WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 8, 2010

ตู้สีแดง

ที่มา ประชาไท


* หมายเหตุผู้แปล: 'ตู้' ในที่นี้ มาจากสำนวนภาษาอังกฤษ in the closet แปลว่า แอบซ่อนตัวตนที่เป็นคนรักเพศเดียวกัน
คนรักเพศเดียวกัน คนรักสองเพศและคนข้ามเพศ (LGBT) ในหลายประเทศต้องถูกกวาดล้างจากทางการและยังถูกรังเกียจและเลือกปฏิบัติจากสังคมโดยรวม ทำให้หลายๆ คนต้องปกปิดตัวตนหรือเปิดเผยตนเองแต่เฉพาะในวงลับ เหตุการณ์คล้ายๆ กันก็กำลังเกิดขึ้นกับเมืองไทยในตอนนี้ ต่างกันตรงที่ว่าสาเหตุของการถูกข่มเหงไม่ใช่เพราะเพศที่แตกต่าง แต่กลับเป็นความเห็นทางการเมือง
ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ กลุ่มคนเสื้อแดงได้เปลี่ยนจากขบวนการทางการเมืองที่หยุดไม่อยู่ กลายเป็นกลุ่มชายขอบที่ต้อง “แอบในตู้” หลังจากที่ผู้ประท้วงเสื้อแดงถูกล้อมปราบและอาคารสำคัญหลายแห่งถูกเผาทำลายในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. คนเสื้อแดงได้กลายเป็นผู้ถูกสังคมรังเกียจเหยียดหยาม และถูกเหมารวมภายใต้ข้อกล่าวหาว่าเป็นนักวางเพลิง ผู้ก่อการร้าย คนขายชาติ และพวกล้มเจ้า หลายคนต้องปกปิดความเป็นคนเสื้อแดงของตนและใช้ชีวิตแบบตีสองหน้า (ซึ่งคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อกับเกย์และเลสเบี้ยนชาวไทยจำนวนมาก) นั่นคือ พวกเขาเป็นตัวของตัวเองได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในกลุ่มพวกเดียวกัน แต่เมื่ออยู่กับสังคมส่วนใหญ่ พวกเขาต้องปิดบังตนเอง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่นและหน้าที่การงาน
ยิ่งไปกว่านั้น การคุกคามของภาครัฐที่มีต่อคนเสื้อแดงยังลามไปถึงโลกไซเบอร์ เว็บไซต์ของชาวเสื้อแดงจำนวนนับไม่ถ้วนได้ถูกบล็อคอย่างถ้วนหน้า เพื่อนของผมคนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าเรดส์เบี้ยน (เรด+เลสเบี้ยน) บอกว่าตอนนี้การเปิดเผยตัวเองว่าเป็นคนรักเพศเดียวกันนั้นง่ายกว่าการ “ออกจากตู้” มาบอกใครๆ ว่าตนเองเป็นคนเสื้อแดงเสียอีก สถานการณ์นั้นย่ำแย่ถึงขนาดที่ว่าเธอถูกโจมตีและดูถูกแม้แต่กระทั่งในเว็บบอร์ด LGBT ที่เธอสร้างขึ้นมากับมือ!
ผมไม่ได้เป็นทั้งฝ่ายเสื้อแดงหรือฝ่ายต่อต้านเสื้อแดง แม้ว่าตัวเองจะมีเหตุผลที่จะไม่พอใจต่อการกระทำของคนเสื้อแดงอยู่ไม่น้อย เมื่องานเชียงใหม่เกย์ไพรด์ปีที่แล้ว ผมก็เป็นหนึ่งในบรรดานักกิจกรรมที่ถูกโจมตีจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่นั่น (นำโดยแกนนำที่กำลังถูกรัฐบาลตามล่าตัวอยู่ในตอนนี้) นอกจากนี้ ผมยังเผชิญกับความอกสั่นขวัญหายในขณะที่พยายามจะช่วยเหลือเพื่อนสนิทที่ติดอยู่ในที่อาศัยย่านราชปรารภออกมาจากบริเวณที่มีการต่อสู้กันอย่างหนัก ไม่เพียงเท่านั้น ผมยังมีเพื่อนหลายคนที่สูญเสียโอกาสในการทำมาหากินในบริเวณสีลมติดต่อกันเป็นเวลานานนับเดือนอีกด้วย
แน่นอนว่าคนเสื้อแดงที่ทำผิดกฎหมายสมควรถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม แต่กระนั้น การที่ผมโตมาในต่างจังหวัดและยังอาศัยอยู่ในต่างจังหวัดก็ทำให้ผมรู้จักคนเสื้อแดงหลายคน และเข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงต้องประท้วง ตลอดชีวิตของพวกเขาแทบไม่ได้เห็นความเป็นอยู่ของตนดีขึ้นเลย ในขณะที่แรงงานและทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่กลับถูกถ่ายเทไปสร้างความมั่งคั่งในกรุงเทพฯ
แม้ว่าอดีตนายกทักษิณจะไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึกในโครงสร้างของประเทศ แต่คนคดโกงอย่างเขากลับทำให้คนรากหญ้าได้มีโอกาสเห็นว่าเสียงเลือกตั้งของตนหนึ่งเสียงมีพลังที่อาจทำให้เกิดความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคมได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นที่มีความสำคัญกว่าผลทางวัตถุอันไม่จีรังจากนโยบายประชานิยม คือการที่พวกเขาได้ตื่นขึ้นและระลึกได้ว่าที่ผ่านมาพวกเขาถูกปฏิบัติอย่างพลเมืองชั้นสอง หรือที่เรียกว่า “ไพร่” นับวันภาพความเป็นผู้นำของทักษิณจึงยิ่งจางลง และถูกแทนที่ด้วยภาพของทักษิณในฐานะคนหัวอกเดียวกันที่ตกเป็นเหยื่อรายหนึ่งของระบอบอันไม่ชอบธรรม ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเดียว คือการต่อต้านความเปลี่ยนแปลงและรักษาผลประโยชน์ของอภิสิทธิชนที่ได้เปรียบทางสังคมเหนือคนส่วนใหญ่ หรือ “อำมาตย์”
การถูกปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสองเป็นสิ่งที่ชาว LGBT รวมไปถึงผู้หญิง ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์และศาสนา คนพิการและคนชายขอบอื่นๆ คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แม้ว่าจนถึงบัดนี้กลุ่มคนเสื้อแดงอาจไม่ได้มีท่าทีเป็นมิตรต่อ LGBT เท่าใดนัก แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเราจะไม่สามารถขานรับต่อขบวนการของคนเสื้อแดงได้ เพราะโดยใจความสำคัญแล้ว การต่อสู้ของคนเสื้อแดงก็ไม่ต่างอะไรกับการต่อสู้ของพวกเรา
สิ่งที่น่าตกใจสำหรับผม คือการที่พวกเราถูกขอให้ “ให้อภัยและลืม” อย่างรวดเร็วเพื่อให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปอย่างไม่สะดุด เสียงเซ็งแซ่เรียกร้องหา “ความปรองดอง” (ในขณะที่การคุกคามต่อเสียงที่แสดงความคิดเห็นแตกต่างยังคงดำเนินต่อไป) แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการที่สังคมไทยชอบการแต่งแผลแก้ตามอาการไปวันๆ มากกว่าการรักษาต้นเหตุของโรค
จริงหรือที่ว่าสิ่งที่สังคมไทยปัจจุบันต้องการคือความสามัคคีอันฉาบฉวยในขณะที่ปล่อยความคับข้องใจต่างๆ ให้คุกรุ่นอยู่ภายใน โดยส่วนตัวผมอยากจะขอแย้งว่าความเท่าเทียมเป็นธรรมและความยุติธรรมต่างหาก ที่จะสร้างความสมานฉันท์และสันติสุขได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่สักแต่จะสามัคคีกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ในตอนนี้การถกเถียงประเด็นสำคัญเหล่านี้กลายเป็นสิ่งต้องห้ามไปเสียแล้ว ความหลากหลายทางความคิดเห็นการเมืองกลับถูกมองว่าเป็นปัญหา ถึงแม้ว่าจะได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ (อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี)
แน่นอนว่าหากดูจากการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ผ่านมา ก็อาจมีความเป็นไปได้ที่ว่าเมื่อพวกเขาได้โอกาสขึ้นมามีอำนาจ พวกเขาจะใช้เผด็จการเสียงข้างมากละเมิดสิทธิของคนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ รวมทั้งคนกลุ่มน้อยทางเพศเสียเอง แต่นั่นก็ยิ่งเป็นเหตุผลที่เราต้องเรียกร้องให้ประเทศไทยเคารพต่อเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสันติ อย่างที่สังคมประชาธิปไตยทั้งหลายพึงมี
คำถามสำคัญก็คือ ถ้าแม้แต่ขบวนการมวลชนขนาดใหญ่ยังไม่สามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้ แล้วกลุ่มคนส่วนน้อยในสังคมจะมีโอกาสได้รับความยุติธรรมได้อย่างไร
ที่มา: แปลจากบทความ The ‘Red Closet’
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ The Nation วันที่ 1 มิ.ย.2553

