WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 23, 2010

นักข่าวต่างชาติเหยื่อสไนเปอร์บอกไม่หวั่น พร้อมกลับมาทำข่าวความขัดแย้งในไทยต่อ

ที่มา ประชาไท

22 ก.ค. 2553 - สำนักข่าวแวนคูเวอร์ซัน นำเสนอข่าวเกี่ยวกับเนลสัน แรนด์ นักข่าวชาวแคนาดาที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง 3 นัด โดยเขาบอกว่าความขัดแย้งในไทยจะยังไม่จบง่าย ๆ และเขาพร้อมจะกลับมาทำข่าวในพื้นที่อีกครั้งเมื่อมีสถานการณ์

นักข่าวชาวแคนาดา เนลสัน แรนด์ กลับบ้านไปหลังจากถูกยิง 3 นัด จากการทำข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงในกรุงเทพฯ ช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา

"น่าตลกที่บาดแผลที่แย่ที่สุดของผมในตอนนี้ไม่ได้มาจากกระสุน แต่มาจากตอนถูกนำส่งโรงพยาบาล" แรนด์กล่าวให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์วันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา

หลังเขาถูกยิง มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งอาสาขี่รถจักรยานยนต์ไปส่งเขาที่โรงพยาบาล ขาของแรนด์ลากกับพื้นไปตามทางเท้า และแผลฉีกเข้าไปถึงกระดูก "แต่แน่นอนว่าผมคงไม่บ่นเรื่องนี้" เขากล่าว

แรนด์มีกำหนดการไปพูดเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาที่มหาวิทยาลัยบริทิชโคลัมเบียคืนวันที่ 21 เขาเรียนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยนี้

เขาคอยบันทึกภาพเหตุการณ์ในช่วงการประท้วงที่ผ่านมาให้กับสำนักข่าวฝรั่งเศส และได้ทำข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานนับทศวรรษแล้ว

แรนด์บอกว่า เขาคิดว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยและคนเสื้อแดงจะยังคงมีต่อไป

"ผมคิดว่าประเทศไทยมีการต่อสู้ที่ยาวนานรออยู่ข้างหน้า" แรนด์กล่าว "คำถามคือ วงจรความวุ่นวายนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อใด"

ในช่วงเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาความวุ่นวายทางการเมืองปะทุอย่างรุนแรงในไทย มีประชาชน 88 รายถูกสังหารเมื่อรัฐบาลทำการปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ปักหลักประท้วงอยู่บนท้องถนนของกรุงเทพฯ มาเกือบ 2 เดือน และประชาชนอีกกว่า 1,400 รายได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

แรนด์ถูกสไนเปอร์ยิงเข้าที่มือซ้าย, ขาซ้าย และท้องน้อย ขณะที่กำลังถ่ายทำภาพการปราบปรามผู้ชุมนุม

"ในตอนนี้ผมยังเดินเป็นปกติไม่ได้" เขากล่าว

กล้องของแรนด์ยังคงบันทึกภาพต่อไปหลังจากเขาถูกยิงแล้ว เมื่อเขานำภาพวิดิโอมาดูก็พบว่ามีน "ดูยากสักเล็กน้อย"

แรนด์จะอยู่ที่แคนาดาถึงช่วงปลายเดือน ส.ค. เพื่อพักฟื้นหลังจากนั้นจะไปเยี่ยมเพื่อนและครอบครัวที่คัลการี แม้ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่เขาก็ยังคงวางแผนกลับมาทำข่าวที่เมืองไทย

"ผมเข้าใจดีว่างานผมมีความเสี่ยงอยู่ระดับหนึ่ง" เขากล่าว "แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมอยากอยู่บนท้องถนนที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากกว่า ไม่เช่นนั้นผมก็จะไม่รายงานมันเลย"

ชานเลอร์ แวนเดอกริฟ ผู้สื่อข่าวอีกรายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ 19 พ.ค. ก็เป็นเพื่อนของแรนด์ จากเมืองคัลการี

"ผมโทรหาเขา (ตอนนั้นอยู่โรงพยาบาลแล้วทั้งคู่) แล้วเขาก็บอกว่า 'เฮ้ พวกนั้นจัดการเราได้ทั้งคู่เลย' " แรนด์เล่า

ที่มา - แปลจาก

Journalist shot in Bangkok says he'll return to Thai streets to cover conflict
By Emily Jackson, Vancouver Sun
22-07-2010


สมาคมวิทยุชุมชนโลก เรียกร้องรัฐบาลไทยหยุดคุกคามวิทยุชุมชน

ที่มา ประชาไท


สมาคมผู้กระจายเสียงวิทยุชุมชนโลก (AMARC) แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ การปราบปราม และปิดสื่อวิทยุชุมชนในไทย หลังบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉิน เรียกร้องสิทธิ์ในการแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างอิสระ

22 ก.ค. 2553 - สมาคมผู้กระจายเสียงวิทยุชุมชนโลก (The World Association of Community Radio Broadcasters, AMARC) แสดงความเป็นห่วงอย่างลึกซึ้งถึงสถานการณ์ในประเทศไทย ที่มีรายงานว่ามีการปิดกั้นการรายงานข่าวจากสถานีวิทยุชุมชน และมีวิทยุชุมชนหลายแห่งถูกปิดลง โดยในรายงานเมื่อไม่นานนี้ระบุว่า รัฐบาลได้บังคับใช้ พรก. ฉุกเฉิน เพื่อปิดสถานีวิทยุชุมชน 26 แห่ง ใน 9 จังหวัด และมีการกดดันให้สถานีวิทยุชุมชนอีก 6 แห่งยกเลิกการให้บริการ รวมถึงยังมีสถานีวิทยุอีกกว่า 84 แห่งที่ถูกขึ้นบัญชีดำและถูกสอดส่องอย่างใกล้ชิด

มีรายงานต่ออีกว่า นักกิจกรรมอย่างน้อย 35 รายที่เกี่ยวข้องกับสื่ออย่าง ผู้ดำเนินรายการวิทยุ, ผู้อำนวยการ และผู้บริหารสถานี ถูกดำเนินการทางกฏหมายในฐานะผู้ต้องสงสัยในการระดมผู้ฟังเข้าร่วมการประท้วงของคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ "อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัดที่จะสร้างความเป็นรูปธรรมให้กับข้อกล่าวหานี้" สุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการของคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) กล่าว

มาตรา 19 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ระบุชัดเจนว่า "บุคคลมีสิทธิในเสรีภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะยึดมั่นในความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และการเข้าถึง การรับสื่อ ตลอดจนการแจ้งข่าวรวมทั้งความคิดเห็นผ่านสื่อใดๆ และโดยมิต้องคำนึงถึงเขตแดน"

ในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานรวมถึงสิทธิในการสื่อสาร สิทธิด้านข้อมูล และในฐานะเครือข่ายสื่อชุมชนระดับโลก สมาคมผู้กระจายเสียงวิทยุชุมชนโลกเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้การรับรองว่า ผู้กระจายเสียงชุมชนจะไม่ถูกคุกคามจากการที่พวกเขาแสดงความเห็นทางการเมือง

"สถานีวิทยุชุมชนเป็นตัวแทนของเสียงประชาชนในชุมชน และเป็นเรื่องผิดที่จะดำเนินการทางกฏหมายต่อผู้เผยแพร่ข่าวสาร ข้าพเจ้าของเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อย่าได้ใช้อำนาจข่มเหงผู้กระจายเสียงชุมชน ไม่ว่าจะโดยข้ออ้างใด ๆ ก็ตาม" อิหม่าม ประโคโซ รองประธานสมาคมฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

โดยเขายังได้แสดงความกังวลต่อการปิดสถานีวิทยุ และการดำเนินการทางกฏหมายต่อผู้ประกอบการกระจายเสียงสถานี เขาเรียกร้องให้ยึดในหลักการสากลของสิทธิด้านวิทยุชุมชน ในการเผยแพร่ความเห็นทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ รวมถึงประเด้นอื่น ๆ ที่เกี่ยวพันกับชีวิตของคนในชุมชนนั้น ๆ อย่างอิสระเสรี

สมาคมผู้กระจายเสียงวิทยุชุมชนโลกในฐานะที่เป็นองค์กรเคลื่อนไหวด้านการกระจายเสียงที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสมาชิกเป็นผู้กระจายเสียงชุมชนและผู้ให้การสนับสนุน 5,000 ราย เชื่อว่าประชาธิปไตยและความยุติธรรมในสังคมจะเกิดได้เมื่อมีสื่อเสรี



สมาคมผู้กระจายเสียงวิทยุชุมชนโลก (The World Association of Community Radio Broadcasters, AMARC)เป็นองค์กรภาคประชาชนนานาชาติที่ให้การช่วยเหลือด้านวิทยุชุมชนมากกว่า 110 ประเทศ และสนับสนุนสิทธิในการสื่อสารข้อมูลทั้งในระดับนานาชาติ ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และระดับชุมชน โดยมีสำนักงานเลขาธิการอยู่ที่ มอนทรีออล และมีสาขาในทวีปแอฟริกา, ละตินอเมริกา, เอเชียแปซิฟิก

นายกสมาคมสื่อแนะ ยื่นพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ให้ศาลรธน.ตีความ

ที่มา ประชาไท


ผลศึกษาชี้ คดีหมิ่นฯ ยุคใหม่ ถูกบังคับใช้ผ่านมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมฯ ด้านนายกสมาคมนักข่าวติง ปิดสื่อทั้งหมดไม่ได้ เสนอให้ผู้ตรวจการรัฐสภาและกรรมการสิทธิฯ ส่งพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ให้ศาลรธน.ตีความ

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 53 เครือข่ายพลเมืองเน็ต คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) และ Southeast Asia Press
Alliance (SEAPA) จัดเวทีสัมมนา "3 ปีการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมฯ : หลักนิติรัฐกับความรับผิดชอบของภาครัฐ" ณ โรงแรมโนโวเทล สยาม

นายศิลป์ฟ้า ตันศราวุธ นักกฎหมายอิสระด้านสื่อ นำเสนอบทวิเคราะห์ต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ซึ่งประกาศใช้มาแล้วสามปี กฎหมายฉบับนี้ทำให้การฟ้องร้องคดีทำได้โดยตรงและสะดวกขึ้นเพราะมีการนิยามว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์คืออะไร ก่อนที่จะมีกฎหมายนี้จะมีคำถามเช่น โปรแกรมเป็นทรัพย์หรือไม่ แล้วการขโมยข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นการขโมยทรัพย์หรือไม่ พอมีพ.ร.บ.นี้ออกมา การขโมยข้อมูลคอมพิวเตอร์ถือเป็นการกระทำผิด

อย่างไรก็ดี เขากล่าวว่า นับจากประกาศกฎหมายนี้ออกมาก็มีคดีเกิดขึ้นมากและหลายคดีเป็นที่อยู่ในความสนใจของสื่อทั้งไทย และเทศ

"สาเหตุที่ทำให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้น่าสนใจและอื้อฉาว คือ มาตรา 14 ซึ่งระบุว่า ถ้าคุณกระทำผิดโดยใช้คอมพิวเตอร์ คุณก็ผิดมาตรา 14 ซึ่งย้ำว่ามันผิดกฎหมายอื่นอยู่แล้ว"

นายศิลป์ฟ้ากล่าวถึงตัวอย่างคดีจากกฎหมายอื่นๆ ที่ถูกใช้ให้เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เช่น มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา (คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้ในเนื้อหาของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ไม่ได้พูดถึงความผิดฐานนี้แต่เมื่อเกิดความผิดฐานหมิ่นฯ จะมีการนำมาตรา 14 ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาบังคับใช้เป็นหลัก เช่นกรณีของนายสุวิชา ท่าค้อ ที่โพสรูปในหลวง และกรณีนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้ให้บริการเว็บไซต์ประชาไท ที่อัยการส่งฟ้องตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เพราะเห็นว่าเป็นเนื้อหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นายศิลป์ฟ้ากล่าวว่า กฎหมายนี้ใช้มา 3 ปีก็มีข้อถกเถียงว่าควรแก้ไขหรือไม่ ซึ่งล่าสุดมีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของวุฒิสภาที่ศึกษาพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่ข้อสรุปของกมธ. ไม่ได้เสนอให้แก้ไขมาตรา 14 ในส่วนที่ภาคประชาสังคมมีความกังวลและไม่ได้แตะเนื้อหาเรื่องอำนาจรัฐในกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ดีเขาเห็นว่าภาคประชาสังคมน่าจะมีการถกเถียงในส่วนนี้

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงหลักการเสรีภาพสื่อว่า การปิดหนังสือพิมพ์หรือสื่อจะทำไม่ได้ ถ้าจะทำตามกฎหมายก็ต้องจำกัดเฉพาะ ไม่ใช่ปิด การจำกัดหมายถึงหากหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับมีการละเมิดบางประการก็ต้องห้ามจำหน่ายจ่ายแจกเฉพาะฉบับนั้น หรือถ้าศอฉ.ห้ามจำหน่ายก็ต้องห้ามเฉพาะฉบับที่ละเมิดกฎหมาย เขาเห็นว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์ในมาตรา 20 ก็ไม่ได้หมายความว่า ให้อำนาจศาลสั่งปิดเว็บไซต์ได้ ทำได้เพียงระงับการแสดงข้อมูลเฉพาะในส่วนที่ละเมิดกฎหมาย

