ที่มา ข่าวสด
นายบดินทร์ วัชโรบล เป็นโจทก์ ยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2553 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2267/2553 ฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 13 คน ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่า, ทำร้ายร่างกายอันตรายสาหัส, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289, 257, 80, 83, 84
กรณีใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมในเหตุการณ์ 10 เม.ย.2553 มีเนื้อหาคำฟ้องดังนี้
นายบดินทร์ วัชโรบล โจทก์ อาชีพผู้สื่อข่าวอิสระ ขอยื่นฟ้องนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 13 คน ได้กระทำการต่อไปนี้
1.ระหว่างวันที่ 7 เม.ย.2553 ถึง 10 เม.ย.2553 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยทั้ง 13 คนได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ
(ก) เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2553 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพ มหานคร จ.นนทบุรี อ.เมืองสมุทรปราการ อ.บางพลี อ.พระประแดง อ.พระสมุทรเจดีย์ อ.บางบ่อ และ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ อ.ธัญบุรี อ.ลาดหลุมแก้ว อ.สามโคก อ.ลำลูกกา และ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม และ อ.วังน้อย อ.บางปะอิน อ.บางไทร และ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา และประกาศเป็นเขตพื้นที่สถานการณ์ฉุกเฉิน
จำเลยที่ 1 ได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่พิเศษ 1/2553 เรื่องการจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แต่งตั้งอำนาจหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จำเลยที่ 2 รองนายกฯ เป็นผู้อำนวยการ ให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จำเลยที่ 3 รมว.กลาโหม เป็นรองผอ. ให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จำเลยที่ 4 ผบ.ทบ.เป็นผู้ช่วยผอ. ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จำเลยที่ 5 ผู้ช่วยผบ.ทบ. เป็นกรรมการ
นอกจากนี้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่พิเศษ 2/2553 เรื่องแต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าผู้รับผิดชอบพนักงานเจ้าหน้าที่และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบมีอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และให้มีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชา สั่งการส่วนราชการและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ตลอดทั้งดำเนินการอื่น ตามที่นายกฯ หรือผู้กำกับการปฏิบัติงานมอบหมาย
ให้ผู้กำกับการปฏิบัติงานหัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ร้ายแรง คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่พิเศษ 1/2553 และที่พิเศษ 2/2553
โดยมีพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด จำเลยที่ 6 เป็นโฆษกศอฉ. ผู้แถลงข่าวส่งเสริมการกระทำ นายปณิธาน วัฒนายากร จำเลยที่ 7 โฆษกรัฐบาล ผู้แถลงข่าวส่งเสริมการกระทำ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ จำเลยที่ 8 แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบพื้นที่ให้ใช้กำลังและเป็นผู้รับผิดชอบป้องกันและปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบและเขตพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง พล.ต.วลิต โรจนภักดี จำเลยที่ 9 ผบ.พล.ร.2 รอ. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบคุมพื้นที่ปฏิบัติการ พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา จำเลยที่ 10 ผบ.ร.2 รอ. เป็นผู้คุมกองกำลัง พ.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ จำเลยที่ 11 ผบ.ร.21 รอ.เป็นผู้กุมกองกำลัง พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช จำเลยที่ 12 ผบ.ร.12 พัน รอ.เป็นผู้คุมกองกำลัง และพ.ท.นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ จำเลยที่ 13 เป็นผู้คุมกองกำลังปฏิบัติการ
