WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 1, 2010

สถานพินิจฯ เล็งส่ง นร.ม.5 เชียงราย ตรวจสุขภาพจิต

ที่มา ประชาไท


นักเรียน ม.5 ที่ร่วมกิจกรรมชูป้ายค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เชียงราย ไปรายงานตัว สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางวันนี้ เผยมีการถามฐานะทางบ้าน ถามว่าสูบบุหรี่-กินเหล้า-เที่ยวกลางคืนหรือไม่ พร้อมแนะให้รับสารภาพเพื่อให้ศาลเมตตา ขณะที่เจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ เตรียมนัดอีกจันทร์นี้เพื่อตรวจสุขภาพจิต

ตามที่เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มนักเรียนนักศึกษา 5 คน ใน จ.เชียงราย ได้รวมตัวทำกิจกรรมชูป้ายให้มีการยกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ที่บริเวณหน้าทางเข้าศาลากลาง จ.เชียงราย ที่หอนาฬิกา และที่หน้าตลาดสดเทศบาล 1 เทศบาลนครเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย และต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.เมือง จ.เชียงราย ได้ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยง ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ประกาศกำหนด ร่วมกันเสนอข่าว ทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชน เกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จนเป็นกรณีครึกโครมนั้น

ล่าสุดวันนี้ (30 ก.ค.) ซึ่งเป็นวันที่ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง จ.เชียงราย นัดหมายให้นักเรียนชั้น ม.5 อายุ 16 ปีคนหนึ่งที่ร่วมกิจกรรมไปรายงานตัวนั้น ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 19.20 น. สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมวอยซ์ทีวี ได้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ "คุณมด" นักเรียนชั้น ม.5 รายดังกล่าว ซึ่งในวันนี้ไปไปรายงานตัวที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง จ.เชียงราย

"คุณมด" กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ในการรายงานตัว ซึ่งเป็นการรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สถานพินิจ มีการสอบถามเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวทางบ้าน พ่อแม่ทำงานได้เงินเท่าไหร่ ตนเคยถูกจับคดีอาญาหรือไม่ กินเหล้าหรือไม่ สูบบุหรี่หรือไม่ (มีพฤติกรรม)แต่งรถหรือเปล่า ฐานะทางบ้านเป็นอย่างไร มีเพื่อนสนิทเยอะหรือไม่ เที่ยวกลางคืนหรือเปล่า มีการถามถึงวัตถุประสงค์ในการเข้าร่วมกิจกรรมเมื่อ 16 ก.ค. และเจ้าหน้าที่สถานพินิจแนะนำให้รับสารภาพเพื่อให้ศาลเมตตา

โดย "คุณมด" ตอบคำถาม ผู้สื่อข่าววอยซ์ทีวีที่ถามว่า ได้ทำให้ประชาชนหวาดกลัว ตามความผิดฐานฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ โดย "คุณมด" ปฏิเสธ และบอกว่าประชาชนไม่หวาดกลัว ยิ้มแย้มแจ่มใส นักเรียน ม.5 รายนี้ยังระบุว่าในระหว่างการรายงานตัวเจ้าหน้าที่สถานพินิจใช้วาจาสุภาพ และในวันจันทร์ที่ 2 ส.ค. นี้ มีการนัดหมายตนไปที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลาง จ.เชียงรายอีก เพื่อไปตรวจสุขภาพจิต

นักเรียน ม.5 ผู้นี้ยังยืนกับผู้สื่อข่าวอีกว่าจะทำกิจกรรมต่อไป ในเงื่อนไขที่ว่าต้องไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วย

จี้รัฐฯ เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ-เลิก คุกคาม นร.-นศ.เชียงราย

ที่มา ประชาไท

มีผู้แจกแถลงการณ์หยุดข่มขู่ นศ.เชียงราย - เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลางงานเสวนา "ธงชัย วินิจจะกูล" ที่เชียงใหม่ พร้อมชวนประชาชนลงชื่อ


บรรยากาศการเสวนาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 28 ก.ค.
ขณะที่ภายนอกมีผู้นำกระดาษสีแดงเขียนข้อความคัดค้านการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาติด

วันที่ 28 ก.ค.53 เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ห้องประชุม ศ.ดร.มล.ตุ้ย ชุมสาย ชั้น 8 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างที่มีการบรรยายพิเศษเรื่อง “สนทนากลางฝุ่นตลบหลังเดือนพฤษภา: ประเด็นและคำถามจากเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต” โดย ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ด้านหน้าห้อง ได้มีผู้นำกระดาษสีแดงมาติดที่ผนังด้านนอก โดยกระดาษเขียนข้อความระบุว่า คนไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์ฯ เป็นนายกรัฐมนตรี, เราเห็นคนตายที่สี่แยกคอกวัวและราชประสงค์, จับเด็กเชียงรายอ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่ผิดรัฐธรรมนูญ, สี่แยกราชประสงค์ ศรัทธา-ความกลัว, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน 27 ก.ค.53 จำลองนำคนปิดถนนประท้วงยูเนสโก โดยกระดาษสีแดงดังกล่าวติดอยู่ภายนอกห้องเสวนาตั้งแต่ก่อนเริ่มเสวนา จนกระทั่งใกล้เลิกเสวนา ได้มีเจ้าหน้าที่ดูแลอาคารของมหาวิทยาลัยมาปลดออกจนหมด

