WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 2, 2010

ระทึกคิวพลิกผันสิ้นปี

ที่มา ไทยรัฐ

ใกล้เคียง ห่างกันก็ไม่กี่เดือน

ทางหนึ่งเวทีสัมมนาพรรคประชาธิปัตย์ที่จังหวัดภูเก็ตล่าสุด "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กระตุ้นลูกทีมเป็นทำนอง ได้ ซักซ้อมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องการเวลาที่จะสร้างความเข้มแข็งและความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

โดยให้ ส.ส.ตั้งสมมติฐานไว้ที่เวลา 12 เดือน

ตามธงที่ตั้งไว้ รัฐบาลอยู่ยาวถึงเดือนสิงหาคมปีหน้า

อีกทางหนึ่ง คิวเดินสายภาคเหนือของพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดลำปาง "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย อ่านหมากฟันธง รัฐบาลชุดนี้จะอยู่รอดปลอดภัยถึงเดือนเมษายนปี 2554

เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างหนุนรัฐบาลอยู่ รวมถึงการประชุมสภาสมัยหน้าเป็นการประชุมสมัยนิติบัญญัติ พรรคฝ่ายค้านไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

สรุปว่า ต้องวางเกมข้ามช็อต ร.ต.อ.เฉลิมเชื่อมั่น หลังเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยโกยเสียงจัดตั้งรัฐบาล พรรคเดียวได้ หรือได้เสียงเป็นอันดับหนึ่ง ก็จะต่อสายล็อกพรรคชาติไทยพัฒนาของ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา และพรรครวมชาติพัฒนาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ผูกเสี่ยวเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ฝ่ายค้านก็ทำได้แค่ประคองเกม รอจังหวะกันไป

ในเหลี่ยมของ "เทพเทือก-สารวัตรเหลิม" กางปฏิทินนับเดือนกันคร่าวๆตามหมากการเมือง อ่านจังหวะไปลุ้นเดิมพันได้เสียกันในสนาม

ตามเกมของนักเลือกตั้งอาชีพ

โดยไม่มี "หมายเหตุ" ต้องลุ้นอุบัติเหตุระหว่างทาง

ทั้งๆที่ในรายการเดียวกันเลย โฟกัสที่เวทีพรรคประชาธิปัตย์ที่จังหวัดภูเก็ต ในอารมณ์คึกคัก แต่ก็ แฝงไปด้วยอาการวิตกกังวลกับคิวที่นายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค พูดเปิดอกกับลูกทีมช่วงหนึ่งถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

บ่งบอกเบื้องลึกในจิตใจ "ไม่ชัวร์"

ในช่วง 4 เดือนข้างหน้ามีความสำคัญ ไม่เฉพาะต่อประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่สำหรับบ้านเมืองด้วย เพราะมีคดียุบพรรคประชาธิปัตย์อยู่ 2 คดี ซึ่งสำคัญคืออนาคตของพรรคการเมืองที่เป็นหลักของระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเวลาช้านาน

การต่อสู้ในศาลรัฐธรรมนูญต้องใช้ความพยายามทุ่มเทมาก

"อภิสิทธิ์" ฟันธงเลยว่า ไม่เกินสิ้นปีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาได้ กรณีการใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ ที่ศาลได้ตัดพยานฝ่ายผู้ร้องเหลือ 15 คน ซึ่งพยานฝ่ายประชาธิปัตย์ก็น่าจะพอกัน

ระทึกคิวพลิกคว่ำพลิกหงายคดียุบพรรค

ชะตาของ "อภิสิทธิ์" บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จะทันข้ามปีหรือไม่

อารมณ์เดียวกันกับเวทีพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดกำแพงเพชร ตามคิวปั่นกระแสเร้าฉากระทึก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน ในฐานะแกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ก็ไปตีปี๊บปูดข่าว

มีความพยายามที่จะใช้กำลังทหารเพื่อล้มกระดานไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง

เพราะผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของหน่วยความมั่นคงทุกครั้ง ล้วนพบว่าพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ

ตามฉากที่โยงไปถึงขั้นที่ว่า เวลานี้กำลังมีการตกเบ็ดซื้อตัว ส.ส.จากพรรคการเมืองที่ดำนาไม่เหมือนใคร ในราคาหัวละ 50 ล้านบาท โดยมัดจำก่อน 20 ล้านบาท และหลังเลือกตั้งเอาไปอีก 30 ล้านบาท