จำเลยที่ 3 ถึง 5 เป็นผู้บังคับบัญชาให้จำเลยที่ 8 ถึง 13 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในเขตท้องที่ ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง นำกำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามเข้าขอคืนพื้นที่หรือสลายกลุ่มผู้ชุมนุมโดยจำเลยที่ 8 และ 9 เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 6 ถึง 7 เป็นผู้ประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุและโทรทัศน์ยุยงส่งเสริมถึงการกระทำผิด เป็นการร่วมกันกระทำผิดโดยแบ่งแยกหน้าที่กันทำ
(ข) ระหว่างวันที่ 7 เม.ย.2553 ถึงวันที่ 10 เม.ย.2553 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยที่ 2 ในฐานะผอ.ศอฉ. และหัวหน้าผู้รับผิดชอบในเขตท้องที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้บังอาจสั่งการจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 5 สั่งจำเลยที่ 8 และ 9 ให้ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มของนปช. ถนนราชดำเนิน บริเวณสะพานมัฆวานฯ บริเวณสี่แยกคอกวัว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ อันเป็นเขตท้องที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีจำเลยที่ 6 และ 7 ร่วมกันเป็นผู้ประกาศใช้สื่อวิทยุโทรทัศน์ยุยงส่งเสริมการกระทำผิด อีกทั้งเมื่อมีการกระทำผิดแล้วก็ยังมีการโฆษณาชวนเชื่อถึงการกระทำผิดอีก
ทั้งนี้ การชุมนุมของกลุ่ม นปช.เป็นการเข้าร่วมของกลุ่ม (คนเสื้อแดง) ที่ชุมนุมโดยสงบ สันติปราศจากอาวุธ เพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ เป็นการใช้สิทธิ์โดยชอบภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 โดยจำเลยที่ 1 ถึง 7 ได้บังอาจร่วมกันมุ่งกระทำต่อกลุ่มคนที่เข้าร่วมชุมนุม ซึ่งมีแนวความคิดในทางการเมืองที่แตกต่างและเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยที่ 1 ถึง 7 โดยการกระทำดังกล่าวเป็นการร่วมกันใช้จำเลยที่ 10 ถึง 13 ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 ถึง 5 เป็นการ่วมกันแบ่งแยกหน้าที่ กระทำการให้ปฏิบัติการนำกำลังทหาร เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ เครื่องยิงแก๊สน้ำตา นำอาวุธหนักรถหุ้มเกราะติดปืนกล อาวุธปืนสงคราม พร้อมกระสุน วัตถุระเบิด และอาวุธอื่นๆ เข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม โดยใช้อาวุธปืน และแก๊สน้ำตายิงใส่กลุ่มคนผู้ชุมนุมเรือนพันเรือนหมื่น เพื่อให้เลิกชุมนุม ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึง 8 เพื่อให้การสลายการชุมนุมแล้วเสร็จก่อนเวลา 18.00 น. ของวันที่ 10 เม.ย.2553 ปรากฏตามภาพถ่ายสถานการณ์บริเวณที่เกิดเหตุ แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึง 13 ไม่สำเร็จ
หลังเวลา 18.00 น. ของวันดังกล่าว ซึ่งเป็นเวลากลางคืนไม่ใช่เวลาเร่งด่วน ไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม ผู้ชุมนุมไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายและมีการตกลงถอนการปฏิบัติการแล้ว จำเลยที่ 1 ถึง 13 รู้อยู่แล้วว่าการใช้กำลังและอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมในเวลากลางคืนเสี่ยงต่อการบาดเจ็บล้มตายของผู้คนที่เข้าชุมนุม แต่จำเลยกับพวกไม่หยุดยั้งการกระทำ กลับมีคำสั่งใช้ให้ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาใช้กำลังกายและอาวุธร้ายแรงยิงใส่ สลายกลุ่มคนผู้ชุมนุม จนเป็นเหตุทำให้มีผู้คนบาดเจ็บหลายร้อยคน และเสียชีวิตหลายสิบคน
