ที่มา Asia Update TV
ก่อแก้ว เกาะลูกกรง ชูธงต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
คอลัมน์อัพเดท 23-07-53
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ


"ยุกติ มุกดาวิจิตร" อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในนักวิจัยที่ศึกษาวิจัยเรื่อง"จุดเปลี่ยนชนบทไทย"
เมื่อไม่นานมานี้ อาจารย์ยุกติ ไปพูดที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในหัวข้อเดียวกับงานวิจัย
ประเด็นของ อาจารย์ยุกติ น่าสนใจ ตรงที่เป็นการเปิดโฉมหน้า ชนบทไทย ที่กลายเป็น"ชนบทใหม่"
"มติชนออนไลน์" นำสาระมานำเสนอท่านผู้อ่าน ดังนี้
อาจารย์ยุกติ เปิดภาพว่า “ชนบทใหม่” มีตัวแบบหลายตัวแบบ แต่ตัวแบบที่ถูกพูดถึงมากในสังคมไทยก็คือ ตัวแบบชุมชนท้องถิ่น ที่อาจจะมองว่า ชนบทถูกทุนนิยมทำลาย หรือสูญเสียพลังท้องถิ่นดั้งเดิม
อีกแบบคือ ชุมชนท้องถิ่นอุปถัมภ์ ซึ่งจะพ่วงมาด้วยความคิดทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง เป็นการเลือกตั้งผู้อุปถัมภ์ไม่ใช่การเลือกตั้งผู้แทน แล้วการเลือกตั้งไม่สะท้อนนโยบายแต่เป็นการเลือกบุคคล เลือกพรรคมากกว่า นอกจากนี้ ในงานวิจัย กำลังคิดถึงตัวแบบชนชั้นกลางใหม่ คือ คนในชนบทเป็นชนชั้นกลางใหม่ และเป็นพลเมืองผู้ตื่นตัว
เมื่อย้อนกลับไปดูภาพที่กว้างขึ้น สมมติฐานที่เราตั้งไว้ก็คือ เราเห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดชนชั้นกลางขึ้นมา แล้วมีพลังเคลื่อนไหว ที่เรียกว่า พลังเคลื่อนไหวนอกระบบราชการ
แต่ปัจจุบัน หลังพฤษภาคม 2535 และหลังรัฐธรรมนูญ 2540 กระทั่งการนำมาสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ หลังการรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา ทีมวิจัยมองว่า เราไม่สามารถเข้าใจ ด้วยตัวแบบเก่าต่อไป เพราะตัวแบบชนชั้นกลางเดิมที่เราเข้าใจ ไม่สามารถอธิบายความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลังได้อีกต่อไป
ผมจึงเรียกคนที่เติบโตทางการเมือง ขึ้นมาในช่วง 2516 – 2535 ว่า “ชนชั้นกลางเก่า” แล้ว เราเรียกกลุ่มคนหลังจากนั้นมาว่าเป็น “ชนชั้นกลางใหม่”
ฉะนั้น การเมืองไทยหลัง พฤษภา 2535 ก็จะมีการเมืองของชนชั้นกลางเก่า กับ การเมืองของชนชั้นกลางใหม่ สิ่งเหล่านี้ ผมเชื่อว่า มันเกิดขึ้นคู่ขนานกัน แล้วมันค่อยเป็นค่อยไป และค่อยปรากฏตัวขึ้นอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ หลัง การรัฐประหาร 2549
ทั้งนี้ การเมืองของชนชั้นกลางเก่า อยู่กับราชาชาติธิปไตย ในศัพท์ของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกุล ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ สามเส้าระหว่าง สถาบันกษัตริย์ กลุ่มอำมาตย์ และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน มีความพยายามเชิดชูระบบรัฐสภา แต่โครงสร้างที่อยู่นอกระบบรัฐสภานั้นยังอยู่ มีการเติบโตของสื่อมวลชน ปัญญาชน สิ่งสำคัญคือ การเติบโตของการเมืองภาคประชาชนที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้น
ส่วนการเมืองของชนชั้นกลางใหม่ มีความผูกพันกับอิทธิพลท้องถิ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แล้วส่งผลกับการเปลี่ยนแปลงในชนบท มากๆ ก็คือ เกิดพลังการเมืองท้องถิ่นที่เป็นระบบ และกล่าวได้ว่าเป็นระบบการเมืองประชาธิปไตยในท้องถิ่น
สรุปก็คือ การเมืองไทยหลังพฤษภาคม 2535 เกิดชนชั้นกลางเก่า ซึ่งเป็นฐานมวลชนของคนเสื้อเหลือง ส่วนชนชั้นกลางใหม่เป็นฐานมวลชนของคนเสื้อแดง
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ มีลักษณะท้องถิ่นนิยมกับการเมืองไทยเกิดขึ้น และสิ่งที่เราเคยคิดกันว่าพรรคการเมืองไทยไม่ได้มีผลกับนโยบายเท่าไหร่ ชาวบ้านจะเลือกตัวบุคคล แต่เอาเข้าจริงแล้ว ความเป็นท้องถิ่นของพรรคการเมืองไทย อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะเชิงนโยบายอยู่ ด้วยเหตุที่พรรคการเมืองบางพรรค ดำเนินนโยบายที่มีการส่งกับการดำเนินชีวิตผู้คนใน ท้องถิ่น
ฉะนั้น เราไม่สามารถมองข้ามได้ว่า พรรคการเมือง หรือนโยบายของพรรคการเมือง ไม่มีผลกับชีวิตของผู้คน มีผล แต่มีผลเป็นหย่อมๆ (เท่านั้น)
ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ลักษณะท้องถิ่นการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังนโยบายพรรคไทยรักไทย ได้สร้างขั้วของความขัดแย้งในเชิงท้องถิ่นขึ้นมา โดยทำให้เกิดความขัดแย้งที่สอดคล้องกับความขัดแย้งพรรคการเมืองมากขึ้น ฉะนั้น พรรคการเมืองจึงมีส่วนในการกำหนดนโยบาย แล้วชาวบ้านเวลาเลือกตั้ง ก็เลือกนโยบายของพรรคการเมืองด้วย
ทั้งหมดนี้ เพื่อจะปฏิเสธความคิดที่ว่า นักการเมืองหรือพรรคการเมือง สามารถควบคุมคะแนนเสียงได้อย่างง่ายดาย
ฉะนั้น ถามว่า ใครคือชนชั้นกลางที่ว่านี้ คำตอบก็คือ เป็นคน “ยอดหญ้า” ไม่ใช่รากหญ้า หรือไม่ใช่เป็นคนที่จน
แต่คนกลุ่มนี้มีความรู้สึกว่า เขาเป็นคนที่ถูกกระทำ ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่เป็นประเด็นเศรษฐกิจ แต่เป็นประเด็นด้านการเมือง ผมใช้คำว่า ประชดตนว่าเป็น “ไพร่” แต่หลายคนไม่ได้เป็นไพร่ในความหมายที่แท้จริง
ที่น่าสนใจอีกประการก็คือ ชนชั้นกลางใหม่ จริงๆ แล้ว เป็น “พลเมืองโลกในหมู่บ้าน” อย่างที่ ศ.ชาร์ลส์ คายส์ ให้ความหมายไว้ ซึ่งก็คือ เขายังมีลักษณะเชิงท้องถิ่น มีความผูกพันธ์กับท้องถิ่นอยู่ แต่เขามีความสัมพันธ์กับโลกภายนอกมากขึ้น และไม่ใช่โลกเฉพาะที่อยู่ในเมืองเท่านั้น แต่เป็นโลกที่ไกลออกไปด้วย
หลายคนเป็นสะใภ้ต่างชาติ หรือ หลายคนไปทำงานต่างประเทศ ส่งเงินกลับมา หมู่บ้านบางหมู่บ้านที่ไปสำรวจพบว่า จำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ไปทำงานต่างประเทศ อาจะ 10 % แต่รายได้ที่ไปทำงานต่างประเทศ ไปสนับสนุนรายได้ครัวเรือน ไม่น้อยไปกว่าการทำงานภาคเกษตรที่เขาทำอยู่ ประเด็นคือ ชุมชนท้องถิ่น หรือชนบท ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ส่วนการเมืองในชนบท จากงานวิจัยและการเก็บข้อมูลเบื้องต้น พบว่า กลุ่มคนที่เราเรียกว่าผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น เขามีพลวัตมากขึ้น เกิดเจ้าพ่อใหม่ ส่งลูกเรียน อ๊อกซฟอร์ด ไม่ได้ส่งเรียนธรรมศาสตร์ จุฬาฯ หรือเอแบค อีกแล้ว ซึ่งไม่ใช่เป็นเจ้าพ่อควงปืนแบบเก่าหรือไม่