นายกสมาคมนักข่าวฯ เสนอว่า น่าจะมีการผลักดันหน่วยงาน เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
เพื่อฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายนิรันดร์ เยาวภาว์ บรรณาธิการเว็บไซด์เอเอสทีวีผู้จัดการ เล่าถึงปัญหาจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฟ้องผู้จัดกวน แม้ว่าคอลัมน์ผู้จัดกวนจะมีคำเตือนอยู่แล้วว่า สิ่งที่ทำเป็นเรื่องสมมติอีกทั้งภาพในผู้จัดกวนปรากฏทั้งในเว็บไซต์และในหนังสือพิมพ์ แต่พ.ต.ท.ทักษิณก็เลือกฟ้องเฉพาะในส่วนของเว็บไซต์

"การใช้กฎหมายนี้ เน้นเอาผิดคนทำมากกว่าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ ใช้" นิรันดร เยาวภาว์กล่าว

ในการเสวนาช่วงบ่าย มีการพูดถึงการควบคุมสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตของภาค รัฐผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการพัฒนา ประชาธิปไตย นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่ารัฐไทยเข้าใจผิดว่าอินเทอร์เน็ตเป็นสือที่คล้ายสื่ออื่นๆ อย่างหนังสือพิมพ์ หรือวิทยุ จึงพยายามที่จะคัดกรองแต่โดยธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตเป็นระบบเปิด ถ้าปิดขวางไม่ให้เดินไปได้ก็จะเล็ดรอดไปได้อยู่ดี

"ถ้าผู้ใช้อำนาจยังมองอินเทอร์เน็ตว่าคือสื่อที่ต้องคัดกรองกัน ต้นทุนของการเซ็นเซอร์ไม่ใช่แค่ความเร็ว เงิน สิทธิเสรีภาพเท่านั้น แต่ยังมีความเสียหายในอนาคต นวัตกรรมใหม่ๆ การออกแบบเว็บไซด์ใหม่ๆ เครื่องมือต่างๆ เราจะมีไปนานแล้วถ้ารัฐบาลไม่เซ็นเซอร์ เพราะฉะนั้นเราควรมาตั้งคำถามว่า เราได้สูญเสียโอกาสจากการที่ไม่เปิดให้ผู้ใช้ช่วยสร้างเนื้อหาได้อย่างเต็มที่ไป ไม่รู้เท่าไหร่แล้ว"

นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ระบบราชการไทยมีรากฐานมาจากอำนาจนิยม มีระบบอุปถมภ์เชิงศักดินา ใครก็ตามเมื่อได้มาเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี ก็มาเป็นผู้ชี้นำให้คนอื่นทำตาม

เขากล่าวว่า วัฒนธรรมองค์กรแบบอำนาจนิยมนี้เองที่เปิดฉากปิดกั้นการ ตรวจสอบ ก่อให้เกิดกฎหมายหรือระเบียบที่ให้อำนาจกว้างขวางแก่คนที่เป็นหัวโขน ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ที่เขียนให้อำนาจไว้อย่างครอบจักรวาล เช่น พูดถึงความมั่นคงรัฐ พูดถึงเรื่องลามกซึ่งที่แท้แล้วไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งเหล่านี้ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับการตีความของผู้ใช้อำนาจ และไม่เพียงเท่านั้นยังมีกฎหมายพิเศษอย่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ยิ่งให้อำนาจมาก ควบคุมมาก

"การปิดกั้นสื่ออินเทอร์เน็ต ปิดหนังสือพิมพ์เป็นทัศนคติของมนุษย์ที่มีอำนาจ" อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

เปิดบทคัดย่อสมุดปกขาว “การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ: ข้อเรียกร้องหาการรับผิด”

ที่มา ประชาไท


หมายเหตุ: คำแปลบทคัดย่อของรายงานสมุดปกขาว “THE BANGKOK MASSACRES: A CALL FOR ACCOUNTABILITY” หรือ “การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ: ข้อเรียกร้องหาการรับผิด” ของสำนักกฎหมาย Amsterdam & Peroff ของนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม พร้อมคำนำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยประชาไทจะเผยแพร่รายงานฉบับเต็มเร็วๆ นี้

000

การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ : ข้อเรียกร้องหาการรับผิด
ว่าด้วยพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีภาระผูกพันในการนำตัวฆาตกรสู่กระบวนการยุติธรรม


บทคัดย่อ

เป็นเวลากว่า 4 ปีที่ประชาชนชาวไทยตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ นั่นก็คือสิทธิในการกำหนดใจตนเองผ่านการเลือกตั้งอย่างแท้จริงที่ดำรงอยู่บนฐานของเจตจำนงของประชาชน การโจมตีระบอบประชาธิปไตยเริ่มขึ้นด้วยการวางแผนและลงมือกระทำการรัฐประหารโดยทหารเมื่อปี 2549 ด้วยความร่วมมือกับสมาชิกองคมนตรี ผู้บัญชาการทหาร ของไทยล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งชนะการเลือกตั้งมาถึง 3 สมัยติดต่อกัน ทั้งในปี 2544, 2548 และ 2549 การรัฐประหารในปี 2549 ถือเป็นการเริ่มต้นในการพยายามที่จะฟื้นฟูอำนาจนำของกลุ่มทุนเก่า นายทหารระดับสูง ข้าราชการระดับสูง และกลุ่มองคมนตรี (“กลุ่มอำนาจเก่า”) โดยทำลายล้างพลังจากการเลือกตั้งซึ่งได้กลายเป็นสิ่งท้าทายอำนาจของพวกเขาอย่างสำคัญและเป็นประวัติการณ์ ระบอบที่การรัฐประหารตั้งขึ้นได้เข้าควบคุมหน่วยงานต่างๆของรัฐบาล ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำพรรคเป็นเวลา 5 ปี