เป็นการใช้กำลังและอาวุธปืนในการปฏิบัติหน้าที่เกินความจำเป็นและเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ดำเนินการสลายการชุมนุมให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากลจากเบาไปหาหนัก ตามที่จำเลยที่ 6 และ 7 ได้ออกแถลงข่าวต่อสื่อวิทยุโทรทัศน์ ไม่มีการแจ้งเตือนเจรจาตามหลักการสลายการชุมนุม และไม่ปฏิบัติตามคู่มือราชการสนามของกองทัพบก ว่าด้วยการควบคุมการก่อความไม่สงบของประชาชน (รส.19-15) พ.ศ.2542 ถ้าจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนยิง พลแม่นควรเล็งตรงตำแหน่งที่เพื่อให้เกิดการบาดเจ็บยิ่งกว่าการฆ่า และมิให้ยิงขู่ข่มขวัญฝูงชนผู้ชุมนุมอันจะเป็นภัยต่อบุคคลผู้บริสุทธิ์
2.การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึง 13 มุ่งกระทำต่อกลุ่มคนผู้ชุมนุมดังกล่าวตามข้อ 1 จนเป็นเหตุทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวอิสระ ซึ่งได้เข้าไปถ่ายภาพประชาชนผู้ชุมนุมบริเวณถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา และกำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากกองยิงปืนของทหาร ถูกกระสุนปืนที่ยิงมาจากกลุ่มทหาร ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ถึง 5, 8 และ 9 เข้าบริเวณหน้าท้องของโจทก์ 1 นัด ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสต้องพักรักษาตัวเกินกว่า 20 วัน
การที่โจทก์และกลุ่มผู้ชุมนุมได้รับอันตรายบาดเจ็บสาหัส และกลุ่มผู้ชุมนุมเสียชีวิต จำเลยที่ 1 ถึง 13 และผู้ปฏิบัติมิได้แจ้งข้อหาทางคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา หรือเข้าจับกุมดำเนินคดีอาญา อีกทั้งมิได้เข้าจับกุมผู้ชุมนุมตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันเป็นการดำเนินการในกระบวนการทางอาญาตามกฎหมาย มิได้มีการประกาศแจ้งเตือนจากเบาไปหาหนัก ถึงการเข้าสลายการชุมนุมแก่โจทก์ และประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมทราบตามขั้นตอนของการสลายการชุมนุมจากเบาไปหาหนัก อีกทั้งไม่ได้ปฏิบัติตามคู่มือราชการสนามของกองทัพบก ว่าด้วยการควบคุมการก่อการไม่สงบของประชาชน พ.ศ.2542 ถ้าจำเป็นต้องยิงกระสุนปืน พลแม่นควรเล็งตรงตำแหน่งที่เพื่อให้เกิดการบาดเจ็บยิ่งกว่าการฆ่า และห้ามมิให้ยิงข่มขวัญผู้ชุมนุม
จำเลยทั้ง 13 รู้อยู่แล้วไม่หยุดยั้ง กลับมีคำสั่งให้สลายการชุมนุม ซึ่งขัดต่อหลักสากลจากเบาไปหาหนักและขัดต่อหลักขั้นพื้นฐานว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธปืน โดยเจ้าหน้าที่ผู้บังคับบัญชาใช้กฎหมายตามมติของที่ประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติต่อผู้กระทำทางอาญา ณ กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ระหว่างวันที่ 27 ส.ค.2533 ถึง 7 ก.ย.2533 ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้ทราบและร่วมลงนามไว้แล้ว ซึ่งบุคคลมีสิทธิเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบและชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