ขณะเดียวกันมีผู้แจกแถลงการณ์ “หยุด! ข่มขู่คุกคามสิทธิเสรีภาพของนักเรียน-นักศึกษาจังหวัดเชียงราย รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยทันที” พร้อมเชิญชวนให้คนลงชื่อในแถลงการณ์ด้วย โดยรายละเอียดของแถลงการณ์มีดังแนบ

ทั้งนี้ ในส่วนของการอภิปรายของ ศ.ดร.ธงชัย ประชาไทจะนำคำอภิปรายมานำเสนอโดยละเอียดต่อไป

แถลงการณ์
หยุด! ข่มขู่คุกคามสิทธิเสรีภาพของนักเรียน-นักศึกษาจังหวัดเชียงราย
รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยทันที

สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นักศึกษาราชภัฏเชียงราย 2 คน นักศึกษา ม.แม่ฟ้าหลวง 2 คน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 1 คน ได้ร่วมกันทำกิจกรรมโดยการไปถือป้ายแสดงข้อความต่างๆ ที่บริเวณตลาดสดเทศบาล 1 หอนาฬิกา จังหวัดเชียงราย โดยการแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการคงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกรณีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ บริเวณแยกราชประสงค์เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2535 โดยป้ายระบุข้อความ อาทิ ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์, นายกครับอย่าเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นะครับไม่งั้นรัฐบาลจะพัง, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต้องคงไว้เพื่อไม่ให้ความจริงปรากฏ ฯลฯ

ต่อมา นักเรียนและนักศึกษาทั้งหมดโดนหมายเรียกในความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อหา “ชุมนุม หรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยง ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”

เหตุการณ์ดังกล่าว สะท้อนถึงการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ อำนาจเผด็จการ โดยมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นเครื่องมือทางการเมือง กระทำการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของนักเรียนและนักศึกษาในจังหวัดเชียงราย ในการแสดงความคิดเห็นอันเป็นอิสระ อันเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่พึงมีในระบอบประชาธิปไตย

เรา ดังรายชื่อข้างล่าง ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจข่มขู่คุกคามกับนักศึกษา นักศึกษา อันเป็นปัญญาชน ที่มีพลังบริสุทธิ์ เรียกร้องสิทธิเสรีภาพในแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่กลับถูกคุกคามโดยรัฐบาล ซ้ำร้ายยังจะเอาผิดถึงขั้นเข้าสถานพินิจเด็กและเยาวชน ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดทางอาญา แต่อย่างใด

เรา มีความคิดเห็นว่า นักศึกษาเป็นพลังขับเคลื่อนของสังคม ที่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นลูกหลานของคนไทย ซึ่งไม่ควรตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจเผด็จการ และเราขอเรียกร้องต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ ดังนี้

1 ยุติการดำเนินคดี ข่มขู่ คุกคาม นักเรียน นักศึกษาจังหวัดเชียงรายทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข

2 ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เครื่องมือของเผด็จการโดยทันที คืนสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน ตามหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ร่วมลงชื่อเพิ่มเติมส่งมาที่นี่ freedommanthailand@gmail.com

Monday, July 26, 2010

คุยกันทันประเด็นตอน มองผ่านตัวตน ทนายคู่บุญคนเสื้อแดง

ที่มา Asia Update TV

คุยกันทันประเด็นตอน มองผ่านตัวตน ทนายคู่บุญคนเสื้อแดง part 1




คุยกันทันประเด็นตอน มองผ่านตัวตน ทนายคู่บุญคนเสื้อแดง part 2

ได้กลับมาสู่เกมแล้ว

ที่มา ไทยรัฐ

ทักษิณ

ถ้าชนะ เผลอๆจะไม่มีเลือกตั้งใหญ่

โดยโจทย์ยากๆของพรรคเพื่อไทยในการลงสนามเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 ที่ไม่ได้จบแค่แพ้หรือชนะในสนามเล็ก

แต่ยังต้องประคองกระแส ประคองจังหวะ

เผื่อข้ามช็อตไปถึงการทำศึกใหญ่

เพราะถ้ากรุงเทพมหานครฝ่ายกุมอำนาจประเทศไทย ยังต้านไม่อยู่ เมืองหลวงโดนแบ่ง ก็ไม่ต้องพูดถึงพื้นที่โซนแดงในภาคอีสานกับภาคเหนือ

ยี่ห้อเพื่อไทยกรีธาทัพมาแบบถล่มทลายแน่

ฉะนั้น ตามไฟต์บังคับ ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยไม่มีทางปล่อยไฟเขียว

ประเมินกันตามเงื่อนไข เดิมพันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 6 แค่พรรคเพื่อไทยได้คิวลงสนามเลี้ยงกระแสเสื้อแดง

ชิงจังหวะเล่นแต้มจนพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่าเป็นต่อหลายช่วงตัว ต้องหูตาตื่น เกณฑ์ไพร่พลคณะใหญ่