แต่ถ้ากระบวนการซื้อตัว ส.ส.พรรคเพื่อไทยไม่สำเร็จ ก็จะล้มกระดาน เพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้ง ปิดทางพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล

เป็นการยินยอมพร้อมใจ เพราะประชาธิปัตย์ก็กำลังติดบ่วงคดียุบพรรค

สอดรับกรณีที่นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช.ทำนาย นายกฯคนใหม่ อักษรย่อ "ป" ซึ่งไม่ใช่คำทำนาย แต่เป็นการล็อกสเปก เพราะในบรรดาหัวหน้า พรรคการเมือง ไม่มีใครอักษรย่อ "ป"

ยี่ห้อ "จตุพร" เขียนบท อ้างโยงกันได้เป็นฉากๆ

แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อกันตรงๆ แค่ปล่อยของกันลอยๆ แต่คนที่ฟังแล้วหูผึ่งก็น่าจะเป็น "เนวิน ชิดชอบ" ครูใหญ่ค่ายภูมิใจไทย ที่กอดคอกันแน่นอยู่กับพี่น้อง "บูรพาพยัคฆ์" ของพี่ใหญ่อย่าง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

เพราะตามจังหวะ ถ้าประชาธิปัตย์ติดบ่วงยุบพรรค โดนล้มโต๊ะ

คนที่ได้สิทธิ์รับไม้ต่อก่อนใคร ก็พวกจ่อแถวสองในฝ่ายถืออำนาจนั่นแหละ .


