WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 25, 2010

อนาจใจสุดๆวะ !!!

ที่มา thaifreenews


โดย Genesis

http://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=346220&ch=pl1


ประชุมเครียดคดีสาวนปช.แจ้งถูกทหารข่มขืน


" ฝ่ายสืบสวนสอบสวน " สน.ปทุมวัน สาง คดีสาวใหญ่ นปช. แจ้งความถูกทหารข่มขืน
เมื่อวันที่ 23 ก.ค. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. เปิดเผยภายหลังเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน สน.ปทุมวัน หารือการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานคดีสาวใหญ่วัย 40 ปีหนึ่งในผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เข้าแจ้งความ พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน กล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ทหารทำการข่มขืน บริเวณหน้าบันไดภาควิชาอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย ในคืนวันที่ 15 พ.ค. ขณะร่วมชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง พร้อมเชิญแพทย์ผู้ตรวจร่างกายผู้เสียหายมาสอบปากคำในรายละเอียดด้วย


พล.ต.ต.อำนวย กล่าวต่อว่า ตำรวจมุ่งเป้าไปที่ประเด็นว่า หลังจากผู้เสียหายออกจากที่ชุมนุมแล้วและเดินทางกลับบ้านนั้น มีคนพบเห็นผู้เสียหายไปอยู่ที่ท้องสนามหลวงจนกระทั่งเช้า ซึ่งตรงนี้เป็นข้อสงสัยอยู่ว่า หากถูกข่มขืนแล้วทำไมถึงไม่แจ้งความในทันที ซึ่งเราต้องตรวจสอบในทุกประเด็น รวมถึงตรวจสอบบาดแผลที่ระบุด้วยว่า มีการชกให้มีแผลหรือไม่ รวมถึงจุดที่มีการชี้จุดนั้น ลักษะเหมือนหน้าบันได บช.น. ซึ่งคนร้ายจะกล้าหรือไม่ เพราะมันอยู่ติดถนน ริมฟุตบาท โดยหากสมมติว่า เป็นทหารก็ไม่ได้มีคนเดียวที่เป็นคนร้าย ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการนั้นตำรวจจะส่งภาพสเกตซ์คนร้ายตามที่ผู้เสียหายอ้างไปให้ทหารดูว่า มีใครหน้าคล้ายคนร้ายหรือไม่ ซึ่งจะต้องสอบไปถึงประเด็นว่า หลังเกิดเหตุเขาไปมีเพศสัมพันธ์กับใครหรือไม่


" เราจะตรวจสอบในส่วนที่บกพร่อง เช่น หากบอกเป็นทหาร เห็นยศ สังกัด ยานพาหนะ อาวุธ หรือไม่ หรือมีการได้ยินว่าเรียกเป็นหมวด หมู่ จ่าหรือไม่ เพราะอาจเป็นคนเสื้อดำ คนเสื้ออื่นก็ได้ ก่อนอื่นต้องไปดูว่าจุดที่เกิดเหตุคือ จุดใดที่ชัดเจน เพราะเป็นเรื่องของการสอบสวน เพราะจุดที่ถ่ายมาให้ดูมันยากมาก เป็นริมฟุตบาท เชิงบันได ซึ่งเส้นทางตรงนั้นเป็นเส้นทางที่มีรถเข้าออกเป็นระยะ โดยคดีนี้ความจริงส่งให้ทางดีเอสไอไปแล้ว แต่ถูกส่งกลับมาเพราะบอกว่าไม่ได้เป็นคดีที่ประทุษร้ายถึงแก่ชีวิต ทางนครบาลจึงต้องเป็นผู้ทำสำนวนเอง วันนี้จึงเรียกประชุมเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกันเพื่อให้การสอบสวนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน " พล.ต.ต.อำนวย กล่าว


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------






...คำถามเหล่านี้ มันน่าจะเป็นคำถาม ของ ทนายจำเลย ( ฝ่ายคนร้าย ) ที่ซักเจ้าทุกข์
ต่อหน้า ศาล เพื่อหาช่องว่าง ข้อแก้ต่างให้ จำเลย(คนร้าย ) มิใช่รึ

แล้วคุณอำนวยเป็นใคร ?คุณเป็นตำรวจมิใช่รึ ?
แล้วคุณมีหน้าที่อะไร ? มีหน้าที่สืบสวนหาตัวคนร้ายไม่ใช่รึ ?

แล้วคุณออกมาพูดอย่างนี้ออกสื่อ มีจุดประสงค์เพื่ออะไร ?.. มิทราบ

เจ้าทุกข์เป็นผู้หญิง โดนสัตว์นรกมันทำร้าย แค่นี้ก็ บัดซบพอแล้ว
แจ้งความว่าโดนข่มขืนกับตำรวจเพื่อหวังพึ่งพาให้ตำรวจหาตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้
แทนที่ตำรวจ จะสืบหาคนร้ายหน้าตัวเมียตัวนั้นให้เจอว่ามันเป็นใคร

ทุก์อยุ่แล้ว กลับมาโดนตำรวจ ตั้งประเด็นตั้งข้อ สงสัย..ทู่เรศๆ อย่างนี้..ออกสื่ออีก



...เหมือนโดนข่มขืนซ้ำเลยวะ ...บอกตามตรง

“ธิดา ถาวรเศรษฐ์” กุนซือนอกคุก

ที่มา โพสต์ทูเดย์


โดย-ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม


ธิดา ถาวรเศรษฐ์

รับบทหนักคอยประสานแกนนำนปช.ในเรือนจำเพื่อต่อสู้คดีก่อการร้าย
รวมถึงปัญหาจุกจิกสารพัดทั้ง อาหารการกิน กำลังใจ ระหว่างเยี่ยม
“ธิดา ถาวรเศรษฐ์” ไม่ใช่แค่ศรีภริยารุ่นเดอะ
จากภาพที่เห็นเดินตามนพ.เหวง โตจิราการ ต้อยๆ
แต่บทบาทลึกของเธอเป็นทั้งแกนนำนปช. เป็นองค์ความรู้ขององค์กรเสื้อแดง
เป็น “ครูใหญ่โรงเรียน นปช.” และเป็นคนเดือนตุลาที่เจ้าตัวยอมรับตรงๆ
เคยเป็นคอมมิวนิสต์มาก่อน หลังแกนนำถูกคุมขังเกือบสองเดือน
ภารกิจประจำวันของธิดาจึงต้องหมุนเวียนเปลี่ยนตาม
เธอออกจากบ้าน 9 โมงครึ่งทุกวัน
เพื่อไปเยี่ยม “หมอเหวง” สามีคู่ทุกข์คู่ยาก และเหล่าแกนนำที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

“ตอนนี้หมอเหวงเขาทำใจอาจต้องติดยาวหลายสิบปีและคิดว่า
รายการนี้ไม่หมู นี่อย่าคิดว่าเป็นเรื่องตลกนะ คดีก่อการร้ายมันเป็นเรื่องที่เขาเอาจริง
ทั้งที่มันเป็นนิยายชวนหัวที่แต่งขึ้นให้สมจริง”

“เวลาคุยกับหมอเหวงส่วนใหญ่ได้คุยเพียงไม่กี่นาที
เพราะมีมวลชนมาเยี่ยมเยอะ เราจะพูดเรื่องการต่อสู้คดี
เพราะเรา 11 คน(แกนนำและการ์ดนปช.ในคุก) ความคิดอาจจะต่างกันบ้าง อีกเรื่องคือ
เล่าข่าวให้เขาฟัง หรือมีอะไรที่พวกเขาคุยกัน ก็มาบอกเรา เช่น
อยากให้ทนายทำอะไรบ้าง เนื่องจากนปช.มีปัญหาถูกดำเนินคดีมาก
เราจึงต้องการความช่วยเหลือที่มากมาย ทนายจำนวนหนึ่งอาจคิดไตร่ตรองไม่รอบคอบ
พี่เลยแนะนำให้เปิดโอกาสให้ลูกความคุยด้วย”
สนทนากันที่ “คลีนิครัชดา” ของ “หมอเหวง” ย่านเกษตร ในวันที่ดูเงียบเหงา
แม้แต่ธิดาเองก็บอกว่าเจ้าหน้าที่บางคนที่เคยมาช่วยงานคลีนิค
พอหลังเหตุชุมนุมจบลง ยังไม่กล้ามาเพราะกลัวบรรยากาศการไล่ล่า

สำหรับคดีก่อการร้ายที่ดีเอสไอจะส่งฟ้องแกนนำสิ้นเดือนนี้ เธอว่า
แกนนำทำใจแล้วว่าคงไม่ได้รับความเป็นธรรม และคดีนี้ก็ฟังไม่ขึ้น
นโยบายนปช.เน้นสันติวิธี
หากย้อนไปดูช่วงชุมนุมก็จะเห็นว่า “หมอเหวง”ยังโจมตี
คนที่ใช้อาวุธที่จะเข้ามาในม็อบด้วย

