วงศ์สุรวัฒน์ ไม่ใช่หนุ่มลูกครึ่งหน้าตาคมคายแบบที่คุณเห็นทั่วไป ภายใต้หน้าตาหล่อคมแบบพิมพ์นิยมขวัญใจวัยรุ่นและพิธีกรรายการทีวีที่สนุกสนานเฮฮา ลึกลงไปภายใต้เปลือกนอกนั้นคือ นายวิญญู นักล้อเลียนเสียดสีการเมืองและสังคม รายการทีวีทางอินเทอร์เน็ตสถานี iHere TV ของเขามีรายการที่หลากหลาย และมีอะไรมากกว่าความจำเจซ้ำซากและเสียงที่ถูกอุดปากไว้ของฟรีทีวี รายการ “เจาะข่าวตื้น” และ “เก้าอี้เสริม” ซึ่งเป็นผลผลิตจากมันสมองของวิญญู พี่สาวและเพื่อนพ้อง เป็นรายการที่พูดถึงประเด็นปัญหาที่ซีเรียสจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองและวัฒนธรรมไปจนถึงปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่กำลังท้าทายสังคมอยู่ในขณะนั้น วิญญูทำหน้าที่พิธีกรด้วยตัวเอง รายการออนไลน์นี้นำเสนอข่าวร้อนที่กำลังฮ็อตในประเทศไทยด้วยการขยายภาพให้เห็นชัดเจนขึ้น เหมือนเรามองผ่านกล้องส่องทางไกลที่มีแง่มุมของการวิเคราะห์วิจารณ์ แน่นอน ฟังดูอาจไม่ลึกซึ้งเหมือนพวกรายการคุยข่าวประเภทเดียวกันทั้งหลายที่ชอบอ้างว่า “เจาะลึกอัดแน่นไปด้วยข้อมูล” แต่เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดแบบฟรีทีวี สถานี iHere TV จึงสามารถแสดงความคิดเห็นที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีได้อย่างตรงไปตรงมาสมราคาคุย รายการ “เจาะข่าวตื้น” ที่มีสโลแกนหลักว่า “ดูถูกสติปัญญา” ถึงขนาดถูกนำไปเปรียบเทียบกับรายการ The Daily Show ของ Jon Stewart ทั้งยังได้รับคำชมว่าคมกริบแสบสันต์กว่าด้วยซ้ำ รายการนี้จึงมีแฟนคลับติดตามรับชมเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นตอนกีฬาสี ความอีนุงตุงนังของโอ-เน็ท การเก็บภาษี การกระจายรายได้ ข่าวฉาวเกี่ยวกับจีที-200 และพฤติกรรมไร้สาระของตระกูลนักการเมือง วิญญูนำเสนอประเด็นเหล่านี้อย่างเสียดเย้ย อารมณ์ขันเจ็บ ๆ กวน ๆ คมคายและทะลึ่งเล็กน้อยพองาม การหยิบประเด็นของเขาในตอน “เจาะวันกีฬาสีเหลืองแดง” ทั้งกระชับและน่าขัน แต่ก็เต็มไปด้วยข้อคิดให้เก็บไปขบ เขาเป็นคนบัญญัติคำว่า “คนเสื้อแพง” ไว้เรียกกลุ่มคนที่สนใจแต่ความสะดวกสบายของตัวเอง และคำ ๆ นี้ฮิตกระจายเหมือนไฟลามทุ่ง ล่วงเข้าปีที่สาม ยอดคลิกคนดูของช่อง iHere TV พุ่งพรวดจากหลักพันไปเป็นสี่ล้านคนในเดือนนี้ สไตล์การนำเสนอและการหยอดคำพูดเสียดสีของวิญญูมีส่วนอย่างมากต่อความสำเร็จอย่างล้มหลามของรายการ “เจาะข่าวตื้น” ทางอินเทอร์เน็ต พิธีกรวัย 25 ปีคนนี้ไม่ได้เสนอความคิดเห็นแบบตรง ๆ ทื่อ ๆ แต่ใช้การแฝงนัยยะอย่างมีศิลปะพร้อม ๆ กับสร้างเสียงหัวเราะงอหาย หากมองอย่างผิวเผิน รายการนี้ก็ดูสนุกเฉย ๆ แต่หากตั้งใจดูอีกนิด ผู้ชมจะตระหนักทันทีว่า มันต้องอาศัยคนที่มีความรู้ความเข้าใจและมีข้อมูลอย่างดี จึงจะสามารถสื่อสาระที่ซีเรียสออกมาได้ตลกโปกฮาขนาดนี้ วิญญูเป็นคนที่สร้างความสมดุลได้พอดิบพอดีระหว่างความเป็นปัญญาชนและการเข้าใจได้ง่าย ในขณะเดียวกันก็ติดดินด้วย “ทั้งหมดเป็นเรื่องของการตั้งคำถาม ในประเทศไทยนี้ เรามักยอมรับหลายสิ่งหลายอย่างโดยไม่ตั้งคำถาม เรามักปล่อยให้เรื่องที่น่าสงสัยหลาย ๆ อย่างกลายเป็นบรรทัดฐาน....เป็นเรื่องที่เรายอม ๆ กันไปอยู่ ๆ กับมันไป เป้าหมายของเราคือการทำให้คนดูตั้งคำถามต่อสิ่งต่าง ๆ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น” วิญญูกล่าว ตรงกันข้ามกับการพูดรัวเร็วในช่องทีวีอินเทอร์เน็ต บุคลิกร่าเริงตลกขบขันในรายการทีวีและรายการวิทยุที่ 91.5 Hot FM ที่จัดตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ วิญญูตัวจริง ๆ พูดจามีจังหวะจะโคนช้ากว่าและคิดใคร่ครวญก่อนพูดออกมา เขาดูเป็นคนนิ่ง ๆ และเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง พร้อมกับหยอดคำคมอย่างมีอารมณ์ขันเป็นครั้งคราว หน้าตาหล่อ ๆ ของวิญญูยังไม่น่าประทับใจเท่ากับความฉลาดเฉียบคมของเขา โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับคนรุ่นเดียวกันที่ทำงานในแวดวงเดียวกัน ถึงเขาจะพูดจาโผงผางบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเขาข่มคนอื่นเหมือนพวกปัญญาชนจอมปลอมที่ชอบวางมาด เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ดีพร้อม มีคุณพ่อคุณแม่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คอยดูแลอย่างใกล้ชิดและอบรมขัดเกลาลูกทั้งสี่คน ทั้งในด้านวิชาการ สติปัญญาและสุนทรียะ วิญญูเป็นลูกคนสุดท้อง คุณพ่อของวิญญู ดร.