เมื่อพรรคที่สืบทอดจากพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งในปลายปีพ.ศ. 2550 ก็กลับถูกศาลเฉพาะกิจ (ad hoc court) อันประกอบไปด้วยผู้พิพากษาที่แต่งตั้งโดยผู้ทำการรัฐประหารตัดสินให้ยุบพรรคนั้นอีก และเปิดทางให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ถูกกดดันให้ต้องใช้มาตรการกดขี่เพื่อรักษาฐานอำนาจอันไม่ชอบธรรมและปราบการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ก่อตัวขึ้นเพื่อตอบโต้การรัฐประหารโดยทหารเมื่อปี 2549 และการรัฐประหารโดยศาลในปี 2551 หนึ่งในวิธีการกดขี่ก็คือการที่รัฐบาลได้บล็อกเว็บไซท์ประมาณ 50,000 เว็บ ปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และกักขังคนจำนวนหนึ่งภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพอันเลื่องชื่อของไทย และภายใต้พ.ร.บ.การกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ที่โหดร้ายพอๆ กัน เมื่อเผชิญกับการชุมนุมประท้วงโดยมวลชนที่ท้าทายอำนาจของรัฐบาล รัฐบาลก็ได้เชื้อเชิญให้กองทัพเข้ามาจัดการ และได้ระงับเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยการนำพ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร พร้อมทั้งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งเข้มงวดยิ่งกว่ามาใช้ ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 เป็นต้นมา รัฐบาลทหารชุดใหม่ของประเทศในนามของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้เข้ามาปกครองประเทศโดยไม่มีมาตรการตรวจสอบความรับผิดใดๆ ภายใต้การประกาศ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ที่ถูกประกาศอย่างไม่เหมาะสม ถูกนำมาบังคับใช้อย่างไม่สอดคล้องกับความรุนแรงของสถานการณ์ และใช้อย่างต่อเนื่องไม่มีกำหนดเพื่อปิดปากการคัดค้านใดๆ ที่มีต่อรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นี่เป็นอีกครั้งที่กลุ่มอำนาจเก่าไม่อาจปฏิเสธข้อเรียกร้องเพื่อการปกครองตนเองของประชาชนชาวไทยได้โดยไม่ต้องหันไปหาระบอบเผด็จการทหาร

ในเดือนมีนาคม 2553 เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ โดยกลุ่มคนเสื้อแดง หรือที่เรียกว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.) การชุมนุมของคนเสื้อแดงดำเนินมาจนถึงวันที่ 66 ในวันที่ 19 พฤษภาคม เมื่อรถหุ้มเกราะบดขยี้แนวกั้นที่ทำขึ้นชั่วคราวรอบสี่แยกราชประสงค์ในกรุงเทพฯ และทะลวงค่ายประท้วงของคนเสื้อแดง หลายสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 10 เมษายน กองกำลังทหารพยายามสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าแต่ล้มเหลว ยังผลให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย และในการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ระหว่างวันที่ 13 -19 พฤษภาคม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 55 ราย นับถึงเวลาที่บริเวณที่ชุมนุมได้ถูกเคลียร์เรียบร้อย อาคารพาณิชย์สำคัญๆ สองสามแห่งยังคงมีควันกรุ่น มีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 80 คน และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำการชุมนุมมากกว่า 50 คนอาจเผชิญกับโทษประหารชีวิตจากข้อหา “ก่อการร้าย” ผู้ชุมนุมหลายร้อยคนยังคงถูกควบคุมตัวข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งรัฐไทยนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้การชุมนุมทางการเมืองที่ชอบธรรมเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ประเทศไทยมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง รวมถึงต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนซึ่งอยู่ภายใต้สายการบังคับบัญชาสำหรับอาชญากรรมอย่างการสังหารพลเรือนกว่า 80 รายโดยพลการและตามอำเภอใจในกรุงเทพฯ ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ด้วย ข้อเท็จจริงต่างๆ ปรากฏอย่างชัดเจนว่ามีการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการใช้กองกำลังทหารอย่างเกินความจำเป็น มีการกักขังโดยพลการต่อเนื่องเป็นเวลานาน และการทำให้หายสาบสูญ และยังมีระบบการประหัตประหารทางการเมืองที่ปฏิเสธเสรีภาพในการมีส่วนร่วมทางการเมืองและในการแสดงออกของพลเมือง รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดง มีหลักฐานว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง เพื่อที่ผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายอาญาระหว่างประเทศจะถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ การใช้กองกำลังทหารในการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ยังจัดเป็นการประทุษร้ายประชาชนพลเรือนอย่างเป็นระบบและเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศซึ่งกำหนดให้จัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศในกรุงเฮกอีกด้วย แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมฯ แต่การโจมตีเช่นนี้ก็อาจจะเป็นเหตุเพียงพอให้ได้รับการพิจารณาให้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศได้หากเป็นการดำเนินการโดยรู้ถึงการกระทำนั้นภายใต้นโยบายที่ยอมให้เกิดหรือสนับสนุนให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิตโดยไม่จำเป็น หรือเป็นนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีกลุ่มทางการเมืองที่เฉพาะเจาะจงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีหลักฐานมากมายที่ชี้ว่าแผนต่อต้านคนเสื้อแดงที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลา 4 ปีนั้นกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันภายใต้นโยบายที่รับรองโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ และการสังหารหมู่คนเสื้อแดงที่เพิ่งผ่านมาก็เป็นเพียงการปฏิบัติตามนโยบายนโยบายดังกล่าวครั้งล่าสุดเท่านั้น

ท้ายที่สุด การสืบสวนเหตุการณ์สังหารหมู่คนเสื้อแดงในเดือนเมษายน- พฤษภาคมที่รัฐบาลตั้งใจจะทำนั้นปรากฏแล้วว่าทั้งไม่เป็นอิสระและไม่เป็นกลางตามที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ ในขณะที่ประเทศไทยอาจมีความผิดเพิ่มเติมกรณีการละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง (ICCPR) และกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ จากที่ไม่ดูแลให้มีการสืบสวนการสังหารหมู่อย่างเป็นธรรมและสมบูรณ์ การกดดันจากนานาชาติจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเพื่อป้องกันความพยายามในการฟอกตัวเองจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่กำลังดำเนินอยู่ของรัฐบาล

ไม่เป็นที่ถกเถียงเลยว่าประเทศไทยควรจะก้าวให้พ้นความรุนแรง และดำเนินการให้เกิดความปรองดอง ทว่าความปรองดองนั้นจำเป็นต้องเริ่มด้วยการฟื้นคืนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการปกครองตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นความปรองดองนี้ยังต้องการความรับผิดอย่างเต็มที่ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงที่กระทำไปเพื่อยับยั้งสิทธิในการปกครองตนเองนั้น กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ว่าไม่อาจยอมรับสิ่งที่น้อยไปกว่านี้ได้

000

คำนำ

ในปี พ.ศ.2541 ผมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ ฉบับแรกของประเทศไทยเท่าที่เคยมีมา รัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้มอบการเป็นตัวแทนอย่างแท้จริงในกระบวนการเลือกตั้งแก่มวลชนชาวไทยเป็นครั้งแรก ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมพยายามดำเนินโยบายสาธารณะต่างๆ ที่ได้เสนอไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับข้อเท็จจริงที่ว่า เสียงของพวกเขาได้รับการสดับรับฟัง นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พรรคไทยรักไทยได้รับความนิยมและแข็งแกร่ง