นักข่าวพลเมือง: "เอ็ม 16"พรึบ-รับ"เพื่อไทย"ปราศรัยศรีสะเกษ

ที่มา ประชาไท

เพื่อไทยปราศรัย จ.ศรีสะเกษ ด้านตำรวจ อ.ส. หน่วยปฏิบัติการพิเศษ สนธิกำลังหลายร้อยนายพร้อม "เอ็ม 16" รอบงาน อ้างมารักษาความสงบเรียบร้อย


ที่มาของภาพ: Sanamluang.tv
เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่หอประชุมที่ว่าการ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทยได้จัดเสวนาการเมืองเรื่อง “ประชาธิปไตยต้องไม่มี 2 มาตรฐาน” มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.คลัง นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน นายธเนศ เครือรัตน์ ส.ส.ศรีสะเกษ ทำหน้าที่ผู้เสวนา โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนและประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย พร้อม ส.ส.และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อีสานตอนล่างพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมง ท่ามกลางประชาชนประมาณ 1 พันคน
โดยก่อนหน้านี้เมื่อ 30 ก.ค. พรรคเพื่อไทยได้เสวนาลักษณะนี้ที่ จ.ลำพูน (อ่านข่าวย้อนหลัง) ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งไม่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเช่นเดียวกับที่ศรีสะเกษที่เพิ่งยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างไรก็ตามมีการสนธิกำลังระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ อาสาสมัครรักษาดินแดน (อ.ส.) ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) สถานีตำรวจภูธร จ.ศรีสะเกษ ประมาณ 400 นายพร้อมอาวุธอาวุธสงครามทั้งปืนพกและปืนเอ็ม 16 ประจำกาย โดยวางกำลังอยู่รอบพื้นที่ปราศรัย โดยระบุว่าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และก่อนเริ่มเสวนาหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดยังได้นำสุนัขตำรวจค้นหาวัตถุต้องสงสัยบริเวณหอประชุมอย่างละเอียด
ทั้งนี้นักข่าวพลเมืองกลุ่ม "Sanamluang.tv" ได้บันทึกภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พกอาวุธสงครามดังกล่าว และเผยแพร่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยภาพดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก
โดยการเสวนาบนเวที กล่าวถึงเรื่องการใช้ทหารสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมาจนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก เรื่องกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน นอกจากนี้มีรายงานข่าวแจ้งว่าการจัดเสวนาดังกล่าว กลุ่ม ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ได้ทำหนังสือถึงนายกองเอก วิลาศ รุจิวิวัฒนพงศ์ ผู้ว่าราชการ จ.ศรีสะเกษ เพื่อขอใช้สถานที่ แต่นายกองเอกวิลาศไม่กล้าลงนามอนุญาต แต่นายกองเอกได้อาศัยช่วงที่ต้องเดินทางไปศึกษาดูงานร่วมกับคณะนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน แล้วมอบอำนาจให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดรับหน้าแทน

นักเรียน ม.5 ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่เชียงราย ถูกนัดเข้าบำบัดจิต

ที่มา ประชาไท

สถานพินิจฯ ชร.นัด นักเรียน ม.5 เข้าบำบัดจิต 16 - 17 ส.ค.นี้ หลังไปรายงานตัวคดีผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กรณีชูป้าย “ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์” เจ้าตัวงงไปตรวจสภาพจิตผลยังไม่ออก ทำไมต้องเข้าบำบัด เผยแม่หนักใจคดีอาจยืดเยื่อ แต่ยันกำลังใจยังดี

