ที่มา บางกอกทูเดย์ เคยมีมาแล้วมากมาย..อาณาจักรแห่งความกลัว แต่ในที่สุดมันก็คืออาณาจักรแห่งความล่มสลาย..ความตายและคุกตารางขังจิตวิญญานแห่งการต่อสู้ไม่ได้ ย้อนถอยหลังไปได้นับพันๆ ปี..อาณาจักรแบบนี้เคยมีอยู่..แต่จุดจบของมหาอาณาจักรก็พังพินาศด้วยฝ่าเท้าของมหาชน การเข่นฆ่าและจำขัง..เป็นอาวุธสำคัญแห่งอาณาจักรแห่งความกลัว..แต่ไม่มีสักอาณาจักรที่ปราศจากการต่อสู้และขัดขืน..ป่าช้าและคุก..ยิ่งกว้างใหญ่..การต่อสู้ขัดขืนก็ยิ่งเพิ่มพลัง.. อย่างหงอยเหงาและเศร้าซึม..จักรพรรดินีแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรม..มาดามผู้เคียงข้างรัฐบุรุษเหมาเจ๋อตุง..แขวนคอตาย..ในสถานที่คุมขัง..หลังจากอาณาจักรแห่งความกลัวที่เธอรังสรร..ล่มสลาย ทันทีที่เหมาเจ๋อตุง..ตาย...ผู้ตกระกำลำบากทั้งหลายก็รวมตัวกันโค่นล้ม..ลากเธอลงจากอำนาจ ความกลัวต่างหากคือภัยแห่งอาณาจักร..ความกลัวสถาปนาความมั่นคงไม่ได้..ผู้นำที่ยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์จะยั่งยืนอยู่ด้วยความรักใคร่ของมหาชน...เขาเหล่านั้นอยู่ได้โดยปราศจากการอารักขา..ไปไหนมาไหนไม่ต้องใช้เกราะหุ้มกาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ท่านครองอยู่ในบัดนี้..ไม่ใช่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ท่านเคยฝันถึงในวัยเยาว์..ทุกก้าวย่างของท่านในประเทศไทยขณะนี้..ไม่ใช่อย่างที่ท่านปรารถนา และต้องการ..การศึกษาที่ผ่านมาของท่าน..จะไม่นำท่านมาที่จุดนี้.. หยุดใช้ความกลัวประคองอำนาจ รักประชาชนให้เท่ากัน วันของท่านยังยาวไกล..จงพร้อมที่จะเป็นผู้ให้..แล้วท่านจะได้กลับมาใหม่ในฐานะนายกรัฐมนตรี..ที่ไม่ต้องสวมใส่เสื้อเกราะแล้วหันปากกระบอกปืนแห่งการอารักขาสู่ประชาชน ประเทศนี้ยังต้องมีนายกรัฐมนตรี..กลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างที่ท่านอยากเป็น
อีดี้อามิน แห่ง อูกานดา..มาร์ก็อส แห่งฟิลิปปินส์..ฮิตเล่อร์ แห่งเยอรมัน..ซัดดำ แห่ง อิรัค..มากต่อมากของผู้สร้างอาณาจักรแห่งความกลัว..ยามล่มสลายเขามิได้จากไปแต่ตัว..ครอบครัวและเผ่าพงศ์วงศ์วาน..ล้วนตกต่ำตายตามไปด้วย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, July 23, 2010
อาณาจักรแห่งความกลัว
ไฟใต้ 3วันติดกัน ทหารพรานตายไป๙ เทือกลั่นปชช.เชื่อมั่นรัฐมากขึ้น
โดย Tuxedo
ไฟใต้ นราฯ ระเบิดทหารพรานตาย๓ ปชช๒
ไฟใต้ ยะลา ระเบิดทหารพรานตาย๓ เทือกลั่นคนท้องถิ่นเชื่อมั่นรัฐมากขึ้น
ไฟใต้ ยะลา ระเบิดทหารพรานตาย๑ เจ็บสาหัส๓ ๔กค
นร.ป๓ ๕หมื่นอ่านไม่ออก ๑แสนคำนวณไม่ได้ จาก๕แสนคน
กรุงเทพโพล เชื่อมั่นต่อรัฐลดลง คอรัปชั่นได้คะแนนต่ำสุด ๖เดือนถัดไปเหมือนเดิม
ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของมาร์ค
คนเสื้อแดงเดือดดาลทุกฐานถิ่น
ยามได้ยินมาร์คมารมันขานไข
เอื้อนเอ่ยปากทุกทีย่ำยีไทย
กู้มาโกงให้บรรลัยไทยอับจน
มันย่ำเหยียบหัวใจคนไทยช้ำ
มันกระทำย่ำประชาบีฑาผล
มันยึดประชาธิปไตยให้ไทยทน
มันฆ่าคนล้มตายเห็นก่ายกอง
แต่ทำไมให้มันอยู่ดูหรือนั่น
ทั้งที่มันก่อเหตุทุเรศผอง
ฆ่าคนตายอำมหิตผิดทำนอง
ยังนั่งครองเมืองอยู่ดูกระไร
ไทยยุคนี้เป็นอะไรกันไปเล่า
ยอมรับเอามารมานำพาให้
ประเทศชาติพลาดผิดวิกฤติไทย
กู้มาโกงกับชอบใจไล่เชียร์กัน
เห็นแล้วเศร้าใจแท้แทบแพ้พ่าย
อยากหลีกกายหายลับกลับหลังหัน
หนีจากจรจากไปจากไทยพลัน
ไม่อยากอยู่แล้วท่านประเทศไทย
มันอดสูในจิตคิดสมเพช
แถมทุเรศมากมีทุกทีให้
คิดแค้นเคืองคนอุ้มให้กลุ้มใจ
คิดอย่างไรยังรักมาร์คอยากรู้จริง
ทำงานด้อยเกินค่าราคาคุย
ถ้าเขี่ยคุ้ยทุจริตผิดทุกสิ่ง
ไร้สมองมากมายน่าอายจริง
ลอกทุกสิ่งทักษิณทำระยำคน
ไหนกันวะความคิดมาร์คอยากรู้นัก
ทำอะไรให้ประจักษ์สักนิดผล
มาร์คคิดเองทำเองบรรเลงจน
ช่วยผู้คนให้พ้นทุกข์มีสุขกัน
มองไปทั่วยามนี้ไม่มีแน่
เห็นมีแต่ฆ่าคนตายมากมายนั่น
เป็นผลงานใหญ่ยิ่งสิ่งสำคัญ
ร้อยปีพันผ่านพ้นคนไม่ลืม
22/07/2553
แดงสยามชูธงแนวทางปฏิวัติเสาร์นี้ ในงานวันเกิดทักษิณที่บ้านโป่ง ลั่นวีรชนต้องไม่ตายเปล่า
แดงสยามชูธงแนวทางปฏิวัติเสาร์นี้ ในงานวันเกิดทักษิณที่บ้านโป่ง ลั่นวีรชนต้องไม่ตายเปล่า
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
22 กรกฎาคม 2553
สุรชัย แซ่ด่านเปิดตัวแดงสยามเคลื่อนไหวแนวทางปฏิวัติที่บ้านโป่ง
กลุ่มแดงสยามเตรียมเปิดตัว “แดงสยามเพื่อความปรองดองแห่งชาติ” ยันเดินหน้าต่อสู้อย่างสันติจริงๆ
เน้นการยกระดับจิตสำนึกของประชาชน เลี่ยงเผชิญหน้ารัฐบาล เผยทักษิณ -จักรภพไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว
นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำกลุ่มแดงสยาม เปิดเผยว่า
ในวันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคมนี้ จะเปิดตัว “แดงสยามเพื่อความปรองดองแห่งชาติ” ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
เป็นการประกาศแนวทางปฏิวัติชัดเจน เป็นการประกาศแนวทางเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ
อย่างเปิดเผยเพื่อรักษาความสมดุลให้เกิดขึ้นจากการสวิงกลับของสถานการณ์อย่างรุนแรงในขณะนี้
นายสุรชัย แกนนำแดงสยามยังกล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะมีการตั้งสำนักงานอย่างเป็นทางการที่ จ.นนทบุรี
การเคลื่อนไหวตามแนวทางทั้งหมดของเรานั้นยึดตามหลักกฎหมายและรัฐธรรมนูญเป็นที่ตั้ง
จะเป็นการต่อสู้อย่างมีอิสระต่อกัน คือในแนวทางของสภานั้นมีพรรคเพื่อไทยต่อสู้อยู่แล้วในแนวทางปฏิรูป
กลุ่มแดงสยามต้องการปฏิวัติไม่ใช่ปฏิรูป และอีกกลุ่มคือกลุ่มใต้ดินที่ไม่เกี่ยวข้อง
เราต้องการเปลี่ยนสังคมด้วยการเน้นการยกระดับจิตสำนึกของประชาชนให้ความรู้ความเข้าใจ
ทั้งนี้
ยืนยันการเคลื่อนไหวของกลุ่มแดงสยามครั้งนี้ ไม่ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
หรือนายจักรภพ เพ็ญแข เพราะไม่ต้องการถูกมองว่าตกเป็นเครื่องมือของใคร
ขณะนี้นายจักรภพได้ถอนตัวจากการเป็นประธานกลุ่มแดงสยามแล้ว เนื่องจากอยู่ต่างประเทศไม่เหมาะสม
เวลานี้แดงทั้งแผ่นดินคงต้องจบแล้ว แดงสยามต้องเดินต่อและขอยืนยันว่า
เราต้องเดินอย่างสุขุมรอบคอบก้าวเดินอย่างสันติและต้องสันติจริงๆ ถูกกฎหมายจริงไม่ต้องเผชิญหน้าปะทะกับรัฐบาล
ทั้งนี้ในช่วงที่นปช.แดงทั้งแผ่นดินนำโดย3เกลอ
วีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิเคลื่อนไหวใหญ่ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น
นายสุรชัยได้ออกมาวิจารณ์หลายครั้งทำนองไม่เห็นด้วย
ทำให้กลุ่มนปช.แดงทั้งแผ่นดินได้ประกาศตัดความสัมพันธ์กับนายสุรชัยว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆต่อกัน
กำหนดการจักรภพร่วมวิดิโอลิ้งค์-แม้วโฟนเบิร์ธเดย์
กำหนดการงานวันเกิดนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่ตลาดนัดคลองถม(หัวโป่ง)
อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี วันเสาร์ที่ 24กรกฎาคม 2553 เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป
กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อการต่อสู้และเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย(แดงบ้านโป่ง)เป็นเจ้าภาพ
โดยมีกำหนดการดังนี้
- 15.00 น. ทำพิธีบรวงสรวงเทพยดาฟ้าดิน เปิดเวทีกิจกรรม
- 16.00 น. พระสงฆ์ 9 รูปทำพิธีสวดชยันโตให้พร
แจกทุนการศึกษาแก่พระสงฆ์ที่ศึกษาธรรมวินัย
ทำบุญถวายปัจจัยให้แก่วัดเพื่อไว้ใช้ในการเรียนการสอนพระสงฆ์ที่ศึกษาธรรมบาลี
- 17.00 น. เริ่มการปราศรัยโดยแกนนำกลุ่มต่างๆ
- 20.00 น. ปราศรัยโดย อาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์(แซ่ด่าน)
โฟนอินจากท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
Happy Birthday ร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดนายกฯทักษิณ
- 22.00 น. วีดีโอลิงค์จากคุณจักรภพ เพ็ญแข
- 23.00 น. ฉายวีดีโอเหตุการณ์จริง การสั่งสลายและฆ่าหมู่ประชาชน ณ ราชประสงค์ระหว่าง 13-19 พ.ค.2553
************
ขณะเดียวกันนายชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ ซึ่งเคยเป็นผู้ดำเนินรายการทางวิทยุชุมชนคนแท็กซี่
และเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแดงสยามได้เขียนบันทึกฉบับหนึ่งในนามของแดงสยามถึงคนเสื้อแดง ดังต่อไปนี้
แดงสยามส่งสาส์นถึงวีรชนพี่น้องประชาชนเสื้อแดง ราชประสงค์ และราชดำเนิน
นักวิเคราะห์หลายฝ่าย บอกว่าเสื้อแดงแพ้
เพราะเขาใช้ สไนเปอร์ เพราะเขาใช้การทหารนำ
ผมว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง
พวกเขาใช้ยุทธวิธีทำสงครามกับพี่น้องประชาชนเสื้อแดง
ความอำมหิตผิดมนุษย์ ได้เกิดขึ้นอีกครั้งนับจากปี 2519 มาปัจจุบันนี้
19 พ.ค.2553 เลขอาถรรพ์ ตัวเลข 19 ได้สร้างให้ความหมายกลับตาลปัตร จากมีนัยะที่ก้าวหน้า
กลับเป็นนัยะที่ล้าหลัง ป่าถื่อน โหดร้าย
สงครามมี 2 รูปแบบ ในโลก คือ
สงครามที่เป็นธรรม และสงครามที่ไม่เป็นธรรม สงครามที่เป็นธรรม คือ
สงครามที่ปกป้องเอกราช ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สงครามที่ไม่เป็นธรรม คือสงครามแห่งการรุกราน สงครามหยามเยียดทางชนชั้น
และเป็นสงครามของชนชั้นปกครองที่กำราบประชาชน
เพียงแค่ วีรชนราชประสงค์ต้องการความถูกต้อง
ต้องการความเป็นธรรม ต้องการความจริง
ต้องการ เปลี่ยนแปลงไปสู่คุณภาพชีวิตใหม่ ไปสู่อนาคต
แต่วันนี้ชนชั้นปกครอง ดับความฝันของ วีรชนลง ความฝันสูงสุด ของวีรชนคืออะไร ?