ขณะเดียวกัน ธุรกิจการเมืองที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นก็เกิดการแข่งขันกันสูง เกิดความเคลื่อนไหวสูง นักธุรกิจบางคนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีอิทธิพลในทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ฉะนั้น ความมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องผูกพันกับการมีอิทธิพลทางการเมืองอีกต่อไป ตรงนี้มีนัยยะสำคัญ
นอกจากนี้ ระบบอุปถัมภ์มีพลวัตสูง แล้วระบบอุปถัมภ์ในลักษณะใหม่ ชาวบ้านหรือรักธุรกิจต่อรองได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น นายกฯอบต. บางพื้นที่เลือกหรือกล้าท้าทายอำนาจสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่าบ้านใหญ่ เหตุผลที่เขาบอกก็คือ เราไม่เคยขออะไรเขา เขาก็ไม่สามารถมาข่มขู่เราได้
ตรงนี้น่าสนใจว่า อำนาจอิทธิพลต่อรองได้มากขึ้น นอกจากนี้ อบต. ต่างๆ มีอำนาจในการบริหารจัดการเงินงบประมาณของตัวเองอย่างแท้จริง ที่สำคัญ การกระจายข้อมูลข่าวสาร ให้ภาพเครือข่ายทางการเมืองและสังคมแบบใหม่ที่
ข้ามพ้นชุมชนชนบทแบบเก่า เช่น วิทยุชุมชน ปัญญาชนท้องถิ่น เดินสายทำงานมวลชน ประสานกับปัญญาชนในกรุงเทพฯ สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในเครือข่ายของนักการเมืองเสมอไป เขามีความอิสระในตัวเองมากขึ้น
ฉะนั้น การรับข้อมูลข่าวสารในชนบทมีพลวัตมากขึ้น เนื่องจากมีคนกระจายตัวแตกต่างไปจากอดีตมากขึ้น เกิดชุมชนใหม่ๆ ขึ้นมา
อีกอย่างเรียกว่า “ประชาธิปไตยท้องถิ่น” การกระจายอำนาจ เป็นสิ่งที่เราเรียกร้องมานาน และเกิดผลชัดเจนมากขึ้น เกิดการกระจายรายได้ ในการจัดสรรทรัพยากรท้องถิ่นชัดเจนมากขึ้น นำไปสู่พื้นที่ทางการเมืองในชนบทที่เปลี่ยนไป การพึ่งพิงระบบราชการลดลง คนแทบไม่ต้องเดินทางไปอำเภอ
กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น บางหมู่บ้าน ชาวบ้านกำลัง จะมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน โดยบางคนหาเสียงว่าเขาจะอยู่แค่ 4 ปี ซึ่งน่าสนใจว่า เขาอยากได้การเมืองที่มีพลวัตมากขึ้น
ที่สำคัญ การเมืองเลือกตั้งในท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในหลายพื้นที่ การตัดสินใจอำนาจทางการเมืองอยู่กับผู้คนในท้องถิ่นมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเมืองกึ่งเลือกตั้ง กึ่งแต่งตั้ง ก็คือ สภาองค์กรชุมชน ซึ่งอาจกำลังมีบทบาทมากขึ้น
ฉะนั้น วัฒนธรรมการเลือกตั้ง มี 2 ตัวแบบที่ผู้วิจัยจะเสนอ อยากจะท้าทายว่า เงินไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดการแพ้ชนะเลือกตั้ง โดยเฉพาะในชุมชนหมู่บ้าน ถ้ามีการเหวี่ยงแห มันจะไม่สำเร็จ เพราะถ้าคุณทอดแหไม่เป็น มันจะไม่ได้ปลา
ระบบหัวคะแนนก็เช่นเดียวกัน เขาไม่แจกไปทั่ว คือ แจกทั่วชาวบ้านอาจจะรับ แต่ไม่จำเป็นต้องเลือก แต่จริงๆ แล้วคนที่แจกเงินเป็น เขาจะรู้ว่าแจกใครไม่แจกใคร อาจจะมีพื้นที่เสี่ยงบางพื้นที่หรือพื้นที่ที่เขามั่นใจ ว่าได้แน่ๆ เขาก็ไม่ต้องต้องแจกนะ ผู้ลงคะแนน เป็นผู้ตัดสินใจในเงื่อนไขทางสังคมวัฒนธรรม แต่ผมไม่ได้บอกว่า ควรนำปัจเจกในชุมชนมาเป็นตัวตัดสินใจเด็ดขาด โดยไม่ได้คำนึงถึงอะไรเลย อย่างนั้นไม่ใช่ เขายังมีเครือข่ายของเขา
แต่การตัดสินใจของเขา ไม่สามารถจะสรุปง่ายๆ ว่า เขาถูกครอบงำในระบบอุปถัมภ์ เช่น ไปถามครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง มี 6 คน ซึ่งมีญาติ 2 ฝ่าย ถามว่าชาวบ้านจะจัดสรรยังไง เขาบอกว่า ตกลงกันเลยว่าฝั่งละ 3 ก็พอ แล้วก็แบ่งกันไป เข้าคูหาก็กาคนละ 3
ฉะนั้น ถามว่าอยู่ในระบบอุปถัมภ์หรือเปล่า ก็อาจปฏิเสธไม่ได้ แต่ถามว่า เขาไม่ตัดสินใจเหรอ ก็ไม่ใช่ ฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องละเอียดอ่อนกับตรงนี้มากขึ้น
ฉะนั้น ข้อสรุปก็คือ ชนบทใหม่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน ขณะที่พลวัตทางเศรษฐกิจและการเมืองท้องถิ่นเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจการเมืองให้กับคนในชนบทมากขึ้น และต้องการการเมืองของการเลือกตั้ง โดยไม่แบ่งสี ที่สำคัญ ชาวชนบท ไม่สามารถกลับไปสูดอากาศ ประชาธิปไตยน้ำเน่าได้อีกต่อไป
หมายความว่า การเมืองที่ผ่านมา อย่างน้อยในช่วง รัฐธรรมนูญ 2540 ได้ให้อากาศแบบใหม่กับคนในชนบท
กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่สามารถ ที่จะดำเนินบทบาททางการเมืองในแบบ นอกระบบการเมืองเลือกตั้งได้ เพราะการเมืองระบบเลือกตั้งได้สถาปนาตัวเอง เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่ในท้องถิ่นไปแล้ว ซึ่ง อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อ่านงานวิจัยของผม แล้วบอกว่า "ไม่เชื่อว่ามีชนบทไทยอีกต่อไปแล้ว "
นี่คือ โฉมหน้า ชนบทใหม่ ผ่านสายตา "ยุกติ มุกดาวิจิตรและพวก"
ที่มา ข่าวสด
หลังบ้านเมืองผ่านเหตุการณ์เดือนพฤษภา 90 ศพ 5 ใครก็ตามที่เคยคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่น่าจะลากสังขารอยู่ต่อไปได้
โดยนำไปเทียบเคียงกับเหตุการณ์นองเลือดในอดีตอย่าง 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 และพฤษภาทมิฬ 35 ที่เมื่อผ่านเหตุการณ์นั้นๆ ไปแล้ว "ผู้นำ" ประเทศต้องมีอันเป็นไปทางการเมืองทุกคน
ครั้งนี้คงต้องผิดหวัง
ยิ่งดูจากสีหน้าท่าทางแววตาและรอยยิ้มของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยิ่งเห็นถึงความมั่นใจว่าจะอยู่เป็นรัฐบาลยาวไปจนครบวาระปลายปีหน้าแน่นอน
ไม่มีใครตอบได้ว่านายอภิสิทธิ์มี "ของดี" อะไรช่วยให้รอดสันดอนมาได้ถึงทุกวันนี้
แต่แล้วท่ามกลางความมั่นใจดังกล่าว ก็เริ่ม มีบางอย่างแสดงถึงการใช้อำนาจอย่างไม่ระมัด ระวัง
จะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเป็นเพราะความประมาทก็แล้วแต่
ได้ทำให้เกิดกระแสตีกลับ รัฐบาลตกเป็นฝ่ายเพลี่ยง พล้ำเสียเองอย่างกรณี "มาร์ค วี 11" กรณี นายนที สร วารี หรือแม้แต่กรณี 5 นักเรียนนักศึกษาเชียงราย เป็นต้น
เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวังอย่างหนักตอนนี้
คือการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งกำลังกระทำการอะไรบางอย่างที่ดูเผินๆ เหมือนจะ "เป็นคุณ" กับรัฐบาล
แต่ในระยะยาวอาจมีผลลัพธ์ในทิศทางตรงกันข้าม
ไม่ว่ารัฐบาลจะมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ก็ตาม อย่างการตัดตอนสั่งไม่ฟ้องบริษัททีพีไอฯ ไซฟ่อนเงิน 263 ล้านบาท อันเป็นต้นทางของคดีฟ้องยุบพรรคประชาธิปัตย์