วันนี้ (2 ส.ค.53) นายกอ (นามสมุติ) อายุ 16 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เชียงราย ผู้ตกเป็น 1 ใน 5 ผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืน พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) กรณีชูป้าย “ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์” “นายกครับอย่าเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นะครับ ไม่งั้นรัฐบาลจะพัง” และ “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต้องคงไว้เพื่อไม่ให้ความจริงปรากฏ” ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายซึ่งยังมีการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่อยู่ในขณะนี้ ได้เข้ารับการตรวจสภาพจิตกับเจ้าหน้าที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จ.เชียงราย หลังจากที่ได้ไปรายงานตัวที่สถานพินิจฯ แล้วเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา

ภาพจาก Danny Chiangrai
นายกอให้ข้อมูลว่า ในช่วงเช้าวันนี้ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ เชียงราย และได้ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา ซึ่งมีทั้งการตอบคำถาม ให้วาดรูป และให้นำภาพมาประกอบกัน ซึ่งคิดว่าเพื่อดูความมีเหตุมีผลในการคิดตัดสินใจ จากนั้นเมื่อได้ทำการคืนแบบทดสอบถาม เจ้าหน้าที่ก็ส่งใบนัดให้ไปบำบัดจิต ในวันที่ 16 - 17 ส.ค.นี้ตั้งแต่ 9.00 -16.00 น.ทั้งที่ยังไม่ได้ทำการตรวจแบบทดสอบที่ให้มาก่อนหน้านี้ ทำให้รู้สึกงงที่ต้องไปบำบัดทั้งที่ยังไม่ทราบผลการตรวจ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังย้ำบอกให้มาตามนัดด้วย
เขากล่าวด้วยว่า การที่ต้องไปให้ของมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผ่านมา ทำให้ต้องขาดเรียนบ่อยครั้ง และในครั้งนี้เจ้าหน้าที่สถานพินิจก็นัดในวันจันทร์-อังคาร ทำให้เกรงจะมีปัญหากับการเรียน อีกทั้งงานที่ต้องส่งอาจารย์มีมาก เนื่องจากขณะนี้ใกล้ปิดเทอมแล้ว ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเมื่อต้องขาดเรียนจะมีเพื่อนๆ คอยเก็บงานไว้ให้ว่าจะต้องทำอะไร และจากคดีความที่เกิดขึ้นเจ้าตัวยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อใดๆ ความสัมพันธ์กับเพื่อนและอาจารย์ที่โรงเรียน
นายกอเล่าถึงเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้ไปร่วมทำกิจกรรมกับนักศึกษาในจังหวัดเชียงรายอีก 4 จนกลายเป็นกรณีครึกโครมในขณะนี้ว่า เป็นการนัดกันผ่านทาง Facebook และวันที่ทำกิจกรรมก็เป็นการเจอหน้ากันครั้งแรก โดยได้ไปทำกิจกรรมชูป้ายกันที่ตลาดสดเทศบาล ที่หอนาฬิกาแห่งใหม่ซึ่งได้เดินไปจนถึงหอนาฬิกาเก่า ซึ่งก็มีคนผ่านไปยกนิ้วและยิ้มให้ จากนั้นก็ไปที่ทางขึ้นศาลากลางจังหวัดโดยยืนถ่ายรูปกันอยู่ราว 10 นาที ไม่คาดฝันว่าเหตุการณ์จะเป็นถึงขนาดนี้

“ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะคิดว่าเป็นการแสดงความเห็นทางการเมืองในพื้นที่ ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน” นายกอกล่าว อีกทั้งยังบอกด้วยว่าตอนที่ทำกิจกรรมนั้นรู้สึกว่าตัวเองทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ตอนนี้เขาต้องกลับมาตั้งคำถามว่าได้ทำผิดจริงหรือไม่ ผิดอย่างไร? และข้อกล่าวหาที่ว่าทำให้เกิดความหวาดกลัวนั้นคือหวาดกลัวอะไร?

นายกอ เล่าต่อมาว่าช่วงแรกๆ ที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเขารู้สึกกลัว เพราะหลังทำกิจกรรมในวันที่ 16 ก.ค.ได้มีตำรวจมาหาที่บ้านถึง 2 ครั้งในวันเดียวกันเพื่อมาสอบถามและขอค้นข้อมูลในคอมพิวเตอร์ จากนั้นในวันจันท์ที่ 19 ก็มาที่บ้านอีกครั้งพร้อมกับหมายค้นและหมายเรียกผู้ต้องหา โดยได้ยึดเอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของเขาไปด้วยโดยอ้างว่านำไปตรวจสอบข้อมูลซึ่งถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการรายงานผลการตรวจสอบ และยังไม่มีการคืนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก
ส่วนผลกระทบต่อครอบครัว นักเรียนชั้น ม.5 คนดังกล่าวเล่าว่าคุณแม่ของเขาเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับจากปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ได้มีการพูดคุยกันว่าจะไปปรึกษาใคร จะทำอย่างไรกันดี เพราะนอกจากคดีความแล้วยังกลัวว่าจะส่งผลกระทบกับหน้าที่การงานของคุณพ่อ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ขู่ว่าถ้าไม่ให้ความร่วมมือพ่อซึ่งเป็นข้าราชการอาจโดนคำสั่งโยกย้าย และขณะนี้ก็เริ่มกลับมาเครียดอีกครั้งเนื่องจากเกรงว่าเรื่องจะยืดเยื้อต่อไปไม่ยอมจบ
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการพูดว่าพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง นายกอกล่าวว่าคนที่พูดไม่มีสิทธิมากล่าวหาลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานอะไร ส่วนคนเสื้อแดงที่ถูกหมายเรียกพร้อมๆ กันนั้นเป็นเพียงคนที่เคยพบกันและมีการขอชื่อเพื่อคุยกันผ่าน Facebook ไม่ได้มีการนัดแนะร่วมกันในการทำกิจกรรม ดังที่มีคนพยายามโยงใย
“เราไม่ใช่เครื่องมือ เพราะสิ่งที่ผมทำมันคือความเห็นของผมเอง” นายกอ กล่าว
นายกอกล่าวด้วยว่า ขณะนี้เขามีกำลังที่ดีจากคนรอบข้างทั้งพ่อ-แม่ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ต่างบอกให้เขาสู้ต่อไป ส่วนคนอื่นๆ ที่ร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน จากที่ผ่านมาได้เจอและได้พูดคุยถามไถ่ว่ากำลังใจยังดีอยู่ไหม คำตอบที่ได้คือกำลังใจยังดีกันทุกคน
“ผมจะพูดตามความจริง ข้อกล่าวหาอะไรที่ไม่ใช่ความจริงจะปฏิเสธ" นักเรียนชั้น ม.5 กล่าวเมื่อถามถึงสิ่งที่เขาจะทำต่อไปในการต่อสู้กับข้อกล่าวหา ส่วนจะทำกิจกรรมอะไรต่อไปหรือไม่คงต้องรอให้มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่เสียก่อน
ทั้งนี้ จากกิจกรรมชูป้ายคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นายกอและนักศึกษาอีก 4 คน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.เมือง จ.เชียงราย ตั้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามมาตรา 9 (1) และ (2) คือ ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยง ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ประกาศกำหนด ร่วมกันเสนอข่าว ทำให้แพร่หลายซึ่งสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชน เกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีโทษสูงสุดคือจำคุก 2 ปีและปรับไม่เกิน 20,000 บาท