โกวิท สอนที่คณะรัฐศาสตร์และเขียนบทความให้สื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำหลายแห่ง ส่วนคุณแม่ชาวอเมริกันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และเป็นผู้บ่มเพาะความรู้ด้านสุนทรียศาสตร์แก่วิญญูที่บ้าน พี่ของวิญญูสองคนสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์และสถาบันเอไอที ส่วนพี่สาวคนโตสุดของวิญญู (จรรยา วงศ์สุรวัฒน์) คือผู้ก่อตั้งบริษัท Cotton Bud (Digital Soundlab) ซึ่งเปรียบเสมือนสปริงบอร์ดให้แก่บริษัท Helipad ซึ่งเป็นต้นสังกัดของ iHere TV นั่นเอง คุณพ่อคุณแม่ของวิญญูเลือกส่งเขาให้เรียนและเติบโตในโรงเรียนไทย แต่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักประจำบ้านเสมอ “ผมดีใจที่ผมได้เรียนในโรงเรียนไทย มันไม่เหมือนสังคมของโรงเรียนนานาชาติที่อู้ฟู่กว่ามาก ผมคิดว่าผมได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างสมดุลดีมาก อย่างที่คนพูดกันว่า ได้รับส่วนที่ดีที่สุดของทั้งสองโลก คุณพ่อเข้มงวดมากในเรื่องการเรียน และคุณพ่อคุณแม่ก็ให้เวลาในการให้ความรู้แก่เราอย่างจริงจัง ทุกปิดเทอมใหญ่ ผมต้องอยู่บ้านเพื่อศึกษารัฐธรรมนูญหรือพระไตรปิฎก ผมเติบโตมาในครอบครัวที่เป็นนักวิชาการมาก และได้รับการส่งเสริมตลอดเวลาในเรื่องของการคิดต่าง การมีความคิดเป็นของตัวเอง” เขาเล่า แมวมองที่กำลังมองหานายแบบไปเจอวิญญูตอนเขาอยู่ ม.4 เขาเริ่มต้นด้วยการแสดงผาดโผนในหนังโฆษณา (advertising stunts?) แต่คุณพ่อคุณแม่กลับไม่ค่อยดีใจสักเท่าไร คุณพ่อของวิญญูเห็นว่า ลูกชายควรใช้เวลาทบทวนเนื้อหาที่เรียนในโรงเรียนมากกว่า ส่วนคุณแม่ก็ไม่สบายใจและเป็นห่วงความปลอดภัยของลูกชาย แต่วิญญูก็พิสูจน์ให้เห็นว่า การเรียนของเขาไม่ได้รับผลกระทบจากงานนายแบบแต่อย่างใด และเงินรายได้ที่ได้มาก็ใช้ไปกับการดูแลตัวเอง หลังจากจบชั้นมัธยมปลาย เขาเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เอกการแสดงและกำกับการแสดง แต่ระหว่างเรียนชั้นปีที่สอง เขาก็ตัดสินใจลาออกด้วยความรู้สึกอึดอัดและสมัครเข้าศึกษาต่อในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงแทน “ผมเพียงแค่รู้สึกว่าไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เลย และความที่ผมมีความสนใจทางด้านการเมืองมาตั้งแต่ยังเด็ก ผมอยากรู้เสมอมาว่า คนบางกลุ่มฉวยประโยชน์จากช่องโหว่ [ทางกฎหมาย] และเอาเปรียบสังคมอย่างไร” เขากล่าว ในไม่ช้า วิญญูก็ค้นพบว่า อาชีพที่เขาถนัดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พิธีกรรายการทีวี เขาทำงานเป็นพิธีกรรายการทีวีหลายรายการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่รายการ “Wake Club” และ “IT Centre” ไปจนถึงรายการ “Siam Square” กับวู้ดดี้ มิลินทจินดา ตอนนี้เขารับเป็นพิธีกรสองรายการด้วยกันคือ “รถโรงเรียน” และ Bang Channel รวมทั้งเป็นพิธีกรรายการวิทยุร่วมกับพลอย หอวัง “ถึงจุดหนึ่ง ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังติดภาพของการเป็นพรีเซนเตอร์รายการทีวีวัยรุ่น และนั่นคงเป็นจุดจบของอาชีพในวงการบันเทิงของผม แต่พอดีตอนนั้นเอง พี่สาวของผมตั้งบริษัทผลิตรายการเล็ก ๆ ร่วมกับเพื่อน ๆ พี่รู้สึกว่าบริษัทมีศักยภาพพอที่จะขยายไปในด้านอื่น ๆ ตอนแรกเราคิดว่า เราจะลองผลิตรายการสำหรับฟรีทีวี แต่พอมาคิดดูแล้ว มันต้องใช้เงินลงทุนสูงเกินไป ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เราอยากทำสิ่งที่เราอยากทำโดยไม่ต้องมีข้อจำกัดมากด้วย “ดังนั้นจึงมาลงเอยที่รายการทีวีออนไลน์” เขาอธิบาย หลังจากเปิดตัวเมื่อสามปีก่อน iHere TV ผลิตรายการหลากหลาย นับตั้งแต่รายการทำอาหาร “iCook” ไปจนถึงรายการ “Good English with Momay” อย่างไรก็ตาม รายการเสียดสีและตลกแสบแบบ “เจาะข่าวตื้น” นี่แหละที่เป็นตัวผลักดันสถานี iHere และวิญญูขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง “เราเริ่มต้นอย่างไม่มีทิศทาง มันเป็นการลองผิดลองถูกมากกว่า จนกระทั่งปลายปีที่แล้วนี่แหละที่เรารู้สึกว่าเริ่มจับทางถูกแล้ว ตอนนี้ทุกรายการมีเอกลักษณ์ชัดเจนและเราจับกลุ่มผู้ชมที่เป็นเป้าหมายได้.....