ของเราในฐานะประชาชนคืออะไร?
ใช่! ตึกรามบ้านช่องอันสูงใหญ่ ความเจริญ ความมั่งคั่ง ความศิวิไลต์
แต่แล้วในที่สุดชนชั้นปกครองทำให้ประชาชนรู้ว่า
สิ่งต่างๆเหล่านี้ ชนชั้นปกครองต้องการครอบครองไว้ทุกอย่าง
เขาใช้อำนาจอย่างบ้าคลั่ง เพียง
เพราะเขารู้สึกว่า มีใครกำลังท้าทายในโชคชะตาซึ่งเขาเคยเป็นผู้ตัดสิน
บัดนี้ ประชาชนกำลังบอกกับบรรดานักปกครองว่า เราไม่ยอมอีกต่อไป
เราไม่ยอมให้เขาใช้อำนาจซึ่งมากล้น
มาใช้เพื่อปรนเปรอความใคร่สำเร็จความพอใจของเขา
และลงโทษพวกเราประชาชนที่ทำให้เขาโกรธ ความโกรธ ของชนชั้นปกครอง
ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างลงในพริบตา ทำลายความเชื่อมั่น ความศรัทธาที่เรามี
บัดนี้เราประชาชน วีรชนผู้หาญกล้า เรียนรู้แล้วว่า
ความโกรธและความเกลียดชังจะถูกทำลายลงได้
หากประชาชน ร่วมมือเอาชนะความโกรธของชนชั้นปกครอง
ด้วยวิถีแห่ง เซน นั้นคือ
ทำให้เขารู้ได้ว่า ความโกรธ คืออะไร? บัดนี้เราจะสำแดงสิ่งนั้นให้เขาได้เห็น
พี่น้องวีรชนที่รักยิ่ง มหานครต่างๆในโลกนี้ มันเป็นทรัพย์สมบัติของผู้สร้างและผู้ปกป้อง
ในนครเซวัลโตโปร อันเป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากว่า
ประชาชน วีรชนได้แลกเอาชีวิตเลือดเนื้อ เป็นเดิมพัน ปกป้องผู้รุกรานจากกองทัพนาซี ฮิดลอร์
กองทัพนาซีต้องการยึดมหานครเซวัลโตโปร เพื่อใช้เป็นฐานในการยึดครองโซเวียต
แต่ในที่สุด กองทัพนาซีพ่ายแพ้ ถูกตีราบคาบ เซวัลโตโปรจึงเป็นมากกว่ามหานคร
แต่มันคือเมืองวีรมหานคร เป็นนครแห่งวีรชน เป็นวีรชนแห่งการเปลี่ยนแปลง
วีรชนแห่งการปฏิวัติ ไปสู่เอกราชประชาธิปไตย
และมาวันนี้วีรชนราชประสงค์ ได้สร้างมหานครที่ไม่ใช่แค่เปลือก
แต่ได้ปลุกจิตสำนึก ประชาธิปไตยซึ่งพวกเราที่อยู่ต่อไป
จะสืบทอดเจตนารมณ์ ของวีรชนราชประสงค์ เราจะสร้างขบวนการประชาธิปไตย
โดยเริ่มจาก การแสดงความอาลัยรัก รำลึกวีรชน เพราะพวกเรา คือ
แนวร่วมสายธารแห่งประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งจะบอกกล่าวไปยังทั่วโลก
เราจะเป็นก้าวใหม่ของประชาชนที่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย
ที่ศรัทธาต่อหลักการสากล ศรัทธาต่อผู้ที่ควรศรัทธา
และที่สุดเราจะศรัทธาในเรื่องซึ่งพิสูจน์ได้
ที่ตรวจสอบได้ เราจะนำพาไปสู่ยุคของความโปร่งใสที่สุด สะอาดที่สุด
และประชาชนกำลังจะเป็นผู้สร้างสรรค์มหานครแห่งนี้
ให้เป็นเมืองแห่งเสรีภาพ เมืองแห่งประชาธิปไตยอย่างองอาจแท้จริง
ขอให้ดวงใจวีรชนที่อยู่ ณ ที่นี่ได้รับ เป็นสักขีพยาน และเราจะกลับมาใหม่ แต่ไม่เหมือนเดิม
ขอสัญญาฝากไอดินกลิ่นไอฟ้า หากเมื่อวันคืนประชาชนมาถึง เราจะกระทำการให้เกิด ดังนี้
1 เปลี่ยนชื่อถนนสายนี้ เดิมทีเรียกว่า ราชประสงค์ ให้ใช้ชื่อเรียกว่า วีรชนประชาราษฏ์ประสงค์
2 สร้างอนุสรณ์วีรชนประชาราษฎ์ประสงค์ ศูนย์ศิลปะการเรียนรู้ประชาธิปไตย
3 ตั้งสถาบัน มูลนิธิพิทักษ์ศักดิ์ศรีวีรชน กองทุนการศึกษาส่งเสริมนักประชาธิปไตย
*********
เดินทางไปร่วมงานที่บ้านโป่ง ไปสะดวก
อ.บ้านโป่ง ไม่อยู่ในพื้นที่สถานการณ์ฉุกเฉิน อยู่ห่างจากกรุงเทพ ฯ ประมาณ 75 กม.
โดยสามารถเดินทางมาได้ ดังนี้
1.ทางรถยนต์ จากกรุงเทพ ฯ ใช้ ถนนเพชรเกษม ( ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 )
วิ่งตรงผ่าน จ.นครปฐม และเข้าสู่แยกวัดจันทร์ - สระกระเทียม เข้าสู่ อ.บ้านโป่ง
ที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 323 และตรงสู่ อ.บ้านโป่ง
2.ทางรถไฟ มีแยกเป็น 3 สาย
-สายใต้ สุดปลายทางที่อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ขึ้นรถไฟได้ที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง
-สายสุพรรณบุรี แยกออกจากชุมทางหนองปลาดุก สุดปลายทางที่จังหวัดสุพรรณบุรี
ขึ้นรถไฟได้ที่สถานีรถไฟชุมทางหนองปลาดุก
-สายน้ำตก แยกออกจากชุมทางหนองปลาดุก สุดปลายทางที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
ซึ่งเส้นทางนี้คือจุดเริ่มของทางรถไฟสายมรณะ ขึ้นรถไฟได้ที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง แห่งที่ 2 ถนนทรงพล
3.ทางน้ำ /แม่น้ำแม่กลอง
4.ทางรถโดยสาร
การเดินทางมายังอำเภอบ้านโป่ง มีรถออกจากสถานีขนส่งผู้โดยสารสายใต้ ทุกวัน
เวลา 05.30-23.30 น. ทุก 10-20 นาที ค่าโดยสาร 46-55 บาท
ประกอบด้วยบริษัท บ้านโป่งทัวร์ จำกัด บริษัท กาญจนบุรีเดินรถ 81 จำกัด บริษัท กาญจนบุรีทัวร์ จำกัด
**************
ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ขอเชิญเสื้อแดงภาคเหนือ และเสื้อแดงทั่วประเทศ
เชิญร่วมทำบุญ และถวายเทียนพรรษา เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ท่านนายกฯในดวงใจ
พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร
วันจันทร์ ที่ 26 กรกฎาคม 2553 ที่วัดสหกรณ์ 1 และ วัดทุ่งเหล่า อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่
เวลา7.00 น. รวมตัวกันที่ บิ๊กซีดอนจั่น
8.00 น. ออกเดินทางไป อ.แม่ออน พร้อมกัน
พรรคเพื่อไทยภาคเหนือ โดย ส.ส.สงวน พรมมณี จะทำบุญที่วัดพระธาตุหริภุญชัยฯ
ตักบาตรเช้า และเลี้ยงเพล เสร็จจากทำบุญถวายเทียนแดงแล้ว แดงเชียงใหม่จะไปร่วมงานที่ลำพูน
นอกจากนี้พรรค เพื่อไทย โดย ส.ส.สงวน จะจัดปราศรัยใหญ่ของพรรคที่ลำพูน
ในวันพฤหัส ที่ 29 กรกฎาคม เชิญชาวเสื้อแดง ร่วมใจ ร่วมฟัง ร่วมแสดงพลังกันให้ยิ่งใหญ่
อยากลืม กลับจำ กรณี คนตาย 90 ศพ รัฐบาล และศอฉ.
เจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงรายก็ออกหมายเรียกนักเรียน นักศึกษา ไปสอบปากคำ
คน 1 คือ นายกิตติพงษ์ นาตะเกศ อายุ 24 ปี
คน 1 คือ นายนิติ เมธพนฎ์ อายุ 23 ปี
2 คนนี้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
คน 1 คือ นายมด (นายสมมติ) อายุ 16 ปี เป็นนักเรียนโรงเรียนดำรงราษฎรเชียงราย
ทั้งหมดนี้ถูก พ.ต.ท.บัญญัติ ทำทอง รักษาการแทนรองผกก.สส.สภ.เมืองเชียงราย ออกหมายเรียก
ในข้อหาชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
เพราะว่าพวกเขายืนถือป้ายข้อความว่า
ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต้องคงไว้เพื่อไม่ให้ความจริงปรากฏ
สรุปแล้วก็คือ พวกเขาถูกออกหมายเรียกเพราะชูป้าย
ต้องยอมรับว่า สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปในสภาพที่พังเพยโบราณบอกว่า
ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก นั่นก็คือ
ความว่าด้วยการจับ นายนที สรวารี เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ยังไม่จบ
นั่นก็คือ ความว่า
ด้วยการออกหมายเรียก นักเรียน นักศึกษา เชียงราย ก็ติดตามมาด้วยความระทึกในดวงหทัย
น่าสนใจก็ตรงที่เนื้อหาการเคลื่อนไหวของพวกเขาคล้ายกันอย่างยิ่ง
นายนที สรวารี นั้นร้องตะโกนที่แยกราชประสงค์ว่า
"ผมเห็นที่นี่ถูกเผา แล้วก็เห็นคนถูกยิงด้วย เสียงผมน่ะของจริง"
ที่นี่ของ นายนที สรวารี คือ แยกราชประสงค์ วัดปทุมวนาราม
ขณะที่ นักเรียน นักศึกษา เชียงราย ป้ายหนึ่งที่พวกเขายกขึ้นก็คือ "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์"
เพียงร้องตะโกนแค่นี้ก็ถูกจับ เพียงยกป้ายแค่นี้ก็ถูกจับ
ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งการให้
สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตำรวจและทหาร
ไปสรุปรวบรวมการใช้อำนาจรัฐ การดำเนินคดีต่างๆ และจัดทำเป็นแผนนั้น
ถูกต้องแล้วแม้ว่าจะช้าไปบ้าง
เพราะในความเป็นจริงไม่เพียงแต่การส่งเสียงดัง การยกป้ายชูคำขวัญ จะกลายเป็นความผิดเท่านั้น
หากแต่เท่าที่ นายปณิธาน วัฒนายากร แถลง
"มีรายงานถึงนายกรัฐมนตรีว่า มีเจ้าหน้าที่ไปจับคนทำผิดกฎหมายจราจรแล้ว
อ้างว่าเป็นการใช้อำนาจของศอฉ."