‘อนุพงษ์-ประยุทธ์’ จับมือวางกำลัง ‘เตรียมทหารรุ่น 12’ คุมกองทัพ!

ที่มา ประชาไท


"ประวิตร"ส่งโผทหารถึงมือ "นายกฯอภิสิทธิ์" เพื่อเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ผวาการเมืองแรง ส่ง"ประยุทธ์" นั่ง ผบ.ทบ.พร้อม ดันเพื่อน ตท.12 คุมกองทัพ สายบูรพาพยัคฆ์ผงาดยึดกองทัพบก

ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า หลังจากที่หลายฝ่ายต่างจับตาดูว่าผู้นำกองทัพจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ท่ามกลาง สถานการณ์การเมืองกำลังร้อนแรง ซึ่งในที่สุดทุกอย่างเป็นไปตามคาดหมายเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.ก้าวขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.
เมื่อวันที่ 2 ส.ค.53 ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ได้จัดส่งบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปี 2553 ให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อให้ นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย หลังจากทุกเหล่าทัพได้ส่งบัญชีรายชื่อให้ พล.อ.ประวิตร เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ ผบ.เหล่าทัพได้เข้าประชุมหารือกับ พล.อ.ประวิตร ที่กระทรวงกลาโหม โดยทาง พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ.ได้ร่วมกันปรับแก้เพื่อความเหมาะสมตามตำแหน่ง แต่ในบางตำแหน่งมีการผลักดันคนของตัวเองขึ้นมาสู่ตำแหน่งหลัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีหลายปัจจัยที่ พล.อ.ประวิตร มีความเป็นห่วงในสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง นปช.และทหารแตงโม จึงหารือกับ พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. เพื่อการวางตำแหน่งสำคัญๆ พล.อ.อนุพงษ์จึงต้องร่วมจัดทำรายชื่อกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อวางตัวบุคคลในตำแหน่งเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะตำแหน่งในกองทัพภาคต่างๆและจังหวัดที่มีกลุ่มคนเสื้อแดง จึงเน้นไปที่บุคคลและมอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ วางคนที่เหมาะสม สามารถดูแล และประสานงาน เพื่อทำให้บ้านเมืองเกิดความมั่นคงได้ รวมทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ และส่วนกลาง ทำให้ส่วนใหญ่มาจากสายบูรพาพยัคฆ์ และเตรียมทหารรุ่น 12 (ตท.12) เพื่อคล่องตัวต่อการดูและสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะขึ้นมานั่งในตำแหน่ง ผบ.ทบ.รายต่อไป ดังนั้นจึงทำให้มีแต่นายทหารในสังกัดสายบูรพาพยัคฆ์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ ส่วนนายทหารสายวงศ์เทวัญ มีเพียง พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เพียงรายเดียวที่ขึ้นสู่ตำแหน่ง 5 เสือ ทบ.สำหรับรายชื่อที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายมีดังนี้
พล.อ.กิตติ พงษ์ เกษโกวิท รอง ผบ.ทหารสูงสุด เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.วิทวัส รัชตะนันท์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม (ผอ.นสผ.กห.) เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ร.อ.รพล คำคล้าย เสธ.ทร. เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.อภิสิทธิ์ จุลโมกข์ ประธานคณะที่ปรึกษา ทอ. เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสธ.ทบ. เป็น รอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ผู้ช่วยผบ.ทอ. เป็น รอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ประธานคณะที่ปรึกษา บก.ทท. เป็น เสธ.ทหาร พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ผบ.นทพ. เป็น ประธานคณะที่ปรึกษา บก.ทท. พล.ร.อ.วีระพล กิจสมบัติ รองเสธ.ทร. เป็น รอง เสธ.ทหาร พล.อ.ท.ไมตรี โอสถหงษ์ รอง เสธ.ทอ. เป็นรอง เสธ.ทหาร พล.ท.ดุลกฤต รักษ์เผ่า รอง ผบ.นทพ. เป็น ผบ.นทพ.