เรารู้แล้วว่าผู้ชมต้องการอะไรจากเรา” เขากล่าว “สำหรับเจาะข่าวตื้น เราไม่ได้อยากให้มันตลกขนาดนั้น แต่ผมเดาว่าเมื่อไรก็ตามที่คุณเสียดสีมาก ๆ มันก็จะกลายเป็นตลกร้าย ผมคิดว่าเสียงหัวเราะ [ที่เราได้รับ] เป็นเหมือนโบนัสพิเศษ เราเริ่มต้นด้วยความอยากจะเสียดสีและจิกกัดประเด็นทางการเมืองและสังคมหลาย ๆ ประเด็นที่ไม่เคยถูกแก้ไขหรือถูกมองข้ามไปในประเทศไทย บางทีอาจเป็นบุคลิกแบบคนไทยที่ยอมอะไรง่าย ๆ แต่เราควรเริ่มต้นตั้งคำถามกับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นรอบตัวเราเสียที ทำไมเราต้องทนกับนักการเมืองโกง ๆ? เกิดอะไรขึ้นกับเงินภาษีของเรา? รัฐบาลถลุงใช้เงินที่เราอุตส่าห์หามาอย่างเหนื่อยยากอย่างไร?” วิญญูรู้สึกผิดหวังกับสื่อมวลชนไทยในปัจจุบันด้วย เขารู้สึกอย่างรุนแรงว่า สิ่งที่เรียกว่าการวิเคราะห์ “เจาะลึก” ที่สื่อเสนอนั้น ยังไม่ลึกพอและไม่เคยตั้งคำถามที่ควรถามอย่างจริงจัง “เวลาที่คุณดูรายการข่าว มันเหมือนพวกเขาทำรายการไปตามวาระซ่อนเร้นของตัวเอง พูดถึงอะไรก็ได้ที่อยากพูด บางทีมันรู้สึกเหมือนโฆษณาชวนเชื่อทางโทรทัศน์มากกว่า” ถ้าเช่นนั้น เขาคิดอย่างไรกับ “การปฏิรูปสื่อ”? มันเป็นแค่การประโคมข่าวให้หวือหวา? ประเทศไทยจะไปถึงเป้าหมายได้บ้างไหม? “ตราบเท่าที่สื่อยังไม่เป็นอิสระจากรัฐอย่างแท้จริง แล้วจะปฏิรูปสื่อไปเพื่ออะไร? เพราะคนที่อยู่ในอำนาจก็คนกลุ่มเดิม คนที่สั่งเซนเซอร์ก็คนกลุ่มเดิม มันก็คนหน้าเก่า ๆ เดิม ๆ นั่นแหละ คำว่าเสรีภาพของสื่อ มันก็แค่คำพูดที่มีตัวอักษรหลายตัวแค่นั้นเอง “แล้วพอคนที่มีอำนาจทะเลาะกันผ่านสื่อ ก็ไม่เห็นมีใครได้ประโยชน์ แล้วก็มีเรื่องเซเลบบางคนไปพัวพันรักสามเส้ากับหนุ่มเกย์ลงเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ที่ไหนสักแห่งในประเทศไทย อาจมีป้าแก่ ๆ คนหนึ่งกำลังจะสูญเสียบ้านเพราะช่องโหว่ทางกฎหมายบางอย่าง อะไรสำคัญกว่ากันล่ะ?” แฟนขาประจำของรายการ “เจาะข่าวตื้น” กลับได้รับสาระมากกว่า เพราะรายการนี้นำเสนอมากกว่ามุกตลกจำเจ มันกระตุ้นให้คนคิดและแจกแจงประเด็นปัญหาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ในขณะเดียวกันก็พยายามไม่ทำให้ปัญหานั้นกลายเป็นเรื่องหยาบตื้นเกินไปเหมือนอย่างที่พวกสื่อกระแสหลักชอบทำ และก็ไม่ทำให้มันซับซ้อนเข้าใจยากเกินไปด้วย เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้วิญญูสามารถนำเสนอประเด็นได้อย่างชัดเจนโดยไม่ก้าวร้าวหรือยกตนข่มคนดู ย่อมเป็นผลมาจากหลักการคุณค่าที่คุณพ่อคุณแม่หัวก้าวหน้าปลูกฝังไว้ในตัวเขา “จนถึงทุกวันนี้ ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ พวกเราจะกินข้าวเย็นพร้อมหน้ากัน มันเป็นเวลาที่พวกเราทุกคนได้แสดงความคิดเห็น คนอื่นชอบบอกว่าไม่ควรคุยกันเรื่องการเมือง เชื้อชาติหรือศาสนา แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นในครอบครัวของเรา “ผมเดาว่าพวกเราหัดเรียนรู้ที่จะถกเถียงกันโดยไม่อารมณ์เสียใส่กันมาตั้งแต่ยังเด็ก” เขาเล่า “ผมคิดว่าผมค่อนข้างโชคดีด้วย ตรงที่ผมเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยและผ่านประสบการณ์หลายอย่างก่อนคนส่วนใหญ่ในวัยเดียวกัน....ผมก็เลยอยากแบ่งปันความคิดให้พวกเขารู้ว่า โลกมีอะไรมากกว่านั้น “ผมรู้สึกว่าปัญหาของคนรุ่นใหม่ก็คือ เราบริโภคข่าวสารไม่มากพอ และถึงบริโภคมากพอ ก็ไม่ได้คิดพิจารณาให้มากพอ ดังนั้น ถ้าคุณไม่มีข้อมูลรูปธรรมมากพอ คุณก็จะรู้สึกถูกผลักให้เลือกข้าง เพราะคุณไม่รู้เรื่องราวรอบด้าน “แล้วทีนี้คุณก็จะมีอารมณ์รุนแรงเกินไปกับปัญหาที่ซีเรียส ทั้ง ๆ ที่ควรใช้เหตุใช้ผลและใช้การคิดวิเคราะห์มากกว่าตอบโต้ด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน” วิญญูบอก แน่นอน วิญญูก็เช่นเดียวกับคนทำงานสื่อคนอื่นหลาย ๆ คน เขามักถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ายืนอยู่ข้างไหนหรือมีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไร นับตั้งแต่เป็นพิธีกรรายการ “เจาะข่าวตื้น” เป็นต้นมา “จริง มีคนเยอะแยะถามผมอย่างนั้น ผมจะบอกอะไรให้....มีบางช่วงที่ผมโอนเอียงไปหาสีหนึ่ง แล้วก็มีบางช่วงที่ผมเชื่ออีกสีหนึ่งมากกว่า พอเป็นอย่างนั้น ผมก็พยายามหยุดตัวเองและมองย้อนกลับไปทบทวน โดยพื้นฐานแล้ว มันอยู่ที่ผมบริโภคข่าวสารของฝั่งไหนมากกว่าในช่วงเวลานั้น ๆ แต่ตอนนี้ผมคิดว่า ทั้งสอง [สี] ต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย แต่บางครั้งพวกเขาใช้อารมณ์กันมากเกินไป และนั่นนำไปสู่การต่อสู้จนทำลายกันเอง เรื่องมันซับซ้อน” เขาอธิบาย แน่นอน วิญญูยืนคร่อมอยู่ระหว่างสองโลก ขาข้างหนึ่งของเขาอยู่ในธุรกิจบันเทิงที่หรูหรา ทุกสิ่งทุกอย่างมีสีสันลูกกวาดสดใสในโลกของพิธีกรรายการฟรีทีวี อีเวนต์ รายการวิทยุ ในขณะที่ขาอีกข้างหนึ่งก็หยั่งลึกในดินแดนของอินเทอร์เน็ตที่คาดเดาไม่ได้ ที่ที่เขาเชื่อมั่นว่า