เป็นเจ้าหน้าที่สน.ลุมพินีที่ออกมาพิทักษ์ป้าย "ราชประสงค์" หรือเปล่า
เป็นเจ้าหน้าที่สภ.เมืองเชียงรายที่ออกหมายจับ นักเรียน นักศึกษา ที่ออกมาชูป้าย
"ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" หรือเปล่า
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสถานการณ์อันต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ทั้งสิ้น
จึงไม่แปลกที่เพลงเขาบอกว่า คนเรานี้คิดดูก็น่าขำ อยากลืมกลับจำ อยากจำกลับลืม
ยิ่งรัฐบาล ศอฉ.
และเจ้าหน้าที่ตำรวจ พยายามจะลบเลือนบทบาท
และความหมายการตายเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม อย่างไร
กลับยิ่งทำให้ความทรงจำนี้ดำรงอยู่อย่างจำหลักหนักแน่น
จำหลักหนักแน่นและขยายวงออกไปอย่างกว้างไพศาลเป็นลำดับทั่วประเทศ ทั่วโลก
คณะทูต 23 ประเทศฟังเพื่อไทยแจง



เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่พรรคเพื่อไทย คณะทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ จำนวน 23 ประเทศ
และหน่วยงานระหว่างประเทศ 3 หน่วยงาน สื่อมวลชนต่างประเทศ ร่วมรับฟังจุดยืนของพรรคเพื่อไทย
โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค คณะผู้บริหารของพรรค
พร้อมนายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ ต้อนรับ
นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์หลังการบรรยาย ว่า
มีตัวแทนจากสถานทูตประเทศต่างๆ ประจำประเทศไทยมาเข้าร่วมรับฟังบรรยาย
เป็นเอกอัครราชทูต 4 ประเทศ ส่วนที่เหลือเป็นระดับอุปทูต และเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมือง
แต่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่ามีประเทศใดบ้าง
เนื่องจากตัวแทนจากสถานทูตแจ้งว่า
ไม่ต้องการให้นำไปเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เป็นโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง
และการมาพรรคเพื่อไทยครั้งนี้
เพื่อรับฟังข้อมูลก่อนเสนอรายงานไปให้ประเทศของตัวเองรับทราบเท่านั้น ไม่ต้องการเป็นผู้เล่นด้วย
นายคณวัฒน์ กล่าวว่า ในภาพรวมที่คณะทูตานุทูตสะท้อนมายังพรรคเพื่อไทยนั้น
ต้องการให้ประเทศไทยร่วมกันทุกสีเสื้อเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศไทยดีขึ้น
และยังสะท้อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนไม่ค่อยมั่นใจการลงทุนในไทย
ซึ่งทำให้ประเทศเสียโอกาส อย่างไรก็ตามหวังว่าจะไม่มีแรงกดดันหรือชนวนนำไปสู่การเผชิญหน้าอีก
“ตัวแทนจากสถานทูตรายหนึ่งแสดงความเห็นว่ารัฐบาลน่าจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
เพราะในสายตาต่างชาติ การประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินสะท้อนว่าประเทศนั้น
ยังมีปัญหาทางการเมืองอยู่ แต่ขณะนี้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว”นายคณวัฒน์กล่าว
คณะทูตยังเดินชมนิทรรศการ 7 วัน 7 ความเจ็บปวด ที่จัดขึ้นที่ทำการพรรคเพื่อไทย เป็นวันที่ 4 ด้วย
โดยบริเวณชั้น 2 มีการจำลองเหตุการณ์สลายการชุมนุม รวมถึงการจับกุมคนเสื้อแดง
โดยมีชายที่แต่งกายในเครื่องแบบทหารยืนถืออาวุธปืนจ่อหัวคนเสื้อแดงที่ถูกมัดมือไพล่หลังและปิดตา
''มาร์ควี11''เปิดใจ
โดยส่วนตัวรู้สึกชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชอบท่านเป็นคนเก่ง คิดการณ์ไกล สามารถพัฒนาประเทศ ชาติได้ดี ใช้หนี้ได้รวดเร็ว ส่วนที่คนมองว่าท่านไม่ดีมีเรื่องผลประโยชน์นั้น ตนแยกมองไปที่ความเป็นคนเก่ง และมีศักยภาพด้านเทคโนโลยี มองเอามาในส่วนดีเท่านั้น "มาร์ค วี 11" เปิดใจเป็นครั้งแรกหลังออกจาก บ้านเอเอฟ 7 หลบพักใจที่เชียงใหม่ ยืนยันไม่ยอม ทิ้งฝัน สานต่อวงดนตรีแนวอินดี้ "ไฟเบอร์" ที่ร่วม ตั้งกับเพื่อนๆ แต่ก็ไม่ทิ้งการเรียนอยากเรียนหมอ แล้วต่อด้วยเล่นการเมือง เพราะไม่ต้องการให้แบ่งฝ่าย พร้อมยังอยากไปขอโทษ "อภิสิทธิ์" ด้วยตัวเอง แต่ส่วนตัวปลื้มอดีตนายกฯ "ทักษิณ" เพราะเป็นคนเก่ง คิดการณ์ไกล สามารถพัฒนาประเทศได้ดี ใช้หนี้ได้รวดเร็ว ด้านพ่อมาร์คฯ เผยลูกสำนึกผิดแล้ว แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเดิน บนเส้นทางบันเทิง ส่วนทรูฯ ยังย้ำ ไม่ได้กดดันให้ "มาร์ค วี 11" ออกจากบ้าน เป็นความสมัครใจของเด็กเอง เพื่อแสดง ความรับผิดชอบ หลังถูกกระแสกดดันจากการโพสต์ข้อความแสดงความเห็นทางการเมืองในเฟซบุ๊ก ด้วยการใช้ถ้อยคำรุนแรงตำหนิการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนทำให้ "มาร์ค วี 11" หรือนายวิทวัส ท้าวคำลือ หนุ่มวัย 17 ปี จากเชียงใหม่ ต้องหยุดปฏิบัติการล่าฝันถอนตัวออกจากการแข่งขัน ทรู อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 7 ท่ามกลางความเสียดายของแฟนคลับที่เทคะแนนโหวตให้เป็นที่ 1 มาตลอด ซึ่งแม้เจ้าตัวจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการสละสิทธิ์ถอนตัวไปแล้ว แต่เรื่องราวยังคงเป็นประเด็นให้พูดถึงทั้งด้านการเมือง และเส้นทางชีวิตหลังตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมปัจจุบัน ต่อมาช่วงบ่าย "มาร์ค วี 11" ตัดสินใจเปิดใจกับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลับมาถึง บ้านเกิด โดยอดีตนักล่าฝันเอเอฟ 7 รายนี้ กล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากถอนตัวออกจากบ้านเอเอฟ และกลับมาเก็บตัวเงียบอยู่ที่บ้านได้ 2 วันว่า มีความสุขที่สุดตอนเข้าไปอยู่ในบ้านเอเอฟ แต่เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นทำให้เครียดและกดดันพูดคุยกับใครไม่ได้ เพื่อนทั้ง 11 คน คงพอรู้อะไรบ้าง แต่ไม่รู้รายละเอียดว่าตนได้ทำอะไรลงไป ตนก็เหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป ถ้าเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งคงไม่มีใครสนใจ แต่เพราะอยู่บนเวที อยู่ในที่สว่างจึงมีคนจับจ้อง ต้องอยู่ในระหว่างสังคมมีความขัดแย้งกัน แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อของสังคม ส่วนเรื่องที่เคยทำกับแม่เป็นครั้งเดียวที่สุดกลั้น จึงระเบิดคำพูดออกไป คิดว่าวัยรุ่นส่วนหนึ่งก็เคยทำ ซึ่งตนก็เสียใจร้องไห้และเข้าไปขอโทษแม่ ผู้สื่อข่าวถาม ว่า ในเมื่อฝันอยากเล่นการเมือง ส่วนตัวแล้วมีความชื่นชอบใครเป็นพิเศษ มาร์คตอบว่า โดยส่วนตัวรู้สึกชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชอบท่านเป็นคนเก่ง คิดการณ์ไกล สามารถพัฒนาประเทศ ชาติได้ดี ใช้หนี้ได้รวดเร็ว ส่วนที่คนมองว่าท่านไม่ดีมีเรื่องผลประโยชน์นั้น ตนแยกมองไปที่ความเป็นคนเก่ง และมีศักยภาพด้านเทคโนโลยี มองเอามาในส่วนดีเท่านั้น ส่วนที่มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะช่วยเหลือด้านการเรียน ต้องขอขอบคุณถ้าจะช่วยจริงฝันอยากเล่นการเมือง
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 ก.ค. หลังโทรศัพท์สอบถามนายวทัญญู ท้าวคำลือ บิดาของมาร์ค วี 11 ถึงสภาพจิตใจของลูกชายหลังออกจากบ้านเอเอฟกลับไปเชียงใหม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่า หลังจากที่ลูกชายเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ มาถึงบ้านที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อคืนที่ผ่านมาได้อยู่เป็นเพื่อนลูกตลอดเวลา และคอยพูดให้กำลังใจไม่ให้คิดมาก ในช่วงเช้าได้พาออกไปเที่ยวนอกบ้าน ไปทำบุญ และพาไปไหว้ผู้ใหญ่ที่มาร์คให้ความเคารพ ซึ่งทุกคนก็พูดให้กำลังใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรที่ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยออกมาโจมตีรัฐบาลถึงเรื่องราวที่เกิด ขึ้น นายวทัญญู ตอบว่า ตนยังไม่ทราบ ตั้งแต่กลับบ้านไม่เคยสนใจที่จะเปิดทีวีหรืออ่านหนังสือพิมพ์และยังไม่ ติดต่อกับสังคมภายนอกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตนบอกได้เพียงอย่างเดียวว่า ไม่อยากให้เรื่องของลูกเป็นประเด็นของการเมือง และนำไปสู่หนทางแห่งความรุนแรง อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ตัวของมาร์คสำนึกผิดแล้ว และได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมไปแล้ว ส่วนความฝันของมาร์คคิดว่ายังคงมีความฝันที่จะเดินบนเส้นทางถนนบันเทิง และน่าจะเป็นฝันที่มุ่งมั่นยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วย"มาร์ค วี 11" ตัดสินใจเปิดใจกับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์
มาร์ค อดีตสมาชิกบ้านเอเอฟในรหัส วี 11 กล่าวอีกว่า หลังผ่านเรื่องนี้มาแล้ว ถ้าจะกลับเข้าไปประกวดอีกคงจะยากแล้ว เพราะความคิดคนต่างกัน จึงต้องหยุดไปก่อน ตอนนี้มีวงดนตรีที่เล่นกับเพื่อนๆ แนวอินดี้ ป๊อปร็อก ชื่อวง "ไฟเบอร์" มีตนเป็นนักร้องนำ เคยเข้าประกวดมาแล้ว 2 ครั้ง และจะหันไปให้ความสำคัญกับ การเรียนมากขึ้น หลังกลับจากอเมริกามาอยู่เมืองไทยต้องเรียนซ้ำในระดับ ม.5 อีกครั้ง โดยเลือกเรียนสายวิทย์-คณิต มีความฝันไว้ว่าอยากจะเป็นแพทย์ เพราะอยากช่วยเหลือคนอื่น และยังอยากเล่นการเมืองเพราะไม่อยากให้มีการแบ่งฝ่าย อยากให้ทุกคนอยู่ตรงกลาง ไม่อยากให้เด็กคนอื่นโดนแบบที่ตัวเองโดนจากการแสดงความเห็นที่เสียหายออกไป และถ้านายกฯให้โอกาส ก็ยังอยากจะขอโทษท่านด้วยตัวเอง แต่ท่านคงมองว่าไม่ใช่ เรื่องใหญ่ เพราะท่านมีงานมากส่วนตัวแล้วมีความชื่นชอบใครเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ วันเดียวกัน ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาดของทรู อคาเดมี แฟนเทเชีย เปิดเผยว่า ยังยืนยันว่าไม่มีการกดดันให้มาร์ค วี 11 ถอนตัว เป็นความสมัครใจของตัวเด็กและพ่อที่เห็นว่ากระแสเริ่มแรง จึงประกาศสละสิทธิ์เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทรูก็รู้สึกเสียใจและเสียดายเพราะเด็กมีพรสวรรค์ เสียงดี มีทักษะในการร้องเพลง แต่พ่อของน้องอยากให้กลับไปเรียนเพราะตั้งความหวังให้ลูกเป็นหมอที่ร้องเพลง ได้ และต่อไปจะมีการสกรีนคนที่จะเข้าบ้านเอเอฟให้เข้มมากขึ้น จะได้ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ส่งผลกระทบกับรายการ ซึ่งหลังจากมาร์ค วี 11 ถอนตัวออกไปก็ได้ขยับเอา "น้องต้น" วี 13 เข้ามาแทน โดยเข้าบ้านเอเอฟเมื่อเวลา 21.00 น. เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา
“ความรู้” ในแบบสมเกียรติ ตั้งนโม แห่ง ม.เที่ยงคืน