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. เป็น ผบ.ทบ. พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (1) เป็น รอง ผบ.ทบ. พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผบ.ทบ. เป็นประธานที่ปรึกษา ทบ. พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง เสธ.ทบ. เป็น เสธ.ทบ. พล.ท.ชลวิชญ์ เพิ่มทรัพย์ ปลัดบัญชีทหารบก เป็นหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา (อัตราพลเอก) พล.ท.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ทบ. (อัตราพลเอก) พล.ท.ทวนชัย พันธุ์เพิ่มศิริ เจ้ากรมการทหารช่าง เป็นที่ปรึกษาพิเศษ (อัตราพลเอก) พล.ท.สิงห์ศึก สิงห์ไพร จก.ยศ.ทบ. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. (อัตราพลเอก) พล.ท.ยุทธศิลป์ โดยชื่นงาม ผบ.นปอ. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. (อัตราพลเอก) พล.ท.วิทยา ช่อวิเชียร จก.พบ.ทบ. เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. (อัตราพลเอก) พล.ท.มาลัย คิ้วเที่ยง รอง เสธ.ทบ. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. (อัตราพลเอก) พล.ท.มาโนช เปรมวงศ์ศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. (อัตราพลเอก) พล.ท. สุนัย สัมปตะวนิช ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. (อัตราพลเอก)
พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล ผช.เสธ.ทบ.ฝขว. เป็นรอง เสธ.ทบ. พล.ท.อรุณ สมตน ผช.เสธ.ทบ.ฝกพ. เป็นรอง เสธ.ทบ. พล.ท.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เป็นรอง เสธ.ทบ. พล.ต.ไตรรัตน์ รังคะรัตน์ ผบ.ศม. เป็น ผช.เสธ.ฝกบ. พล.ต.วิลาส อรุณศรี รองแม่ทัพน้อยที่ 1 เป็น ผช.เสธ.ทบ. ฝ่ายข่าว พล.ต.สุชาติ หนองบัว จก.กำลังพล ทบ. เป็น ผช. เสธ.ทบ.ฝกพ. พล.ท.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผช.เสธ.ทบ.ฝกบ. เป็นปลัดบัญชีทหารบก พล.ต.นิพนธ์ ปานมงคล รองเจ้ากรมการทหารช่าง เป็น เจ้ากรมการทหารช่าง พล.ต.จักรรัตน์ ธาราพิทักษ์ รองเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก เป็น เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก พล.ต.ดิลก ธีระเนตร รองเจ้ากรมพลาธิการ เป็นเจ้ากรมพลาธิการทหารบก พล.ท. ธวัชชัย ศศิประภา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. เป็นเจ้ากรมแพทย์ทหารบก พล.ต.ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ รอง จก.ยศ.ทบ. เป็น จก.ยศ.ทบ. พล.ต.อุดมเดช สีตบุตร รองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.ธีรชัย นาควานิช รองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพน้อยที่ 2 เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ต.จีระศักดิ์ ชมประสพ รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 2 พล.ท. วรรณวิทย์ ว่องไว แม่ทัพน้อยที่ 3 เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.ชัยณรงค์ ธนารุณ รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 3 พล.ต.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ หัวหน้าประสานโครงการไทย-มาเลเซีย เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.ยอดยุทธ บุญญาธิการ รอง ผบ.นปอ. เป็น ผบ.นปอ. พล.ต.อำพล ชูประทุม ผบ.พล.ปตอ. เป็นรอง ผบ.นปอ. พล.ต.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล เสธ.นปอ. เป็น ผบ.พล.ปตอ.
พล.ต.ว ลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร. 2 รอ. เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.อุทิศ สุนทร ผบ.พล.ร. 9 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.อุกฤษฎ์ ณรงค์วิทย์ ผบ.มทบ.11 เป็นรองแม่ทัพน้อยที่ 1 พล.ต.ศักดิ์ศิลป์ กลั่นเสนาะ รองแม่ทัพน้อยที่ 2 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ต.ชาญชัย ภู่ทอง ผบ.พล.ร. 3 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ต.ต่อศักดิ์ เหลืองตระกูล ผบ.มทบ.21 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ต.พรชัย วัดบัว เสธ.ทน.2 เป็นรอง มทน. 2 พล.ต.ชานุกร ตันโกศล ผบ.มทบ.33 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.ศิริพงษ์ ศโรภาส รองแม่ทัพน้อยที่ 3 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต. ปรีชา จันทร์โอชา เสธ.ทน.3 เป็น ผบ.มทบ.33 พล.ต.สกล ชื่นตระกูล เสธ.ทภ.4 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต. คณินทร วงศาโรจน์ ผบ.จทบ.สระแก้ว เป็น ผบ.มทบ.11