จิตใจที่รู้จักค้นคว้าตั้งคำถามจะนำพาประเทศนี้ไปสู่ทางรอด กระนั้นก็ตาม ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับคนในวงการบันเทิงที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ส่วนใหญ่มักเลือกหุบปากเงียบมากกว่า “รู้ไหม แม้กระทั่งพี่สาวผมเอง ตอนแรกยังบอกผมเลยว่า ผมน่าจะลดความแรงลงสักหน่อย เพราะผมยังทำงานในธุรกิจกระแสหลักอยู่ แต่ผมบอกพี่ว่า ผมไม่คิดว่าสิ่งที่ผมพูด [ในรายการ] มันแย่หรือหยาบคาย และผมคิดว่ามันเกี่ยวกับสถานะในวงการด้วย แต่ผมก็เข้าใจคนที่ไม่อยากแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะนะ เพราะถึงยังไง นี่ก็เมืองไทย ยังไงคุณก็ต้องเกรงใจคนอื่น “คนที่ออกมาส่งเสียง [บอกถึงความเชื่อและทัศนะของตน] มักถูกแปะป้ายเป็นพวก ‘หัวรุนแรง’ ผมว่ามันคงโอเคที่จะถ่ายภาพดาราผู้หญิงใส่แค่ชุดชั้นในกางเกงในลงหน้าปกหนังสือ แต่ถ้าเมื่อไรพวกเธอเกิดอยากพูดอะไรที่เกี่ยวกับการเมืองขึ้นมา คนอื่นก็พร้อมที่จะจิกกัดพวกเธอขึ้นมาทันที ผมไม่รู้ว่ามาตรฐานมันอยู่ตรงไหน” สถานี iHere TV กำลังประสบความสำเร็จในตอนนี้ก็จริง แต่วิญญูก็รู้ดีว่า “มือแห่งการควบคุม” อาจเข้ามายุ่มย่ามกับเสรีภาพบนอินเทอร์เน็ตไม่ช้าก็เร็ว วิญญูเคยได้รับข้อเสนอให้ย้ายรายการทีวีออนไลน์มาออกทางฟรีทีวี แต่เขาตัดสินใจไม่รับข้อเสนอ เพราะเกรงว่าสุดท้ายแล้วก็คงถูกจำกัดและเซนเซอร์ “ผมไม่ได้บอกว่าสถานี iHere TV ดีเลิศที่สุด หรือเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุดที่มีอยู่ตอนนี้ เราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เราแค่นำเสนอทางเลือกให้แก่ประชาชนมากขึ้นเท่านั้นเอง” วิญญูตบท้าย *ได้รับการเอื้อเฟื้อต้นฉบับจาก Jumpingfish At Tilopahouse และ Kay Jirawanidchakorn
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, July 22, 2010
ภาระจิกกัดเพื่อสร้างชาติรู้คิด: สัมภาษณ์จอห์น วิญญู
ใบตองแห้งออนไลน์: เหม็นศพ ‘สื่อ-สิทธิ’
ที่มา ประชาไท ใบตองแห้งออนไลน์ เพื่อนพ้องน้องนุ่งโทรมาบอกว่า ได้อ่านที่ผมเขียนวิพากษ์ “ลัทธิประเวศ” ทางฟอร์เวิร์ดเมล์ที่ส่งต่อๆกันแล้วชอบอกชอบใจ จะเอาไปถ่ายทอดต่อ ฟังแล้วก็อดครึ้มไม่ได้ นี่ถ้าหลงตัวเองหน่อย คงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ว่าเมริงแน่เหมือนกันนิ ใบตองแห้ง แต่ความจริงแล้วเปล่าเลย ผมไม่คิดว่าผมเขียนได้ถูกต้องแหลมคมดีเด่จับใจอะไรปานนั้น ความจริงก็คือ ผมคิดว่าหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตทางการเมืองครั้งนี้ด้วยซ้ำ คนทำงานภาคประชาสังคมที่แท้จริง สื่อรุ่นใหม่ นักวิชาการรุ่นใหม่ ไม่ได้ศรัทธาเลื่อมใสอะไรนักหนากับหมอประเวศหรอก เพียงแต่ทุกคนเห็นว่าเป็นคนดี ก็ปล่อยให้พูดเรื่อยเปื่อยของแกไป ไม่มีใครอยากคัดค้าน จนหมอประเวศหลงผิด คิดว่ามีสานุศิษย์ล้นหลามทั่วประเทศ กระทั่งจะเอาความคิดของแกมาเป็นจริงเป็นจัง “ปฏิรูปประเทศไทย” จึงได้รู้ว่ามีคนคัดค้านกันอื้ออึง ยกตัวอย่างที่เขียนไปก่อนนี้ ผมตั้งข้อสังเกตว่าหมอประเวศพูดจาล่องลอย โดยทวนความจำที่ผมเคยสัมภาษณ์ ปรากฏว่าเขียนไปแล้วก็มีน้องที่ทำงาน NGO โทรมาบอกว่าเขารู้กันตั้งนานแล้วละลุง น้องอีกคน อดีต NGO ช่วยผมตั้งฉายาว่า “บิ๊กจิ๋วแห่งภาคประชาสังคม” (นอกจากพูดไม่รู้เรื่องเหมือนกันแล้วยังมีบางอย่างที่เหมือนกันคือ บิ๊กจิ๋วไม่เคยฟ้องสื่อ ปากก็พูดรักทุกคน แต่มีทหารพรานไปพังบ้านคึกฤทธิ์ หมอประเวศก็รักทุกคนเหมือนกัน แต่สานุศิษย์ลัทธิประเวศไปเย้วๆ ปลุกความเกลียดชังอยู่ในม็อบเสื้อเหลือง) ที่จริงน้องที่ทำงาน NGO ยังบอกว่าผมเขียนได้ไม่ถึงกึ๋นด้วยซ้ำ ผมก็บอกว่าผมไม่ใช่สาวกลัทธิประเวศนี่หว่า ขี้เกียจนั่งอ่านงานของแกแล้ววิพากษ์ คงต้องให้สานุศิษย์ที่เคยเป็นปลื้มแล้วมา “ตาสว่าง” ภายหลัง เป็นคนวิพากษ์จึงจะถึงกึ๋น สรุปได้ว่าที่ผมเขียนถึงลัทธิประเวศเนี่ยแค่ผิวๆ เท่านั้น เหมือนอย่างข้อมูลโยงใยในคณะกรรมการปฏิรูปก็เหมือนกัน ผมยกหูถามเพื่อนพ้องน้องนุ่งในวงการ NGO แค่ 2-3 ราย ก็ได้รับรู้เรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อน โห เขาเป็นเครือข่ายกันขนาดนี้ นี่แค่ผิวๆ นะครับ แล้วยังผิดพลาดไปหน่อยด้วย ตรงคุณชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ คนให้ข้อมูลคงจำผิด ที่จริงแกเป็นคนใต้ไม่ใช่คนเหนือ ก่อตั้งสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet Institute) ได้งบจาก สสส.