WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 24, 2010

ส่งนักเรียน16 ปีชูป้าย"ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์"เข้า"สถานพินิจ"หลังถูกสอบเครียด

ที่มา มติชน

โดย ชฎา ไอยคุปต์

จากกรณีที่มีกลุ่มนักเรียนนักศึกษานำโดย
นายธนิต บุญญนสนีเกษม แกนนำกลุ่มพลังมวลชนเชียงราย นายกิตติพงษ์ นาตะเกศ อายุ 24 ปี
นายนิติเมธพนฎ์ อายุ 23 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และ
นักเรียน อายุ 16 ปีโรงเรียนดำรงราษฎรสงเคราะห์เชียงราย
ถูกออกหมายจับในข้อหาชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบประกาศพระราชกำหนด,
ร่วมกันเสนอข่าว,
ทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชน
เกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดใน สถานการณ์ฉุกเฉิน


กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาดังกล่าวได้ถือป้ายแสดงข้อความต่างๆ เช่น
"ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์"
"นายกครับอย่าเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินนะครับ ไม่งั้นรัฐบาลจะพัง" และ
"พ.ร.ก.ฉุกเฉินต้องคงไว้เพื่อไม่ให้ความจริงปรากฏ"

โดยกลุ่มนักเรียนทั้งหมด สวมหน้ากากอนามัยเพื่อปิดบังใบหน้า
พร้อมเขียนข้อความไว้บนหน้ากากอนามัยว่า พ.ร.ก. ส่วนเสื้อที่สวมใส่ก็ได้มีการเขียนว่า
"ปรองดอง""ไม่รักรัฐบาลทรราช"โดยถือป้ายที่บริเวณตลาดสดเทศบาล 1
และปากทางขึ้นศาลากลาง จ.เชียงราย จนถูกออกหมายจับดังกล่าว


พ.ต.ท.บัญญัติ ทำทอง รักษาราชการแทน รอง ผกก.สส.สภ.เมืองเชียงรายกล่าวว่า
นายธนิตยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวโดยติดต่อกับกลุ่มนัก เรียนนักศึกษาทางเฟซบุ๊กด้วย
ซึ่งทางตำรวจเห็นว่าเข้าข่ายกระทำความผิด เพราะพื้นที่ยังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน


ล่าสุดนักเรียนอายุ 16 ปี หนึ่งในผู้ที่ออกหมายจับได้เข้ารายงานตัวกับสถานพินิจที่จังหวัดเชียงราย
และถูกเรียกให้พบอีกครั้งในวันที่ 30 ก.ค.นี้ แม่ของนักเรียนอายุ 16 ปี เปิดเผยกับ "มติชนออนไลน์" ว่า
ในวันเกิดเหตุวันที่ 16 ก.ค.ครูที่โรงเรียนลูกชายโทรมาแจ้งให้พาลูกชายไปพบที่โรงเรียน
แม่ก็บอกว่าไม่รู้เรื่องลูกชายไปชูป้าย
และตอนนั้นครูแจ้งว่าไม่ผิดหรอกที่จะทำแต่ไม่ควรใส่เสื้อนักเรียนที่มีป้ายชื่อสถานบันไป
จึงไม่ได้คิดอะไรก็พาลูกกลับบบ้าน


"เวลาประมาณ 17.00 น. พ.ต.ท.บัญญัติ ทำทอง โทรมาขอเบอร์สามี
จึงบอกไปว่าอยู่กรุงเทพฯ 2-3 เดือนถึงจะลงมาสักครั้งหนึ่งจากนั้นจึงโทรไปหาสามีว่า
จะมีตำรวจโทรไปหายังไม่ทันคุยจบ ก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในบ้านเพราะว่า
ประตูรั้วเปิดแง้มไว้ จึงวางโทรศัพท์แล้วออกไปดูพบว่ามีชาย 3 คนเข้ามาในบ้าน
แล้วแจ้งว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบมาตรวจสอบมาสอบถามเรื่องลูกชายว่ามีใครชักชวน
ซึ่งลูกชายก็บอกว่ารู้จักกันทางเฟซบุค และตำรวจขอดูโน้ตบุคของลูกชายแต่ก็ไม่พบอะไร
แล้วตำรวจเชิญไปโรงพัก แต่เราไม่ไปเพราะเวลานั้นใกล้ค่ำแล้วจึงบอกว่า
ขอไม่ไปได้ไหมเพราะค่ำแล้ว และถ้าจะให้ไปจริงขอหมายเรียกมาก่อน แล้วตำรวจนอกเครื่องแบบก็กลับไป


หลังจากตำรวจทั้ง 3 นายกลับไป พ.ต.ท.บัญญัติ โทรมาแจ้งว่าจะมาที่บ้าน
และมาพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่งมาค้นข้อมูลจากโน้ตบุคก็พูดขึ้นว่า
พอตำรวจเข้าบ้านมาก็ส่งข้อมูลให้เพื่อนทางเฟซบุคเลยจึงขอร้องว่าดึกแล้ว
ให้ตำรวจกลับไปก่อน ผ่านไป 2 วันไม่มีอะไรเกิดขึ้น



วันที่ 18 ก.ค.ตรงกับวันอาทิตย์ห่วงลูกจึงพาไปทำงานด้วย ตอนเย็นมีตำรวจโทรมาบอกว่า
จะไปหาที่บ้านตอน 1 ทุ่ม จึงบอกไปว่าตอนนี้ไม่อยู่บ้าน
เพราะตอนนั้นก็กลัวมาก จึงพาลูกชายไปอยู่ที่บ้านเพื่อนก่อนรอจน 3 ทุ่มจึงเข้าบ้านไป
ตอน 1 ทุ่มกว่าๆให้ลูกไปดูหน้าบ้านเห็นรถติดไฟไซเรนจอดอยู่ใกล้ๆ บ้าน
จึงพากันไปกินข้าวรอให้ดึกก่อนถึงกลับเข้าบ้าน พอกลับถึงบ้านก็ไม่พบรถคันดังกล่าวแล้ว


เช้าวันจันทร์ที่ 19 ก.ค. มีตำรวจโทรเข้ามาบอกว่าให้เปิดประตูบ้าน
เพราะมีหมายเรียกและหมายค้น จากนั้นตำรวจเข้ามาถ่ายภาพห้องนอนลูกชาย
และยึดโน้ตบุ๊คลูกชายไป
แจ้งว่าเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ก.ค.ให้ไปที่สถานีตำรวจ จากนั้นก็พาลูกชายไปที่สถานีตำรวจแล้ว

ทางตำรวจก็ส่งลูกชายไปที่สำนักงานอัยการเพื่อสอบปากคำ
ในวันนั้นมี อัยการ นักจิตวิทยา ทนายความ ตำรวจ นักสิทธิมนุษยชน สอบสวนซักถามลูกชาย
ความรู้สึกของแม่ตอนนั้นคือไม่รู้จะทำอะไรได้นอกจากคอยอยู่ใกล้ๆลูกชาย คิดว่า
ลูกชายคงกดดันมาก
แต่เขาก็ตอบไปตามความจริงเรื่องที่ไปชูป้ายกับรุ่นพี่ที่รู้จักกันผ่านทางเฟซบุค จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ



วันเดียวกันเวลาประมาณ 6 โมงเย็น มีตำรวจโทรมาว่าวันที่ 21 ก.ค.จะพาลูกชายไปส่งสถานพินิจ
ตอนนั้นตกใจมากแต่ก็คิดว่าคงไม่มีอะไร
พอรุ่งเช้าก็แต่งตัวรอแล้วทางตำรวจก็แจ้งว่าให้พาลูกไปเองไม่มารับแล้วและย้ำว่าไม่ต้องพาใครไปด้วย
ให้ลูกชายแต่งชุดนักเรียนไป แล้วทางสถานพินิจก็ให้ลูกชายไปพบพนักงานควบคุมควมประพฤติ
เซ็นชื่อแล้วก็กลับบ้านไม่ได้มีการสอบสวนอะไร
และแจ้งว่าในวันที่ 30 ก.ค.ให้พาลูกชายมาอีกครั้งและให้พาไปตรวจร่างกาย


วันที่ 30 ก.ค.ไม่รู้ว่าจะเรียกไปทำอะไร คิดไว้ว่าถ้าลูกชายถูกควบคุมตัวก็จะดำเนินการประกันตัวออกมา

สงสารลูกชายมาก เมื่อก่อนนอนแยกห้องกันหลังจากเกิดเรื่องลูกชายมานอนกับแม่
ทั้ง 2 คนไม่มีใครนอนไม่ค่อยหลับเลยได้แต่นอนกอดกันฟังเสียงลมหายใจ พอลูกชายหลับไป
ก็สะดุ้งตื่นดิ้นมือไขว่คว้าหาแม่ตลอด
แม่เองก็กินไม่ได้นอนไม่หลับพ่อที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯก็เป็นทุกข์"
แม่นักเรียนอายุ 16 ปี กล่าว


ขณะที่นักเรียน ม. 5 ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนนี้ถูกเรียกไปไหนก็ต้องไป
แต่ก็เชื่อว่าสิ่งที่กระทำลงไปไม่ผิดเพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น
วันที่ไปชูป้ายข้อความว่า "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" เป็นการแสดงความคิดเห็นของตนเอง
จึงคิดว่าไม่ผิดเพราะมีคนตายจริงๆ ข่าวที่ปรากฎตามสื่อก็มี
ตอนนี้รู้สึกเครียดเหมือนกันแต่เรื่องราวมาถึงขนาดนี้แล้ว
ก็คงต้องทำใจปล่อยไปตามเรื่องตามราวที่จะเกิดขึ้น เขาเรียกไปสถานพินิจก็ต้องไป


"ผมไม่กลัวเพราะผมไม่ผิดผมไม่ได้ไปกระทำผิดเรื่องร้ายแรงอะไร
การไปชูป้ายเป็นแค่การแสดงความคิดเห็นจึงคิดว่าไม่น่าจะโดนอะไร ไปกับพี่ที่ติดต่อกันทางเฟซบุค
และตกใจเหมือนกันที่เห็นตำรวจมาที่บ้านเข้ามาในบ้านแบบไม่ทันตั้งตัว มาค้นข้อมูล"
นักเรียน ม.5 กล่าว


ทางด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
น.ส.เกศริน เตียวตระกูล คณะอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กล่าวถึงกรณีนี้ว่า
ตนเห็นว่าการถือป้ายลักษณะดังกล่าว เป็นสิทธิเสรีภาพในการคิด
เด็กอายุ 16 ปี ก็มีความคิดได้เช่นกัน
ดังนั้น จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ต่อไป