ทีมข่าวการเมือง

การ์ตูน เซีย

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

คนดีกับคนมีเสรีภาพ

ที่มา ประชาไท


การเรียกร้อง “คนดี” โดยชนชั้นนำในสังคมไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวว่า"เราอยากเห็นคนดีมีมากขึ้นในสังคม ถ้าสัดส่วนระหว่างคนดีกับคนไม่ดียังไม่ใกล้เคียงกัน บ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะวุ่นวาย เพราะคนไม่ดีมากกว่าคนดี..ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สัดส่วนคนดีเพิ่มขึ้น”(http://www.matichon.co.th/news_detail.p ... =01&catid=)
แต่เมื่ออ่านตามเว็บไซต์ต่างๆ จะพบว่ามีความเห็นจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าไม่อยากพูดถึง หรือกระทั่งสะอิดสะเอียดกับคำว่า“คนดี” หรือที่จริงจังมากขึ้นก็คือมีการเสนอว่า สังคมควรเรียกร้อง “ระบบที่ดี” มากกว่า “คนดี” หากต้องการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
โดยที่สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ จึงน่าสนใจว่า ความหมายของ “คนดี” ตามที่พุทธศาสนาสอน กับ “คนดี” ในจินตนาการของสังคมไทยคือคนเช่นไร?
ในหนังสือชื่อ An Essay Concerning Buddhist Ethics (ที่เขียนโดยคนไทย คือ ศ.ดร.สมภาร พรมทา) อธิบายว่า“ตามทัศนะของพุทธศาสนา การเป็นคนดีกับการเป็นคนมีเสรีภาพคือสิ่งเดียวกัน” (According to Buddhism, being a good person is same as being a free person.)
หมายความว่า การเป็นคนดีเกิดจากการกระทำสิ่งที่ดี แต่เราจะเป็นคนดีไม่ได้หากเราไม่เป็นคนที่มีเสรีภาพที่จะเลือกกระทำตามอารมณ์ หรือเหตุผล หรือเลือกระหว่างถูกกับผิด เมื่อเราเลือกที่จะกระทำตามเหตุผล เราย่อมกระทำสิ่งที่ดีหรือถูกต้อง การกระทำสิ่งที่ดีหรือถูกต้องนั่นเองที่ทำให้เราสมควรถูกยกย่องว่าเป็น “คนดี”
อันที่จริง “คน” ไม่ว่าจะได้รับยกย่องว่าเป็นคนดีหรือถูกตำหนิว่าเป็นคนเลว เขาคือ “คนที่มีเสรี” (a free person) การเป็นคนดีคนเลวก็เกิดจากการที่คนซึ่งมีเสรีภาพเลือกการกระทำที่สร้างให้เขาเป็นคนดีหรือเลว
ฉะนั้น ถ้าจะเพิ่มจำนวนคนดีในสังคม สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องยอมรับความเป็น “คนที่มีเสรีภาพ” ของประชาชนก่อน เพราะเงื่อนไขแรกสุดของการเป็นคนดี เราจำเป็นต้องเป็น “คน” ก่อน คือเป็นคนที่มีเสรีภาพที่จะเลือกก่อน การกะเกณฑ์ให้คนต้องเชื่อฟัง ต้องสยบยอมต่ออำนาจ ปิดกั้นเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร การแสดงความความคิดเห็น การแสดงออกทางการเมือง การพูดความจริง ฯลฯ คือการทำลายความเป็น “คน” เมื่อทำลายความเป็นคนแล้ว เราจะสร้าง “คนดี” ได้อย่างไร?
เพราะการเป็นคนดี ย่อมเรียกร้อง (Requirement) ความเป็นคนมีเสรีภาพที่สามารถจะเลือกกระทำตามเหตุผล หรือกระทำสิ่งที่ถูกต้อง และรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาด้วยตัวของเขาเอง
นอกจากนี้ การเป็นคนดียังเรียกร้องความสามารถที่จะเผชิญกับความทุกข์หรือความเจ็บปวดจากการกระทำสิ่งที่ดีด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การทำความดีของพระเวสสันดร ที่บริจาคช้างคู่บ้านคู่เมือง ถูกชาวเมืองปฏิเสธ ถูกเนรเทศจากเมืองไปอยู่ป่า และกระทั่งยอมเผชิญความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสที่ต้องบริจาคลูกเมียเมื่อมีผู้มาขอไปเป็นทาส
จึงดูเหมือนว่า การเป็นคนดีหรือการเป็นคนมีเสรีภาพนั้น บางครั้งอาจดูคล้ายกับเป็นคนโง่ เพราะต้องเดินทวนกระแสของชาวโลก คงยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจว่าทำไมพระเวสสันดรจึงทำความดีด้วยการบริจาคลูกเมียให้ไปเป็นทาสของคนอื่น และคงยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจว่าทำไมพระมหาชนกจึงยังคงพยายามว่ายน้ำในมหาสมุทรข้ามคืนข้ามวันอย่างเหน็ดเหนื่อยทั้งที่มองไม่เห็นฝั่ง และแน่นอนว่า เจ้าชายสิทธัตถะย่อมถูกปฏิเสธแม้กระทั่งจากพระบิดาเมื่อตัดสินใจเลือกอย่างอิสระที่จะออกเผชิญความยากลำบากในการแสวงหาทางพ้นทุกข์