ไม่เว้นแม้แต่รุ่นเก๋ายี่ห้อ "ชวน หลีกภัย" ยังต้องถูกเรียกใช้บริการ ลงพื้นที่ หาเสียง ทุ่มกันแบบหมดหน้าตัก

ฟ้องอาการไม่ชัวร์

กลัวแม้กระทั่งคู่ต่อสู้ที่โดนคุมขังอยู่ในคุก

แค่นี้ก็เข้าเป้าแล้วสำหรับมวยรองบ่อนอย่างพรรคเพื่อไทย ที่กระแสต้นทุนน้อยกว่า

เอาเป็นว่า แม้ผลการเลือกตั้ง ส.ส.กทม.เขต 6 ที่ออกมา นายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ สมัครจากพรรคเพื่อไทย จะพ่ายให้แก่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์

แต่ก็ถือว่าได้ลงสนามปลุกกระแสคนเสื้อแดงในพื้นที่ กทม. ให้กลับเข้าสู่เกมการต่อสู้แล้ว

หลังจากที่เพลี่ยงพล้ำกระแสมาพักใหญ่ โดนกดให้อยู่กับภาพผู้ร้ายเผาบ้านเผาเมืองในสถานการณ์สวนทางกับฝ่ายรัฐบาลกำลังตกที่นั่งลำบาก

เมื่อกระบองยักษ์เสื่อมอิทธิฤทธิ์ โดนกดดันให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่เหลือเครื่อง ทุ่นแรงกดหัวฝ่ายต่อต้าน

น้ำลด ตอผุดเป็นระลอก

ประเมินจากคิวของหัวหอกตัวรุกอย่างนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่เดินหน้ารุกไล่ต่อจิ๊กซอว์ไอ้โม่งชุดดำกับขบวนการก่อการร้ายเสื้อแดง

แต่เจอรายการ "อมเพชรของกลาง" กับปม "คนใกล้ชิดเรียกรับผลประโยชน์เลี่ยงภาษี" สองดอกติดๆกัน

โดนหมัดสวนชักออกอาการเป๋

ตามจังหวะที่พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงตีฝ่าวงล้อมในประเทศ

ขณะที่อีกด้านรัฐบาลก็ต้องรับมือกับคิวตีโอบตามยุทธศาสตร์ ใช้เวทีโลกบีบล้อมประเทศไทย

ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินกับแฟนคลับเสื้อแดงจังหวัดราชบุรี ที่จัดทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด 26 กรกฎาคม

"ขอให้ทุกคนใจเย็น กำลังรวบรวมเอกสารหลักฐานต่อสู้ กับรัฐบาลในเหตุสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง"

พร้อมๆกับคิวที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของ อดีตนายกฯทักษิณ เดินหน้าตีปี๊บสมุดปกขาว "การสังหารหมู่ที่ กรุงเทพฯ" ประกาศดังๆ

จะใช้วิธีทางการทูตเพื่อขอให้รัฐบาลไทยเพิกถอนคำสั่งห้ามเข้าประเทศไทย ที่ถือเป็นการทำลายสิทธิของตนเองที่จะแก้ต่างให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่เป็นลูกความ

ท้ากันเป็นเชิง ยินดีที่จะขึ้นเวทีอภิปรายเรื่องสมุดปกขาวกับตัวแทนฝ่ายรัฐบาลไทย ทุกที่ทุกเวลา บนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ

ไม่สนเกมปลุกชาตินิยมของพรรคประชาธิปัตย์ ด่าคนไทย จ้างฝรั่งทำลายเครดิตประเทศตัวเอง

เพราะเป้าหมาย "ทักษิณ" อยู่ที่เวทีโลก ที่ไม่โดน "กระชับ พื้นที่".


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

'แม้ว'ทวิตวันเกิด ครบ61ปี ขอทุกฝ่ายรักกัน

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_99032

"ทักษิณ" ทวิตข้อความบนทวิตเตอร์ส่วนตัวเนื่องในวันครบรอบวันเกิด 61 ปี ขอทุกฝ่ายหันมารักกัน นำบ้านเมืองไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุข ขอให้ผู้ท่ีรักและปรารถนาดีต่อตนอดทนอดกลั้น อย่าใช้ความรุนแรง...

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. เวลาประมาณ 09.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ส่วนตัว http://twitter.com/Thaksinlive ว่า "ขอขอบคุณผู้ที่มีน้ำใจต่อผม กรุณาอวยพรวันเกิดผม ผมขอวิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายคุ้มครองท่านให้พ้นทุกข์พ้นโศกผ่านช่วงนี้ไปด้วยดีครับ วันนี้ผมก็ 61 แล้วครับ แก่แล้วครับ อยากจะเห็นสิ่งดีๆ ในบ้านเมืองและพร้อมให้ความร่วมมือทุกฝ่ายท่ีอยากจะนำบ้าน เมืองไปสู่ความรักกัน ร่มเย็นเป็นสุข"