การกระทำของจำเลยทั้ง 13 ที่เกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีจำเป็นซึ่งเป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจ เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ มิได้ดำเนินการตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนักดังกล่าว ไม่มีการแจ้งเตือนเจรจา โดยจำเลยผู้ปฏิบัติยิงแก๊สน้ำตา วัสดุระเบิดและอาวุธอื่นๆ เพื่อสลายการชุมนุม ด้วยการตั้งวิถียิง เล็งเป้าเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุมในระยะหวังผล ยิงปืนเข้าไปกลางกลุ่มคนผู้ชุมนุมในระดับตรง เพื่อให้กระทบต่อผู้ชุมนุมทำให้โจทก์และผู้ชุมนุมได้รับอันตรายสาหัสและเสียชีวิต
การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการใช้อาวุธหนัก อาวุธสงคราม อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนประเภทที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ หรือมีลักษณะที่ก่อให้เกิดการเสี่ยงภัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และร่วมกันเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลทำให้โจทก์และผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย จิตใจ และเสียชีวิต อีกทั้งโจทก์และผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ ผู้ชุมนุมบางคนมีเพียงไม้ หนังสติ๊ก เศษอิฐ เศษไม้ และขวดน้ำดื่ม ซึ่งจำเลยไม่อาจอ้างได้ว่าป้องกันตนตามกฎหมายและไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 17 แห่งพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
จำเลยที่ 1 ถึง 13 ย่อมประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำผู้ปฏิบัติ และใช้กำลัง ว่าจะต้องทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้รับอันตรายสาหัสและเสียชีวิต
การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึง 13 จึงถือเป็นตัวการร่วมหรือผู้ใช้ให้กระทำผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ และฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อีกทั้งจำเลยที่ 1 และ 2 มีตำแหน่งเป็นนายกฯ และรองนายกฯ มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ทำให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่กลับใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์ของประชาชน โดยออกคำสั่งให้ทหารพร้อมอาวุธใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารใช้กำลังสลายการชุมนุมในช่วงเวลาบ่าย ทำให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บแล้ว แทนที่บุคคลทั้งสองจะสั่งระงับหรือให้ทบทวนแผนการปฏิบัติ แต่กลับสั่งเพิ่มกำลังทหารพร้อมอาวุธเสริมกำลังมากขึ้น เพื่อปฏิบัติการสลายการชุมนุม ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดความสูญเสียแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้ชุมนุม รวมทั้งโจทก์
จำเลยที่ 3 ถึง 13 ผู้รับคำสั่งรู้ถึงการกระทำที่มิชอบยังคงให้มีและใช้กำลังกับผู้ชุมนุมโดยไม่ยับยั้งหรือหยุดการกระทำ จึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายและกระทำหรือละเว้นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายด้วยเป็นเหตุทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
เหตุตามข้อ 1 และ 2 เกิดที่แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร แขวงดุสิต เขตดุสิต แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวเนื่องกัน
โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว แต่โจทก์เกรงว่าคดีจะล่าช้าและไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงนำคดีมาฟ้องเองต่อศาล โดยจำเลย 1-13 กระทำการ ถือว่าเป็นความผิดต่อกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289, 257, 80, 83, 84
จึงขอศาลออกหมายนัดและเรียกจำเลยมาพิจารณาพิพากษาลงโทษตามกฎหมายและขอให้ศาลสั่งและบังคับจำเลยตามคำขอต่อไปนี้
จริงคือลวง ลวงคือจริง ถ้าคิดว่าข้าศึกมีทางเลือกเพียง 2 ทาง จงแน่ใจได้ว่าเขาจะเลือกทางที่ 3.... “กุหลาบพิษ” ฝากข้อคิดถึง รัฐบาล ศอฉ.ให้ลดความเป็นอัตตาลงมาบ้าง?? “บางกอก ทูเดย์” หนังสือพิมฑ์เพื่อความจริงของสังคม ประจำวันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม 2553.....๐
คงเข็ดอุจจาระอ่อนอุจจาระแก่ จากการตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเทศ แล้วไม่สำเร็จ คราวนี้ นายกรัฐมนตรีจะใช้วิธี “อ่อนลง” ในการหารือ ก.ตร.ทั้งคณะเสียก่อนในต้นเดือนหน้าว่า “ใครจะเหมาะสม”?? เรื่องจะซุกชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่มาในกระเป๋ากางเกง หรือกระซิบ วอลเปเปอร์ ให้ช่วยจำ คงไม่เกิดขึ้นอีก....๐
ตั้งแต่มี กรมตำรวจมาจนถึง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประวัติศาสตร์จารึกว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะ ประธาน ก.ตร.คนเดียวที่ “แต่งตั้ง ผบ.ตร.ไม่สำเร็จ” จนต้องให้ “รักษาการ” ยาวนานเกือบร่วมปี สิ่งเหล่านี้ “มันไม่ดี”!! ก็อย่าไปทำซ้ำอีก??......๐
ต้องถือว่าใช้ “คนชรา” หรือเรียกเสียใหม่ให้ไพเราะว่า “คนสูงวัย” เปลืองมาก? นี่ก็โดนเข้าอีกคน พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร ถูก “มาร์ค” เชิญเข้าหารือที่บ้านพิษณุโลก จะเอาใครเป็น ผบ.ตร.คนต่อไปดี?? กำชับให้ได้ชื่อก่อนการ “แต่งตั้งใหญ่”.....๐
“กุหลาบพิษ" ฟังแล้วตลกดี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมา “บอกเล่า” หน้าตาเฉย โผย้ายทหารใหญ่จะเสร็จเรียบร้อย เดือนสิงหาคม ทั้งที่ประดา “สภากาแฟ” ทั้งหลายรู้กันหมดแล้ว ว่า โผใหม่ใครเป็นใคร โดยเฉพาะ ผบทบ. ไม่ต้องให้เดาเสียเวลา!!.....๐
ประกาศเดือนนี้เสียเลยก็หมดเรื่อง? พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะมีความสุขมากกว่านี้ เพราะไม่เชื่อ! “วันข้างหน้า” จะพาไปพบอะไรแน่??......๐
แต่เรื่องนี้ พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ ต้องพูดให้เคลียร์!! จะมาปฏิเสธหน้าตาเฉยอย่างไร ว่าเพชร 5 ล้านที่หายไปจากการ “สลายแดง” นั้น ศอฉ.ไม่เกี่ยวไม่ข้องด้วย!! แถม ดีเอสไอ กลับยืนยันสวนกลับฉับพลับ ศอฉ.ทำตกหายตอนแถลงข่าว?? หัวหน้าใหญ่อย่าง ธาริต เพ็งดิษฐ์ ออกมายืนยันเองซะด้วย??....๐
ตกเป็นกรรมเวรของชาวบ้าน ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เขาจะเชื่อใครดี?? เชื่อทั้งสองฝ่าย เพื่อความปลอดภัย หรือไม่เชื่อใครเลย ทั้ง ศอฉ.และ DSI??... “ประวิตร หรือ ธาริต” ใครจะเป็นคนยืนยัน??......๐
นี่ก็เป็น “วิบากกรรม” ในเรื่องที่ไม่ควรเป็น?? แค่เรื่อง “สมาร์ทการ์ด” ส่อแวว “ผิดระเบียบ” 1 นายกรัฐมนตรี กับ 2 รัฐมนตรีใหญ่ ประกอบด้วย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-ปู่จิ้น ชวรัตน์ ชาญวีรกูล และ จุติ ไกรฤกษ์ ก็เครียดหนัก เรื่องจึงน่าจะจบด้วยการ “ส่งตีความ” ตามหลักการ “เพิ่งได้รับรายงาน” ของ รัฐบาลนกขุนทอง!!.......๐
เคยเป็นผู้บังคับฝูงบินขับไล่สกัดกั้นที่ 102 (F-16 ADF) ก็ไม่แปลกอะไรที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ จะออกมาสวมวิญญาณ “นักบินรบ” ไล่เช็คบิล “การบินไทย” ส่อทุจริตในการซื้อ เครื่องบินโดยสารล็อตใหม่ 8 ลำ แต่ได้มาแค่ 3 ลำ เพราะมันเกิดปัญหาที่บอกไม่ได้! เล่าก็ไม่ถูก! แต่ยาวกว่ารามเกียรติ..... ๐
เรื่องใหญ่ที่ไม่น่าเป็นข่าวสำหรับ “เมืองไทย” คือการที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเลื่อนการเดินทางไปพม่าโดยไม่มีกำหนด (อีกแล้ว) มันก็เหมือนที่ นายกรัฐมนตรีคนนี้ ไม่มีวาระหรือกำหนดในการไปเยี่ยมประชาชนไทยที่ เชียงใหม่-อุดรฯ-ขอนแก่น ตลอดช่วงชีวิตที่เป็นผู้นำประเทศนั่นแหละ!....๐