สมชาย ปรีชาศิลปกุล สมเกียรติ ตั้งนโม อาจไม่ได้เป็นปัญญาชนชื่อเสียงโด่งดังคับบ้านคับเมือง แต่ในท่ามกลางบรรดาผู้สนใจใฝ่หาความรู้ รวมถึงผู้ที่สนใจความเคลื่อนไหวทางการเมืองจำนวนไม่น้อยคงเคยได้ยินชื่อของเขาบ้างในฐานะบุคคลหนึ่งที่มีส่วนอย่างสำคัญ ทั้งในแง่ของการสร้างฐานความรู้ที่ทันสมัยและกว้างขวางบนสื่ออินเตอร์เน็ตจากการก่อตั้งเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน (http://www.midnightuniv.org) และในฐานะสมาชิกคนสำคัญของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ซึ่งมีส่วนร่วมต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเด็นที่มุ่งเน้นถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการสร้างสังคมประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในด้านของ “ความรู้” อันเป็นสิ่งที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายและความสำคัญเป็นอย่างมากในช่วงการมีชีวิตอยู่ของอาจารย์สมเกียรติ ซึ่งแน่นอนว่าคงยากจะหาแหล่งทุนใดมาสนับสนุนได้เป็นอย่างแน่แท้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่แหล่งทุนทั้งจากภายในและภายนอกประเทศก็ล้วนต้องอยู่ภายใต้ระบบการควบคุมคุณภาพเฉกเช่นโรงงานผลิตปลากระป๋อง การให้ทุนจึงเต็มไปด้วยเงื่อนไข ข้อตกลง คำถามการวิจัย หรืออะไรประมาณนี้ที่ชัดเจน เขาให้ความสำคัญกับความรู้ในแบบที่สังคมกระแสหลักไม่สู้จะให้ความสนใจ ความรู้ในแบบที่แตกต่างจากกระแสหลัก ความรู้ที่เป็นการโต้แย้ง หรือแม้กระทั่งเป็นอริกับความรู้กระแสหลักคือสิ่งที่เขาให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อผมได้พูดถึงแนวคิดเรื่องการดื้อแพ่งต่อกฎหมายเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วในยามที่เพิ่งรู้จักกัน อาจารย์สมเกียรติให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งต่อมาในภายหลังจึงเข้าใจว่าเพราะอยู่ในทิศทางของความรู้ที่เขาสนใจ หากมีเวลาลองไล่เรียงงานของอาจารย์สมเกียรติ บางคนที่ไม่คุ้นเคยอาจมึนงงอยู่บ้างกับงานเขียนหลายชิ้น เช่น แนวคิดหลังอาณานิคม (Post-colonialism), ความรู้ช้า (Slow knowledge), ลิขซ้าย (Copyleft), วัฒนธรรมทางสายตาหรือ Visual Culture (สำหรับเรื่องนี้เข้าใจว่าเป็นประเด็นที่อาจารย์สมเกียรติมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในการนำเสนอ ตอนที่เริ่มอ่านเริ่มแปลเรื่องนี้ใหม่ๆ ทุกครั้งในการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ ไม่ว่าการเมือง สังคม วัฒนธรรม การช้อปปิ้ง การแต่งกาย ล้วนจะต้องมีแนวการวิเคราะห์แบบ Visual Culture โผล่มาด้วยทุกครั้ง) เขามีความสุขกับการเดินทางไปในโลกแห่งความรู้ การอ่านและการคิดของเขาไม่ใช่เพียงเพราะต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ เราทุกคนที่อยู่ใกล้ชิดคงตระหนักดีได้ว่าการทำงานของอาจารย์สมเกียรติคือชีวิตที่เต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน (ทั้งนี้ความสำราญใจประการหนึ่งที่รับรู้กันดีก็คืออาหารมันๆ ประเภทข้าวขาหมู หรืออะไรที่มีรสหวานจัด ตบท้ายด้วยเป๊ปซี่เย็นๆ) แม้ว่าเวลาทำงานอย่างเพลิดเพลินของเขาอาจไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไปมากเท่าไหร่ เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนั้นเป็นการลงแรงของอาจารย์สมเกียรติในห้วงเวลาที่มนุษย์ต่างพากันนอนพักผ่อนเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนมาจนถึงเกือบรุ่งสาง แต่ไม่ใช่เพียงเพื่อตอบสนองต่อความกระหายอยากในความรู้ อาจารย์สมเกียรติยังให้ความสำคัญกับการใช้ความรู้ในการสนับสนุนคนตัวเล็กๆ ในสังคมให้ยืนหยัดขึ้นต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เขาจึงมิได้เพียงนั่งป่าวประกาศสัจธรรมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น มีโครงการหลายอย่างที่ถูกเสนอขึ้นในระหว่างพวกเรา (มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน) นำอาจารย์สมเกียรติออกไปในสถานที่ต่างๆ บ้านกรูด บ่อนอก ที่ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนปากมูล อุบลราชธานี สหภาพแรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมลำพูน บ้านปางแดง เชียงใหม่ และอีกหลายแห่ง อันทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่กว้างขวางมากขึ้น การเผยแพร่ความรู้ต่อสังคมนับเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญ สมเกียรติได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อการคิดและพูดอย่างเสรีมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ในเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเขาได้ประกาศไว้อย่างชัดเจนว่าสามารถนำบทความไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ภายใต้ระบบ Copyleft (อันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ Copyright) โดยที่แทบไม่ต้องกล่าวถึงการต่อสู้อำนาจทางการเมือง อันเป็นบทบาทที่เห็นได้บ่อยครั้งแม้ว่าความเห็นของอาจารย์สมเกียรติอาจไม่เหมือน แตกต่าง หรือแม้กระทั่งอยู่ตรงกันข้ามกับเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงของผู้มีอำนาจก็ตาม จึงไม่ต้องแปลกใจที่เขาจะเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้มีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (อันนำมาสู่การกล่าวหาว่าเขาไม่จงรักภักดีภายหลังดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ แทบไม่น่าเชื่อว่าข้อกล่าวหานี้สามารถทำงานได้แม้ภายในสถาบันการศึกษาระดับสูงของสังคม) ไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่าต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์แต่เป็นเพราะกฎหมายนี้ได้ทำให้คนต้องปิดปากและถูกปิดปากอย่างไม่เป็นธรรมจากอำนาจรัฐ เมื่อถูกอำนาจรัฐสั่งปิดเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน อาจารย์สมเกียรติเลือกที่จะต่อสู้ด้วยกระบวนการทางกฎหมายมากกว่าจะไปแอบเปิดเว็บไซต์ในชื่ออื่นเพื่อหลบหลีกการตรวจจับของรัฐบาล แม้การกระทำในแบบหลังจะง่ายกว่ามากนัก แต่เพื่อยืนยันถึงความถูกต้องและเสรีภาพในการแสดงความเห็น แม้อาจลำบากมากกว่าก็เป็นทางที่อาจารย์สมเกียรติได้เลือก ความกล้าหาญในการยืนยันถึงสิ่งที่เป็นความถูกต้องจากความรู้จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวความรู้นั้นด้วย หากจะพอบอกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่อาจารย์สมเกียรติได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง การยืนยันในความรู้ตามแบบที่ได้ดำเนินชีวิตมาโดยตลอดของเขาก็เป็นสิ่งที่ท้าทายต่อความเข้าใจในเรื่อง “ความรู้” ของปัญญาชนและคนในมหาวิทยาลัยในสังคมไทยอย่างสำคัญ
สมเกียรติ ได้จากพวกเราทั้งหมดไปอย่างสงบแล้วเมื่อเช้าวันอังคารที่ 6 กรกฎาคม 2553 (6 เดือนตั้งแต่ได้บอกผมว่ามีก้อนอะไรกลมๆ อยู่ที่ตรงท้องของเขา) โดยได้ทิ้งอะไรหลายอย่างไว้ให้เป็นอนุสติแก่พวกเราทั้งในด้านที่ควรนำมาไตร่ตรอง ขบคิด
เขาเป็นคนที่แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ใครที่เป็นคนใกล้ชิดคงจะได้ฟังเรื่องราวทางวิชาการใหม่ๆ จากปากของอาจารย์สมเกียรติอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่ได้อ่านงานหรือรับฟังการบรรยาย อภิปรายใดๆ เสร็จและมีความประทับใจ จนทำให้เราต้องไปติดตามอ่านงานที่ได้ถูกกล่าวถึง
อาจารย์สมเกียรติเป็นคนที่สนใจในการแปลงานวิชาการอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่างานจำนวนมากของเขาเป็นผลงานการนำความรู้จากตะวันตกมาสู่สังคมไทยอันเป็นสังคมที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความรู้มากเท่าไหร่ ความใฝ่ฝันของเขาซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จก็คือ การจัดตั้งโครงการแปลตาม “อำเภอใจ” เขาได้ขอให้ผมลองช่วยหาทุนมาสนับสนุนการแปลที่จะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเขาโดยไม่มีการกำหนดเนื้อหาเอาไว้ล่วงหน้า
(แม้จะไม่มีใครให้การสนับสนุนต่อโครงการแปลตามอำเภอใจ แต่อาจารย์สมเกียรติในเวลาก่อนหน้าเป็นคณบดีคณะวิจิตรศิลป์และก่อนที่จะรู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคมะเร็ง ก็ยังทำงานแปลอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 6 หน้า)
แต่ความรู้ชนิดไหนที่อาจารย์สมเกียรติสนใจ
ชีวิตของอาจารย์สมเกียรติจึงควบคู่ไปกับความรู้ แต่ความรู้ของอาจารย์สมเกียรติจึงไม่ใช่เป็นการพร่ำบ่นในชั้นเรียนเพื่อนำไปสู่ใบปริญญาของผู้เรียน หากเป็นความรู้ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งการต่อสู้และความรู้ที่มีความหมายต่อคนในสังคม อันเป็นสิ่งที่เรามักไม่ค่อยได้เห็นกันมากสักเท่าไหร่ในห้วงเวลาปัจจุบัน
อ่านที่นี่ คำแปลฉบับเต็ม "สมุดปกขาวของอัมเสตอร์ดัม" (ส่วนแรก)
เปิดรายงานครึ่งแรก ของโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม "การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ : ข้อเรียกร้องหาการรับผิด ว่าด้วยพันธกรณีระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยมีภาระผูกพันในการนำตัวฆาตกรสู่กระบวนการยุติธรรม" หมายเหตุ: คำแปลนี้เป็นครึ่งแรกของรายงานจำนวน 80 หน้า ซึ่งจัดทำโดย สำนักกฎหมาย Amsterdam & Peroff ติดตามอ่านฉบับสมบูรณ์ได้ที่ประชาไท การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ : ข้อเรียกร้องต่อการแสดงความรับผิดชอบ สมุดปกขาวโดยสำนักกฎหมาย Amsterdam & Peroff 000 บทคัดย่อ/ คำนำ 000 สารบัญ 000 บทที่ 1 บทนำ เป็นเวลากว่า 4 ปีที่ประชาชนชาวไทยตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ สิทธิดังกล่าวคือสิทธิในการกำหนดทางเลือกของตนโดยผ่านการเลือกตั้งอย่างแท้จริงที่ดำรงอยู่บนฐานของเจตจำนงของประชาชน การโจมตีระบอบประชาธิปไตยเริ่มขึ้นด้วยการวางแผนและลงมือกระทำการรัฐประหารโดยทหารเมื่อปี 2549 ด้วยความร่วมมือกับสมาชิกองคมนตรี ผู้บัญชาการทหาร ของไทยล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งชนะการเลือกตั้งมาถึง 3 สมัยติดต่อกัน ทั้งในปี 2544, 2548 และ 2549 ระบอบที่การรัฐประหารตั้งขึ้นได้เข้าควบคุมหน่วยงานต่างๆของรัฐบาล ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำพรรคเป็นเวลา 5 ปี การที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ด้วยเหตุผลเดียวนั่นก็คือเพราะพรรคการเมืองต่างๆที่ชนะการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยตลอดการเลือกตั้งสี่ครั้งที่ผ่านมาถูกยุบไป การรัฐประหารในปี 2549 ถือเป็นการเริ่มต้นในการพยายามที่จะฟื้นฟูอำนาจนำของกลุ่มทุนเก่า นายทหารระดับสูง ข้าราชการระดับสูง และกลุ่มองคมนตรี ซึ่งจะขอรวมเรียกว่าเป็น “กลุ่มอำนาจเก่า” ซึ่งการฟื้นฟูระบอบที่กลุ่มอำนาจเก่าต้องการนั้นจะสำเร็จได้ก็ต้องทำลายพรรคไทยรักไทยเป็นอันดับแรก เพราะพรรคไทยรักไทยเป็นพลังทางการเลือกตั้งที่ได้กลายเป็นสิ่งท้าทายอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่าอย่างสำคัญและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และหลังจากนั้นกลุ่มอำนาจเก่าก็ไม่อาจหยุดยั้งการกวาดล้างขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นตามมา พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุดให้มาปกครองประเทศ อันเป็นการไปขัดขวางธรรมเนียมปฏิบัติอันยาวนานที่รัฐบาลผสมที่อ่อนแอจะได้เข้ามารับใช้ตามอำเภอใจของกลุ่มอำนาจเก่า ด้วยการเสริมอำนาจของฐานเสียงที่ถูกเบียดขับไปอยู่ชายขอบของชีวิตทางการเมืองของประเทศมายาวนาน พรรคไทยรักไทยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้พรรคฯ รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องสยบยอมมอบอำนาจใดๆ ที่รัฐธรรมนูญได้มีให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งแก่พวกกลุ่มอำนาจเก่า การบริหารจัดการของพรรคฯ จึงเป็นไปเพื่อยืนยันการควบคุมกระบวนการกำหนดนโยบาย การให้ทหารอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน และการทำลายเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ที่สมาชิกอันทรงอำนาจของคณะองคมนตรีได้ใช้อิทธิพลของตนเหนือข้าราชการ ระบบตุลาการ และกองกำลังทหาร ทั้งสองด้านของนโยบายเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน (dual track) ที่รัฐบาลไทยรักไทยได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีเสียงข้างมากในสภานั้น ยิ่งทำให้บรรดานักธุรกิจชั้นนำในกรุงเทพฯ ถอนการสนับสนุนทักษิณ ในขณะที่นโยบายเปิดตลาดเสรีของพรรคไทยรักไทยได้ทำให้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่อิงกลุ่มอำนาจเก่าต้องมีการแข่งขันมากขึ้น ความนิยมที่มีต่อโครงการต่างๆ ที่ตอบสนองต่อความจำเป็นของเกษตรกรในต่างจังหวัดและคนจนเมืองก็ทำให้รัฐบาลยืนหยัดต่อแรงกดดันที่มาจากกลุ่มตัวละครหลักๆ ของกลุ่มอำนาจเก่าไว้ได้ เมื่อไม่สามารถจะขจัดหรือบั่นทอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ด้วยวิธีใดๆ ทหารจึงใช้ยุทธวิธีในการยกขบวนรถถังและกองกำลังพิเศษเข้ามาทวงประเทศคืนจากตัวแทนของประชาชน หลังจากการรัฐประหารเป็นต้นมา พวกกลุ่มอำนาจเก่าก็ได้พยายามที่จะรวบรวมอำนาจทางการเมืองของตน ในขณะเดียวกันก็ถอยไปซ่อนตัวอยู่หลังฉากที่สร้างภาพว่าเป็นประชาธิปไตยแบบมีรัฐธรรมนูญ กลุ่มอำนาจเก่าได้ใช้การรณรงค์อย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อกำจัดพรรคไทยรักไทยออกจากพื้นที่ทางการเมืองไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะกลับไปสู่การมีรัฐบาลอ่อนแอที่ยอมรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเก่า เมื่อแผนนี้ไม่สำเร็จ กลุ่มอำนาจเก่าจึงต้องหันไปพึ่งฝ่ายตุลาการที่ถูกทำให้เข้ามามีส่วนพัวพันทางการเมืองอย่างมาก และได้รับอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2550 ให้สามารถล้มผลการเลือกตั้งที่ดำเนินอย่างเสรีได้ เพียงเพื่อทำให้การกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นดูเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการครอบงำศาล และด้วยความสำเร็จบางส่วนในการทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติในรัฐบาลผสมของทักษิณอ่อนแอลง และด้วยความวุ่นวายที่ก่อโดยกลุ่มการเมืองนอกรัฐสภาอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กลุ่มอำนาจเก่าก็สามารถทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ทว่าหลังจากนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ถูกกดดันให้ต้องใช้มาตรการกดขี่เพื่อรักษาฐานอำนาจอันไม่ชอบธรรมและปราบปรามการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ก่อตัวขึ้นเพื่อตอบโต้การรัฐประหารโดยทหารเมื่อปี 2549 และการรัฐประหารโดยศาลในปี 2551 หนึ่งในวิธีการกดขี่ก็คือการที่รัฐบาลได้บล็อกเวปไซท์ประมาณ 50,000 เวป ปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และกักขังคนจำนวนหนึ่งภายใต้กฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพอันเลื่องชื่อของไทย และภายใต้พ.ร.บ.การกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ที่โหดร้ายพอๆ กัน เมื่อเผชิญกับการชุมนุมประท้วงโดยมวลชนที่ท้าทายอำนาจของรัฐบาล รัฐบาลก็ได้เชื้อเชิญให้กองทัพเข้ามาจัดการ และได้ระงับเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยการนำพ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร พร้อมทั้งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งเข้มงวดยิ่งกว่ามาใช้ ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 เป็นต้นมา รัฐบาลทหารชุดใหม่ของประเทศในนามของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้เข้ามาปกครองประเทศโดยไม่มีมาตรการตรวจสอบความรับผิดใดๆ ภายใต้การประกาศ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ที่ถูกประกาศอย่างไม่เหมาะสม ถูกนำมาบังคับใช้อย่างไม่สอดคล้องกับความรุนแรงของสถานการณ์ และใช้อย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีกำหนดเพื่อที่จะปิดปากการคัดค้านใดๆ ที่มีต่อรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นี่เป็นอีกครั้งที่กลุ่มอำนาจเก่าไม่อาจปฏิเสธข้อเรียกร้องเพื่อการปกครองตนเองของประชาชนชาวไทยได้โดยไม่ต้องหันไปหาระบอบเผด็จการทหาร ในเดือนมีนาคม 2553 เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ โดยกลุ่มคนเสื้อแดง หรือที่เรียกว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.) การชุมนุมของคนเสื้อแดงดำเนินมาจนถึงวันที่ 66 ในวันที่ 19 พฤษภาคม เมื่อรถหุ้มเกราะบดขยี้แนวกั้นที่ทำขึ้นชั่วคราวรอบสี่แยกราชประสงค์ในกรุงเทพฯ และทะลวงค่ายประท้วงของคนเสื้อแดง หลายสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 10 เมษายน กองกำลังทหารพยายามสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าแต่ล้มเหลว ยังผลให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย และในการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ระหว่างวันที่ 13 -19 พฤษภาคม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 55 ราย เมื่อต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แกนนำนปช. ได้ประกาศยุติการชุมนุมและยอมมอบตัวกับตำรวจ พยานนับร้อยๆ คน และวิดีโอคลิปพันๆ คลิป ได้บันทึกการใช้กระสุนจริงอย่างเป็นระบบโดยกองกำลังฝ่ายความมั่นคงของไทยต่อพลเรือนที่ไร้อาวุธ รวมถึงนักข่าวและเจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ฉุกเฉินในเดือนเมษายนและพฤษภาคม นับถึงเวลาที่บริเวณที่ชุมนุมได้ถูกเคลียร์เรียบร้อย อาคารพาณิชย์สำคัญๆ สองสามแห่งยังคงมีควันกรุ่น มีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 80 คน และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำการชุมนุมมากกว่า 50 คนอาจเผชิญกับโทษประหารชีวิตจากข้อหา “ก่อการร้าย” ผู้ชุมนุมหลายร้อยคนยังคงถูกควบคุมตัวข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งรัฐบาลไทยนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้การชุมนุมทางการเมืองที่ชอบธรรมกลับกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีการออกหมายจับจำนวนสูงถึงแปดร้อยหมาย และทางการยังได้สั่งแช่แข็งบัญชีธนาคารของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมขบวนการและอาจเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินแก่นปช.อีกอย่างน้อย 83 ราย ที่น่าสลดใจก็คือ แกนนำคนเสื้อแดงในท้องถิ่นต่างๆ ได้ถูกลอบสังหารในชลบุรี นครราชสีมา และปทุมธานี ท่ามกลางเหตุการณ์ที่น่าสลดอันเป็นจุดสูงสุดของโครงการสี่ปีในการโค่นเจตนารมย์ของประชาชนเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของกลุ่มอำนาจเก่า สมุดปกขาวเล่มนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ วัตถุประสงค์ข้อแรกคือเพื่อเน้นถึงพันธกรณีของประไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศ และพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง รวมถึงต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนซึ่งอยู่ภายใต้สายการบังคับบัญชาสำหรับอาชญากรรมอย่างการสังหารพลเรือนกว่า 80 รายโดยพลการและตามอำเภอใจในกรุงเทพฯ ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมด้วย ข้อเท็จจริงต่างๆ ปรากฏอย่างชัดเจนว่ามีการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการใช้กองกำลังทหารอย่างเกินความจำเป็น การกักขังโดยพลการต่อเนื่องเป็นเวลานาน และการทำให้ประชาชนบางส่วนหายสาบสูญ และยังมีระบบการประหัตประหารทางการเมืองที่ปฏิเสธเสรีภาพในการมีส่วนร่วมทางการเมืองและในการแสดงออกของพลเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง มีหลักฐานว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง เพื่อที่ผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายอาญาระหว่างประเทศจะถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จากประวัติศาสตร์ความเป็นปรปักษ์ต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้เป็นการสมเหตุสมผลที่จะยืนยันให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างเหมาะสม ด้วยหน่วยงานที่เป็นกลางและเป็นอิสระ เพื่อให้ผู้ที่รับผิดชอบต้องการละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชนดังกล่าวจะต้องรับผิดตามที่กำหนดโดยกฎหมายระหว่างประเทศ เป้าหมายประการที่สองเกี่ยวข้องกับพันธกรณีของประเทศไทยในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นในด้านสิทธิทางการเมือง หลังจากการรัฐประหารในปี 2549 และในระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำรงแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลที่มีทหารหนุนหลังพยายามที่จะรวบรวมอำนาจของตนโดยการกดขี่ปราบปรามการคัดค้านทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง มาตรการประการหนึ่งก็คือ การปราบปรามขบวนการเคลื่อนไหวนั้นโดยมีการประทุษร้ายประชาชนพลเรือนที่ไร้อาวุธอย่างเป็นระบบและอย่างเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศซึ่งกำหนดให้จัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศในกรุงเฮกอีกด้วย แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมฯ แต่การกระทำผิดต่อกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างร้ายแรงนี้ก็อาจจะเป็นเหตุเพียงพอให้ได้รับการพิจารณาให้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศได้หากเป็นการดำเนินการโดยรู้ถึงการกระทำนั้นภายใต้นโยบายที่ยอมให้เกิดหรือสนับสนุนให้เกิดความสูญเสียแก่ชีวิตโดยไม่จำเป็น หรือเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายเพื่อโจมตีกลุ่มทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง มีหลักฐานมากมายที่ชี้ว่าแผนต่อต้านคนเสื้อแดงที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลา 4 ปีและที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันภายใต้นโยบายที่รับรองโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ และการสังหารหมู่คนเสื้อแดงที่เพิ่งผ่านมาก็เป็นเพียงการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวครั้งล่าสุดเท่านั้น สมุดปกขาวเล่มนี้ศึกษาการเกิดขึ้นของความรุนแรงในประเทศไทย รวมถึงการปฏิบัติการทางทหารในเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2553 รวมทั้งการปราบปรามในเดือนเมษายนปี 2552 ที่มีประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน จากแง่มุมของหลักประกันตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หลักฐานต่างๆ นั้นเพียงพอต่อการสืบสวนโดยหน่วยงานที่เป็นอิสระและเป็นกลางถึงนัยยะทางอาญาของการประหัตประหารทางการเมืองเช่นนี้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ วัตถุประสงค์ประการที่สามของสมุดปกขาวเล่มนี้คือเพื่อยืนยันถึงสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศของสมาชิกนปช.หลายร้อยคนที่กำลังเผชิญข้อกล่าวหาทางอาญาจากการเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองรับรองสิทธิในการต่อสู้ดคีอย่างยุติธรรม รวมถึงสิทธิที่จะเลือกทนายของตนเอง เพื่อเตรียมการต่อสู้คดีโดยมีเวลาและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเพียงพอ และสิทธิในการสามารถเข้าถึงหลักฐานได้อย่างเท่าเทียม [1] ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิในการตรวจสอบหลักฐานอย่างอิสระผ่านทางผู้เชี่ยวชาญหรือทนายของตนเอง ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับรัฐบาล และมีสิทธิในการเรียกพยานหลักฐานฝ่ายตนเพื่อแก้ต่างให้ตนเองได้ [2] เพื่อเป็นการตอบสนองต่อข้อประท้วงของนานาชาติเกี่ยวกับความรุนแรงในเดือนเมษายนและพฤษภาคม นายอภิสิทธิ์ได้ประกาศโร้ดแมปเพื่อการปรองดองและได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาอย่างเป็นทางการ สิ่งที่หายไปจากโร้ดแมปของอภิสิทธิ์ก็คือ ความเป็นอิสระและความเป็นกลางอย่างแท้จริงในกระบวนการตรวจสอบตัวเอง นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ที่ได้รบแต่งตั้งให้นำคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ได้บอกกับสื่อมวลชนในเกือบจะในทันทีทันใดว่าเขาสนใจในการ “ส่งเสริมการให้อภัย” มากกว่าการเรียนรู้ข้อเท็จจริง [3] การละเลยเช่นนี้อาจจะสอดคล้องกับแนวความคิดเรื่องการปรองดองแบบเดิมๆ ของไทย ที่ให้นิรโทษกรรมแก่ผู้ที่สังหารผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2516, 2519 และ 2535 หลายร้อยคน แต่ไม่ทำอะไรกับการสืบหาข้อเท็จจริงหรือส่งเสริมการสมานฉันท์ที่แท้จริงเลย ปัจจัยหลายอย่างได้ชี้ให้เห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีการเข้ามาเกี่ยวข้องจากประชาคมโลก เพื่อรักษาการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทุกกรณีอย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง ประการแรก รัฐบาลไม่มีทีท่าจะยอมอ่อนข้อในการยึดอำนาจทางการเมือง โดยการให้ผู้นำทหารและพลเรือนถูกดำเนินคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ประการที่สอง การกักขังที่ยาวนานและการไม่สนใจที่จะดำเนินคดีอย่างเป็นธรรมต่อคนเสื้อแดงหลายร้อยคนที่ถูกรัฐบาลตัดสินไปล่วงหน้าแล้วว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” นั้นทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของการสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้ ประการที่สาม คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของอภิสิทธิ์ทำงานรับใช้ความต้องการของนายกรัฐมนตรี และไม่มีหน้าที่ที่ชัดเจนในการสืบสวนหรือดำเนินคดีกับรัฐบาล ส่วนความสามารถในการค้นหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการก็ถูกขัดขวางโดยกฎระเบียบต่างๆ ที่ออกภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ถูกเหมือนจะยังคงมีผลในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของการดำเนินการของคณะกรรมการ ประการสุดท้าย การวิเคราะห์หลักฐานของรัฐบาลไทยนั้นมีแนวโน้มจะโอนเอียงและเชื่อถือไม่ได้เช่นที่มักจะเป็นในทุกครั้งที่รัฐบาลต้องทำการตรวจสอบการกระทำผิดของตัวเอง การที่รัฐบาลยึดมั่นกับผู้สืบสวนที่เลือกมาจากฐานของการถือข้างมากกว่าจากฐานของความเชี่ยวชาญทำให้กระบวนการไต่สวนทั้งหมดมีมลทิน การสืบสวนข้อเท็จจริงที่มีอคติ ไม่เป็นกลาง และตอบสนองผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารนั้นก็เท่ากับไม่มีการสืบสวนเลย ทุกคนย่อมยอมรับความจริงที่ว่าประเทศไทยควรจะก้าวให้พ้นความรุนแรง และดำเนินการให้เกิดความปรองดอง ทว่าความปรองดองนั้นจำเป็นต้องเริ่มด้วยการฟื้นคืนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการปกครองตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นความปรองดองนี้ยังต้องการความรับผิดอย่างเต็มที่ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงที่กระทำไปเพื่อยับยั้งสิทธิในการปกครองตนเองนั้น กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ว่าไม่อาจยอมรับสิ่งที่น้อยไปกว่านี้ได้ 000 บทที่ 2 เส้นทางไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบ “ประชาธิปไตย” มาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบภายใต้รัฐธรรมนูญเมื่อปีพ.ศ. 2475 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในความจริง นอกจากช่วงเวลาที่เป็นเผด็จการทหารอย่างรุนแรงในระหว่างปี พ.ศ. 2501- 2512 แล้ว ประเทศไทยมีการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติเป็นประจำมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ทว่า อำนาจมักจะถูกเปลี่ยนมือด้วยการรัฐประหารโดยทหารมากกว่าด้วยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และจะมีการนำรัฐธรรมนูญฉบับที่สนับสนุนโดยทหารและรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยทหารเข้ามาบังคับใช้แทนที่รัฐธรรมนูญและรัฐบาลของช่วงเวลานั้น รัฐธรรมนูญในช่วงหลังมักจะถูกร่างขึ้นเพื่อรักษาการควบคุมของกลุ่มที่ก่อการรัฐประหาร ไม่ว่าผู้ก่อการจะตั้งใจใช้อำนาจโดยตรงหรือโดยอ้อมผ่านทางการให้ตัวแทนหรือการเข้าควบคุมจัดการรัฐบาลพลเรือนที่อ่อนแอ การจัดการเช่นนี้จะยังคงมีผลบังคับใช้ไปจนกว่าจะมีกลุ่มทหารกลุ่มอื่นทำรัฐประหารครั้งใหม่ และนำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้สมดุลย์อำนาจใหม่ได้รับการรับรองในกฎหมายขึ้นมาใช้ [4] วิธีปฏิบัติเช่นนี้ดำเนินเรื่อยมา ผ่านทางการรัฐประหารโดยทหารที่สำเร็จ 11 ครั้ง รัฐธรรมนูญ 14 ฉบับ และแผนการและปฏิบัติการล้มล้างรัฐบาลที่ไม่สำเร็จอีกหลายครั้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2475 มาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2535 ตลอดช่วงเวลาเหล่านี้ ประเทศไทยมีช่วง “ประชาธิปไตย” สั้นๆ เพียงสามครั้งที่หยั่งรากอยู่ในเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแข่งขันในการเลือกตั้งอย่างแท้จริง โดยครั้งแรกคือหลังจากการใช้รัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2507 และครั้งที่สองคือหลังจากการประท้วงใหญ่ในปี 2516 ครั้งที่สามคือหลังการเลือกตั้งที่ได้พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2531 ในทั้งสามครั้งนี้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกล้มล้างด้วยกระบอกปืนของกองกำลังทหาร และถูกแทนที่ด้วยระบอบที่เหมาะสมกับการคุ้มครองอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของพวกเขามากกว่า นอกจากช่วงเวลาสั้นๆ เหล่านั้นแล้ว ประเทศไทยตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาถูกปกครองโดยระบอบที่มีส่วนผสมของประชาธิปไตยและเผด็จการแตกต่างกันไป สิ่งที่ทุกระบอบมีเหมือนกันก็คือ เครือข่ายของเจ้าหน้าที่รัฐในราชการพลเรือนและทหาร หรือที่เรียกว่ากลุ่มอำมาตย์ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของอำนาจทางการเมืองที่แท้จริง ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนขึ้นมา ผู้แทนของประชาชนมีอิสรภาพระดับหนึ่ง และมีมากขึ้นในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา แต่ภายใต้ระบบอำมาตยาธิปไตย (คำที่ใช้เรียกระบบรัฐบาลที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มอำมาตย์ มักจะใช้ในทางตรงข้ามกับ “ประชาธิปไตย”) รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่เคยได้รับสิทธิในการกำหนดให้ทหารอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน และเข้าควบคุมกระบวนการกำหนดนโยบายทางทหารได้ ที่จริงแล้ว แนวคิดเรื่อง “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ได้ถูกจัดขึ้นโดยรัฐไทยตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2500 เป็นต้นมา โดยหมายถึงรูปแบบรัฐบาลที่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่มีการกำหนดข้อจำกัดเข้มงวดเรื่องเสรีภาพของพลเมือง และเรื่องขอบเขตอำนาจที่เจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้งสามารถใช้ได้ ระบบรัฐบาลแบบนี้ที่อยู่บนฐานของการยินยอมอย่างไม่ใยดีของประชากรไทยส่วนใหญ่ ได้รักษาอำนาจของทหาร ข้าราชการ นายทุนขนาดใหญ่ และกลุ่มองคมนตรี (หรือเรียกรวมๆว่า “กลุ่มอำนาจเก่า”) ในการกำหนดนโยบายระดับชาติส่วนใหญ่เอาไว้ เหตุการณ์ต่างๆ หลังจากการยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยกองทัพที่นำโดยพลเอกสุจินดา คราประยูร เมื่อปีพ.