ศาลอาญา"ไม่รับฟ้อง"นักข่าวอิสระฟ้องนายกฯ-บิ๊กรบ.สลายม็อบแดง

ที่มา มติชน


เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดี
ที่ นายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความ รับมอบอำนาจจากนายบดินทร์ วัชโรบล ผู้สื่อข่าวอิสระ เป็นโจทก์
ยื่นฟ้อง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง
และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ( ศอฉ.) ,
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ,
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ,
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง.ผบ.ทบ. ,
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ,
นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ,
พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ,
พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร2 รอ. ,
พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.2 รอ.) ,
พ.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ ผู้บังคับการ ร.21 รอ ,
พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 (ร.12 พัน 2 )และ
พ.ท.นพสิทธิ์ สิทธิพงศ์โสภณ ผบ.ม.พัน 3 รอ.
เป็นจำเลยที่ 1-13 ในความผิดฐานพยายามฆ่า
และทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 289


ศาลได้มีคำสั่งโดยพิเคราะห์แล้วเห็นว่า
จำเลยซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเป็นตัวการ
หรือให้จำเลยอื่นฆ่าหรือพยายามฆ่าผู้อื่น
ซึ่งอยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
วิธีพิจารณาคดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 9(1)(2) จึงไม่รับฟ้อง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องระบุว่า
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 จำเลยที่ 1 และผู้ที่เกี่ยวข้อง
สั่งการให้ใช้กำลังทหารเข้าสลายชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันบริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ
โดยมีอาวุธปืนและกระสุนจริงในการปฏิบัติการ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
ซึ่งโจทก์เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ
ซึ่งกระสุนปืนยังฝังอยู่ในร่างกายและลำไส้เล็ก ไม่สามารถผ่าตัดนำกระสุนออกมาได้

ภาพนิทรรศการ 7 วัน 7 ความเจ็บปวด

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

by พระอินทร์











ชมภาพทั้งหมดที่นี่>>>http://picasaweb.google.com/113899017616012579558/77#

งานมีถึงวันอาทิตย์ที่ 25

http://www.prachataiboard1.info/board/id/53189#comment-500893

ไม้หนึ่ง ก.กุนที: คิดถึงบ้านที่อยู่ในอนาคต

ที่มา ประชาไท

กางแผนที่ ไล่นิ้วผ่าน หมายพิกัด
นวรัฐ ของเรา อยู่ตรงไหน ?
นกจักพราก กระพือปีก กี่ปีไป
จึงจะได้กลับคืนเรือน...โลกสากล ?

แตะพิกัดบ้านเกิด แต่ก่อนเก่า
ครั้งยามเยาว์ ตั้งไข่ เดินเริ่มต้น
แผ่นดินที่ทำบัตรประชาชน
ใครบางคน เขาครอบครอง ด้วยมายา !!

เห็นพิกัดแห่งกรุงเทพมหานรก
ย้อมเลือดนกเสรี ฝูงผู้กล้า
ซาบซึมตึก ตรอกซอกซอย นัครา
ยาก ล้าง ชะ แม้ใคร จะ พยายาม !!!

กับโกบอล สากลวัฒนะ
พลวัต ที่ผองคน ต้องผ่านข้าม
ทุนนิยม อัปลักษณ์ หรือ งดงาม
ในนิยาม ของชาวสังคมนิยม ?

ความเพลี่ยงพล้ำ ปราชัย ในคราวนี้
บางส่วนที่ไม่ได้ผ่านการเพาะบ่ม
เปี่ยมทักษะปลุกเร้า อย่างแหลมคม
แต่ขาดหลักมั่นคงทางทฤษฎี

คือบทเรียนหน้ายาว...หลายชีวิต
ติดตามสอน ประกอบส่วน ไปทุกที่
สู่สิ่งใหม่ ยุทธศาสตร์ ยุทธ์วิธี
สะสม วัน เดือน ปี สร้าง ชนะ !
.........................................
ขอบคุณ เพ็ญ ภัคตะ สำหรับคำ "กรุงเทพมหานรก"
*บทกวีของไม้หนึ่ง ก.กุนที จากเฟซบุ๊คส่วนตัวของเขาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2553

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ส่งสาสน์ถึงผู้อ่านสมุดปกขาว

ที่มา ประชาไท

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความผู้ได้รับการว่าจ้างจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ให้ดำเนินการฟ้องร้องรัฐบาลไทย และวานนี้ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนพฤษภาคม ส่งสาสน์ถึงผู้อ่านรายงานฉบับดังกล่าวผ่านเว็บไซต์ระบุยังมีฉบับแปลอีกหลายภาษา ยินดีรับผิดชอบแต่ผู้เดียว

นายอัมสเตอร์ดัมแสดงความรับรู้กรณีถูกพันธมิตรโจมตีประเด็นส่วนตัว พร้อมทั้งระบุว่าการที่รัฐบาลไทยไม่อนุญาตให้เขาเดินทางเข้าประเทศเป็นการตัดสิทธิของเขาในการแก้ต่างให้กับลูกความและเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลโจมตีเขาเพียงฝ่ายเดียว

สำหรับรายงานชิ้นดังกล่าวเป็นการพยายามรวบรวมเหตุการณ์ความรุนแรงและการวิเคราะห์เบื้องหลังของการใช้กำลังทหารออกมาสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งรายงานฉบับนี้ระบุว่าเป็นขบวนการประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ไทยเคยมีมาอย่างน้อยในรอบ 35 ปี

000
สารจาก “โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม” ถึงผู้อ่านสมุดปกขาวทุกท่าน

ถึง ผู้อ่านทุกท่าน

“ผมรับทราบเป็นอย่างดีถึงการถกเถียงอภิปรายเกี่ยวกับสมุดปกขาวที่กำลัง เกิดในประเทศไทยขณะนี้ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เอกสารชิ้นนี้ได้รับความสนใจ ผมประสงค์ที่จะชี้แจงว่าสมุดปกขาวถูกร่างขึ้นด้วยความร่วมมือของผู้เขียน หลายท่าน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองชาวไทยจำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ผมขอเป็นผู้รับผิดชอบต่อการจัดทำสุดปกขาวเล่มนี้เพียงผู้เดียว เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยปกครองภายใต้ พรก. ฉุกเฉิน และไม่มีความเป็นประชาธิปไตย

ปัจจุบันเป็นที่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ารัฐบาลไทยมีความผิดฐานใช้อธิพลทางการเมืองถ่วงเวลาการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของประชาชนจากการล้อมปราบ ผมไม่เคยพบผู้นำประเทศใดที่เชื่อว่าการประกาศใช้ พรก. ฉุกเฉินในสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ชอบธรรมตามกฎหมาย การคงพรก.ฉุกเฉินแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของรัฐบาลอภิสิทธิ์

ผมทราบว่ากลุ่มพันธมิตรได้โจมตีผมในเรื่องประเด็นส่วนตัว แสดงให้เห็นว่าพวกเขากลัวที่จะรับรู้”ความจริง”อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากนี้ ผมยังถูกรัฐบาลไทยสั่งห้ามเข้าประเทศ เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้พวกเขาโจมตีผมได้โดยไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบใดๆทั้ง สิ้น

ซ้ำการสั่งห้ามผมไม่ให้เข้าประเทศยังเป็นการทำลายสิทธิของผมที่จะแก้ต่างให้คนเสื้อแดงที่เป็นลูกความผมอีกด้วย
นอกจากกรณีของผมแล้ว ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาชญากรรมสงความของผม ดร. คานูปส์ ยังถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งดร. คานูปส์และผมได้ตัดสินใจที่จะใช้วิธีเจรจาทางการฑูตเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่ง ดังกล่าว

ผมตระหนักเป็นอย่างดีว่ารัฐบาลทหารนี้พยายามที่จะใช้ระบบกฎหมายและสื่อ เป็นเครื่องมือที่จะลดทอนความสำคัญของสมุดปกขาว และยิ่งไปกว่านั้นคือบั่นทอนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง

ผมขอย้ำไว้ ณ ที่นี้ว่า สมุดปกขาวเล่มนี้จะได้รับการแปลเป็นหลายภาษาและแจกจ่ายไปทั่วโลก

ท้ายนี้ ผมยินดีที่จะอภิปรายเรื่องสมุดปกกับตัวแทนของรัฐบาลทุกที่ทุกเวลาบนพื้นฐาน ของกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี ผมยังตระหนักว่ามีบุคคลหลายท่านที่สามารถอภิปรายและชี้แจงเรื่องนี้ได้ดี กว่าผม แต่พวกเขาเหล่านั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายและถูกจองจำในค่ายทหาร”

ที่มา: http://robertamsterdam.com/thai/?p=128

เล็งตั้ง "กองพลทหารราบที่ 7" สกัดเสื้อแดงเชียงใหม่-พะเยา

ที่มา ประชาไท

"สุเทพ" จับมือ ศอฉ. ใช้งบหมื่นล้านตั้ง "กองพลทหารราบที่ 7" พร้อมกำลังพล 8 พันนาย สกัดการเคลื่อนไหวคนเสื้อแดงเชียงใหม่-พะเยา หวั่นเคลื่อนไหวจนรับมือไม่ได้ คาดจะเข้า ครม.อนุมัติหลักการสัปดาห์หน้า

เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ รายงานเมื่อ 23 ก.ค. ว่า ในการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ บก.ทบ. เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่รัฐบาลจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ จ.ลำปาง สกลนคร และร้อยเอ็ด ไปแล้วตามที่ทางกองทัพเสนอความเห็นให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งยกเลิกนั้น
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ.ได้หารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพื่อหาแนวทางสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีความพยายามเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องสร้างความลำบากใจ ต่อการควบคุมกลุ่มประชาชนจำนวนมาก

โดยในที่ประชุม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ได้เสนอแนวความคิดที่จะขยายกำลังทหารในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ด้วยการจัดตั้ง กองพลทหารราบที่ 7 ขึ้น ใช้พื้นที่กรมรบพิเศษที่ 2 เดิม เป็นกองบัญชาการกองพล จะมีหน่วยขึ้นตรง 2 กรม คือ กรมทหารราบที่ 7 (จ.เชียงใหม่) และกรมทหารราบที่ 17 (จ.พะเยา) โดยจะมีการบรรจุอัตรากำลังพลที่เกลี่ยมาจากหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสานจำนวนเกือบ 8,000 นาย ซึ่งจะมีการเสนอของบประมาณจำนวนเกือบ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ ครม.อนุมัติงบประมาณภายในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อเป็นการสะดวกต่อการบรรจุตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 ในการปรับย้ายนายทหารในครั้งนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับในพื้นที่ภาคเหนือ มีเพียงกองพลทหารราบที่ 4 กองพลเดียว ดังนั้นกองพลทหารราบที่ 4 จำเป็นต้องตั้งกรมทหาราบที่ 14 (จ.ตาก) ขึ้นมาใหม่อีก 1 กรม เพื่อบรรจุให้ครบตามการบรรจุอัตรากำลังพล พร้อมกับกรมทหาราบที่ 4 (จ.นครสวรรค์) เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งต่อไปนี้ในพื้นที่ภาคเหนือ จะมีหน่วยทหารเป็น 2 กองพล คือ กองพลทหารราบที่ 4 และกองพลทหารราบที่ 7 ขึ้นตรงกับกองทัพภาคที่ 3 ส่วนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จะมีหน่วยทหารกำลังหลัก ประกอบด้วย กองพลทหารราบที่ 3 และกองพลทหารราบที่ 6

ในส่วนของกองทัพภาคที่ 4 จะประกอบไปด้วย กองพลทหารราบที่ 5 และกองพลทหารราบที่ 15 อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า นายสุเทพ มีความต้องการที่จะสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างจริงจัง และพร้อมจะผลักดันการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 เข้า ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติหลักการในสัปดาห์หน้า รวมถึงจะเกลี่ยงบประมาณเพื่อจัดตั้ง กองพลทหารราบที่ 7 ให้สำเร็จในเร็วๆ นี้ ซึ่งหากมีการจัดตั้งกรมทหาราบที่ 7 สำเร็จก็มีความแนวโน้มจะประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ภาคเหนือได้ในเร็วๆ นี้เช่นกัน

ที่มาของข่าว: ดันตั้งกองพลร.7 สกัดเสื้อแดง บรรจุ8พันนาย, ไทยรัฐออนไลน์, 23 ก.ค. 53, 19.25 น.http://www.thairath.co.th/content/pol/98493

Friday, July 23, 2010

ประชาธิปัตย์รอด..ประเทศไทยตาย

ที่มา Asia Update TV






พท.เชื่อกองทัพจัดซื้ออาวุธไม่โปร่งใส

ที่มา Asia Update TV



"ยุกติ มุกดาวิจิตร" เปิดโฉมหน้า"ชนบทใหม่" คนยอดหญ้าผู้ตื่นตัว เจ้าพ่อใหม่ เสื้อเหลืองและเสื้อแดง

ที่มา มติชน


“พลเมืองโลกในหมู่บ้าน” อย่างที่ ศ.ชาร์ลส์ คายส์ พูดถึง เกิดขึ้นแล้ว

"ยุกติ มุกดาวิจิตร" อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในนักวิจัยที่ศึกษาวิจัยเรื่อง"จุดเปลี่ยนชนบทไทย"

เมื่อไม่นานมานี้ อาจารย์ยุกติ ไปพูดที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในหัวข้อเดียวกับงานวิจัย

ประเด็นของ อาจารย์ยุกติ น่าสนใจ ตรงที่เป็นการเปิดโฉมหน้า ชนบทไทย ที่กลายเป็น"ชนบทใหม่"

"มติชนออนไลน์" นำสาระมานำเสนอท่านผู้อ่าน ดังนี้

อาจารย์ยุกติ เปิดภาพว่า “ชนบทใหม่” มีตัวแบบหลายตัวแบบ แต่ตัวแบบที่ถูกพูดถึงมากในสังคมไทยก็คือ ตัวแบบชุมชนท้องถิ่น ที่อาจจะมองว่า ชนบทถูกทุนนิยมทำลาย หรือสูญเสียพลังท้องถิ่นดั้งเดิม

อีกแบบคือ ชุมชนท้องถิ่นอุปถัมภ์ ซึ่งจะพ่วงมาด้วยความคิดทางการเมือง เช่น การเลือกตั้ง เป็นการเลือกตั้งผู้อุปถัมภ์ไม่ใช่การเลือกตั้งผู้แทน แล้วการเลือกตั้งไม่สะท้อนนโยบายแต่เป็นการเลือกบุคคล เลือกพรรคมากกว่า นอกจากนี้ ในงานวิจัย กำลังคิดถึงตัวแบบชนชั้นกลางใหม่ คือ คนในชนบทเป็นชนชั้นกลางใหม่ และเป็นพลเมืองผู้ตื่นตัว

เมื่อย้อนกลับไปดูภาพที่กว้างขึ้น สมมติฐานที่เราตั้งไว้ก็คือ เราเห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดชนชั้นกลางขึ้นมา แล้วมีพลังเคลื่อนไหว ที่เรียกว่า พลังเคลื่อนไหวนอกระบบราชการ

แต่ปัจจุบัน หลังพฤษภาคม 2535 และหลังรัฐธรรมนูญ 2540 กระทั่งการนำมาสู่ความขัดแย้งระลอกใหม่ หลังการรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา ทีมวิจัยมองว่า เราไม่สามารถเข้าใจ ด้วยตัวแบบเก่าต่อไป เพราะตัวแบบชนชั้นกลางเดิมที่เราเข้าใจ ไม่สามารถอธิบายความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลังได้อีกต่อไป

ผมจึงเรียกคนที่เติบโตทางการเมือง ขึ้นมาในช่วง 2516 – 2535 ว่า “ชนชั้นกลางเก่า” แล้ว เราเรียกกลุ่มคนหลังจากนั้นมาว่าเป็น “ชนชั้นกลางใหม่”

ฉะนั้น การเมืองไทยหลัง พฤษภา 2535 ก็จะมีการเมืองของชนชั้นกลางเก่า กับ การเมืองของชนชั้นกลางใหม่ สิ่งเหล่านี้ ผมเชื่อว่า มันเกิดขึ้นคู่ขนานกัน แล้วมันค่อยเป็นค่อยไป และค่อยปรากฏตัวขึ้นอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ หลัง การรัฐประหาร 2549

ทั้งนี้ การเมืองของชนชั้นกลางเก่า อยู่กับราชาชาติธิปไตย ในศัพท์ของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกุล ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ สามเส้าระหว่าง สถาบันกษัตริย์ กลุ่มอำมาตย์ และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน มีความพยายามเชิดชูระบบรัฐสภา แต่โครงสร้างที่อยู่นอกระบบรัฐสภานั้นยังอยู่ มีการเติบโตของสื่อมวลชน ปัญญาชน สิ่งสำคัญคือ การเติบโตของการเมืองภาคประชาชนที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้น

ส่วนการเมืองของชนชั้นกลางใหม่ มีความผูกพันกับอิทธิพลท้องถิ่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แล้วส่งผลกับการเปลี่ยนแปลงในชนบท มากๆ ก็คือ เกิดพลังการเมืองท้องถิ่นที่เป็นระบบ และกล่าวได้ว่าเป็นระบบการเมืองประชาธิปไตยในท้องถิ่น

สรุปก็คือ การเมืองไทยหลังพฤษภาคม 2535 เกิดชนชั้นกลางเก่า ซึ่งเป็นฐานมวลชนของคนเสื้อเหลือง ส่วนชนชั้นกลางใหม่เป็นฐานมวลชนของคนเสื้อแดง

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ มีลักษณะท้องถิ่นนิยมกับการเมืองไทยเกิดขึ้น และสิ่งที่เราเคยคิดกันว่าพรรคการเมืองไทยไม่ได้มีผลกับนโยบายเท่าไหร่ ชาวบ้านจะเลือกตัวบุคคล แต่เอาเข้าจริงแล้ว ความเป็นท้องถิ่นของพรรคการเมืองไทย อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะเชิงนโยบายอยู่ ด้วยเหตุที่พรรคการเมืองบางพรรค ดำเนินนโยบายที่มีการส่งกับการดำเนินชีวิตผู้คนใน ท้องถิ่น

ฉะนั้น เราไม่สามารถมองข้ามได้ว่า พรรคการเมือง หรือนโยบายของพรรคการเมือง ไม่มีผลกับชีวิตของผู้คน มีผล แต่มีผลเป็นหย่อมๆ (เท่านั้น)

ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ลักษณะท้องถิ่นการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังนโยบายพรรคไทยรักไทย ได้สร้างขั้วของความขัดแย้งในเชิงท้องถิ่นขึ้นมา โดยทำให้เกิดความขัดแย้งที่สอดคล้องกับความขัดแย้งพรรคการเมืองมากขึ้น ฉะนั้น พรรคการเมืองจึงมีส่วนในการกำหนดนโยบาย แล้วชาวบ้านเวลาเลือกตั้ง ก็เลือกนโยบายของพรรคการเมืองด้วย

ทั้งหมดนี้ เพื่อจะปฏิเสธความคิดที่ว่า นักการเมืองหรือพรรคการเมือง สามารถควบคุมคะแนนเสียงได้อย่างง่ายดาย

ฉะนั้น ถามว่า ใครคือชนชั้นกลางที่ว่านี้ คำตอบก็คือ เป็นคน “ยอดหญ้า” ไม่ใช่รากหญ้า หรือไม่ใช่เป็นคนที่จน

แต่คนกลุ่มนี้มีความรู้สึกว่า เขาเป็นคนที่ถูกกระทำ ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่เป็นประเด็นเศรษฐกิจ แต่เป็นประเด็นด้านการเมือง ผมใช้คำว่า ประชดตนว่าเป็น “ไพร่” แต่หลายคนไม่ได้เป็นไพร่ในความหมายที่แท้จริง

ที่น่าสนใจอีกประการก็คือ ชนชั้นกลางใหม่ จริงๆ แล้ว เป็น “พลเมืองโลกในหมู่บ้าน” อย่างที่ ศ.ชาร์ลส์ คายส์ ให้ความหมายไว้ ซึ่งก็คือ เขายังมีลักษณะเชิงท้องถิ่น มีความผูกพันธ์กับท้องถิ่นอยู่ แต่เขามีความสัมพันธ์กับโลกภายนอกมากขึ้น และไม่ใช่โลกเฉพาะที่อยู่ในเมืองเท่านั้น แต่เป็นโลกที่ไกลออกไปด้วย

หลายคนเป็นสะใภ้ต่างชาติ หรือ หลายคนไปทำงานต่างประเทศ ส่งเงินกลับมา หมู่บ้านบางหมู่บ้านที่ไปสำรวจพบว่า จำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ไปทำงานต่างประเทศ อาจะ 10 % แต่รายได้ที่ไปทำงานต่างประเทศ ไปสนับสนุนรายได้ครัวเรือน ไม่น้อยไปกว่าการทำงานภาคเกษตรที่เขาทำอยู่ ประเด็นคือ ชุมชนท้องถิ่น หรือชนบท ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ส่วนการเมืองในชนบท จากงานวิจัยและการเก็บข้อมูลเบื้องต้น พบว่า กลุ่มคนที่เราเรียกว่าผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น เขามีพลวัตมากขึ้น เกิดเจ้าพ่อใหม่ ส่งลูกเรียน อ๊อกซฟอร์ด ไม่ได้ส่งเรียนธรรมศาสตร์ จุฬาฯ หรือเอแบค อีกแล้ว ซึ่งไม่ใช่เป็นเจ้าพ่อควงปืนแบบเก่าหรือไม่

ขณะเดียวกัน ธุรกิจการเมืองที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นก็เกิดการแข่งขันกันสูง เกิดความเคลื่อนไหวสูง นักธุรกิจบางคนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีอิทธิพลในทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ฉะนั้น ความมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องผูกพันกับการมีอิทธิพลทางการเมืองอีกต่อไป ตรงนี้มีนัยยะสำคัญ

นอกจากนี้ ระบบอุปถัมภ์มีพลวัตสูง แล้วระบบอุปถัมภ์ในลักษณะใหม่ ชาวบ้านหรือรักธุรกิจต่อรองได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น นายกฯอบต. บางพื้นที่เลือกหรือกล้าท้าทายอำนาจสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่าบ้านใหญ่ เหตุผลที่เขาบอกก็คือ เราไม่เคยขออะไรเขา เขาก็ไม่สามารถมาข่มขู่เราได้

ตรงนี้น่าสนใจว่า อำนาจอิทธิพลต่อรองได้มากขึ้น นอกจากนี้ อบต. ต่างๆ มีอำนาจในการบริหารจัดการเงินงบประมาณของตัวเองอย่างแท้จริง ที่สำคัญ การกระจายข้อมูลข่าวสาร ให้ภาพเครือข่ายทางการเมืองและสังคมแบบใหม่ที่

ข้ามพ้นชุมชนชนบทแบบเก่า เช่น วิทยุชุมชน ปัญญาชนท้องถิ่น เดินสายทำงานมวลชน ประสานกับปัญญาชนในกรุงเทพฯ สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในเครือข่ายของนักการเมืองเสมอไป เขามีความอิสระในตัวเองมากขึ้น

ฉะนั้น การรับข้อมูลข่าวสารในชนบทมีพลวัตมากขึ้น เนื่องจากมีคนกระจายตัวแตกต่างไปจากอดีตมากขึ้น เกิดชุมชนใหม่ๆ ขึ้นมา

อีกอย่างเรียกว่า “ประชาธิปไตยท้องถิ่น” การกระจายอำนาจ เป็นสิ่งที่เราเรียกร้องมานาน และเกิดผลชัดเจนมากขึ้น เกิดการกระจายรายได้ ในการจัดสรรทรัพยากรท้องถิ่นชัดเจนมากขึ้น นำไปสู่พื้นที่ทางการเมืองในชนบทที่เปลี่ยนไป การพึ่งพิงระบบราชการลดลง คนแทบไม่ต้องเดินทางไปอำเภอ

กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น บางหมู่บ้าน ชาวบ้านกำลัง จะมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน โดยบางคนหาเสียงว่าเขาจะอยู่แค่ 4 ปี ซึ่งน่าสนใจว่า เขาอยากได้การเมืองที่มีพลวัตมากขึ้น

ที่สำคัญ การเมืองเลือกตั้งในท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในหลายพื้นที่ การตัดสินใจอำนาจทางการเมืองอยู่กับผู้คนในท้องถิ่นมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเมืองกึ่งเลือกตั้ง กึ่งแต่งตั้ง ก็คือ สภาองค์กรชุมชน ซึ่งอาจกำลังมีบทบาทมากขึ้น

ฉะนั้น วัฒนธรรมการเลือกตั้ง มี 2 ตัวแบบที่ผู้วิจัยจะเสนอ อยากจะท้าทายว่า เงินไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดการแพ้ชนะเลือกตั้ง โดยเฉพาะในชุมชนหมู่บ้าน ถ้ามีการเหวี่ยงแห มันจะไม่สำเร็จ เพราะถ้าคุณทอดแหไม่เป็น มันจะไม่ได้ปลา

ระบบหัวคะแนนก็เช่นเดียวกัน เขาไม่แจกไปทั่ว คือ แจกทั่วชาวบ้านอาจจะรับ แต่ไม่จำเป็นต้องเลือก แต่จริงๆ แล้วคนที่แจกเงินเป็น เขาจะรู้ว่าแจกใครไม่แจกใคร อาจจะมีพื้นที่เสี่ยงบางพื้นที่หรือพื้นที่ที่เขามั่นใจ ว่าได้แน่ๆ เขาก็ไม่ต้องต้องแจกนะ ผู้ลงคะแนน เป็นผู้ตัดสินใจในเงื่อนไขทางสังคมวัฒนธรรม แต่ผมไม่ได้บอกว่า ควรนำปัจเจกในชุมชนมาเป็นตัวตัดสินใจเด็ดขาด โดยไม่ได้คำนึงถึงอะไรเลย อย่างนั้นไม่ใช่ เขายังมีเครือข่ายของเขา