มาจัดอบรม “ทฤษฎีกระบวนระบบ” หรือ System Thinking ของนักคิดเยอรมัน ประวัติที่เคยเล่าไว้ในสื่อคือไปเรียนเยอรมัน แต่ได้อ่านหนังสือสิทธารถะ และได้สนทนากับอาจารย์ปรีดี จึงทิ้งการศึกษาในมหาวิทยาลัยมาเลือกชีวิตที่มี “ความหมาย” หลังกลับเมืองไทยปี 2517 ก็มาทำงานจัดตั้งสหภาพแรงงาน ที่มีคนเล่าลึกกว่านั้นคือแนวคิดแกค่อนไปทางมาร์กซิสม์ยุโรป แล้วก็เคยทำงานให้บุญชู โรจนเสถียร (ซ้ายเก่าเหมือนกัน) ถูกผิดลองไปถามแกดู แต่ที่สำคัญคือ ปรากฏว่า Civicnet เนี่ยตั้งอยู่ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เก่า หัวถนนโบ๊เบ๊ ที่เดียวกับสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ของหมอพลเดช หรืออีกนัยหนึ่ง ศูนย์บัญชาการลับของลัทธิประเวศ (ฮา) นั่นเองแหละครับ ยิ่งไปกว่านี้ อ.ชัยวัฒน์ยังเป็นรองประธานสมาคมองค์กรสาธารณะประโยชน์เพื่อสังคมไทยเข้มแข็ง ที่มีหมอพลเดชเป็นประธาน กรรมการคนหนึ่งคือภุชงค์ กนิษฐชาต ที่ออกมาเคลื่อนไหวในนามเครือข่ายพลเมืองชุมชนคนกรุงเทพฯ แต่ถูกจับได้ว่าใส่เสื้อเหลืองอ๋อย นี่ถ้าทำข่าวสืบสวนแบบที่มติชนชอบตามสืบบริษัทผีฮั้วประมูล (ฮา) ก็ต้องไปแอบถ่ายภาพป้ายสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา คู่กับสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม อ้าว! อยู่ตึกเดียวกันนี่หว่า เปล่า ผมไม่เถียงว่า อ.ชัยวัฒน์ไม่ใช่คนเก่งคนดีมีความสามารถ แต่อยากถามว่าแล้วแนวความคิดของสมัชชาปฏิรูป มันจะหลากหลายได้อย่างไรละครับ ในเมื่อพวกท่านมาจากข้องเดียวกัน เพื่อนพ้องทางเหนือ เล่าให้ฟังว่าเขาไปสืบๆ ดูแล้วว่าสมัชชาปฏิรูปจะชักชวนเครือข่ายไหนเข้าร่วมบ้าง ไม่ผิดจากที่คิด ก็เครือข่าย NGO ในสาย สสส.พอช.ของลัทธิประเวศ ซึ่งชาวบ้านเสื้อแดงเขาคันไม้คันมืออยาก “ใต้ดิน” ให้หัวแบะหลายทีแล้ว แต่มีคนห้ามไว้ สาเหตุไม่ใช่เพราะสีเสื้อหรอก แต่เขาหมั่นไส้ที่พวกนี้ชอบไปอบรมชาวบ้านให้รู้จักพอเพียง โดยได้ทุนสนับสนุนมาจาก “ภาษีบาป” ที่ไหนได้ตกเย็นก็นั่งกินเหล้ากินลาบกันควันโขมง อ้อ แต่อย่าไปกล่าวหาเลื่อนลอยแบบว่ากรรมการปฏิรูป กรรมการสมัชชา เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์นะครับ อย่างที่ใครเที่ยวไปกล่าวหา อ.ณรงค์ว่าถอยรถป้ายแดง เหลวไหล ผมไม่เชื่อ สิ่งที่เราต่อสู้คือแนวคิดและวิธีการ ซึ่งก็คือการบอกว่าที่พวกคุณเอาเงินภาษีจากควันบุหรี่ของผมมานั่งพูดๆๆๆๆ กัน หรืออ้างว่าไปสร้างเครือข่ายประชาสังคมน่ะ ส่วนใหญ่มันไร้สาระ และไม่สามารถวัดผลว่าทำอะไรได้แค่ไหน นี่มีข้อมูลใหม่อีกแล้ว แหล่งข่าวกระซิบว่าคุณปรีดา คงแป้น กรรมการสมัชชา ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท ใช่แต่จะได้งบ สสส.ยังได้งบจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิฯ ไปทำโครงการประเภท “สร้างเครือข่ายพลเมือง” ในภาคใต้อีก 9 ล้านกว่าบาท ย้ำนะครับ ผมไม่มีอคติที่จะจ้องจับผิดว่าทุจริตหรือหาผลประโยชน์ แต่ผมข้องใจเรื่องความคุ้มค่าของโครงการพวกนี้ ที่มักเอาชาวบ้านมาอบรม เอาวิทยากรมาพูดๆๆ หรือเอาเงินลงไปอุดหนุนเพื่อหลอกชาวบ้านว่าสามารถอยู่ได้ “โดยไม่พึ่งทุนนิยม” บอกแล้วว่าสมัยนี้ของบกันง่ายซะด้วย ถ้าคุณอยู่ในจังหวัด ในอำเภอ รวบรวมกัน 10-20 คนตั้งกลุ่มอนุรักษ์โน่นนี่ ก็ของบได้แล้ว น้องบางคนทำงานภาคประชาสังคม เจอกับตัวเอง กลับไปบ้านเกิด แล้วมาเล่าให้ผมฟังว่า เฮ้ยพี่ ผมเพิ่งรู้นะนี่ว่าที่บ้านผมมีกลุ่มอนุรักษ์ แม่-ไม่เห็นทำหง่าอะไรเลย! (ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ตั้งโต๊ะสนุ้ก) ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ อยากเรียกร้องว่า องค์กรทั้งหลายที่รับทุนจาก สสส.พอช.หรือหน่วยงานใดของรัฐ ช่วยเปิดเผยขึ้นเว็บไซต์ได้ไหมว่าปีหนึ่งคุณได้เงินจากใครมาเท่าไหร่ ทำโครงการอะไรบ้าง ซ้ำซ้อนกันหรือเปล่า เช่นโครงการเดียวของบ 2 แหล่ง แล้วคุณใช้อะไรไปบ้าง จ่ายเบี้ยเลี้ยงจ่ายค่าเดินทางเอาชาวบ้านมาสัมมนา จ่ายเงินเดือนบุคลากร ค่าวิทยากร ค่าเบี้ยประชุม ค่าน้ำมันรถ ค่าเครื่องบิน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ซ้ำซ้อนกันในผู้บริหารคนเดียวหรือเปล่า หรือบางคนอยู่หลายองค์กร รับค่าที่ปรึกษาค่าวิทยากรค่าเดินทางซ้ำซ้อนกันไปทั่วหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ ท่านที่มาเป็นกรรมการปฏิรูปหรือกรรมการสมัชชา ช่วยบอกสาธารณชนหน่อยว่ามีความผูกพันทางการเงินอย่างไรกับ สสส.พอช.