ในปี 2549 การรัฐประหารได้พรากสิทธิในการเลือกตั้งของเราไป อันทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่พอใจ และทำให้หลายคนลุกขึ้นมาต่อต้าน แต่แทนที่จะมีใครฟังเสียงของพวกเขา กลุ่มที่ล้มล้างรัฐบาลกลับพยายามที่จะกำจัดพวกเขา ความทะยานอยากของคนกลุ่มนี้เป็นอันตรายยิ่ง อีกทั้งยังรุกล้ำจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์

ต่อมาภายหลังผมได้ขอให้สำนักกฎหมาย Amsterdam และ Peroff ศึกษากรณีของการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2553 ว่าเป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ผมยังได้ขอให้สำนักกฎหมายศึกษาการโจมตีอย่างเป็นระบบต่อขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองเบื้องหลังกลุ่มคนเสื้อแดง และศึกษานัยยะของเหตุการณ์เหล่านั้นภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โลกควรจะได้เข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นกำลังถูกทำร้ายอยู่ในประเทศไทย

ภายใต้บริบทเช่นนั้น ผมเชื่อว่าจะเกิดการเลือกตั้งในไม่ช้า อย่างไรก็ตามหากการเลือกตั้งหมายถึงว่าจะมีการปรองดอง การเลือกตั้งเช่นนั้นจะต้องตอบโจทย์ข้อกังวลพื้นฐานที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างอำนาจประชาชนและการฟื้นฟูประเทศไทยให้เป็นรัฐประชาธิปไตยแบบที่ไม่กีดกันคนกลุ่มใด ในขณะเดียวกัน เราต้องปฏิเสธการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง การไม่กีดกันผู้ใดนั้นโดยนิยมแล้วก็คือภาวะที่เป็นสันติสุขนั่นเอง

(ลงชื่อ) ดร. ทักษิณ ชินวัตร

Thursday, July 22, 2010

เปิดคำปราศรัยหาเสียง "ก่อแก้ว พิกุลทอง" ใช้ลูกอ้อนขอคะแนน อ้างครอบครัวไร้เสาหลัก

ที่มา มติชน


เปิดคำปราศรัยหาเสียง "ก่อแก้ว พิกุลทอง" ใช้ลูกอ้อนขอคะแนน
อ้างครอบครัวไร้เสาหลัก ลูกน้อยกวักมือเรียกพ่อ



ก่อแก้ว พิกุลทอง


สวัสดีครับพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร เขต 6 กระผมก่อแก้ว พิกุลทอง
ผู้สมัครส.ส. พรรคเพื่อไทย หมายเลข 4 พี่น้องครับ วันนี้ผมขอโอกาสในการได้รับใช้พี่น้องประชาชน
เพื่อไปทำงานให้กับพรรคเพื่อไทย เป็นส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
ซึ่งพี่น้องก็รับทราบกันดี ว่าขณะนี้นั้นรัฐบาลเองมีปัญหาหลายเรื่อง ที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง
ไม่ว่าเรื่องการคอรัปชั่นที่พี่น้องก็รับทราบกันดีว่า มีข่าวลือในเรื่องนี้มากมาย
เพราะว่ารัฐบาลนั้นมีหน้าที่ ทำหน้าที่เพื่อความถูกต้องให้กับพี่น้องทุกคน


พี่น้องทราบกันดีว่าผมเองขณะนี้อยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
ทั้งที่ผมเองนั้นไปเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา
และขณะนี้ผมอยู่ในเรือนจำสูญสิ้นอิสระภาพทางกาย แต่ผมไม่สูญสิ้นอิสระภาพทางใจ
และอิสระภาพทางความคิด ผมพร้อมที่จะนำเสนอแนวคิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนในทุกเรื่อง
ที่ผมสามารถคิดได้ มองเห็นปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหา
ผมเองไม่สามารถออกไปหาเสียง
เพื่อไปพบปะพี่น้องประชาชน ไปรับทราบปัญหาของพี่น้องได้ ได้แต่ฝากให้ทีมงาน
แล้วก็ผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยช่วยลงพื้นที่แทนผม
พี่น้องครับวันนี้ผมเองค่อนข้างลำบากในการในการสื่อสารความคิด
หรือสื่อสารข้อมูลจุดยืนเพื่อไปยังพี่น้อง
เพราะว่าการอยู่ในเรือนจำนั้น เป็นสิ่งที่พี่น้องทราบกันดีว่าทำสิ่งเหล่านั้นค่อนข้างยาก
เพราะว่ามีระเบียบกฎเกณฑ์ของทางกรมราชฑัณฑ์เค้าอยู่
และโดยเฉพราะในการหาเสียงเลือกตั้งนั้นเป็นประเด็นทางการเมือง
ซึ่งทางรัฐบาลเค้านั้นต้องควบคุมกันอย่างเต็มที่ นั้นคือข้อจำกัดหลายๆด้าน


ผมเองอยู่ในนี้ไม่เป็นปัญหาครับพี่น้องผมทนได้
แต่ผมมีปัญหาเรื่องเดียว
ผมเองก่อนหน้านี้นั้นเป็นวิศวกร เป็นนักธุรกิจ หาเลี้ยงดูครอบครัว มีลูก มีภรรยาที่น้องดูแล
วันนี้ผมมาอยู่ในเรืองจำ ไม่ได้รับโอกาสได้ประกันตัว
วันนี้ภรรยาก็เคว้งคว้างขาดผู้นำครอบครัว ขาดคนหาเลี้ยงชีพ ลูกเองก็คิดถึงผมมาก
เพราะก่อนหน้านี้ ก่อนที่ผมจะถูกจองจำนั้นตื่นเช้าขึ้นมาผมก็จะเล่นกับลูกทุกวันวันละ1-2 ชั่วโมง
เพราะเค้าอยู่ในช่วงกำลังโต เป็นเด็กเล็กๆ น่ารัก วัย 10 เดือนเท่านั้นเอง
แต่ว่าวันนี้ผมไม่มีโอกาสที่จะอยู่กับเค้า เห็นภรรยาเล่าให้ผมฟังว่า
ทุกครั้งที่เค้าเห็นรูปผมเค้าก็กวักมือเรียก แล้วก็ร้องไห้
ผมเองฟังแล้วก็ได้แต่เศร้า ก็เฝ้ารอเวลาที่จะไปอยู่กับเค้า
พี่น้องครับ นี้คือความเจ็บปวด นี้คือความเศร้า แต่ผมต้องทำ


พี่น้องครับผมเชื่อว่าถ้าผมได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส. เป็นตัวแทนของท่าน
ผมคงได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ไปอยู่พร้อมหน้า พร้อมตา
พ่อแม่ลูก ถ้าพี่น้องเองเห็นใจผม ในฐานะที่ผมนั้นเป็นนักต่อสู้เพื่อสังคม
เพื่อความถูกต้องของประเทศนี้ ก็ขอความกรุณาท่านนะครับ
เลือกผมก่อแก้ว พิกุลทอง หมายเลข 4 พรรคเพื่อไทย
เพื่อผมจะใช้โอกาสนี้ไปทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
ณ โอกาสนี้ผมขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้า ที่เห็นใจ เข้าใจ
และให้การสนับสนุนการทำงานของผมในครั้งนี้ ขอบพระคุณมากครับ ...