พล.ต.ตะวัน เรืองศรี ผบ.จทบ.กาญจนบุรี เป็น ผบ.พล.ร.9 พล.ต.ประสงค์ ฟักสังข์ เสธ.กองทัพน้อยที่ 1 เป็น เสธ.กองทัพภาคที่ 1 พล.ต.ประสงค์ บุตรขวัญ ผบ.จทบ.สระบุรี เป็น ผบ.มทบ.13 พล.ต.วิชัย แชจอหอ ผบ.จทบ.บุรีรัมย์ เป็น ผบ.พล.ร.3 พล.ต.ณรงค์ดิศ สีทาแก ผบ.จทบ.สกลนคร เป็น ผบ.มทบ.23 พล.ต.คณิต แจ่มจันทรา ผบ.พล.ช. เป็นรองเจ้ากรมการทหารช่าง พล.ต.ชัยวัฒน์ ฐิตสาโร เสธ.กรมการทหารช่าง เป็น ผบ.พล.ช. พล.ต.จรัญ พันธุนนท์ ผบ.ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ เป็นรอง จก.สพ.ทบ. พล.ต.สุรพงษ์ พูลทรัพย์ เสธ.กรมพลาธิการ ทบ. เป็นรอง จก.พลาธิการ ทบ.
พ.อ.ภาณุ วัชร นาควงษ์ รอง ผบ.พล.ร.2 รอ. เป็น ผบ.มทบ.12 พ.อ.เทพพงษ์ ทิพย์จันทร์ รอง ผบ.พล.ร.2 รอ.เป็น ผบ.พล.ร.2 รอ. พ.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รอง ผบ.พล.1 รอ. เป็น ผบ.จทบ.กาญจนบุรี พ.อ.สิงหศักดิ์ อุทัยมงคล รอง ผบ.มทบ.11 เป็น ผบ.จทบ.สระแก้ว พ.อ.สมศักดิ์ ทองพิลา รอง เสธ.ทภ.2 เป็น เสธ.ทน.2 พ.อ.พุฒิเศรษฐ ภาคการ รอง ผบ.พล.ร.3 เป็น ผบ.จทบ.บุรีรัมย์ พ.อ.สถาพร โลหะสุต รอง ผบ.บชร.2 เป็น ผบ.บชร.2 พ.อ.สุรชัย จัตุมาศ รอง จก.สก.ทบ. เป็น จก.สก.ทบ. พ.อ.วีระศักดิ์ รักษาทรัพย์ รอง เสธ.กรมการทหารช่าง เป็น เสธ.กรมการทหารช่าง พ.อ.สมชาย ลิ้มประเสริฐ รอง เสธ.พธ.ทบ. เป็น เสธ.พธ.ทบ. พ.อ.พิชเยนทร์ ธัญญสิริ รอง จก.ขส.ทบ. เป็น จก.ขส.ทบ. พ.อ.จเด็จ ใจมั่น รอง จก.วศ.ทบ. เป็น จก.วศ.ทบ.
พล.ร.อ. ศุภกร บูรณดิลก ผบ.กองเรือยุทธการ เป็น ประธานคณะที่ปรึกษา ทร. พล.ร.ท.ยุทธนา ฟักผลงาม จก.ยศ.ทร. เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทร. พล.ร.ท.ดำรงศักดิ์ ห้าวเจริญ รอง เสธ.ทร. เป็น เสธ.ทร. พล.ร.อ.รุ่งรัตน์ บุณยรัตพันธุ์ รอง ผบ.กองเรือยุทธการ เป็น ผบ.กองเรือยุทธการ พล.ร.ท.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ รอง เสธ.ทร. เป็น หน.ฝสธ. ประจำ ผบ.ทร. (อัตราพลเรือเอก) พล.ร.ท.ชัยวัฒน์ ศรีอักขรินทร์ ปช.ทร. เป็น ที่ปรึกษาพิเศษ ทร. (อัตราพลเรือเอก) พล.ร.ท.สุวิทย์ ธาระธูป ผบ.นาวิกโยธิน เป็น ผู้ ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทร. (อัตราพลเรือเอก) พล.ร.ท.ธีรวัฒน์ ศรีถาพร ผบ.ฐานทัพเรือสัตหีบ เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทร. (อัตราพลเรือเอก) พล.ร.ท.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผช. เสธ.ทร.ฝ่ายยุทธการ เป็น รอง เสธ.ทร. พล.ร.ท.อภิชาติ สุวรรณะชฎ ผช. เสธ.ทร.ฝ่ายกำลังพล เป็น รอง เสธ.ทร. พล.ร.ท.ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร ผช. เสธ.ทร.ฝ่ายกิจการพลเรือน เป็น รอง เสธ.ทร. พล.ร.ท.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ผบ.รร.นายเรือ เป็น ปลัดบัญชีทหารเรือ
พล.อ.อ.ดิลก ทรงกัลยาณวัตร ผู้ช่วย ผบ.ทอ. เป็น รอง ผบ.ทอ. พล.อ.อ.พิธพร กลิ่นเฟื่อง ที่ปรึกษาพิเศษ ทอ. เป็น ประธานคณะที่ปรึกษา ทอ. พล.อ.อ.บุณยฤทธิ์ เกิดสุข รอง เสธ.ทหาร เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทอ. พล.อ.อ.ศรีเชาวน์ จันทร์เรือง ผบ.กรมควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ (ผบ.คปอ.) เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทอ. พล.อ.ท.ชนะ อยู่สถาพร รอง ผบ.คปอ. เป็น ผบ.คปอ. พล.อ.ท.วินัย เปล่งวิทยา รอง เสธ.ทอ. เป็น ที่ปรึกษาพิเศษ ทอ. (อัตราพลอากาศเอก) พล.อ.ท.เพทาย อุดมศักดิ์ ผบ.รร.นายเรืออากาศ เป็น หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา พล.อ.ท.ระพีพัฒน์ หลาบเลิศบุญ ผู้บัญชาการอากาศโยธิน (ผบ.อย.) เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. (อัตราพลอากาศเอก) พล.อ.ท.ชูศักดิ์ วิบูลย์ชัย ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ. เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ (อัตราพลอากาศเอก)
พล.อ.ท.ธัชชัย ถนัดใช้ปืน ผช. เสธ.ทอ.ฝกพ. เป็น รอง เสธ.ทอ. พล.อ.ท.ดิเรก พรหมประยูร จก.ยุทธศึกษา ทหารอากาศ เป็น รอง เสธ.ทอ. พล.อ.ท.อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ จก.กำลังพลทหาร เป็น ผช. เสธ.ทอ.ฝ่ายกำลังพล พล.อ.ต.วิโรจน์ นิสยันต์ รอง ผบ.อย. เป็น ผบ.อย. พล.อ.ต. อานนท์ จารยะพันธ์ ผู้บังคับทหารอากาศดอนเมือง (ผบ.ดม.) เป็น รอง ผบ.คปอ. พล.อ.ต.คะเชนทร์ รอง จก.ยุทธศึกษา ทหารอากาศ เป็น จก.ยุทธศึกษาทหารอากาศ