ซึ่งจะทำให้ขว้างงูไม่พ้นคอไม่มีทางมีความเห็นต่างกับลัทธิประเวศ ในความสงบ 2 เดือนหลังปฏิบัติการ “กระชับพื้นที่” นอกจากข่าวฟุตบอลโลกและปลาหมึกพอล (เสียดายบอลโลกครั้งหน้ามันจะตายก่อน ต้องจับปลาหมอมาร์คเข้ากรงให้เลือกกินหอยแทน เลือกกล่องไหนทีมนั้นแพ้) ถามว่าเราเห็นอะไรบนหน้าสื่อ วันก่อนผมเปิดเว็บผู้จัดการ อ่านสนธิพูดเรื่องปราสาทพระวิหาร แล้วดูท้ายข่าวว่าช่วงที่ผ่านมาสนธิพูดเรื่องอะไรบ้าง อ้อ ศาสดาพันธมิตรยังเป็นผู้สันทัดเพลงจีนด้วย นี่ถ้าสนธิชอบดูบอล ตอนบอลโลก รายการเมืองไทยรายสัปดาห์คงวิเคราะห์บอลกันสนุก ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเป็นสิทธิของคุณสนธิที่จะพูดเรื่องอะไรก็ได้ แต่ผมยกมาเป็นตัวอย่างการทำหน้าที่ของสื่อกระแสหลัก ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ว่าสื่อทำหน้าที่ตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล “ลัทธิมาร์ค-เนวิน” (คำของผู้จัดการเองนั่นแหละ) น้อยไปจนถึงน้อยมาก เลยต้องตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์น้ำอัดลม น้ำมันพืช กะเตาไมโครเวฟแทน หวังว่าคงบรรจุไว้ในนโยบายพรรคการเมืองใหม่ตอนหาเสียง สก.เพื่อไม่ต้องวิจารณ์ประชาธิปัตย์ การทำหน้าที่ของสื่อในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แยกแยะได้คร่าวๆ 3 ส่วน คือ พวกหนึ่งก็อุทิศวิญญาณหนังสือพิมพ์ให้กับการไล่ล่า “โจรแดง” มีธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นพระเอกรายวัน มี พรก.ฉุกเฉินเป็นอุดมการณ์สูงสุด พวกที่สองคือพวกที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีคนตาย 90 ศพ ชวนชาวบ้านดูหนังดูละคร เล่นหุ้น ลงทุน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และช็อปช่วยชาติ พวกที่สามที่ยังมีเหลืออยู่น้อยนิดก็เช่นมติชน ที่ยังพยายามติดตามตรวจสอบ อย่างเช่นฝูงบินกริพเพน ยุค รศ.112 ซึ่งเอาหัวแม่เท้าตรองดูก็รู้ว่าซื้อถูกหรือแพงเกินจริง สถานการณ์นี้ต่างจากปีที่แล้ว หลังสงกรานต์ปราบม็อบเสื้อแดง ชะรอยสื่อคงได้สำนึกว่าการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลเช่น โครงการรถเมล์ 4,000 คัน นอกจากจะสาวไส้ให้กากิน เป็นประโยชน์กับทักษิณและ “โจรแดง” แล้ว ยังทำให้หน้าแหกอีกต่างหาก เพราะที่ลั่นปากไว้ว่าถ้ารัฐบาลอนุมัติโครงการนี้ก็จะอยู่ไม่รอด ที่ไหนได้ สื่อกลับต้องมาอุ้มรัฐบาลเสียเอง ใครพูดไว้พ่อแม่พี่น้องคงจำได้ ฮิฮิ แล้วตอนนี้เขาครบวงจรกันตั้งแต่รถไฟฟ้าลงมาถึงถนนไร้ฝุ่น ไม่เห็นสื่อมีปากสักแอะ โฉนดเขาแพง ประมูลสร้างโรงพัก ฯลฯ อะไรที่พรรคเพื่อไทยยกมาตรวจสอบรัฐบาล นอกจากสื่อไม่ตามแล้วยังช่วยแก้ต่างอีกต่างหาก พาดหัวข่าวมีอยู่แค่เนียะ อ้อ-อ้าย หรั่ง หรือไม่ก็อมน้ำลายเทพไทมาละเลงในหน้าหนังสือพิมพ์ตัวเอง ฝึกอาวุธ 3 จุด วินาศกรรม 68 จุด ฯลฯ สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจ ผู้ใช้อำนาจ แต่ตอนนี้สื่อกลับมาตรวจสอบ-ไม่ใช่สิ ใช้คำนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องบอกว่าจองล้างฝ่ายที่จะโค่นอำนาจ เพราะตัวเองมีส่วนร่วมในอำนาจนั้น อภิสิทธิ์ถึงได้เดินสายไปพบสื่อ เวียนไหว้ทุกสำนัก แต่ไม่เคยเดินสายพบประชาชน เพราะสื่อสำคัญกว่าประชาชน สังเวชก็แต่มวลชนพันธมิตรประเภทที่ถูกปลุกให้เชื่อว่าไล่ทักษิณแล้วบ้านเมืองจะใสสะอาด ปราศจากคอรัปชั่น ไหนว่าเป็นพลังของคนชั้นกลางที่จะมาล้างคอรัปชั่น ไมโครเวฟจงพินาศ! (น้ำอัดลมออกไป) สิทธิมนุษยชนมีให้ “โจรใต้” เหตุการณ์พฤษภาอำมหิต นอกจากมีคนตาย 90 คน มากที่สุด มากกว่าทุกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ไทย 2 เดือนที่ผ่านมานี้ ยังมีการกวาดจับประชาชนไปจับกุมคุมขัง 400 กว่าคน มากที่สุดนับแต่รัฐบาลหอยใช้ข้อหาภัยสังคมกวาดจับหลัง 6 ตุลา มิหนำซ้ำยังมีการควบคุมตัวบุคคลไปกักขัง ละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหา ตั้งแต่อาจารย์ยิ้ม, สมยศ พฤกษาเกษมสุข มาจน บก.ลายจุด นี่คือการละเมิดสิทธมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุดนับแต่หลัง 6 ตุลา ถ้าไม่นับเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ แต่ถามว่าสื่อและนักสิทธิมนุษยชนทำอะไรบ้าง เปล่าเลยครับ แล้วก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่กลับยุยงเหยียบย่ำซ้ำเติม ผมเองก็ไม่ได้เป็นปลื้มชื่นชมบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งผมเห็นว่าไม่ได้ทำหน้าที่สมกับเป็นกรรมการสิทธิฯ ในช่วงพฤษภาอำมหิต และช่วงที่มีการกวาดจับคนเสื้อแดงใหม่ๆ แต่อย่างน้อย การที่หมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กล้าออกมาคัดค้านการต่ออายุ พรก.