อยากถามจันทร์

ที่มา thaifreenews



อยากถามจันทร์

มองดูจันทร์ดวงเด่นเห็นงามผ่อง
ชื่นชวนมองคืนเพ็ญเห็นเด่นฉาย
แสงนวลนุ่มคลุมฟ้านภาพราย
คืนเดือนหงายวันเหงาที่เศร้าทรวง

เหม่อมองจันทร์บนฟ้านภางาม
ชื่นชมยามเพลินพิศให้คิดห่วง
คนเสื้อแดงที่จากกันนั่นล้นทรวง
อยากจะทวงถามจันทร์นั้นสักที

จันทร์เจ้าเอ๋ยรู้ไหมใครกันเล่า
ต้องโศกเศร้าสิ้นสุขทุกข์หมองศรี
เพื่อนพี่น้องต้องตายวายชีวี
หลายคนที่พลัดพรากต้องจากกัน

จันทร์เจ้าเอ๋ย.......เคยคิดสักนิดไหม
ใครหนอใครสั่งฆ่าประชานั่น
ใครหนอใครรู้เห็นเป็นสำคัญ
ใครหนอใครไหนกันไม่ป้องปราม

ใครกันเล่าตายเกือบร้อยไม่น้อยนิด
หลายชีวิตเจ็บปวดถูกหวดหาม
ยัดความผิดให้เห็นประเด็นความ
ถูกติดตามไล่ล่าหาเรื่องกัน

แค่ถือป้ายความคิดที่ผิดแผก
เพราะแปลกแยกคิดต่างทางพวกท่าน
ยังถูกหาทำความผิดผิดสำคัญ
ไม่เว้นกันถึงเป็นเด็กเล็กเล็กทำ

หวังเพียงสร้างทางอยู่หมู่อำมาตย์
มุ่งพิฆาตประชาชนจนน่าขำ
ใครคิดต่างจ้องจับกำกับจำ
คนไหนทำไม่เว้นวางทางคดี

อยากถามจันทร์.....ประเทศไทยในวันหน้า
จะอยู่กันอย่างไรหนาจากวันนี้
จะปรองดองกันได้อย่างไรมี
เพราะเสื้อแดงผิดทุกทีที่กระทำ


21/07/2553

เพื่อไทยแถลง บินไทยซื้อแอร์บัส 8 ลำ ใช้งานได้แค่ 3 ลำ

ที่มา มติชน

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานสำนักงานปราบโกง แถลงว่า
ได้รับการร้องเรียนจากผู้ถือหุ้นและพนักงานของบริษัทการบินไทย
กรณีซื้อเครื่องบินแบบแอร์บัส เอ 330-300 จำนวน 8 ลำ ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
แต่สามารถทำการบินได้เพียง 3 ลำเท่านั้น

ลูกเสือไซเบอร์..."ความอำมหิต" ที่ถูกปิดบัง

ที่มา thaifreenews


ลูกเสือไซเบอร์ ความอำมหิต ที่ถูกปิดบัง

Pathom ขออำภัยที่นัดเย็นแล้วมาดึก ผมอยากจะพูดถึงเรื่องลูกเสือไซเบอร์ที่พูดถึงกันมานานแล้วแต่ผมเพิ่งเห็นว่ามันเป็นประเด็นร้อนแรงมาไม่กี่วันนี้ ผมไม่แปลกใจที่รัฐบาลจะจัดโครงการนี้ขึ้นมา Cyber Scout หรือ ลูกเสือไซเบอร์ จริง ๆ แล้วปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นโครงการที่ดีเพราะยุคนี้สมัยนี้มีเวบไซต์มากมายที่ไม่เหมาะสมดังนั้นการมีคนมาเฝ้ามองมันก็เป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน ซึ่งผมกำลังไม่ค่อยเข้าใจว่า ตำรวจไซเบอร์ ที่เคยมีมันไปอยู่ที่ไหน แต่ก็พอเข้าใจได้เมื่อไปอ่านถึงจุดประสงค์ของโครงการเท่าที่อ่านคือ รัฐบาลอยากให้ลูกเสือของจับตาดูเวบไซต์ที่หมิ่นสถาบันโดยเป็นหน้าที่ที่คณะลูกเสือต้องปกป้อง พอเข้าใจ...

แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ

กฏหมายหมิ่นสถาบันบ้านเราทุกวันนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนและเท่าที่ผมเข้าใจ
คือมันยังมีข้อที่น่าวิตกและชวนตีความอยู่มาก ผมไม่ขอพูดถึงกลุ่มคนที่ตั้งใจหมิ่นแต่ผมอยากเรียนถึงการวิเคราะห์วิจารณ์ ซึ่งผู้ใหญ่เองยังไม่มีวิจารณญาณที่ชัดพอแล้วเหตุใดถึงได้เชื่อใจปล่อยเด็กที่ยังไม่ประสีประสาให้ทำงานแบบนี้ นั่นคือประเด็นที่หนึ่ง ถ้าผมตั้งคำถามกับลูกเสือกลุ่มนั้นว่าผมไม่เชื่อว่า พระนเรศวร ฟัน พระมหาอุปราช ขาดสะพายแล่งกลางคอช้าง แบบนี้ถือว่าหมิ่นไหม (นี่คือการเปรียบเทียบ) หรือผมจะถามอีกว่า ผมไม่เชื่อว่าสมเด็จพระนารายณ์เป็นมหาราชอย่างสมบูรณ์ และผมเชื่ออีกว่าพระเพทราชากบฏต่อพระนารายณ์เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แบบนี้ถือว่าหมิ่นหรือไม่ ผมไม่นับรวมเหตุผลมากมายที่ผมมี แต่ผมแค่ถามเด็กเหล่านั้นว่าเขามีความคิดพอที่จะวิเคราะห์ความคาบเกี่ยวของหมิ่นกับการวิเคราะห์ได้หรือยัง