“หมอเหวงยังบอกว่า ถ้าตำรวจมาจับก็จับไปซิ จนหลายครั้งพี่ยังเคยบอกว่า
คุณพ่อต้องระวังนะ คุณจะโดนยิงหัวก่อน จากพวกกันเองนี่แหละ
แกนนำทั้งหมดจริงๆแล้ว ไม่ต้องการให้มีกองกำลังอาวุธอะไรเข้ามาแอบแฝงอยู่
เพราะมันจะทำให้พวกเขาลำบากมาก ตอนนั้นเราไล่จริงๆ ด้วย
บางคนก็บอกว่า ถึงไล่กูก็ไม่ไป (หัวเราะ)เขาพูดอย่างนี้กันเลย
จำนวนหนึ่งที่เราได้ยินนะ และจริงๆ ก็เป็นอย่างนั้น”

“ก่อการร้าย”นิยายชวนหัว

แกนนำนปช.สายพิราบผู้นี้ บอกว่า บางเรื่องไม่อยากพูดถึง
เพราะเกี่ยวข้องกับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว
แต่หากจะสรุปบทเรียนให้ขบวนการเดินไปข้างหน้าก็จำเป็นต้องพาดพิงบ้าง

“สิ่งที่เขาเคยพูดเรื่องแก้วสามประการ มีกองกำลังอาวุธ มันไม่ใช่แนวทางของเรา
นั่นเป็นเรื่องปฏิวัติ นี่เป็นคำพูดแบบคนที่ไม่รู้เรื่อง ไม่เคยผ่านการต่อสู้มาก่อน
คุณจะเอากองกำลังอะไรมาสู้กับ กองกำลังอาวุธของรัฐบาล
คุณจะต้องใช้ทหารขนาดไหน
คุณพร้อมหรือที่จะไปทำแบบพวก 3 จ.ภาคใต้ แล้วใครจะมายืนอยู่เคียงข้างคุณ
ฉะนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ
มันเป็นเรื่องของคนที่ต้องการสร้างความสำคัญจึงพูดขึ้นมา และ
คนที่ไม่รู้เรื่องบางคนอาจจะขานรับ ทำให้คนสงสัยขบวนการของคุณ”


“แกนนำอย่างเต้น (ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ)หรือ ก่อแก้ว (พิกุลทอง)ก็มีลูกเล็กๆ
เขาไม่พร้อมต่อสู้ด้วยอาวุธ หมอเหวงก็เหมือนกัน มีคลินิคที่ต้องดูแล
ถ้าคนที่จะต่อสู้ด้วยอาวุธก็ต้องเป็นอีกแบบ ไม่ใช่แบบนี้
และพวกเราบางส่วนก็เคยผ่านการต่อสู้ด้วยอาวุธในป่ามาแล้ว ยิ่งปฏิเสธทุกคนเลย
เรารู้ว่า การต่อสู้ด้วยอาวุธนั้น คืออะไร
เราผ่านมาแล้ว รู้ว่า แต่นี่มันไม่ใช่
มันอาจมีผู้ถืออาวุธจำนวนหนึ่ง
ที่ไม่เคยผ่านการต่อสู้กับภาคประชาชน ต้องการให้ค่าตัวเองขึ้นมา”

อดีตที่เป็นคนเดือนตุลาเข้าป่ามา 8 ปี ธิดา บอกว่า
ช่วงนั้นได้เรียนรู้เรื่องสำคัญในป่ามากมาย
โดยเฉพาะการอยู่ร่วมประชุมเรื่องใหญ่ๆในสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในป่า
จนมาถึงการร่วมประชุมแกนนำนปช.ก็ได้แสดงจุดยืนในมติสำคัญ
แม้ได้เตือนไปหลายเรื่อง แต่หลายคนก็ไม่เชื่อ

“พี่พูดในเชิงหลักการถึง
ปัญหาแนวคิดเรื่องการยุติ การชุมนุม และการมองขบวนเราอย่างไร
เราต้องยืนหยัดในสิ่งที่ถูก ถ้าเราไปปล่อยให้มีสิ่งที่ไม่ถูกต้องเข้ามา
แม้แต่เพียงนิดเดียว เราจะเสียทั้งหมด ฉะนั้น เราจึงไม่อนุญาตให้สิ่งที่ผิดเข้ามา
ส่วนคุณจะไปทำอะไรที่ไหน ไปรับฟังแล้วไม่มาแก้ปัญหา มันไม่ได้”

เธอเล่าว่า ภายในแกนนำ นปช. มีการต่อสู้ทางความคิดสูงมาก
ปีกหนึ่งที่ถูกมองว่าเป็นสายเหยี่ยว “แรมโบ้- กีร์” ที่หนีลับ กับ
ปีกคนเดือนตุลา “เหวง- วิสาร –จรัล”
ซึ่งผ่านการต่อสู้ในป่ามาก่อน ดังนั้น การจะคุยกันให้เป็นเอกภาพจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

“เรายิงคำถามกันว่า คุณเป็นอะไร เป็นนักปฏิวัติหรือ เป็นนักต่อสู้ในระบบ
เราไม่ใช่นักปฏิวัตินะ ฉะนั้นไอ้ทฤษฎีแก้วสามดวง อย่าไปให้โกหกใส่ แล้วไปเชื่อ
พี่ก็พูดในโรงเรียนนปช.ตลอด และที่ประชุมแกนนำ
เมื่อมีโอกาสก็พูดทุกครั้งว่า อย่าไปเข้าใจผิด คนที่ถืออาวุธบางคน หรือ
จำนวนหนึ่งต้องการสร้างความสำคัญให้กับตัวเองว่า ในขบวนต้องมีพวกเขานะ
เราบอกว่า ไม่เห็นต้องการเลย ไปเลย ไปไกลๆ ตำรวจจะมาจับ ก็มาจับเลย”

แต่ฝั่งนี้ก็อ้างมาจากคุณทักษิณสั่ง? ...”เราไม่รู้จริง
เพราะขนาดเสธ.แดงพูดครั้งหลัง เขายังบอกเลยว่า เขาพูด
แต่คุณทักษิณฟังเฉยๆ คือ ขณะนี้อีกคนอยู่ต่างประเทศ อีกคนตายไปแล้ว
แล้วเราจะไปว่าใคร อาจจะไม่ใช่เสธ.แดงคนเดียวก็ได้ อาจมีคนอื่น ที่เราไม่รู้
แต่พูดตรงๆ พวกเราไม่เกี่ยว
ดังนั้นแม้ดีเอสไอจะสร้างนิยายก่อการร้ายขึ้นมาอย่างไร
ความเป็นจริงมันไม่มี

ธิดาวิพากษ์ตรงๆ การที่นปช.ถูกมองว่า มีทั้งสายเหยี่ยว สายพิราบ หรือ
พวกหัวดื้อในหมู่แกนนำแม้เป็นความหลากหลาย แต่กลับเป็นจุดอ่อนมาก

“เดิมเรานำโดยสามเกลอ ต่อมาขยายใหญ่ เป็นการนำรวมหมู่ ซึ่งก็มีข้อเสีย
เพราะเรามาจากคนละทิศกัน
พี่ก็ว่าเขาทำไมพวกคุณ(แกนนำ) ไม่เข้าโรงเรียนนปช.เหมือนประชาชนบ้าง
แต่นี่ก็เหมือนนักเกเร มีข้อแก้ต้วไปเรื่อย”

นปช.เรามีระเบียบ มีวินัยเพราะตลอดเวลา
กระจกที่เซ็นทรัลเวริด์ก็ไม่มีรอยถลอก
แต่พอหลังจากหมดการควบคุมของแกนนำเท่านั้นมันก็จบ
อย่างที่บอก มันไม่ใช่เรื่องง่าย ขบวนการนี้มาจากมวลชนที่เป็นเสรีชน
กลุ่มต่างๆ มาจากหลายพวก
การจะทำให้เกิดเอกภาพ การมาด้วยกันก็ไม่ใช่ง่าย ที่ยากที่สุดคือ
ตอนให้สลายนี่แหละ มีคนพร้อมที่จะเทคโอเวอร์เลยนะ
ตอนนั้นหล่ะ นอกจากนั้นก็อาจจะมีพวกหนึ่งแตกไปเห็นด้วยก็ได้
และคุณจะปล่อยให้เหตุการณ์เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร”

บทเรียนเสื้อแดง “ใหญ่แต่ขาดเอกภาพ”
อย่างไรก็ตาม ธิดา มองว่า ในความพ่ายแพ้ของเสื้อแดงก็มีชัยชนะ
เหตุการณ์สงกรานต์เลือด มีคนบอกว่า เสื้อแดงพ่ายแพ้
ที่สุดคนเสื้อแดงก็เติบใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน แต่ความเติบใหญ่จนมากเกินไป
ก็เกิดจุดอ่อน

“เป็นการเติบใหญ่ที่ขาดประสิทธิภาพและขาดเอกภาพ กระทั่งเราไม่สามารถยกระดับ
แม้แต่แกนนำด้วยกันให้ทันกับงานที่มากขึ้น
เราไม่ได้ผ่านการตระเตรียม มารับผิดชอบขบวนการประชาชนที่ใหญ่โตขนาดนี้
นี่จึงเป็นบทเรียนที่พี่บอกว่า แม้เราพยายามทำ แต่มันยังเป็นสไตล์แบบ...
พวกเขามาจากพรรคการเมือง นายทุนทั้งนั้นเลย ไม่พร้อมจะเป็นนักต่อสู้”