อดีตนายกฯ ระบุอีกว่า "ผู้ท่ีรักผมและปรารถนาดีต่อผมต้องอดทนอดกลั้นต่อความไม่เป็นธรรม ความโหดเหี้ยมในช่วงนี้ โปรดอย่าหาทางออกด้วยความรุนแรงผมไม่ชอบไม่เห็นด้วยครับ ขอขอบคุณชาว twitter ทุกคนที่มาเป็น followers ครบ 1 ปีพอดีถึง 116,814 ท่านทั้งๆ ที่ ระยะหลังผม tweet น้อยลงเพราะไม่อยากเป็นประเด็นมากนัก ขอขอบคุณอีกครั้ง"

ผู้สืื่อข่าวรายงาน สำหรับการทวิตข้อความในวันนี้ ตรงกับวันเกิดครบรอบ 61 ปี ของอดีตนายกฯ พอดี

ประเทศไทยบนแผนที่โลก

ที่มา ไทยรัฐ


วันนี้ตรงกับ วันอาสาฬหบูชา คนไทยได้โอกาสทำบุญไหว้ พระทำจิตใจให้สงบและวันนี้ยังเป็นวันครบรอบวันเกิด 61 ปีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รัฐบาลเคยให้ข่าวไปก่อนหน้านี้ว่าจะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายจากคนเสื้อแดง ซึ่งมีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็อาจจะจัดงานระลึกถึงกันเป็นธรรมดา แต่ถึงขั้นจะก่อเหตุรุนแรง คงไม่เข้ากับสถานการณ์ นอกจากชาย

ชุดดำ หรือไอ้โม่ง อยากให้เกิดความวุ่นวายตามคำทำนายเท่านั้น

ต้องยอมรับความจริงว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่โกรธแค้นและไม่พอใจกับการกระทำของรัฐบาลที่ปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ที่ผ่านมาและมีการเคลื่อนไหวลงใต้ดิน แต่ก็เป็นในลักษณะจับกลุ่มแสดงความคิดเห็นถึงแนวทางการเคลื่อนไหวในอนาคต แต่ถามว่าถึงขนาดจะออกมาเผาบ้านเผาเมืองหรือไม่

ไม่ถึงขนาดนั้น

ก็เลยเป็นที่มาของการพิจารณายกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่รัฐบาลชุดนี้ใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาอำนาจทางการเมือง อย่างน้อยก็ต้องรอหลังวันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ และถ้ารัฐบาลคิดได้แค่นี้จริงๆ เอาอนาคตหน้าตาของประเทศไปผูกไว้กับคนเพียงคนเดียว ควรจะรีบลาออกจากตำแหน่งหรือยุบสภาทันที

เรื่องของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กฎหมายติดหนวดฉบับนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดต่อไปควรจะรีบยกเลิกโดยทันที ไม่เช่นนั้น จะเป็นเครื่องมือของเผด็จการ ลิดรอนสิทธิและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น

มีข้อที่น่าสังเกตดังนี้ จู่ๆคุณอานันท์ ปันยารชุน ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูป ก็เสนอให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเร็ว ในขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังต่อรองขอดูสถานการณ์ก่อน

ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่าคุณอานันท์เป็น อดีตนายกฯโกอินเตอร์ เป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และยังอยู่ในแวดวงของธุรกิจ ดังนั้น สิ่งที่คุณอานันท์ได้ยินมาก็คงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

ก่อนหน้านี้ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้ทำบันทึกสมุดปกขาวเผยแพร่ไปทั่วโลก ก่อนหน้านี้

มี คอลัมนิสต์ต่างประเทศ วิจารณ์สถานการณ์การเมืองไทยภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อย่างตรงไปตรงมา มีการวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของรัฐบาลและคนเสื้อแดง ทั้งสองฝ่าย ก่อนหน้านี้ โฆษก รมว.ต่างประเทศของญี่ปุ่น ไปนั่งแถลงนอกรอบในการประชุมว่าด้วยความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาค

เอเชีย-แปซิฟิก ที่ประเทศเวียดนาม ทวงถามความคืบหน้ากรณีนักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิตจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้า

รัฐบาลจะทำหูทวนลมไม่ได้

เพราะประเทศไทยยังอยู่บนแผนที่โลก การสร้างภาพซื้อเวลาใช้ไม่ได้กับประเทศที่ ประชาธิปไตยเจริญแล้ว ชาวโลกแค่อยากรู้ว่าความจริงคืออะไร และมีความรับผิดชอบแค่ไหนเท่านั้น ไม่ชอบลีลา.


หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 26/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 26/07/53

พล.ร.7 กองพลพิชิตแดง

ที่มา บางกอกทูเดย์



ภารกิจเช็คบิลคนเสื้อแดงของ ศอฉ.ยังไม่จบแค่บนแยกราชประสงค์ ณ ปัจจุบันท่ามกลางพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ภารกิจนี้ยังคงดำเนินต่อไป จากเหตุที่ศอฉ.เชื่อว่ายังคงมีการเคลื่อนไหวใต้ดินในบางพื้นที่ จนเป็นเหตุให้ศอฉ.ยังคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิกไว้ แม้จะค้านสายตาจากหลายฝ่าย

นอกจากการคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ต่อไปในอีก 16 จังหวัดแล้วในการประชุมศอฉ.เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมซึ่งมี “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ นั่งหัวโต๊ะ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศจีน ได้เคาะโปรเจ็กต์ตั้งค่ายทหารเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคเหนือ

โปรเจ็กต์นี้ว่ากันว่า “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็นเจ้าภาพในการวางโปรเจ็กต์ทั้งหมด ก่อนชงเข้าที่ประชุมศอฉ.