ศ. 2533 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเรื่องอำนาจนำของกลุ่มอำนาจเก่าที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเหนือระบบการเมืองไทย การประท้วงโดยประชาชนจำนวนมากที่ต่อต้านการขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา หลังจากที่มีการเลือกตั้งที่มีเปลือกนอกว่าเป็น “ประชาธิปไตย” ในเดือนมีนาคม 2535 ได้นำไปสู่การปะทะรุนแรงเป็นประวัติการณ์ระหว่างพลเรือนกับทหารในช่วงวันที่ 17-20 พฤษภาคม ผู้ประท้วงหลายสิบคนที่เรียกร้องให้พลเอกสุจินดาลาออกและนำประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยถูกสังหารโดยโหดร้ายโดยทหารในช่วงระหว่างเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ” ปี 2535 ในท้ายที่สุด พลเอกสุจินดา ได้ลาออกหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะ และนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ในเดือนกันยายน 2535 โศกนาฏกรรมพฤษภาทมิฬทำให้ประเทศเดินเข้าสู่หนทางการเป็น “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อย่างแท้จริง และมีกระบวนการปฏิรูปเป็นเวลานานห้าปี อันสิ้นสุดลงด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ด้วยการมีส่วนร่วมอย่างสูงในกระบวนการที่นำไปสู่การออกรัฐธรรมนูญ รวมถึงการที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยอย่างไม่กำกวม รัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2540 นี้จึงเป็นที่รู้จักกันในนาม “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” รัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2540 นำมาซึ่งยุคใหม่แห่งการเมืองที่ไม่มีการกีดกันในไทย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ผู้แทนของประชาชนเป็นผู้ร่างและรับรองรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นการกำหนดมาจากกลุ่มอำนาจเก่าอย่างแต่เดิม นำไปสู่ยุคแห่งประชาธิปไตยที่แท้จริง ความโปร่งใส และการรับผิดตรวจสอบได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับรองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของพลเมือง ซึ่งฉบับก่อนหน้านี้ไม่ได้รองรับ และยังกำหนดกลไกอีกบางประการ รวมถึงเรื่องการเลือกตั้งสภาทั้งสอง ระบบการเลือกตั้งแบบปาร์ตี้ลิสต์เพื่อมาใช้พร้อมกับระบบแบ่งเขตแบบเดิม และตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ออกแบบมาเพื่อรับประกันว่าจะมีรัฐบาลตัวแทนอย่างเต็มที่ และเพื่อสร้างสนามเลือกตั้งที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในขณะที่ยังรักษาความเป็นธรรมและความซื่อสัตย์เอาไว้ให้ได้ [5] ที่สำคัญก็คือ รัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 นี้ยังห้ามการใช้สิทธิหรือเสรีภาพในการล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตย และยังห้ามความพยายามใดๆ ในการ “ให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้” [6] และยังห้ามทำการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยกเว้นแต่เป็นไปตามหลักการและวิธีการที่บัญญัติไว้ [7] รัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 ยังได้สร้างเสถียรภาพทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการรับรองในช่วงที่มีวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและทางการเงินอย่างหนักในประเทศ การส่งออกลดลงและความกังวลเรื่องสถานการณ์ของภาคการเงินทำให้เกิดการไหลออกของทุนขนาดใหญ่อย่างทันที จนเกิดวิกฤตอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงปลายปีพ.ศ. 2540 [8] ในสถานการณ์ที่ประชาชนต่างไม่พอใจรัฐบาลที่ไม่สามารกู้วิกฤติเศรษฐกิจของปะเทศได้ จึงเป็นที่คาดกันว่าอาจจะเกิดการรัฐประหารครั้งที่ 12 อย่างแน่นอน แต่ถึงกระนั้นวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ก็ไม่ได้นำไปสู่วิกฤตทางการเมือง ข้อผูกพันมุ่งมั่นของประเทศที่จะเป็นประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงดูเหมือนจะยังคงถูกรักษาไว้ได้ในที่สุด [9] รัฐธรรมนูญ 2540 ยังกำหนดยุทธศาสตร์ทางการเมืองแบบใหม่ ก่อนหน้านี้พรรคการเมืองที่อ่อนแอและแตกแยกต้องขึ้นอยู่กับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและเครือข่ายเส้นสายของระบบอุปถัมภ์ ในการระดมพลังสนับสนุนในพื้นที่การเลือกตั้งส่วนใหญ่ของประเทศ เนื่องจากพรรคเหล่านั้นมีเนื้อหาเชิงโครงการน้อยมาก และมีภาพลักษณ์ของพรรคไม่ชัดเจน ด้วยระบบตรวจสอบและถ่วงดุลย์ การป้องกันการคอร์รัปชั่น และด้วยบทบัญญัติใหม่ๆ ที่เสริมอำนาจของฝ่ายบริหารโดยการทำให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งมีความเปราะบางต่อการแปรพรรคน้อยลง รัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 ได้เปิดช่องทางให้เกิดการเติบโตของผู้นำทางการเมืองใหม่ๆ ที่พยายามจะสร้างพรรคการเมืองระดับชาติที่เข้มแข็งที่อยู่บนฐานของวาระนโยบายเชิงโครงการที่ชัดเจน ที่อาจจะเป็นที่สนใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ นี่เป็นบริบทที่ทำให้ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยและนำพรรคไปสู่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งในปี 2544 และ 2548 อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้จินตนารของคนนับล้านๆเป็นจริง และได้มอบปากเสียงให้แก่พลังทางการเมืองที่ปัจจุบันนี้คัดค้านการบริหารปกครองของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อย่างมั่นคง 000 บทที่ 3 การขึ้นสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทย ทักษิณ ชินวัตร เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2492 เป็นคนจังหวัดเชียงใหม่ จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจในปีพ.ศ. 2516 และรับราชการเป็นเวลา 14 ปี จนมียศพันตำรวจโท ซึ่งในระหว่างนั้นเขาได้ลาไปศึกษาต่อขั้นปริญญาโทและปริญญาเอกในสาขาอาชญาวิทยาที่มหาวิทยาลัย Eastern Kentucky และมหาวิทยาลัย Sam Houston ในเท็กซัส ในปีพ.ศ. 2526 ขณะรับราชการตำรวจอยู่นั้น ทักษิณก่อตั้งบริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์แอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์กรุ๊ป กับภรรยาและพี่ชายภรรยา หลังจากออกจากราชการตำรวจในปี 2530 และทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับธุรกิจ บริษัทของเขาก็เติบโตเป็นบริษัทชินคอร์ป ในช่วงทศวรรษ 1990s (2533-2542) บริษัทนี้เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจโทรคมนาคมโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่กำลังเริ่มต้นในประเทศไทย ในปี 2537 อันเป็นปีที่เขาเข้าสู่วงการการเมือง นิตยสาร Forbes ประเมินว่าเขามีทรัพย์สินประมาณ 1.6 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ทักษิณเข้าสู่การเมืองโดยเข้าร่วมในรัฐบาลชวน หลีกภัย ในปี 2537 เมื่อเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะสมาชิกพรรคพลังธรรมของพลตรีจำลองศรีเมือง จากนั้นเขาก็เป็นรองนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลาสั้นๆ ในรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา (2538-2539) และรัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ (2540) ในวันที่ 14 กรกฏคม 2541 เขาก่อตั้งพรรคไทยรักไทยอย่างเป็นทางการร่วมกับสมาชิกพรรครุ่นก่อตั้ง 22 คน ภายใต้การนำของทักษิณ ไม่นานพรรคก็ประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำได้มาก่อนเลยในประเทศไทย ในความพยายามที่จะแก้ปัญหาวิกฤตการเงินในปี 2540 รัฐบาลไทยได้ขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เงินกู้จำนวน 1.7 หมื่นล้านเหรียญนั้นต้องแลกมาด้วยกับการยอมรับเงื่อนไขของ IMF ที่จะต้องมีการปฏิรูประบบการเงิน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และมาตรการอื่นๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (foreign direct investment) ในช่วงแรก การปฏิรูปเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ค่าจ้างตกต่ำลง อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกรและแรงงาน บรรดานักธุรกิจชั้นนำในกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงได้เข้าร่วมขบวนการชาตินิยมที่กำลังขยายตัวต่อต้าน IMF และพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นรัฐบาลขณะนั้น นายกฯ ชวน หลีกภัยถูกโจมตีจากหลายด้าน ทั้งภาคธุรกิจขนาดใหญ่ นักวิชาการ องค์กรประชาสังคมก่นประนามเขาว่าทำลายเศรษฐกิจ รับนโยบายจากต่างประเทศ ปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาฮุบทรัพย์สินของไทยในราคาถูก ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งในเดือนมกราคม 2544 พรรคไทยรักไทยของทักษิณปราศรัยถึงประเด็นเหล่านี้อย่างดุเดือด พรรคมีนโยบายให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ สาธารณสุข การศึกษา และพลังงาน ในขณะเดียวกันนโยบายสวัสดิการสังคมของไทยรักไทยและการพัฒนาชนบทก็ได้รับความนิยมอย่างมากจากชนชั้นแรงงานในเมืองและเกษตรกรในต่างจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจมากที่สุด ด้วยมาตรฐานของประเทศที่คุ้นชินกับการมีรัฐบาลผสมที่เคยประกอบด้วยพรรคการเมืองมากถึง 16 พรรค พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2544 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 อย่างถล่มทลาย ได้ที่นั่งในสภาถึง 248 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่พรรคการเมืองหนึ่งเกือบจะได้เสียงข้างมากในสภา และผลจากการเลือกตั้ง ทักษิณ ชินวัตรก็ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ คนที่ 23 ของไทย ชัยชนะของพรรคไทยรักไทยที่หีบเลือกตั้งและการเพิ่มจำนวนสส.จากการรวมกับพรรคอื่นในภายหลังนำไปสู่สภาพการณ์ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกลุ่มอำนาจเก่าของไทย ซึ่งก็คือ องคมนตรี ผู้นำกองทัพ ข้าราชการระดับสูง ผู้พิพากษาศาลสูง ผู้นำทางธุรกิจ ที่ได้สะสมความมั่งคั่งในระบบการเมืองก่อนที่จะมีทักษิณ ก็สนับสนุนการการขึ้นมาของทักษิณอย่างกระตือลือล้นในช่วงแรก แต่เมื่อความชอบธรรมจากการกุมเสียงส่วนใหญ่ในสภาทำให้นายกฯ อยู่ในฐานะที่สามารถผลักดันนโยบายของพรรคไทยรักไทยได้โดยไม่จำเป็นต้องต่อรองหรือขอความเห็นชอบจากกลุ่มอำนาจเก่า ความเข้มแข็งที่ได้มาด้วยความนิยมชมชอบของประชาชนในการเลือกตั้ง คุกคามอำนาจในการกำหนดนโยบายประเทศที่พวกอำมาตย์ยึดกุมมาตลอดตั้งแต่ประเทศไทยดูคล้ายจะเป็นประชาธิปไตยมา ก่อนหน้านี้กลุ่มอำนาจเก่ากุมอำนาจเหนือระบบการเมืองของประเทศและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยอาศัยยุทธวิธีแบ่งแยกและปกครอง ภาวะเบี้ยหัวแตกของระบบพรรคการเมืองของไทยได้ป้องกันการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนที่มีฐานจากการเลือกตั้งที่จะสามารถท้าทายอำนาจนอกรัฐธรรมนูญของกลุ่มอำนาจเก่า การเลือกตั้งปี 2544 ทำให้ทักษิณมีฐานมวลชนสนับสนุนอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ซึ่งเขาใช้ฐานสนับสนุนนั้นในการทำสิ่งที่เขาได้สัญญาไว้ ในช่วง 1 ปีแรก เขาดำเนินนโยบายตามที่ได้เสนอไว้ในการหาเสียง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทักษิณยังกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ทำงานครบวาระ พรรคไทยรักไทยหาเสียงในการเลือกตั้งปี 2548 