“แต่ทั้งหมดเสื้อแดงต้องเดินต่อ และนำด้วยแนวทางนโยบาย
แกนนำคนไหนที่ไม่ยึดกุมนโยบาย แม้จะชื่อว่าเป็นแกนนำ
แต่จริงๆ ไม่ใช่ ตรงนี้มันต้องหลุดไป เพราะเราได้สัมมนาพอควรแล้วว่า
เราจะยืนตามนี้ นำด้วยแนวทางนโยบายซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า ถูกต้อง
แต่ภาวะการนำอาจจะผิดพลาดหรืออาจจะไม่ดีพอ
แต่ถ้าเปลี่ยนจากแนวทางนี้ เช่น
เราต้องการระบอบประชาธิปไตย อีกคนมาบอกว่า ไม่เอา จะเป็นสาธารณรัฐ
ถามว่า คนเสื้อแดงเอาไหม ก็ไม่มีใครเอา
หรือคุณบอกว่า ผมไม่เอาแล้วสันติวิธี ผมมีกองกำลังอาวุธ
อาจจะมีคนส่วนหนึ่งเชื่อคุณ แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เอากับคุณ”


ครูใหญ่นปช. บอกว่า การปรับขบวนข้างหน้า เสื้อแดงต้องหดด้านแพ้ ขยายด้านชนะ
และก็จะเกิดการพ่ายแพ้แบบใหม่ และชัยชนะแบบใหม่ เชื่อว่า
ยุทธศาสตร์ของเสื้อแดงที่ผ่านมาถูกต้อง แต่ต้องคิดในสิ่งที่เป็นจริง
อย่าทำอะไรเกินกว่าที่สังคมไทยเป็นอยู่ ควรเอาทีละขั้น
ประเทศพร้อมตรงไหนเอาตรงนั้นก่อน ส่วนยุทธวิธี อาจอ่อนด้อยผิดพลาดบ้าง
แต่อย่าคิดว่า ขังแกนนำแล้วการต่อสู้จะยุติ
การนำชุดใหม่ก็ต้องเกิดขึ้น อาจมีการเปลี่ยนผู้นำก็ได้

ชะตากรรม “หมอเหวง”-ชะตากรรมประเทศไทย

คำถามที่ว่า ทำใจได้ไหมถ้า “หมอเหวง” ติดคุก 10 ปี
กุนซือเสื้อแดง ย้อนกลับให้เราคิด
“คำถามนี้ต้องมาตั้งคำถามกับประเทศไทยว่า
เรายอมทำใจได้ไหมให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้
สมมติหมอเหวงติดคุก 30 ปี คุณต้องตั้งคำถามกลับว่า
แล้วสังคมไทยขณะนั้นจะเป็นอย่างไร
คนไทยจะยอมให้ความอยุติธรรมแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อีกหรือ
วันนี้ชะตากรรมหมอเหวงผูกกับชะตากรรมประเทศไทยไปแล้ว”

คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นไม่ว่าชุดปรองดองหรือ ปฏิรูปประเทศ
เธอยอมรับ สนิทกับอานันท์ ปันยารชุน และ นิธิ เอียวศรีวงศ์ สองคนนี้ถือว่า
เสี่ยงที่เข้าไปเป็นกรรมการปฏิรูป
สำหรับ นิธิ คงต้องการให้โอกาสรัฐบาล ก็เลยเข้าไปร่วม
แต่เชื่อว่า คณะกรรมการชุดนี้คงทำอะไรไม่ได้

“อาจารย์นิธิและเสกสรรค์ เสี่ยงทั้งนั้น แต่นิธิคุณอานันท์เขาชอบพี่นะ
คุณอานันท์ หมอประเวศ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เขาก็ให้เกียรติพี่อย่างดี
เวลาคุยอะไรกันเพราะเขารู้ว่าเราเป็นอย่างไร
แต่คนอื่นเขาไม่รู้นึกว่าเราเดินตามหมอเหวง แต่บอกได้ว่า
ประเทศไทยตอนนี้กำลังจะตาย หัวใจกำลังหยุดเต้น
แต่เขากลับวินิจฉัยโรคผิด ให้ยาผิด ไปแก้ปัญหาน้ำหนักเกินเพราะคิดว่า
เป็นปัญหาของหลายโรค เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ
แต่วิกฤตการเมืองที่เป็นโรคเฉียบพลัน จะมาแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำไม่ได้
ต้องแก้ที่เลิกพรก.ฉุกเฉิน
เพราะรัฐบาลกำลังไล่ล่าคนที่เห็นต่างให้เป็นผู้ก่อการร้าย ล้มเจ้า
ต้องเปิดสื่อให้เขามีความเห็นอิสระในขอบเขตกฎหมาย”


“วันนี้ประชาชน เขาต้องการความเป็นธรรมทางการเมืองก่อน
จากนั้นถึงค่อยยุบสภา
เพราะเขาเดินขบวนมาเรียกร้องเรื่องนี้ ไม่ได้มาทวงเรื่องความยากจน
ส่วนปัญหาโรคอ้วนมันต้องใช้เวลาอีกยาว
แค่มาบตาพุดคุณยังตัดสินไม่ได้ เรื่อง 3 จี ประเทศลาวก็มีแล้ว”

ในอนาคต ขบวนเสื้อแดงจะปรับตัวอย่างไร?....“
อย่าถามว่า คนเสื้อแดงจะปรับตัวอย่างไร
หรือ มอบชะตากรรมประเทศให้คนเสื้อแดงฝ่ายเดียว ต้องถามว่า
คนเสื้อขาวและสังคมไทยจะทำอะไร
คุณจะปล่อยให้คนเสื้อแดง เสื้อเหลือง รบกัน แล้วคุณนั่งอยู่เฉยๆ แล้วให้ประเทศพังหรอ
สังคมต้องสรุปบทเรียนคุณต้องรู้ว่า
การที่เราเข้ามาอยู่ในกรุงเทพได้นานแสดงว่า คนกรุงเริ่มให้พื้นที่คนเสื้อแดงมากขึ้น

“ใครก็ตามที่เป็นรัฐบาล ไม่ว่าเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือ คุณทักษิณ
จะทำอะไรที่เกินกว่าความเป็นจริงของสังคมไทยนั้น ไม่ได้
คุณมีสิทธิ์จะคิด จะฝัน ไม่ว่าอภิสิทธิ์ ทักษิณ หรือ ป๋า เสื้อแดงก็เหมือนกัน ถึงจะคิดฝัน
แต่ถ้ามันไม่สอดคล้องความเป็นจริง ซึ่งมันมีสามด้าน
ด้านฝั่งตัวเอง ฝั่งที่เป็นผู้ปฏิปักษ์ และ ด้านที่ไม่ได้อยู่ข้างไหน
ในส่วนของเสื้อแดง คุณมีศักยภาพแค่ไหน รัฐบาลมีแค่ไหน หรือ เสื้อเหลืองมีแค่ไหน
ก็ต้องคิดกัน สมมติว่าเสื้อแดงคุณหวังจะยึดประเทศ ฝั่งฮาร์คอร์น่ะ ทำได้หรอ (เสียงเข้ม)
คุณอยากทำหล่ะ เราก็รู้ ใครก็อยากได้ และทำได้ไหม จริงไหม
หรืออีกฝั่งคิดจะทำลายคนเสื้อแดง คุณทำได้ไหม
คุณจับแกนนำไปขังแล้วเสื้อแดงจะราบคาบหรือ มันอาจจะตรงข้ามนะ
แล้วคุณไม่คิดหรือว่า เขามีแกนนำคนอื่นอีก”

“ดังนั้น สังคมต้องเลือกว่า จะให้ประเทศไปทางไหน
ในส่วนของคนเสื้อแดงต้องทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจ คนเสื้อเหลืองก็เหมือนกัน
ถ้าคิดว่าถูกก็ต้องทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ตัวเองถูก
ไม่ใช่ใช้กำลังบังคับ เอาปืนไปจี้หัว เอารองเท้าบู๊ตไปเหยียบปากเขาไว้
ถ้าถามพี่ พี่ต้องการแบบนั้น ไม่ได้ต้องการกองกำลังอาวุธมาล้ม
เพราะรัฐบาลเขามีกองทัพ มีกองกำลังมากกว่า
คุณสู้เขาไม่ได้ สู้ชนะใจประชาชนดีกว่าเพื่อให้เห็นว่า ประเทศต้องพัฒนา
มิฉะนั้น เราไม่มีทางตามทัน”

เธอสรุปว่า
ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง วันนี้รูปการณ์จิตสำนึกที่ครอบงำสังคม เป็นอนุรักษ์นิยม
โครงสร้างชั้นบนของสังคมที่ยังล้าหลัง
และนี่คือตัวขัดแย้งที่ทำให้ประเทศก้าวต่อไปไม่ได้ตรงนี้ต้องมีการปลดปล่อย

เอ็กซเรย์หัวใจแกนนำในคุก


ความเครียดที่แกนนำเสื้อแดงต้องใช้ชีวิตในคุก ไม่รู้ว่าจะถูกจองจำอีกนานแค่ไหน
หลายคนต้องปรับตัวหากิจกรรมทำเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ
ธิดา ถ่ายทอดภารกิจผู้ประสานงาน “แม่บ้านนอกเรือนจำ” ให้ฟัง

“ภรรยาบางคนอย่างแก้ม (ภรรยาณัฐวุฒิ) เขาก็มีลูกเล็ก
แต่เขาก็ช่วยเรื่องฝากของ
แต่บางคนเขาอยู่ไกล อย่างภรรยานิสิต ขวัญชัย อยู่ต่างจังหวัด
บางรายก็มีภรรยาหลายคนก็ไม่เป็นอันยุติ (หัวเราะร่วน)
พี่ต้องเดินเข้าไปบอกเขาเหมือนกันว่า (ทำเสียงกระซิบ)….
‘คุณอาจมีปัญหาเพราะมีคนอ้างเป็นภรรยา 5 คน’
หรือ บางคนก็มีปัญหาส่วนตัวกันบ้าง
เราก็บอกอย่าไปคิดมาก เขาอยู่ข้างใน ไม่ต้องห่วงหรอก เขาไปหาใครไม่ได้(หัวเราะ)”
สำหรับชีวิตแกนนำโดยเฉพาะ “หมอเหวง” ไม่ได้เครียดเหมือนที่เป็นข่าว
เพราะแดน 6 ที่อยู่เป็นแดนแห่งเสียงดนตรี

“หมอเหวงอยู่มีดนตรีนับว่าโชคดี
เขาเลยถือโอกาส ฝึกกีตาร์จนนิ้วโป่ง เนี่ยโชว์นิ้วให้เราเห็น
ตอนไปเยี่ยม สมชาย ไพบูลย์ (แกนนำนปช.) ที่อยู่ด้วยกันก็เลยช่วยกันแต่งเพลง
ณัฐวุฒิอยู่แดนอื่นก็ตามมาขอร้องเพลงบ้าง
คุณวีระแกก็บอกว่า แหม..อยากจะขอมาตีฉิ่งฉับด้วย
แต่วีระกับณัฐวุฒิส่วนใหญ่จะซ้อมมวย
สองคนนี้เขาชอบ เอากางเกงนักมวยไปซ้อมจริงกับผู้ต้องขังคนอื่น”

“คุณหมอไม่ได้เครียดประเภทอ่านหนังสือจริงจังเหมือนที่ข่าวลง
แต่เขาเล่นดนตรีหนักมาก ก็มีคนฝากของกินไปให้
แต่หมอเหวงบอกไม่ไหวเดี๋ยวจะอ้วนเพราะที่นั่นพอบ่าย 2 ต้องขึ้นห้องขัง
แต่หมอเหวงเขาไม่เดือดร้อน เพราะเขาไม่กินอะไร”

ธิดาเล่าปนขำว่า ฝากหนังสือให้หมอเหวงอ่าน เช่น
สามก๊ก หนังสืออัตชีวประวัติ
แต่บางเล่มไม่กล้าฝาก กลัวจะมีปัญหากับเรือนจำ เช่น
หนังสือชีวิตนักต่อสู้ที่ติดคุกอย่าง โฮจิมินห์
ส่วนณัฐวุฒิ เขาได้หนังสือ การต่อสู้ของเนลสัน เมนเดลล่า เขาอ่านแล้วชอบ
แต่พี่ว่าอย่าเอาอย่างเลย มันติดคุกนานเกินไป
แม้นพ.เหวงจะถือปืนต่อสู้ในป่ามา
แต่ในวัย 60 เมื่อต้องติดอยู่ในคุกปนอยู่กับผู้ต้องขังรายอื่น ก็ท้อแท้เป็นธรรมดา
ธิดาจึงต้องเป็นพลังใจให้สามี

“ก็บอกเขาว่า ทุกคนที่อยู่ในเรือนจำ เขาก็เป็นคน (เน้นเสียง) เหมือนเรา
หลายคนอาจผิดพลาด ก็ให้หมอทำใจ ฉะนั้นเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเขาให้ได้”

ช่วงหนึ่งธิดาเล่าน้ำตาคลอ
“สฤษดิ์แม้จะเป็นเผด็จการ ทำไม่ดี แต่เขาก็ยังมีความดีอยู่บ้าง คือ
เขาให้เอานักโทษการเมืองอยู่ในแดนเฉพาะ
แยกออกจากอาชญากรไม่เหมือนยุคอภิสิทธิ์ที่จับปนไปหมด
เป็นรัฐบาลเผด็จการยิ่งกว่ารัฐบาลทหารเผด็จการแท้ๆ”


กระนั้น เธอยังสวมบทบาทพี่เลี้ยงคอยให้กำลังใจแกนนำทุกคนว่า
ถ้าจะเป็นนักต่อสู้ต้องผ่านช่วงสำคัญนี้ให้ได้

“คุณวีระเขาเป็นคนใจใหญ่นะ เขาบอกพี่ รัฐบาลจะทำอะไรก็ทำ
เพราะชีวิตเขาผ่านอะไรมาเยอะแล้ว
ส่วนเต้น(ณัฐวฒิ) เป็นคนที่น่าชมเชย แต่เขาขาดนิดเดียว คือ
ไม่ได้ศึกษาทางหลักทฤษฎี เขาใช้ประสบการณ์และข้อดีตัวเขาขึ้นมา
ถ้าเขาได้ศึกษาเรื่องบทเรียนทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนจะดีมากขึ้น
แต่ที่จริงเขาไม่ได้เตรียมพร้อมจะมาทำตรงนี้
เขาเตรียมพร้อมจะเป็นโฆษกออกรายการทีวี มากกว่า
ไม่มีใครคิดหรอกว่า จะมารับผิดชอบขบวนการประชาชนที่ใหญ่โตขนาดนี้
นี่จึงอาจเป็นข้ออ่อนและบทเรียนที่พี่บอกว่า ในชัยชนะมีความพ่ายแพ้อยู่ระดับหนึ่ง
เพราะเป็นมันชัยชนะที่คุณคุมมวลชนเป็นเรือนล้านและเรียกคนมาได้เป็นแสน
แต่ขณะเดียวกันมันมีความพ่ายแพ้ มีข้อบกพร่อง

“แต่โดยรวมพี่ได้แต่บอกแกนนำทุกคนว่า
คุณกำลังถูกทดสอบว่า จะเป็นนักต่อสู้ประชาชนได้ไหม
ถ้าคุณจะเป็นได้ คุณต้องผ่านการถูกขังมาก่อน (หัวเราะ)
แกนนำบางคนถามพี่ว่า มันต้องติดคุกหรือพี่ ... พี่บอกใช่ๆ (หัวเราะ)
พี่บอกขวัญชัย อย่าร้องไห้ (ลากเสียง) เพราะขวัญชัยตอนแรกก็จะร้อง นิสิตก็เหมือนกัน
เฮ้ย..นิสิตที่ให้เป็น ผอ.โรงเรียนนปช.ก็คืองานนี้แหละที่ต้องมาติดคุก
นิสิตบอกงั้นหรอ..ก็ใช่สิ (หัวเราะ) คือ
พี่ต้องพูดล้อเล่น ให้เขารู้ตัวว่า
เมื่อเข้าสู่ปริมณฑลการต่อสู้ของประชาชนแล้ว จะคิดแบบเก่าไม่ได้
และเขาต้องยินดีกับบทบาทที่ต้องถูกติดคุก ต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้”

“พี่บอกเขา เวลาทำงานภาคประชาชน คุณมองแต่ด้านรุ่งโรจน์ที่ได้ทั้งกล่อง ทั้งเงิน ไม่ได้
นี่ไงกำลังถูกทดสอบ ถ้าเป็นนักต่อสู้ คุณต้องพร้อม
1. ตาย
2. ติดคุก
คุณจะผ่านไหม พี่ให้กำลังใจอย่างนี้ เพราะเขาคิดว่า
มันง่ายๆ หมูๆ พาคนมาประท้วงยุบสภาได้ก็ได้ ไม่ได้ก็กลับบ้าน
แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ ไม่ได้กลับบ้าน ยุบสภาก็ไม่ได้ แต่มันเข้าตาราง”

“ขนาดหมอเหวงผ่านมาเยอะก็ยังไม่ใช่ว่าครั้งนี้จะง่ายนะ
ทุกวันนี้พี่ให้กำลังใจเขา ไม่ใช่ให้กำลังใจอดทนอย่างเดียว
เราบอกว่าคุกมันขังคุณได้แต่ร่างกาย
แต่จิตวิญญาณของเราต้องไม่ถูกทำลาย มันขังเราไม่ใช่ชัยชนะ
แต่ถ้าเมื่อไร มันทำลายจิตวิญญาณการต่อสู้ของเรา นั่นแหละมันได้ชัยชนะ
หมอเหวงฟังแล้วเป็นไง?.... “แล้วคุณฟังแล้ว รู้สึกอย่างไรหล่ะ

สำหรับ “หมอเหวง” ธิดา เล่าว่า
หลังจาก ออกจากป่าสมัยในฐานะคนเดือนตุลาในช่วงรัฐบาลเปรม
นับแต่นั้นจนถึงเหตุการณ์เสื้อแดง “หมอเหวง” ต้องเข้าเรือนจำเป็นครั้งที่สามแล้ว

“ตอนเหตุการณ์ชุมนุมหน้าบ้านป๋า(พล.อ.เปรม ติณสูลานท์) อยู่เรือนจำ 10 วัน
เราเข้ากันเอง เขาให้ประกันไม่ยอมประกัน พี่บอกบ้าหรือไง ..ตู่ (จตุพร)
และสุดท้ายหมอเหวง กับ อาจารย์มานิตย์ จิตจันทร์กลับ บอกว่า
เป็นคนแก่ จึงขอออกมาก่อน
ส่วนรอบสองปีที่แล้ว อยู่ค่ายตชด. ไม่ได้เข้าเรือนจำ
แต่รอบนี้ดูจะไม่ได้ออกมา ขนาดก่อแก้ว เขายังไม่ยอมให้ออกมาเลย
มันประหลาดไหมบอกว่า กลัวหนี คนที่จะหนีมันหนีไปหมดแล้ว
พวกนี้มันพวกไม่หนีอยู่แล้ว ออกมาก่อนแล้วยังเข้าไปมอบตัวนะ
คุณวีระ ก่อแก้ว หมอเหวง ที่ออกมาก่อนจากเวทีตอนนั้น
เพราะมันกำลังอยู่ในช่วงที่มั่ว คือ แค่หลบอันตรายเท่านั้นเอง



แล้วทำไม “หมอเหวง”ไม่หนีเหมือน จรัล ดิษฐาอภิชัย? ...
ก็เราไม่คิดจะหนี เรามีลูก มีครอบครัว มีงานและอีกอย่างเชื่อว่า
เราไม่ได้ทำผิด ไม่ได้เป็นพวกก่อการร้าย สนับสนุนการต่อสู้ด้วยอาวุธ
เราเพียงแต่เอาคนมายุบสภา แต่พอมันมีเรื่องประกาศ พรก.
เราก็สู้กันไป ก็คิดแค่นั้น ด้านหนึ่งอาจมองว่า พลาดไปก็ได้ ไม่คิดว่า
เขาจะเอาตายขนาดนี้ เพราะเชื่อมั่นว่า
ตัวเองบริสุทธิ์
ก่อแก้ว เต้น ก็มีลูกน่ารัก ทุกคนไม่มีใครคิดใช้กำลังอาวุธและสู้กับใครแล้วต้องหนี

แต่แรมโบ้กับกีร์ไปเลย... “ที่เขาไปเพราะกลัวถูกเล่นงาน โกรธแค้นกันมาก
เพื่อความปลอดภัยจึงไปก่อน และถ้าพรรคพวกไม่เป็นไรก็อาจจะกลับมา
แต่ถ้าพรรคพวกถูกกระทำอย่างนี้ มันก็คงยากที่เขาจะกลับมา
ฉะนั้น ก็ไม่รู้... อยู่ที่ว่า ถ้าคิดแบบโบราณ คิดว่า
เหมือนเกมที่เขาเรียกว่า ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นกบฎ ตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร
แต่ถ้าคิดแบบทฤษฎีสมัยใหม่ ซีโร่ซัมเกม คือ
มันต้องบวกลบกันไปข้างเป็นศูนย์ คือ มรึงต้องตายไปข้าง (หัวเราะ)
นี่ก็เป็นวิธีคิดของพวกเขาแบบนั้น ไม่ได้คิดตามหลักการของคนยุคใหม่
ที่คนเราสามารถผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะได้”


ครูใหญ่โรงเรียนแดงสองยุค


ธิดาเป็นคนเดือนตุลา เธอบอกเริ่มเข้าป่าปี 2519 ทั้งที่ไม่ต้องเข้าก็ได้
เพราะไม่จำเป็นต้องหนี
แต่เข้าเพราะแฟชั่น ที่เห็นนักศึกษาหนีเข้าป่าไปเยอะ เธอเล่าชีวิตช่วงนั้นว่า

“ตอนนั้นเพิ่งจบเป็นอาจารย์เด็ก จบปริญญาโท microbiology ที่คณะเภสัช จุฬาฯ
เราสงสาร เลยตามเข้าป่าไปดู พี่เลยไปเปิดโรงเรียนแพทย์ในป่าเยอะเลย
ตอนนั้นพี่ไปภาคใต้ก่อนและก็ดูงานพรรคคอมมิวนิสต์มลายู
จากนั้นไปภาคเหนือ เดินไปเดินมาฝั่งลาวไทย ช่วงนั้นก็ปิดชายแดนอีก
พี่ก็ไปอีสานก็ไปเจอหมอเหวงที่นั่น เข้าป่าทั้งหมด 7 ปี ถือว่า
ผ่านชีวิตลำบากในช่วงนั้น
แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของมนุษย์ เพราะเป็นช่วงต้นของชีวิต”
จากเสื้อแดงคอมมิวนิสต์ในป่า สู่เสื้อแดงนปช. หน้าที่หลักที่นปช.มอบให้คือ
เป็นครูใหญ่ในโรงเรียนนปช. ที่แผ่เป็นกิ่งก้านหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ
เธอบอกว่า บรรยายในโรงเรียนเรื่องนโยบาย นปช. ทั่วไป
แต่ช่วงหลังตั้งโรงเรียนไม่ทัน
จึงมีพวกเสื้อแดงด้วยกันแอบอ้างไปทำโรงเรียนนปช.ปลอมกันขึ้นมาเยอะ
ทำโดยไปเชิญคนนั้นคนนี้ไปพูดเท่านั้น

“พอเปิดโรงเรียนนปช.คนก็สมัครล้นหลาม
ตอนนั้น อดิศร (เพียงเกษ) ก็มาวิ่งขอฝากคนเข้าโรงเรียนนปช.เลย
แทนที่จะฝากเข้าสวนกุหลาบ แต่พอมาเปิดเยอะ ปลอมขึ้นมา คือ
พูดความจริงไม่หมด ช่วงหลังพี่ก็ด่าซิ” เธอหัวเราะ

โฆษกพท.จี้มาร์ครับความจริง เลิกโทษ"ทักษิณ"

ที่มา ไทยรัฐ



จิรายุ ห่วงทรัพย์

กรณี “อัมสเตอดัม” นำเอกสาร ไปตีแผ่ความจริงที่เกิดในเมืองไทย
ขอนายกฯ เลิกพูดเอาความดีใส่ตัวความชั่วให้คนอื่น แจงลุยจัดนิทรรศการออนทัวร์หลังกระแสตอบรับดี...

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าววันนี้ (24 ก.ค.) ว่า
กรณีที่นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ออกมาโจมตี นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
ที่นำเอกสารความจริงไปแสดงให้กับประเทศต่างๆในยุโรป ได้ทราบความจริงในประเทศไทย
โดยเรียกเอาเองว่าสมุดปกขาวโจมตีประเทศไทยนั้น
ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์เลิกนิสัยพูดเอาความดีใส่ตัวความชั่วให้คนอื่น ได้แล้ว
ตนเห็นว่าความจริงดังกล่าวไม่ใช่สมุดปกขาว
แต่เป็นสมุดปกดำที่อธิบายความอำมหิตของคนที่สั่งใช้อาวุธจริงปราบปรามประชาชน
จนมีคนไทยด้วยกันล้มตายนับร้อยเจ็บนับกันมากกว่า

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า
การที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่าเป็นการโจมตีประเทศไทยนั้น เป็นเพียงการใช้ภาษา
ตีกินเหมือนที่เคยทำอยู่ตลอด เชื่อว่าต่างชาติที่รับฟังข้อมูลเขาพิจารณาได้
เขามีคนอยู่ในประเทศไทย มีคนของเขาถูกยิงตาย บาดเจ็บ
มีสำนักข่าวต่างชาติในประเทศไทย
มีสถานทูต
ที่สำคัญมีพยานหลักฐาน ทั้งบุคคลและวัตถุมากมาย ดังนั้นรัฐบาลอย่าตีตนไปก่อนไข้
ควรที่จะทำความจริงให้ปรากฏดีกว่าว่าใครฆ่าประชาชน หรือ รัฐบาลนี้กลัวความจริง
พอโทษใครอะไรไม่ได้ก็ไปลงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
ขอแนะนำให้ส่องกระจก แล้วโทษคนที่เห็นในกระจกบ้าง

นาย จิรายุ กล่าวถึงการจัดนิทรรศการ 7 วัน 7 ความเจ็บปวดของประชาชน ว่า
นิทรรศการดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก
มีประชาชนสนใจเข้ารับชม เฉลี่ยวันละ 1,700-2,000 คน
ฉะนั้นทางพรรคจึงขยายเวลาการจัดกิจกรรมออกไปจนถึงวันที่ 29 ก.ค. นอกจากนี้
จะมีการจัดนิทรรศการแบบเคลื่อนที่
ระหว่างที่คณะกรรมการบริหารพรรคเดินทางไปพบปะประชาชน
ในช่วงสิ้นเดือนก.ค.ต่อ เนื่องต้นเดือนส.ค. ประกอบด้วย
วันที่ 30 ก.ค. ที่จ.ลำพูน
วันที่ 31 ก.ค. กำแพงเพชร
วันที่ 2 ส.ค ศรีสะเกษ
วันที่ 3 ส.ค. ที่จ.สุรินทร์
วันที่ 6 ส.ค.ที่จ.หนองคาย และ
วันที่ 8 ส.ค. ที่จ.ราชบุรี

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

ถึง ประชาชนคนไทยทุกท่าน

หลายท่านคงจะสงสัยไม่น้อยว่าผมคือใคร และไม่คุ้นเคยกับผลงานการทำงานของผม

หากท่านต้องการทำความรู้จักผมให้มากขึ้น โปรดตามไปอ่านบทความเกี่ยวกับผมตามลิงค์ที่ระบุไว้ด้านล่างนี้

http://www.businessweek.com/magazine/content/06_28/b3992068.htm

http://www.portfolio.com/news-markets/international-news/portfolio/2008/07/16/Yukos-Attorney-Bob-Amsterdam/

http://www.robertamsterdam.com/2009/01/le_monde_profiles_robert_amsterdam.htm

http://www.charlierose.com/guest/view/223

http://www.ft.com/cms/s/1/79334a88-8d15-11dc-a398-0000779fd2ac.html

http://online.wsj.com/article/SB10001424052748703837004575012531027404078.html

Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

http://robertamsterdam.com/thai/?p=141

บทคัดย่อรายงาน “มุมมองต่อการสลายการชุมนุมของรัฐบาล”

ที่มา ประชาไท


บทคัดย่อของกลุ่มสันติประชาธรรมได้นำเสนอถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยรัฐในช่วงการชุมนุมของ นปช.นับตั้งแต่ การขอคืนพื้นที่ 10 เมษายน จนหลังการล้อมปราบ 19 พฤษภาคม 2553

1. เป้าหมายและยุทธวิธีในการสลายการชุมนุม
การใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมของ นปช. โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะทั้งในวันที่ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2553 ถือเป็นการปราบปรามประชาชนที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มีผู้เสียชีวิตถึง 90 รายและผู้บาดเจ็บทั้งพลเรือนและเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 2,000 ราย และมีผู้สูญหายที่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด โดยหลักการแล้ว การใช้กำลังทหารเข้าสลายและล้อมปราบการชุมนุมทางการเมืองในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อแนวทางการเจรจาเพื่อยุติปัญหาโดยสันติยังเป็นไปได้ แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์กลับปิดประตูการเจรจาอย่างรีบเร่ง
แท้ที่จริงยุทธวิธีในการสลายการชุมนุมของนปช. คือ ปฏิบัติการทางทหารในภาวะสงครามในเมือง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการเข้าล้อมกรอบพื้นที่ การซุ่มยิงฝ่ายตรงข้ามจากที่สูง บนรางรถไฟฟ้าและทางเดินลอยฟ้าด้วยอาวุธร้ายแรง

แม้ว่าฝ่ายรัฐบาลได้ตอกย้ำว่าผู้ชุมนุมมีกองกำลังติดอาวุธ แต่ก็ไม่สามารถแสดงหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ก่อการร้ายที่รัฐบาลชอบกล่าวถึงนี้คือใคร มีจำนวนเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 14-19 พฤษภาคม หากพวกเขามีจำนวนมาก ทำไมรัฐบาลไม่สามารถแสดงหลักฐานการดำรงอยู่ของพวกเขาให้ปรากฏ

จริงอยู่ที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงบางคนมีอาวุธ แต่ก็น่าจะเป็นเพียงส่วนน้อย คำถามในที่นี้คือ หากพวกเขามีเพียงไม่กี่คน การใช้กำลังทหารกว่า 50,000 นายพร้อมอาวุธขนาดหนักจำนวนมากเพื่อจัดการกับการชุมนุมในวันที่ 19 พฤษภาคม มีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร? เป็นการใช้อำนาจและกำลังที่เกินกว่าเหตุหรือไม่

ในขณะที่รัฐบาลและ ศอฉ. ช่วยกันตอกย้ำว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงเท่ากับ “การก่อการร้าย” ที่เต็มไปด้วยผู้ก่อการร้าย จนทำให้สังคมเข้าใจว่าผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นผู้ก่อการร้าย แต่รัฐบาลกลับไม่ตอบคำถามให้กระจ่างว่า ประชาชนที่ถูกทหารยิงจนเสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมดเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ พวกเขามีอาวุธร้ายแรงต่อสู้กับทหารหรือไม่ เพราะไม่ปรากฏว่าผู้เสียชีวิตมีอาวุธอยู่ข้างกาย และจากการชันสูตรศพ ก็ไม่พบคราบเขม่าปืนในมือของผู้เสียชีวิต

2. การสลายการชุมนุมกับมาตราฐานที่ไม่สากลของรัฐบาลไทย
ตามหลักสากลได้กำหนดว่าการใช้กำลังและอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสมกับความรุนแรงของสถานการณ์ นอกจากนั้นขั้นตอนการใช้กำลังและอาวุธจะต้องเริ่มจากเบาไปหาหนัก โดยใช้อาวุธที่ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต (non-lethal weapons)ในการควบคุมฝูงชนก่อน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และลดความสูญเสียและบาดเจ็บ โดยมุ่งที่จะเคารพและรักษาชีวิตมนุษย์เป็นสำคัญ การใช้อาวุธสังหารต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายและใช้ได้เพื่อป้องกันตนเองและปกป้องชีวิตผู้อื่นเท่านั้น นอกจากนั้นหากมีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หน่วยแพทย์ต้องสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

แม้ว่า ศอฉ. ได้ประกาศว่าจะใช้ 7 ขั้นตอนเพื่อสลายการชุมนุมบริเวณผ่านฟ้าในวันที่ 10 เมษายน โดยเริ่มจากเบาไปหาหนักตั้งแต่แสดงกำลัง, ใช้โล่ดัน, ฉีดน้ำ, ใช้เครื่องขยายเสียงกำลังส่งสูง, ใช้แก๊สน้ำตา, ใช้กระบอง และใช้กระสุนยาง แต่ในทางปฏิบัติ ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 10 เม.ย. หรือก่อนที่ “ไอ้โม่ง” จะปรากฎตัวในช่วงหัวค่ำเพื่อยิงต่อสู้กับฝ่ายทหาร ก็มีผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิงด้วยกระสุนยางและกระสุนจริงบริเวณจุดสำคัญหลายราย

ในวันเดียวกัน ปฏิบัติการ “ขอคืนพื้นที่”ในยามวิกาล ณ สี่แยกคอกวัว และถนนดินสอ มีรายงานการใช้กระสุนยางและกระสุนจริงของเจ้าหน้าที่ทหาร แม้ว่าการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมยังเป็นข้อถกเถียงและต้องมีการพิสูจน์ต่อไป
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าการใช้อาวุธสังหารโดยตั้งใจสามารถกระทำได้เมื่อเผชิญสถานการณ์คับขันและหลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อปกป้องชีวิตเท่านั้น แต่ช่วงเวลาจากวันที่ 10 เมษายน จนถึงปฏิบัติการณ์ “กระชับวงล้อม” ระหว่างวันที่ 14-19 พฤษภาคม ฝ่ายรัฐได้ยกระดับการใช้กำลังและอาวุธอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการประกาศใช้กระสุนปืนจริงเพื่อป้องกันตัวจากการถูกทำร้ายโดย “กลุ่มก่อการร้าย” ติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ประการสำคัญ ศอฉ. ได้ประกาศเกณฑ์การใช้กระสุนจริงไว้ใน 3 กรณี คือ

1. เพื่อยิงข่มขวัญขึ้นฟ้า
2. เพื่อยิงต่อเป้าหมายเมื่อสามารถตรวจสอบได้ว่ามีกลุ่มก่อการร้าย หรือกลุ่มผู้ชุมนุมคนหนึ่งคนใดที่ถืออาวุธ ร้าย แรง อาวุธสงคราม ลูกระเบิดที่จะสามารถทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และประชาชนผู้บริสุทธิ์
3. ยิงเพื่อป้องกันชีวิตของเจ้าหน้าที่เมื่อจะถูกทำร้ายถึงแก่ชีวิตและไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงเป็นอย่างอื่นได้

อย่างไรก็ดี ลักษณะของการเสียชีวิตและบาดแผลของผู้เสียชีวิตจำนวน 54 ราย ชี้ว่า 40 รายเสียชีวิตจากกระสุนปืน ในขณะที่มากกว่าครึ่งพบบาดแผลบริเวณช่วงบนของลำตัว อาทิ ใบหน้า/ศีรษะ หน้าอก ท้อง ปอด และลำคอ หากวิเคราะห์ประกอบกับสถิติยอดผู้เสียชีวิต ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2553 จากศูนย์เอราวัณ ผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ รวม 2 นาย ขณะที่พลเรือนเสียชีวิต 53 ราย

ข้อมูลบาดแผลและสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าว นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงภาพรวมการปฏิบัติการทางทหารของรัฐบาลไทยที่ขัดต่อกฎการใช้กำลัง 3 ข้อของศอฉ.เองแล้ว ยังชวนให้ตั้งคำถามว่า หากผู้ชุมนุมส่วนใหญ่มีอาวุธสงครามจริง หรือหากมี “ผู้ก่อการร้าย” แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมจริง เหตุใดตัวเลขผู้เสียชีวิตจึงเป็นผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ไม่มีอาวุธมากกว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เป็นทหารหลายเท่าตัว?

นอกจากนี้ ยังมีประจักษ์พยานที่ชี้ว่าเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพได้ตกเป็นเป้าการยิงของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งๆที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพเหล่านี้แสดงตนชัดเจนว่าไม่มีอาวุธ อีกทั้งมีความพยายาม ยับยั้งการทำงานของหน่วยกู้ชีพในการปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ในสภาพกดดัน มีสภาวะทางอารมณ์ไม่ปกติ ยังส่งผลให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับบาดเจ็บสาหัสไปด้วย

เราสามารถสรุปลักษณะของปฏิบัติการทหารได้ดังนี้ 1) ยิงโดยไม่เลือกเป้าหมาย หรือไม่ได้เป็นไปเพื่อป้องกันตัว 2) สัดส่วนการใช้กำลังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงการใช้กำลังเกินขอบเขตจากการยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง 3) สั่งปฏิบัติการในเวลาค่ำโดยไม่คำนึงถึงวิสัยทัศน์ในการมองเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายกับผู้ชุมนุม 4) ขาดการควบคุมการใช้อาวุธอย่างระมัดระวังและเข้มงวด และ 5) ขาดความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติการที่ละเมิดหลักสากลและกฎการใช้กำลังของศอฉ.

3. วิธีการจับกุมและทรมานผู้ต้องหามีความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่?
ภายหลังจากแกนนำกลุ่ม นปช.ได้ประกาศยุติการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 รัฐบาลได้เข้าสลายการชุมนุมและควบคุมฝูงชน ด้วยการใช้กำลังทหารและอาวุธสงคราม จนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันดังกล่าว มีการจับกุมและควบคุมตัวโดยใช้วิธีการรุนแรง เช่น มัดมือไพล่หลัง จับให้นอนคว่ำ มัดมือมัดเท้า ผูกตา ทำร้ายร่างกายผู้ถูกจับกุมขณะทำการจับกุม ตลอดจนมีการจับกุมพระภิกษุสงฆ์มัดมือไพล่หลัง เป็นต้น การกระทำดังกล่าว ถือว่าไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี เพราะความผิดในเรื่องฝ่าฝืนข้อห้ามการชุมนุมเป็นความผิดทางการเมือง จึงต้องปฏิบัติต่อผู้ถูกจับอย่างนักโทษทางการเมือง และการจับกุมต้องไม่มีลักษณะ “ละเมิดศักดิ์ศรีของมนุษย์”
ยังมีการปฏิบัติต่อพระสงฆ์ที่ถูกจับกุมอย่างไม่เหมาะสม พระรูปหนึ่งได้ให้ข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมพระภิกษุอย่างน้อย 4 รูป จับมัดมือไพล่หลังและนำไปกองรวมไว้กับประชาชนที่ถูกจับมัดมือผูกตาอีกกว่า 20 คนเป็นเวลาหลายชั่วโมง และยังถูกทหารบริภาษด้วยวาจาที่รุนแรง พฤติกรรมเช่นนี้จึงเข้าข่าย “การทรมาน” ซึ่งถือว่าผิดหลักสิทธิมนุษยชน

4.การคุกคามต่างๆ ภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
การข่มขู่และคุกคาม (intimidation) เป็นรูปแบบหนึ่งของความรุนแรง ที่มุ่งสร้างความหวาดกลัว และจำกัดสิทธิเสรีภาพและเจตจำนงอันอิสระของพลเมืองในการคิด แสดงความเห็น และการประกอบกิจกรรมทางการเมือง หากรัฐใดเริ่มใช้การข่มขู่คุกคามอย่างกว้างขวางต่อพลเมืองของตนเอง ย่อมแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของรัฐนั้นเอง และยังแสดงว่าความชอบธรรมในการปกครองที่มีฐานอยู่ที่ความยินยอมพร้อมใจ (consent) ของประชาชนได้เสื่อมถอยลง จนต้องหันมาใช้การข่มขู่บังคับ (coercion) แทน

นับตั้งแต่การชุมนุมของนปช. เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา ได้พบแบบแผนการข่มขู่คุกคามโดยรัฐหลายรูปแบบดังต่อไปนี้ การเรียกตัวไปสอบสวนและอบรมตักเตือน, การคุกคามและลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ, กรณีการซ้อมในเรือนจำ, การคุกคามครอบครัวของแกนนำผู้ชุมนุม, และการจับกุมและคุมขังแบบเหวี่ยงแห การข่มขู่คุกคามเหล่านี้ยังดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้ว่าการชุมนุมของนปช.ได้ยุติไปนานแล้ว

กลุ่มคนที่ถูกคุกคามมีตั้งแต่แกนนำการชุมนุม ครอบครัวของแกนนำ ผู้สนับสนุนในต่างจังหวัด ผู้เข้าร่วมชุมนุมทั่วไป ผู้ที่เห็นอกเห็นใจการเคลื่อนไหวของนปช. ชาวบ้านในพื้นที่ที่ถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นของนปช. รวมกระทั่งผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการนปช.แต่อย่างใด

5.ปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อของ ศอฉ.
ภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน ศอฉ.ได้ครองพื้นที่และเวลาจำนวนมากในสื่อโทรทัศน์และวิทยุ การแถลงของศอฉ.มีท่าทีราวกับเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงสู่สาธารณชน แต่แท้ที่จริงเนื้อหาสาระและวิธีการนำเสนอของ ศอฉ. นั้น เข้าข่าย “การโฆษณาชวนเชื่อ” (propaganda) เพื่อให้ประชาชนเกิดความศรัทธาในรัฐบาลและการกระทำของรัฐบาล เกิดความเข้าใจสถานการณ์แต่เพียงด้านเดียว มีการเสนอภาพที่ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวและเกลียดชังผู้ชุมนุม รวมทั้งเหตุการณ์รุนแรงที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ก็กลายเป็น “ข้อสรุป” ที่เป็นทางการไป ท้ายที่สุดแล้ว การโฆษณาชวนเชื่อนี้ได้กลายเป็นความจริงของสังคมไปโดยไม่มีการตั้งคำถาม

เทคนิคต่างๆที่ศอฉ.ใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ เช่น เลือกกล่าวโจมตีที่ตัวบุคคล, ใช้คำ วลี ประโยคที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามน่ารังเกียจและน่ากลัว, การตัดต่อภาพและการอ้างอิงคำพูดนอกบริบท, การพูดความจริงเพียงแค่เพียงบางส่วน, การเบี่ยงเบนความสนใจออกจากประเด็นหลัก, ปิดกั้นช่องทางสื่ออื่นๆ รวมทั้งเทคนิคการสร้างความนิยมในบุคลิกลักษณะของตัวผู้โฆษณาชวนเชื่อ เช่นการเสนอภาพความน่าคลั่งไคล้ “ไก่อู” ในฐานะ “ผู้ก่อการรัก”

6.รัฐบาลและสื่อกับการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง
ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมารัฐบาลได้ปิดกั้นสื่ออินเทอร์เน็ต ปิดสื่อของฝ่ายตรงข้าม จับกุมคุมขังบรรณาธิการ โดยอ้างว่าเพื่อจัดการกับสื่อต้องการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังและนำไปสู่ความรุนแรง และรัฐบาลได้ย้ำว่าปฏิบัติการเหล่านั้นมิใช่การละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด แท้ที่จริง ปฏิบัติการของรัฐบาลคือการปิดกั้นควบคุมสื่อและข้อมูลข่าวสาร เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับรัฐบาลและกองทัพ ในการการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดง

รัฐบาลได้อาศัยอำนาจ พรบ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 และพรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมือง ดังนี้

1. ออกอากาศคำสั่งและประกาศของ ศอ.รส. และ ศอฉ. ในลักษณะรวมการเฉพาะกิจ

2. เซ็นเซอร์สื่อท้องถิ่น เช่น วิทยุชุมชุน เคเบิลทีวี โดยมีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ยั่วยุ ปลุกปั่นประชาชน

3. สั่งปิดเว็บไซต์ 36 เว็บไซต์ที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลต่อความมั่นคง

4. แทรกแซงสื่อกระแสหลักโดย ให้ระงับรายการหรือคอลัมน์ หรือตัวนักข่าว, ให้ระงับการเสนอภาพลบของปฎิบัติการทหาร เช่น ภาพทหารประทับปืนเล็ง, ให้ใช้ถ้อยคำ/วาทกรรมของฝ่ายรัฐ เช่น การขอคืนพื้นที่ การกระชับวงล้อม, ข่มขู่คุกคามและสร้างความหวาดกลัวต่อสื่อมวลชน ในช่วงการสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ ด้วยการยิงผู้สื่อข่าวจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวม 9 คน (ผู้เสียชีวิตเป็นนักข่าวต่างประเทศ 2 คน), และตรวจค้นบังคับให้ลบภาพถ่าย

คำถามคือเหตุใดสื่อมวลชนจึงตกเป็นเป้าหมายของการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ถูกปิดกั้นด้วยการใช้ความรุนแรงขั้นสูงสุด (ถ้าพวกเขาไม่ได้ถูกยิงโดยบังเอิญ) ภาพการสลายการชุมนุมที่ประชาชนถูกยิงเสียชีวิต 90 คนและบาดเจ็บนับพัน เป็นภาพที่ฝ่ายรัฐต้องการปกปิดกระนั้นหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นคำถามที่ตามมาคือมีอะไรบ้างที่ต้องปกปิด รัฐบาลต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงและตอบคำถามกับสังคมและผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน อาทิ ต่อรัฐบาลญี่ปุ่นและครอบครัวของนักข่าวชาวญี่ปุ่นจากสำนักข่าวรอยเตอร์สที่ถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 10 เมษายน