กก.วุฒิฯ อัด“ศอฉ.”ทำซีดีสลายชุมนุม แจงข้อมูลด้านเดียว-เพิ่มความเกลียดชัง ค้านนำออกเผยแพร่

ที่มา ประชาไท


กก.ติดตามสถานการณ์วุฒิฯ ค้าน ศอฉ.เตรียมเผยแพร่ซีดีชี้แจงปฏิบัติการณ์ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ด้าน “ผช.เสธ.ทบ.” อ้างเนื้อหาซีดีนำภาพจากสื่อนอก ปัดฝ่ายการเมืองตัดสินใจกระชับพื้นที่สวนลุม ส.ว.จี้ กองทัพแจงจำนวนพลสไนเปอร์-กระสุนยางหมดอายุ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ส.ค.53 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา โดยมีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุม เชิญนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เข้าชี้แจงถึงการปฏิบัติการณ์ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ นายสุเทพ มอบหมายให้ พล.ท.อักษรา เกิดผล ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ หัวหน้าส่วนยุทธการ ศอฉ.และนายสมเกียรติ ศรีประเสริฐ รักษาการผู้เชี่ยวชาญความมั่นคงระหว่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าชี้แจงแทน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงแรก ผู้มาชี้แจงเปิดซีดีภาพเคลื่อนไหวประกอบเสียงบรรยายความยาวประมาณ 20 นาที โดยระบุว่า เป็นซีดีที่ ศอฉ.เตรียมจะนำออกอากาศเพื่อชี้แจงสาธารณะ ทั้งนี้ ในเนื้อหาของซีดีมีการเล่าเรื่องความเป็นมาของเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เน้นการนำเสนอว่า ฝ่ายรัฐได้เจรจากับผู้ชุมนุมแล้ว ตัดสลับกับภาพชายชุดดำในหมู่คนเสื้อแดงถืออาวุธไปมา ภาพชายชุดดำยิงทหาร ทั้งนี้ภาพที่นำมาเรียงต่อกันเป็นภาพจากหลากหลายช่วงการชุมนุม ประกอบเสียงบรรยายที่ระบุถึงความจำเป็นที่ศอฉ.ต้องดำเนินการใช้กำลังเข้าไปปฏิบัติการณ์
จากนั้นได้เปิดให้ที่ประชุมซักถาม โดยกรรมการหลายคน คัดค้านการเผยแพร่ซีดีดังกล่าวสู่สาธารณะเพราะเนื้อหาเป็นข้อมูลด้านเดียว ยิ่งสร้างความเกลียดชัง ไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจเหตุการณ์อย่างรอบด้าน อาทิ นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ตอนนี้จับชายชุดดำได้กี่คน มีผู้ก่อการร้ายเท่าไหร่ ศอฉ.อย่าคลุมเครือ เพราะศอฉ.ประกอบด้วยนักการเมืองรวมกับกองทัพ ตอนนี้คนที่ไม่เชื่อรัฐบาลและ ศอฉ.ไปแล้วก็ยิ่งไม่เชื่อ ทำแบบนี้จะยิ่งสร้างความเกลียดชัง ส่วนคนที่หนุนรัฐบาลก็ยิ่งกดดันให้ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มคนเสื้อแดงได้
นายเจริญ ภักดีวานิช ส.ว.พัทลุง กล่าวว่า ก่อนวันที่ 19 พฤษภาคม ศอฉ.ประเมินหรือไม่ว่า ถ้าใช้กำลังจะมีคนตายและตายเท่าไหร่ ทั้งนี้หลังวันที่ 19 พฤษภาคม พบว่า ผู้เสียชีวิต 90 กว่าราย โดนยิงหัว 30-40 คน ศอฉ.ได้ประเมินหรือไม่ เพราะต่อไป ถ้ามีการชุมนุมประท้วง แล้วฝ่ายรัฐใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็จะมีคนตายแบบนี้อีก รัฐจึงต้องระวังการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ให้มากที่สุด
นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ก่อนรัฐบาลจะสั่งกองทัพปฏิบัติการณ์ มีข่าวออกมาว่า มีการประเมินใน ศอฉ.ว่า ตาย 500 ไม่เป็นไร เรื่องนี้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ ตอนเย็นวันที่ 18 พฤษภาคม มีตัวแทน ส.ว.ไปเจรจากับแกนนำ นปช.แต่ตอนนั้น ส.ว.ที่เข้าไปเจรจาก็ทราบแล้วว่า มีการเคลื่อนกำลัง ทำไมไม่นำข้อมูลตรงนี้ไปประเมินด้วยก่อนที่จะเข้าปฏิบัติการณ์ที่นำมาซึ่งความสูญเสีย หรือรัฐบาลได้ตัดสินใจไปก่อนที่ ส.ว.จะเป็นคนกลางไปเจรจาแล้ว
ด้าน พล.ท.อักษรา ชี้แจงว่า ศอฉ.ประกอบด้วยหน่วยงานหลายส่วน ซึ่งส่วนของกองทัพก็ได้ดำเนินการในกรอบกฎหมาย และพยายามหามาตรการต่างๆที่จะไม่ใช่ความรุนแรง หลีกเลี่ยงความสูญเสีย ยืนยันว่า ได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว ส่วนซีดีที่ทำขึ้นมา เป็นการการนำเหตุการณ์ต่างๆ มาเชื่อมโยงจากการประเมินร่วมกับทุกหน่วย ทั้งผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ฝ่ายกฎหมาย หน่วยงานด้านการข่าว หน่วยงานด้านความมั่นคง ซึ่งภาพส่วนใหญ่ที่ได้ มาจากสื่อต่างประเทศซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นกลาง ซีดีดังกล่าวพยายามจะบอกว่า ศอฉ.มองแบบนี้ โดยเอาหลักฐานที่มีมาเรียบเรียงตามสมมติฐาน ซึ่งถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร ผิดถูกอย่างไรก็ให้ว่ามา ส่วนเรื่องชายชุดดำเป็นใครนั้น สมช.กำลังพิสูจน์อยู่เพราะมีปืนทราโว่หายไป 24 กระบอก โดยกำลังขยายพลหลังจากที่จับกุมนายเมธี อมรวุฒิกุล ดารานักแสดง ที่มีปืนทราโว่ในรถ 1 กระบอก