แต่การตัดสินใจของเขา ไม่สามารถจะสรุปง่ายๆ ว่า เขาถูกครอบงำในระบบอุปถัมภ์ เช่น ไปถามครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง มี 6 คน ซึ่งมีญาติ 2 ฝ่าย ถามว่าชาวบ้านจะจัดสรรยังไง เขาบอกว่า ตกลงกันเลยว่าฝั่งละ 3 ก็พอ แล้วก็แบ่งกันไป เข้าคูหาก็กาคนละ 3

ฉะนั้น ถามว่าอยู่ในระบบอุปถัมภ์หรือเปล่า ก็อาจปฏิเสธไม่ได้ แต่ถามว่า เขาไม่ตัดสินใจเหรอ ก็ไม่ใช่ ฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องละเอียดอ่อนกับตรงนี้มากขึ้น

ฉะนั้น ข้อสรุปก็คือ ชนบทใหม่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน ขณะที่พลวัตทางเศรษฐกิจและการเมืองท้องถิ่นเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจการเมืองให้กับคนในชนบทมากขึ้น และต้องการการเมืองของการเลือกตั้ง โดยไม่แบ่งสี ที่สำคัญ ชาวชนบท ไม่สามารถกลับไปสูดอากาศ ประชาธิปไตยน้ำเน่าได้อีกต่อไป

หมายความว่า การเมืองที่ผ่านมา อย่างน้อยในช่วง รัฐธรรมนูญ 2540 ได้ให้อากาศแบบใหม่กับคนในชนบท

กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่สามารถ ที่จะดำเนินบทบาททางการเมืองในแบบ นอกระบบการเมืองเลือกตั้งได้ เพราะการเมืองระบบเลือกตั้งได้สถาปนาตัวเอง เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่ในท้องถิ่นไปแล้ว ซึ่ง อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อ่านงานวิจัยของผม แล้วบอกว่า "ไม่เชื่อว่ามีชนบทไทยอีกต่อไปแล้ว "

นี่คือ โฉมหน้า ชนบทใหม่ ผ่านสายตา "ยุกติ มุกดาวิจิตรและพวก"

ใจกล้าห้าห่วง

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




หลังบ้านเมืองผ่านเหตุการณ์เดือนพฤษภา 90 ศพ 5 ใครก็ตามที่เคยคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่น่าจะลากสังขารอยู่ต่อไปได้

โดยนำไปเทียบเคียงกับเหตุการณ์นองเลือดในอดีตอย่าง 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 และพฤษภาทมิฬ 35 ที่เมื่อผ่านเหตุการณ์นั้นๆ ไปแล้ว "ผู้นำ" ประเทศต้องมีอันเป็นไปทางการเมืองทุกคน

ครั้งนี้คงต้องผิดหวัง

ยิ่งดูจากสีหน้าท่าทางแววตาและรอยยิ้มของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยิ่งเห็นถึงความมั่นใจว่าจะอยู่เป็นรัฐบาลยาวไปจนครบวาระปลายปีหน้าแน่นอน

ไม่มีใครตอบได้ว่านายอภิสิทธิ์มี "ของดี" อะไรช่วยให้รอดสันดอนมาได้ถึงทุกวันนี้

แต่แล้วท่ามกลางความมั่นใจดังกล่าว ก็เริ่ม มีบางอย่างแสดงถึงการใช้อำนาจอย่างไม่ระมัด ระวัง

จะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเป็นเพราะความประมาทก็แล้วแต่

ได้ทำให้เกิดกระแสตีกลับ รัฐบาลตกเป็นฝ่ายเพลี่ยง พล้ำเสียเองอย่างกรณี "มาร์ค วี 11" กรณี นายนที สร วารี หรือแม้แต่กรณี 5 นักเรียนนักศึกษาเชียงราย เป็นต้น

เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวังอย่างหนักตอนนี้

คือการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งกำลังกระทำการอะไรบางอย่างที่ดูเผินๆ เหมือนจะ "เป็นคุณ" กับรัฐบาล

แต่ในระยะยาวอาจมีผลลัพธ์ในทิศทางตรงกันข้าม

ไม่ว่ารัฐบาลจะมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ก็ตาม อย่างการตัดตอนสั่งไม่ฟ้องบริษัททีพีไอฯ ไซฟ่อนเงิน 263 ล้านบาท อันเป็นต้นทางของคดีฟ้องยุบพรรคประชาธิปัตย์

ก็เป็นอะไรที่ประเจิดประเจ้อเกินไปหน่อย

คดีจับกุมนายหรั่ง ลูกน้องเสธ.แดง ก็มีข้อน่าสงสัยเต็มไปหมด

นายกฯ อภิสิทธิ์ และรัฐบาลชื่นชม นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอเป็นข้าราชการที่กล้าหาญ

แต่อย่าลืมเด็ดขาดอำนาจคือดาบสองคม

รัฐบาลที่พังทลายเพราะใช้อำนาจนอกลู่นอกทาง ผ่านกลไกข้าราชการที่พร้อมจะตอบสนองทุกเรื่อง จนอำนาจนั้นตวัดกลับมาทำลายตัวเองก็มีให้เห็นนักต่อนัก

คงจำกันได้ในปลายยุค "รัฐบาลทักษิณ" เราได้เห็นข้าราชการ "ใจกล้า ห้าห่วง" อย่าง พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต.มาแล้ว

ตอนนี้เรากำลังได้เห็นข้าราชการอย่าง นายธาริต เพ็งดิษฐ์

คำถามคือบั้นปลายของ "รัฐบาลอภิสิทธิ์"

ใกล้เข้ามาแล้วหรือไม่