ปกติแล้วคนทั่วไปจะลงทุนลงแรงพยายามกระทำสิ่งใด ก็ต่อเมื่อเขามองเห็นผลสำเร็จจากการกระทำสิ่งนั้น เช่นที่เรามักได้ยินคำถามเสมอว่า “ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปแล้วจะได้อะไร” แต่ในทัศนะของพุทธศาสนาคนดีย่อมกระสิ่งใดเพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้เมื่อจะต้องเผชิญความทุกข์ความเจ็บปวดจากการกระทำความดีนั้น ก็พร้อมเผชิญโดยไม่หวังผลตอบแทน
เมื่อวันที่ 19 ก.ค.53 “คณะเดินสันติสู่ปัตตานี” ของอาจารย์โคทม อารียา และอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ แวะมาพักดื่มน้ำและสนทนากับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยที่ผมสอนหนังสืออยู่ ผมรู้สึกนับถืออย่างยิ่งกับการทำ “ความดี” ของคนเหล่านั้น พวกเขาคงไม่คิดว่าเมื่อใช้เวลา 55 วันเดินเท้าถึงปัตตานีแล้ว สันติภาพในสามจังหวัดภาคใต้จะเกิดขึ้นตามมาทันที แต่ความน่าเคารพของพวกเขาอยู่ตรงที่ พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำเป็นสิ่งที่ดี และพวกเขามีความกล้าหาญที่จะกระทำในสิ่งที่ตนเชื่อ แม้ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากเพียงใดก็ตาม
แต่ที่น่าเศร้าคือ สังคมพุทธในบ้านเราเต็มไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อให้ทำความดีด้วยการเอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ จนทำให้คนเชื่อฝังหัวว่า การทำความดีคือการหลีกหนีความทุกข์ความเจ็บปวด และแสวงหาความสุขสบาย คุณบริจาคน้อยได้บุญน้อย บริจาคมากได้บุญมาก เมื่อสั่งสมบุญเอาไว้มากๆ อนาคตเราจะร่ำรวยสุขสบาย ตายไปจะได้เสวยสุขในสวรรค์วิมาน หรือเกิดชาติหน้าจะได้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือเป็นราชามหากษัตริย์
“คนดี” ในจินตนาการของชาวพุทธในบ้านเรา จึงหมายถึง คนที่มองเห็นปัญหาสังคมและการเมืองเป็น “นรก” เห็นความร่ำรวยสุขสบายเป็นสวรรค์บนดิน เห็นวัดหรือศาสนาเป็นทางผ่านไปสู่ความสุขสบายในชาตินี้และชาติหน้า ไปๆมาๆ คนดี คือ คนที่หันหลังให้สังคม ไม่ใส่ใจปัญหาบ้านเมือง ไม่มีจิตสาธารณะ มองความยากลำบากในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมเท่ากับ “บาป” มองความสุขสบายร่ำรวยเท่ากับ “บุญ”
สุดท้ายก็บูชาเงิน นับถือเงิน นับถือความร่ำรวยเป็น “ความดี” และยกย่องคนรวย คนมีอำนาจ มียศถาบรรดาศักดิ์ คนชั้นสูง หรือคนชั้นนำทางสังคมว่าเป็น “คนดี” แล้วต่างก็แก่งแย่งไขว่คว้าหาความดีเช่นนั้น แข่งขันที่จะเป็นคนดีเช่นนั้น โดยไม่สนใจ “ความดีภาคสาธารณะ” (เช่น สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม ฯลฯ) ที่เราต้องร่วมกันต่อสู้ให้ได้มาด้วยสำนึกในความความเป็น “พลเมืองดี” ที่กล้าหาญเผชิญความทุกข์ ความเจ็บปวด หรือกระทั่งความตาย
แต่ทว่าคนดีหรือคนมีเสรีภาพตามทัศนะของพุทธศาสนา เขาไม่ได้กระทำสิ่งที่ดีเพราะหวังความสุข แต่กระทำเพราะเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำไมพระเวสสันดรถึงบริจาคช้างคู่บ้านคู่เมืองของตนเองให้แก่ชาวเมืองอื่น ทั้งที่รู้ว่าตนเองจะเดือดร้อนจากการต่อต้านของชาวเมืองของตนเอง ก็เพราะท่านเห็นว่าการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งที่ดีไม่ว่าเขาจะเป็นพวกเดียวกับตนหรือพวกอื่นก็ตาม
น่าคิดว่า ทำไมสังคมพุทธไทยกลับมีวัฒนธรรมสร้างความเกลียดชังคนสีอื่น คนชาติอื่น เพื่อแสดงว่าตนเองรักชาติ รักสถาบัน เป็นคนดี แล้วเราก็เมินเฉย กระทั่งเย้ยหยันต่อการที่คนไปผูกผ้าแดง หรือไปชูป้ายว่า “เห็นคนตายที่ราชประสงค์” หรือคนอื่นๆ ที่ยอมเจ็บปวดเพื่อกระทำสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งที่คนกลุ่มนี้คือคนที่มีเสรีภาพหรือคนดีตามหลักคำสอนที่แท้จริงของพุทธศาสนา
เราเอาแต่เรียกร้อง “คนดี” ซึ่งไม่รู้ว่ามีความหมายอย่างไร แต่ไม่ยอมรับ “ความเป็นคน” ของประชาชน หรือไม่เคารพความเป็น “เสรีชน” ของประชาชนที่สามารถเลือกและรับผิดชอบด้วยวิจารณญาณของตนเอง
ซึ่งเท่ากับว่า เราเอาแต่เรียกร้อง “คนดี” แต่ไม่ยอมให้ประชาชนเป็น “คน” หรือเป็น “เสรีชน” ที่สามารถจะเป็นคนดี และเลือกกระทำสิ่งที่ดี พร้อมกับรับผิดชอบต่อผลของการเลือกด้วยตัวของเขาเอง!