ท้ายที่สุด การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ เป็นเงื่อนไขให้รัฐใช้อำนาจข่มขู่คุกคามพลเมืองอย่างเกินขอบเขตต่อไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบ ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิไม่สามารถเรียกหาความรับผิดชอบและเรียกร้องความเสียหายจากรัฐได้ในภายหลัง ประการสำคัญ เป็นการสร้าง “บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว” ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแสวงหาความจริงและความยุติธรรมต่อเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน และ19 พฤษภาคม สิ่งที่รัฐบาลควรตระหนักอย่างยิ่งคือ การคุกคามพลเมืองอย่างต่อเนื่องและเหวี่ยงแห มีแต่จะทำให้สังคมแตกแยกยิ่งขึ้น พลเมืองจะขาดความไว้วางใจต่ออำนาจรัฐมากยิ่งขึ้น จนอาจถึงขั้นปฏิเสธอำนาจรัฐ และท้ายที่สุดจะทำให้ระบอบการเมืองไร้เสถียรภาพและรัฐบาลอยู่ในสภาพที่มีอำนาจแต่มิอาจปกครองได้อีกต่อไป

ติดตามอ่านบทความฉบับสมบูรณ์ได้ที่:กลุ่มสันติประชาธรรม http://www.peaceandjusticenetwork.org/

ที่มา ประชาไท

ชาวไม้รูด จ.ตราด รวมพลังต้านนิวเคลียร์ กฟผ. เบี้ยวเวทีชี้แจงข้อมูล ทั้งที่เป็นฝ่ายเสนอจัดเอง ชาวบ้าน จ.ตราด ประกาศนัดรณรงค์ใหญ่คัดค้านนิวเคลียร์ 8 สิงหาคมนี้



วันที่ 23 กรกฎาคม 2553 ชาวบ้าน ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ และเครือข่ายประชาชนใน จ.ตราด ประมาณ 700 คน ได้รวมตัวกันที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพื่อเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2553-2573 (แผน PDP 2010) แต่ปรากฏว่า เมื่อถึงเวลาเริ่มเวที ตัวแทน กฟผ. และกระทรวงพลังงาน ที่ได้ประสานงานกับทาง อบต.ไว้กลับไม่ได้เดินทางมาตามที่นัดหมาย ทางแกนนำจึงได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นนำเสนอข้อมูลแก่ชาวบ้านที่มาเข้าร่วมเวที และท้ายสุดได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ที่จะคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยเหตุผล 6 ประการ (ตามแถลงการณ์)

นายสนธยา กล่อมสังข์ นายก อบต.ไม้รูด กล่าวว่า “ทางการไฟฟ้าทำงานรวบรัดตัดตอนเกินไป ซึ่งดูแล้วอาจจะบอกว่าไม่ค่อยโปร่งใส เวทีในวันนี้เขาเป็นฝ่ายติดต่อมาเองเมื่อวันที่ 12 ก.ค. บอกว่าจะขอมาจัดเวทีวันที่ 14 ก.ค. ผมก็บอกว่าเราเตรียมให้ไม่ทันหรอก เพราะจะต้องประชาสัมพันธ์ชาวบ้านด้วย สุดท้ายก็เลื่อนมาเป็นวันนี้(วันที่ 23 ก.ค.) แต่แล้วเมื่อวานตอนเย็น ท่านนายอำเภอก็โทรมาแจ้งว่า การไฟฟ้าเขาไม่มาแล้ว แต่ผมประชาสัมพันธ์ชาวบ้านไปแล้ว จะแจ้งยกเลิกก็ไม่ทันแล้ว”
นายสุรศักดิ์ อินทรประเสริฐ อดีตกำนัน ต.ไม้รูด กล่าวว่า “เวทีในวันนี้ กฟผ.เสนอจะมาให้ข้อมูลเพราะคิดว่าชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ว่าชาวบ้านจะไม่รู้อะไรเลย เพราะสมัยนี้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นสำหรับชาวบ้านที่จะแสวงหา เรารู้ว่าข้อมูลที่ กฟผ.จะมาพูดมีแต่ด้านดีด้านเดียว ด้านเสียเขาจะไม่พูด เราจึงได้ศึกษาจากผู้รู้มาระดับหนึ่ง แล้วก็คิดว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไม่ควรจะมาสร้างที่ตำบลไม้รูด หรือตรงไหนในจังหวัดตราด ซึ่งเวทีในวันนี้ พวกเราก็อยากจะให้ทาง กฟผ.มารับฟังข้อมูลจากชาวบ้านด้วย แต่ก็ไม่ทราบว่า เหตุใดเขาถึงไม่มา”
ต.ไม้รูด จ.ตราดได้ถูกเสนอเป็นพื้นที่ศึกษาความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมื่อปลายปี 2552 ที่ผ่านมา หลังจากที่ก่อนหน้านั้น กฟผ.ได้ว่าจ้างบริษัทเบิร์น แอนด์ โร เป็นผู้ศึกษาความเหมาะสมและคัดเลือกสถานที่ก่อสร้างจากพื้นที่ที่ระบุไว้ 14 แห่งใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ คือ ชัยนาท ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช การจัดเวทีครั้งนี้ถือเป็นเวทีครั้งแรกที่ กฟผ. และกระทรวงพลังงานจะเข้ามาชี้แจงข้อมูลในพื้นที่ ต.ไม้รูด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มา โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการจัดเวทีใน อ.เมือง จ.ตราดมาแล้วรวม 4 ครั้ง และครั้งล่าสุดคือ เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมาที่โรงแรมเหลายาอินแลนด์ รีสอร์ท อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งในเวทีดังกล่าว ผู้เข้าร่วมรับฟังซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนในเขต อ.เมือง จ.ตราดต่างแสดงความเห็นคัดค้าน
นางสาวผ่องศรี อินทสุวรรณ เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค จ.ตราด ผู้เข้าร่วมรับฟังการชี้แจงของ กฟผ. เมื่อวันที่ 16 ก.ค. กล่าวว่า “เราถามว่า ถ้ามาสร้างแล้วชาว จ.ตราดจะได้อะไร เขาก็ตอบว่า ในระหว่างที่ก่อสร้างจะมีการให้เงินเป็นกองทุนแก่ชุมชนปีละ 50 ล้านบาท และเมื่อโรงไฟฟ้าเดินเครื่องก็จะได้มากขึ้นตามปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิต หน่วยละ 5 สตางค์ คำนวณแล้วก็ปีละประมาณ 300 ล้านบาท ฟังแล้วโกรธมาก ประโยชน์ของชุมชนก็คือเงินที่เขาเอาฟาดหัวเรา เราไม่ได้อยากได้เงินจากโรงไฟฟ้าเลย แต่เราต้องการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ให้ลูกหลาน”
นายเอกสิทธิ์ ประคองจิตร รองนายก อบต.ไม้รูด กล่าวว่า “สิ่งที่เราเป็นห่วงที่สุดคือผลกระทบในเรื่องอาชีพการประมง เพราะชาวบ้านในตำบลไม้รูดไม่ต่ำกว่า 95 เปอร์เซ็นต์มีอาชีพทำการประมง ไม่มีอาชีพอย่างอื่น ทุกอย่างในชีวิตของเราอยู่ในทะเล อย่างผมเองนี่สร้างตัวเองขึ้นมาได้ก็เพราะทำประมงล้วนๆ เลย เพราะฉะนั้นชาวไม้รูดจะไม่ยอมให้ท้องทะเลของเราเสียหายเด็ดขาด”
แกนนำชาวบ้านได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นแสดงความคิดเห็นจนกระทั่งเวลา 12 นาฬิกา และมีการประกาศนัดหมายเครือข่ายองค์กรประชาชนทั้งหมดใน จ.ตราด เพื่อร่วมรณรงค์คัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่หน้าเทศบาลเมืองตราดในวันที่ 8 สิงหาคมนี้.
..............................................................................................................................................
(แถลงการณ์ของชาวบ้าน)
สรุปประเด็นความไม่ต้องการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
ของชาวจังหวัดตราด, อำเภอคลองใหญ่ และตำบลไม้รูด
ด้วยตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราดเป็นพื้นที่เป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ แต่ราษฎรในพื้นที่จังหวัดตราด, อำเภอคลองใหญ่ และตำบลไม้รูด ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ จึงขอประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ดังนี้
1. การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะกระทบทางด้านความมั่นคง เนื่องจากตำบลไม้รูดเป็นพื้นที่ติด ชายแดนไทย-กัมพูชา มีพื้นที่จากเขตแดนถึงชายทะเลเพียง 3-4 กิโลเมตรเท่านั้น
2. การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน
3. การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4. การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะกระทบต่อการท่องเที่ยวเนื่องจากจังหวัดตราดเป็นจังหวัดที่กำลังมีการพัฒนาการท่องเที่ยวไปสู่ระดับสากล
5. การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะกระทบต่อความปลอดภัยของคนในชุมชนจากกัมมันตภาพรังสี
6. ชาวจังหวัดตราด, ชาวอำเภอคลองใหญ่ และชาวตำบลไม้รูด ได้ตัดสินใจแล้วว่า เราไม่ต้องการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องการรับฟังข้อเสนอใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อก่อให้เกิดความแตกแยก
****************************************************************