โดยพล.อ.อนุพงษ์ ได้เสนอแนวความคิดที่จะขยายกำลังทหารในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ด้วยการจัดตั้ง กองพลทหารราบที่ 7 ขึ้น ใช้พื้นที่กรมรบพิเศษที่ 2 เดิม เป็นกองบัญชาการกองพล จะมีหน่วยขึ้นตรง 2 กรม คือ กรมทหารราบที่ 7 (จ.เชียงใหม่) และกรมทหารราบที่ 17 (จ.พะเยา)

มีการบรรจุอัตรากำลังพลที่เกลี่ยมาจากหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสานจำนวนเกือบ 8,000 นาย ซึ่งจะมีการเสนอของบประมาณจำนวนเกือบ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ ครม.อนุมัติงบประมาณภายในเดือน ส.ค.นี้

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสะดวกต่อการบรรจุตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 ในการปรับย้ายนายทหารในครั้งนี้ด้วย
สำหรับในพื้นที่ภาคเหนือ มีเพียงกองพลทหารราบที่ 4 กองพลเดียว ดังนั้นกองพลทหารราบที่ 4 จำเป็นต้องตั้งกรมทหาราบที่ 14 (จ.ตาก) ขึ้นมาใหม่อีก 1 กรม เพื่อบรรจุให้ครบตามการบรรจุอัตรากำลังพล พร้อมกับกรมทหาราบที่ 4 (จ.นครสวรรค์) เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งต่อไปนี้ในพื้นที่ภาคเหนือ จะมีหน่วยทหารเป็น 2 กองพล คือ กองพลทหารราบที่ 4 และกองพลทหารราบที่ 7 ขึ้นตรงกับกองทัพภาคที่ 3

ส่วนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 (อีสาน) จะมีหน่วยทหารกำลังหลัก ประกอบด้วย กองพลทหารราบที่ 3 และกองพลทหารราบที่ 6 ส่วนของกองทัพภาคที่ 4 จะประกอบไปด้วย กองพลทหารราบที่ 5 และกองพลทหารราบที่ 15

หากมีการจัดตั้งกรมทหารราบที่ 7 สำเร็จก็มีความแนวโน้มจะประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ภาคเหนือได้ในเร็วๆ นี้เช่นกัน จึงไม่แปลกที่ในช่วงนี้ นายกฯ มาร์ค จะออกมาแย้มถึงแนวทางยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่หลายวัน

ขณะเดียวกันโปรเจ็กต์นี้กำลังจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ในสัปดาห์หน้า ซึ่งต้องจับตาดูเสียงตอบรับจากทุกฝ่ายว่าจะเห็นด้วยหรือไม่

โดยเฉพาะคณะกรรมการสารพัดคณะ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาเพื่อร่ายมนต์ความปรองดองจะหนุนรัฐบาลและกองทัพหรือไม่

พนิชชนะซ่อมเขต6 ถ้าแพ้สิน่าแปลกใจ!

ที่มา บางกอกทูเดย์



น่าคิด...คนที่เคยมาใช้สิทธิ์หายไปไหน
ทันทีที่นายนราธิป ภัทรวิมล ผอ.เขตคลองสามวาในฐานะประธานกกต. เขต6 แถลงผลการเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขต6 อย่างไม่เป็นทางการว่า ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ มีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด 191,598 คนจากผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด 386,660 คนคิดเป็นร้อยละ 49.55 เป็นบัตรดี180,432 ใบ คิดเป็นร้อยละ 94.17 บัตรเสีย2,931 ใบคิดเป็นร้อยละ 1.53 บัตร บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 8,235 ใบคิดเป็นร้อยละ 4.3

ผลการลงคะแนนปรากฏว่า อันดับ 1 ได้แก่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 96,480 คะแนนอันดับ 2.นายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ได้ 81,776 คะแนนอันดับ 3.นายนพดล ไชยฤทธิเดช จากพรรคชาติสามัคคี ได้ 709 คะแนนอันดับ 4.นายอนุสรณ์ สมอ่อน จากพรรคความหวังใหม่ ได้ 684 คะแนน5.นายกิจณพัฒน์ สามสีลา จากพรรคประชาธรรม ได้ 405 คะแนนและ 6. นายชูชาติ พิมพ์กา จากพรรคแทนคุณแผ่นดิน ได้ 378 คะแนน

แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ และนายพนิช จะมีการดีใจในชัยชนะอย่างเห็นได้ชัด แต่อีกมุมหนึ่งของสัมคมไทย ก็เกิดคำถามตามมามากมาย กับการชนะแบบไม่ได้ชนะขาดลอยในครั้งนี้

ทั้งๆที่นายพนิชเป็นตัวแทนของรัฐบาล กุมอำนาจรัฐ กุมอำนาจ พรก.ฉุกเฉินอยู่ในมือ และได้รับแรงหนุนสารพัดจากขั้วอำนาจที่หนุนหลังอยู่ในปัจจุบัน รวมไปถึงกระทั่งอำนาจทหารด้วย

ในขณะที่นายก่อแก้ว ถูกจองจำอยู่ในคุก เพราะไม่ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัวออกมาหาเสียงอย่งจริงจังแต่อย่างใด แต่สุดท้ายนายพนิชก็ยังไม่สามารถชนะขาดลอยได้

ที่สสำคัญก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ใช้กลยุทธ์หาเสียงเรียกร้องให้มีการออกมาแสดงพลังกันมากๆ โดยให้เหตุผลว่า ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงมาใช้สิทธิกันน้อย พรรคประชาธิปัตย์จะเสียเปรียบ อ้างว่าจะมีคะแนนจัดตั้ง

แต่ในความเป็นจริงการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ์ต่ำกว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 50 เป็นอย่างมาก เนื่องจากในครั้งดังกล่าวมีผู้มาใช้สิทธิ์ 262,829 คน คิดเป็นร้อยละ 72.77 แต่ครั้งนี้มาใช้สิทธิแค่ร้อยละ 49.55

ผู้ที่เคยมาใช้สิทธิกว่าร้อยละ 22 หายไปไหน เกิดอะไรขึ้น???

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อมเขต6 พรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังรับทราบผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการว่า พรรคยอมรับมติประชาชน ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่ประชาชนมอบให้ ไม่ว่าผลคะแนนออกมาเท่าใด ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชน และเหตุที่เราแพ้และได้นำมาวิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะรัฐบาลยังคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีบรรยากาศเหมือนการเลือกตั้งทั่วไป

เมื่อวันที่23-24 ก.ค. มีกลุ่มบุคคลแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ติดตามทีมงาน สก.และสข.รวมทั้งทีมผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย และหลายคนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่25ก.ค. แต่กลับพบว่าได้ถูกใช้สิทธิล่วงหน้าไปแล้ว มีการทุจริตโดยแจกสิ่งของในเขตบึงกุ่ม

นายวิชา กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่แต่งกายเหมือนคอมมานโด ขึ้นไปเคาะประตูในแฟลตต่างๆ เช่น เคหะรามอินทรา ซึ่งเราได้ทำหนังสือแจ้งไปยังกกต.และบชน.ไปแล้ว และยังพบว่าในช่วงเวลานอกจากเวลาหาเสียงเมื่อเย็นวันที่24ก.ค.สถานีวิทยุคลื่น 103 ของกรมประชาสัมพันธ์ พูดเป็นภาษาอีสาน ประกาศว่าอย่าไปเลือกพวกเผาบ้านเมือง พวกก่อการร้าย

เช่นเดียวกับความพยายามของรัฐบาลที่ใช้สื่อรัฐเป็นเครืองมือ โดยใช้ทีวีช่อง 11 ได้หยิบยกนำกรณีผู้เสียชีวิตจากกรณียาเสพติด บอกว่าเป็นการกระทำสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งการใช้อำนาจรัฐ อำนาจท้องถิ่น ที่เรารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมมาโดยตลอด

ที่สำคัญการที่มีการบอกว่าหากเลือกนายก่อแก้ว ก็ไม่มีผลเพราะว่าเป็นผู้ต้องขังในข้อหาก่อการร้าย ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ออกมารับใช้ประชาชน ซึ่งตรงนี้มีผลต่อการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก

นายวิชาญ กล่าวอีกว่า การวิเคราะห์ในฐานคะแนนเรายังอยู่ในฐานที่ไม่เสียเปรียบออกมาอย่างน่าเกลียด ยังถือว่าเป็นความพอใจ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอพูดในสองสถานะคือเป็นหนึ่งในทีมงานที่ได้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งและในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมชีวิต อุดมการณ์กับนายก่อแก้ว พวกเราเป็นลูกผู้ชาย ไม่ว่าผลออกมาอย่างไร เรายอมรับผลเลือกตั้ง ทุกคะแนนที่ได้มอบถือให้เป็นความยิ่งใหญ่ แม้ว่าผู้สมัคร ไม่มีโอกาสเพียงนาทีที่จะมาพบกับประชาชน การใช้อำนาจรัฐต่างๆ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องว่าไปตามกฎหมาย แต่ชี้ให้เห็น เราต้องยอมรับ

“บ้านที่มีรั้วสูงมีการใช้กลไกดีเอสไอ มาปั้นพยานเท็จ โยงมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งที่ประชาชนที่ได้รับจึงเป็นเพียงมุมเดียวเท่านั้น เราจึงไม่มีโอกาสทำความจริงให้ปรากฏในส่วนนั้น ทำได้เพียงชี้แจงในที่ที่เราไปตั้งเวทีปราศรัย ทำให้ประชาชนได้เข้าใจข้อเท็จจริง ซึ่งตรงนี้ถือว่าสำคัญมาก แต่ก็ยังทำได้เพียงแค่มุมเดียว แต่อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณประชาชนเขตเลือกตั้งที่6 ในทุกคะแนนเสียง แม้ไม่มีผลถึงขั้นให้ได้รับชัยชนะ แต่จากความยิ่งใหญ่ครั้งนี้ จะนำไปบอก นายก่อแก้ว ว่าประชาชนมอบความยิ่งใหญ่ให้ ในชีวิตมนุษย์มีแพ้ชนะเป็นธรรมดา เป็นสัจธรรม แต่สำหรับการต่อสู้เพื่อไทยยังเดินหน้าต่อไป ผลเลือกตั้งเป็นบทเรียนที่มีคุณค่า จะได้รู้ว่าครั้งหน้าจะปรับขบวนอย่างไร เมื่อผลออกมาก็ต้องน้อมรับ แต่เตรียมการต่อสู้ครั้งใหม่ ชีวิตจะไม่หยุดนิ่งการต่อสู้จะมีอยู่ในครั้งต่อไป

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) วิเคราะห์ว่า ในแง่ของพรรคเพื่อไทยถึงแม้ว่าจะแพ้ แต่แพ้ไม่มาก ทำให้มีกำลังใจมากขึ้นว่าคะแนนพื้นฐานในเขตกรุงเทพมหานครยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ก็เป็นกำลังใจที่จะให้ทำงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อรอการเลือกตั้งครั้งต่อไป แสดงว่าการส่งนายก่อแก้ว พิกุลทอง และ วิธีการหาเสียงรณรงค์ประสบความสำเร็จ

ส่วนในมุมของพรรคประชาธิปัตย์ ถึงแม้ว่าจะชนะ แต่ชนะไม่มาก ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งต่อไปต้องทำงานหนักมากขึ้น ในฐานะรัฐบาลก็จะต้องทำให้เห็นผลงานที่ชัด เพื่อดึงคะแนนเสียงให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นจะไม่ปลอดภัยสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

"ผลทางการเมืองปัจจุบันคงไม่มากเท่าไหร่ แต่จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ได้ใจมากกว่า เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ สองฝ่ายทุ่มทรัพยากรจำนวนมาก เพื่อที่จะเอามาเป็นปัจจัยสำคัญ เป็นการปลอบขวัญกำลังใจสำหรับอนาคต คนเสื้อแดงอาจมีส่วนที่ดีใจ รวมพลรวมตัวก็มีความเป็นไปได้ ถือว่าในพื้นที่กรุงเทพฯพรรคเพื่อไทยหรือการเคลื่อนไหวที่ผ่านมายืนยืนยันได้ว่าแท้จริงแล้วประชาชนยังสนับสนุนอยู่ "

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า เชื่อว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องอ้างชัยชนะทั้งคู่ รัฐบาลก็จะแสดงให้เห็นว่านโยบายได้รับการตอบรับ ในขณะที่เพื่อไทยก็จะอ้างว่านี่ขนาดถูกจำกัดอะไรหลายอย่างยังได้ขนาดนี้ เป็นการแสดงออกถึงการระดมคนเพื่อเป็นการต่อสู้ในระดับชาติให้เห็นถึงความชอบธรรมของแต่ละฝ่าย คงจะเป็นสัญญาณทั้งสองฝ่าย คือ เสื้อแดงเป็นการระดมพล สรรพกำลังการต่อสู้ ถือว่าเป็นยกใหม่ ส่วนรัฐบาลเองก็คิดว่าคงไม่นิ่งนอนใจ เพราะคนที่สนับสนุนคนเสื้อแดงยังมีอยู่จำนวนมาก แม้ว่าจะชนะ แต่ก็ชนะไม่มากนัก

อย่างไรก็ตามหลายๆฝ่ายยังเห็นว่า การที่คนกว่า 40% ไม่ออกมาใช้เสียง น่าจะเป็นการสะท้อนสถานการร์การเมืองในปัจจุบันได้ดีกว่าผลการเลือกตั้ เพราะจริงๆแล้วผลการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นไปตามคาด เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์กับพื้นที่กรุงเทพ เป็นความได้เปรียบมาตลอด ซ้ำกลไกของรัฐและทหาร จะย้ำความเชื่อในประเด็นที่ว่า พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่ง นปช.ถูกตั้งคำถามในเรื่องความรุนแรง จึงกลายเป็นจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย

เพราะเรื่องของความรุนแรงนั้น ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญในทางการเมืองมาตลอด พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตผู้บัญชาการทหารบก แม้ขณะนั้นจะมีอำนาจสูงมาก จนขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่สุดท้ายก็อยู่ในตำแหน่งไม่ได้ เมื่อมีความรุนแรง มีประชาชนเสียชีวิต

เช่นเดียวกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำม็อบพันธมิตร ที่ถูกข้อหาพาคนไปตายในช่วงพฤษภาทมิฬ ปี 2535 ก็ไม่สามารถจะเข้ามาบนถนนการเมืองได้อีก มามีโอกาสก็เมื่อเข้าไปเป็นแกนนำให้กลุ่มม็อบพันธมิตรเท่านั้น

ดังนั้นผลเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ยังไม่ได้สะท้อนว่าพรรคประชาธิปัตย์จะต้องได้รับเสียงข้างมากในสภาฯในอนาคต เพราะโอกาสที่พรรคเพื่อไทยแม้ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน แต่ก็น่าจะยังได้เสียงข้างมากในสภาอยู่ดี

ดังนั้นการที่นายพนิช ออกมากล่าวอ้างว่าชัยชนะที่เฉียดฉิวครั้งนี้ เป็นสิ่งบอกเหตุว่าคนไทยต้องการให้บ้านเมืองกลับสู่ปกติ

รวมทั้งการที่มีการจัดฉากให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โทรศัพท์เข้ามาแสดงความยินดีระหว่างที่อยู่กับสื่อมวลชนนั้น อาจจะไม่ได้เป็นภาพบวกอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์คิด

เพราะคำถามที่ว่า ชนะน่ะไม่แปลก เพราะได้เปรียบซะขนาดนี้... แต่มันน่าภาคภูมิใจจริงๆหรือ

นี่ต่างหากที่นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ควรจะต้องทบทวน ว่ามาถูกทางจริงๆหรือ???

เช่นเดียวกับนายพนิชก็ควรที่จะต้องรู้อยู่แก่ใจ ว่าลึกๆแล้วชนะเพราะอะไร!!!

ธรรมะกับการเมือง

ที่มา โลกวันนี้


บทบรรณาธิการ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2848 ประจำวัน จันทร์ ที่ 26 กรกฏาคม 2010
โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน


สถานการณ์บ้านเมืองในวันอาสาฬหบูชาปี 2553 กับปี 2519 แม้ระยะเวลาจะผ่านมาถึง 34 ปี แต่บรรยากาศทางการเมืองไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” กับ “6 ตุลา” ประชาชนและนักศึกษาถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม

ท่านพุทธทาสภิกขุได้บรรยายธรรมในหัวข้อ “ธรรมะกับการเมือง” ที่สวนโมกขพลาราม ซึ่งเป็นการบรรยายทุกวันเสาร์และตรงกับช่วงวันอาสาฬหบูชาวันที่ 3 กรกฎาคม ถึง 25 กันยายน 2519 รวม 11 ครั้ง โดยเน้นว่าการเมืองเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะประชาชนทุกคนเป็นนักการเมือง และทุกคนเป็นนักการเมืองโดยความรู้สึก ดังนั้น การเมืองจึงไม่อาจแยกจากธรรมะ ไม่อาจแยกจากศีลธรรม

“ธรรมกับการเมืองเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไรการเมืองก็กลายเป็นการทำลายโลกขึ้นมาทันที”

ท่านพุทธทาสภิกขุยังใช้คำว่า “อิสรภาพในการใช้สติปัญญาแก้ปัญหา” หรือ “อิสรภาพในการตัดสินใจ” ไม่ใช่ปล่อยให้เกิด “ภาวะจำเป็นต้องทิ้งธรรมะ” ที่เป็น “การตกอยู่ในห้วงของความกลัว”

“นักปราชญ์การเมืองแต่โบราณขอร้องให้ทุกคนเป็นสัตว์การเมือง (Political animal) คือมีหน้าที่สนใจการเมือง ร่วมกันจัดสังคมให้อยู่กันอย่างสงบสุขโดยไม่ต้องใช้อาชญา แต่คนสมัยนี้ทำได้มากเกินไป ขนาดที่เรียกว่าการเมืองขึ้นสมอง แล้วใช้การเมืองนั้นเองเป็นเครื่องมือกอบโกยหรือฟาดฟันผู้อื่น ครอบงำผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ดังนั้น แทนที่การเมืองจะตั้งอยู่ในฐานะเป็นเรื่องศีลธรรม ก็กลายเป็นเรื่องอุปัทวะจัญไรในโลกไปเสีย”

ท่านพุทธทาสภิกขุจึงเห็นว่า โดยปรัชญาทางศีลธรรมแล้วการเมืองก็คือหน้าที่ของมนุษย์ ที่จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติอันเฉียบขาด เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกโดยไม่ต้องใช้อาชญา ถ้าไม่มีการคำนึงถึงศีลธรรม การเมืองก็กลายเป็นเรื่องสกปรกสำหรับหลอกลวงกันอย่างไม่มีขอบเขต จนกระทั่งโลกนี้กลายเป็นโลกแห่งการหลอกลวง

“มีแต่สัตว์การเมืองที่เป็นสัตว์เอาเสียจริงๆ กล่าวคือบูชาเรื่องกิน-กาม-เกียรติแทนสันติสุข”

การเมืองที่แท้จริงจึงต้องตั้งอยู่บนรากฐานทางศาสนาทุกศาสนา เพราะ “สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น”

นักการเมืองที่มีธรรมสัจจะย่อมเป็นนักการเมืองของพระเจ้า ซึ่งการเคลื่อนไหวทุกกระเบียดนิ้วจะมีแต่บุญกุศล จนกระทั่งกลายเป็นปูชนียบุคคลไป

ไม่ใช่ถูกประณามว่าเป็นทรราชหรือเผด็จการ “มือเปื้อนเลือด”