ฉุกเฉิน และส่งเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมคนเสื้อแดงในเรือนจำทั่วประเทศ ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ต้องปรบมือชมว่า หมอนิรันดร์ตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ที่สมควรจะทำแล้ว แม้จะยังทำไม่เต็มที่ และควรทำมากกว่านี้ โดยส่วนตัวผมยังเห็นว่าจุดยืนของหมอนิรันดร์ยังกึ๊กๆกั๊กๆ แต่อย่างน้อยแกก็ตระหนักว่าต้อง “ทำหน้าที่” แม้สวนทางกับทัศนะ (ที่รู้กันว่าออกไปทางเหลืองอื๋อ) แต่หน้าที่ต้องเป็นหน้าที่ สิทธิมนุษยชนไม่สามารถเลือกข้าง เราจึงต้องยกย่องหมอนิรันดร์ในขณะที่นักสิทธิมนุษยชนผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายเงียบเป็นเป่าสาก แต่ผลปรากฏว่าการทำหน้าที่ของหมอนิรันดร์ กลับถูกคอลัมนิสต์ใหญ่โจมตีว่าเป็น “อีแร้ง” เกาะศพ พร้อมกับตั้งข้อหา “เอาใจโจร” ทำไมไม่พิทักษ์สิทธิ์ของคนกรุงเทพฯ หลายล้านคนบ้าง ให้ตายเถอะ คำพูดทำนองนี้ผมเคยได้ยินที่ไหน จากปากใครที่หน้าเหลี่ยมๆ เมื่อ 5-6 ปีก่อน ทำไมนักสิทธิมนุษยชนต้องเอาใจโจร ทำไมไม่พิทักษ์สิทธิของคนบริสุทธิ์ที่โดนโจรทำร้ายบ้าง ทำไมเราต้องคัดค้านการออก พรก.ฉุกเฉินในยุคทักษิณ เพราะมันละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือเพราะมันเป็นของทักษิณ ทำไมเราประณามกรณีกรือเซะ ตากใบ แต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับพฤษภาอำมหิต อ้าว ก็นั่นมัน “โจร” ชัดๆ เด็กนักฟุตบอลทั้งทีมที่สะบ้าย้อยควงมีดสปาต้าบุกโรงพัก ถ้าคิดแบบนี้คุณก็ต้องปรบมือชมเชยพัลลภ ปิ่นมณี กับตำรวจ ที่กวาดซะให้เรียบ สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องของการเลือกข้าง ผมเนี่ยไม่เคยชอบพวกมุสลิมเล้ย เพราะไม่ชอบพวกที่บังคับให้ผู้หญิงใส่ผ้าคลุมหน้า ไม่ชอบพวก fundamental ที่ตีความศาสนาแบบตายด้านจนละเมิดสิทธิเสรีภาพ (ไม่เหมือนพวกแกนนำพันธมิตรที่พากันไปดูงานตะวันออกกลาง) แต่การฆ่าคนไม่มีอาวุธ ฆ่าเด็กนักฟุตบอลที่มีแค่มีด โดยบ้างก็มีข้อสงสัยว่าถูกจ่อยิง (ถาวร เสนเนียม นั่นแหละสงสัย) หรือการใช้ พรก.ฉุกเฉินบุกเข้าไปตรวจค้นหมู่บ้าน สงสัยใครไม่มีหลักฐานก็เอาเขาไปกักตัวไว้ก่อน ครบกำหนด พรก.ฉุกเฉินก็ใช้กฎอัยการศึกต่อ มันคือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเขา ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร คิดถูกคิดผิด เขาก็มีสิทธิที่ต้องได้รับความคุ้มครอง การดำเนินคดีต้องมีหลักฐานเพียงพอ ตราบใดที่ศาลยังไม่พิพากษาก็ต้องถือว่าเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ รัฐธรรมนูญมาตรา 40(7) บัญญัติว่า ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว การที่กรรมการสิทธิเข้าไปตรวจสอบคนเสื้อแดง 400 กว่าคนที่ถูกจับกุมคุมขัง จึงเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบตามมาตรา 40(7) เพราะไม่ใช่ว่าคน 400 กว่าคนนี้ถูกตัดสินว่าผิดแล้ว กรรมการสิทธิต้องตรวจสอบว่าการใช้อำนาจภายใต้ พรก.ฉุกเฉินของตำรวจทหาร มีการจับกุมโดยมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือเปล่า เหวี่ยงแหหรือเปล่า มีจุดประสงค์ทางการเมืองหรือเปล่า เลือกปฏิบัติหรือเปล่า เหมือนอย่างที่ครูหยุยออกมาโวยว่ามีการจับกุมคุมขังเยาวชนจำนวนมาก ทั้งที่ก่อนกระชับพื้นที่ ไปป่าวประกาศให้เอาเด็กออกมาจะพาเด็กกลับบ้าน แต่เสร็จแล้วกลับจับเด็กไปขัง (ต้องชมครูหยุยด้วยว่าที่ผ่านมาแม้เอียงกะเท่เร่แต่กล้าพูดเรื่องนี้) คนเสื้อแดงที่ถูกจับ 400 กว่าคนทั่วประเทศ เป็นคน “เผาบ้านเผาเมือง” จริงหรือเปล่า มีพยานหลักฐานชัดเจนหรือเปล่า ไม่เคยมีใครตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะสภาทนายความก็ทิ้งการทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ถ้าไอ้ประชาชนคนนั้นมันใส่เสื้อแดง คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยที่ถูกจับเป็นคนยากคนจน ที่ผมได้ยินได้ฟังมาก็เช่นถูกออกหมายจับทั้งผัวเมีย ผัวหนี เมียติดคุก ทิ้งลูกเล็กๆ 3 คนไว้กับยาย แต่ไม่เป็นไร โห ก็ทักษิณกับเครือข่ายใช้เงินหมุนเวียนตั้ง 6 หมื่นล้าน ไอ้พวกที่มาม็อบอย่างน้อยมันก็คงได้ไปคนละล้าน ปล่อยให้มันติดคุกซะให้สม... อย่างนั้นใช่ไหม นี่คือประเด็นเดียวกันที่สภาทนาย สมาคมนักข่าว องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ แห่ลงไปปกป้องสิทธิของ “โจรใต้” เรียกร้องให้มีการ “สมานฉันท์” “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” แต่ถ้าเปลี่ยนหน้ามาเป็นเสื้อแดง กลับกลายเป็นฆ่ามันๆๆ เอามันให้หนัก ปราบมันให้เหี้ยน โทษที คุณนึกถึงสิทธิของคนบริสุทธิ์ที่โดน “โจรใต้” มันฆ่ามันยิงบ้างหรือเปล่า ผมย้อนถามอย่างนี้เพราะผมคิดว่าถ้าสื่อและนักสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ เกิดเป็นคนไทยพุทธในยะลา ปัตตานี นราธิวาส ก็คงไม่ออกมาเรียกร้องให้ “สมานฉันท์” มีแต่จะเรียกร้องให้ “ฆ่ามันๆๆๆ” ผงไม่เข้าตาตัวเอง เข้าตาแล้วถึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้แยแสสิทธิมนุษยชนอะไรนั่นซักเท่าไหร่หรอก สิทธิมนุษยชนจึงมีให้แต่ “โจรใต้” แต่ไม่มีให้ “โจรทักษิณ” หรือ “โจรแดง” ตลกร้ายน่าสังเวชคือเรามีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนมากมาย เรียกร้องให้เอาผิดทักษิณกรณีฆ่าตัดตอนยาเสพย์ติด แต่เมินเฉยการกระชับพื้นที่ ที่มีสไนเปอร์ส่องหัวคนเสื้อแดง เรามีนักสิทธิมนุษยชนมากมาย ที่เรียกร้องให้พม่าปล่อยตัวอองซานซูจี โจมตีเผด็จการทหารพม่าว่าเล่นเล่ห์ลวงโลก ลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้วสกัดกั้นฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง ขณะที่ตัวเองไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของ คมช.และปกป้องจะเป็นจะตาย เรามีนักสิทธิมนุษยชนมากมาย ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของคนชายขอบ อย่างเช่นบรรเจิด สิงคะเนติ ที่ต่อสู้เพื่อคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น ชาวไทยภูเขา (ยกเว้นแม้ว-ฮิฮิ) แต่พวกเสื้อแดงบางคนบอกว่า อยากฝากบัตรประชาชนไทยคืนให้บรรเจิด มึงจะเอาไปให้ม้งเย้าอีก้อหรือคุณพ่อผีตองเหลืองที่ไหนก็ตามใจ นี่เพิ่งได้ข่าวว่าบรรเจิด, กิตติศักดิ์ ปรกติ เพิ่งเข้าไปเป็นอนุกรรมการสิทธิร่วมกับวีระ สมความคิด, สมชาย หอมลออ, บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ขอให้จำเริญๆ องค์กรสิทธิมนุษยชนที่แสนจะเฟื่องฟูในบ้านเรา (ได้เงินสนับสนุนอู้ฟู่) จึงทำหน้าที่สำคัญสองประการ คือหนึ่ง สอดส่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนใน 3 จังหวัดภาคใต้ แล้วรายงานข้ามโลกไปให้ฝรั่ง กับสอง สอดส่องการละเมิดสิทธิประชาธิปไตยของเผด็จการทหารพม่า แล้วรายงานข้ามโลกไปให้ฝรั่ง ส่วนการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือประชาธิปไตยไทยกูไม่เกี่ยว แถมกูยังหนับหนุนด้วย สิทธิกับสื่อเกี่ยวข้องกันไหม เกี่ยวสิครับ ในทัศนะผม หน้าที่สำคัญข้อแรกของสื่อไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิด ปลุกระดมชาวบ้าน และยังไม่ใช่การตรวจสอบคอรัปชั่นหรือความไม่ชอบมาพากลด้วยซ้ำ นั่นอาจเป็นข้อสองข้อสาม แต่ข้อแรกที่สำคัญที่สุด-เหมือนรัฐธรรมนูญบทที่หนึ่งของสหรัฐอเมริกา คือการปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเสียงข้างน้อย เพราะหลักการสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยคู่กับการยอมรับเสียงข้างมาก ก็คือคุ้มครองเสียงข้างน้อย ให้มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น เพื่อกลับมาเป็นเสียงข้างมากถ้าเหตุผลดีพอ นี่คือบทบาทหน้าที่โดยตรงของสื่อและนักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่การปกปักคุณธรรมจริยธรรมความถูกต้องดีงามในทัศนะของคุณ เพราะคุณไม่ใข่ศาสดา สื่อและนักสิทธิมนุษยชนเคยต่อสู้กับการแทรกแซงของทักษิณ เมื่อครั้งที่ตัวเองเป็นเสียงข้างน้อย แต่พอตัวเองพลอยพยักกับเสียงข้างมาก ก็กลับกลายเป็นอิเหนา เน่าไปหมดทั้งยวง อันที่จริง สื่อและนักสิทธิมนุษยชนน่ะตายมานานแล้วครับ แต่ 2 เดือนที่ผ่านมา คือการส่งกลิ่นเน่าเพราะว่ายังไม่ได้เข้าพิธีฌาปนกิจเท่านั้นเอง ใบตองแห้ง
..........................
คำต่อคำ "สนธิ" ยก "ไช่ฉิน" นักร้องเสียงสวรรค์ เทียบชั้น "เติ้ง ลี่จวิน"
คำต่อคำ "สนธิ"ย้ำฟ้องอัยการสั่งฟ้องคดีหมิ่นเบื้องสูง-จี้ล้มเอ็มโอยูเขมรยุค"ชวน-แม้ว" ป้อง 1.5 ล้านไร่
คำต่อคำ “สนธิ”เผยเกร็ดชีวิต “เติ้งลี่จวิน”-เตือนระวังภัยน้ำมันพืช
คำต่อคำ “สนธิ”ย้ำภัยไมโครเวฟ-จี้ “มาร์ค”หยุดรับโทรศัพท์ เร่งทวงคืนแผ่นดินเขมร
คำต่อคำ “สนธิ” เปรียบ 3 พี่น้องตระกูลซ่งกับ “เจ๊ดา-วิระยา-พจมาน” – เตือนภัยไมโครเวฟ-น้ำอัดลม
...........................
ผมอดหัวร่อไม่ได้ นอกจากปกป้องตัวเอง ปลุกคลั่งชาติ ตอนนี้ศาสดาพันธมิตรต้องลงไปรบกับเตาไมโครเวฟ น้ำอัดลม และน้ำมันพืชแล้ว
21 ก.ค.53