พระราชินีทรงชื่นชม ‘นภัส ณ ป้อมเพ็ชร์’ ตอบโต้ CNN ช่วยฟื้นภาพลักษณ์ประเทศ

ที่มา ประชาไท


เว็บไซต์ไทยอีนิวส์รายงานถึงพระราชหัตถเลขาในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถที่พระราชทานให้กับ นภัส ณ ป้อมเพชร ชื่นชมกรณีส่งจดหมายตอบโต้-ตำหนิสำนักข่าว CNN ทำข่าวด้านเดียว


1 ส.ค.53 ทีมข่าวไทยอีนิวส์ เปิดเผยกรณีท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ นางสนองพระโอษฐ์ และรองราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้อัญเชิญพระราชหัตถเลขาในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ พระราชทานให้กับคุณนภัส ณ ป้อมเพ็ชร์ โดยพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2553 มีรายละเอียดว่า

“ถึง คุณนภัส ณ ป้อมเพ็ชร์

ฉันได้อ่านจดหมายของคุณที่เขียนถึงสำนักข่าว CNN แล้ว รู้สึกภูมิใจที่คุณยืนขึ้นทำหน้าที่ของคนไทยตอบโต้นักข่าวต่างชาติอย่างองอาจ ตรงไปตรงมา แต่ก็ด้วยความสุภาพและมีเหตุผลที่ชัดเจน พอที่จะทำให้ประชาคมโลกที่ได้อ่านจดหมายของคุณต้องทบทวนความเชื่อถือที่มีต่อ CNN

ชื่นชมยิ่งที่คุณช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศชาติ

(ลายพระราชหัตถเลขาในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ)”

..............................
รายละเอียด กรณีการทำจดหมายชี้แจงสำนักข่าว CNN ของ นภัส ณ ป้อมเพ็ชร์

เบื้องลึก ... ปฏิบัติการณ์หัก"เขมร" ล้มแผนจัดการ"พระวิหาร" คกก.มรดกโลกเลื่อนพิจารณาเป็นปีหน้า

ที่มา มติชน


หมายเหตุ : เรียบเรียงจากการรายงานข่าวบรรยากาศเบื้องหน้าและเบื้องหลังการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่บราซิล เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม โดยทีมผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ 3 ช่องที่เดินทางไปกับคณะของนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติเลื่อนการพิจารณาแผนการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารที่เสนอโดยประเทศกัมพูชาออกไปเป็นปี 2554 ที่ประเทศบาร์เรน


แต่กว่าผลจะออกมาเช่นนั้น คณะทำงานเจรจานำโดย นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ชนิดแทบเลือดตากระเด็น


ปฏิบัติการณ์ขวางกัมพูชาเริ่มเขม็งเกรียวตั้งแต่ เวลา 17.30 น.วันที่ 28 กรกฎาคม(ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศบราซิล) นายสุวิทย์ และคณะรวม 4 คน นั่งเจรจานอกรอบกับ นายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา กับคณะ เกี่ยวกับแผนการบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร มีเอกอัครราชทูตบราซิล เป็นผู้ดำเนินการเจรจา


บรรยากาศการเจรจาเป็นไปด้วยความเครียด ประธานที่ประชุมพยายามปรับเปลี่ยนในร่างแผนบริหารจัดการในจุดต่างๆ เพื่อให้ฝ่ายไทยยอมรับ และให้การรับรองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้สมบูรณ์ในวันนี้


แต่นายสุวิทย์และผู้แทนไทยยืนยันว่า แม้เป็นเพียงร่างแผนการบริหารจัดการของปราสาทพระวิหาร แต่ปรากฏว่ามีบางส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในเขตที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ 4.6 ตารางกิโลเมตร (buffer zone) ซึ่งไทยก็อ้างสิทธิในพื้นที่นี้ตามชายขอบของสันปันน้ำ (water shade)ว่าเป็นเขตอธิปไตยของไทย รวมทั้งร่างข้อตกลง 7 หน้าที่กัมพูชาแจกในที่ประชุมก่อนการพิจารณาวาระนั้น ในเอกสารระบุว่ามีการทำกิจกรรมบางอย่างในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งฝ่ายไทยไม่สามารถยอมรับได้ นอกจากนี้ แผนการบริหารจัดการฉบับเต็ม ความยาว 130 หน้า ทางกัมพูชาอ้างว่าได้เผยแพร่ในเว็บไซต์ของศูนย์มรดกโลกแล้ว แต่ฝ่ายไทยยังไม่เห็นแผนถูกเผยแพร่มาก่อน