ก็เป็นอะไรที่ประเจิดประเจ้อเกินไปหน่อย
คดีจับกุมนายหรั่ง ลูกน้องเสธ.แดง ก็มีข้อน่าสงสัยเต็มไปหมด
นายกฯ อภิสิทธิ์ และรัฐบาลชื่นชม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอเป็นข้าราชการที่กล้าหาญ
แต่อย่าลืมเด็ดขาดอำนาจคือดาบสองคม
รัฐบาลที่พังทลายเพราะใช้อำนาจนอกลู่นอกทาง ผ่านกลไกข้าราชการที่พร้อมจะตอบสนองทุกเรื่อง จนอำนาจนั้นตวัดกลับมาทำลายตัวเองก็มีให้เห็นนักต่อนัก
คงจำกันได้ในปลายยุค "รัฐบาลทักษิณ" เราได้เห็นข้าราชการ "ใจกล้า ห้าห่วง" อย่าง พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต.มาแล้ว
ตอนนี้เรากำลังได้เห็นข้าราชการอย่าง นายธาริต เพ็งดิษฐ์
คำถามคือบั้นปลายของ "รัฐบาลอภิสิทธิ์"
ใกล้เข้ามาแล้วหรือไม่
ที่มา ข่าวสด
นายบดินทร์ วัชโรบล เป็นโจทก์ ยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2553 เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.2267/2553 ฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 13 คน ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่า, ทำร้ายร่างกายอันตรายสาหัส, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289, 257, 80, 83, 84
กรณีใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมในเหตุการณ์ 10 เม.ย.2553 มีเนื้อหาคำฟ้องดังนี้
นายบดินทร์ วัชโรบล โจทก์ อาชีพผู้สื่อข่าวอิสระ ขอยื่นฟ้องนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 13 คน ได้กระทำการต่อไปนี้
1.ระหว่างวันที่ 7 เม.ย.2553 ถึง 10 เม.ย.2553 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยทั้ง 13 คนได้บังอาจร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ
(ก) เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2553 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพ มหานคร จ.นนทบุรี อ.เมืองสมุทรปราการ อ.บางพลี อ.พระประแดง อ.พระสมุทรเจดีย์ อ.บางบ่อ และ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ อ.ธัญบุรี อ.ลาดหลุมแก้ว อ.สามโคก อ.ลำลูกกา และ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม และ อ.วังน้อย อ.บางปะอิน อ.บางไทร และ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา และประกาศเป็นเขตพื้นที่สถานการณ์ฉุกเฉิน
จำเลยที่ 1 ได้ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่พิเศษ 1/2553 เรื่องการจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แต่งตั้งอำนาจหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จำเลยที่ 2 รองนายกฯ เป็นผู้อำนวยการ ให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จำเลยที่ 3 รมว.กลาโหม เป็นรองผอ. ให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จำเลยที่ 4 ผบ.ทบ.เป็นผู้ช่วยผอ. ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จำเลยที่ 5 ผู้ช่วยผบ.ทบ. เป็นกรรมการ
นอกจากนี้จำเลยที่ 1 มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่พิเศษ 2/2553 เรื่องแต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าผู้รับผิดชอบพนักงานเจ้าหน้าที่และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบมีอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และให้มีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชา สั่งการส่วนราชการและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ตลอดทั้งดำเนินการอื่น ตามที่นายกฯ หรือผู้กำกับการปฏิบัติงานมอบหมาย
ให้ผู้กำกับการปฏิบัติงานหัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่ร้ายแรง คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่พิเศษ 1/2553 และที่พิเศษ 2/2553
โดยมีพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด จำเลยที่ 6 เป็นโฆษกศอฉ. ผู้แถลงข่าวส่งเสริมการกระทำ นายปณิธาน วัฒนายากร จำเลยที่ 7 โฆษกรัฐบาล ผู้แถลงข่าวส่งเสริมการกระทำ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ จำเลยที่ 8 แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบพื้นที่ให้ใช้กำลังและเป็นผู้รับผิดชอบป้องกันและปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบและเขตพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง พล.ต.วลิต โรจนภักดี จำเลยที่ 9 ผบ.พล.ร.2 รอ. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบคุมพื้นที่ปฏิบัติการ พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา จำเลยที่ 10 ผบ.ร.2 รอ. เป็นผู้คุมกองกำลัง พ.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ จำเลยที่ 11 ผบ.ร.21 รอ.เป็นผู้กุมกองกำลัง พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช จำเลยที่ 12 ผบ.ร.12 พัน รอ.เป็นผู้คุมกองกำลัง และพ.ท.นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ จำเลยที่ 13 เป็นผู้คุมกองกำลังปฏิบัติการ
จำเลยที่ 3 ถึง 5 เป็นผู้บังคับบัญชาให้จำเลยที่ 8 ถึง 13 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในเขตท้องที่ ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง นำกำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามเข้าขอคืนพื้นที่หรือสลายกลุ่มผู้ชุมนุมโดยจำเลยที่ 8 และ 9 เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 6 ถึง 7 เป็นผู้ประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุและโทรทัศน์ยุยงส่งเสริมถึงการกระทำผิด เป็นการร่วมกันกระทำผิดโดยแบ่งแยกหน้าที่กันทำ
(ข) ระหว่างวันที่ 7 เม.ย.2553 ถึงวันที่ 10 เม.ย.2553 เวลากลางวันและกลางคืนติดต่อกัน จำเลยที่ 2 ในฐานะผอ.ศอฉ. และหัวหน้าผู้รับผิดชอบในเขตท้องที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้บังอาจสั่งการจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 5 สั่งจำเลยที่ 8 และ 9 ให้ใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มของนปช. ถนนราชดำเนิน บริเวณสะพานมัฆวานฯ บริเวณสี่แยกคอกวัว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และบริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ อันเป็นเขตท้องที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีจำเลยที่ 6 และ 7 ร่วมกันเป็นผู้ประกาศใช้สื่อวิทยุโทรทัศน์ยุยงส่งเสริมการกระทำผิด อีกทั้งเมื่อมีการกระทำผิดแล้วก็ยังมีการโฆษณาชวนเชื่อถึงการกระทำผิดอีก