ดังนั้นผมจึงคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกเล็กน้อยที่จับเด็กที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันทางสมองมาทำหน้าที่นี้ เราจะใช้เด็กต้องเข้าใจสภาพเด็กและสิ่งที่เขาศึกษาการให้เด็กมาจับผู้ใหญ่ในกรณีนั้นมันแปลก ๆ เด็กที่เป็นลูกเสือมันก็คือการบอกในทีว่าคนที่มาทำหน้าที่นี้อายุสูงสุดก็ไม่น่าจะเกิน 16 (สิบหกยังไม่จบ ม.สาม นี่มันเหลือกำลังรากแล้ว) ความรู้ที่เขามีนั้นเชี่ยวชาญในเรื่องต่าง ๆ รอบตัวที่ผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งเขาคุยกันหรือยัง เรื่องนี้ไม่ต้องตอบเพราะข้างต้นผมบอกไว้ชัดแล้วว่า ผู้ใหญ่เองยังตัดสินไม่ได้





แต่สิ่งที่ผมนำมาเป็นประเด็นที่จะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาคือ โครงการนี้มีความอำมหิตแฝงอยู่

เราต้องเข้าใจขั้นต้นก่อนว่า ไม่มีใครเกิดมาแล้วแก่เลย ทุกคนต้องเริ่มจากเด็กเติบโตเป็นเยาวชนคนเหล่านี้โตมาจะเป็นกำลังของชาติในอนาคตต่อไป เด็กนั้นต้องหมั่นให้เขาได้เรียนรู้และวิเคราะห์มิใช่จับไปท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง ดังนั้นสิ่งที่เขาควรทำต้องให้เขาทำ ไม่ใช่ไปจับให้เขาทำในเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะเรื่องนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าก่อนที่คุณจะเปิดโครงการคุณต้องอบรมเด็กให้รู้ถึงสิ่งที่จะต้องทำ แต่สิ่งที่เราต้องถามคือคุณสอนและสั่งเขาว่าอย่างไร ให้เขาจำในสิ่งที่ผิดแบบผ่านการวิเคราะห์หรือไม่ อย่างคำถามที่ผมตั้งตัวอย่างไปว่าถามผมพูดเรื่องแบบนั้นเป็นการหมิ่นหรือไม่

มันเป็นพฤติกรรมอำมหิตของรัฐบาลที่จะหว่านพันธ์เมล็ดแห่งความเลวร้ายลงในแผ่นดินไทยเพราะผู้ใหญ่อย่างรัฐบาลเองยังแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือหมิ่น ยังแหกปากปาว ๆ ว่าเสื้อแดงล้มสถาบันดังนั้นมันค่อนข้างแน่ชัดว่าหน่วยงานนี้ตั้งมาเพื่อบังหน้าแต่แท้จริงแล้วเป็นการฝังความชั่วร้ายใส่หัวเด็กอย่างปฏิเสธไม่ได้ ดั่งเช่นเครือข่ายเฟซบุ๊คของเสื้อหลากสีและยังแพ่ดของลูกชาย สว. อย่าง มาลีรัตน์ แก้วก่า กลุ่มเด็กตรงนั้นเติบโตกว่ากลุ่มเด็กลูกเสือแต่สิ่งที่เขาทำคือการตัดต่อภาพเพื่อใส่ร้ายคนเสื้อแดง และก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่ากลุุ่มทั้งหมดที่ผมเอ่ยมาเป็นเครือข่ายเดียวกันกับรัฐบาล เป็นเครือข่ายเดียวกันที่รัฐบาลส่งท่อน้ำเลี้ยง


น้องอาท ลูกชายคนเก่ง ของ อดีตสว.มารีรัตน์ แก้วก่า
ขณะขี้นรถไฮปาร์ค..วันพันธมิตรบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

จุดประสงค์ของรัฐบาลจริง ๆ แล้วจะทำอะไรกันแน่ ต้องการจัดระเบียบสังคมหรือกวาดล้างคนเสื้อแดงโดยให้คนในสังคมรังเกียจกันชนิดมองหน้ากันไม่ได้อีกต่อไป

ผมเห็นเรื่องนี้ก็นึกถึงเรื่องหนึ่งในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงนั้นญี่ปุ่นเตรียมประเทศเพื่อเข้าสู่สงครามจุดมุ่งหมายแรก ๆ ของการก่อสงครามคือการบุกยึดคาบสมุทรเกาหลี เขาเตรียมความพร้อมด้วยการบรรจุหลักสูตรลงไปในแบบเรียนเด็กญี่ปุ่นทุกคนว่าให้เห็นคนเกาหลีเป็นสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่มีค่าใด ๆ ถ้าเจอก็ให้กดขี่และฆ่ามันทิ้งได้เลย ไม่ต้องนึกถึงบาปบุญเพราะคนเกาหลีมันเกิดมาเพื่อเป็นทาส มันไม่มีชีวิตจิตใจและเมื่อประกาศสงครามกับเกาหลี เรื่องเหล่านี้ก็ได้ผลเพราะทหารญี่ปุ่นโกรธเกรี้ยวและทำร้ายคนเกาหลีอย่างที่มนุษย์ไม่ควรทำกัน เขาสอนตั้งแต่ยังเด็ก บรรจุไว้ในแบบเรียนให้สร้างความเกลียดชัง ข้อความทั้งหมดในการปลุกระดมเด็กรัฐบาลญี่ปุ่นอ้างว่ามันเป็นความต้องการของพระมหาจักรพรรดิและการกระทำแบบนั้นก็เพื่อสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่จริง ๆ แล้วสมเด็จพระจักรพรรดิรู้หรือไม่ ผมเองก็ไม่ทราบได้ แต่เท่าที่อ่านประวัติศาสตร์ยุคนั้นมา สมเด็จพระจักรพรรดิของญี่ปุ่น ไม่มีเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น เสียงของพระจักรพรรดิบริสุทธิ์เกินกว่าจะตรัสเรื่องการเมือง ดังนั้นก็เป็นการมองได้อีกนัยยะว่าเป็นการสร้างสัญลักษณ์เพื่อระบายโทสะของผู้ดำเนินนโยบาย

มันต่างกับประเทศไทยตรงไหน

ในเยอรมัน ฮิตเลอร์ก็มีการล้างสมองเด็กให้เกลียดชาวยิวและต่อต้านคนที่เป็นอริกับฮิตเลอร์ด้วยความรุนแรง เฉียบชาด คนเหล่านั้นพร้อมทำร้ายผู้เห็นต่างและชิงชังชาวยิวแบบฝังหัว ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้รู้เลยว่ามันเป็นเรื่องริดรอนสิทธิมนุษยชนและเป็นการก่ออาชญากรรมสงครามในทางอ้อม สิ่งที่เห็นได้ชัดคือสองนโยบายของฝ่ายอักษะนั้นเหมือนกันตรงที่ปลูกฝังเยาวชนด้วยความเกลียดชัง มีข้อแตกต่างเพียงเล็กน้อย



แต่ประเทศไทยมันล้าหลังถึงขนาดเอาวิธีการเมื่อห้าสิบปีก่อนมาใช้แล้วเหรอครับ... มันบ้านป่าเมืองเถื่อนขนาดที่ต้องทำร้ายกันด้วยวิธีเลวทรามอย่างนี้เลยเหรอ

วันนี้เมืองไทยก็ใช้วิธีสร้างสัญลักษณ์แล้วยุยงให้คนเกลียดชังกันโดยยัดข้อหาล้มล้างสถาบันให้คนอีกฝ่าย เด็กเหล่านั้นไม่สมควรถูกด่าครับเพราะเขาเป็นผู้น่าสงสาร เขากำลังถูกล้างสมองอย่างอำมหิตของผู้ใหญ่ในสังคม เราจะมีความหวังอะไรกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้เล่า

วันนี้สิ่งที่เรายังตอบไม่ได้คือ มาร์ค เอเอฟ ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันแต่มีการพิสูจน์เบื้องต้นแล้วว่าภาพที่สลิ่มได้นำมาโพสต์ประจานนั้นเป็นการตัดต่อ ดังนั้นผมอยากถามว่าลูกเสือไซเบอร์แยกแยะเรื่องนี้แล้วทำงานหรือยัง เขาได้ฟ้องไปยังรัฐบาลหรือยังว่ากลุ่มคนเสื้อหลากสีตัดต่อภาพเพื่อให้คนเข้าใจว่า มาร์ค เอเอฟ หมิ่นสถาบัน นี่คือคำถามของผม

ส่วนประเด็นต่อมาคือ ลูกเสือไซเบอร์ได้ฟ้องรัฐบาลหรือยังว่าพวกสลิ่มที่เผยแพร่ภาพตัดต่อนั้นต้องมีโทษ โทษฐานเผยแพร่ข้อความถ้อยคำที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วหรือยัง ผมถามแค่สองประเด็นนี้ ไม่ถามให้มากความ

เพราะถ้าหน่วยงานนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อสอดส่องความไม่เหมาะสมของเวบไซต์ที่หมิ่นสถาบัน เรื่องนี้เขาต้องทำและต้องรู้

แต่พนันกันไหมครับว่า เขาไม่ทำ เพราะเขาถูกสั่งสอนมาให้เกลียดคนเพียงฝั่งเดียว เรื่องนี้ผมไม่อยากโทษเด็กที่ถูกผู้ใหญ่จับล้างสมอง เพราะเด็กมันคงไม่กล้าปฏิเสธว่ามันไม่ทำ แต่ผู้ใหญ่สิครับ พวกมรึงทำแบบนี้กับเด็กอย่างอำมหิตเช่นนี้ มรึงไม่กลัวบาปกลัวกรรมกันบ้างหรืออย่างไร

สวัสดี

http://www.facebook.com/topic.php?uid=101281789920009&topic=76

กรรมการสิทธิฯ สอบ 32 เรื่อง ซ้อมทรมานผู้ถูกควบคุมตัวชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท


กรรมการสิทธิฯ สอบ 32 เรื่อง เหตุซ้อมทรมานผู้ถูกควบคุมตัวในชายแดนใต้ ชี้เหตุสุไลมาน แนซา ตายในค่ายทหาร สรุปไม่ได้ว่าถูกทำให้ตายหรือไม่ พร้อมตรวจสอบสภาพการควบคุมตัวว่า สร้างความกดดันให้ผู้ถูกควบคุมตัวหรือไม่

21 ก.ค. 53 - นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะคณะอนุกรรมการชายแดนภาคใต้ เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบกรณีนายสุไลมาน แนซา ผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง เสียชีวิตในระหว่างการคุมตัวของเจ้าหน้าที่ทหารภายในค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ไม่สามารถยืนยันได้ว่า ถูกทำให้ตายโดยผู้อื่นหรือผูกคอตายเอง เนื่องจากพ่อแม่ของนายสุไลมาน ไม่ยอมให้มีการผ่าพิสูจน์ศพ แม้ว่าได้เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) พิจารณาจากภาพถ่ายศพก็ตาม
นางอมรา กล่าวด้วยว่า ในขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวยืนยันว่านายสุไลมานผูกคอตายเอง และยืนยันว่าไม่มีกระทำการใดที่ทำให้นายสุไลมานเกิดความกดดันจนนำมาสูการตาย แต่ในส่วนของพ่อแม่ของนายสุไลมาน ยังสงสัยถึงสาเหตุที่นำมาสู่ความดังกล่าวอยู่
นายอมรา เปิดเผยด้วยว่า อย่างไรก็ตามคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติยังไม่ได้ตรวจสอบว่า ระหว่างการควบคุมตัวเจ้าหน้าที่มีส่วนทำให้นายสุไลมานเกิดความกดดันจนนำมาสู่การตายด้วยหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะเข้าตรวจสอบประเด็นนี้อีกครั้งว่า
นางอมรา เปิดเผยด้วยว่า การตรวจสอบดังกล่าว จะกระทำในภาพรวมของการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมดด้วย เช่นเดียวกับการตรวจสอบในเรื่องการซ้อมทรมานผู้ถูกควบคุมตัวหรือผู้ถูกจับกุมระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมการชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการชายแดนภาคใต้ กำลังตรวจสอบกรณีการร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมด 32 เรื่อง ซึ่งเป็นคำร้องที่มีมาตั้งแต่ปี 2550 แยกเป็นปี 2550 – 51 จำนวน 18 เรื่อง ปี 2552 – 53 จำนวน 14 เรื่อง โดยคำร้องทั้งหมดเป็นกรณีที่ผู้ถูกควบคุมตัวไม่ได้เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว
นายไพบูลย์ เปิดเผยต่อว่า การร้องเรียนว่าถูกซ้อมทรมานดังกล่าว มีทั้งการทุบตี ทำร้ายร่างกาย การสวมถุงดำครอบศีรษะ การควบคุมตัวในห้องเย็น เป็นต้น ซึ่งจะตรวจสอบต่อไปว่ามีการซ้อมทรมานจริงหรือไม่
นายไพบูลย์ เปิดเผยต่อว่า จากนั้นก็จะจัดทำข้อสรุปพร้อมกำหนดมาตรการต่างๆ เสนอต่อรัฐบาลให้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการซ้อมทรมานจนนำมาสู่การร้องเรียนอีก เพราะจะเป็นเงื่อนไขในการเพิ่มปัญหาให้กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในมิติของการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่
นายไพบูลย์ เปิดเผยอีกว่า สำหรับมาตรการที่กำหนดไว้เบื้องต้น ประกอบด้วย มาตรการทางด้านกฎหมาย ด้านสิทธิมนุษยชนศึกษา ด้านกลไกการควบคุมตัว ด้านการเยียวยา รวมถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การป้องกันและการควบคุมมิให้มีการละเมินสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะนำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์อีกครั้งเร็วๆ นี้