ฝ่ายนายซก อานเองก็ไม่ยอม และแจ้งฝ่ายไทยว่า ยอมให้ไทยมามากพอแล้ว พร้อมชี้แจงว่าแผนบริหารไม่ได้นำเขตแดนด้านทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหารมาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่บริหารจัดการ
แต่ผู้แทนไทยแย้งว่า ทิศตะวันออกด้านบันไดหักยังไม่ได้กั้นพื้นที่ และยังมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอยู่ ดังนั้นประชาชนคนไทยยังรับไม่ได้


ยังมีอีกประเด็นที่หารือกันคือการระบุถ้อยความในร่างวาระที่ต้องแจ้งที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกรับทราบในวันที่ 29 กรกฎาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยฝ่ายไทยขอให้เขียนว่า "รับทราบการยื่นเอกสารของกัมพูชา" แต่กัมพูชาขอให้ใช้คำว่า "รับทราบเอกสาร" ซึ่งฝ่ายไทยรับไม่ได้ เนื่องจากมีความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าระบุตามที่กัมพูชากำหนด เท่ากับฝ่ายไทยได้รับทราบในรายงานแผนการบริหารจัดการลงลึกลงไปในรายละเอียด
ในตอนท้าย ตัวแทนกัมพูชาประกาศจะเดินหน้ายื่นแผนบริหารจัดการต่อที่ประชุมคณะกรรมการในวันที่ 29 กรกฎาคม (ตามเวลาท้องถิ่น)


ขณะที่ฝ่ายไทยประกาศจะใช้มาตรการตอบโต้ เริ่มจากเบาไปหาหนัก คือ
1.ไม่ยอมรับแผนจัดการปราสาทเขาพระวิหาร และไม่ยอมรับรายงานสภาพการอนุรักษ์ที่กัมพูชาจะเสนอต่อที่ประชุม
2.หากที่ประชุมยังยืนยันจะพิจารณาวาระดังกล่าว ผู้แทนไทยจะออกแถลงการณ์ตำหนิ และประณามการทำงานของฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการมรดกโลกที่ฝ่าฝืนและละเว้นกฎการประชุม
กรณียินยอมให้กัมพูชาเสนอแผนการบริหารการจัดการ ซึ่งตามข้อกำหนดจะต้องเสนอก่อนการประชุม 6 สัปดาห์ แต่กัมพูชากลับส่งและแจกในที่ประชุมตอน 15.00 น.วันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา
เท่ากับยื่นเอกสารการประชุม ไม่ถึง 24 ชั่วโมง
3.ออกแถลงการณ์เพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุมเป็นหลักฐานว่า ทางการไทยไม่รับแผนดังกล่าว


ขณะต่อรองกันเรื่องถ้อยคำในร่างวาระที่ต้องแจ้งที่ประชุม นายสุวิทย์ต้องโทรศัพท์มาปรึกษากับนายอภิสิทธิ์ และทีมงานตลอดคืน พร้อมกับสะกดคำแต่ละคำ แต่ละประโยคให้นายอภิสิทธิ์ และทีมงานทราบ เพื่อเลือกใช้คำและประโยคที่ฝ่ายไทยได้เปรียบหรือไม่เสียเปรียบฝ่ายกัมพูชา


เมื่อทั้งสองฝ่ายใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง แต่ไม่สามารถเขียนร่างข้อตกลง (draft decision) เพื่อแถลงต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกัน และมีปัญหาการบริหารจัดการในพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ (dispute area) ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร จึงต้องไปลุ้นการเจรจานอกรอบอีกครั้งในวันที่ 29 กรกฎาคม (ตามเวลาท้องถิ่น)


เช้าวันที่ 29 กรกฎาคม ก่อนการประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมบราซิล ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก และเอกอัครราชทูตบราซิลประจำองค์การยูเนสโก ได้หารือนอกรอบกับนายซก อานฝ่ายเดียวก่อน จากนั้นจึงมาหารือกับฝ่ายไทย จนได้เอกสารวาระเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่


เป็นที่รู้กันในขณะนั้นค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ฝ่ายจัดการประชุมเห็นชอบให้ใช้ถ้อยคำ "รับทราบการยื่นเอกสารของกัมพูชา" ตามที่ไทยผลักดันแกมกดดัน


หลังจากแจกเอกสารวาระการประชุมต่างๆเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ ในวินาทีสุดท้ายก่อนจะเริ่มประชุมนั้นเอง ทางตัวแทนกัมพูชาได้ตัดสินใจแจ้งขอถอนเรื่องแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร และยอมเลื่อนวาระนี้ออกไปก่อน เพราะรู้แล้วถ้อยคำในเอกสารเข้าทางฝ่ายไหน


นั่นเท่ากับที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกยอมรับทราบว่า กัมพูชายื่นเอกสารแผนการบริหารจัดการให้คณะกรรมการและประเทศไทยเอาไว้แล้ว แต่ไม่ได้รับทราบในรายละเอียดเป็นอย่างไร จึงต้องนำกลับไปศึกษาในรายละเอียดก่อนแล้วจะพิจารณาอีกครั้งในปีหน้าที่ประเทศบาร์เรน


ชัยชนะยกนี้จึงตกเป็นของประเทศไทย แต่เป็นชัยชนะแค่ชั่วคราวเท่านั้น

-----------------------


สุวิทย์ คุณกิตติ
รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ

เมื่อเรามาถึงที่ประชุมในบราซิล มีผู้แทนบางประเทศมาพูดคุยกันเราคล้ายล็อบบี้ เขาบอกว่า การประชุมครั้งนี้ เอกสารที่กัมพูชาส่งมามันมีเอกสารที่พร้อมที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อพิจารณา เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรก็ตามคณะกรรมการก็คงพิจารณาและคงมติสนับสนุนข้อเสนอต่างๆที่เสนอมา ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อเรา ล้วนแล้วแต่เป็นเอกสารที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เราบอกว่าเราไม่ได้เห็นเอกสารแล้วเราจะพิจารณาอย่างไร


ประการต่อมา ร่างแผนการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารต้องเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และต้องทำให้แน่ใจว่าผลทางด้านเขตแดน อำนาจอธิปไตย และข้อผูกพันทางด้านกฎหมายจะไม่มีผลกระทบต่อไทย ผมพูดชัดเจนประเด็นนี้ว่าต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เพราะถ้ามีอะไรที่เราติดใจสงสัยอยู่ เราก็ไม่สามารถยอมรับได้


เราจึงเสนอว่าเราจะไม่พิจารณา และต้องคัดค้าน และคณะรัฐมนตรีไทยมีมติสนับสนุนกระบวนการดังกล่าว คัดค้าน ถ้าจำเป็นก็ต้องวอล์คเอ๊าท์ หรือถอนตัวจากสมาชิกภาพ ซึ่งเราไม่อยากไปถึงขนาดนั้น


เมื่อคืน (29ก.ค.ตามเวลาไทย) นายกรัฐมนตรีไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะต้องคอยให้คำปรึกษาหารือกับผมและคณะตลอดทั้งคืน เมื่อประสบความสำเร็จ ท่านก็โทร.มาตอนตีห้า แสดงความยินดีกับพวกเรา


เรายังเอาแผนที่ที่กัมพูชาใช้ไปให้กรรมการมรดกโลกดูนอกรอบ พร้อมอธิบายว่ามันมีปัญหาอะไรอย่างไร มีถนนล้ำเข้ามาอย่างไร พรมแดนอยู่ตรงไหน เรารับแผนบริหารของกัมพูชาไม่ได้ รับแล้วมันมีปัญหา ทำให้สูญเสียดินแดน สูญเสียอธิปไตย รับไปแล้วก็ขัดรัฐธรรมนูญ กลับไปโดนคดีติดคุกกันหมด


สำหรับในปี 2555 เราเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการประชุมต่อจากการประชุมที่บาร์เรน