พล.ท.อักษรา กล่าวว่า สำหรับการปฏิบัติการณ์ใช้กำลังใดๆ ศอฉ.ประเมินทุกครั้ง จึงไม่เข้าไปที่ราชประสงค์ แต่เพียงขยับแนวเข้ามากระชับพื้นที่รอบสวนลุมพินี เพราะก่อนหน้านั้นมีเหตุอาวุธสงครามบริเวณแยกศาลาแดง สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง โรงแรมดุสิต ในสวนลุมพินีก็มืดลึกลับ สถานทูตแถวนั้นก็ร้องเรียนมาด้วย ศอฉ.ตัดสินใจสั่งการใช้เจ้าหน้าที่กระชับเข้าไป หลังปฏิบัติการณ์ก็พยายามคุมความเสียหาย แต่พอมีการเผาบริเวณพื้นที่ชุมนุม ศอฉ.ก็เปิดสนามศุภฯ เป็นสถานที่รอส่งคนกลับภูมิลำเนา แต่ผู้ชุมนุมก็ไม่ออกมาแต่กลับไปรวมตัวที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งพื้นที่นั้น ไม่อยู่ในแผนปฏิบัติการณ์ แต่ ศอฉ.ก็พยายามสื่อสารเข้าไป ซึ่งผู้ชุมนุมที่นั่นก็รับข่าวสาร แต่สมัครใจอยู่ต่อ เพราะกลัว ซึ่งที่มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ ต้องรอผลการชันสูตจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์นอกจากนี้ พอเกิดเพลิงไหม้หลายพื้นที่ เจ้าของก็ขอให้ ศอฉ.ช่วย แต่เมื่อกทม.ส่งรถดับเพลิงเข้าไปก็ถูกยิงจากกำลังไม่ทราบฝ่าย แม้แต่ เซนเตอร์วัน อนุสาวรีชัยสมรภูมิ ใช้ตำรวจสามกองร้อยคุ้มครองเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ก็ยังเข้าไปไม่ได้ ยืนยันว่า ได้ประเมินทุกขั้นและหยุดทบทวนการปฏิบัติทุกขั้น ทั้งนี้เมื่อมีการสูญเสีย ทหารไม่สบายใจ เพราะเป็นรั้วของชาติ และเมื่อมารักษาความสงบภายในประเทศ ก็ตระหนักว่า ทุกคนไม่ว่าใครเป็นประชาชนคนไทย
“ทหารไม่อยากใช้กำลัง แต่ขึ้นกับฝ่ายการเมืองจะตัดสินใจ ซึ่งที่ทำบริเวณศาลาแดง เพราะบริเวณนี้มีแกนนำเช่น นายพายัพ ปั้นเกตุ หรือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ซึ่งเป็นสายฮาร์ดคอร์ และไม่รู้ว่า เวทีใหญ่คุมแกนนำสายนี้ได้หรือไม่ และบริเวณแถวนี้มีใช้ความรุนแรงก่อนหน้านี้แล้วจนคนสีลมต้องใช้กำลังออกมาตอบโต้ ซึ่งกองทัพได้พยายามป้องกันการเผชิญหน้ากันหลายรอบแล้ว เหตุแถวสวนลุมพินี เสื้อแดงก็ปฏิเสธตลอด แต่เมื่อวัดวิถีแล้ว มาจากฝั่งที่มีคนเสื้อแดง” พล.ท.อักษรา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการชี้แจง กรรมการหลายคนไม่ค่อยพอใจ และตำหนิการจัดทำซีดีชุดดังกล่าว อาทิ พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ส.ว.อุดรธานี กล่าวว่า อย่าไปเถียงเลยใครยิงก่อนยิงหลัง เพราะผู้สั่งการใช้กำลังไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และตอนนั้นชุลมุน ทหารเข้าไปเกรงว่ามีอันตราย โดยสัญชาตญาณก็อาจยิงก่อนได้ อีกฝ่ายก็ยิงได้ ฉะนั้นอย่าพูดมาก ให้พนักงานสอบสวนทำ ยิ่งพูดยิ่งต่อความยาวสาวความยืด ซีดีดังกล่าว ตนเห็นว่า จะสร้างความเกลียดชังในสังคมมากขึ้น
ส่วน ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ข้อมูลการแพทย์หลายหน่วยงาน และดีเอสไอก็มี ทำไม ศอฉ.ชอบบอกว่า ข้อมูลไม่ครบถ้วน ตนคิดว่า ฝ่ายรัฐอยากปิดเป็นความลับมากกว่า ไอโม่งชุดดำจมูกโด่งที่หนังสือพิมพ์ลงข่าว คือใคร ทำไมยังไปทำบุญให้ผู้เสียชีวิตหลังเหตุการณ์ได้อยู่ ซีดีนี้ ฉายภาพที่ไปกล่าวหาคนเสื้อแดงทั้งหมด ซึ่งไม่สมควรมาก แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า มีแกนนำคนเสื้อแดงบางคนที่นิยมความรุนแรงจริง เช่น แกนนำที่เป็นนักร้องที่พูดบนเวทีว่า ให้ถือน้ำมันไปที่ศาลากลางจังหวัดหากทหารทำร้ายประชาชน และมีกรณีที่คนมาชุมนุมแล้วเสียชีวิตจะได้เงิน 1 แสน หรือผู้ชุมนุมที่ขับรถกลับบ้านแล้วประสบอุบัติเหตุ ก็มีคนเอาเงินไปให้ ข้อมูลเหล่านี้ก็ละเลยไม่ได้เช่นกัน
นายไชยา ยิ้มวิไล กรรมการ กล่าวว่า ที่มีเหตุใช้อาวุธ หรือมีระเบิดไม่ว่าในช่วงการชุมนุม หรือตอนนี้ ไม่เป็นธรรมที่จะผูกโยงไปที่ เสธ.แดงทุกเรื่อง และเห็นว่า อย่าออกซีดีนี้เด็ดขาด เพราะชี้นิ้วตัดสินไปที่คนเสื้อแดงอย่างเดียว ซึ่งไม่ยุติธรรม
พล.ต.อ.ยุทธนา ไทยภักดี ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ไม่ควรนำซีดีนี้ออกอากาศ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ภาพถือปืนสไนเปอร์ กองทัพรู้ดีที่สุดว่า ใครมีศักยภาพยิงได้บ้าง ซึ่งมีไม่กี่คนต่อแต่ละหนึ่งหน่วยทหาร ถ้าจะไปกล่าวหาคนเสื้อแดง ตนคิดว่า คนเสื้อแดงไม่มีศักยภาพเพียงพอ หรืออาจมีแค่บางคนที่ไปฝึกมา แต่ตนคิดว่า ตั้งแต่กรณี 10 เมษายน แล้ว ทำไมทหารก็รู้ว่าค่ำมืด ใช้กำลังเข้าไปปฏิบัติการณ์ไม่ได้ แต่ก็ยังเข้าทำ ส่วนพล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า อาวุธในการควบคุมการชุมนุมต้องทันต่อสถานการณ์ ตนสงสัยว่า การใช้กระสุนยาง ตกลงแล้วมีคนเสียชีวิตหรือไม่ เพราะไม่มีใครพูดถึงเลย ตอนปี 48 มีเหตุการณ์ที่ กองทัพจะใช้กระสุนยาง แต่พบว่า ยางเสื่อม ยางจึงแข็ง ถ้ายิงโดนคงเสียชีวิต ตอนนั้นกองทัพจึงจะจัดหาใหม่ อย่างไรก็ดี ขอร้องว่า อย่าไปกล่าวหาทหารว่าฆ่าประชาชน เพราะคนสั่งการคือรัฐบาล
ด้าน พล.ท.อักษรา ชี้แจงว่า ในเวลากลางคืน จะไม่มีการใช้กำลังปฏิบัติการณ์อยู่แล้ว และกรณี 10 เมษายน ได้วิทยุสั่งการแล้ว แต่เหตุการณ์วันนั้นมันต่อเนื่อง การจะเอากำลังเข้ามาก็ต้องให้พร้อมเพื่อมั่นใจ จึงเริ่มปฏิบัติการณ์ตอนบ่าย ส่วนกรณีสาเหตุการตายทั้งหมดในเดือนเมษายน-พฤษภาคม กำลังรวบรวมสาเหตุอยู่ และจะส่งเอกสารมาให้
จากนั้น นายจิตติพจน์ กล่าวสรุปว่า ที่ประชุมมีมติว่า ศอฉ.ไม่ควรนำซีดีไปเผยแพร่ เพราะเป็นข้อมูลด้านเดียว แต่ต้องให้มีข้อเท็จจริงจากหลายฝ่าย ไม่เช่นนั้นจะยิ่งปลุกปั่นสร้างความเกลียดชัง นอกจากนี้ ขอเสนอให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้เร็วที่สุด ซึ่งนายสมเกียรติ ศรีประเสริฐ รักษาการผู้เชี่ยวชาญความมั่นคงระหว่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า จะนำข้อเสนอของ ส.ว.หารือใน ศอฉ.เพื่อยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในทุกจังหวัดให้เร็วที่สุด