ทั้งนี้ การชุมนุมของกลุ่ม นปช.เป็นการเข้าร่วมของกลุ่ม (คนเสื้อแดง) ที่ชุมนุมโดยสงบ สันติปราศจากอาวุธ เพื่อเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ เป็นการใช้สิทธิ์โดยชอบภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 โดยจำเลยที่ 1 ถึง 7 ได้บังอาจร่วมกันมุ่งกระทำต่อกลุ่มคนที่เข้าร่วมชุมนุม ซึ่งมีแนวความคิดในทางการเมืองที่แตกต่างและเป็นปฏิปักษ์ต่อจำเลยที่ 1 ถึง 7 โดยการกระทำดังกล่าวเป็นการร่วมกันใช้จำเลยที่ 10 ถึง 13 ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 3 ถึง 5 เป็นการ่วมกันแบ่งแยกหน้าที่ กระทำการให้ปฏิบัติการนำกำลังทหาร เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ เครื่องยิงแก๊สน้ำตา นำอาวุธหนักรถหุ้มเกราะติดปืนกล อาวุธปืนสงคราม พร้อมกระสุน วัตถุระเบิด และอาวุธอื่นๆ เข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม โดยใช้อาวุธปืน และแก๊สน้ำตายิงใส่กลุ่มคนผู้ชุมนุมเรือนพันเรือนหมื่น เพื่อให้เลิกชุมนุม ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ถึง 8 เพื่อให้การสลายการชุมนุมแล้วเสร็จก่อนเวลา 18.00 น. ของวันที่ 10 เม.ย.2553 ปรากฏตามภาพถ่ายสถานการณ์บริเวณที่เกิดเหตุ แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึง 13 ไม่สำเร็จ
หลังเวลา 18.00 น. ของวันดังกล่าว ซึ่งเป็นเวลากลางคืนไม่ใช่เวลาเร่งด่วน ไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม ผู้ชุมนุมไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายและมีการตกลงถอนการปฏิบัติการแล้ว จำเลยที่ 1 ถึง 13 รู้อยู่แล้วว่าการใช้กำลังและอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมในเวลากลางคืนเสี่ยงต่อการบาดเจ็บล้มตายของผู้คนที่เข้าชุมนุม แต่จำเลยกับพวกไม่หยุดยั้งการกระทำ กลับมีคำสั่งใช้ให้ทหารผู้ใต้บังคับบัญชาใช้กำลังกายและอาวุธร้ายแรงยิงใส่ สลายกลุ่มคนผู้ชุมนุม จนเป็นเหตุทำให้มีผู้คนบาดเจ็บหลายร้อยคน และเสียชีวิตหลายสิบคน
เป็นการใช้กำลังและอาวุธปืนในการปฏิบัติหน้าที่เกินความจำเป็นและเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ดำเนินการสลายการชุมนุมให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากลจากเบาไปหาหนัก ตามที่จำเลยที่ 6 และ 7 ได้ออกแถลงข่าวต่อสื่อวิทยุโทรทัศน์ ไม่มีการแจ้งเตือนเจรจาตามหลักการสลายการชุมนุม และไม่ปฏิบัติตามคู่มือราชการสนามของกองทัพบก ว่าด้วยการควบคุมการก่อความไม่สงบของประชาชน (รส.19-15) พ.ศ.2542 ถ้าจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนยิง พลแม่นควรเล็งตรงตำแหน่งที่เพื่อให้เกิดการบาดเจ็บยิ่งกว่าการฆ่า และมิให้ยิงขู่ข่มขวัญฝูงชนผู้ชุมนุมอันจะเป็นภัยต่อบุคคลผู้บริสุทธิ์
2.การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึง 13 มุ่งกระทำต่อกลุ่มคนผู้ชุมนุมดังกล่าวตามข้อ 1 จนเป็นเหตุทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวอิสระ ซึ่งได้เข้าไปถ่ายภาพประชาชนผู้ชุมนุมบริเวณถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา และกำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากกองยิงปืนของทหาร ถูกกระสุนปืนที่ยิงมาจากกลุ่มทหาร ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ถึง 5, 8 และ 9 เข้าบริเวณหน้าท้องของโจทก์ 1 นัด ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสต้องพักรักษาตัวเกินกว่า 20 วัน
การที่โจทก์และกลุ่มผู้ชุมนุมได้รับอันตรายบาดเจ็บสาหัส และกลุ่มผู้ชุมนุมเสียชีวิต จำเลยที่ 1 ถึง 13 และผู้ปฏิบัติมิได้แจ้งข้อหาทางคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา หรือเข้าจับกุมดำเนินคดีอาญา อีกทั้งมิได้เข้าจับกุมผู้ชุมนุมตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อันเป็นการดำเนินการในกระบวนการทางอาญาตามกฎหมาย มิได้มีการประกาศแจ้งเตือนจากเบาไปหาหนัก ถึงการเข้าสลายการชุมนุมแก่โจทก์ และประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมทราบตามขั้นตอนของการสลายการชุมนุมจากเบาไปหาหนัก อีกทั้งไม่ได้ปฏิบัติตามคู่มือราชการสนามของกองทัพบก ว่าด้วยการควบคุมการก่อการไม่สงบของประชาชน พ.ศ.2542 ถ้าจำเป็นต้องยิงกระสุนปืน พลแม่นควรเล็งตรงตำแหน่งที่เพื่อให้เกิดการบาดเจ็บยิ่งกว่าการฆ่า และห้ามมิให้ยิงข่มขวัญผู้ชุมนุม
จำเลยทั้ง 13 รู้อยู่แล้วไม่หยุดยั้ง กลับมีคำสั่งให้สลายการชุมนุม ซึ่งขัดต่อหลักสากลจากเบาไปหาหนักและขัดต่อหลักขั้นพื้นฐานว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธปืน โดยเจ้าหน้าที่ผู้บังคับบัญชาใช้กฎหมายตามมติของที่ประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติต่อผู้กระทำทางอาญา ณ กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ระหว่างวันที่ 27 ส.ค.2533 ถึง 7 ก.ย.2533 ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้ทราบและร่วมลงนามไว้แล้ว ซึ่งบุคคลมีสิทธิเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบและชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
การกระทำของจำเลยทั้ง 13 ที่เกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีจำเป็นซึ่งเป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจ เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต เลือกปฏิบัติ มิได้ดำเนินการตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนักดังกล่าว ไม่มีการแจ้งเตือนเจรจา โดยจำเลยผู้ปฏิบัติยิงแก๊สน้ำตา วัสดุระเบิดและอาวุธอื่นๆ เพื่อสลายการชุมนุม ด้วยการตั้งวิถียิง เล็งเป้าเข้าหากลุ่มผู้ชุมนุมในระยะหวังผล ยิงปืนเข้าไปกลางกลุ่มคนผู้ชุมนุมในระดับตรง เพื่อให้กระทบต่อผู้ชุมนุมทำให้โจทก์และผู้ชุมนุมได้รับอันตรายสาหัสและเสียชีวิต
การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการใช้อาวุธหนัก อาวุธสงคราม อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนประเภทที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ หรือมีลักษณะที่ก่อให้เกิดการเสี่ยงภัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และร่วมกันเจตนาประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลทำให้โจทก์และผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย จิตใจ และเสียชีวิต อีกทั้งโจทก์และผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ ผู้ชุมนุมบางคนมีเพียงไม้ หนังสติ๊ก เศษอิฐ เศษไม้ และขวดน้ำดื่ม ซึ่งจำเลยไม่อาจอ้างได้ว่าป้องกันตนตามกฎหมายและไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 17 แห่งพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
จำเลยที่ 1 ถึง 13 ย่อมประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำผู้ปฏิบัติ และใช้กำลัง ว่าจะต้องทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้รับอันตรายสาหัสและเสียชีวิต
การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึง 13 จึงถือเป็นตัวการร่วมหรือผู้ใช้ให้กระทำผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ และฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อีกทั้งจำเลยที่ 1 และ 2 มีตำแหน่งเป็นนายกฯ และรองนายกฯ มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ทำให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่กลับใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์ของประชาชน โดยออกคำสั่งให้ทหารพร้อมอาวุธใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารใช้กำลังสลายการชุมนุมในช่วงเวลาบ่าย ทำให้ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บแล้ว แทนที่บุคคลทั้งสองจะสั่งระงับหรือให้ทบทวนแผนการปฏิบัติ แต่กลับสั่งเพิ่มกำลังทหารพร้อมอาวุธเสริมกำลังมากขึ้น เพื่อปฏิบัติการสลายการชุมนุม ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดความสูญเสียแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้ชุมนุม รวมทั้งโจทก์
จำเลยที่ 3 ถึง 13 ผู้รับคำสั่งรู้ถึงการกระทำที่มิชอบยังคงให้มีและใช้กำลังกับผู้ชุมนุมโดยไม่ยับยั้งหรือหยุดการกระทำ จึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายและกระทำหรือละเว้นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายด้วยเป็นเหตุทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย
เหตุตามข้อ 1 และ 2 เกิดที่แขวงวัดบวรนิเวศ เขตพระนคร แขวงดุสิต เขตดุสิต แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวเนื่องกัน
โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว แต่โจทก์เกรงว่าคดีจะล่าช้าและไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงนำคดีมาฟ้องเองต่อศาล โดยจำเลย 1-13 กระทำการ ถือว่าเป็นความผิดต่อกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289, 257, 80, 83, 84
จึงขอศาลออกหมายนัดและเรียกจำเลยมาพิจารณาพิพากษาลงโทษตามกฎหมายและขอให้ศาลสั่งและบังคับจำเลยตามคำขอต่อไปนี้
ที่มา ข่าวสด
นักข่าวอิสระยื่นฟ้องรูดทั้ง "มาร์ค-เทือก-ประ วิตร-ป๊อก" รวมทั้งทีมงานศอฉ.รวม 13 คน ข้อหาพยายามฆ่าและทำร้ายร่างกาย เผยเข้าไปถ่ายรูปทำข่าวเหตุการณ์สลายม็อบที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 10 เม.ย. โดนทหารยิงเข้าท้องสาหัสขณะกำลังเข้าไปช่วยทหารที่บาดเจ็บ ตอนนี้หัวกระสุนยังฝังในลำไส้ ผ่าตัดออกไม่ได้ ระบุทหารใช้อาวุธสงคราม-รถถัง-ฮ.เข้าสลายม็อบ ไม่ใช่ตามหลักสากล ทำให้มีคนตายจำนวนมาก ทนายยันมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายเหตุการณ์ ระบุจะมีเหยื่อทยอยเข้าฟ้องศาลอีก 30 ราย รัฐบาลญี่ปุ่นจี้รัฐบาลไทยแจงผลสอบคดีนักข่าวยุ่นสังกัดรอยเตอร์ถูกยิงตายที่คอกวัว เพราะ 3 เดือนแล้วคดีไม่คืบ องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนก็จี้เปิดรายงานสอบคดีนักข่าวอิตาลีถูกยิงตายเช่นกัน
คดี 10 เม.ย. - ทนายความโชว์ภาพนายบดินทร์ วัชโรบล ที่ถูกทหารยิงบาดเจ็บ และมอบอำนาจให้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ให้ดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวก 13 คน ข้อหาพยายามฆ่าในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 ก.ค. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายบดินทร์ วัชโรบล ผู้สื่อข่าวอิสระ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.), พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลา โหม, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ., พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ., พ.อ.สรร เสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ., นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1, พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร.2 รอ., พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.2 รอ.), พ.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ ผู้บังคับการ ร.21 รอ., พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 (ร.12 พัน 2) และพ.ท.นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ ผบ.ม.พัน 3 รอ. เป็นจำเลยที่ 1-13 ในความผิดฐานพยายามฆ่า และทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289
ตามฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 จำเลยที่ 1 และผู้ที่เกี่ยวข้องสั่งการให้ใช้กำลังทหาร พร้อมอาวุธยุทธภัณฑ์ เข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันบริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าฯ โดยมีอาวุธปืนและกระสุนจริงในการปฏิบัติการ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งโจทก์เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะทำหน้าที่บันทึกภาพอยู่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยระหว่างเหตุการณ์สลายการชุมนุม ถูกทหารใช้อาวุธและกระสุนจริง ยิงเข้าใส่จนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งปัจจุบันกระสุนปืนยังฝังอยู่ในร่างกาย ไม่สามารถผ่าตัดนำกระสุนออกมาได้ โดยศาลรับเป็นคดีหมายเลขดำที่อ.2267/2553 นัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 13 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.
นายอุดมกล่าวว่า นายบดินทร์ต้องการใช้สิทธิ์ทางศาล เพื่อฟ้องดำเนินคดีเอง เพราะก่อนหน้านี้เคยเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง แล้วเป็นเวลากว่า 3 เดือน ไม่มีความคืบหน้า ทั้งนี้ นายบดินทร์ยืนยันว่าเห็นทหารใช้อาวุธปืนและกระสุนจริงยิงเข้าใส่ประชาชนจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งเหตุที่นายบดินทร์ถูกกระสุนยิงใส่เพราะเข้าไปช่วยเหลือทหารที่นอนได้รับบาดเจ็บ โดยนายบดินทร์ต้องการให้พิสูจน์ความจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยกระบวนการยุติธรรมว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบจากการใช้อาวุธสงครามเข้าสลายชุมนุม อย่างไรก็ดี ขณะนี้นายบดินทร์มาพักอยู่ที่บ้านแล้วกระสุนยังฝังอยู่ในลำไส้เล็กผ่าตัดออกไม่ได้
นายอุดมกล่าวอีกว่า สัปดาห์หน้าจะทยอยยื่นฟ้องอีก เนื่องจากขณะนี้รวบรวมหลักฐานเพิ่มโดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกประมาณ 30 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ให้ข้อมูลร้องเรียนพรรคเพื่อไทย แต่ทั้งนี้ยืนยันการทำหน้าที่ยื่นฟ้องไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ส่วนการยื่นฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายนั้นก็จะพิจารณาเพื่อดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องตนเตรียมซีดีที่บันทึกภาพเหตุการณ์ และใบรับรองแพทย์เสนอต่อศาลด้วย นายอุดมกล่าวว่า ศาลอาญานัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 13 ก.ย.นี้ ตนจะนำพยานบุคคลจำนวน 10 ปากขึ้นให้การต่อศาล เพื่อแสดงให้เห็นว่าการกระทำของนายอภิสิทธิ์ และพวก เป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่กระทำเกินกว่าเหตุ มีการใช้อาวุธหนัก เช่น ปืนกระสุนสายพาน รถถัง และเฮลิคอปเตอร์ ถึงนายกฯ จะใช้คำพูดสวยหรูว่าเป็นการขอคืนพื้นที่ แต่ประชาชนก็รู้ๆ กันอยู่ว่าคือการสลายการชุมนุมนั่นเอง
ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความมั่นใจในการดำเนินคดี นายอุดมกล่าวว่า อยากให้ดูเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่กลุ่มพันธมิตรฯ เข้าไปปิดล้อมอาคารรัฐสภาแล้วถูกตำรวจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ถึงแม้ภายหลังจะมีการพิสูจน์ได้ว่าเสียชีวิตจากระเบิดปิงปอง แต่ทาง ป.ป.ช.ก็ยังชี้มูลความผิดต่อผบ.ตร.และผบช.น. ในสมัยนั้น แต่ครั้งนี้ลูกความตนมีทั้งภาพถ่ายและภาพวิดีโอที่สามารถแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักสากลของการสลายการชุมนุมจากเบาไปหาหนักและคู่มือราชการสนามของกองทัพบก เมื่อเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธต่อผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมก็ต้องป้องกันตัว ซึ่งผู้ชุมนุมมีแค่เสาธง แต่เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืน
นายอุดมกล่าวต่อว่า สำหรับนายบดินทร์ไม่ได้ไปร่วมชุมนุมด้วย แต่ไปสังเกตการณ์ เป็น ผู้สื่อข่าวอิสระ โดยถ่ายภาพเหตุการณ์การชุมนุมอยู่บริเวณข้างโรงเรียนสตรีวิทยา ถูกยิงขณะ กำลังจะเข้าไปให้การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บนอนอยู่กลางถนน แต่กลับถูกทหารที่ตั้งแถวอยู่ห่างออกไปยิงใส่ กระสุนถูกบริเวณท้องและไปฝังอยู่ข้างลำไส้เล็ก แพทย์ไม่สามารถผ่าตัดเอากระสุนออกให้ได้ ต้องปล่อยเอาไว้อย่างนั้น ทำให้ได้รับความทุกข์ทรมาน ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ
วันเดียวกัน เอเอฟพีรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นทวงถามความคืบหน้ากับประเทศไทยกรณีการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น สังกัดสำนักข่าวรอยเตอร์ วัย 43 ปี ที่ถูกมือปืนไม่ทราบฝ่ายยิงเข้าที่หน้าอกในระหว่างทำข่าวการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงปะทะกับทหารในกรุงเทพฯ หลังจากเรื่องผ่านมาแล้ว 3 เดือน
นายฮิเดโนบุ โซบาชิมะ รองเลขาธิการฝ่ายสื่อมวลชนของญี่ปุ่น กล่าวในที่ประชุมด้านความมั่นคงอาเซียนที่เวียดนามว่า เราหวังว่าจะได้รับข้อมูลความคืบหน้าในเร็ววันนี้ ญี่ปุ่นเข้าใจรัฐบาลไทยว่าจะทำเท่าที่ทำได้ แต่คาดว่าในการพบกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของสองฝ่าย ไทยจะแสดงความเอาใจใส่ประเด็นนี้อีกครั้ง
ด้านองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนออกรายงานในเดือนนี้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ไทยเผยแพร่รายงานฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายมูราโมโตะ และนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลี สองช่างภาพชาวต่างชาติที่ถูกสังหารในระหว่างเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนเม.ย.และพ.ค. ให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ โดยในเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารและกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่10 เม.ย. มีผู้บาดเจ็บ 90 คน ในจำนวนนี้เป็นสื่อมวลชน 10 คน

ธีรกุล นิยม
23 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ที่ประชุมมีมติให้เรียก นายธีรกุล นิยม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ มาชี้แจงงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศอีกรอบ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ให้ความชัดเจนเรื่องมาตรการทางการทูต ในช่วงที่ไทยมีปัญหากับกัมพูชาจากการที่สมเด็จฮุนเซนนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้แต่งตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ในการพิจารณางบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ กรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทยแสดงความไม่พอใจด้วยการเดินออกจากห้องประชุม เพื่อเป็นการประท้วงน.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอให้มีการปิดอภิปราย ในระหว่างที่กมธ.จากฝ่ายค้านกำลังสอบถามถึงการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ ถึงการใช้งบประมาณตอบโต้พ.ต.ท.ทักษิณ
อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าภายหลังนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณ ทราบเรื่อง จึงได้เรียกกรรมาธิการหารือเป็นการส่วนตัว ซึ่งนายไตรรงค์รับปากว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก และรับปากจะให้เชิญนายธีรกุลมาชี้แจงอีกครั้งเพื่อตอบข้อสงสัยของฝ่ายค้าน
ที่มา ไทยรัฐ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ 23 ก.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีความพยายามที่จะตรวจรับเรือเหาะจากกองทัพมูลค่า 350 ล้านบาท ซึ่งยังมีปัญหาอยู่ หลังจากเลื่อนมาหลายครั้ง ล่าสุดจะมีการตรวจรับที่สนามบินบ่อทอง กรมทหารราบ 15 จ.ปัตตานี แต่ปรากฏความอึมครึมอย่างมาก เนื่องจากไม่เปิดโอกาสให้สื่อและคนภายนอกเข้าไปสังเกตการณ์ กรณีเรือเหาะนี้เราได้ติดตามตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง ชัดเจนว่าเป็นเพียงเรือเหาะที่ใช้ในวงการถ่ายทำภาพยนตร์ วงการท่องเที่ยว ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในกองทัพ "ไม่รู้ว่าทางกองทัพเอาสมองส่วนไหนคิด เรื่องนี้เป็นการงุบงิบงบประมาณหรือไม่ รัฐบาลชุดนี้กำลังทำในลักษณะน่าจะต่างตอบแทนกับกองทัพ ถือเป็นเรื่องน่าละอายที่สุด นี่เป็นหลักฐานถึงการค้ำยันอำนาจให้รัฐบาล ส่วนตัวทราบจากแหล่งข่าวว่า มีความพยายามจะตรวจรับให้เสร็จสิ้นในเดือนก.ค.นี้ หากเป็นจริงก็จะยื่นต่อ ป.ป.ช. ตามมาตรา 157 ทันทีเช่นกัน โดยจะเอาผิดกับกรรมการตรวจรับรวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง ผู้สั่งการทั้งหมด เพราะมองว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่โปร่งใส" โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว"พร้อมพงศ์" ฉะกองทัพซื้อเรือเหาะ ส่อเค้างุบงิบงบประมาณ มีการตรวจรับที่สนามบินบ่อทอง โดยกันสื่อไม่ให้เข้าสังเกตการณ์ ซัดอีก ซื้อรถเกราะล้อยางไม่โปร่งใส ชี้ล็อตแรกจากยูเครนยังไม่ได้...
ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยงานสำนักงานปราบโกง (สปก 4-01) แถลงว่า กรณีที่เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก ออกมาแถลงข่าวว่า การจัดซื้อรถเกราะล้อยางล็อตสองจากประเทศยูเครนจำนวน 121 คัน ราคาประมาณ 5,000 ล้านบาท เป็นการจัดซื้อที่โปร่งใสนั้น พรรคเพื่อไทยมองว่าไม่น่าจะโปรง่ใสตามที่กล่าวอ้าง เนื่องจากการจัดซื้อรถเกราะล็อตแรก 96 คัน วันนี้ก็ยังไม่มีการส่งมอบรถ แม้ว่าจะจ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้ว 15 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากยูเครนมีปัญหาติดขัด ไม่สามารถติดตั้งเครื่องยนตร์ตามที่เสนอใน TOR ได้ตามสัญญา
"นอกจากนั้นยังมีการละเมิด TOR อย่างชัดเจนอีกหลายประการ แต่วันนี้กลับมีการสั่งซื้อในล็อตที่ 2 อีก พรรคเพื่อไทยมองว่าการแถลงดังกล่าวให้ข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน ส่อให้เห็นว่ากองทัพบกมีเจตนาบิดเบือน สร้างละครตบตาประชาชนและกระทรวงกลาโหม ซึ่งทางสตง.ยังให้ความเห็นที่คัดค้านต่อกรณีนี้อยู่ด้วย โดยทำหนังสือคัดค้านไปยังรมว.กลาโหม และนายกรัฐมนตรี จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ อย่าตกเป็นเครื่องมือของผู้หนึ่งผู้ใด" น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว
ขณะที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเสริมว่า ในเรื่องดังกล่าว พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ จะเชิญพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และตัวแทนจากกระทรวงกลาโหม เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในสัปดาห์หน้า

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ตามสูตร โบ้ยลูกมั่วให้สื่อไว้ก่อน
ในลีลาของ พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา เลขานุการ รมว.ยุติธรรม ออกมาโวยวายข่าว "อมเพชร ของกลาง" เป็นการดิสเครดิตกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สกัดเกมที่กำลังลุยสอบเครือข่ายเสื้อแดง และฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไปอย่างเข้าเนื้อ
ได้ทีอ้างเป็นเหตุผลว่า ทำไมรัฐบาลต้องมีการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปสื่อ
แต่เรื่องของเรื่องก็คือ โดยทางข่าวมันไหลลึกไปถึงขั้นมีรายงานจากคนในกระทรวงยุติธรรม เปิดปมขยายผลไปอีกว่า ของกลางประเภทเครื่องประดับที่ทหารส่งมอบให้ดีเอสไอ มีจำนวนทั้งหมด 46 ถุง แต่จากการตรวจสอบพบว่าเหลือเพียง 45 ถุง
หายไป 1 ถุงเต็มๆ
และระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบในการส่งมอบ การตรวจรับที่เป็นข่าวในสื่อมวลชน มีความพยายามจากบุคคลหนึ่งที่เกี่ยวข้องเข้าเจรจากับเจ้าของร้านเพชร โดยตกลงยอมจ่ายเงินให้เจ้าของร้าน จำนวน 300,000 บาท เพื่อยุติเรื่องดังกล่าวและล้มเลิกการร้องเรียน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ จนมีการร้องเรียนเกิดขึ้น
แต่ที่ไม่ชอบมาพากลก็คือตามข่าวว่า ในวันที่ดีเอสไอตรวจรับของกลาง มีบุคคลผู้ ไม่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย โดยเอ่ยปากชมว่าเพชรของกลางบางชิ้นสวยดี กระทั่งเพชรของกลางหายไป
ไม่มีมูล สุนัขไม่ขี้