ด้วยนโยบายต่อเนื่องภายใต้สโลแกน “สี่ปีซ่อม สี่ปีสร้าง” และผลการเลือกตั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ก็เป็นชัยชนะที่ถล่มทลายยิ่งกว่าเดิม หลังจากการเลือกตั้งปี 2548 พรรคไทยรักไทยกุมเสียงข้างมากถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของที่นั่งในสภา พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดคือประชาธิปัตย์สูญเสียที่นั่งกว่าหนึ่งในสี่ เหลือไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของที่นั่งในสภา และถือเป็นครั้งแรกอีกเช่นเดียวกันที่ทักษิณได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกฯ อีกครั้ง ในขณะที่หลายคนในกลุ่มอำนาจเก่าของไทยเคยมองทักษิณว่าเป็นคนที่อาจสามารถช่วยกอบกู้ให้พ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจเอเชีย ที่ทำลายความมั่งคั่งของพวกเขาไปไม่น้อย พอเริ่มต้นวาระที่สอง ทักษิณก็ได้กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมืองของกลุ่มอำนาจเก่า มาถึงปี 2548 นี้ ทักษิณไม่เพียงแต่ยึดกุมสนามการเลือกตั้งในประเทศไทยได้เท่านั้น การที่เขาได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนยังทำให้เขามีโอกาสขับเคลื่อนในทิศทางที่ดึงอำนาจตามรัฐธรรมออกมาจากกลุ่มอำนาจเก่า ชนิดที่ไม่มีนายกฯ พลเรือนคนไหนเคยทำได้มาก่อน ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้วรัฐธรรมนูญของประเทศไทยส่วนใหญ่ก็มอบอำนาจดังกล่าวไว้แก่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว รัฐบาลทักษิณมีลักษณะเป็นภัยคุกคามหลายประการต่อกลุ่มหลักๆ 4 กลุ่มที่ประกอบเป็นกลุ่มอำนาจเก่าของไทยอันได้แก่ 1) กลุ่มธุรกิจการเงินในกรุงเทพฯ 2) ผู้นำทางทหาร 3) ข้าราชการพลเรือนชั้นสูง 4) กลุ่มองคมนตรี พวกนักธุรกิจชั้นนำในกรุงเทพฯ ที่ทักษิณเคยทอดสะพานให้ครั้งเขาลงชิงตำแหน่งนายกฯ ครั้งแรก กลับหันมาต่อต้านรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเพราะดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นไปที่เกษตรกรและคนจนในเมือง ตลอดจนการเปิดเสรีทางการค้า โดยผู้ต่อต้านนั้นพูดอย่างชัดเจนว่า “เป้าประสงค์นั้นคือการต่อต้านนโยบายแบบทักษิโนมิคส์” น่าขำที่ทักษิณมักถูกโจมตีเรื่อง “ประชานิยม” (เมื่อเร็วๆนี้ พวกเสื้อแดงก็ถูกเรียกว่าเป็นพวก “มาร์กซิสต์”) การสนับสนุนการค้าเสรีของเขานั่นเองที่สร้างความระคายเคืองแก่คนรวยมากที่สุด นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ Suehiro Akira อธิบายเศรษฐกิจประเทศไทยยุคหลังสงครามว่าถูกครอบงำโดยครอบครัวที่เป็น ทุนนิยมพวกพ้อง (“client capitalist”) ไม่กี่สิบครอบครัว ที่ยึดกุมและรักษาการผูกขาดเกือบโดยสิ้นเชิงเหนือภาคส่วนทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งเป็นผลจากเส้นสายความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทรงอิทธิพล ในการแลกเปลี่ยนเพื่อความมั่งคั่งส่วนตัว เจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจในฝ่ายพลเรือนหรือนายทหารระดับสูงจะคอยดูแลให้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ภายในประเทศต้องได้รับผลประโยชน์จากนโยบายต่างๆ ความอ่อนแอของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และการป้องกันการแข่งกันจากภายในและภายนอกประเทศของรัฐ วิกฤติการเงินเอเชียทำให้หลายครอบครัวในกลุ่มนี้ต้องมีหนี้สิน ทำให้พวกเขาต้องยอมขายกิจการให้กับต่างชาติ รัฐบาลไทยได้เข้ามาช่วยเหลือธุรกิจขนาดใหญ่เมื่อต้นปี 2544 โดยการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติ เพื่อซื้อหนี้เงินกู้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (non-performing loans)มูลค่า1.2 พันล้านเหรียญทั้งที่เกิดจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งหนี้เงินกู้เหล่านี้หลายตัวก็ยังคงไม่ก่อรายได้ (underperforming)อยู่จนถึงปี 2548 และบริษัทที่กู้เงินก็ยังมีหนี้ค้างชำระกับธนาคารจำนวนมาก ภายใต้การบริหารงานของทักษิณ บรรดานักธุรกิจชั้นนำของกรุงเทพ ผู้ซึ่งแต่ไหนแต่ไรเคยชินกับการอาศัยอิทธิพลทางการเมืองในการปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน เริ่มที่จะเสี่ยงต่อการสูญเสียอิทธิพลที่มีต่อรัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ ทำให้พวกเขาตกอยู่ในฐานะที่อ่อนแอในการต่อรองกับธนาคารเกี่ยวกับหนี้ที่ยังค้างชำระ นอกจากนี้ การที่นโยบายเศรษฐกิจของไทยรักไทยมุ่งเน้นสนับสนุนการค้าเสรีก็คุกคามกลุ่มธุรกิจภายในประเทศให้ต้องเผชิญกับการแข่งขันจริงๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่คุ้นที่จะต้องเผชิญ ครอบครัวที่ควบคุมอาณาจักรเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ไทยเบเวอเรจ เจริญโภคภัณฑ์กรุ๊ป และทีพีไอ โพลีน กลับกลายมาเป็นปฏิปักษ์ตัวฉกาจของทักษิณ นอกจาก ทุนนิยมพวกพ้อง client capitalists เหล่านี้แล้ว นโยบายของทักษิณได้คุกคามเครือข่ายราชการ (หรืออำมาตยา) ที่ได้คอยดูแลให้ครอบครัวเหล่านี้มีอำนาจครอบงำเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด ในด้านหนึ่ง การที่ทักษิณพยายามลดทอนอำนาจของทหาร ข้าราชการ และองคมนตรีในการกำหนดนโยบายประเทศนั้นยังได้ไปบ่อนเซาะเกราะคุ้มกันจากการแข่งขันที่พวกนักธุรกิจชั้นนำเคยได้รับเสมอมาจากระบบอมาตยาอีกด้วย และในอีกทางหนึ่ง ความมุ่งมั่นของทักษิณที่จะลดบทบาทของสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งให้เหลือเพียงบทบาทที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นภัยคุกคามต่ออิทธิพลและรายได้ของของกลุ่มอำมาตย์ ข้าราชการอาชีพอาจเป็นกลุ่มหันมาต่อต้านรัฐบาลทักษิณเร็วที่สุด ตั้งแต่แรกทีเดียว ทักษิณได้กำหนดตนเองเป็นตัวเปรียบเทียบกับคนที่อยู่ในระบบราชการและนักการเมืองอาชีพ ทันทีที่เข้ามาเป็นรัฐบาล การดำเนินนโยบายของไทยรักไทยทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาดูแลกระบวนการกำหนดนโยบายโดยตรง ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาอยู่ในมือของข้าราชการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในการพยายามที่จะทำให้รัฐบาลมีอำนาจควบคุมการออกแบบและดำเนินการนโยบายใหม่ๆ ทักษิณได้ทำให้ข้าราชการระดับสูงมีบทบาทลดน้อยถอยลง ทั้งโดยการให้อำนาจแก่ฝ่ายการเมืองและการปฏิรูประบบราชการที่ทำให้เกิดกระทรวงใหม่ขึ้นมาหกกระทรวงเพื่อให้ระบบราชการทำงานได้คล่องแคล่วขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพและการสนองตอบต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทักษิณพยายามอย่างหนักที่จะได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ในช่วงเวลาที่ทักษิณเข้ารับตำแหน่ง กองทัพยังคงมีภาพพจน์ที่ไม่ดีที่ผู้นำกองทัพกระทำไว้จากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี 2535 อย่างไรก็ตาม ด้วยประวัติศาสตร์ของไทย บรรดานายพลก็ยังคงเป็นกลุ่มอำนาจที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่สามารถจะมองข้ามได้ งบประมาณของกองทัพที่ถูกหั่นลงอย่างมากหลังวิกฤติทางการเงินเอเชีย ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในช่วงสมัยแรกของทักษิณ จาก 71.3 พันล้านบาทในปี 2543 เพิ่มขึ้นเป็น 86.7 ในปี 2549 ทว่าในเวลาเดียวกัน ทักษิณก็พยายามที่จะทำให้กองทัพอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนมากขึ้น ในทางหนึ่งเขาปฏิเสธที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายของกองทัพตามที่ขอมา (ที่กองทัพต้องการนั้นดูได้จากงบประมาณทหารที่เพิ่มขึ้นมา 35 เปอร์เซ็นต์ตามที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติอนุมัติหลังการรัฐประหาร) ในอีกทางหนึ่ง ทักษิณใช้การโยกย้ายตำแหน่งเพื่อสร้างความพอใจให้กับผู้ที่ภักดีต่อรัฐบาลและตัวเขาเอง ซึ่งทำให้นายทหารชั้นสูงหลายคนไม่พอใจที่ถูกข้ามหัวหรือเห็นอนาคตตีบตัน การต่อต้านของเครือข่ายที่ปรึกษาของราชสำนักที่นำโดยประธานองคมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการถูกถอดจากตำแหน่งของทักษิณ สำหรับพลเอกเปรมและพันธมิตรแล้ว ประเด็นขัดแย้งคือการบ่อนเซาะอำนาจทางการเมืองที่เป็นผลมาจากความพยายามอย่างเป็นระบบของทักษิณที่จะขจัดระบบอุปถัมภ์อันเป็นช่องทางที่บรรดาผู้แวดล้อมราชสำนักใช้อำนาจอิทธิพลในการบริหารราชการแผ่นดินแทบทุกแง่มุม การที่ทักษิณพยายามทำให้กองทัพและราชการพลเรือนอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล ตลอดจนลดอิทธิพลของพล.อ.เปรมที่มีต่อศาลและองค์กรอิสระ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการต่อต้านจากองคมนตรี ในปี 2549 หลังจากประสบความสำเร็จในการผลักดันให้พลเอกสนธิ บุญยรัตกลินได้ขึ้นมาเป็นผู้นำกองทัพ พลเอกเปรมก็เริ่มวางแผนการรัฐประหารอยู่หลังฉากและทำการรณรงค์ต่อต้านรัฐบาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยมุ่งหมายบ่อนทำลายความภักดีของกองทัพที่มีต่อรัฐบาลจากการเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ กฎสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของการเมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาก็คือ รัฐบาลพลเรือนจะเป็นที่อดรนทนได้ตราบใดที่เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ แตกแยกภายใน ต้องคล้อยตามระบบอมาตยาในกองทัพ ราชการ และองคมนตรี และรับใช้ผลประโยชน์ของนักธุรกิจชั้นนำในกรุงเทพฯ รัฐบาลใดที่พยายามจะทำในสิ่งที่แตกต่าง ก็จะถูกบ่อนทำลายอย่างเป็นระบบ และหากบ่อนทำลายไม่สำเร็จ ก็จะถูกขจัดออกไปโดยกองทัพ ทักษิณไม่เพียงแต่ละเมิดกฎอันไม่เป็นทางการข้อนี้ด้วยการทุ่มเทบริหารประเทศอย่างไม่บันยะบันยัง การอยู่ในตำแหน่งนายกฯ จนครบวาระและชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งสองครั้งซ้อนอันเนื่องมาจากการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากมวลชนที่พึงพอใจในนโยบาย เป็นการคุกคามที่จะเปลี่ยนทิวทัศน์ทางการเมืองของไทยโดยขจัดอำนาจนอกรัฐธรรมนูญที่มีมาอย่างยาวนานของกลุ่มอำนาจเก่าที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ด้วยสังขารที่ร่วงโรยของผู้นำที่มีบารมีสูงสุดบางคนของอำมาตย์ กลุ่มอำนาจเก่าก็ตัดสินใจว่าจำเป็นต้องลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาดเพื่อทำลายล้างพรรคไทยรักไทยและการท้าทายอำนาจอย่างใหญ่หลวงที่สุดที่พวกเขาเคยประสบในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา 000 อ้างอิง:
ภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีภาระหน้าที่ในการนำตัวฆาตกรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม