WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 2, 2010

เปิดบันทึก"จารุวรรณ"กลับมายึดอำนาจ สตง.เบ็ดเสร็จ อ้างความเห็นกุนซือ ปธ.วุฒิฯ หยุดงานทำชาติเสียหาย

ที่มา มติชน



หมายเหตุ"มติชนออนไลน์"-เป็นบันทึกข้อความลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2553 ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่แจ้งเวียนข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทุกหน่วยว่า จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าฯตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปโดยอ้างความเห็นของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภาว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าฯเสร็จสิ้น มิเช่นนั้นจะส่งผลเสียหายกลับประเทศชาติ
-------------------------------

ตามบันทึก สกบ.ที่ 09/ว.1230 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 แจ้งว่ายังมีปัญหาการพ้นจากตำแหน่งของ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โดยในขณะที่ยังไม่ได้ข้อยุติในกรณีดังกล่าว จึงให้รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินปฏิบัติราชการตามคำสั่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่/5/2552 ลงวันที่ 9 เมษายน 2552 ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น


สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้มีหนังสือกราบเรียนประธานวุฒิสภาซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินในปัญหาดังกล่าว ประธารวุฒิสภาได้มีคำสั่งมอบหมายให้คณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภาพิจารณาเสนอความเห็นทางกฎหมาย บัดนี้คณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภา ได้มีหนังสือส่งบันทึกความเห็นทางกฎหมาย เรื่องการปฏิบัตติหน้าที่ของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมาแล้ว และมีความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สรุปได้ดังนี้


1.เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2549 ได้มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 29 ซึ่งแก้ไขประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 12 โดยประกาศฉบับที่ 29 ข้อ 2 ได้บัญญัติให้ยกเลิกความในข้อ 2 ของประกาศฉบับที่ 12 และให้ใช้ข้อความใหม่ ความว่า


"ข้อ 2 ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายน 2549 คงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2550"


และในประกาศฉบับที่ 29 ข้อ 3 วรรคสอง บัญญัติว่า


"ข้อ 3 วรรคสองในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่งยังคงปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปพลางก่อน"


2.จากบทบัญญัติของประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 29 ดังกล่าว จึงฟังเป็นที่ยุติได้ว่าผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 18 กันยายน 2549 จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2550 โดยหลังจากนั้นจะต้องดำเนินการควรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินใหม่ตามประกาศข้อ 3 ประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 301 โดยในระหว่างที่ยังไม่มีการดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินใหม่ประกาศฉบับที่ 29 ในข้อ 3 วรรคของบัญญัติให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งพ้นจากตำแหน่งยังคงปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปพลางก่อน


เมื่อบทบัญญัติของประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 29 ซึ่งถือเป็นกฎหมายอีกทั้งได้รับการรับรองโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 36 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 309 ว่า มีความชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่พ้นจากตำแหน่งหลังวันที่ 30 กันยายน 2550 จึงยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไปพลางก่อนจนกว่ากระบวนการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินใหม่จะแล้วเสร็จ ทั้งนี้โดยกฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินและงานตรวจเงินแผ่นดินของประเทศชาติไม่ต้องหยุดชะงัก เพราะเหตุที่ไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติ เจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นเจตนารมณ์ที่ต้องถือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ


ด้วยบทบัญญัติของข้อกฎหมายดังกล่าว คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินอยู่ในวันที่ 18 กันยายน 2549 จึงต้องปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตรวเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปพลางก่อนจนกว่ากระบวนการสรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินใหม่จะแล้วเสร็จ ทั้งนี้จะมาปฏิบัติหน้าที่ราชการตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป


จึงเรียนมาเพื่อทราบและแจ้งให้ข้าราชการในสังกัดทราบโดยทั่วกัน

คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา

ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

น้ำลดตอผุดที่ สตง.

ที่มา มติชน



โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

ในที่สุดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินก็ดิ้นรนกลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าฯอีกครั้งหนึ่งสำเร็จ


หลังจากก่อนหน้านี้( 2 กรกฎาคม2553)คุณหญิงจารุวรรณทำบันทึกแจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ว่า ได้แต่งตั้งรองผู้ว่าฯรักษาราชการแทนชั่วคราว เนื่องจากมีปัญหาข้อกฎหมายเรื่องการพ้นจากตำแหน่งของผู้ว่าฯจนกว่าจะมีการวินิจฉัยเป็นที่ยุติ(อายุครบ 65ปี ต้องพ้นจากตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ2542 แต่อ้างว่า ประกาศ คปค. ฉบับที่ 29 ให้ปฏิบัติหน้าที่ทำหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการสรราหาผู้ว่าฯคนใหม่)


ในช่วงที่หยุดพักการทำหน้าที่นั้น คุณหญิงจารุวรรณทำหนังสือถึงประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีและเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาให้วินิจฉัยว่า สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าฯต่อไปได้หรือไม่


ต่อมา วันที่ 14 กรกฎาคม คณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภาที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวันส.ว.ระบบสรรหาเป็นโตโผใหญ่ฟันธงว่า คุณหญิงจารุวรรณสามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าฯต่อไปได้


ทำให้คุณหญิงจารุวรรณ(รีบ?)ทำบันทึกลงวันที่ 30 กรกฎาคมโดยไม่รอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา แจ้งเจ้าหน้าที่ สตง.ว่า จะกลับมาปฏิบัติราชการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการสรรหาผู้ว่าฯคนใหม่เสร็จสิ้น


(อาจจะมีการขอถอนเรื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเพราะเกรงว่า คำวินิจฉัยจะขัดแย้งกับความเห็นของคณะที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภา)


ปรากฏการณ์ดังกล่าว อาจทำให้ทำให้สงสัยว่า ทำไมคุณหญิงจารุวรรณต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อกลับมาทำหน้าที่ผู้ว่าฯอีกครึ่งหนึ่งท่ามกลางความสับสนของเจ้าหน้าที่ และผู้บริหารระดับสูงใน สตง.บางคนที่ไม่พอใจเนื่องจากไม่อาจเติบโตได้ใต้เงาทะมึนของ"นายเก่า"ที่ไม่ยอมลุกจากเก้าอี้


น้อยคนนักที่จะรู้ว่า ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สาธารณชน(เคย?)เชื่อว่า มีความซื่อสัตย์สุจริต จัดการกับคนทุจริตคดโกง(เฉพาะหน่วยงานอื่น?)อย่างตรงไปตรงมา ได้เกิดปัญหาขึ้นภายใน สตง.มากมาย มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริตของผู้บริหารระดับสูงหลายเรื่อง แต่ถูกเก็บเงียบไว้ กระทั่งถึงช่วงปลายสมัยจึงมีเรื่องอื้อฉาวปูดออกมาภายนอก


ล่าสุดคือ เรื่องการล็อกสเป๊กการประกวดราคาออกแบบอาคาร สตง.แห่งใหม่ ปทุมธานีมูลค่า 1,500 ล้านบาท และ อาคารธรรมาภิบาล หรือศูนย์ฝึกอบรม อ.สัตหีบ ชลบุรีที่เปิดช่องให้บริษัทที่ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมยื่นประมูลงได้ ทำให้สภาสถาปนิกทักท้วงให้แก้ไขหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผล ในที่สุดคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยการประมูลดังกล่าวว่า ฝ่าฝืน พ.ร.บ.สถาปนิก พ.ศ.2543


แต่ยังไม่มีใครหน้าไหนใน สตง.รวมถึงผู้ทำหน้าที่ผู้ว่าฯออกแสดงความรับผิดชอบหรือแถลงให้ทราบว่าจะดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร

นี่ยังไม่รวมข้อพิรุธที่มีการประกาศประกวดราคาก่อสร้างอาคารแล้วยกเลิกหลายครั้งจนน่าสงสัย


นอกจากเรื่องข้างต้น ยังมีเรื่องที่ถูกเก็บเงียบอีก 3 เรื่องคือ


หนึ่ง คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร(กวฉ.)สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินฯ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษที่ สน.ดุสิตเพื่อให้ดำเนินคดีอาญา นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคุณหญิงจารุวรรณ ในข้อหาจงใจที่จะหลีกเลี่ยงไม่ยอมปฏิบัติคำสั่งของ กวฉ. มีความผิดตามมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ปรากฏว่า พนักงานสอบสวน สน.ดุสิตดองเรื่องไว้ โดยคดีไม่มีความคืบหน้าใดๆ


สอง กรณีกล่าวหาอมตั๋วฟรีการบินไทยในฝึกอบรมหลักสูตร "ผู้บริหาร/ผู้เชี่ยวชาญยุคใหม่" ไปดูงาน ณ สตง.ที่ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์และอิตาลี ในช่วงปลายปี 2546 โดย สตง.ขอตั๋วเครื่องบินฟรีไป-กลับจากการบินไทย 10 ใบ อ้างว่า เพื่อให้ใช้การเดินทางไปฝึกอบรม แต่กลับเอาชื่อลูกสาว-น้องสาวของ"บิ๊ก สตง."ไปใส่ในตั๋วฟรี 2 ที่นั่ง และยังเบิกค่าใช้จ่ายในส่วนค่าตั๋วที่ได้ฟรีทั้ง 10 ใบด้วยโดยไม่มีส่วนลดค่าจ้างบริษัททัวร์จาก 3.12 ล้านบาท


ทำให้คนสงสัยว่า เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของลูกสาวและน้องสาว"บิ๊ก สตง." และมีการไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นหรือไม่


สาม กรณีการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักในการจัดอบรมตามโครงการประชุมสัมมนาผู้บริหารที่จังหวัดน่านโดยมิชอบ


มีการกล่าวหาว่า เป็นการจัดสัมมนาบังหน้าเพื่อเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงได้ เพราะความจริงแล้ววันดังกล่าว สตง.จัดทอดกฐินหลวง แต่การเดินทางไปทอดกฐินไม่สามารถเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงได้ เลยทำเป็นจัดสัมมนาในวันเดียวกัน แต่มาขอยกเลิกในภายหลัง แต่ได้เบิกเบี้ยเลี้ยงเข้ากระเป๋าไปแล้ว


สองเรื่องหลังนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.)ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่ไม่มีความซ้อบ แต่ ป.ป.ช.กลับใช้เวลาในการไต่สวนนานมาก ผิดกลับบางเรื่องที่ดำเนินการเร็วเป็นพิเศษ


หรือ ป.ป.ช.ถือคติว่า (รอ)ให้น้ำลด(ก่อน) ตอ(จึงจะ)ผุด

รองผู้ว่าฯสตง.คนสนิท!หัก"จารุวรรณ"ยัน หนังสือขอกลับมามีอำนาจมิชอบด้วย กม. จนท.ปฏิบัติตามมีความผิด

ที่มา มติชน


สตง.ป่วนหนัก"พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส"รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เตรียมออกหนังสือเวียนภายใน 2 ส.ค.นี้ แจ้งให้ทราบหนังสือเวียน"จารุวรรณ"กลับมาปฏิบัติหน้าที่มิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จนท.รายใดปฏิบัติตามคำสั่งอาจมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

กรณีที่ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา รักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือเวียนแจ้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ สตง. จะกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการ สตง. ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไป โดยอ้างความเห็นคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภา ที่เห็นว่าคุณหญิงจารุวรรณ ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ชุดใหม่ และผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ มาเป็นหลักในการดำเนินการเรื่องนี้ แม้ว่าตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 จะกำหนดให้คุณหญิงจารุวรรณต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการ สตง. เนื่องจากอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาก็ตามนั้น


นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าตรวจเงินแผ่นดิน สตง. ในฐานะรักษาการผู้ว่าการ สตง.ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ว่ายอมรับว่าขณะนี้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ สตง.กำลังมีความสับสนอย่างมากกับหนังสือเวียนที่คุณหญิงจารุวรรณจัดทำขึ้น เพื่อแจ้งว่าจะกลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการ สตง.เหมือนเดิม เพราะไม่แน่ใจว่าการกล่าวอ้างถึงความเห็นทางกฎหมายของคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภาดังกล่าว สามารถทำได้หรือไม่ เพราะความเห็นที่มีการหารือไปยังนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการกฤษฎีกา ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ขณะที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินฯ ก็กำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ว่าการ สตง.จะต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี หากอายุเกินแล้ว ก็ไม่สามารถอยู่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ตัวอย่างก็มีให้เห็นชัดเจนจากกรณีของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บางคน ที่เมื่ออายุครบกำหนดตามข้อกฎหมาย ก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้


นายพิศิษฐ์กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความชัดเจนในขั้นตอนการปฏิบัติงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ สตง. ในวันที่ 2 สิงหาคม จะทำหนังสือแจ้งเวียนภายใน สตง.ให้รับทราบว่าแม้ว่าในหนังสือเวียนของคุณหญิงจารุวรรณจะใช้คำว่า ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แต่เมื่อในข้อเท็จจริงคุณหญิงจารุวรรณ พ้นจากตำแหน่งตามอายุไปแล้ว และไม่มีบทกฎหมายรองรับชัดเจนให้ปฏิบัติหน้าที่ ตามที่อ้างในบันทึก จึงถือว่าการออกหนังสือเวียนดังกล่าว เป็นบันทึกไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ สตง.รายใดปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ก็ต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว และอาจเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ได้ และจะประสานให้หน่วยงานราชการอื่นๆ รับทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วย


ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกหนังเวียนฉบับใหม่มาตอบโต้คุณหญิงจารุวรรณ อาจทำให้สังคมเข้าใจว่า สตง.กำลังมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งภายในเกิดขึ้น นายพิศิษฐ์กล่าวว่า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนยังเคารพคุณหญิงจารุวรรณเหมือนเดิม แต่เมื่อกฎหมายกำหนดไว้อย่างไร ก็ต้องทำตามนั้น และตลอดระยะเวลาที่ตนได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการผู้ว่าการ สตง. ไม่เคยมีความขัดแย้งอะไร ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา แต่มีบางเรื่องที่มีการฝากให้ทำ แต่ทำให้ไม่ได้ เช่น การแต่งตั้งบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นที่ปรึกษาของ สตง.หรือการออกประกาศยกเลิกการประกวดราคาก่อสร้างอาคาร สตง.แห่งใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ส่วนจะทำให้ใครไม่พอใจหรือไม่นั้นไม่ทราบ แต่จำเป็นต้องทำแบบนี้ เพื่อให้เกิดความถูกต้องในขั้นตอนปฏิบัติงาน


"นอกจากนี้ ผมก็ยังได้ลงนามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้ตอบข้อหารือเรื่องการดำรงตำแหน่งของคุณหญิงจารุวรรณด้วย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณหญิงจะพอใจที่ทำแบบนี้หรือไม่" นายพิศิษฐ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิศิษฐ์ เป็นลูกน้องที่มีความใกล้ชิดคุณหญิงจารุวรรณอย่างมาก แม้จะได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าฯไม่นานและยังมีอาวุโสน้อย แต่คุณหญิงจารุวรรณให้เป็นรองผู้ว่าฯอันดับหนึ่งและแต่งตั้งให้รักษาราชการแทนผู้ว่าฯมาตลอด


ขณะที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงความล่าช้าในการสรรหาผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แทนคุณหญิงจารุวรรณ ว่าคณะกรรมการสรรหา ผู้ว่าการ สตง.ประชุมสรรหาผู้ว่าการ สตง.ไปแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ข้อยุติเนื่องจากติดขัดในข้อกฎหมาย เพราะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินที่วุฒิสภาลงมติไปโดยเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง และร่างดังกล่าวจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งร่วมเป็นกรรมการสรรหาด้วย ได้รับปากต่อที่ประชุมว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาในสัปดาห์ที่ 2 เมื่อเปิดสมัยประชุม หากสภาผู้แทนราษฎรยืนยันร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว รัฐบาลก็หยิบยกขึ้นมาประกาศใช้ได้ใน 180 วัน แต่หากไม่เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวก็ตกไป และต้องนำเสนอมาใหม่


"สตง.ก็ได้ทำหนังสือมายังผมเหมือนกันเพื่อสอบถามในกรณีดังกล่าว รวมทั้งแจ้งให้ทราบว่าขณะนี้ได้มีการทำหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า คุณหญิงจารุวรรณยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่ ผมยืนยันว่าทางคณะกรรมการสรรหาไม่ได้ล่าช้าในการสรรหาผู้ว่าการคนใหม่ แต่เมื่อกฎหมาย สตง.ยังไม่ออกมาบังคับใช้จะให้ทำอย่างไร ถ้ากฎหมายบังคับใช้ก็คงไม่มีปัญหาหรอก เพราะกรรมการสรรหาพร้อมที่จะดำเนินการสรรหาอยู่แล้ว ขณะนี้บางคนบอกว่าสรรหาได้เลย แต่บางคนก็บอกว่ายังทำไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่แต่ละคนจะตีความซึ่งก็ไม่มีใครตอบข้อสงสัยได้ ทางที่ดีก็ควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเพื่อให้เป็นข้อยุติผูกพันทุกองค์กร ซึ่งเรื่องที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้นต้องเป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กร ซึ่งประเด็นแรกต้องตอบให้ได้ก่อนว่าใครเป็นคู่ขัดแย้ง เพื่อจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นแค่ตัวกลางหรือเป็นเลขานุการในการนัดประชุมกรรมการสรรหาเท่านั้นไม่มีอำนาจทำอย่างอื่น" นายประสพสุขกล่าว

โจทย์โหดหิน

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องดีงาม อย่างการสร้างจัดสร้าง "มรดกโลก" จะสร้างความขัดแย้งระหว่าง 2 ชาติได้ถึงเพียงนี้

มิหนำซ้ำ คนมีอำนาจของทั้งสองชาติยังฮึ่มๆ พูดถึงการทำสงครามกันแล้ว

ทั้งที่มรดกโลกนั้นมีไว้เพื่ออนุรักษ์สถานที่สำคัญระดับ "สุดยอด" ของโลก ไว้เป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ

อันจะหมายถึงสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ที่มีนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศทั่วโลกมาเยี่ยมเยือนชมความมหัศจรรย์ในอนาคต

อยากมาดูกับตา มันสวยงามอลังการปานไหนหนอ ถึงขึ้นชั้นเป็นมรดกโลก

ไม่รู้ว่าในอดีตที่ผ่านมา การทำงานของยูเนสโกเคยเผชิญปัญหาทำนองเดียวกันกับไทย-กัมพูชาหรือไม่?

จะขึ้นทะเบียนมรดกโลกของชาติหนึ่ง แล้วอีกชาติหนึ่งที่มีพื้นที่ทับซ้อนหรือคาบเกี่ยวกัน ประท้วงไม่ยอมรับ

ไม่ยอมรับในเวทีนานาชาติไม่พอ พร้อมจะห้ำหั่นเปิดสงครามกันอีกต่างหาก

กรณีเขาพระวิหารนั้น จะเห็นว่ามันเป็นโจทย์โหดหินเอามากๆ ไม่ว่าจะของยูเนสโก ไทย หรือกัมพูชา

เพราะดันจำเพาะเจาะจงมาอยู่ตรงจุดคาบเกี่ยวของสองดินแดน

ขนาดไทย-กัมพูชา ต้องสู้กันในศาลโลก เพื่อช่วงชิงปราสาทงามนี้กันเมื่อนานมาแล้ว

เราพูดกันมาแต่ไหนแต่ไร ว่าเรื่องนี้เป็นความเจ็บปวดของคนไทยทั้งชาติ ที่เราต้องแพ้คดีให้กับกัมพูชา

ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นสมบัติโดยชอบธรรมของกัมพูชา

แต่เรื่องมันไม่จบแค่ศาลโลก หลังจากไทยจำใจยกตัวปราสาทให้กัมพูชาตามศาลสั่ง

เพราะไทยไม่ยอมยกดินแดนรอบปราสาทให้ไปด้วย

ที่จริงมันคงลงเอยด้วยดี ไม่มีปัญหาขัดแย้งที่ส่อเค้าจะบานปลายอย่างที่เห็น

หากรัฐบาลกัมพูชายอมลดราวาศอก ให้ไทยร่วมขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วย

ไทยคงไม่ประท้วง ไม่ต่อต้าน การดำเนินการผ่านฉลุย อย่างง่ายดาย

เพราะฝ่ายไทยยังไม่รู้สึกว่าเสียดินแดนรอบปราสาทไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

แต่เขมรนั้นมีความรู้สึกฝังลึกกับคนไทย ถึงขนาดจะจัดงาน "วันโกรธแค้นไทย" มาแล้ว

เป็นเรื่องเข้าใจได้ หากกัมพูชาอยากจะได้มรดกโลกชิ้นนี้ โดยไม่มีไทยมาเอี่ยว

และก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ หากไทยจำต้องขอเอี่ยว

แนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ตอนนี้ ถึงจะได้ใจคนไทยที่ "ชาตินิยม"

แต่ไม่รู้อนาคตจะได้ไม่คุ้มเสียหรือไม่ หากเกิดบานปลาย กลายเป็นสงคราม

สงคราม..ไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ โดยเฉพาะกับคนทั้งสองชาติ ตลอดแนวพรมแดน

แต่ในประวัติศาสตร์โลก สงครามมากมายเกิดขึ้นจากไฟต์บังคับ...ปกป้องอธิปไตยของชาติ

ยังน่าห่วงด้วยว่า หากต้องรบกันขึ้นมาจริงๆ

มหาอำนาจที่เขามีมุมมองในกรณีเขาพระวิหาร ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายถูกต้อง

จะมาร่วมสหบาทาไทยด้วยหรือเปล่า?

ทางเลือกใหม่? รัฐบาลแห่งชาติ

ที่มา ข่าวสด




ผลเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 6 กทม. ที่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ชนะ นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช. ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนน 96,480 ต่อ 81,776

บรรดานักวิเคราะห์ถอดรหัสตรงกันว่า ถ้าเป็นการเลือกตั้งในยามบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ปกติ ตัวเลขส่วนต่างเกือบ 1.5 หมื่นถือว่าห่างกันพอสมควร

แต่หากมองในมุมว่าครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งภายใต้พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ฝ่ายรัฐบาลกุมความได้เปรียบผู้สมัครพรรคคู่แข่งหลายขุม กับผลที่ได้ถือว่าน่าผิดหวังสำหรับพรรคประชาธิ ปัตย์

ทั้งยังมีการพูดย้อนหลังไปอีก ว่ายังดีที่พรรคการเมืองใหม่ถอนตัวออกจากสนามแข่งขัน ไม่เช่นนั้นพรรคประชาธิปัตย์อาจจะย่ำ แย่ถึงขั้นแพ้เละเทะ

นอกจากนั้น แต้มที่ชนะไม่ขาด ทำให้แผนเดิมที่หวังจะนำผลเลือกตั้งดังกล่าวไปขยายความต่อว่า คนกรุงไม่เอาคนเสื้อแดงมีอันต้องพับเก็บไป

ในทางกลับกันยังเป็นสัญญาณว่ากระแสการเมืองในภาพรวมยังเป็นเรื่องเอาแน่เอานอนไม่ได้สำหรับพรรคประชาธิปัตย์

ด้วยเหตุดังกล่าวใครต่อใครหลายคนรวมถึงระดับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจึงมั่นใจว่า การยุบสภาเลือกตั้งใหม่คงไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันใกล้นี้อย่างแน่ นอน

นายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ชี้ว่าด้วยสภาพการเมืองอย่างที่เห็นมีโอกาสความเป็นไปได้สูงที่พรรคแกนนำรัฐบาลจะลากยาวไปจนครบวาระปลายปีหน้า

เป้าหมายก็เพื่อจัดการกับพรรคเพื่อไทย และนปช.ให้สงบราบคาบกว่านี้เสียก่อน

ผลการเลือกตั้งซ่อมที่เพิ่งผ่านไปสดๆ ร้อนๆ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ตระหนักได้ว่า ถ้าหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งในระยะเวลาที่ไม่ไกลจากนี้ การจะได้กลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลมีเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าการได้เป็นฝ่ายค้าน แม้จะมีปัจจัยเกื้อหนุนอยู่มากก็ตาม

เพราะขนาดในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่พรรคประ ชาธิปัตย์มีฐานเสียงอยู่ค่อนข้างแน่นหนา ในการเลือกตั้งซ่อมเขต 6 ก็ได้เปรียบคนอื่นตั้งแต่ในมุ้ง

แต่ผลคะแนนที่ออกมาก็ชี้ให้เห็นว่าเวทีการเมืองในกทม. ไม่ใช่เรื่องง่ายของประชาธิปัตย์อีกต่อไป

การเลือกตั้งทั่วไปพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยจะแข่งขันกันรุนแรงทุกพื้นที่ ถึงแม้ในกทม. จะยังมีคนสนับสนุน 2 ฝ่ายใกล้เคียงกัน ยังไม่เทใจให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียทีเดียว

แต่ในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ชาวบ้านรากหญ้าส่วนใหญ่ยังสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ความได้เปรียบจึงยังเป็นของพรรคเพื่อไทย

รัฐบาลเองน่าจะอ่านสถานการณ์เหล่านี้ออก เพราะดูจากการประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้ว 3 ครั้ง รวม 14 จังหวัด แต่ที่ยังเหลืออีก 10 จังหวัด คือ กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น อุดร ธานี นครราชสีมา และอุบลราชธานี

ล้วนแต่เป็นพื้นที่ฐานเสียงพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น

เป็นที่รับรู้กันมาตลอด พ.ร.ก.ฉุกเฉินคือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่เอื้อประโยชน์ให้พรรคประชาธิปัตย์ ช่วยให้ชนะเลือกตั้งซ่อมเขต 6 กทม. ถึงชนะไม่เยอะ แต่ก็ชนะ

จึงเป็นคำตอบว่าทำไมรัฐบาลจึงตอบสนองแค่ครึ่งๆ กลางๆ ต่อข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปที่มี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน

ที่มีมติให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้งหมดโดยเร็ว

ถึงแม้จะมีการหยิบยกเอาเหตุการณ์วางระเบิดในพื้นที่ กทม. 2 ครั้งในรอบ 1 สัปดาห์ บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ กับบริเวณหน้าคิง เพาเวอร์ ขึ้นมาอ้างเป็นเหตุผล

แต่สังคมก็มองว่ายังเป็นเรื่องคลุมเครือระหว่างการลงทุน "จัดฉาก" ของคนบางกลุ่ม ที่ได้ประ โยชน์จากการคงไว้ซึ่งพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป หรือ เป็นความล้มเหลวในการสร้างความปรองดองของรัฐบาล

แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ผลดีต่อรัฐ บาลแน่นอน

การหยิบยกเอากรณีปราสาทเขาพระวิหาร ขึ้นมาเป็นประเด็นท้าตีท้าต่อยกับประเทศเพื่อนบ้าน

ก็เป็นอีกเรื่องที่นอกจากไม่ได้ทำให้รัฐบาลดูเข้มแข็งอย่างที่พยายามจะแสดงออกแล้ว รัฐ บาลยังถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้นต้องการชักศึกนอกเข้ามากลบปัญหาศึกในอีกต่างหาก

โดยเฉพาะกรณีที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามประ ชาชนในช่วงเหตุการณ์เดือนเม.ย. -พ.ค. ที่ความจริงเริ่มถูกตีแผ่ประ จานออกมาอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ใช่ว่าจะดี เพราะยังมีกรณีถูกฟ้อง "ยุบพรรค" อยู่ถึง 2 คดี

กับพรรคร่วมรัฐบาลเองถึงจะไม่เห็นด้วยกับพรรคแกนนำในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแนว คิดเรื่องการปรองดองที่ผิดทิศผิดทาง พูดอย่างทำอย่าง ความไม่จริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรม นูญ

แต่ที่ยังไม่กล้าแสดงปฏิกิริยาคัดง้างใดๆ ในตอนนี้ เพราะยังต้องร่วมแรงร่วมใจกันผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณที่กำลังจะเข้าสู่สภาในอีกไม่กี่วันข้างหน้าให้ได้เสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งที่ดูเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด ปรากฏว่าการจัดตั้ง "รัฐบาลแห่งชาติ" เริ่มมีคนหยิบยกขึ้นมาพูดกันปากต่อปากให้ได้ยินกันอีกครั้ง

ที่ผ่านมามีนักการเมืองอย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายเสนาะ เทียนทอง เคยพูดถึงรัฐบาลแห่งชาตินี้มาบ้าง

แต่พอพูดจบก็มักจะโดนรุมถล่ม จากบุคคลหลายแวดวง ทั้งนักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ และนักการเมืองด้วยกัน ด้วยเห็นว่าขัดกับหลักการบริหารประเทศในระบบรัฐสภา ที่ต้องมีฝ่ายค้านไว้คอยทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล

แต่ปัจจุบันในจังหวะที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลต่างฝ่ายต่างล้มเหลวในเรื่องของความปรองดอง ความขัดแย้งขยายอาณาเขตออกไปโดยมองไม่เห็นจุดจบ

ครั้งนี้จึงต้องติดตามกันต่อไป

เพราะถึงแม้ "ตัวละคร" อาจจะพร้อมแต่ความยอมรับจากสังคมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

พท.แฉใช้เงิน8หลัก ดูดส.ส.โหวตพรบ.งบ54

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_100514

พรรคเพื่อไทย แนะรัฐบาลตั้งคณะกรรมการระดับชาติ กำหนดยุทธศาสตร์เขาพระวิหาร แฉ ส.ส.ถูกซื้อตัวด้วยเลข 8 หลัก ให้ร่วมโหวตผ่านงบปี 54 ...

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า กรณีที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบราซิล มีมติให้เลื่อนการพิจาณาแผนการบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร มรดกโลกของกัมพูชา ออกไป ปี 2554 ที่ประเทศบาร์เร นั้น การเลื่อนเวลาออกไป 1 ปี ทำให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตีปี๊บกันใหญ่เหมือนประสบความสำเร็จ ทั้งที่ข้อเท็จจริงก็แค่ซื้อเวลา ไม่ใช่ชนะคดี ตรงกับที่นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตอดีต รมว.ต่างประเทศ ระบุว่าประเทศไทยไม่ได้ชนะสักยก เพราะยกแรกกัมพูชาขึ้นทะเบียนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ยกที่สองเมื่อปีที่แล้วที่เลื่อนเพราะกัมพูชายื่นแผนไม่ทัน

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ประเด็นเรื่องปราสาทเขาพระวิหารแก้ปัญหายากขึ้นเมื่อมีกลุ่มการเมือง และนักการเมืองมาจุดกระแสคลั่งชาติ ใช้ประเด็นเขาพระวิหารทำลายล้างกันทางการเมือง โดยบิดเบือนข้อเท็จจริงและประเด็นข้อกฎหมายอย่างไร้ความละอายใจหวังแต่จะเอาชนะและทำลายคนอื่น โดยอาศัยความเท็จ แต่พอตนเองมาเป็นรัฐบาล มีหน้าที่แก้ปัญหา กลับไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และโยนบาปโทษรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว. ต่างประเทศ ว่าความเสียเปรียบเกิดขึ้นในปี 2551 ที่มีแถลงการร่วมไทยกัมพูชา ทั้งที่ข้อเท็จจริง ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาทำหน้าที่ปกป้องดินแดนและผลประโยชน์ของประเทศชาติ

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้อง ให้นายอภิสิทธิ์ ถือเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ และตั้งคณะกรรมการระดับชาติรวมทุกภาคส่วนมาระดมความคิด และกำหนดยุทธศาสตร์ในการปกป้องผืนแผ่นดินและผลประโยชน์ของชาติร่วมกัน เหมือนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยที่รัฐบาลเป็นคนตั้ง มีวาระถึง 3 ปี รัฐบาลชุดไหนมาก็ต้องทำตาม วันนี้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงทุกภาคส่วนต้องหันหน้าเข้ามาร่วมมือกันระดมความคิดโดยไม่แบ่งแยก เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นาย ฮิโรยูริ มูราโมโตะ นักข่าวและช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่เสียชีวิต เมื่อเหตุสลายการชุมนุมเมื่อ 10 เม.ย.53 และนายฟาบิโอ โพเลนกี้ ช่างภาพชาวอิตาลีที่เสียชีวิต จากเหตุสลายการชุมนุม 19 พ.ค.53 การตายของบุคคลทั้งสองผ่านมาร่วม 3 เดือนเศษ และ 2 เดือนเศษตามลำดับ คดีไม่มีความคืบหน้า จนทางการของทั้งสองประเทศ ตลอดจนญาติพี่น้องของทั้งสอง เริ่มมาทวงถามผลของคดีและวอนให้รัฐบาลเร่งสะสางคดีที่ล่าช้าผิดปกติ เป็นการประจานรัฐบาล และหน่วยงานที่รับผิดชอบ ถึงการบังคับใช้กฎหมายที่สองมาตรฐาน ขาดความเชื่อถือต่อญาติของผู้เสียชีวิต ขาดความจริงใจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาคนผิดมาลงโทษ ซ้ำยังตั้งคณะกรรมการหาข้อเท็จจริง ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน เพื่อมาซื้อเวลาและกลบปัญหาข้อเท็จจริงที่จะหาคนผิดมาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา เหมือนน่าจะมีเจตนาดองคดี ต่างกับคดีก่อการร้ายของแกนนำ นปช. และนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่ทำคดีอย่างฉับไว ส่งฟ้องศาลอย่างรวดเร็ว

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กตช.และประธาน กตร. ประธานคณะกรรมคดีพิเศษโดยตำแหน่ง สั่งการให้ทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพตามป.วิ อาญา มาตรา 150 ถึงสาเหตุการเสียชีวิตของนักข่าวต่างประเทศทั้งสอง รวมถึงประชาชนผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิต เพื่อนำคดีสู่การพิจารณาของศาล เพื่อจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติ รวมถึงอำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้สูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ ไม่เช่นนั้นจะถือว่านายกฯมีเจตนาปกปิดความผิดของตนเอง และพวกพ้อง และขอเรียกร้องให้ พล.ต.อ. ประทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. ทำความดีให้แผ่นดินก่อนจะเกษียณอายุราชการ โดยสั่งการให้พนักงานสอบสวน ท้องที่เกิดเหตุให้ดำเนินคดีและดำเนินการตามป.วิอาญา มาตรา 150 ที่มีญาติของประชาชนที่เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บได้แจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ควรดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่เช่นนั้นถึงแม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้วอาจจะถูกร้องว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และอาจจะถูกดำเนินคดีเสียเอง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า กรณีมีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ ที่จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2554 ในวันที่ 18-19 ส.ค.นั้น วันนี้รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ และจากที่มติวิปรัฐบาลไม่ให้รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.จำนวน 24 คน โหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณได้ ทำให้เกิดกระบวนการ การตกปลาในบ่อเพื่อน โดยซื้อตัว ส.ส.ฝ่ายค้านที่อยู่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยจำนวน 2-3 คน และพรรคการเมืองบางพรรค ให้ตัวเลขสูงถึง 8 หลัก เพื่อที่จะให้โหวตรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ถือเป็นการกระทำที่ไร้ยางอาย ใช้เงินล่อส.ส. เป็นพฤติกรรมที่น่าเกลียด ดังนั้นขอให้ประชาชนติดตามส.ส.ที่ขายตัวว่าเป็นใคร เพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้ไม่ต้องเลือก ส.ส.ที่ขายอุดมการณ์เช่นนี้เข้าสู่สภาอีกแนะ

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ส่วนกรณีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา รักษาการณ์ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ที่ยังคงอยู่ในตำแหน่ง ทั้งที่หมดวาระไปแล้วนั้น เรื่องนี้ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากข้าราชการในสตง.ว่า คุณหญิงจารุวรรณ ได้ทำหนังสือเวียนไปยังภายในหน่วยงานว่าจะมาดำรงตำแหน่งอีก โดยอ้างคณะกฎหมายของวุฒิสภา ที่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นรักษาการณ์ได้ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วย สตง.ระบุว่า ผู้ว่าการสตง.อายุต้องไม่เกิน 65 ปี ปรากฎว่า คุณหญิงจารุวรรณ อายุเกินและหมดวาระแล้ว จึงขอเรียกร้องไปยังคุณหญิงจารุวรรณ ว่า ขอให้แสดงสปิริต เสียสละตัวเอง เพราะข้าราชการ รวมถึงหน่วยงานติดต่อประสานงานเขาอึดอัด งานไม่เดิน

เกมการทูตอ่อนเชิง!

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_100148

กษิต

ถอนหายใจเฮือกใหญ่

กับข่าวดีรับอรุณ ตี 5 ครึ่งเช้ามืดวันที่ 30 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศบราซิล มีมติให้เลื่อนการพิจารณาแผนการบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร มรดกโลกของกัมพูชา ออกไปเป็นปีหน้าที่ประเทศบาห์เรน

หลังจากที่ตัวแทนของกรรมการมรดกโลกได้พยายามเจรจากับตัวแทนของไทยกับกัมพูชา นอกรอบให้ได้ข้อยุติก่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ได้จังหวะพักหายใจ ไปยื้อยุดฉุดกระชากกันต่อในปี 2554

โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ว่ากันว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอน เลยทั้งคืน เพราะต้องคอยลุ้นติดตามข่าวจากนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ในฐานะตัวแทนฝ่ายไทยที่ไปเกาะติดขอบเวทียูเนสโก

ต่อสายโทรศัพท์ข้ามทวีปแสดงความยินดีกันตั้งแต่ไก่โห่

ประเทศไทยยังไม่เสียดินแดนเขาพระวิหาร รัฐบาลโดยการนำของนายกฯอภิสิทธิ์ ก็ไม่ต้องถูกบันทึกในประวัติศาสตร์หน้าสอง

สยามเสียท่าเขมรในยุคประชาธิปัตย์ครองอำนาจรัฐ

ทั้งหมดทั้งปวง โดยเหตุของการเลื่อนวาระเขาพระวิหารออกไป ปัจจัยหลักเลยน่าจะอยู่ที่ยูเนสโกไม่ต้องการจุดชนวนสู้รบ

เลี่ยงสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเกิดสงครามแย่งชิงดินแดนระหว่างฝ่ายไทยกับกัมพูชา

อย่างที่ต่างฝ่ายต่างออกมาประกาศกร้าว จะต้อนรับกันด้วยกระสุนปืน หากมีการรุกล้ำดินแดนในพื้นที่พิพาท

กองทัพทหารตั้งท่าจะลุยกันได้ทุกวินาที

ตามฉากฉุกเฉิน ยูเนสโกต้องเคลียร์ไฟเฉพาะหน้า ลำพังคงไม่ใช่แค่คิวเทกแอ็กชั่นของรัฐบาลไทยที่ขู่วอล์กเอาต์ ถอนตัวออกจากที่ประชุมยูเนสโกเพื่อประท้วง

แทบจะไม่มีน้ำหนักอะไร

โดยเฉพาะกับสภาพเลิ่กลั่กของรัฐบาลไทยที่เพิ่งถกกันหน้าตาตื่นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในนาทีที่แว่วข่าวว่าตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ

โวยวายชาติมหาอำนาจเอียงเข้าข้างกัมพูชา

ทั้งๆที่ไม่มีข้อต่อสู้อะไรมากไปกว่าข้ออ้างการปักปันเขตแดนร่วมยังไม่แล้วเสร็จ ต้องยื้อเวลาการขึ้นทะเบียนร่วมมรดกโลกออกไป

ไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นฐาน มากกว่าอาการเตะถ่วง

เทียบความพร้อมกับอีกฝ่าย ทางการเขมรรุกคืบหน้าไปถึงขั้นโชว์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่เขาพระวิหาร เปิดโครงการร่วมทุนกับนักธุรกิจจีนแผ่นดินใหญ่ นักลงทุนเกาหลีใต้ ยุโรป อเมริกา

แนวร่วมนานาชาติพรึบพรับ ถ่วงน้ำหนักมากกว่าเห็นๆ

โดยสภาพแวดล้อมที่ทางฝ่ายไทยเสียเปรียบกัมพูชาเกือบทุกประตู แต่ที่เป็นรองสุดกู่เลยก็คือ "เกมการทูต" ของกระทรวงการต่างประเทศ ในยุคที่มีรัฐมนตรีชื่อนายกษิต ภิรมย์ นั่งคุมบังเหียน

ในบรรยากาศที่ "เพื่อนบ้านไม่คบ"

ฟ้องด้วยสถานการณ์ชายแดนฝั่งกัมพูชา ปะทุปัญหาเขาพระวิหาร ตอดเล็กตอดน้อยกันตลอดเวลา ล่าสุดยังมีศึกอีกด้าน ชายแดนฝั่งด่านแม่สอด จังหวัดตาก ทางการพม่าก็สั่งปิดด่าน เพราะไม่พอใจการก่อสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งแม่น้ำ

ไม่ได้มีการประสานพูดจากันก่อน

ล่าสุดข่าววงใน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บินมาฉลองวันเกิดร่วมกับลูกๆแบบสุดหรูอลังการที่ประเทศบรูไน ได้สบายๆ

ไม่สนแรงกดดันจากทางการไทย

เพื่อนบ้านในอาเซียนไม่ให้ราคา นับประสาอะไรกับเวทีนานาชาติ ที่นายกษิตงัดการทูตสไตล์นักเลงโบราณ ก้มหน้าก้มตาไล่ล่าอดีตนายกฯทักษิณ

กดดันประเทศนั้นประเทศนี้ โดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

จุดกระแสหมั่นไส้สะสม ที่สุดคำตอบก็ออกมาวันนี้ ในอารมณ์ ที่รัฐบาลไทยโวยวายประเทศมหาอำนาจลำเอียงเข้าข้างกัมพูชามากกว่า

สะท้อนคำตอบว่า โลกคิดยังไงกับเรายามนี้.

ทีมข่าวการเมืองรายงาน

มรดกโลกกับภาวะผู้นำ

ที่มา ไทยรัฐ


ความเห็นหลากหลายต่อกรณีการขอขึ้นทะเบียน เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ของกัมพูชา แม้แต่ภาครัฐเองก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน นอกจากการคัดค้านบอยคอตแล้ว แนวทางการต่อสู้ที่จะทำเป็นระบบหรือขบวนการต้องยอมรับว่าสู้กัมพูชาไม่ได้ จนบัดนี้การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกมีแนวโน้มที่จะเห็นตามข้อเสนอของกัมพูชาด้วยซ้ำ

จุดยืนของยูเนสโกต่อกรณีนี้ มุ่งเน้นสันติภาพ มากกว่าจะทำให้เกิดข้อพิพาทหรือความขัดแย้ง มีหน้าที่ในการส่งเสริมความเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ไม่รุกล้ำอธิปไตยของประเทศใดประเทศหนึ่ง แนวทางการเจรจาถ้อยทีถ้อยอาศัยจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ก็เผอิญเป็นกรรมของประเทศไทยที่มีบุคลากรปฏิบัติงานโดยเฉพาะระดับตัดสินใจ อาทิ รมต.ที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีวิสัยทัศน์ พอที่จะเจรจาต่อรองปัญหาดังกล่าวได้ คุณกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นอกจากจะไปให้สัมภาษณ์ตำหนิยูเนสโกแล้ว ยังระบุว่าฝรั่งเศสก็เข้าข้างเขมรหวังผลประโยชน์

ข้างฝ่ายรัฐบาล คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งการเตรียมตอบโต้ ตระเตรียมกำลังทางด้านทหารไว้พร้อมจะเผชิญหน้ากับกัมพูชาอย่างเต็มที่

ว้าเหว่

อย่าว่าแต่เรื่องเขาพระวิหาร มรดกโลกในบ้านเราไม่รู้จะรักษาเอาไว้ได้หรือไม่ บางแห่งก็กำลังจะถูกถอดออกจากมรดกโลก ทำอะไรเป็นไฟไหม้ฟางไปหมด

ในที่ประชุมความมั่นคง ในที่ประชุม ครม. ผู้บริหารแสดง วิสัยทัศน์แบบนักเลงโบราณ จะชวนทะเลาะอย่างเดียว เอะอะก็ยิง เอะอะก็ทำสงคราม

คิดได้เท่านี้เองปัดโธ่

ข้อพิพาทเขาพระวิหารไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นแต่มีนานแล้วเพียง แต่ว่า ที่ผ่านมารัฐบาล ทั้งสองประเทศถ้อยทีถ้อยอาศัย ตั้งแต่เกิดวิกฤติการเมืองเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา ข้อพิพาทถูกหยิบยกมาเสี้ยมให้เป็นประเด็นทางการเมือง

จากนั้นก็บานไม่หุบ

รัฐบาลส่ง คุณสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯไปเจรจา คณะกรรมการมรดกโลกรับฟังปัญหาอยู่ 5 นาที แล้วปล่อยให้คุณสุวิทย์ คุยกับ สก อัน รมว.ต่างประเทศกัมพูชาอยู่ เกือบชั่วโมง ได้ข้อสรุปว่า กัมพูชาไม่ยอมรับข้อเสนอของไทย แต่ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าคุยอะไรกันบ้าง

อันที่จริงถ้าคิดจะคุยกัน ไทยกับกัมพูชา ห่างกันแค่เอื้อม คุยกันเสียให้เรียบร้อยในบรรยากาศบ้านพี่เมืองน้อง คงจะได้ อะไรมากกว่านี้ ไม่ต้องเหาะเสียเงิน 14 ล้านบาทข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลขนาดนั้น

การเป็นผู้นำไม่ได้สักแต่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นก็ได้ ไม่ใช่ ตำแหน่งปาหี่ทางการเมือง จะต้องประกอบไปด้วยวิสัยทัศน์ และภาวะผู้นำด้วย.

หมัดเหล็ก

การ์ตูนเซีย 31/07/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูนเซีย 31/07/53

ขอคืนพื้นที่ความจริง.

ที่มา Voice TV



ผมถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย เพราะมีหนังสติ๊ก