ปมลึกลับซับซ้อนแบบนี้ ถ้าไม่มีเค้าซะเลย ก็ยากจะปั้นเรื่องโยงได้เป็นฉากๆ
เอาเป็นว่า คิว "อมเพชรของกลาง" มันย้อนเข้าเนื้อฝ่ายถืออำนาจซะแล้ว คงไม่จบง่ายๆ แค่ออกมาโวยวาย โยนลูกมั่วให้สื่อ
ตามจังหวะที่กระบองฉุกเฉินค่อยๆเสื่อมอิทธิฤทธิ์
ล่าสุดก็มีคิวที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก นายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความรับมอบอำนาจจากนายบดินทร์ วัชโรบล ผู้สื่อข่าวอิสระ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กับพวก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.กับนายทหารรวม 13 คน
เป็นจำเลยความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายสาหัส
จากกรณีที่มีการสั่งการทหารพร้อมอาวุธเข้าสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง จนทำให้นายบดินทร์ ถูกกระสุนยิงได้รับบาดเจ็บ มีกระสุนฝั่งใน
โดยที่ศาลประทับรับฟ้องเพื่อไต่สวนมูลฟ้อง 13 กันยายน เวลา 09.00 น. พร้อมกันนี้ นายบดินทร์ยังระบุว่า สัปดาห์หน้าจะทยอยยื่นฟ้องอีก เพราะขณะนี้มีข้อมูลของผู้ได้รับบาดเจ็บจากช่วงเหตุการณ์ประมาณ 30 ราย ส่วนคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายก็จะดำเนินการต่อไปด้วย
น้ำเริ่มลด ตอผุดตามมาเป็นระลอก
แต่ก่อนอื่นเลย กับจังหวะพลิกคว่ำพลิกหงายในสภาที่จ่อรอ อยู่เบื้องหน้า
ตามคิว "ปล่อยของ" ออกมาจากแหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคภูมิใจไทย ขณะนี้รัฐบาลโดยเฉพาะนายกฯอภิสิทธิ์ และนายสุเทพในฐานะผู้จัดการรัฐบาล มีความกังวลเกี่ยวกับการโหวตสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2554 ในเดือนสิงหาคมนี้
เนื่องจากเสียงรัฐบาลปริ่มน้ำเต็มที
จึงได้ขอร้องให้นายเนวิน ชิดชอบ บอสใหญ่พรรคภูมิใจไทย ช่วยคุมเสียงพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมทั้งดึง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่เคย อยู่ในกลุ่มเพื่อนเนวิน เพื่อการันตีความชัวร์เสียงรัฐบาลในคิวโหวตงบประมาณ
และเป็นที่แน่ชัดว่า ในเบื้องต้นจะมี ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยมาร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเพิ่ม 1-2 คน โดยจะเข้าร่วมกิจกรรมของพรรคภูมิใจไทยในการประชุมพรรคในวันที่ 3 สิงหาคมนี้
ตามเหลี่ยม "เนวิน" ชิงแสดงตน เป็นคนคุมเกมรัฐบาล
ในสถานการณ์ "เสือลำบาก" ประชาธิปัตย์ดิ้นยื้อลมหายใจกันแบบวันต่อวัน
ทางหนึ่งเป็นคิวของ "เทพเทือก" ที่เปิดดีลกับยี่ห้อ "เนวิน" ปล่อยให้ คุมจังหวะเป็นห้องเครื่องใหญ่
แต่อีกทางหนึ่งก็ต้อง "สำรองอะไหล่" นายกฯอภิสิทธิ์กระซิบผ่านนายพินิจ จารุสมบัติ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน เมื่อวันที่นำทีม นักธุรกิจจีนเข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล ถือโอกาสเคลียร์ใจเหตุที่โละออกจากพรรคร่วมรัฐบาล
เพราะทนแรงบีบของ "เนวิน" ไม่ไหว
แต่ยังขอแตะมือกันไว้ ถ้ากลุ่ม 3 พี "ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" มีอะไรให้ลิงค์ผ่านทางนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง
"อภิสิทธิ์" หวังเก็บตกทุกเสียงเพื่อต่อชะตา.
ทีมข่าวการเมือง
ที่มา ไทยรัฐ
ผู้นำรัฐบาลเจ้าของกฎเหล็ก 9 ข้อ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ โบ้ยไปเรื่อยๆ องค์กรตรวจสอบการทุจริตทั้งหลายทั้งอิสระและไม่อิสระ ปิดหูปิดตาตัวเอง ได้เงียบสนิท หรือแม้แต่กลุ่มการเมืองที่เคยประกาศว่าจะต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบก็ไม่เห็นออกมาทำหน้าที่ ทั้งที่การทุจริตมากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา
เรื่องใหญ่ การแปลงสัมปทานโทรศัพท์ เอาแค่ 2G ก็ฮือฮา รมว.คลังเข้าไปคุยกับทีโอทีในยามวิกาลจ่อคิวจัดการกับระบบ 3G อีกต่างหาก ไม่รู้ว่าถ้าเป็นรัฐบาลก่อนหน้านี้มีพฤติกรรมอย่างนี้ จะถูกต่อต้านขนาดไหน คงถูกด่าขายชาติไปแล้ว
ที่ต้องตำหนิคือฝ่ายค้าน เป็นฝ่ายค้านที่มี ส.ส.มากที่สุด แต่อ่อนแอที่สุด ถึงได้ถูกอีกฝ่ายชิงอำนาจไปจากมือได้ง่ายๆ ถ้าอาการของฝ่ายค้านยังทรงกับทรุดอยู่อย่างนี้ สงสัยจะไปไม่รอด
ไม่มีทั้งหัวทั้งหาง ต่างคนต่างก็ส่ายหัวกันอิสระ
พวกเปรี้ยวหน่อยก็ออกมาสร้างความวุ่นวาย พวกที่รักนวลสงวนตัวก็ไม่ยอมออกมาถูกสาดโคลน แถมยังมีคนนอกคอยเข้ามาฉวยโอกาสอีก เข้าตำราแพแตก ต่างคนต่างพาย เรือล่มเมื่อไหร่ก็หาขอนเกาะใหม่
วันนี้ฝ่ายค้านก็ควรจะหันมาปฏิรูปตัวเอง คนที่ยังศรัทธาฝ่ายค้านก็เยอะ คนที่เบื่อลีลารัฐบาลก็มาก เมื่อยังไม่มีความหวังก็ต้องทนอยู่ไปอย่างนี้ เหตุผลสำคัญที่การเมืองขาดการถ่วงดุลตรวจสอบก็เพราะฝ่ายค้านอ่อนแอ ตกอยู่ในความกลัว หวาดระแวงคิดมาก
ปัญหาในพรรคเพื่อไทยไม่เห็นจะแก้ยากเย็นตรงไหน ใครที่มีศักยภาพที่จะบริหารพรรคได้ดำเนินการไป ใครที่มี ต้นทุนทางสังคมสูง ก็ต้องออกมาแสดงความมีศักยภาพของพรรคพร้อมที่จะเป็นทางเลือกทางรอดของประชาชนต่อไป
หัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องเป็นนายกฯ และ นายกฯก็ไม่จำเป็นต้องมาจากหัวหน้าพรรค อย่างการเมืองในสหรัฐฯประธานาธิบดีสหรัฐฯก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคซะหน่อย
สิ่งที่ฝ่ายค้านจะต้องตระหนักก็คือรักษามวลชนเอาไว้ ให้ได้มากที่สุด สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการที่จะคงมาตรฐานการบริหารประเทศเหมือนเมื่อครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำเอาไว้ให้ได้ ดึงคนที่มีคุณภาพมาทำงานให้มาก ดีกว่ามาเล่นการเมืองภายในกันเอง นาทีทองคงเหลืออีกไม่มากนัก
น้ำขึ้นให้รีบตัก.
หมัดเหล็ก
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51